สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๔ · ๘ เมษายน ๒๕๕๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๒๖ คน
(เนื่องจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง ติดราชการ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขณะนี้ มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม ๑๓๐ ท่าน เป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันขอดำเนินการประชุมสภาปฏิรูป แห่งชาตินะคะ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ เรื่อง รายงานผลการพิจารณาศึกษากฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ พิจารณาเสร็จแล้ว

ดิฉันขอเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ค่ะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ท่านสมาชิกคะ และด้วยประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอก เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อให้การรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์มาก ยิ่งขึ้น ดิฉันจึงได้พิจารณาแล้วได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ค่ะ ศาสตราจารย์กาญจนา กาญจนสุต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข นายสุพจน์ เธียรวุฒิ และนายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ค่ะ ขอเชิญท่านเข้าร่วม ชี้แจงกับคณะกรรมาธิการค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

เรียนประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นการรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติว่าด้วยเรื่องกฎหมายดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สืบเนื่องมาจากท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายนี้ไว้ในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ ในส่วนของการสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจของ ประเทศว่ารัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้มีการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) และ วางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้า ไปได้อย่างทันโลกนะครับ แล้วก็สามารถแข่งขันในยุคสมัยใหม่นี้ได้ ตลอดจนนำเอาเทคโนโลยี ดิจิทัลมาใช้ในเรื่องของการผลิตการค้า สร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งการให้บริการภาคธุรกิจ การเงินและธุรกิจบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสื่อสารและการบันเทิง ซึ่งก็เป็นเรื่องของการรองรับเรื่องอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนประเทศชาติให้เข้าสู่สังคมดิจิทัลซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในทุก ๆ ด้าน เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ก็ได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเด็นที่เราจะอธิบายให้ท่านสมาชิก ท่านประธานได้ทราบว่าหลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการและได้ผ่านความเห็นชอบ ต่อร่างกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ และวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๘ ซึ่งภายหลังจากได้มีการนำเรื่องกฎหมายนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี แล้วก็มีมติอนุมัติหลักการไปนั้นก็ได้มีกลุ่มบุคคลและผู้ที่คาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบเนื่องจาก กฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีผลบังคับใช้ทำให้เกิด การกระทบกระเทือนในการปฏิบัติงานหรือว่ามีผลกระทบในเรื่องต่าง ๆ แก่บุคคลเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งเครือข่าย กลุ่มบุคคล ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม กลุ่มเครือข่ายสื่อเพื่อเด็กเยาวชน และครอบครัว และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ตลอดจนภายหลังจากที่เราได้ออกไปรับฟัง ความคิดเห็นสื่อมวลชนและประชาชนในต่างจังหวัดโดยชุดคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เราก็ได้มีความคิดเห็นจากที่ประชุมในการรับฟัง ครั้งนั้นแต่ละครั้งซึ่งเราไป ๓ แห่งด้วยกัน ที่อุบลราชธานีที่เชียงใหม่ แล้วก็ที่สงขลา ทั้ง ๓ แห่งนี้ ก็ได้พูดค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันในเรื่องของความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของผลกระทบที่อาจจะ เกิดขึ้นจากกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการนี้นะครับ อันนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้รับ เอาเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลมาศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากว่ากฎหมายที่ร่างออกมาทั้ง ๑๐ ฉบับนั้นอาจจะมี ผลกระทบอย่างไรหรือไม่

ข้อแรกก็คือว่าการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้กำลังดำเนินการอยู่

ข้อที่ ๒ จะกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนหรือไม่ อย่างไร อันนี้ ก็เป็นส่วนที่ ๒ ที่เป็นเหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อศึกษาถึงผลกระทบเรื่องเหล่านี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งการตั้งคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ก็มีคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เป็นประธาน ก็จะได้เป็นผู้นำเสนอในเรื่องผลของการศึกษาในครั้งนี้ด้วย ตลอดจนอีกท่านหนึ่งก็คือท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ซึ่งก็ได้มีส่วน ในเรื่องของการศึกษาในเรื่องของกองทุนดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งก็จะมา นำเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ตามลำดับนะครับ ผมก็ใคร่ขอเรียนเชิญทางคุณวสันต์ได้ดำเนินการต่อ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาและ เพื่อนสมาชิก ผม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณากฎหมาย ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๑๐ ฉบับนี้ ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุม กฎหมายดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับเป็นกฎหมายที่โดยหลักการแล้วต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่จะออกมาเพื่อที่จะทำให้เรา มีการวางรากฐาน มีนโยบายที่ชัดเจน มีทิศทางที่จะเดินไปสู่สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่มีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลเรื่องนี้ โดยหลักการแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในเรื่องที่จะมีนโยบาย มีการบูรณาการงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เข้าด้วยกันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง รัฐบาลได้มีดำริที่จะส่งเสริมให้ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลมีความ เข้มแข็งขึ้น มีการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้มีระบบ แล้วก็มีความจริงจังขึ้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการให้ความเห็นชอบกับกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับ ในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและเดือนมกราคมที่ผ่านมาในช่วงต้นเดือน กฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้สามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด ๓ กลุ่มด้วยกันนะครับ

กลุ่มแรกมี ๒ ฉบับด้วยกัน

๑. ร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

๒ ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

อันนี้เป็นเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานองค์กร

กลุ่มที่ ๒ มีทั้งหมดรวม ๔ ฉบับด้วยกัน ได้แก่

๑. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ....

๒. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ....

๓. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ....

๔. ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรียกกัน ย่อ ๆ ว่า พ.ร.บ. กสทช. นะครับ

ร่างกฎหมายกลุ่มที่ ๒ ทั้ง ๔ ฉบับนี้ ๓ รายการแรกได้ถูกรวมเข้าเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน หลังจากที่ผ่านคณะรัฐมนตรีไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ๓ ฉบับมีความสอดคล้องใกล้เคียงกัน ก็ได้มีการรวบรวมให้เป็น ร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน คือ ร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ....

กลุ่มที่ ๓ ของกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับ มีกฎหมาย ๔ ฉบับด้วยกัน ได้แก่

๑. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๒. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๓. ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๔. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ....

ร่างกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับนี้มีความสำคัญกับประเทศชาติมาก เนื่องจากว่า จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ภูมิศาสตร์ของเรื่องการที่เรา จะไปสู่ดิจิทัล การที่เราจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สังคมดิจิทัล การวางรากฐานตรงนี้ มีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจจะขาดนโยบาย ขาดทิศทางที่ชัดเจน ขาดการบูรณาการกัน กฎหมายเหล่านี้มีเจตนาที่ดีที่จะทำให้เรามีนโยบาย เรามีทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามในแง่ของการศึกษาหลังจากที่กฎหมายได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แล้วก็ได้มีผู้ที่มายื่นข้อร้องเรียนต่อทางกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศ อย่างเช่น เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Net) เครือข่ายครอบครัวเด็กและเยาวชน แล้วก็ เครือข่ายคนพิการนะครับ ทางกรรมาธิการได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ โดยเราได้ตั้งประเด็นศึกษารวมทั้งหมด ๕ ประเด็นด้วยกันนะครับ

ประเด็นแรก เป็นเรื่องของแนวทางและหลักการของกฎหมายเศรษฐกิจและ ดิจิทัล ตรงนี้ว่าหลักการและเหตุผลแนวทางเป็นอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง สถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ปรากฏตามร่างกฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. และกองทุน กทปส. หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อ

ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของ ประชาชน

ประเด็นที่ ๕ เป็นเรื่องความเชื่อมั่นของภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการต่อ ร่างกฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ

คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษาใน ๕ ประเด็นหลักใหญ่ ๆ ตรงนี้ โดยวิธีการ พิจารณาศึกษา ผมขออนุญาตเรียนว่าเราได้ศึกษาจากการที่รับฟังข้อเสนอของผู้ที่มายื่น ข้อเรียกร้องกับทางกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายพลเมืองเน็ต ทางเครือข่ายคนพิการ โดยสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เครือข่ายครอบครัว เด็ก และเยาวชน เราได้ ศึกษาจากข้อสรุปแล้วก็ข้อเสนอแนะประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ จากที่มีการเปิดเวทีอภิปราย เวทีเสวนา เพื่อรับฟังความคิดเห็น แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลายต่อหลายเวที ประเด็นนี้ต้องถือว่าเป็นประเด็นที่ร้อนแรง แล้วก็มีการจัดเวทีอภิปรายกันอย่างกว้างขวางอย่างมาก เราก็ได้รวบรวมความคิดเห็นแล้วก็ ข้อเสนอแนะมาไว้ในการศึกษานี้ด้วย ในขณะเดียวกันกรรมาธิการก็ได้ร่วมกับกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังได้ออกไปรับฟังความคิดเห็นจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยพายัพ นอกจากนั้นก็ได้มีการค้นคว้าข้อมูลเอกสารที่มีการเผยแพร่ ที่มีการแสดงความคิดเห็นทั่วไปตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) หรือว่าสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้เชิญบุคคล แล้วก็หน่วยงานผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อมูล ให้ข้อคิดเห็น อย่างเช่น ได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับแห่งนี้ แล้วก็เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ผลักดัน รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับ เราได้เชิญทางผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาให้ ข้อมูลด้วยซึ่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายคมนาคมก็เป็นตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาให้ข้อมูล นอกจากนั้นก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ข้อมูล ความรู้กับเราในเรื่องกฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับครับ

จากการศึกษาเราได้ข้อสรุปออกมาทั้งหมด ผมขออนุญาตว่าจาก ๕ ประเด็นที่เรา ศึกษาเราก็ได้ข้อสรุปออกมา โดยขออนุญาตเรียนนำเสนอดังนี้ว่าจากภาพรวมเราเห็นว่า โดยหลักการแล้ว โดยนโยบายที่จะมีกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากว่าลงไปในรายละเอียดของกฎหมายแล้วยังมีข้อที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ จำนวนมาก หากไม่มีการแก้ไขจะมีผลกระทบต่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน แล้วก็จะมีผลกระทบต่อเรื่องขององค์กรกำกับดูแลสื่อ ซึ่งที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังทำอยู่นี้ก็ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องมี องค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแล ถ้าหากว่าไม่มีการแก้ไขนี้ก็จะกระทบกับเรื่องนี้ จะทำให้เป็นการ สวนทางกับทิศทางที่เรากำลังจะทำการปฏิรูปอยู่ ข้อสรุปจากการศึกษาถ้าแบ่งออกเป็นกลุ่ม

ในเรื่องของกลุ่มกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ๑๐ ฉบับนี้ ขออนุญาตนำเสนอดังนี้

จากการศึกษานี้เราพบว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจและ สังคมดิจิทัลนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าในรายละเอียดพบว่ากฎหมายมุ่งไปที่ความมั่นคงของรัฐ หรือว่า ความมั่นคงของประเทศ เนชันแนล ซีเคียวริตี (National Security) มากกว่าความมั่นคงปลอดภัย ของระบบคอมพิวเตอร์ หรือว่าไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) ซึ่งอันนี้อาจจะกระทบ ต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งใน แล้วก็ต่างประเทศ อันจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและ สังคมโดยรวมมากกว่าผลดี นอกจากนี้ยังอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างกว้างขวาง ในขณะที่การออกกฎหมายนี้ก็ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม กฎหมายนี้ต้องการผู้เชี่ยวชาญผู้ที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติต่าง ๆ เข้ามาช่วยกัน แต่ว่าการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายนี้มีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ต้องถือว่าน้อยมาก แล้วก็ ยังขาดการมีส่วนร่วมนะครับ เราก็เลยเห็นว่าในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถสนับสนุนส่งเสริม การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การออกกฎหมายได้นะครับ

ประการที่สอง ในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างสถานะแล้วก็บทบาทอำนาจหน้าที่ของ สำนักงาน จากการศึกษาเราพบว่า องค์กรหรือหน่วยงานรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาตามร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการสำนักงาน แล้วก็องค์กรขึ้นใหม่ หลายคณะ หลายหน่วยงาน แต่ว่าขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะความรับผิดชอบ แล้วก็รูปแบบ ขององค์กรว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพราะว่ากฎหมายบัญญัติไม่ให้เป็น ทั้งส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นหน่วยรับตรวจของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่ว่าให้ สตง. เป็นผู้สอบบัญชี แล้วก็ยังตัดอำนาจอื่น ๆ อีกหลายประการที่ทาง สตง. จะสามารถทำได้ อันนี้ก็เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความโปร่งใส แล้วก็เรื่องธรรมาภิบาลขององค์กร ก่อนหน้านี้เราคงได้ยินเรื่องปัญหาธรรมาภิบาลของ กสทช. เราคงไม่อยากให้เกิดลักษณะเดียวกันขึ้น จากการศึกษาเราคิดว่าโครงสร้าง สถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของสำนักงานองค์กรหรือหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมายังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ที่ต้องให้ความสำคัญที่จะต้องระมัดระวังก็คือว่า ขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของสำนักงานและหน่วยงานระบบการสรรหาคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง อย่างมีธรรมาภิบาล การเคารพต่อวินัยทางการเงินและการคลัง การออกแบบกลไกและระบบ การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ หลักประกันการใช้อำนาจและความรับผิดของเจ้าพนักงาน ที่โปร่งใส เป็นธรรม แล้วก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อันเป็นประเด็นหลัก และที่สำคัญ ที่จะทำให้ร่างกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ไม่สามารถสนับสนุนหรือว่าส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลและสังคมของประเทศไทยได้ในที่สุด

ประการที่ ๓ เรื่องของสถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือว่า กสทช. เดิม กสทช. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตาม พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ กสทช. ต้องเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แต่จากการศึกษาเราพบว่ากฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ที่ออกมาโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. จะไปลดทอนความเป็นองค์กรอิสระของ กสทช. ลง เนื่องจากว่า กสทช. จะต้องขึ้นกับ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย นอกเหนือจากการที่จะต้องขึ้นกับทางรัฐบาล ในขณะเดียวกันในเชิงโครงสร้างก็ดูเหมือนว่าจะต้องไปเกี่ยวพัน ไปสัมพันธ์แล้วก็จะต้องไปทำงาน ให้สอดคล้องกับกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งจะถูกปรับให้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมนะครับ ขณะเดียวกันก็คือถ้าหากว่ามีข้อที่แตกต่างระหว่าง กสทช. กับคณะกรรมการ ดิจิทัลก็จะต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะพิจารณาเรื่องแต่หากตกลงกันไม่ได้ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็จะต้องเป็นคนชี้ขาด ดังนั้นจากโครงสร้าง และจากความสัมพันธ์ระหว่าง กสทช. กับองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ก็จะทำให้ความเป็นอิสระของ กสทช. ถูกลดทอนลงไป ซึ่งถ้าหากว่า กสทช. ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐหรือฝ่ายการเมืองได้ง่าย อันนี้ก็จะยิ่งเป็นอันตราย เนื่องจากว่า กสทช. ทำหน้าที่ในการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม การที่จะมีการแทรกแซงโทรทัศน์ วิทยุหรือสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อเอกชนที่ กสทช. ดูแลอยู่ ก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ก็จะส่งผลเสีย

อีกประการหนึ่งเท่าที่เราได้ศึกษากันก็คือเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน จากการศึกษาเราพบว่ากฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ ที่จะออกมา จะมีผลกระทบกับการสื่อสารของประชาชน เนื่องจากว่ากฎหมายให้บทบาท ให้อำนาจหน้าที่กับเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะเข้าไป ตรวจค้น เราลองนึกดูนะครับว่าโดยปกติแล้ว ถ้าหากว่าบ้านเราจะมีใครเข้ามาตรวจค้น ก็คงจะต้องมีหมายศาลก่อนที่จะเข้ามาตรวจค้นภายในบ้านเราได้ แต่ว่าสิ่งที่เราสื่อสารกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทางอีเมล์ (e-Mail) ไม่ว่าจะทางสื่อสังคมออนไลน์นะครับ กฎหมายฉบับใหม่ที่จะออกมา ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากในการตรวจค้น สามารถตรวจค้นได้ตั้งแต่จดหมายโทรเลข ซึ่งเลิกกัน ไปแล้ว รวมทั้งไปรษณีย์ทั่วไป ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งหลาย ทางเจ้าหน้าที่สามารถที่จะใช้อำนาจหน้าที่เข้ามาตรวจค้นได้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติจากศาลหรือ โดยที่ไม่มีการกลั่นกรอง ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ก็ได้รับการยกเว้นความรับผิดทางแพ่งและ ทางอาญา นอกจากนั้นยังไม่มีมาตรการที่จะไปเยียวยาถ้าหากว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายกับปัจเจกชนหรือกับเอกชนหรือผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลาย นอกจากนั้นก็คือว่าคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นหรือใช้อำนาจหน้าที่ก็ไม่จำเป็น ต้องแสดงเหตุผลหรือไม่จำเป็นที่จะต้องยกข้อกฎหมายว่าทำไมถึงต้องไปค้นผู้ที่ต้องสงสัย ทำผิดกฎหมายข้อใด ไม่จำเป็นต้องมีการยกเหตุผลขึ้นมา แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีการรายงาน ต่อสาธารณชนหลังจากที่ดำเนินการว่าตกลงการค้นหรือการดำเนินการของเจ้าหน้าที่นี้ ผลเป็นประการใด ตรงนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่กระทบกับสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน อย่างรุนแรง แล้วก็จะเป็นเรื่องที่กระทบต่อบรรยากาศในการที่เราจะสร้างความเข้มแข็ง ของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะว่าบรรดาผู้ลงทุน ผู้ประกอบการทั้งหลายก็คงจะไม่ปรารถนา ที่จะลงทุนในประเทศไทย ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจมากขณะที่สามารถเข้าตรวจค้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างประชาชนโดยทั่วไปหรือว่าเข้าไปตรวจค้นที่ทำงานหรือยึด เครื่องไม้เครื่องมือ ยึดเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือระบบปฏิบัติการทั้งหมดได้โดยที่ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่มหาศาล แล้วก็ไม่มีการถ่วงดุล

ประการถัดมาก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ อย่างที่เรียนว่ากฎหมาย มีความละเอียดอ่อน แล้วก็มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ได้มีผลกระทบต่อ กสทช. ไม่ได้มี ผลกระทบต่อกระทรวงไอซีทีเท่านั้น แต่มีผลต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศตั้งแต่ที่เป็นอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ (Hard Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานหลัก ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Soft Infrastructure) หรือเกี่ยวกับคอนเทนท์ (Content) ทั้งหลาย เกี่ยวกับเนื้อหา ก็มีผลกระทบโดยทั่วไป ในขณะที่ การออกกฎหมายบรรดาผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหลายต่อหลายฝ่ายไม่ได้รับรู้มาก่อน แล้วก็ผลที่จะออกมาจะมีผลกระทบ มีผลเสียต่อผู้ประกอบการ ตรงนี้ก็เลยคาดหมายว่าถ้าหากว่า กฎหมายผ่านออกไปโดยที่ไม่มีการแก้ไขปรับปรุง ตรงนี้จะมีผลกระทบต่อการที่เราจะเดินหน้า ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่หวังว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือสังคมดิจิทัลจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการติดต่อสื่อสารหรือใช้บริการ จากภาครัฐนะครับ ตรงนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่เราตั้งใจหรือหวังไว้นะครับ

สำหรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการจากที่เราได้ศึกษาแล้วก็ได้พิจารณา ทั้ง ๕ ประเด็นดังกล่าวนี้ ผมขออนุญาตนำเรียนเสนอดังนี้ว่า

ข้อเสนอของเราในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเนื้อหากฎหมายดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) หรือว่ากฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นหลักเลยที่เราเสนอ ก็คือว่าคณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ที่จะเกิดขึ้นเราเห็นด้วยว่าควรจะมีคณะกรรมการระดับชาติ ที่จะดูแลเรื่องนี้ แต่คณะกรรมการควรจะทำหน้าที่เป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy Maker) หรือว่าเป็นผู้กำหนดนโยบาย ไม่ควรที่จะเป็นทั้งผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้บังคับใช้ รวมทั้ง เป็นผู้เล่นเองด้วยนะครับ ในกฎหมายที่ออกมาผ่านคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ปรากฏว่ามีบทบาททั้งในเรื่องของการกำหนดนโยบายและบทบาทในเรื่องของการบังคับใช้ คือการอิมพลีเมนท์ (Implement) นอกจากนั้นยังมีตัวแทนของผู้ประกอบการบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นแคท (CAT) ทีโอที (TOT) หรือบริษัทไปรษณีย์ไทย อยู่ในคณะกรรมการด้วย ซึ่งอันนี้ขัดกับหลักสากลอย่างแท้จริงที่ควรจะมีการแยกกันให้ชัดระหว่างโพลิซี เมกเกอร์ เรกกูเลเตอร์ (Regulator) และโอเปอเรเตอร์ (Operator) นะครับ คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ควรจะต้องแยกบทบาทตรงนี้ออกให้ชัดเจนนะครับ

ประการที่ ๒ เราเห็นว่าควรจะคงกองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อหรือกองทุน กทปส. เอาไว้ โดยที่ต้องไม่มีการจัดสรรเงินจากกองทุนดังกล่าวไปยังกองทุนดิจิทัล อีโคโนมี รัฐบาล จะใช้เงินเพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี เราเห็นด้วย เราคิดว่าควรจะไปจัดสรรเงินจาก รายได้แผ่นดินหรือว่าเงินที่ กสทช. ส่งเข้ารัฐไปแล้ว ไม่ควรที่จะนำเงินจากกองทุน กทปส. มา เนื่องจากว่าเงินกองทุนตรงนี้มีเหตุผลในการเก็บ มีกฎหมายรองรับในการเก็บ แล้วก็ที่มาของเงิน กับเงินที่จะถูกนำไปใช้มันจะไม่สอดคล้องกัน เราเห็นว่ามันควรจะสอดคล้องกัน รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอาจารย์พนา ทองมีอาคม จะช่วยให้รายละเอียดในช่วงถัดไปนะครับ

