สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ หารือเรื่องการจัดสวัสดิการสังคม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ และคนพิการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนพัฒนาส่วนบุคคล และสนับสนุนการออมของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสวัสดิการชุมชน

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ดิฉันเองต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องของการจัด สวัสดิการสังคมแล้วก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับ ประเทศไทยในครั้งนี้ ในส่วนนี้รายงานการศึกษาของทางคณะกรรมาธิการที่นำเสนอมา ดิฉันเองเห็นด้วยทุกประการ ทุกเรื่องเลยที่เสนอมา และเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ครอบคลุม ทั้งประชาชนทุกเพศทุกกลุ่มวัย แล้วก็ทุกฐานะ แล้วก็ที่สำคัญรัฐเองโดยบทบาทของภาครัฐ จะต้องมีบทบาทในการเข้ามาจัดบริการขั้นพื้นฐานในด้านสวัสดิการสังคมอยู่แล้ว แต่ในการศึกษาของคณะกรรมการได้เห็นความสำคัญว่าไม่ใช่เป็นภาครัฐแต่เพียงผู้เดียวจะทำ หน้าที่ตรงนี้ แต่ว่าควรจะต้องมีการดึงเอาภาคเอกชนรวมไปถึงในส่วนของภาคท้องถิ่น จะต้องมาร่วมกัน และที่สำคัญก็คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็คือตัวประชาชนเอง เขาเอง เขาก็จะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในครั้งนี้ด้วยไม่ใช่ว่ารอรับแต่การสงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันเห็นด้วยในกรณีที่ว่าการจัดบริการนั้นในเรื่องของการจัดสำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ แรกเกิดถึง ๖ ขวบ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเป็นห่วงนั้นเด็ก ๓ ขวบนี้เขามีระบบของท้องถิ่น ที่มีศูนย์เด็กเล็กดูแล หรือว่าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สิ่งที่มันขาดหายไปในวันนี้ ก็คือเด็กที่แรกเกิดจนถึง ๓ ขวบนี้ จะไม่มีหน่วยงานที่จะรับผิดชอบอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่ในส่วนของครอบครัวที่จะต้องรับผิดชอบดูแล แต่ปัญหาของครอบครัว ณ วันนี้ที่เราเห็นกันในชนบทนี้มันกลายเป็นไม่ใช่ครอบครัวที่ผาสุก ไม่ใช่ครอบครัวที่พ่อแม่ อยู่ดูแลลูกของตัวเอง ก็คือพ่อแม่จะต้องไปทำงาน ไปอยู่ต่างจังหวัด แต่ว่าจะต้องทิ้งลูก ของตัวเองให้กับปู่ย่าตายายเป็นคนเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นตรงนี้เด็กแรกเกิดซึ่งเราถือว่าเป็นเด็ก กลุ่มที่สำคัญในเรื่องของพัฒนาการตามที่หลายท่านได้กล่าวมา ส่วนนี้แต่กลายจะต้องอยู่ใน การดูแลของปู่ย่าตายายที่ขาดความรู้ แล้วที่สำคัญยังขาดปัจจัยอีกเพราะว่าฐานะยากจน เพราะฉะนั้นก็จะเลี้ยงดูแบบตามมีตามเกิด ก็มีอะไรก็ให้กินไปอะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็มี ผลกระทบเรื่องของพัฒนาการเด็กด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันมองว่ารัฐจะต้องลงทุน ภาครัฐ ต้องลงทุนให้กับทรัพยากรมนุษย์ของบ้านเรา เพราะฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัวต้องเสริม มีบริการเสริมที่จะไปช่วย แต่ก็ดีใจว่ามีปรากฏในรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้แล้วตรงนี้ แต่ที่สำคัญท่านก็ต้องจัดงบประมาณตรงนี้เข้ามาด้วยว่า เขาจะอยู่อย่างไรที่เขาจะเพียงพอ หรือว่าขณะเดียวกันโดยฐานของชุมชนหรือว่าท้องถิ่น ดิฉันเองก็ดีใจว่าเราจะมีการกระจาย งานไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ท้องถิ่นอาจจะมีส่วนสำคัญต่อการที่จะไปช่วยดูแลกลุ่มบุคคลเหล่านี้ และที่สำคัญก็ต้องมีข้อมูลด้วย เพราะฉะนั้นท้องถิ่นจะต้องมีข้อมูลว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ตรงไหน หรือจะต้องดูไปถึงว่าตั้งแต่มารดาที่ตั้งครรภ์ แล้วเป็นวัยรุ่นเสียมากด้วย ณ วันนี้มารดา ที่ตั้งครรภ์และเป็นวัยรุ่น วัยใสก็ไม่มีความรู้ในการที่จะดูแลในเรื่องของการตั้งครรภ์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็คงจะต้องดูว่าเด็กกลุ่มนี้หรือว่ามารดากลุ่มนี้อยู่ตรงไหน ก็ต้องไปเสริมทั้งใน เรื่องของความรู้ในการดูแล แล้วก็เรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นมันน่าจะมีศูนย์ ศูนย์ที่จะให้ คำปรึกษา ให้คำแนะนำรวมไปถึงการให้บริการโดยตรงให้กับคนกลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็น คนชนชั้นที่ยากจนหรือมีรายได้น้อย ดิฉันก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับ เด็กกลุ่มนี้ค่ะ

อีกประการหนึ่ง ในเรื่องของคนพิการจะเห็นว่าท่าน สปช. วิริยะนี้ก็พยายาม พัฒนาในระบบของการดูแลผู้พิการอย่างมาก ตั้งศูนย์บริการคนพิการ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ณ วันนี้เรามีข้อมูลเรื่องคนพิการ ถือว่าเป็นข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอน แต่อยู่ที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือที่พัฒนาสังคมจังหวัดแต่ละจังหวัดเขาจะมี หน้าที่ของการจดทะเบียนคนพิการ แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้มันไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการวางแผน อย่างจริงจังว่าคนพิการที่จดทะเบียนมันจะสามารถแยกแยะได้ว่ากลุ่มไหนที่ควรจะเข้าสู่ ระบบการศึกษา กลุ่มไหนที่สามารถจะสงเคราะห์หรือดูแลซึ่งทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็จะเป็น อีกกลุ่มหนึ่ง แต่กลุ่มที่ควรจะได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาด้านอาชีพ มันไม่ได้ถูกนำมา มองกันตรงนี้ ข้อมูลก็จะเก็บไว้นิ่ง ๆ ก็เลยอยากจะให้ดูตรงนี้ด้วยว่า ต้องมีการเอาข้อมูลมาใช้ ในการวางแผนอย่างจริงจัง แล้วก็เป็นการพัฒนารายบุคคลไปเลย

และสุดท้ายนี้ ดิฉันเองก็สนับสนุนในเรื่องของการออมของภาคประชาชน ก็คือกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่ง ณ วันนี้เขาทำกันอยู่มากแล้ว และที่สำคัญกองทุนเหล่านี้ มันสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชนและที่สำคัญสวัสดิการเหล่านี้มันสามารถที่จะนำไปใช้ ในเรื่องต่าง ๆ บางกองทุนมีจัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชนเลยถึง ๓๐ กว่าเรื่อง ดิฉันมองเห็นว่า น่าจะต่อยอดเรื่องของกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างจริงจัง ขอบคุณค่ะ