ถัดมาข้อเสนอของเราในเรื่องที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. กสทช. หลัก ๆ เราเห็นว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อที่เรารอคอยกันมานาน ที่เราเรียกร้อง กันมา แล้วก็ผลักดันกันมา มีการบรรจุ มีการอ้างอิงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรวมถึงที่กำลังจะมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังร่างกันอยู่นะครับ หลักใหญ่ ๆ เลยก็คือว่าทรัพยากรคลื่นความถี่ เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ให้มีองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแล แล้วก็ ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ เราคิดว่ากฎหมายที่กำลังจะออกมาจะมีผลกระทบต่อ ความเป็นอิสระของ กสทช. แล้วก็กระทบต่อการปฏิรูปสื่อ เราเห็นว่าควรจะชะลอร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือ พ.ร.บ. กสทช. ออกไปก่อน แม้ว่า กสทช. เองจะมีปัญหามาก โดยเฉพาะในเรื่องของธรรมาภิบาล แต่เราคิดว่ากฎหมายที่จะออกมาไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหานั้น ในขณะเดียวกันกฎหมายนี้ไปเน้นในเรื่องที่จะให้ กสทช. มาขึ้นกับทางคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้วก็ไปเน้นในเรื่องที่จะเอาเงินกองทุนไปใช้มากกว่า เราเห็นว่าควรจะ คงหลักการเรื่องคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เดิม การจัดสรรคลื่นความถี่ เราถือว่าคลื่นความถี่ทั้งหมดเป็นทรัพยากรของชาติ กสทช. จะเป็นคนทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่แล้วก็จะเป็นคนจัดสรร คลื่นความถี่แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทบริการสาธารณะ ประเภทบริการเชิงพาณิชย์ และประเภท บริการชุมชน ทีนี้ถ้าเป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมา คลื่นความถี่นี้จะถูกดู โดยคณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ คณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติจะเป็นคนนำคลื่นความถี่ ทั้งหมดนี้มาดูในเรื่องของแผนแม่บท มาดูว่าจะจัดสรรอย่างไร กสทช. จะไปทำหน้าที่ในแง่ของ การจัดสรรคลื่นในเชิงพาณิชย์ เราเห็นว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช. ควรจะชัดเจนว่า ควรจะต้องเป็นไปตามที่มาตรฐานสากลหรือมาตรฐานของไอทียู (ITU) คือ อินเตอร์เนชันแนล เทเลคอม ยูเนียน (International Telecom Union) ที่กำหนดเอาไว้นะครับ คือว่าจะต้องมี บทบาทในการจัดสรรคลื่นความถี่ ๓ ระดับด้วยกัน คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่าฟรีเควินซี แอลโลเคชัน (Frequency allocation) การจัดแบ่งคลื่นความถี่ เรียก ฟรีเควินซี อะลอทเมนท์ (Frequency allotment) และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ หรือ ฟรีเควินซี อะไซเมนท์ (Frequency assignment) บทบาทตรงนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากว่าจะทำให้ มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมซึ่งมีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ถ้าหากว่า คลื่นความถี่ถูกกันออกไปก่อนบางส่วน คลื่นความถี่ถูกนำไปจัดสรรโดยที่ไม่เท่าเทียมกัน คลื่นความถี่บางส่วนอาจจะใช้วิธีการที่ ถ้าสมัยก่อนต้องเรียกว่าวิ่งเต้นหรือใช้วิธีที่เรียกว่าใครที่มี คอนเนคชัน (Connection) หรือมีเส้นสาย สายสัมพันธ์ดีกว่าอาจจะได้ไปถ้าแบบนี้ ในขณะที่ อีกลู่วิ่งหนึ่งแข่งขันโดยการประมูล แข่งขันโดยวิธีที่โปร่งใสเป็นธรรมกว่า แต่ลู่ ๒ ลู่นี้ถ้าแข่งขันกัน โดยไม่เป็นธรรม มันจะทำให้ระบบการแข่งขันโดยรวมมันไม่เป็นไปโดยเสรีอย่างเป็นธรรม แล้วก็ จะมีปัญหากระทบกับกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของเรา นะครับ

ข้อเสนอถัดมาเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับกลุ่มเนื้อหากฎหมายดิจิทัล อีโคโนมี ที่ว่าด้วย สำนักงาน แล้วก็ธรรมาภิบาล ข้อเสนอของอนุกรรมาธิการที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว ก็เสนอว่าสถานะของสำนักงาน หน่วยงาน ที่จะจัดตั้งขึ้นขอให้มีความชัดเจน จะเป็นรัฐหรือจะเป็นเอกชน คือตามร่างกฎหมายที่ออกมาพยายามที่จะเอาข้อดีของทุกอย่าง ข้อดีของเอกชนคือความคล่องตัว ในการทำงาน ข้อดีของรัฐคืออำนาจ ปรากฏว่าพยายามเอาข้อดีของทั้ง ๒ อย่าง แต่ว่าทำให้ องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่มีอำนาจมหาศาลและอาจจะขาดธรรมาภิบาล หรือขาดการตรวจสอบ หรือขาดความโปร่งใสได้ ก็ขอให้ชัดเจนนะครับว่าถ้าหากว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐเวลาจะไป ร่วมทุนกับเอกชนก็ขอให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การร่วมทุน ขอให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ของ สตง. อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ สตง. แล้วก็เวลามีรายได้ก็ขอให้ส่งรายได้เข้าแผ่นดิน ไม่ใช่ว่าองค์กร ที่ตั้งขึ้นมานี่มีอำนาจมหาศาลรายได้ก็ไม่ต้องส่ง ลงทุนก็ไม่ต้องเข้ากระบวนการแบบเดียวกับ หน่วยงานรัฐทั่วไป แถมยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ทั้งในแง่ของการกำกับและยังลงไปเป็น โอเปอเรเตอร์เองด้วย ซึ่งอันนี้ก็ขัดกับหลักสากลที่ควรจะแยกให้ชัดเจนว่า ถ้าจะเป็นเรกกูเลเตอร์ ก็ควรจะเป็นเรกกูเลเตอร์ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเป็นทั้งเรกกูเลเตอร์คือเป็นทั้งผู้กำกับ แล้วก็เป็นทั้ง ผู้เล่น คงจะเป็นเรื่องตลกถ้าสมมุติว่าในสนามฟุตบอล นักฟุตบอลบางทีมสามารถที่จะเป่าให้ อีกฝ่ายหยุดเล่นได้ คือเป็นทั้งนักฟุตบอล แล้วก็เป็นทั้งกรรมการ การแข่งขันที่จะเป็นธรรม ต้องอาศัยว่าผู้เล่นต้องเสมอกัน อันนี้เราขอให้สถานะของสำนักงานที่จะตั้งขึ้นขอให้ชัดเจนว่า จะเป็นรัฐหรือจะเป็นเอกชน จะเป็นผู้กำกับหรือว่าจะเป็นผู้เล่น ถ้าจะเป็นผู้กำกับไม่ควรที่จะ ลงไปเล่นเอง

ประเด็นเรื่องการยกเว้นการรับผิดของเจ้าพนักงาน เราก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่ถูกต้องนะครับ เนื่องจากว่าเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่มหาศาล แล้วขณะเดียวกันก็มีการ ยกเว้นการรับผิดทั้งอาญา ทางแพ่ง ขณะที่สำนักงานไปร่วมลงทุนกับคนอื่นก็ไม่อยู่ภายใต้ การบังคับใช้ของกฎหมายในเรื่องของการรับผิด ก็คงจะเป็นเรื่องตลกถ้าหากว่าเราไปร่วมลงทุน กับใครแล้วเราไม่ต้องรับผิด ใครจะมาฟ้องร้องเอาผิดกับเราก็ไม่ได้ มันก็คงจะทำให้คนที่จะมา ร่วมทุนด้วยก็คงจะไม่สนใจที่จะมาร่วมลงทุนด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่เองถ้าหากว่าเราให้ อำนาจหน้าที่มหาศาลแล้วไม่มีความผิด ถ้าหากว่าไปละเมิดปัจเจกหรือว่าละเมิดประชาชน ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะครับ นอกจากนั้นเราคิดว่าการที่จะใช้อำนาจเข้าไปถึงข้อมูล ส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ควรจะต้องได้รับการกลั่นกรองจากศาลหรือตุลาการเหมือนกับที่ว่า ถ้าใครจะมาค้นบ้านเราก็ขอให้มีหมายศาล เราคิดว่ากระบวนการกลั่นกรองคงจะทำให้มี ความเป็นธรรมมากขึ้น

กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุม คณะอนุกรรมาธิการโดยสรุปแล้วก็เห็นว่า โดยหลักการ โดยนโยบายของกฎหมายดิจิทัลเศรษฐกิจทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ แม้ว่าโดยหลักการ โดยนโยบายจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าเมื่อดูลงไปในรายละเอียดของกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับ ซึ่งในการ ยกร่าง ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายเราเห็นว่ายังมีข้อบกพร่อง ยังมีข้อที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่จำนวนมาก หลักการดี แต่ว่ามีปัญหาในแง่ของรายละเอียด แล้วที่สำคัญก็คือว่ารายละเอียดหรือสาระของกฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้สวนทางกับแนวทางการปฏิรูปในเรื่องของสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และเรื่องเกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องเป็นองค์กรอิสระ และจะต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่ให้เกิดการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรมครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

มีผู้ชี้แจงเพิ่มเติมใช่ไหมคะ ท่านพนาค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายพนา ทองมีอาคม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พนา ทองมีอาคม นะครับ กระผมเองร่วมอยู่ในอนุกรรมาธิการชุดนี้ด้วย แต่ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ของ กสทช. และเคยเป็นกรรมการกองทุน กทปส. อยู่ด้วยนะครับ ก็ใคร่ขออนุญาตจะชี้แจงเพิ่มเติม ในรายละเอียดนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนของผมนี้จะเป็นการร่วมคิดเพื่อความเข้าใจร่วมกัน ในหลักการพื้นฐานบางอย่างรวมถึงเสนอข้อคิดเห็นสำหรับสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องกองทุนนะครับ

ก่อนอื่นใคร่ขออนุญาตท่านประธานกล่าวถึงลักษณะและความแตกต่างของ กิจการ ๓ ชนิดซึ่งเกี่ยวข้องกันอยู่นะครับ กิจการ ๓ ชนิดนี้ก็เป็นเรื่องของกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจกรรมธุรกรรมทางแพ่งและพาณิชย์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เราเรียกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลโดยตรงนะครับ ตรงนี้ เป็น ๓ เรื่องที่ควรจะเข้าใจก่อนที่เราจะไปแก้ไขหรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรโดยที่พื้นฐาน ไม่เห็นถึงผลกระทบที่จะมีต่อกันนะครับ

เพื่อให้เข้าใจร่วมกันนะครับ ผมขออนุญาตนะครับ อยากจะชี้ให้เห็นถึงโครงสร้าง พื้นฐานทางโทรคมนาคมนะครับ โทรคมนาคมเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพ เป็นสาธารณูปโภคที่เน้นบริการพื้นฐานและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม มีลักษณะเป็นโครงข่าย เป็นกิจกรรมที่ถูกกำกับและถูกควบคุมกำไร มีการขยายตัวค่อนข้างช้าเนื่องจากการลงทุนสูงแล้ว ก็เป็นกิจกรรมที่ถูกควบคุมด้วยนะครับ สิ่งที่โทรคมนาคมทำให้กับสังคมก็คือการให้บริการ การเชื่อมต่อ สิ่งที่ประชาชนได้รับก็คือการสื่อสารที่สะดวกและเท่าเทียมกัน นี่เป็นธรรมชาติ คร่าว ๆ ของกิจการโทรคมนาคม ตรงนี้ก็เป็นรูปที่แสดงให้เห็นว่าโดยตัวมันเองมันเป็นโครงสร้าง ทางกายภาพ เป็นอินฟราสตรัคเจอร์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เหมือนกับที่บางท่าน เรียกว่าเป็นฮาร์ด สตรัคเจอร์ หรือฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ ก็คือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีตัวตน แล้วก็จับต้องได้นะครับ

ขออนุญาตไปอีกสไลด์ (Slide) หนึ่งนะครับ ก็เป็นเรื่องของโทรคมนาคมและ การสื่อสาร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าตัวโทรคมนาคมเองกับการสื่อสารมวลชน จริง ๆ แล้วมันแยกไม่ออก ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าการให้บริการกิจการโทรทัศน์นั้น จริง ๆ แล้วก็จะต้องพึ่งพาโครงสร้างทางโทรคมนาคมด้วย ในอดีตใครที่จะประกอบกิจการ โทรทัศน์ก็ต้องจัดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคมของตัวเองนะครับ แล้วก็แพร่ภาพออกอากาศไปทาง โครงข่ายนั้น โครงข่ายไปถึงไหนก็ต้องไปสร้างรีพีทเตอร์ (Repeater) หรือไปสร้างรีเลย์ (Relay) ที่จะส่งต่อไปเรื่อย ๆ ให้ครอบคลุมทั้งหมดเป็นโครงข่ายครอบคลุมทั้งประเทศ แต่นั่นก็เป็นส่วน ที่เป็นโทรคมนาคม แต่โดยธรรมชาติของกิจการทางด้านวิทยุโทรทัศน์นั้นเนื้อหาที่ประชาชน แสวงหาจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องการเชื่อมต่อ และไม่ใช่ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ ธรรมชาติของ กิจการกระจายเสียงโทรทัศน์นี้นอกจากคงเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมแล้วสิ่งที่เสนอเป็นเนื้อหา คนที่ต้องการจากกิจการวิทยุโทรทัศน์นั้นเขาต้องการเนื้อหาครับ แล้วสิ่งที่ประชาชนได้ รับจากเนื้อหาเหล่านั้น เราสามารถกล่าวได้คร่าว ๆ ว่าประกอบด้วยข้อมูลข่าวสารที่ประชาชน จะได้รับ ประกอบด้วยความรู้ ความบันเทิง ประสบการณ์และวัฒนธรรม ตรงนี้เป็นส่วนที่ สำคัญมากเพราะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล แล้วถ้าเผื่อเราไม่ดูแลให้ดีสังคมอาจจะถูก สื่อสารมวลชนชักจูงไปทางที่เราอาจจะไม่ปรารถนาก็ได้นะครับ นี่คือธรรมชาติของเขานะครับ

ผมขออนุญาตมาพิจารณากันในเรื่องของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นี่เป็นสิ่งที่ ใหม่มากนะครับ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เองนะครับ ถ้าเรานึกย้อนหลังไปสัก ๒๐-๓๐ ปี บางทีเรานึกภาพไม่ออก ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นการประกอบกิจการบนโครงข่ายกายภาพ ของการสื่อสาร ตรงนี้เรามองได้ว่าเป็นโครงสร้างเสมือนที่ไม่มีตัวตน หรือที่บางคนเรียกว่า ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ คือเรามีโครงข่ายทางกายภาพ แต่การติดต่อบนโครงข่ายจะติดต่ออย่างไร จะใช้มาตรฐานอะไร กฎหมายจะรับรองอย่างไร หรืออะไรทั้งหมดตรงนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ เราประดิษฐ์ขึ้นมานอกเหนือจาก ฟิซซิเคิล (Physical) ธรรมชาติของมันที่มีอยู่ ตรงโครงสร้าง ที่ไม่มีตัวตนนี้ ถ้าเรามองแล้วเป็นโครงสร้างในทางธุรกิจของอนาคตที่มีผลมากต่อระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้ก็ตอกย้ำที่คุณวสันต์ได้กราบเรียนไปแล้วว่าความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลนี้เราไม่ได้ มองข้ามเลย สิ่งที่เราเห็นวันนี้เป็นเพียงในระยะเวลาปัจจุบัน แต่ในอนาคตมันจะเติบโตมากกว่านี้ จะเติบโตมากกว่ามาก ระบบตรงนี้ปัจจุบันนี้ถ้าเผื่อเราพูดถึงว่าธุรกิจบนโครงข่ายเสมือนหรือ เรากำลังพูดถึงว่าการทำธุรกรรมทางแพ่งและพาณิชย์บนโครงข่าย ผมขออนุญาตเว้นในส่วนของ รัฐ จริง ๆ แล้วรัฐก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้เยอะเหมือนกัน แต่เอาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยตรง จะเห็นว่าตรงนี้ระบบการแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และการทำนิติกรรมต่าง ๆ ปัจจุบัน มันทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ประหยัดกระดาษไม่ต้องเสียเวลาเดินไปเดินไป แล้วสามารถเก็บได้ไม่ใช้ เนื้อที่ แล้วย่นโลกมาให้เหลือแคบนิดเดียว ตรงนี้สามารถประหยัดเวลาและต้นทุนทางธุรกิจได้ มหาศาล ผมอยากจะชี้ให้เห็นตรงนี้ครับว่าเอาเฉพาะส่วนของธนาคารอย่างเดียว ภาคการเงิน ธนาคาร ปัจจุบันเราไปธนาคารเราจะเห็นว่ามีพนักงานไม่กี่คน แล้วคนจำนวนเยอะเดี๋ยวนี้ ไม่ไปยืนหน้าเคาน์เตอร์ (Counter) ไปให้พวกเทลเลอร์ (Teller) เบิกนับเงิน ทำกันทางบ้าน ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วตรงนี้จะมีมากขึ้นทุกวัน สมัยก่อนต้องใช้รถบรรทุกเช่นพวกบริงค์ส (Brinks) พวกอะไรพวกนี้ ขนเงินกันเป็นหอบเป็นถุง ปัจจุบันการโอนถ่ายเงินของจริงน้อยมาก เป็นทางอิเล็กทรอนิกส์เสียเยอะ ปริมาณเงินตรงนี้ถ้าเผื่อเราคิดถึงมูลค่าในทางเศรษฐกิจหรือ มูลค่าที่เป็นตัวเงินมากมหาศาล มากอย่างที่เราคิดว่าวันหนึ่งเกินครึ่งหรือค่อนของจีดีพี (GDP) มันจะมีการโอนถ่ายเงินทางการเงินผ่านโครงข่ายตรงนี้ ตรงนี้มีการขยายตัวขึ้นทุกวัน อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าปัจจุบันที่เราเห็นเป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้นเอง ในอนาคตจะมีมากกว่านี้ อีกเยอะ นี่คือธรรมชาติของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผมอยากให้ดูตรงนี้ครับ โครงสร้าง พื้นฐานของธุรกรรมดิจิทัลที่ว่าเป็นโลกเสมือน ผมขอเอาคร่าว ๆ ขอเอาหน่วยงานที่เรียกว่าเอ็ตดา (ETDA) หรือจริง ๆ ก็อาจจะเรียกว่าเป็นสำนักงานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้งานของเขา เป็นเรื่องของการกำหนดมาตรฐาน วิจัย สำรวจมาตรฐาน เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม จัดทำ ข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรฐาน ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการรับรองการทำนิติกรรม ต่าง ๆ ตรงนั้นในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องของความสะดวกต่าง ๆ ตรงนี้มีเยอะผมจะ ขออนุญาตไม่ใช้เวลาตรงนี้มาก นอกจากว่าเป็นงานด้านกลยุทธ์มาตรฐาน แล้วก็ทำหน้าที่ในการ พัฒนามาตรฐาน แล้วก็รับรองมาตรฐาน ตรงนี้ละครับที่โครงข่ายเสมือนเกิดขึ้น โครงข่าย ที่เรียกว่า ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีการกระทำสิ่งเหล่านี้ ธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตรงนี้ เป็นสิ่งที่ก่อประโยชน์มหาศาลให้แก่ระบบเศรษฐกิจและที่สำคัญก็คือมันเป็นธุรกิจทำกำไร ให้คนเยอะ ตรงนี้มีเหตุผลที่เราจะต้องสนับสนุนแต่ว่าคำถามก็คือว่ากฎหมายที่ออกใหม่นี้ กำลังจะเอาเงินจากโทรคมและวิทยุโทรทัศน์เพื่อเอาไปพัฒนาทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง ๆ ที่ มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ก็อยากจะถามครับ ว่าทำไมประเทศไทยจึงเอาเงินจากกิจการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค ไปอุดหนุนกิจกรรมที่แสวงหากำไร ที่พูดตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผมมองไม่เห็นความสำคัญ ของกิจกรรมแสวงหากำไร แต่กิจกรรมที่แสวงหากำไรเมื่อตัวเองมีกำไรก็ควรเข้ามารับภาระตรงนี้ ไม่ใช่เอาเงินจากกิจการอื่นเข้ามา ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความชอบธรรมอย่างยิ่งเลย ตรงนี้อยากจะชวน ท่านผู้มีเกียรติติดตามตรงนี้ต่อไปอีกนิดหนึ่งนะครับ ผมอยากจะให้ดูว่าปัจจุบันนี้กองทุน กทปส. หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่ากองทุน กสทช. มีลักษณะอย่างไร ผมขออนุญาตไปตามตัวหนังสือ นิดหนึ่งเพราะตรงนี้เป็นพันธกิจตามกฎหมายของเขาในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๕๒ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงาน กสทช. เรียกว่ากองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ นี่ก็คือกองทุน กทปส. ที่เราเรียกกันหรือกองทุน กสทช. ที่เรียกกัน วัตถุประสงค์กองทุนมีดังนี้ นะครับ อันนี้สำคัญผมอยากจะเชิญท่านให้ช่วยกันพิจารณาตรงนี้รายละเอียด เพราะตรงนี้ จะเป็นสิ่งที่หายไป แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นสิ่งที่ดี

ข้อ ๑ ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมชุมชนและสนับสนุน ผู้ประกอบกิจการบริการชุมชนตามมาตรา ๕๑ ผู้ประกอบกิจการชุมชนตรงนี้ก็หมายถึง สื่อชุมชนที่ชาวบ้านสามารถใช้ได้ แล้วก็เป็นส่วนซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่ง ของการปฏิรูปสื่อ เพราะเราต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อได้และสามารถใช้สื่อได้ รวมถึง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นส่วนสำคัญอันหนึ่ง

อีกวัตถุประสงค์หนึ่ง เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา ทรัพยากรสื่อสาร เป็นเรื่องของการวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม รวมทั้งความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีด้านการใช้คลื่นความถี่ เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ท่านผู้มีเกียรติครับ ในครั้งที่พวกผมยังทำงานกันอยู่ที่กองทุนนี้ เราพูดกันเสมอว่ากองทุนนี้เป็นกองทุน เพื่อความเมตตา เรากำลังจะช่วยคนที่พิการ คนที่ด้อยโอกาส คนที่เข้าไม่ถึงวิทยุโทรทัศน์ เข้าไม่ถึงกิจการโทรคมนาคมให้สามารถเข้าถึงได้ คนที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ จากสิ่งเหล่านี้ ให้เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้ ไม่ได้อยู่ในความไม่รู้อีกต่อไปนะครับ เรามองว่า การส่งเสริมตรงนี้เราส่งเสริมทั้งการวิจัยและพัฒนาทางด้านกิจการสำคัญทั้ง ๓ นี้ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ทั้งโทรคมนาคมและสารสนเทศให้มีความก้าวหน้า การพัฒนาตรงนี้มันไม่ใช่ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว มันหมายถึงการพัฒนาทางด้านสังคมด้วย ซึ่งตรงนี้ผมว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมากและในอนาคตถ้ามันหายไปผมอยากจะกราบเรียนว่าโดยส่วนตัวผม ผมจะรู้สึก เสียใจมากแล้วก็เสียดายสิ่งที่การปฏิรูปสื่อและการทุ่มเททำงานทางด้านนี้ทั้งภาควิชาการ ภาคเอ็นจีโอ (NGO) หรือภาคประชาชน และภาคสื่อจะต้องขาดหายจากอันนี้ไป

ในวัตถุประสงค์ต่อไปของกองทุน กทปส. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา บุคลากรด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการดำเนินการขององค์กรซึ่งทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรม การประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ท่านผู้มีเกียรติครับงานสื่อเป็นงานที่เราไม่ต้องการตกอยู่ในอำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน หรืออำนาจ ทางการเมือง เพราะฉะนั้นเราอยากให้เขาอยู่ แต่เขาเองต้องพัฒนาต้องยกระดับมาตรฐาน ถ้าไม่มี เงินตอนนี้ก้อนนี้การพัฒนามาตรฐานจะเป็นไปด้วยความยาก เพราะการพัฒนานี้นอกจาก เราจะพัฒนาบุคลากรซึ่งยังอยู่ในวัยศึกษาให้เติบโตเข้ามาสู่แรงงานทางด้านนี้ เราก็ยังพัฒนาคนที่อยู่ในวิชาชีพนี้ให้เขามีมาตรฐานวิชาชีพดีขึ้น ไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนเก่า สมัยก่อนท่านคิดดูว่าสมาคมวิชาชีพสื่อไม่มีรายได้ คนทำสื่อก็ไม่ใช่คนรวย โดยเฉพาะ คนที่ทำสื่อด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เงินรายได้สมาคมไม่มีก็ต้องไปจัดกอล์ฟ แล้วก็ไปขอห้างร้าน ผู้โฆษณา ไปขอความเกื้อหนุนจากหน่วยราชการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่ชอบเลย แต่ในฐานะ คนที่ศึกษาทางด้านนี้อยู่ ผมมองผมก็เข้าใจ แล้วก็เห็นใจคนที่ทำงานวิชาชีพนี้เพราะถ้าเขาไม่ทำ เขาก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย เพราะฉะนั้นได้ทุนมาบ้างเพื่อจะพัฒนาวิชาชีพเขา มันก็ยังดีกว่าไม่มีการพัฒนาเลย ถึงแม้วิธีได้เงินนั้นมาก็อาจจะกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง อันนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นกองทุนตรงนี้ถ้าสามารถมีอยู่เราก็สามารถที่จะพัฒนาตรงนี้ต่อไปได้

ในวัตถุประสงค์ข้อ ๔ สนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งผู้บริโภคทั่วประเทศ อยู่กันกระจัดกระจาย อำนาจต่อรองไม่มี สิ่งที่เห็นโฆษณาอยู่ในวิทยุโทรทัศน์ มองแล้วชีวิตตัวเอง เหมือนเป็นอมตะ ทุกโรครักษาหายได้หมด นอกจากนั้นมีเสื้อกั๊กตัวเดียวท่านก็สามารถอยู่ยง คงกระพันได้ เราโฆษณากันแบบนั้น แล้วก็ทำให้ประชาชนเชื่อกันแบบนั้น แต่ขณะเดียวกัน ทางด้านการศึกษาเราบอกว่าเรากำลังพยายามจะสร้างสังคมให้เราเป็นสังคมทางวิทยาศาสตร์ แต่ว่าเราปล่อยให้มีการมอมเมา ตัวสมาคมสื่อเองบางครั้งก็เล็กเกินไปที่จะไปจัดการกับปัญหา พวกนี้ได้ กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคเองก็สามารถที่จะเข้าไปช่วยตรงนี้ได้ แต่ปัจจุบันท่านเอง ก็มีงานเต็มมือ แล้วก็ต้องการความสนับสนุนเหมือนกัน กองทุนนี้ทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านนี้ นะครับ

วัตถุประสงค์ข้อที่ ๕ สนับสนุนการดำเนินการทางด้านกฎหมายว่าด้วยกองทุน พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สื่อสร้างสรรค์ ท่านผู้มีเกียรติครับ เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่พระราชบัญญัติกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตรงนี้เรามีความหวัง ทางผู้ที่รับผิดชอบและ มีใจกับเรื่องนี้ต่อสู้กันมาเป็น ๑๐ ปีกว่าพระราชบัญญัติอันนี้ออกมาได้ แล้วก็พึ่งเงินจากทาง กองทุน กสทช. ตรงนี้ถึงแม้ว่าจากกองทุนหนึ่งไปสู่อีกกองทุนหนึ่งแต่ท่านดูชื่อ แล้วดู วัตถุประสงค์จะเห็นว่าถึงอย่างไรก็ตามเงินที่ได้มาจากทางกระจายเสียง มันก็ไปสู่การกระจายเสียง จากสื่อไปสู่สื่อ จากโทรคมนาคมไปสู่สื่อ ซึ่งมันก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันในยุคของหลอมรวมสื่อ แต่ตรงนี้เงินจะย้ายกลับไปที่กองทุนพัฒนาดิจิทัล แล้วก็แล้วแต่เขาจะจัดสรรให้กองทุน สื่อสร้างสรรค์ ซึ่งผมว่าความเข้าใจจะต่างกันระหว่างคน ๒ กลุ่มนี้

นี่คือวัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ ผมอยากดูทั้ง ๕ ข้อนี่คือวัตถุประสงค์ที่หายไป ถ้าจะเหลืออยู่บ้างก็อาจจะเรียกว่าเป็นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ หรือว่าพอไม่ให้อะไร พอเป็นพิธีหรืออะไร ทำนองนั้น ผมอยากจะชวนพวกเราให้ไปดูในเรื่องของกองทุนดิจิทัลที่กำลังจะสร้างขึ้น อันนี้คือ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ๕ วัตถุประสงค์ที่ผมว่าเมื่อครู่นี้กำลังจะหายไปถ้าจะเหลือก็เหลือเพียงแค่ เป็นพิธีเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม เรียกว่ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุน หมุนเวียนเกี่ยวกับการให้การอุดหนุนหรือให้กู้ยืมเงินแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนในการ ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมถึงการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการ การประกอบธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาคุณภาพชีวิต การดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตามพระราชบัญญัตินี้ นี่คือวัตถุประสงค์กองทุนใหม่ เพื่อไปพัฒนาทางด้านดิจิทัล แต่แหล่งเงิน ที่มามาจากโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชน ในบทเฉพาะกาลเขียนไว้อย่างนี้ นี่คือบทที่เป็น เรื่องของการประหารชีวิตกองทุน กทปส. นะครับ

มาตรา ๒๕ ให้โอนเงินและทรัพย์สินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะตามพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย วิทยุโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของกองทุน ตามพระราชบัญญัตินี้ นี่หมายความว่ายกเงินไปทั้งหมดทั้งกองทุนเลยนะครับ

มาตรา ๒๖ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งอื่นใด อ้างถึงกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นอ้างถึงกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี

ท่านผู้มีเกียรติครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกำลังจะเขียนกฎหมายให้กองทุน จากกองทุนหนึ่งไปเป็นกองทุนอีกกองทุนหนึ่ง โดยทั้งสองกองทุนมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน แล้วกำลังเอาเงินซึ่งเก็บมาเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งไปใช้อีกวัตถุประสงค์หนึ่ง โดยหลักการนี้ มันผิด ผมมองเทียบเคียงแล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างกัน เราเวนคืนที่เพื่อจะมาทำโรงพยาบาล แต่ถึงเวลาเราไม่ได้สร้างโรงพยาบาล เราอาจจะสร้างศูนย์การค้า มันอาจจะเป็นประโยชน์กับ เศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือโรงพยาบาลที่เราอยากจะได้มันหายไป ทำไมเราไม่หาที่ใหม่ จะทำศูนย์การค้าหรือทำอะไรก็ไปทำ โดยที่ที่เราเวนคืนมาแล้วสัญญากับประชาชนที่เขา เดือดร้อนถูกเวนคืนว่าจะสร้างโรงพยาบาล แล้วเราไม่ทำ ตรงนี้ผมว่ามันขาดความชอบธรรม ทางกฎหมาย แล้วขาดความชอบธรรมทางระบบคิดหรือแม้กระทั่งทางศีลธรรมเป็นอย่างมาก ผมอยากจะกราบเรียนพวกเราว่าได้โปรดพิจารณาว่าเงินเดิมช่วยคนยากคนจน ช่วยคนไม่มีความรู้ ช่วยคนในชุมชน ช่วยคนพิการและช่วยผู้บริโภคซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองได้สามารถพัฒนาได้ กองทุนนี้กำลังจะถูกโอนย้ายไปเป็นกองทุนพัฒนาดิจิทัล ซึ่งโดยเหตุโดยผลแล้วธุรกิจที่อยู่บน โครงข่ายดิจิทัลนี่มันเยอะมาก สามารถที่จะเจียดเงินจากตรงนั้นมาได้สบาย ๆ ท่านผู้มีเกียรติครับ ลองนึกอุปมาอุปไมยง่าย ๆ ถึงบัตรเครดิตนะครับที่พวกเราใช้กันนี่นะครับ การใช้บัตรเครดิต มันเท่ากับเราพิมพ์เงินเพิ่มโดยที่เราไม่ได้พิมพ์เงินเพิ่ม หรือบางคนที่เรียกว่าเงินพลาสติก นั่นละครับ ตรงนี้มันมีประโยชน์กับเศรษฐกิจ เพราะว่าทำให้เรามีเงินเยอะขึ้นแต่ตรงนี้ มันก็ให้ความสะดวกแล้วมันก็มีค่าใช้จ่ายในการใช้บัตรนั้น แล้วแต่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แต่นั่นเอกชนเขาเก็บกัน แต่รัฐเป็นคนการันตีธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ว่าชอบด้วยกฎหมาย มีผลทางกฎหมาย ผูกพันทางนิติสัมพันธ์ แล้ววางกฎกติกา รวมถึงมาตรฐานให้ และคุ้มครองธุรกรรมบนอิเล็กทรอนิกส์ ท่านทำไมไม่ไปเอาเงินจากส่วนนี้ ซึ่งมันมหาศาลกว่าเยอะ ทำไมต้องมาเอาเงินจากคนยาก เอาเงินจากคนพิการหรือคนด้อยโอกาส ทั้งหลายเพื่อจะมาเติมส่วนนี้ให้เต็มกับองค์กรธุรกิจ ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงข่ายเสมือนตรงนี้ มากมหาศาล ผมว่าตอนนี้ไม่ชอบธรรมอย่างยิ่งเป็นเรื่องรับได้ยากครับท่านผู้มีเกียรติ ตรงนี้ ข้อเสนอในส่วนนี้นะครับ ไม่ควรเอาเงินจากประชาชนที่เก็บมาเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งไปใช้กับ อีกวัตถุประสงค์หนึ่ง วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีกองทุน กทปส. เดิมยังมีอยู่และยังจำเป็น อย่างยิ่ง ควรปล่อยให้กรรมาธิการ สปช. ที่กำลังดำเนินการปฏิรูปในส่วนนี้อยู่ทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น อยากจะกราบเรียนนะครับว่าพวกเราเองก็เห็นปัญหาของกองทุนนี้อยู่ ปัจจุบันกองทุนนี้ไม่ใช่ ไม่มีปัญหา มีปัญหา และเรากำลังแก้ แต่ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่ อีกด้านหนึ่งเรากำลังจะ ทำลายกองทุนนี้ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ผมอยากจะเรียนว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีประโยชน์ แต่ในอดีต เนื่องจากเป็นกองทุนใหม่และมีปัญหาเรื่องกฎหมายมากในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราไม่สามารถ ที่จะใช้กองทุนนี้ได้เท่าไรนัก มูลค่าของกองทุนนี้ในปัจจุบันจะมีมูลค่าอยู่ราว ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมว่าตรง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ล่ะครับที่ทำให้เกิดการตื่นตัว แล้วก็ อยากจะได้ แล้วคิดเอาง่าย ๆ ว่าเอา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปทำธุระที่ตัวเองอยากจะทำ แต่ในความจริง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้มันไม่ได้ลอยมา มันไม่ใช่ลาภที่เราไปเก็บได้ มันเป็นสิ่งที่ กำหนดไว้เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม และสารสนเทศ ซึ่งกฎหมาย บอกไว้ชัดเจน แต่ตรงนี้มันกำลังจะสูญหายไปแล้วเอาไปทำอีกเรื่องหนึ่ง การใช้เงินที่เป็นไปได้ น้อยมากในอดีตเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่หมายความว่าเรากำลังจะโยกย้ายเงินนี้ ไปสู่วัตถุประสงค์อื่น เรามีกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สร้างประโยชน์ ให้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อเสนอก็คือควรมีแหล่งเรียกเก็บเงินจากผู้ได้ประโยชน์จากการนั้น ซึ่งนับวันมีแต่จะขยายตัวมากขึ้น แบงก์ (Bank) นี้ประหยัดเงินเยอะมากเลย เรื่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การค้าขายอิเล็กทรอนิกส์ได้ประโยชน์ตรงนี้มาก ถ้าท่านสังเกต ในสังคมปัจจุบันนี้การซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet) เยอะมากครับ แล้วมันประหยัดครับ พอซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตท่านไม่ต้องไปจ่ายค่าที่เขาเรียกกันว่า จีพี (GP) หรืออะไร ก็คือ พูดง่าย ๆ ส่วนแบ่งให้กับทางห้าง ห้างสรรพสินค้าจะเรียกประมาณ ๒๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากส่วนนี้ แต่การค้าขายบนอินเตอร์เน็ตไม่มีค่าหน้าร้าน เพราะฉะนั้น ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ไม่มี แล้วการขนส่งก็จะตัดไป เพราะไม่ต้องขนจากโรงงานไปพ่อค้าส่ง จากพ่อค้าส่งไปห้าง แล้วจากห้างค่อยขนไปสู่ผู้บริโภค เพราะการค้าขายบนอิเล็กทรอนิกส์สามารถลัดจากโรงงาน ไปสู่ผู้บริโภคได้เลย อันนี้ก็แล้วแต่ธุรกิจ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วก็ มีรายได้เยอะมาก แต่ควรจะไปเก็บจากรายได้ตรงนั้นเพื่อมาใช้กำกับดูแล แล้วก็กำหนดมาตรฐาน ของธุรกรรมทางด้านนั้น แต่ไม่ใช่เอาเงินจากคนที่ด้อยโอกาสทางด้านโทรคมนาคม ทางด้าน วิทยุโทรทัศน์เอาไปใช้ ผมว่าผิดวัตถุประสงค์ครับ ถ้าเราไม่สามารถเก็บเงินจากทางพาณิชย์ ตามที่เป็นอยู่มาใช้กับกองทุนที่สร้างขึ้นใหม่ ผมใคร่เสนออย่างนี้ครับ สปช. เรารับภาระเข้ามา ตรงนี้ เสนอแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีกองทุนของตัวเอง ในพระราชบัญญัตินั้นโดยไม่ต้องมาแย่งชิงเงินจากส่วนสำคัญอื่น ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ ไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง ผมขอขอบพระคุณที่ประชุมนี้ที่ให้ผมใช้เวลาพูดเรื่องนี้ ซึ่งก็ล่วงเลยไป พอสมควร จริง ๆ แล้วใจผมเองยังอยากพูดถึงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ อีกส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเวลาควรจะสงวนไว้ให้พวกเราในที่ประชุมนี้ได้ใช้แสดงความคิดเห็น แต่สำหรับเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ กำลังดำเนินการอยู่อย่างเร่งรีบเหมือนกัน แล้วจะมีผลกระทบไปนานมาก อาจจะกระทบไปถึง พระราชบัญญัติวิทยุโทรคมนาคม ปี ๒๔๙๗ เป็นพระราชบัญญัติที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ เรายัง ไม่มีอินเตอร์เน็ต ระบบดิจิทัลยังไม่มีในยุคนั้น หรือมีก็น้อยมาก อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ เท่านั้นเอง เป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะต้องทำกันต่อไป แต่วันนี้สิ่งที่ผมใคร่วิงวอนจากที่ประชุมนี้ก็คือ ช่วยพิจารณาและเล็งเห็นถึงความสำคัญของกองทุน กทปส. ซึ่งจะใช้พัฒนาลูกหลานและอนาคต ของประเทศเราทางด้านโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์และสารสนเทศ ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับ มีผู้ขอลงชื่ออภิปรายไว้ เพียงท่านเดียว ไม่ทราบว่าท่านอยู่ในที่ประชุมหรือเปล่าครับ คุณสารี อ๋องสมหวัง เชิญครับ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง 🔗

ขอบพระคุณนะคะท่านประธาน เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิฉันขออนุญาตสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษากฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญ ในหน้า ๑๕ ที่ให้ชะลอกฎหมายบางตัว โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ กสทช. กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเราได้เสนอสิ่งที่สำคัญก็คือการที่พวกเราเรียกว่า ควิกวิน (Quick win) ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คือเรื่องวินาที และขณะนี้ก็คงได้รับทราบกัน ดิฉันคิดว่าเป็นการทั่วไปนะคะว่า กสทช. ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ก็สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัด ของการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่สามารถทำงานได้เรียกว่าในส่วนของ กสทช. ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งดิฉันขออนุญาตพูดเป็นประเด็นแรกนะคะ เราจะเห็นว่าปัญหาการเอารัด เอาเปรียบของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมไม่ได้ถูกยกระดับหรือแก้ไขปัญหาตามใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย ที่ทางคณะกรรมาธิการได้แนบอยู่ในรายงานการประชุม เป็นเพียงการดึงงบประมาณ บางส่วนไปอยู่ในกองทุนดิจิทัล อีโคโนมี เพราะฉะนั้นปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานคุ้มครอง ผู้บริโภคไม่ได้ ปัญหาเรื่องการขาดธรรมาภิบาลในการทำงานของ กสทช. ความรับผิดชอบ ต่อสาธารณะอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการไปดูงานต่างประเทศเกิน ๑๒๐ วัน ดิฉันยังไม่เห็น เป็นรูปธรรมที่ถูกแก้ไขภายใต้กฎหมายฉบับนี้นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็สนับสนุนนะคะว่า ควรที่จะชะลอกฎหมายฉบับนี้ไปก่อน ดิฉันคิดว่าปัญหาของ กสทช. ถ้าในส่วนของผู้บริโภค มีอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้จริง ในปัจจุบันผ่านรูปธรรมที่สภาปฏิรูปแห่งชาติก็คงเห็นเรื่องการกำหนดเป็นวินาทีที่ประชาชน จะได้ประโยชน์เดือนหนึ่งหลายพันล้านบาท แล้วก็หลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี ก็ยังไม่สามารถ ที่จะทำได้นะคะ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคิดว่ากฎหมายที่เรียกว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม กฎหมายฉบับนี้ยังอาจจะเรียกว่ามุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ว่าไม่มีสาระ ของการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่เลย ดิฉันขออนุญาตยกรูปธรรมนะคะว่าเมื่อผู้บริโภคพบปัญหา การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลก็ตาม จะร้องเรียนกับหน่วยงานไหน อย่างเช่น เราซื้อแอพพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ทั้งลาซาดา (Lazada) ไลน์ (line) ราคูเทน (Rakuten) และปรากฏว่า ไม่ได้ส่วนลดตามที่โฆษณาหรือได้สินค้าไม่มีคุณภาพ ดิฉันมีข้อร้องเรียน ซื้อรองเท้าแล้วไม่ได้รองเท้า เงินก็คืนไม่ได้ ไม่รู้จะไปจัดการอย่างไร ปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกเขียน อยู่ในกฎหมายกองทุนพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจและอีโคโนมีเลยนะคะ ไม่ได้เขียนอยู่ในกฎหมาย ฉบับนี้เลย หรือข้อมูลล็อก ไฟล์ (Log file) ต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลของผู้บริโภคจะทำอย่างไรว่า การเก็บข้อมูลเหล่านั้นจะทำอย่างไรและดิฉันคิดว่าปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือการพิสูจน์ มีการโฆษณาแล้ว ข้อมูลผู้บริโภคเองก็ตรวจสอบไม่ได้ ล็อก ไฟล์ ต่าง ๆ ผู้บริโภคจะเข้าไป ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างไร

ประเด็นที่ ๓ ที่ยังไม่พบในกฎหมายกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็คือการกำกับดูแลหรือการควบคุมผู้ประกอบการนะคะว่า หน่วยงานไหนจะทำหน้าที่ออก เรกกูเลชันเมื่อเจอปัญหา เมื่อทำธุรกรรมไม่ถูกต้อง หรือเกิดทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ไม่ปลอดภัยโกงกันง่าย ๆ จะจัดการให้กับผู้บริโภคอย่างไร ดิฉันไม่เห็น เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ต้องเพิ่มเติม อย่างเช่นบางมาตรา อย่างมาตรา ๖ ที่ต้องเขียนให้ ชัดเจนมากขึ้นว่าต้องมีเป้าหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากการ ใช้บริการในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้ หรือแม้กระทั่งในองค์ประกอบ ของคณะกรรมการก็ไม่มีการพูดถึงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จริง ๆ ยังมีรูปธรรมอีกเยอะ ในรายละเอียดของข้อกฎหมายที่ได้มีโอกาสลงไปศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของ คณะกรรมการในส่วนของสำนักงาน หรือดิฉันก็สนับสนุนคณะกรรมการว่าโครงสร้างของ สำนักงานดูเหมือนแบบเรียกว่าลูกผสม คือฐานะหนึ่งบอกว่าตัวเองเป็นเอกชนตรวจสอบไม่ได้ แต่อีกฐานะหนึ่งบอกว่าตัวเองเป็นรัฐสามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นโดยโครงสร้างของ กฎหมายดิจิทัล อีโคโนมี ตัวนี้ก็มีปัญหามาก เพราะฉะนั้นดิฉันมีความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ ขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานเนื่องจากเวลาหมดแล้ว ขออนุญาตนำเรียนผ่าน ท่านประธานว่ามีจุดอ่อนในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งฉบับที่พูดถึง พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและอีโคโนมี แล้วก็รวมถึงความเห็นต่อกฎหมาย ของ กสทช. ไม่ว่าจะทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการที่เปลี่ยนแปลงไป กรรมการสรรหา ในส่วนของสำนักงาน และรวมทั้งใน ๓ ส่วนใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่สามารถทำได้จริง ดิฉันจะขอทำเป็นรายงานส่งให้กับทาง ท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการอีกทีหนึ่งค่ะ เนื่องจากเวลาหมด ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านอาจารย์สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ครับ

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

เรียนท่านประธาน ผม สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง หมายเลข ๒๑๙ ครับท่านประธาน เรื่องดิจิทัล อีโคโนมี เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับอนาคตของ ประเทศไทย เพราะว่าอันนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็สังคมของ ประเทศไทยในอีก ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ผมว่าที่รัฐบาลตั้งใจที่จะทำเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี แล้วก็ดิจิทัล โซไซตี (Digital society) ก็เป็นเรื่องที่ดีถูกต้องนะครับ แต่รายละเอียด ที่ออกมาผมดูจากผลของกฎหมายที่ออกมา ๑๐ ฉบับนี้ไม่ได้มองประเด็นอีก ๒-๓ ประเด็น ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

ประเด็นแรก ผมคิดว่าจะต้องรวมเข้าไปในการพิจารณาด้วยก็คือว่า ถึงแม้เราจะดู แต่เฉพาะประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก ๑๐ ปีข้างหน้านี้เราจะรวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน (ASEAN) ระบบโครงสร้าง พื้นฐานอย่างเรื่องของดิจิทัลเรามองเฉพาะประเทศไทยมันไม่ได้ กฎหมายจะเขียนแต่เฉพาะ เอาแต่เราเป็นใหญ่มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องคำนึงถึงประเทศอื่นด้วย ผมคิดว่ากฎหมาย ที่จะออกมานี้จะต้องเป็นพื้นฐานรองรับระบบการติดต่อเชื่อมโยงในภูมิภาคที่มันกำลังจะออกมา ผมยังไม่เห็นอันนี้อยู่ในกฎหมายที่ร่างมาทั้ง ๑๐ ฉบับ อาจจะรีบทำ ก็อยากจะให้เอาตัวนี้ เข้าไปรวมอยู่ด้วยเป็นข้อเสนอของ สปช. ไปให้กับทางรัฐบาล ให้พิจารณาถึงบทบาทของ เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในภูมิภาค ในเรื่องของรายละเอียดของกฎหมายมีอยู่ ๒-๓ จุด ที่ผมคิดว่าน่าจะต้องพิจารณาใหม่นะครับ คือในกลุ่มเศรษฐกิจที่ได้เสนอไปแล้วสำหรับ รัฐวิสาหกิจทั้งหมดเราก็มีการเสนอว่าให้มีการแบ่งงานระหว่างด้านการออกนโยบายก็หน่วยงาน ออกนโยบายหน่วยหนึ่ง หน่วยที่ดูเรื่องเกี่ยวกับเรกกูเลทอรี (Regulatory) ก็หน่วยหนึ่ง หน่วยที่ทำเรื่องเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของก็หน่วยหนึ่ง หน่วยที่ทำเรื่องโอเปอเรชัน (Operation) นี้ก็อีกหน่วยหนึ่งแยกกันออกเป็นเด็ดขาดนะครับ กสทช. มีความเป็นอิสระในกฎหมาย ที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ อาจจะต้องมีการปรับปรุงให้มันสอดคล้องกับสิ่งที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น ในอนาคต แต่ตอนนี้ กสทช. เป็นอิสระภายใต้กฎหมายที่ขอแก้ อันนี้ก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ประธานคณะกรรมการเป็นรัฐบาลและเอาหน่วยงานนี้มาคุมการดำเนินงานขอ กสทช. อีกทีหนึ่ง อันนี้ก็หมายความว่ามันเป็นเรื่องของการเอาเรื่องของนโยบายมาคุมเรื่องของโอเปอเรชันโดยตรง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้มันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับองค์กรที่จะเป็นอิสระต่อไปข้างหน้าในอนาคต อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งนะครับ ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมการเรื่องของกองทุนนะครับ ในเรื่องของสังคมดิจิทัล แล้วก็เศรษฐกิจดิจิทัล เราขาดการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผมขอใช้ คำว่า วิทยาศาสตร์ คืออันนี้เราคิดถึงเป็นนักธุรกิจมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้านบาท เราต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดว่าอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้าธุรกิจตรงนี้ของประเทศไทย จะเป็นอย่างไร เราต้องใช้เงิน กองทุนที่เราบอกว่าจะเอาไปใช้พัฒนาดิจิทัลหน้าที่สำคัญของ กองทุนนั้นก็คือเอามาทำแผนระยะยาวพวกนี้ละครับ แต่ถ้าเราดึงออกไปจากตอนนี้ผมคิดว่า มันอาจจะมีปัญหาว่าจะเอาไปทำอะไร เอาไปช่วยประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าถึง นั่นก็น่าจะเป็น อีกอันหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่เอากองทุนอันนี้ไปใช้โดยตรงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่จะตั้ง กองทุนขึ้นมามันเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าจะตั้งกองทุนนี้มาทำเรื่องอะไร นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ให้ละเอียด เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการให้ดีเลย์ (Delay) เรียกว่า อะไรให้เลื่อนการพิจารณากฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ออกไป แล้วก็ดูแผนระยะยาวของประเทศไทย ให้ดีก่อน แล้วค่อยดำเนินการต่อไป ก็ขอฝากไว้เท่านี้ขอบคุณมากครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม นายชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วก็กราบเรียน ท่านคณะกรรมาธิการและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ ในวันนี้เมื่อฟังจาก คณะกรรมาธิการแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าในยุคของดิจิทัล ยุคไอที (IT) เราเพิ่งเริ่มเข้ามาสู่ ในยุคดิจิทัล ฉะนั้นการทำงานผมมั่นใจเลยว่า พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ทันสมัย แล้วก็ ยังเริ่มใช้ จากการที่คณะกรรมาธิการได้มีการศึกษาแล้วนั้นผมเองก็เพิ่งทราบว่า พ.ร.บ. องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพิ่งเริ่มใช้แล้วก็มีเงินกองทุนถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงนี้ละครับเป็นจุดอันตรายว่าเมื่อ พ.ร.บ. ใดก็ตามที่ดูแลเงินเยอะ ๆ ก็ย่อมจะต้องมีการที่จะเล็งเป้าในการที่จะนำไปใช้ เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ที่จะเกิดใหม่ กองทุน พัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ผมก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะว่า ถ้าหากการที่กองทุนเก่ามีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง คือวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และได้ถูกนำไปใช้แล้ว แต่ปัญหาก็คือว่าการใช้กองทุนนั้นยังไม่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้กันของบุคคลทั่วไปที่เขาได้เสียภาษี ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นความเสียเปรียบมาก ถ้าหากกองทุนนั้นประกาศ พ.ร.บ. ฉบับนั้น มีการใช้มาเพียงแค่ไม่กี่ปี แล้วก็จะถูกยกเลิก ก็เปรียบเสมือนองค์กรที่ทำงานมาแล้วยังไม่ทันถูกประเมินผลเลย ก็มีการยกเลิกเสียแล้ว ตรงนี้ ผมก็สนับสนุนสำหรับคณะกรรมาธิการที่ได้นำเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสำคัญเอามาเข้า สภาปฏิรูปแห่งชาติ และทำให้พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติรู้สึกเป็นห่วงและกังวล อย่างไรก็ตาม เราก็คงจะต้องสนับสนุนว่าต้องมีการทบทวนและมีการพูดคุยกันอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมีการผ่านพระราชบัญญัติที่ต้องบอกว่า เราใช้พระราชบัญญัติเก่ามาเพียงระยะเวลาอันสั้น ๆ แต่จะถูกยกเลิกไปหรือถูกเปลี่ยนเป็น พระราชบัญญัติตัวอื่นซึ่งผิดวัตถุประสงค์ด้วย ก็สนับสนุนท่าน สปช. ท่านกรรมาธิการวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่บอกว่า เรกกูเลเตอร์ไม่ควรที่จะมาเป็นผู้เล่น มาเป็นโอเปอเรเตอร์เสียเอง เพราะว่า มันก็จะทำให้ขาดหลักธรรมาภิบาล เพราะปัจจุบันนี้เราขาดหลักเรื่องนี้มาก ๆ เราถึงต้องมาปฏิรูป นะครับ

อีกประการหนึ่ง ในเมื่อยุคดิจิทัลมันเข้ามาแล้วผมก็ยังเป็นห่วงว่าในปัจจุบัน เราก็มีปัญหาในเรื่องของการที่ขาดงบประมาณ กรรมาธิการอีกกรรมาธิการที่จะต้องมาครอส คัทติง (Cross cutting) กันก็คือเรื่องของกรรมาธิการเกี่ยวกับการเงินการคลัง บนโลกอินเทอร์เน็ต ผมมั่นใจเลยว่าความรั่วไหลในการเก็บงบประมาณในเรื่องของการจัดเก็บภาษีมันก็ยังอาจจะมี จุดโหว่ จุดบกพร่องอีก อย่างเช่นการซื้อขายบนอินเทอร์เน็ต ถ้ามีการโอนเงินผมมองว่า ก็จะถูกจัดเก็บโดยผ่านธนาคาร แต่ถ้าหากพอมีการซื้อขายกันบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่เวลาซื้อขาย จริง ๆ จ่ายเป็นเงินสด ตรงนี้เราจะทำอย่างไรถึงจะมีการจัดเก็บภาษีเพื่อมาใช้จ่าย ในกระทรวงการคลังเองหรือในประเทศของเราเพื่อรัฐสวัสดิการอื่น ๆ ที่ต้องการงบประมาณ แผ่นดิน ซึ่งตอนนี้เรายอมรับว่าการซื้อขายบนโลกอินเทอร์เน็ตเยอะมากจนตัวเลขที่เรา ประเมินกันก็ยังไม่แน่นอน เพราะอะไรรู้ไหมครับ สิ่งหนึ่งคือเรื่องของกลไกเรื่องราคา ของบนอินเทอร์เน็ตมันเป็นราคาส่ง แต่คนที่กำลังค้าขายบนโลกความเป็นจริงจะเป็นราคาที่ ถูกบวก ๆ มาหลาย ๆ ทอด ฉะนั้นขอฝาก ๒ ครอส คัทติงนั้นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญคุณวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ เท่าที่ผมได้อ่านศึกษาจากการรายงานผล การพิจารณาศึกษากฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของคณะกรรมาธิการที่เสนอมานั้น ขอเรียนว่าข้อรายงานอื่น ๆ ทั้งหมดผมเห็นว่าดีอยู่แล้ว น่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตที่จะมีไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะ กราบเรียนเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ กสทช. เห็นว่ามีข้อเสนอและมีข้อสังเกตไว้ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ๒.๑ ให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รายละเอียดดังที่ว่าแล้ว รวมทั้งในข้อ ๒.๒ บอกว่า ให้คงหลักการ ความเป็นองค์กรอิสระของ กสทช. รวมทั้งมีข้อสังเกตอื่น ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนต่อคณะกรรมาธิการนั้นก็คือว่าความเป็นอิสระของ คณะกรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ มักจะมีปัญหามาโดยตลอด ผมอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทราบว่า กกต. เวลาเขาเป็นองค์กร อิสระและมีกรรมการแต่ละท่าน ๕ คน แต่ละคนเขาก็มีความเป็นอิสระโดยส่วนตัวของเขา แล้วลึก ๆ เราก็ทราบว่าความเป็นอิสระของแต่ละคนนั้นเกิดมีปัญหากัน เกิดความขัดแย้งกัน ถ้าท่านทั้งหลายลองทราบและคณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่คิดว่าคงทราบแล้ว กรรมการอิสระใน กสทช. ที่มีอยู่ทั้งหมดเหล่านี้ เท่าที่ทราบก็มีความเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กันและกัน อิสระจนขนาด ไม่มองหน้ากันก็มี มันอิสระหรือเปล่าผมไม่รู้หรอก ถึงขนาดมีการแบ่งเงิน แบ่งงบแบ่งการบริหาร จัดการ ทำให้มีปัญหาเกิดความขัดแย้งในองค์กร ผมว่าความเป็นอิสระหรือการทำงานในรูปของ คณะกรรมการมันควรจะเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นความเห็นในลักษณะที่ มันสอดคล้องต้องกัน และทำในลักษณะของรูปกรรมการมากกว่าความเป็นอิสระชนิดที่ แยกการทำงานกันไปแบบเสร็จเด็ดขาดที่แบ่งกันรับผิดชอบไปแต่ละเรื่องแต่ละราว ท่านลองไป ตรวจสอบดูก็แล้วกันจะเห็นได้ว่าการทำงานของ กสทช. มีปัญหาชนิดที่ว่าเกิดความคลางแคลงใจ ในหมู่สังคมเป็นจำนวนมาก อิสระ แม้จนกระทั่งการใช้เงินนึกว่าเงินเป็นของตัวเองท่านประธาน เอาเงินทองไปบางคนเดือนหนึ่ง ปีหนึ่งอยู่ต่างประเทศเสียเกือบ ๒๐๐ วัน อย่างที่ สตง. เขาทำการ ตรวจสอบและขณะนี้ สนช. เขากำลังตรวจสอบกันอยู่ เห็นได้ว่าเรื่องอย่างนี้ผมคิดว่าควรจะต้อง มีการพิจารณากันว่าความเป็นอิสระนี้ผมเห็นด้วย แต่การทำงานนั้นน่าจะมีมาตรการมีวิธีการ ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เอาข้อบกพร่องที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้มาพิจารณาและมาดำเนินการ กันเสีย เงินนี้นึกอยากจะบริจาคอะไรก็บริจาคกันได้สบายเลย เอาไปให้องค์กรโน้น เอาไปให้ องค์กรนี้ เอาไปให้คนนั้น เอาไปให้คนนี้ เอาไปให้แม้กระทั่ง ส.ว. ว่าจะเอาไปใช้ลงพื้นที่ที่ไหน ๆ เพราะ ส.ว. เขามีหน้าที่ดูแล กสทช. แล้วอย่างไรครับ ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่มีการที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุลกันได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้น่าจะต้องมีการควบคุมกำกับดูแล ไม่ใช่ปล่อย ให้มีการทำงานกันอย่างตามอำเภอใจอย่างที่ปรากฏนี้นะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายใหม่ ที่จะออกมาหรือท่านที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงนั้นควรเอาข้อบกพร่องหรือข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมาพิจารณาดำเนินการด้วย

ประการต่อมานั้นที่ท่านได้มีข้อสรุปไว้ในหน้า ๑๘ ในหลาย ๆ ข้อนั้น ผมได้อ่านแล้วเห็นว่าดีมากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ๔.๓ การใช้อำนาจของภาครัฐต้อง โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ รัฐรวมถึงรัฐวิสาหกิจไม่ควรดำเนินการแข่งขันกับเอกชน หรือปิดกั้นโอกาสในการดำเนินงานของภาคเอกชน แล้วก็ข้อ ๔.๔ รัฐควรเน้นปรับปรุง คัดสรร และสร้างขีดความสามารถให้เกิดขึ้นกับบุคลากรทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เขียนไว้ดูดีสวยหรู สวยสดงดงามนะครับท่านประธาน ก็ฝากเป็นข้อสังเกตต่อทำเรื่องนี้แล้ว ผมอยากให้สัมฤทธิผลตามข้อสังเกต ข้อเสนอของท่าน และขอให้ทำได้จริงจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและอย่าให้ล้มเหลวมีปัญหาเหมือน กสทช. นะครับ กราบขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเรียนเชิญคุณรสนาครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ดิฉันเองก็ฟังสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาไว้แล้วก็เป็นประเด็นที่มีความเป็นห่วง เพราะอันที่จริงก็เป็นกฎหมายที่มีการพูดถึงกันมา ระยะหนึ่งแล้ว ว่าเป็นกฎหมายที่อาจจะไปกระทบกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือในเรื่องของการทำในเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี เป็นสิ่งที่ทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่าน่าจะเป็น สิ่งที่จำเป็นในอนาคต แต่การที่เราจะดำเนินการอะไรก็ตามนั้น ถ้าเรามีกฎหมายที่ออกมาโดยที่ ยังมีภาคปฏิบัติที่ไม่ชัดเจนนั้นก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่า แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว กฎหมายในกลุ่มนี้ ๑๐ ฉบับ มันมีผลกระทบทั้งต่อส่วนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แล้วก็ กระทบไปถึงในเรื่องของการใช้งบประมาณแล้วก็การที่เรามีการออกกฎหมายโดยที่ภาคปฏิบัติ ยังไม่ชัดเจนนั้นก็อาจจะนำไปสู่สิ่งที่จะเรียกว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน (Corrupton) ได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่เราออกกฎหมายในกลุ่มนี้ออกมานั้น ดิฉันเองก็นึกถึงประเด็นเรื่องของ กสทช. ซึ่งที่จริงเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วันชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็ได้พูดถึงประเด็น กสทช. ซึ่งประเด็นเรื่อง กสทช. นั้นก็เป็นประเด็นที่พวกเราที่เคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ก็มีความรู้สึกเสียใจเหมือนกันว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาในยุคของเรา แล้วก็เมื่อมีการปฏิบัติ จริง ๆ แล้วเราก็พบว่า กสทช. นั้นเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติ สาธารณะ แต่ปรากฏว่าในกระบวนการปฏิบัติของ กสทช. นั้นเป็นองค์กรอิสระแต่ก็เป็นอิสระ จากการถูกตรวจสอบ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าการใช้เงินของ กสทช. นั้นก็มีความสุรุ่ยสุร่ายซึ่งเป็น สิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาค่อนข้างมาก เงินทั้งหลายที่ได้รับจากการประมูลคลื่นก็ไม่ได้ส่งเข้าเป็นรายได้ ของรัฐ และถ้าหากว่ามาทำกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับนี้ ในส่วนนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการ ทำข้อศึกษาขึ้นมา ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากกรณีที่ดินมีการระบุไว้ชัดเจนว่ารูปแบบ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้นยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเป็นหน่วยงานเอกชน แล้วก็ยิ่งกว่านั้นในร่าง พ.ร.บ. ที่จะร่างขึ้นมานั้นก็ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมาย อื่น แล้วก็ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือไม่เป็นหน่วยตรวจรับของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งดิฉันคิดว่าในกลุ่มของการทำในเรื่องของดิจิทัล อีโคโนมีนั้นมันจะเกี่ยวพันกับเงินมหาศาลมาก ถ้าหากว่าในกระบวนการออกกฎหมายที่มีความไม่ชัดเจน แล้วก็การตรวจสอบไม่ชัดเจน ดิฉันคิดว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาลแล้วก็ความโปร่งใสซึ่งสามารถที่จะนำไปสู่ การทุจริตได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็เห็นว่าก่อนที่จะมีการออกกฎหมายเหล่านี้ กฎหมายในกลุ่มนี้ ๑๐ ฉบับ มันจำเป็นที่จะต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายสาขา แล้วก็คิดว่า ควรที่จะค่อย ๆ ทำ โดยที่ไม่ใช่รีบร้อนที่จะออกมาภายในช่วงระยะเวลาที่จำกัด ดิฉันเองคิดว่า ถ้าหากว่าเราออกกฎหมายโดยที่หลักปฏิบัติต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน โครงสร้างขององค์กรต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนและเกี่ยวพันกับเงินทองที่มหาศาล แม้แต่ กสทช. เองนั้นใช้วิธีการประมูล ก็ยังถูกตั้งคำถามจากสังคมเป็นจำนวนมาก และถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วไปเกี่ยวพัน กับการจัดสรรคลื่นโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประมูล ดิฉันคิดว่าจะเป็นประเด็นที่มีปัญหา ในอนาคตค่อนข้างมาก แล้วก็อยากจะให้มีการทบทวนว่าถ้าเราจะรีบร้อนออกกฎหมายโดยที่ ภาคปฏิบัติไม่ชัดเจนแล้ว ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหามากมายที่อาจจะต้องมาตามแก้ปัญหากัน ต่อไปในอนาคตนั้น มันจะยิ่งยุ่งยากมากกว่าการที่เราจะชะลอไปตามที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาแล้วก็ทำข้อเสนอมาเสนอ ซึ่งดิฉันเองก็เห็นว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าจะต้องเอาไปพิจารณา ตั้งแต่ในเรื่องว่ารัฐเอง คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ควรจะเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย โดยแยกผู้กำกับดูแลแล้วก็ผู้ประกอบการออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถ้าหากว่าเราปล่อยให้องค์กร นั้นมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของบทบาทแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นปัญหาต่อมาก็คือความไม่โปร่งใส แล้วก็นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ได้ค่ะ ดังนั้นดิฉันก็ขอสนับสนุนสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอนะคะว่าควรจะชะลอกฎหมายชุดนี้ออกไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษาลงรายละเอียด มากกว่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเรียนเชิญคุณดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์

นายดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์ หมายเลข ๘๐ จากจังหวัดยะลา ผมเห็นด้วยกับกฎหมายของคณะกรรมาธิการ ที่ได้ชะลอเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายดิจิทัลนะครับ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าวันนี้ดิจิทัลที่ว่าถึงนี้ คณะกรรมการ กสช. มีการประมูลไปแล้ว คลื่นความถี่ที่ให้ไปยังใช้กันไม่เต็มที่ มีช่องว่างอยู่ กฎหมายตรงนี้มีเขียนว่าไว้อย่างไรสำหรับช่องว่างของคลื่นความถี่ตรงนี้ เราจะสามารถเอามาใช้ได้ อย่างไรเมื่อให้เขาไปแล้ว เขาไม่ได้ทำ และที่เหลือเสียโอกาสนะครับ ส่วนผมจะบอกว่าวันนี้นั้น ข้อมูลข่าวสารของเราของประเทศยังไม่เป็นส่วนรวม เหตุแต่ละแห่งแต่ละกระทรวงหรือแต่ละกรม ทำข้อมูลของตัวเองมีพรมแดนที่ขวางกั้น นักกฎหมายกับนักเทคโนโลยียังคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า ข้อมูลกลางตรงนี้ประเทศไทยเราเห็นชัดเจนว่า อย่างเช่นที่กระทรวงมหาดไทยเรา บัตรประชาชน เรานี้ ๑๓ หลัก เชื่อมโยงกับสาธารณสุขหรือเปล่า เชื่อมโยงกับเกษตรกรหรือเปล่า วันนี้ มีพรมแดนที่ขวางกั้น ผมถึงบอกถามว่าจะทำอย่างไรจึงอยากฝากให้กับคณะกรรมการสื่อสาร เทคโนโลยีว่าวันนี้ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรามีองค์กรอีกา (EGA) ซึ่งดูแลตรงนี้ เราสามารถคุยกันอย่างไรว่าให้มีผู้มีอำนาจสั่งการให้ทุกกระทรวงรวมตัวกันได้หรือไม่ ข้อมูล ต้องเชื่อมโยงกัน อย่างเช่นเราวันนี้กระทรวงคมนาคมเราต่อทะเบียนรถได้ทั่วประเทศ อันนี้ เป็นผลดีนะครับ กรมศุลกากรก็เช่นกัน คืออยู่ที่เจ้ากระทรวงเขาสั่งการว่าเขาจะเอาอย่างนี้ก็ทำได้ แต่วันนี้ทำไมแต่ละกระทรวงข้อมูลกัน จะลิงค์ (Link) กันลิงค์ไม่ได้ เพราะไม่มีคนสั่งการ ทุกคน รักษาของตัวเอง นักกฎหมายแต่ละกระทรวงก็เช่นกัน ทำได้หรือไม่ได้อันนี้นั้นผมถึงอยากจะ บอกให้ว่าเราต้องคุยกันว่าผู้มีอำนาจต้องสั่งว่าทำอย่างไรข้อมูลรวมถึงจะไปตรงนั้นได้ แล้วดิจิทัล อีโคโนมี นั้น ถึงจะมีผลนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นท่านค้าขายกันบนสื่อสารกันอย่างนี้ ถามว่าเราจะเก็บภาษีเขาอย่างไร กรมสรรพากรจะเอาอย่างไร เมื่อข้อมูลต่างคนต่างทำ ใครจะสั่ง ข้อมูลกลางมีที่ไหน เราคิดอยู่แต่เพียงว่ากฎหมายดิจิทัลที่เราจะออก รัฐบาลจะออกเพื่อ ความรวดเร็วเพื่ออะไรทั้งสิ้น ข้อมูลรวมแล้วครับ ถ้าเราสามารถรวมข้อมูลได้นะครับ วันนี้ ลดการเหลื่อมล้ำได้แน่นอน ลดการคอร์รัปชันได้แน่นอน เพราะคนไม่สามารถโกหกข้อมูลบนฐาน ตรงนั้นได้ครับ สักวันหนึ่งก็ต้องตามจับเจอครับ อันนี้มันหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยาก ฝากเรียนไปยังคณะกรรมการนะครับ ขอให้ดูแลตรงนี้ ทำเรื่องตรงนี้ให้มากกว่านี้ อย่าดูแต่ดิจิทัลอย่างเดียวครับ เพราะมันไม่มีผลอะไร มากมายเลย วันนี้โลกเรายังมีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นผู้อภิปรายบางท่านได้บอกไปแล้ว ผมก็ ไม่ถึงบอกว่าคณะกรรมการเป็นอย่างไรนะครับ ขอให้ดูแลตรงข้อมูลรวมว่าทำอย่างไรให้เป็น ข้อมูลรวมของประเทศ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง 🔗

เชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ต้องขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้กรุณายกเรื่องนี้ ขึ้นมา ผมอยากให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดิจิทัล อีโคโนมีให้ที่ประชุมได้รับทราบคร่าว ๆ ว่า ดิจิทัล อีโคโนมีเกี่ยวข้องกับเรื่องประมาณ ๗ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการออนไลน์ทุกพื้นที่ คือมือถือของท่านจะอยู่ตรงไหนก็ได้ติดต่อได้หมด เพราะนั่นเป็นเรื่องของความถี่ เรื่องของการ ที่จะติดต่อสื่อสารได้ทั่วหมดทุกตารางนิ้วของประเทศไทย อันนั้นคือปัญหาข้อที่ ๑ แล้ว ยังมีเรื่องของโดเมสติก (Domestic) คือภายใน ซึ่งภายในขณะนี้มีบริษัทที่รับสัมปทานไปแล้ว ๓๐ บริษัท แต่ไปดำเนินการแค่ ๑๖ บริษัท แล้วก็เป็นเรื่องของอินเตอร์เนชันแนล เกทเวย์ (International Gateway) มีอยู่ ๒ บริษัทเท่านั้นที่ดำเนินการอยู่ แล้วการจะติดต่อไปยังฮ่องกง ตอนนี้ต้องผ่านประเทศสิงคโปร์ อันนี้คือทำให้ค่าบริการแพงขึ้น อันนี้คือเรื่องของการออนไลน์ ทุกพื้นที่ซึ่งรัฐจะต้องทำดำเนินการให้เป็นรูปธรรมให้ได้

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ กฎหมาย ๑๐ ฉบับ คือเรื่องของ เซกเคียวริตี (Security) คือเรื่องของความมั่นคง ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็ศึกษาไว้เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงมากกว่าการที่จะไปดูแลในเรื่องของธุรกิจดิจิทัล อีโคโนมี จะเดินไปได้ ซึ่งมีกฎหมายอีกหลายฉบับ เสียดายว่าท่านไม่ได้ให้คำแนะนำไปว่านอกจาก ๒ บวก ๘ ๒ บวก ๘ คือ ๒ ฉบับนั้นเป็นเรื่องของการตั้งองค์กรใหม่หรือว่ากระทรวงใหม่ ส่วนอีก ๘ ฉบับนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงเสียส่วนใหญ่ แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับการว่า สั่งสินค้าไปแล้ว ถ้าไม่ได้ตามสเปก (Spec) นี้จะทำอย่างไร หรือว่าโอนเงินไปแล้วไม่ได้ของ จะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่จะตามมาอีกเยอะแยะ อันนั้นอาจจะยังไม่ได้พูดถึงเพราะว่า กรอบในการศึกษาของท่านจำกัดอยู่แค่ ๑๐ ฉบับ

ในเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของการที่จะมีแพลทฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เรื่องของ ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ รัฐเองจะต้องส่งเสริมให้มีเกทเวย์ในลักษณะของ เหมือนกับอาลีบาบาของประเทศจีน ซึ่งทุกคนจะมาใช้บริการจากตรงนี้ได้ ตรงนี้เราก็ยังไม่มี นะครับ

ในเรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของคอนเทนท์อันนี้เป็นเรื่องของการที่จะได้เงินแล้ว ๓ เรื่องแรกไม่ได้เงินแต่เสียเงิน เรื่องที่ ๔ เรื่องของคอนเทนท์เป็นเรื่องที่ว่าทุกคนจะต้องมี ศักยภาพในการที่จะเอาสินค้าตัวเองไปขาย เราจะมีแอพพลิเคชั่นอะไรที่คิดขึ้นมา เรามีสินค้าอะไร ที่ผ่านช่องที่ ๓ นี้ ที่จะสื่อไปถึงผู้ซื้อทั่วโลก มันไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้นตรงนี้ จะทำอย่างไร

เรื่องที่ ๕ คือเรื่องของดิจิทัล โซไซตี คือสังคมดิจิทัลต้องให้เกิด มันจะมีแค่ ๑๐,๐๐๐ รายไม่ได้ มันต้องเป็นแสนราย เป็นล้านราย คนเขาถึงจะสนใจ

และเรื่องที่ ๖ ก็คือเรื่องของโนวเลจ (Knowledge) เราจะสอนเด็กของเราอย่างไร เราจะสอนคนแก่ที่อายุมากแล้วได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เราจะสอนเกษตรกรของเราอย่างไร เราต้องผันเกษตรกรจากการที่เป็นเกษตรกรมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล อีโคโนมีให้ได้

และเรื่องสุดท้ายของดิจิทัล อีโคโนมี เป็นเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) คือเราจะส่งมอบสินค้าต่าง ๆ ที่เกิดตกลงค้าขายกันได้รวดเร็วทำได้อย่างไร ประเทศจีน เขาทำสำเร็จไปแล้ว สั่งสินค้าเดี๋ยวนี้จากผู้ผลิตถึงเอ็นด์ ยูซเซอร์ (End User) ง่ายนิดเดียว มีกระบวนการต่าง ๆ รองรับไว้หมด เพราะฉะนั้นโลกใบนี้กำลังจะเปลี่ยนการค้า ท่านจะชอบ หรือไม่ชอบก็แล้วแต่ ไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมี คือการติดต่อกันทางโทรศัพท์มือถือทุกพื้นที่สั่งสินค้า ขายสินค้ากันได้หมด เพราะฉะนั้นเราเตรียมการที่จะรองรับตรงนี้ไว้ส่วนหนึ่งที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ คือในเรื่องของเซกเคียวริตีคือเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมา ที่น่าเป็นห่วงก็คือในเรื่องของความถี่ ความถี่ของเรากฎหมายฉบับเก่าที่กำลังใช้กันอยู่นี้ ความถี่นั้นห้ามโอน อันนี้หลักใหญ่เลย ผมประมูลไปได้ ๑๐๐ ความถี่ ใช้ไป ๓๐ ความถี่ อีก ๗๐ ความถี่นั้นห้ามโอนครับ กฎหมายเขาห้ามโอน จริง ๆ เขาให้โอนได้ น่าจะเก็บ ค่าธรรมเนียมเขาเยอะ ๆ หรือบังคับให้ขายออกมา ให้ใช้ตรงนี้ได้ มันถึงจะได้ออนไลน์ทุกพื้นที่ มันจะต้องมีกองทุนไหมในการที่จะดูแลตรงนี้ มันจะต้องมีตัวกลาง ไม่ใช่ว่าตอนนี้กลายเป็นของ ธุรกิจหมด หรือรัฐจะไปทำเป็นรัฐวิสาหกิจนี้ก็คงจะไม่ได้ ดิจิทัล อีโคโนมีคงไม่เกิด เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เราจะต้องรองรับกฎหมายต่าง ๆ ที่ศึกษาอยู่ก็หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่มีท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วในเรื่องของ กสทช. เรื่องอะไรก็แล้วแต่ว่าถ้าเกิดการผูกขาด ตัดตอนหรือว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมเมื่อไร นักลงทุน จากต่างชาติที่จะมาลงทุนก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นโจทย์ของเราก็คือการที่จะทำให้ออนไลน์ทุกพื้นที่ แล้วไม่อยู่ในอาณัติของรัฐบาลขณะเดียวกันไม่อยู่ในอาณัติของเอกชนรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเอากำไรเป็นตัวตั้ง ตรงนี้เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นแค่กฎหมาย ๒ บวก ๘ ผมคิดว่า ยังไม่พอแต่ก็ขอบคุณที่ได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อเราจะเดินไปข้างหน้าได้และจะเป็นวาระปฏิรูป ที่สำคัญ เราจะชอบหรือไม่ชอบ โลกกำลังจะไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมี คือการค้าขาย ไม่ใช่แค่ อินเทอร์เน็ต ทางโทรศัพท์มือถือที่ท่านพกอยู่นี่นะครับ ถ้ามันไปได้ทุกพื้นที่ไม่ได้ อย่าหวังเลยว่า จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัล อีโคโนมีได้ ๗ ประการหลัก นั่นคือหลักการของดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งเรากำลัง เดินไป แล้วก็ข้อกฎหมายนั้นเป็น ๒ ข้อแค่ข้อเดียวในดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งก็ฝากไว้ว่าท่านน่าจะ คอมเมนท์ (Comment) มากกว่าว่าควรจะมีกฎหมายอะไรที่เพิ่มเติมและจะส่งเสริมดิจิทัล อีโคโนมีให้เดินไปข้างหน้า เกิดการค้าที่เป็นธรรมได้มากกว่านี้ กราบขอบพระคุณครับ

ท่านสมาชิกที่ลงนามไว้สำหรับจะขออภิปรายหมดแล้วนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดในที่ประชุม ที่ประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมมีไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อซักถาม หรือข้อสังเกตของท่านสมาชิกครับ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

เดี๋ยวผมขอขอบคุณก่อน นะครับว่าที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อสังเกต แล้วก็ให้ข้อเสนแนะหลาย ๆ เรื่องในส่วนของการศึกษา ในครั้งนี้ว่า ในหลาย ๆ ส่วนซึ่งอาจจะยังไม่ครอบคลุมหรือว่าอาจจะยังศึกษาไปไม่ถึง ก็ให้พิจารณาร่วมศึกษาไปด้วย กับบางส่วนก็เป็นข้อเสนอแนะที่จะให้รวบรวมเพื่อนำเสนอให้ ทางท่านประธานเพื่อนำเสนอให้ทางคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำไปพิจารณา ต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราก็จะไปเพิ่มเติมแล้วก็ทำให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตามในเรื่องของประเด็นปัญหาต่าง ๆ เท่าที่ได้รับฟังนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ข้อที่ท่านเสนอให้ดำเนินการ แล้วก็เสนอให้เป็นข้อเสนอแนะในด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่ เราได้ศึกษาไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองเราก็พยายามเราได้ดูกันหลายเรื่องแต่ว่าบังเอิญคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ก็มีความสนใจเป็นหลักการประเดิมในส่วนการทำงานของเราก็คือดูในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ของการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ดูในเรื่องของการกำกับดูแล ดูในเรื่องของความรับผิดชอบ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานด้านสื่อสารมวลชน แล้วก็ดูในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและ สารสนเทศไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้พิจารณาอย่างละเอียด แต่จากที่ได้รับฟังจากท่านสมาชิกก็มี หลายประเด็นที่คิดว่าเราจะนำเอาไปเพิ่มเติมและเอาไปประกอบในเรื่องของการเขียนรายงานนี้ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็ขอขอบคุณนะครับ ผมก็ยังไม่ทราบว่าทางท่านกรรมาธิการจะมีเพิ่มเติม อะไรบ้างไหม ขออนุญาตท่านประธานนะครับ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติและเพื่อนสมาชิกครับ ก็ขออนุญาตขอบคุณท่านเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่สนับสนุน ข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งที่ให้ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างที่ท่านประธานบอกนะครับเราก็คงจะนำข้อคิดเห็นต่าง ๆ นี้ ไปเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อเสนอของ สปช. เรามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ

ประเด็นเรื่องกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับที่ผ่านมาเราโฟกัส (Focus) เฉพาะ กฎหมายที่กำลังจะออกมาว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับการขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่ สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม หลายเรื่องที่ท่านเสนอมา ก็ตรงกับที่เราคิดอย่างกรณีของ กสทช. เอง เราคิดว่ากฎหมายที่กำลังจะออกมาก็ไม่ได้ตอบโจทย์ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หรือว่าเรื่องการ ตรวจสอบไม่ว่าจะโดย กตป. คณะกรรมการติดตามประเมินผลการทำงานของ กสทช. หรือว่า การตรวจสอบโดยภาคประชาชนก็ตาม เราคิดว่ากฎหมายควรจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ว่า ที่กำลังจะออกมานี่มันไปคนละทางนะครับ ก็คือว่าจะทำให้ กสทช. ขาดความเป็นอิสระ แล้วก็ อีกประการหนึ่งก็คือว่ากองทุนที่ควรจะส่งเสริมสนับสนุนวิจัยสื่อและการเข้าถึงสื่อรวมทั้ง โทรคมนาคมจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นเราจึงเสนอว่าข้อเสนอทั้งหลายจะส่งไปให้คณะรัฐบาล แล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อกรุณาได้นำไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อที่จะให้ กฎหมายนี้ออกมาดีที่สุด ส่วนที่ยังไม่จำเป็นก็ขอให้มีการชะลอเอาไว้ก่อนเนื่องจากว่าไม่อย่างนั้น กฎหมายที่ออกมาอาจจะสวนทางกับการปฏิรูป สวนทางกับร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน แล้วก็ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการกันครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้งครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการนะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตเพื่อความสมบูรณ์ของรายงานอาจจะ เป็นการสอบถามและตั้งข้อสังเกตบางจุด หน้า ๑๕ ข้อ ๑.๔.๒ บรรทัดสุดท้าย ที่อ้างว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง รัฐธรรมนูญไหนครับ หรือจะเพียงแต่ว่า ต้องอยู่ภายใต้ กรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ สั้น ๆ ไม่ต้องมีคำว่า ตามมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง อันนี้เข้าใจว่าของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช่ไหมครับ

ข้อ ๒.๒ ครับ ให้คงหลักการความเป็นองค์กรอิสระของ กสทช. ตามที่เป็นมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ และตามแนวทางที่กำลังยกร่างอยู่ หมายถึง ตามแนวทางที่กำลังยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในเวลานี้ใช่ไหมครับ ในเวลานี้ ก็น่าจะเติมให้มันชัด นะครับ

๒.๓ ให้คงหลักการการจัดสรรทรัพยากรสื่อสารของชาติที่ต้องเป็นไปเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดและประโยชน์สูงสุด โดยกำหนดให้การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ การประกอบกิจการธุรกิจทุกประเภทกิจการต้องใช้วิธีประมูล ประมูลนี่มันมี ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือประมูลเอารายได้สูงสุดเข้า กสทช. หรือรัฐกับแบบที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ใช้ วิธีประมูลเหมือนกัน แต่ให้ยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง คือให้ดูคุณภาพ มาตรฐาน ความทั่วถึง และค่าใช้จ่ายที่เป็นประชาชนจะเสียน้อยที่สุดเป็นตัวตั้งไม่ใช่เงินที่จะเข้ารัฐ ตกลงประมูล แบบไหน เพราะถ้าประมูลแบบเดิม คือเอาเงินสูง ๆ ท่านกรรมาธิการต้องกรุณาดูนิดหนึ่งนะครับ ไม่เป็นไรครับ อย่างไรท่านก็ต้องรับไปปรับปรุงอยู่แล้ว

ส่วนสุดท้ายขออนุญาตเรียนเสนอท่านกรรมาธิการว่า น่าจะมีวรรคสุดท้ายของ รายงานฉบับนี้ก่อนที่ท่านเลขานุการจะเซ็นชื่อ ว่าคณะกรรมการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ได้พิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอประเด็นดังกล่าว ประเด็นการปฏิรูปและแนวทาง การดำเนินการที่คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว จึงได้ลงมติเห็นชอบด้วยรายงาน และข้อเสนอแนะดังกล่าว และมีมติให้เสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณามีมติให้ความเห็นชอบ รายงานดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไปตาม อำนาจหน้าที่ เพราะว่ารายงานที่ท่านเลขานุการเซ็นมานี่ทุกคำใช้คำว่าอนุกรรมาธิการทั้งสิ้น แล้วความจริง รายงานของอนุกรรมาธิการเสนอเข้าสภาโดยตรงไม่ได้ ต้องเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตเรียนเชิญท่านสมาชิกที่ประชุมกันอยู่ข้างนอกในกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ เข้ามาเพื่อจะลงมติในรายงานฉบับนี้หน่อยครับ

(ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับรายงานของคณะกรรมา ธิการการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไม่ แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการ นำข้อสังเกตท่านสมาชิกไปปรับปรุงรายงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วก็นำเสนอไปที่คณะรัฐมนตรีและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับต่อไป ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกแสดงตน นะครับ โปรดเสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิกที่เคารพเสียบบัตรครบทุกท่านหรือยังครับ เชิญครับ ยังไม่ได้รวมผลครับ เสียบครบ ทุกท่านหรือยังครับ เชิญครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ยังไม่ได้ลงชื่อ หมายเลข ๑๑๕ ครับ นิรันดร์ครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านเสียบบัตรแล้วไฟไม่ขึ้นหรือครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ยังหาไม่เจอครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ช่วยดูนิดนะครับ ช่วยไปดูที่ท่านนิรันดร์หน่อยครับ ได้แล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ ช่วยส่งผลด้วยครับ เป็นอันว่ามีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๑๗๙ ท่าน เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทั้งหมด ถือเป็นองค์ประชุมนะครับ

(ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการลงมติ)

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าท่านสมาชิกจะเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าหากเห็นชอบจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของ ท่านสมาชิกที่กรรมาธิการรับไปปรับปรุงแล้วไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่อไป ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการได้โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และ ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ เชิญลงมติได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงมติครบทุกท่านหรือยังครับ ครบแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงมติครับ เชิญเจ้าหน้าที่ส่งผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงอยู่ในเวลานี้มี ๑๘๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๑๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบด้วยรายงานของ คณะกรรมาธิการและให้คณะกรรมาธิการนำข้อสังเกตของท่านสมาชิกไปปรับปรุงรายงาน แล้วนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการครับ

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ บัดนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม

๓.๒ เป็นการพิจารณารายงาน พิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่น เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

ผมขออนุญาตเรียนเชิญท่านกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ แถลงครับ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่านครับ วันนี้เป็นวาระของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูป การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น เพื่อท่านสมาชิกจะได้โปรดกรุณาแนะนำให้ความเห็น ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้นำไปปรับปรุงแนวทางการปฏิรูป เหตุที่วันนี้จะขออนุญาต ท่านประธานและสมาชิกนำเสนอเพื่อรับฟังนั้น เนื่องจากว่าแนวทางการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนั้น จะเกี่ยวพันกับ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากมันต้องมีความสัมพันธ์กัน ในหลายมาตรา แล้วก็เป็นประเด็นที่เราได้นำเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อใดที่รัฐธรรมนูญนิ่งแล้วก็แนวทางการปฏิรูปได้รับการชี้แนะจากเพื่อนสมาชิก และเราปรับปรุงให้สอดคล้องต้องกันหมดแล้ว บัดนั้นก็คงจะเป็นวาระของการนำเสนอ เพื่อพิจารณาลงมติอีกครั้งหนึ่ง สำหรับวันนี้จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่น ไม่ใช่วาระการปฏิรูป ๓๖ ประเด็น เพียงแต่เราเป็นพันธมิตรในแทบทุกวาระของการ ปฏิรูป วันนี้ก็ได้มีโอกาสมานำเสนอซึ่งเดี๋ยวอีกสักครู่ ผมจะขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญ ท่านธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการการปฏิรูปด้านระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นพันธมิตรใหญ่ของเรานำเสนอในภาพรวมก่อนที่กระผมจะลงในรายละเอียดครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ นับตั้งแต่ปี ๒๔๓๕ ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินนั้น ก็ได้ปรับปรุงในส่วนกลางเปลี่ยนจากจตุสดมภ์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และในส่วนภูมิภาค ก็ได้จัดให้มีมณฑลเทศาภิบาล มีเมืองซึ่งต่อมาก็เป็นจังหวัด มีแขวงซึ่งต่อมาก็เป็นอำเภอเกิดขึ้น แล้วก็ในปี ๒๔๔๘ ก็ได้ทรงจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม ซึ่งนับว่าเป็นต้นกำเนิดของการปกครอง ท้องถิ่นของไทย ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าการปกครองท้องถิ่นไทยก็เริ่มต้นมาได้นานพอสมควร นะครับ ใกล้เคียงกับการกำเนิดของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ๑๑๐ ปี ของการปกครองท้องถิ่นไทยก็ดูจะมีอุปสรรคและมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างจะล่าช้า เมื่อเทียบกับราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้มีการกำหนดขึ้นมา เมื่อปี ๒๔๗๖ นั้น ก็เทียบกันไม่ได้เลยนะครับ อำนาจของการอนุมัติ อนุญาตสั่งการงบประมาณ กำลังคน วัสดุอุปกรณ์ของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีมากกว่าส่วนท้องถิ่นค่อนข้างมาก แม้ว่า ท้องถิ่นจะมีวิวัฒนาการและมีการพยายามที่จะเร่งขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็ตาม รวมทั้งได้มีการออกพระราชบัญญัติกำหนดแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ ขึ้น ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าการถ่ายโอนภารกิจก็ดี การเพิ่มเติมหน้าที่ การแก้ไขปัญหาอุปสรรค ของท้องถิ่นนั้นดูจะไม่ได้ทำมากเท่าที่ควร พวกเราเข้าใจดีว่าการรวมศูนย์อำนาจของราชการ บริหารบ้านเมืองของประเทศไทยนั้นมีคุณูปการอยู่หลายประการ แล้วก็ได้สร้างความเจริญพัฒนา ให้กับบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาตามสมควร แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าสภาวะปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โลกาภิวัตน์ก็ดี การแข่งขันกันในโลกของประเทศต่าง ๆ ก็ดี รวมทั้งปัญหาและความต้องการของประชาชนในประเทศนั้นมีมากมาย สลับซับซ้อน ยุ่งเกี่ยว เกี่ยวพันแก้ไขยากก็ทำให้การรวมศูนย์อำนาจนั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีอีกต่อไป เห็นสมควรที่จะได้มีการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ใช้พลังของประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนมาช่วยกันแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองแทนที่จะให้รัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายการเมืองและฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ช่วยเหลือชี้นำประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว ทำไม ไม่ใช้พลังของประชาชนให้มาช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งประชาชนน่าจะรู้ดีกว่าเพื่อน รู้ดีกว่าคนอื่นในการที่จะแก้ไขปัญหานั้น การที่รัฐชี้นำและ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเดียวก็ทำให้เกิดความอ่อนแออยู่ทั่วไป ปลูกอะไรขายไม่ได้ก็ปิดถนน ฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็นนอกจากการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลงมาที่องค์กร ปกครองท้องถิ่นแล้วเราอยากเห็นการกระจายอำนาจนั้นทะลุลงไปถึงชุมชนและประชาชนเพื่อให้ ทั้ง ๒ ส่วน ก็คือองค์กรปกครองท้องถิ่นและประชาชนได้ร่วมไม้ร่วมมือกัน ดูแลแก้ไขปัญหา เพื่อให้รัฐบาลกลาง รัฐบาลที่อยู่ในส่วนกลางได้ต่อสู้กับปัญหาภายนอกซึ่งมีอยู่เป็นอันมาก ในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO) เอฟทีเอ (FTA) หรือการเจรจาด้านต่าง ๆ อะไรก็ดี แล้วเราเชื่อว่าหากมีการกระจายอำนาจที่มากกว่าเดิม นอกจากปัญหาจะได้รับการแก้ไขแล้ว ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ก็จะลดลงไปด้วย ประชาชนก็จะเข้มแข็งขึ้น ประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ก็จะเกิดขึ้น และที่สำคัญก็คือว่าการต่อสู้ในทางการเมืองระดับบนคือระดับชาติก็น่าจะลด ความรุนแรงลงไปด้วย เพราะว่าผลประโยชน์และอำนาจวาสนาต่าง ๆ นั้นลงมาข้างล่างเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ดีก่อนที่กระผมและคณะจะได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นไทย ในคราวนี้เราทราบดีว่าการปฏิรูปก็คงจะต้องดำเนินไปพร้อม ๆ กับมองไปข้าง ๆ ด้วยก็คือ การปฏิรูปส่วนกลางและส่วนภูมิภาคหรือระบบราชการไทยซึ่งมีคณะปฏิรูประบบราชการของ ท่านธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อยู่ด้วยนะครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญ ท่านประธานปฏิรูประบบราชการ ท่านธีรยุทธ์ได้กล่าวภาพรวมให้เห็นว่าในการปฏิรูปที่เราร่วมมือ กันทำงานนั้นมีการตั้งใจจะปฏิรูปส่วนกลางอย่างไร ส่วนภูมิภาคอย่างไร แล้วกระผมก็จะได้ ลงรายละเอียดในท้องถิ่นต่อไปครับ ขออนุญาตครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ กระผมนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดิน ขออนุญาตนำเสนอเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง เชื่อมโยงกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อประกอบการนำเสนอและการพิจารณารายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น โดยท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นครับ

เหตุผลประการสำคัญที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ได้กรุณาให้เกียรติเชิญผมขึ้นมานำเสนอภาพรวมของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในวันนี้ นอกจากเหตุผลที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นได้กรุณา แจ้งต่อท่านประธานและที่ประชุมนี้แล้ว กระผมอยากจะกราบเรียนเสริมว่าเรื่องการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยง และบางส่วนก็ทับซ้อนกันอยู่จนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องการปฏิรูป ระบบงบประมาณที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้นำเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้ว ก็ได้รวมเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปด้วย และในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจะเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวันที่ ๖ พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ก็จะต้องพูดถึงส่วนของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ในการทำงานของกรรมาธิการทั้งสองคณะนี้จึงต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกัน อย่างเช่นที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นได้กล่าวถึงนะครับ คือเราทำงาน แบบกรรมาธิการพี่ กรรมาธิการน้องจริง ๆ นะครับ ผมกับท่านประธานพงศ์โพยมได้มีการพบปะ พูดคุยปรึกษาหรือ ยกหูโทรศัพท์ถึงกันและบางทีก็ได้เรียนเชิญท่านมาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นด้วย วันนี้ท่านจึงได้กรุณาให้เกียรติเชิญผมมาพูดถึงภาพรวมของการบริหารราชการ แผ่นดินเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ได้เข้าใจและไม่เกิดความสับสนเมื่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นจะนำเสนอ ในรายละเอียดต่อไป กระผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการนำเสนอ ในครั้งนี้ด้วยนะครับเพียงไม่กี่ภาพครับ ในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดินได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคลากรภาครัฐโดยมี ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ทำหน้าที่ศึกษาพิจารณาและจัดทำรายงานเสนอต่อกรรมาธิการเพื่อพิจารณารับรองเสร็จแล้ว ท่านประธานครับ กระผมได้เคยกราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าเรื่องการบริหารราชการ แผ่นดินเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีขอบเขตกว้างขวางมาก โครงสร้างใหญ่ ของการบริหารราชการแผ่นดินของไทยตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินได้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น สำหรับ ในระเบียบบริหารราชการส่วนกลางนั้นนอกจากจะมีกระทรงวง ทบวง กรมแล้ว ยังมีหน่วยงาน ของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบอื่นอีกมากมาย เช่น องค์การมหาชน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์การบริหารแบบพิเศษ เป็นต้น จากการศึกษาทำให้พอสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรค ต่อการบริหารราชการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน อยู่หลายประการ

ประการแรก ระบบราชการยังมีขนาดและบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจของรัฐ ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุมกำกับและทำหน้าที่ปฏิบัติการไปด้วย ทำให้ขนาดของภาครัฐขยายตัวออกไปอย่างไม่มีขอบเขต ส่งผลให้งบประมาณค่าใช้จ่ายประจำ เพิ่มสูงขึ้นเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ ๔๖ ของงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่สัดส่วนของงบลงทุน กลับมีจำกัดลงอย่างต่อเนื่อง

ประการที่ ๒ คือโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม มีความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนกัน ต่างทำงานมุ่งตามภารกิจหลักของตนโดยไม่ประสานสัมพันธ์กับ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร รวมกำลังคนอยู่ในส่วนกลาง จัดโครงสร้างขององค์กร อยู่ในแนวดิ่ง มีระเบียบขั้นตอนควบคุมกลั่นกรองงานอย่างมากมาย ขาดความยืดหยุ่น ที่จะสามารถปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและการให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและ มีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๓ มีการรวมศูนย์อำนาจอยู่ในส่วนกลางมากกว่าการกระจายลงสู่พื้นที่ ปฏิบัติการ การมอบหมายงานสู่ส่วนภูมิภาคและการกระจายอำนาจลงสู่ส่วนท้องถิ่น ยังทำได้อย่างจำกัดและขาดระบบความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ในทุกระดับ

ประการที่ ๔ โครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถบริหารงานในลักษณะ ที่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในภารกิจร่วมกันได้ ขาดระบบการทำงานแบบเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย แบบบูรณาการที่ยึดพื้นที่ หน้าที่และการมีส่วนร่วมโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ประการที่ ๕ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคยังทำงานแยกตามสาขาหน้าที่ ของกรมเดิมที่ตนสังกัด ทั้งที่ควรมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนราชการบริหาร ส่วนกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เช่นการแก้ปัญหาความยากจน การกำกับดูแล ช่วยเหลือราชการบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและบริหารงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ขาดหน่วยงานที่เป็นตัวแทนกระทรวงอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งหน่วยงานที่เป็นราชการบริหารส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ภูมิภาค เป็นจำนวนมาก และ

ประการที่ ๖ ในระดับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นก็ยังมีปัญหา การทับซ้อน ทั้งในการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน การถ่ายโอนงาน ให้ท้องถิ่นไม่เป็นไปตามแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ นอกจากนี้แม้จะมีการถ่ายโอนงาน แต่ก็มักจะไม่มีการถ่ายโอนอัตรากำลังจากส่วนกลางให้ท้องถิ่นไปด้วย ทำให้ท้องถิ่นขาดแคลน กำลังคน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ในการศึกษาและจัดทำข้อเสนอ ผมขอให้เจ้าหน้าที่เสนอ เพาเวอร์พอยต์ขึ้นมาด้วยนะครับ ในการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป ระบบราชการเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดินได้กำหนดกรอบของการปฏิรูปโดยครอบคลุมทั้งเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐ ที่ทำหน้าที่บริการประชาชนอยู่ใน ๒๐ กระทรวง ๑๗๗ กรม ๗๖ จังหวัด ๙๒๗ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งรวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย อีก ๗,๘๕๓ แห่ง ด้วยการ ปรับบทบาทภารกิจและรูปแบบขององค์กรของรัฐให้เหมาะสม วางระบบความสัมพันธ์และ กำหนดหน้าที่ของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การพัฒนาระบบการบริหาร แบบบูรณาการ การสร้างหุ้นส่วนพันธมิตรด้วยการร่วมลงทุนหรือการให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน ในการจัดบริการสาธารณะแทนรัฐตามหลักคอนเทสทาบิลิตี (Contestability) เรื่องการปฏิรูป การบริหารทรัพยากรบุคคลก็ได้มีการพิจารณาศึกษาด้วยการวางระบบการบริหารงานบุคคล ที่มุ่งเน้นให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ให้ความสำคัญ และมีกลไกดูแลเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลอย่างจริงจังในทุกระดับ เรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณแบบมุ่งเน้น ผลงานให้มีการจัดทำงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวและนำระบบการจัดสรร งบประมาณแบบคู่ขนาน ทั้งในเชิงภารกิจ คือฟังก์ชัน เบสด์ (Function based) และเชิงพื้นที่คือ แอเรีย เบสด์ (Area based) โดยให้ท้องถิ่นโดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นนั้นมีส่วนร่วมตั้งแต่ การกำหนดความต้องการ การจัดทำคำขอ ไปจนกระทั่งถึงการควบคุมและตรวจสอบการใช้จ่าย อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปฏิรูประบบและกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริการประชาชนด้วยการเน้นการให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ ด้วยความสะดวกรวดเร็ว เป็นธรรม ในขณะเดียวกันก็ให้มีระบบการตรวจสอบ ประเมินผล และรายงานให้ประชาชนทราบด้วย

เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการเสนอและได้รับความกรุณาพิจารณากำหนดไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเป็นกรอบ ทิศทาง และเป้าหมายในการ บริหารราชการแผ่นดิน และการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยขณะนี้กำลังจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติอยู่

ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดภารกิจ ขอบเขตความรับผิดชอบระหว่างราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เห็นว่า ควรมีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน ให้เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและ ครบวงจร ดังนี้

ประการแรก ราชการบริหารส่วนกลางนั้นให้มีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว กำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบ มาตรฐานและมาตรการต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นเรกกูเลเตอร์ และเป็นโพลีซี เมคเกอร์ รวมทั้งการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ รับผิดชอบการดำเนินงานเฉพาะภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะในระดับชาติที่ไม่อาจมอบ หรือถ่ายโอนให้ส่วนภูมิภาคหรือท้องถิ่นรับไปดำเนินการได้ เช่น การป้องกันประเทศ การรักษา ความมั่นคงภายใน การต่างประเทศ การยุติธรรม ระบบงบประมาณ การเงินการคลังระดับชาติ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การสื่อสาร การพลังงาน การใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติหรือการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เป็นต้น

ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้นมีหน้าที่เป็นตัวแทนของราชการบริหาร ส่วนกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติกับยุทธศาสตร์จังหวัด จัดทำแผนพัฒนาและบริหารการพัฒนาจังหวัด ประสานการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกับองค์กร ทุกภาคส่วนในพื้นที่ ดูแลเรื่องความมั่นคงภายใน ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รับผิดชอบ ในการบริหารราชการตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน หรือส่วนที่เรียกว่าการปกครองท้องที่ นอกจากนี้ก็มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาสนับสนุน และกำกับดูแลตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) โดยไม่ลงไปปฏิบัติงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขีดความสามารถและ พร้อมที่จะปฏิบัติได้ ทั้งนี้เป็นไปตามแนวคิดในการปรับบทบาท ลดภารกิจ แต่เพิ่มความสำคัญ ให้กับราชการบริหารส่วนภูมิภาค

ในส่วนของราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ให้มีหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการ หรือเป็นโอเปอเรเตอร์ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การส่งเสริม คุณภาพชีวิต การพัฒนาอาชีพ การจัดระเบียบ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกัน อาชญากรรมในชุมชน การศึกษาและการสาธารณสุขที่มีอยู่แล้ว และที่พร้อมจะรับโอน ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องสามารถดำเนินการจัดเก็บภาษี หารายได้ ก่อหนี้ผูกพันและ ดูแลใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างระมัดระวัง โปร่งใส ภายใต้ระเบียบที่กำหนด

ในการออกแบบและพัฒนาการบริหารงานแบบบูรณาการระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้กำหนด แนวทาง ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อไป โดยการทบทวนและวิเคราะห์บทบาทและภารกิจที่ภาครัฐ ต้องดำเนินการ เพื่อถ่ายโอนให้ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆโดยจะมีการจัด โครงสร้างส่วนราชการให้เหมาะสม อันจะนำไปสู่การลดขนาดของโครงสร้างส่วนราชการ และ การปรับขนาดของกำลังคนให้เหมาะสมต่อไป

วางระบบการถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่น โดยมีการถ่ายโอนงบประมาณและ บุคลากรหรืออัตรากำลังไปด้วย และเมื่อได้รับโอนแล้วก็จะต้องมีการปรับรูปแบบโครงสร้างและ การบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสม ด้วยการจำแนกภารกิจระหว่างองค์การ บริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่ำกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากนี้จะต้องมีการสร้างกลไกและเครื่องมือในการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมไปกับการปฏิรูประบบ งบประมาณ การเงินการคลัง และการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่อยู่ใน ความรับผิดชอบและการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นโดยตรง ตามที่ท่านสมาชิกจะได้รับฟังจากการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่นต่อไป

ในส่วนสุดท้ายครับ ที่กระผมจะขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานและ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับทราบก็คือ ในเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นราชการ บริหารส่วนกลางไปอยู่ในภูมิภาค ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก มากกว่าจำนวนส่วนราชการ ในภูมิภาคที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ยกตัวอย่างเพียงจังหวัดเดียวคือจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ซึ่งท่านรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และ กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กรุณาแจ้งให้ทราบว่าเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจังหวัดเดียวมีหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ ราชการบริหารส่วนกลาง แต่ไปตั้งอยู่ในจังหวัดถึง ๘๕ หน่วยงาน ในขณะที่มีส่วนราชการ ในภูมิภาคที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงประมาณ ๓๕ หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่านรู้ดีและได้หยิบยกขึ้นมา อภิปรายแล้วหลายครั้ง หน่วยงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการทบทวนถึงความซ้ำซ้อนและ ความคุ้มค่าในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในเบื้องต้นจะต้องมีมาตรการที่ไม่ให้มีการจัดตั้งเพิ่มขึ้น เว้นแต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นและ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดตามยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้น ท่านประธาน ที่เคารพ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นบางส่วนของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ซึ่งกระผมขออนุญาตนำเสนอเพื่อประกอบการ พิจารณา สำหรับการพิจารณาการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินทั้งระบบคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินจะได้นำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นขึ้น ขอแจ้งว่า บัดนี้ มีคณะครูและบุคลากร โรงเรียนวัฒนธรรมอิสลามจากจังหวัดปัตตานี จำนวน ๔๐ คน ได้เข้ามาฟังการประชุมด้วยครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานเชิญต่อเลยครับ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดินที่ได้กรุณาฉายภาพรวมของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น กระผมขออนุญาต ลงในรายละเอียดครับ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเรามีทั้งหมด ๒๗ ท่าน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางในการนำเสนอทั้งหมด ๖ คณะ คือ คณะอนุกรรมาธิการจัดระบบโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของการปกครองท้องถิ่น มีท่านอาจารย์ อุดม ทุมโฆสิต เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการกำกับดูแลตรวจสอบและ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ก็มีท่านอธิบดีวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเงินการคลังท้องถิ่น มีอาจารย์สีลาภรณ์ บัวสาย เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการบริหารทรัพยากรบุคคลท้องถิ่น มีท่านถาวร เฉิดพันธุ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับ การปกครองท้องถิ่น มีท่านอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประเบียบเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น มีท่าน พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ผมขออนุญาตนำเสนอภาพรวมของปัญหาของการ ปกครองท้องถิ่นโดยสรุปนะครับ ก็คือ

๑. ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแบ่งอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากก็ยังไม่ชัดเจน ขาดความสอดคล้อง

๒. รัฐบาลกลางก็ยังมีปัญหาในการถ่ายโอนบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้

๓. ทัศนคติและค่านิยมของข้าราชการทั้งหลายก็ยังมองว่าข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นก็ยังมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง

๔. ท้องถิ่นก็ยังจัดเก็บภาษีรายได้ของตัวเองไม่เพียงพอ ต้องรอรับเงินอุดหนุน และภาษีแบ่งมาจากรัฐบาลกลาง

๕. การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีค่อนข้างมาก จากการกำกับ ดูแลก็ล้ำไปเป็นการควบคุมเสียมาก ทำให้เกิดปัญหา

๖. ขาดความตระหนักของประชาชนในการที่จะเป็นเจ้าขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัว เพราะมองว่ามีอำนาจหน้าที่น้อยเป็นเพียงแต่อำนาจหน้าที่ ในทางพื้นฐานเท่านั้น

ท่านประธานครับ กระผมลืมไปว่าวิธีการดูเอกสารรายงานของพวกกระผมนั้น อยากให้ท่านดูตั้งแต่หน้า ๕ ซึ่งเป็นคอนเซปชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual Framework) ไปถึงหน้า ๑๘ ถ้าท่านอ่านทั้งหมด แค่หน้า ๕ ถึงหน้า ๑๘ เป็นบทสรุปย่อ ส่วนส่วนที่ ๗ ที่อยู่ข้างหลังเป็นรายละเอียดที่ประธานอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้นำเสนอ ซึ่งกระผม ก็ได้ย่อมาอยู่ข้างหน้าแล้ว ดังนั้น ถ้าท่านสมาชิกอ่านก็คงจะมีความเข้าใจพอสมควรที่จะ เสนอแนะให้เป็นประโยชน์กับพวกเรา กระผมขออนุญาตท่านประธานไปเร็ว ๆ เลยนะครับ ในเรื่องโครงสร้างข้อเสนอของเรา คือให้มีรูปแบบพิเศษ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษเต็มพื้นที่จังหวัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่เต็มพื้นที่จังหวัด เต็มพื้นที่จังหวัดก็คือจังหวัดจัดการตนเอง แต่ก็ยังผูกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภูมิภาคและ ส่วนกลางอยู่นะครับ ส่วนจะจัดรูปอย่างไรก็คงไปว่ากันที่กฎหมายลูก เช่นเดียวกับการปกครอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ไม่เต็มพื้นที่จังหวัด อย่างเช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดหรือหาดใหญ่ หรืออะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น สระแก้วอะไรพวกนี้ ก็ดูว่าถ้าต่อไปเซ็ต (Set) ตัวเรียบร้อยแล้ว ก็คงจะมีการพัฒนาให้เป็นรูปแบบพิเศษต่อไป หรืออย่างเกาะสมุยซึ่งขณะนี้เป็นเทศบาลนคร ก็อาจจะมีรูปแบบพิเศษที่เป็นแบบสามารถจะดูแลเรื่องเกี่ยวกับศุลกากร หรือเรื่องท่าเรือ ซึ่งเดิมไม่ใช่หน้าที่ของท้องถิ่นอย่างนี้เป็นต้น

ประการที่ ๒ คือรูปแบบทั่วไป รูปแบบทั่วไปเราเสนอให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดยังคงอยู่นะครับ แต่ว่าควรจะกำหนดภารกิจอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน ให้ทำแต่เฉพาะ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสำคัญ เรื่องที่ไปเติมเต็มในพื้นที่ของท้องถิ่นเล็ก ไม่ใช่ไปทำอะไรที่เล็กเกินไป หรือว่าขาดสะเปะสะปะ ขาดจุดมุ่งหมาย แล้วเราอยากเห็นการใช้งบประมาณขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนั้นทำไปโดยมีแผนกำกับ ไม่ใช่ว่ามาแบ่งเงินไป หาเสียงกันไปในแต่ละเขตพื้นที่ ที่ได้มาของสมาชิกสภานะครับ

สำหรับรองลงมาคือพูดง่าย ๆ ว่าในแบบทั่วไปก็จะมี ๒ ชั้น ชั้นบนก็เป็นองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ชั้นล่างก็เป็นเทศบาล เทศบาลเราก็อยากเห็นมีความยืดหยุ่น ปัจจุบันนี้ มีเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล ต่อไปก็อาจจะมีเทศบาลมหานครหรือเทศบาลชนบท อะไรขึ้น สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นเราอยากเสนอให้ยกให้เป็นเทศบาลทั้งหมดนะครับ

เรื่องสำคัญต่อไปคือเรื่องการควบรวม ถ้าท่านประธานพลิกไปหน้า ๗ จะเห็นเลยว่าเราได้เอารายได้ และจำนวนองค์กรปกครองท้องถิ่นมานำเสนอดูก็พบว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดเล็ก หมายถึงเทศบาลตำบลหรือ อบต. ที่มีขนาดเล็ก มีจำนวนเงิน รายได้ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท รวมเงินอุดหนุนแล้วมีถึง ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง ๖,๐๖๕ แห่ง แล้วก็ จำนวนนี้ถ้าเราคิดว่าเป็นรายจ่ายประจำสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเหลือเงินอยู่ประมาณ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตีว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๕๐ ล้านบาทก็คือ ๑๐ ล้านบาท ซึ่งทั้งปี มีเงินลงทุนเพียง ๑๐ ล้านบาท นอกนั้นเป็นเงินรายจ่ายประจำหมดเลย แต่ทั้งนี้ก็รวมไปแล้ว สำหรับเงินอุดหนุนที่มีรายการที่รัฐบาลฝากมาทำ เพราะฉะนั้นการควบรวม เราหวังว่า

๑. ควบรวมเพื่อบริการสาธารณะที่ดีกว่าเดิม

๒. ประชาชนได้รับประโยชน์และความพึงพอใจมากกว่าเดิม และ

ประการที่ ๓ คือองค์กรมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ถ้ารวมแล้วไม่ดีกว่าเดิมเราก็ไม่สมควรจะทำ ขณะนี้เพื่อความรอบคอบ ก็ได้ประสานกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดก่อนที่จะควบรวม แต่สำหรับการเสนอให้ยกเป็น อบต. เป็นเทศบาลตำบลทั้งหมดเราขอเสนอนะครับ

นอกจากนี้แล้วทางอนุกรรมาธิการก็เสนอให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ พูดง่าย ๆ ว่าก็จะดูแลกันเองแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมลืมบอกไปว่าในเอกสารสรุปของผมที่ตีกรอบไว้คือ ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนไว้แล้ว แต่ผมอยากให้ อ่านท้ายนะครับ ผมสงวนไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงนี้ มันไม่ใช่ไฟนอล ดราฟ (Final draft) เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เราสืบมาเท่านั้นเอง ซึ่งก็ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ค่อนข้าง หลาย ๆ แห่งเหมือนกัน ดังนั้นเราอ้างเพื่อการอภิปรายเท่านั้นเอง ขอสงวนสิทธิในการที่จะนำไป อ้างอิงในที่อื่น ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาเขียนไว้ในหลายมาตราโดยเสนอให้ เปลี่ยนชื่อการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการบริหารท้องถิ่นแทน ซึ่งเรื่องนี้ในกรรมาธิการก็มี ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะได้อภิปรายในคราวปลายเดือนเมษายนต่อไป

นอกจากนั้นแล้วก็ได้เขียนบทบัญญัติในเรื่องของให้ท้องถิ่นมีรูปแบบบริหาร ที่หลากหลาย ให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งเป็นหลักอะไรพวกนี้

สำหรับผู้บริหารผมข้ามไปก็คือว่าผู้บริหารก็ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เหมือนเดิม สภาท้องถิ่นก็ยังคงให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนเดิม ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราไปสืบมาเขาก็เขียนไว้ให้พอสมควรแล้ว รายละเอียดผมขอให้เพื่อนสมาชิกได้ลองอ่านดู

สำหรับสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติที่เราเสนอ ทางกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาเขียนไว้เป็นคณะกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ ซึ่งก็มีหน้าที่คล้ายคลึง กันกับที่เราต้องการ เพียงแต่ชื่อเรามองเห็นว่าถ้าเป็นชื่อ คณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ มันน่าจะ กว้างกว่า ถ้ากระจายอย่างเดียวมันมองไปเรื่องการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจอย่างเดียว เราอยากปกครองกันเอง ดูแลกันเองภายใต้เอกภาพแห่งรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

หัวข้อใหญ่ที่ ๒ คือการกำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ถึงแม้ว่าเรามีข้อเสนอในการที่จะปรับปรุงองค์กรบริหารท้องถิ่นหรือปกครองท้องถิ่นค่อนข้างมาก แต่เราก็ยอมรับการกำกับดูแล เพราะเนื่องจากประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว อันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยก มิได้ ดังนั้นการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ยังมีความจำเป็นอยู่ รายละเอียดก็อยู่ในเอกสารแล้วนะครับ การกำกับอาจจะกำกับทั้งในแง่ขององค์กร กำกับ ในแง่ของการบริหารงานบุคคลด้านการกระทำของบุคคล แล้วก็กำกับในด้านของการปฏิบัติงาน นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการกำกับในด้านการเงินการคลัง

ข้อเสนอสำคัญครับท่านประธาน ก็คือว่า

๑. ควรมีการประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น

๒. ควรกำหนดให้สมัชชาพลเมืองมีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติ ท้องถิ่นด้วย

๓. ให้สิทธิประชาชนสามารถจะออกเสียงถอดถอนสมาชิกสภาหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น

จริง ๆ แล้วในปัจจุบันกฎหมายก็เปิดโอกาสอยู่แล้ว ทางกระทรวงมหาดไทย ก็เปิดโอกาสอยู่แล้ว แต่ว่าเราอยากเห็นการออกเสียงพวกนี้ง่ายกว่าเดิม โดยลดจำนวนเสียง ประชาชนลง

๔. คือการรับรู้ข่าวสารของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในองค์กร โดยไม่ต้องร้องขอ

๕. คือการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นของประชาชน

เรื่องของการมีส่วนร่วม คือเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการตรวจสอบ ก็ยังสามารถตรวจสอบโดยส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็องค์กรอิสระทั้งหลาย อย่างเช่น ป.ป.ช. สตง. รวมทั้งหน่วยงาน กระทรวงยุติธรรม อย่างเช่น ป.ป.ท. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อะไรพวกนี้

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการตรวจสอบโดยสมัชชาพลเมือง สำหรับสมัชชาพลเมือง ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน เนื่องจากในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้โดยยังไม่มีคำอธิบายมากนัก แต่อย่างไร ก็ตามเราคิดว่าสมัชชาพลเมือง ถ้าจะมีก็เหมือนกับเป็นสภาที่ปรึกษาให้คำแนะนำหรือว่า ช่วยกันดูเรื่องของการจัดทำแผนงานโครงการ เป็นซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) ไม่ได้มีผล ในทางกฎหมายชัดเจน แต่ว่ามีผลในทางสังคม คือเขาเอาไปฟ้องประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน สภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งยังคงเป็นสภาที่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็เป็นหน่วยในการ ตัดสินใจ แต่ก็เชื่อว่าถ้ามีสมัชชาพลเมืองทำงานร่วมกับสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ก็จะทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนมีมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ในหน้าถัดไปคือหน้า ๑๒ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ทราบว่าได้เขียน รับรองเรื่องของชุมชน เรื่องของการกำกับดูแลที่จะต้องทำเท่าที่จำเป็น แล้วก็ให้ท้องถิ่นสามารถ ทำงานร่วมกับประชาชน คือสมัชชาพลเมืองได้ นอกจากนี้แล้วในรัฐธรรมนูญทราบว่าได้เขียน เรื่องเกี่ยวกับสภาตรวจสอบภาคประชาชนไว้ด้วย ซึ่งอันนี้เราก็คุยกันว่าก็คงจะไม่แน่ใจว่า มีทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด คงจะไม่ลงมาถึงท้องถิ่นเล็ก ๆ แต่ว่าอาจจะเป็นท้องถิ่นรวมเลย นะครับ ทราบว่าสภาตรวจสอบภาคประชาชนนี้ก็กำหนดให้สมาชิกบางส่วนก็มาจากสมัชชา พลเมืองอยู่แล้วนะครับ

ผมขอไปหัวข้อที่ ๓ ในหน้า ๑๓ ก็คือข้อเสนอในการปฏิรูปการเงินการคลัง ท้องถิ่น ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คงรู้ว่าเงินในการทำงานก็มีความสำคัญ ถ้าไม่มีเงิน ก็ทำงานไม่ได้ แล้วก็ที่แล้วมาท้องถิ่นตกอยู่เป็นเบี้ยล่างของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคก็เพราะว่า ตัวเงินนี้นะครับ ผมเคยได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ยุวรัตน์ กมลเวชช ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสอนผมว่าใครก็ตามที่ขอเงินใคร รับเงินจากใครคนนั้นก็ต้องฟังคนที่ให้เงินมา ดังนั้นถ้าเรา อยากเห็นความเป็นอิสระของท้องถิ่นมีเพิ่มขึ้น การที่จะจัดเก็บรายได้เองหรือว่ามีรายได้ที่เก็บจาก ภาษีบางส่วนเองก็น่าจะมีความจำเป็น

สำหรับโครงสร้างรายได้เราได้นำเสนอท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไว้แล้ว ในหน้า ๑๓ ว่ารายได้ของท้องถิ่นจัดเก็บเอง รัฐจัดเก็บแล้วก็จัดสรรให้ รัฐจัดเก็บแล้วก็แบ่งให้ แล้วก็มีเงินอุดหนุน สำหรับถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูไปที่ข้างล่าง เราได้นำเอาตัวเลข ของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้ดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ สำหรับปี ๒๕๕๘ ๖๔๖,๓๕๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็นับว่าไม่น้อยเลย นี่เป็น ประมาณการซึ่งก็จะใกล้เคียง แต่ที่น่าสังเกตคือเงินอุดหนุนครับท่านประธาน ในเงินอุดหนุน ๒๕๗,๐๐๐ ล้านบาท กลายเป็นว่าท้องถิ่นคิดเอง ทำเอง เป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแค่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ นอกนั้น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนแบบมีรายการทั้งสิ้น นั่นก็หมายความว่ารัฐบาลได้ฝากงานมาให้ท้องถิ่นบอกว่าเป็นเงินของท้องถิ่นจริง ๆ เป็นเงินที่ รัฐบาลได้กำหนดให้ท้องถิ่นทำเกือบทั้งหมดตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ จาก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นข้อเสนอของกรรมาธิการ ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นก็คือเราเห็นว่าปัญหาของท้องถิ่น ก็คือรายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย ความเป็นอิสระการคลังน้อย ความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นขนาดใหญ่กับขนาดเล็กมีมากดังนั้น ข้อเสนอก็คือ

เรื่องที่ ๑ ขอให้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินให้เป็นภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งก็ทราบว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่นะครับ ก็คือภาษีทรัพย์สินนั่นเอง ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกัน

เรื่องที่ ๒ คือเสนอให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ขององค์กร บริหารท้องถิ่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือว่าเป็นภาระของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นรถติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมลพิษทางเสียง ทางแสงอะไรก็ตามนะครับ แต่ว่านิติบุคคลเป็นจำนวนมาก ก็ไปจดทะเบียนไว้ที่กรุงเทพฯ และเงินก็ไม่ได้เข้าท้องถิ่น

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าขอเพิ่มส่วนแบ่งในภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันรัฐบาลจัดให้ ๐.๗ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ เราอยากเห็นว่าได้สัก ๒.๑ คือ ๓ เท่านะครับ

เรื่องต่อไปก็คือว่าขอเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ภาษีจัดสรรให้กับท้องถิ่นมากขึ้น

ประการต่อไปก็คือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ถูกกล่าวหาในเรื่องของความไม่สุจริตอยู่ค่อนข้างมากในภาพ แต่จริง ๆ แล้ว อย่าลืมว่าท้องถิ่นมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง ดังนั้นถ้ามีใครทำไม่ดีสัก ๑๐๐-๒๐๐ แห่ง ลงข่าวได้ทั้งปีครับ แต่ว่าท้องถิ่นที่เขาทำดี ๆ ก็มีอยู่มาก แล้วก็ไม่ได้ถูกกล่าวหาอะไร แต่ว่า คนที่ทำไม่ดีก็ทำให้ภาพพจน์ของท้องถิ่นเสียหาย ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น ก็จำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูล มีการสนับสนุนกลไกตรวจสอบ ภาคประชาชน การปรับปรุงระบบตรวจสอบภายใน หรือแม้แต่การปิดบัญชี ซึ่งปัจจุบันนี้ท้องถิ่น ก็ยังไม่ได้ปิดบัญชี เป็นลักษณะแสดงบัญชีเฉย ๆ ซึ่งชุมชนก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ โครงการ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กรุณาเขียนเรื่องความเป็นอิสระทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้แล้ว แล้วก็เรื่องของการกำหนดเกณฑ์รายได้ การจัดสรรภาษีให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ละประเภทหรือแต่ละรูปแบบ รวมทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลกับเรื่องของงบประมาณนี้

หัวข้อต่อไปคือหัวข้อเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลท้องถิ่น ท่านทั้งหลาย อาจจะไม่ทราบว่าท้องถิ่นมีขนาดใหญ่โตมาก มี ๗,๘๕๓ แห่ง มีข้าราชการหรือพนักงานประจำ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีลูกจ้างและพนักงานลูกจ้าง พนักงานจ้างอีก ๒๐๐,๐๐๐ คนรวมแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ คนถ้านับผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นอีก ๑๕๐,๐๐๐ คน รวมแล้ว ๕๕๐,๐๐๐ คนซึ่งใหญ่โตมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญยังมีไม่ถึงเลย มีแค่ ๔๐๐,๐๐๐ คนเอง ไม่ถึง ๔๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้นการที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นจึงมีความจำเป็น สำหรับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นเท่าที่ผ่านมามีปัญหาก็คือว่า มันมีหลายประเภท ข้าราชการ เทศบาล พนักงาน อบต. พนักงาน อบจ. ก็ทำให้มันวุ่นวายในเรื่องของการบริหารงานบุคคล

ความอ่อนแอในระบบคุณธรรม มีการตั้งใจทำงานบ้าง ไม่ตั้งใจทำงานบ้าง ทุจริตบ้าง สุจริตบ้าง

ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคล ก็มีค่อนข้างมากถึงแม้ว่าจะมีกรอบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไว้แล้ว แต่รายจ่ายประจำค่อนข้างสูง แล้วก็บุคลากรก็เป็นปัจจัยหนึ่งของรายจ่าย ที่ค่อนข้างสูงนั้น

ปัญหาการโอน การย้าย ทำได้ยาก แล้วก็การกำกับดูแลจากข้างบนลงมา ก.ถ. ซึ่งดูแลมาตรฐานอยู่ก็ทำได้ไม่ทันการณ์

ข้อเสนอครับ เสนอให้มีคณะกรรมการส่วนท้องถิ่น คือพูดง่าย ๆ ว่ารวม กอ เป็น กอ เดียวเหมือน ก.พ. ก.ค. อะไรอย่างนี้ เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น เราเรียกตอนนี้ ไปก่อนว่า ก.ถ. เป็นผู้กำหนดดูแลเงื่อนไข ระเบียบ กฎหมาย มาตรฐานทั้งหลาย แล้วก็ เสนอให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมไว้ในระบบการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นด้วย โดยงานของท้องถิ่นก็ควรจะมีเมอริท ซิสเต็ม (Merit system) เข้ามากำกับ มีเรื่องของคอมพิเทินซี (Competency) คือสมรรถนะ มีเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ก็คือประสิทธิผล มีเรื่องเฟล็กซิบีลิตี (Flexibility) ก็คือความยืดหยุ่น คือการบริหารงานท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องไป เหมือนกับข้าราชการพลเรือนสามัญ แล้วเราสามารถดีไซน์ (Design) ให้มีความยืดหยุ่นอยู่ในตัวได้ เช่นท้องถิ่นที่อยู่เกาะ ท้องถิ่นที่อยู่ชายทะเล ท้องถิ่นที่อยู่ป่าเขา ภูเขาอะไรอย่างนี้ ก็ไม่จำเป็น จะต้องมีระบบการบริหารงานบุคคลภายในที่เหมือนกันเสียทีเดียว และที่สำคัญคือพาร์ทิสิเพชัน (Participation) ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าทำอย่างไรให้ประชาชนได้มีส่วนในการ ประเมินสมรรถนะ ประสิทธิภาพของข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้เขียนไว้แล้วในเรื่องของให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียวนะครับ แต่ทีนี้สำหรับข้อ ๕ ทางเจ้าหน้าที่พิมพ์ผิดไปนิดหนึ่งก็คือว่าในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเสนอให้มี คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการไว้ด้วย โดยระบบคุณธรรม ในแต่ละจังหวัด เพื่อคุ้มครองข้าราชการส่วนท้องถิ่นจากการแทรกแซงของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภา ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังมีความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายในกรรมาธิการเอง บางฝ่ายก็เห็นว่าน่าจะใช้อนุกรรมาธิการ อนุกรรมการ ก.ถ. จังหวัดหรืออนุกรรมการข้าราชการท้องถิ่นของท้องถิ่นนั้น ๆ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ก็น่าจะเพียงพอ แต่ว่าเท่าที่ทราบคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งนี้อยู่ ซึ่งเราก็อาจจะต้องไปคุยกันในกฎหมายลูกถ้าในกรณีที่ รัฐธรรมนูญออกมาจริง ๆ ว่าเรื่องนี้ควรจะอยู่ในระดับจังหวัดหรือว่าจะลงมาถึงระดับท้องถิ่น นี่คือ ภาพรวมทั้งหมดครับ ผมกล่าวข้ามไปเรื่องหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของการตรวจสอบนั้นปรากฏว่า ในปัจจุบันนี้ท้องถิ่นทำงานยากลำบากมาก เพราะว่าในการกำกับดูแลหรือตรวจสอบของทาง ส่วนกลางโดยกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลรับผิดชอบอยู่นี้ คือเวลาออกหนังสือหรือคำสั่ง หรือระเบียบ มันก็เป็นลักษณะมาตรฐานกลาง ๆ แต่ในท้องถิ่นซึ่งมีรายละเอียดในการปฏิบัติ จัดทำไม่เหมือนกัน ก็ทำหรือตีความระเบียบนี้ต่างกัน ก็ทำให้ถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เรียกเงินคืนหรือว่าส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบก็เข้ามาเล่นงานอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าท่านสนใจสามารถเปิดไปที่ท้ายรายงานที่อนุกรรมาธิการเรื่องเกี่ยวกับระเบียบนี้ได้ไปศึกษาดู ก็จะเห็นได้ว่าท้องถิ่นก็มีความยากลำบากในการถูกตรวจสอบกำกับดูแล ท่านประธานครับ ผมก็ได้ใช้เวลามาพอสมควรทั้งที่ได้พยายามข้าม ๆ รายละเอียดไปแล้ว เนื่องจากว่าเรื่องของ ท้องถิ่นไทยนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ปัจจุบันนี้มี ๕ รูปแบบก็คือกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา แล้วก็องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง แล้วก็มีเทศบาล มีองค์การบริหารส่วนตำบล รวมแล้ว ๗,๘๕๓ แห่ง ดังมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารแล้ว ขออนุญาตท่านประธานว่ามีท่านกรรมาธิการ ท่านใดจะเพิ่มเติมอะไรจากที่ผมกล่าวไหมครับ ถ้าไม่มีเราก็จะขออนุญาตท่านประธาน รับฟังความเห็นจากเพื่อนสมาชิกเพื่อนำไปปรับปรุง เราอยากจะกราบเรียนก่อนที่จะจบว่า ในการรับฟังนี้เราก็ได้อาศัยข้อมูลจากอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นที่ออกไป ท่านประชา เตรัตน์ ได้ออกไปรับฟัง คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นก็ไปทั่วประเทศ เราก็ได้รวบรวม ความเห็นอะไรมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ว่าจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งถ้าท่านสมาชิกจะได้กรุณาแนะนำ เพิ่มเติมครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต อาจารย์ชาติชายนิดหนึ่งครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ อาจารย์ ชาติชาย

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ผมเป็นกรรมาธิการที่อยากจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมาย การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ซึ่งในเวลานี้กรรมาธิการของเรานั้นได้มีความเห็นว่า น่าจะมีกฎหมายอยู่ด้วยกัน ๔ ฉบับนะครับ ฉบับแรกเป็นเรื่องของพระราชบัญญัติการกระจาย อำนาจแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ เป็นพระราชบัญญัติองค์กรบริหารท้องถิ่น ฉบับที่ ๓ เป็นพระราชบัญญัติ การบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่น และฉบับที่ ๔ เป็นพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และงบประมาณองค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งในพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับนี้ก็คงจะได้มีการนำเสนอ ยกร่างในชั้นต่อไปนะครับ แต่ในชั้นนี้อยากจะเรียนเสริมจากท่านประธานพงศ์โพยม ในเรื่องของ ความคิดรวบยอดที่อยู่รองรับพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับนี้โดยย่อนะครับ

ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะมองทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ กับการปกครองท้องถิ่นของเราในแง่การปฏิรูปได้จับประเด็นว่า เวลานี้บริบทของโลกและ ของประเทศนั้นมันเปลี่ยนเคลื่อนไปมากนะครับ รูปแบบของการปกครองท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม แนวความคิดการกระจายอำนาจที่เราใช้เมื่อตอนร่างกฎหมายกระจายอำนาจที่ประกาศใช้ ในปี ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ชุดความคิดเมื่อปี ๒๕๔๐ กับปีนี้ มันต่างกันไปร่วม ๑๗-๑๘ ปีแล้ว นะครับ โลกเปลี่ยนไปมาก ผู้คนตื่นรู้ คาดหวังสูง ภาคเอกชนเองก็มีความพร้อมมากขึ้น สังคม มีความแตกต่างหลากหลาย มีพหุวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติของเราก็มีเรื่องป่าเรื่องน้ำ ก็มีความขัดแย้งกัน แก่งแย่งกันนะครับ ประชากรของเราก็มีการลดลงในเชิงของวัยทำงาน ทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ แล้วก็ประเด็นที่เรากำลังต้องปฏิรูปก็เพราะสังคม มีความเหลื่อมล้ำและที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถของหน่วยงานภาครัฐที่จะตอบสนองต่อ ปัญหาต่าง ๆ นั้น มันลดลง ไม่ได้เป็นสัดส่วนกับความยากของปัญหาที่เพิ่มขึ้น จากบริบทนี้ ก็นำมาสู่การคิดว่าการกระจายอำนาจกับการปกครองท้องถิ่นควรจะมองในรูปแบบใดก็เลยได้ พิจารณาร่วมกันแล้วก็เห็นว่าการกระจายอำนาจคงจะต้องเข้าใจเสียใหม่ว่ามีความสำคัญ ใน ๓ ประเด็นด้วยกัน

อันแรก การกระจายอำนาจนั้นจะต้องเป็นนโยบายการพัฒนาประเทศชุดหนึ่ง ที่รัฐใช้นโยบายการกระจายอำนาจไปเสริมสร้างความสามารถ ความเข้มแข็งของคนและชุมชน ท้องถิ่นที่จะให้เขาจัดการชีวิตของเขาเองให้ประสบความสำเร็จและให้เขามีส่วนสร้างสรรค์ ความเจริญให้แก่บ้านเมืองนะครับ

ประการที่ ๒ การกระจายอำนาจนั้นจะต้องเป็นกลไกในการสร้างความสมดุล ในความสัมพันธ์ทางอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่นและ ภาคเอกชน และระหว่างการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นและระหว่าง องค์กรบริหารท้องถิ่นด้วยกัน และโดยเฉพาะประการสุดท้ายระหว่างองค์กรบริหารท้องถิ่นกับ ชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในท้องถิ่นนะครับ

และประการที่ ๓ การกระจายอำนาจนั้นจะต้องเป็นการกระจายความรับผิดชอบ ไม่ใช่การกระจายอำนาจในความหมายเดิม ๆ แต่เป็นการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการ ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้าง ความสามารถของชุมชนท้องถิ่นนะครับ อันนี้เป็นมุมมองที่นำเสนอขึ้นมาที่อยู่เบื้องหลังการปฏิรูป การกระจายอำนาจและการปกครองในที่เรากำลังหารืออยู่ ซึ่งต่างจากการกระจายอำนาจแบบเดิม ที่เป็นวิธีคิดในรัฐสมัยเก่าที่เป็นเพียงแต่ประดิษฐ์องค์กรท้องถิ่นขึ้นมา รูปแบบต่าง ๆ เรียกว่า เทศบาล สุขาภิบาล บ้าง อบต. บ้าง แล้วก็แบ่งหน้าที่ของรัฐที่คิดว่าชาวบ้านน่าจะทำเองได้ให้ทำ นะครับ อะไรที่ยังไม่อยากแบ่งให้ก็ยังไม่ให้ แล้วก็มองเป็นแค่ส่วนขยายงานบริการเท่านั้นเอง ไม่ได้มองท้องถิ่นเป็นแกนกลางที่จะทำให้ผู้คนในแต่ละท้องถิ่นนั้นสามารถปรับตัวอยู่กับโลกต่อไป ในวันข้างหน้านะครับดังนั้นจากวิธีคิดมุมมองแนวคิดอย่างนี้ การกระจายอำนาจจึงมีความหมาย ๒-๓ ประการสำคัญนะครับ ซึ่งต่างไปจากเดิม แล้วก็ควรจะกำหนดให้ชัดในกฎหมายต่อไปด้วยว่า การกระจายอำนาจ ประการแรก หมายถึงการกระจายโอกาสให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ได้ริเริ่มทำอะไรของเขาเอง ตอบสนองความต้องการที่เฉพาะถิ่นของเขาได้

อันที่ ๒ การกระจายอำนาจ หมายถึง การมอบความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ ให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่นปฏิบัติในสิ่งที่เป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นต้องจัดให้แก่ประชาชน

อันที่ ๓ การกระจายอำนาจ หมายถึง การคืนหน้าที่ของรัฐบางเรื่องให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น ให้เขาไปจัดการตนเองได้ในพื้นที่ของเขา โดยคำนึงถึงความสามารถและความรวดเร็ว ของเขานะครับ ดังนั้นเมื่อความหมายกระจายอำนาจเป็นอย่างนี้ หลักการของการจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเรียกชื่อใหม่ว่า องค์กรบริหารท้องถิ่น นั้น จะอยู่ใน ๒ หลักด้วยกัน ก็คือว่าต้องกำหนดให้ชัดว่า องค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการ สาธารณะในท้องถิ่น และเป็นองค์กรนวัตกรรม มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว และมีความรับผิด รับชอบ ในการได้รับการตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาลโดยมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ อันนี้ ก็จะเป็นหลักการซึ่งในกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กร บริหารส่วนท้องถิ่นก็จะนำเอาไปเขียนให้มันสอดคล้องกับหลักนี้นะครับ

หลักอันที่ ๒ ก็คือว่าหลักความร่วมมือและเป็นพันธมิตรในการทำงานประเทศ ไทยเรานั้นใช้วิธีการกระจายอำนาจตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหลักที่เรียกว่าแบ่งแยก เด็ดขาด อะไรที่ถ่ายโอนไปแล้ว ห้ามหน่วยงานส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคดำเนินการซึ่งการ แบ่งแยกแบบเด็ดขาดนั้นเป็นการแบ่งแยกในวิธีคิดเดิม แต่เวลานี้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ ประเด็น นโยบายทั้งหลายเป็นเรื่องซับซ้อนและเชื่อมโยงเกี่ยวพันหลายส่วน การคิดแบบแบ่งแยกเด็ดขาดนั้น ไม่เหมาะกับรูปแบบในปัจจุบัน ดังนั้นควรจะทำงานในลักษณะแบบความเชื่อมโยงคือสัมพันธ์ ร่วมมือกันระหว่างองค์กรบริหารท้องถิ่นด้วยกันเองในระดับเดียวกันกับต่างระดับกัน เน้นให้เกิด ความร่วมมือกันเพื่อจะใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้หน่วยงานของภาครัฐที่อยู่ใน ส่วนกลางก็ดี ภูมิภาคก็ดี เอกชนต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นได้สามารถมาทำกิจการหรือว่า มาปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรบริหารท้องถิ่น โดยแบ่งหน้าที่กันให้ชัดและกระจายความรับผิดชอบ รวมทั้งมีตัวชี้วัดความสำเร็จของผลงานร่วมกัน อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ซึ่งเป็นวิธีการที่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเทศอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกับเราหรือในประเทศอังกฤษ ได้ใช้วิธีนี้ ไม่ได้เป็นการแบ่งขาด แล้วก็ความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะจัดตั้งหรือปรับรูปแบบขึ้นมาทั้งที่เต็มพื้นที่หรือไม่เต็มพื้นที่ ก็จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ ส่วน

ส่วนแรกเป็นภารกิจที่องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะกำหนดนะครับ

ส่วนที่ ๒ เป็นภารกิจของท้องถิ่นเป็นไปตามที่กฎหมาย พระราชบัญญัติอื่น ๆ หรือพระราชกฤษฎีกาที่มีอยู่ได้กำหนดไว้แล้ว

ส่วนที่ ๓ ซึ่งสำคัญมากเป็นภารกิจที่องค์กรบริหารท้องถิ่นสามารถที่จะเลือกทำ ได้เอง อาจจะเลือกจากบัญชีที่มีการถ่ายโอนภารกิจแล้ว หรืออาจจะริเริ่มเองใหม่ขึ้นก็ได้ โดยจะมีกลไกที่จะรับรอง หรือรับทราบ รับรู้ การทำภารกิจของแต่ละองค์กรบริหารท้องถิ่นที่จะ แตกต่างกันไป โดยจะมีกลไกของประชาชนเข้ามาเป็นประชามติให้เห็นชอบแล้วก็มีการ ปรับทุก ๆ ๕ ปี อย่างนี้เป็นต้น เพื่อจะให้ท้องถิ่นนั้นสามารถที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง แล้วก็สามารถที่จะคล่องตัวในการบริหารงานของเขาที่จะกำหนดขึ้นมาได้ ซึ่งอันนี้ก็จะไปโยง เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งการเงินการคลัง งบประมาณของท้องถิ่นต่อไปนะครับ

แล้วที่สำคัญที่สุดที่เราเป็นข้อบกพร่องที่ผ่านมาไม่ว่ากฎหมายอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นนั้น ก็คือไม่ได้แยกแยะ กำหนดให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๓ เรื่อง ก็คือเรื่องอำนาจ เรื่องหน้าที่ และเรื่องความรับผิดชอบดังนั้น อนุกรรมาธิการที่เกี่ยวพันเรื่องนี้จึงเสนอว่าควรจะต้องกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การปกครองท้องถิ่นทุกฉบับให้เหมือนกันว่าต้องกำหนด

๑. ให้กำหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีอำนาจ อำนาจนั้นก็คือ การให้อำนาจเพื่อทำภารกิจให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในเรื่องการจ่ายเงินบริหาร การเงิน อำนาจปฏิบัติงาน และอำนาจควบคุมบังคับบัญชาผู้ปฏิบัติงาน

๒. ส่วนหน้าที่ก็ต้องระบุให้ชัดว่าคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติ

แล้วก็สุดท้ายเรื่องความรับผิดชอบก็ต้องกำหนดให้มีการแสดงออกซึ่งความ รับผิดชอบต่อหน้าที่และแสดงออกซึ่งการรับผิดต่อผลของการกระทำที่มีต่อประชาชนและชุมชน ท้องถิ่น นี่เป็นหลักที่เสนอขึ้นเพิ่มเติมจากข้อบกพร่องในกฎหมายที่มีอยู่ที่ผ่านมาและทำให้เกิด เป็นข้อขัดแย้ง เกิดเป็นช่องว่าง เกิดเป็นความไม่มีประสิทธิภาพ เร็ว ๆ อีกนิดเดียวเรื่องรายได้ ซึ่งก็จะมีหลักสำคัญ ๓ ประการ

อันที่ ๑ ก็คือจะมีการประกันรายได้ให้แก่องค์กรบริหารท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นนั้น สามารถทำหน้าที่ขั้นต่ำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

อันที่ ๒ ก็จะมีการทบทวนกำหนดให้มีการปรับเกณฑ์ในการจัดสรรเงินอุดหนุน ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเสียใหม่ โดยใช้หลักทั้งความสามารถ หลักการพึ่งตัวเองหลักอิสระ ทางการคลัง และหลักความเสมอภาคทางการคลัง

อันที่ ๓ ก็จะมีการกำหนดกรอบวินัยในเรื่องของนโยบายการเงินการคลังและ งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ก็หมายรวมถึงฐานภาษีของท้องถิ่นที่จะขยายมากขึ้น หรือแหล่งรายได้ที่จะเก็บมากขึ้น ก็จะไปอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของการเงิน การคลัง และการงบประมาณท้องถิ่นนะครับที่จะขาดไม่ได้ก็คือมาตรฐานการบริการสาธารณะ ทั้งในเชิงปริมาณของบริการและคุณภาพของการบริการ กฎหมายก็จะเขียนให้มีการกำหนด แล้วก็มีองค์กรอิสระมาเป็นผู้ประเมินร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ส่วนการกำกับติดตามผลนั้น ทางท่านประธานพงศ์โพยมได้กล่าวไปแล้วนะครับ แต่ว่าก็จะไปเน้นในเรื่องของการกำกับติดตาม ในลักษณะที่แยกว่าถ้าเป็นภารกิจพื้นฐานแล้วกำกับแบบหนึ่ง ส่วนภารกิจที่เขาริเริ่มเองนั้นก็จะมี การกำกับตรวจสอบอีกแบบหนึ่งก็คือมีทั้งกำกับก่อนและกำกับหลังการปฏิบัติงานนะครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นก็ได้มีการพูดถึงว่าร่วมทุกขั้นตอน แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้อง ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นมีหน้าที่ในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาความเป็นพลเมือง ของประชาชนในท้องถิ่นนะครับ ซึ่งจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมคงจะมีแค่นี้ ที่จะนำเสนอเพิ่มเติม เพื่อท่านสมาชิกจะได้เห็นเข้าใจภาพเพิ่มมากขึ้นว่าที่เป็นกลไกต่าง ๆ ที่ท่านประธานพงศ์โพยมได้นำเสนอว่าปรับเปลี่ยนอย่างโน้นอย่างนี้นั้น มันมีแนวคิดพื้นฐานที่เป็น ทั้งระดับตั้งแต่มุมมองทางความคิด ตลอดจนกลไกต่าง ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเป็นอย่างไรกราบ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ จากนี้จะเป็นเวลาของท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ท่านละประมาณ ๕ นาที ขออนุญาตเอ่ยนามสัก ๕ ท่านแรกก่อนนะครับ คุณจำลอง โพธิ์สุข คุณทิวา การกระสัง คุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ แล้วคุณไพโรจน์ พรหมสาส์น นะครับ เรียนเชิญคุณจำลอง โพธิ์สุข ครับ

นายจำลอง โพธิ์สุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ท่านคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม จำลอง โพธิ์สุข สปช. หมายเลข ๐๕๐ จังหวัดชัยนาท ผมขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานว่าก็ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็คณะกรรมาธิการ ชุดปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินด้วย ซึ่งมีประเด็นที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ที่ได้เพียรพยายามศึกษาจนกระทั่งเกิดรายงานฉบับที่กำลังอยู่ในมือของเพื่อนสมาชิกในขณะนี้ ผมเห็นด้วยในทุกประเด็นคงจะมีเฉพาะรายละเอียดบางประการเท่านั้นที่พวกเราคงจะต้อง พิจารณากันเพื่อให้การศึกษาในเรื่องนี้ได้สำเร็จสมบูรณ์แบบที่จะให้เกิดการปฏิรูปในเรื่องของ การปกครองส่วนท้องถิ่นของบ้านเมืองเราต่อไป

ท่านประธานครับ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ในประเด็นที่ว่าแท้ที่จริงแล้วการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือการจัดวางทรัพยากร หรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษก็คือการแอลโลเคท (Allocate) ทรัพยากรหรือรีซอร์ส (Resource) ซึ่งทรัพยากรในที่นี้ต้องหมายความรวมถึงทรัพย์สิน เงิน งบประมาณ รายได้ อำนาจทุนทั้งหลาย ทั้งปวง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้คนในรัฐ ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เราได้ประมาณว่าเราเคยทำสัญญาหรือกติการ่วมกันในการที่จะจัดวางทรัพยากรตรงนี้ ในบ้าน ในเมืองของเราโดยตั้งอยู่บนหลักฐาน บนพื้นฐานของความเป็นธรรม การที่คนในรัฐสามารถที่จะ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง อย่างมั่งคั่ง อย่างยั่งยืนและมีสันติสุข ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในแต่ละ พื้นที่ นี่คือหลักพื้นฐานของการที่เราจะจัดวางการแอลโลเคททรัพยากรให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งใน ที่นี้ก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของผู้คนในบ้านในเมืองของเรา เราเคยทำสัญญา หรือข้อตกลงประมาณนั้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ๒๐ ฉบับ ตั้งแต่กฎหมายการจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นสุขาภิบาลที่มลายหายสูญไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ถ้านับปีแล้วเราทำกันไว้มากกว่า ๒๐ ครั้งนะครับ นี่คือหลักของการจัดวางทรัพยากรที่เป็นทุนในการที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน อย่างมั่นคง อย่างมีความสันติสุขนะครับ แต่เนื่องจากขณะนี้เองบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้เคยกำหนดไว้ในคู่สัญญาประมาณนั้นก็คือองค์อธิปัตย์หรือ รัฐกับชุมชนกับท้องถิ่นหรือประชาชนนั่นเองนะครับ จึงจำเป็นอยู่เองที่เราจะต้องมีการพิจารณา ทบทวนว่าข้อสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐกับประชาชนนั้นเราจะต้องปรับปรุงตรงจุดใดบ้าง นะครับ เพื่อที่จะให้รัฐของเราดำรงคงอยู่ได้อย่างมั่นคง อย่างมีความสันติสุขนะครับ

ในรายละเอียดที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเอาไว้นั้นผมคิดว่าคงจะมีเพื่อนสมาชิก ตลอดจนท่านผู้ทรงความรู้ ประสบการณ์และพี่น้องประชาชนจะได้ช่วยพิจารณากันในเร็ววันนี้ นะครับ ซึ่งผมจะไม่พูดในรายละเอียดนะครับ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ขอให้ได้คำนึงถึงหลักการ ของการที่เราจะทำข้อตกลงหรือพันธะสัญญาร่วมกันตรงนี้ระหว่าง ๒ ฝ่าย สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรามีหน้าที่ในการทำการศึกษา เสนอแนะต่อรัฐในการปฏิรูป แต่ละเรื่องแต่ละอย่าง ในเรื่องของการจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ก็ขอให้กำลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้ในการที่จะศึกษาแล้วก็ทำข้อเสนอที่จะ มีความสมบูรณ์ มีความครบถ้วน และสามารถที่จะบันดาลก่อให้เกิดพันธะสัญญาหรือข้อตกลง ในการจัดวางทรัพยากรที่เราเรียกว่า การจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นให้กับบ้านเมืองของเรา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลนะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการต้องรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเป็นตัวหลักเป็นที่ตั้งนะครับ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคเราก็กำลังดำเนินการสดับตรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ตรงนี้ผมให้ความสำคัญนะครับ ในฐานะที่เขาเป็นเสมือนกับคู่สัญญาหรือคู่ตกลงที่จะทำสัญญา หรือข้อตกลงที่สำคัญที่สุดในบ้านในเมืองของเราตรงนี้ครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณทิวา การกระสัง ครับ

นายทิวา การกระสัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๐๙ สิ่งที่ผมจะให้ข้อเสนอแนะเรื่อง เกี่ยวกับการปฏิรูปท้องถิ่น หลักใหญ่ ๆ ที่จะต้องทำก็คือเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีคิดที่มีมาที่เรา คิดว่าผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเป็นคนที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหาร และความคิดที่มองว่า นักการเมืองนั้นเข้ามาเพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองผมในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์มาก่อนนะครับ นักการเมืองที่ดีคิดแค่ ๒ อย่าง เท่านั้น คือ ๑. ประชาชนได้ประโยชน์ ๒. นักการเมืองได้คะแนน ถ้านักการเมืองคิดอย่างนี้ เขาจะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ ท้องถิ่นเขียนไว้ดีมาก มีบทบัญญัติมาตราหนึ่งที่เกี่ยวกับท้องถิ่นบอกว่าราชการส่วนกลางนั้น มีหน้าที่แค่กำกับดูแลและให้อิสระท้องถิ่นในการบริหารจัดการงบประมาณหรืออะไรของตนเอง ทุกอย่างได้อย่างกว้างขวาง แล้วพระราชบัญญัติท้องถิ่นก็เขียนเรื่องอำนาจหน้าที่ไว้ มีปัญหา อย่างหนึ่งนะครับ การกระจายอำนาจหรือกระจายงบประมาณเข้าไปสู่ท้องถิ่น มีการเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีนะครับ การกระจายอำนาจเรื่องงบประมาณเข้าไปสู่ท้องถิ่น ก็ไม่เป็นไปตามนั้นหนึ่งละคือปัญหา ปัญหาก็คือว่าวิธีคิดของส่วนกลางก็มองแต่ว่าถ้าให้ท้องถิ่น ทำมากจะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตหรือขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการก็กระจาย งบประมาณไปให้น้อย ๒. มีความคิดว่าท้องถิ่นนั้นทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่ใช่ประโยชน์ ของประชาชน ความคิดแบบนี้ก็ก่อให้เกิดการออกกฎระเบียบต่าง ๆ กันมาเพื่อกำกับท้องถิ่น ถ้าพูดไปกฎระเบียบบางอย่างแทบจะเป็นตราสังข์มัดคนตายเลย ทำอะไรแทบไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายเขียนไว้อย่างดี ไม่ใช่เป็นการกำกับดูแล เข้าไปควบคุมดูแล โดยเฉพาะคำสั่ง กระทรวงมหาดไทยหลาย ๆ ฉบับ การตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เช่นเดียวกัน ใช้กฎหมายคนละฉบับ บางสิ่งบางอย่างทำได้แต่บอกว่าทำไม่ได้นะครับ บางสิ่งบางอย่างบอกว่า เป็นเรื่องของส่วนกลางไม่ใช่เป็นเรื่องของท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ถ้าท่าน ไม่เปลี่ยนวิธีคิดนี้จะเขียนอะไรให้มันดีขนาดไหนก็ตาม อย่างที่ท่านบอกมานะครับว่าแนวทาง การปฏิรูปที่ท่านให้มาดีมาก ก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั่นล่ะครับ เราไม่ได้มองรัฐธรรมนูญ แต่เรามองกฎระเบียบหรือคำสั่งคำสั่งเดียวของกระทรวงมหาดไทยนี้ เช่น คำสั่งใกล้ ๆ ที่สุดเลย นะครับ คำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของท้องถิ่นที่บอกว่างบจำนวนเท่านี้ ต้องเป็นคำสั่ง ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด งบเกินกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทจะต้องขอ อธิบดี ท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้เลย บางทีซื้อคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องใช้เวลา ๓ เดือน เนื่องจากว่า ระบบราชการไทยหนังสือมันเดินช้า บางทีเดินเป็น ๒-๓ เดือน เรื่องแค่ไม่กี่อย่าง เรื่องแค่นิดเดียว นะครับ เมื่อเราให้อำนาจเขาในการบริหารจัดการ เราทำไมไม่เขียนกฎหมายให้เขาไปเลย เรื่องการจัดงบประมาณก็เช่นเดียวกัน ท่านต้องเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง การจัดงบประมาณของท้องถิ่น อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเพิ่มเข้าไปก็คือว่าโดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ นั้น ท้องถิ่น อบต. หรือ เทศบาลก่อนที่จะออกเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติตำบลจะต้องไปถามความเห็นในรูปของ ประชาคมหมู่บ้านว่าคุณจะทำอะไร แบบไหน อย่างไรนะครับ ประชาชนก็เสนอความเห็นเข้าไปว่า อยากจะทำน้ำประปา อยากจะทำถนนคอนกรีต อยากจะทำโน่นทำนี่ เสนอเข้าไปแล้ว อำนาจ ในการตัดสินใจอยู่ที่สภากับนายก ความจริงแล้วการจัดงบประมาณนี้เมื่อประชาชนเสนอเข้าไป ท่านจะต้องเขียนเป็นกฎหมายไปด้วยนะครับถ้าจะปฏิรูป จะต้องให้ผู้เสนอเข้าไปอยู่ใน คณะกรรมการในการจัดงบประมาณด้วย เขาเสนอไปบางทีนายก บ้านของนายกก็จะได้งบมาก บ้านของรองนายกก็จะได้งบมาก สมาชิกคนไหนที่เป็นเด็กดื้อหน่อยก็จะได้งบมาก เหลือ ๕ วินาที ขอความกรุณานิดหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านเพิ่มอีกอย่างหนึ่งก็คือให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงบประมาณด้วย แค่นี้นะครับ ขอขอบพระคุณ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ

นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลำพูนครับ ผมได้ดูรายงานของคณะกรรมาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็เป็นที่น่ายินดีแทนพี่น้องท้องถิ่นนะครับ เนื่องจากกรรมาธิการ ชุดนี้มีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายท่านเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย ย่อมที่จะ ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตได้ฝากประเด็นที่อยากจะให้ท่านคณะกรรมาธิการได้นำไปพิจารณาประกอบ ต่อไปดังนี้ครับ

ในเรื่องของภารกิจของท้องถิ่นนั้น เนื่องจากว่าในแต่ละจังหวัดนั้นเรามีท้องถิ่น อยู่หลายระดับ ทั้งระดับจังหวัดและระดับตำบล อยากจะฝากว่าการกำหนดภารกิจให้กับแต่ละ ท้องถิ่นนั้นควรที่จะมีความชัดเจนอย่าให้มีข้อสับสนวุ่นวายแล้วก็นำไปกล่าวในทางที่บอกว่า งานซ้ำซ้อนต้องยุบท้องถิ่น อันนี้ก็ฝากท่านกรรมาธิการว่าไหน ๆ ที่เราจะทำกฎหมายท้องถิ่น ออกมาแล้วก็ต้องให้มีความชัดเจนในเรื่องของภารกิจของแต่ละท้องถิ่นนั้น

ต่อมาในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณก็เป็นที่น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการ ได้ดูแลในเรื่องของงบประมาณให้กับท้องถิ่น ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ เพราะในอดีต ที่ผ่านมาอย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดว่ากิจการขนาดใหญ่บางกิจการที่ไปตั้งในท้องถิ่นแล้ว เป็นภาระให้กับท้องถิ่นในเรื่องของน้ำเสียก็ดี การจราจรอะไรต่าง ๆ ก็ดี แต่ว่าภาษีที่ ผู้ประกอบการชำระนั้นมาชำระที่ส่วนกลางท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเอาเงินภาษีจากนั้นไปดูแล ท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีว่าได้กำหนดในเรื่องของการจัดเก็บภาษีให้กับท้องถิ่น เป็นผู้มีอำนาจจัดเก็บได้แล้ว

ประการถัดมาในเรื่องของงบประมาณนั้น กระผมขออนุญาตได้นำข้อเสนอแนะว่า การจัดทำงบประมาณของส่วนกลางที่ให้กับท้องถิ่นนั้นเราจะมีงบประมาณอยู่ ๒ ลักษณะ

ลักษณะที่ ๑ ก็คืองบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งคิดเป็นรายหัวของประชากร แล้วก็พื้นที่

และอีกอันหนึ่งก็คืองบประมาณ งบอุดหนุนเฉพาะกิจ ในอดีตที่ผ่านมานั้น งบอุดหนุนเฉพาะกิจนี่เป็นตัวปัญหาให้กับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะว่าจะตั้งไว้ที่ส่วนกลาง พื้นที่ใดต้องการที่จะได้รับเงินก้อนนี้ไปก็ต้องมาขอที่ส่วนกลางก็เกิดข้อครหาเป็นอย่างยิ่งว่า การที่จะได้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจไปดำเนินการในพื้นที่นั้นต้องมีการเรียกรับผลประโยชน์ อันนี้เป็นปัญหามากทีเดียว ก็อยากจะฝากว่าการจัดสรรงบประมาณต่อไปที่จะให้ท้องถิ่นนั้น สมควรที่จะมีการจัดสรรงบประมาณด้านเดียวคืออุดหนุนทั่วไป อย่าให้มีเลยครับอุดหนุนเฉพาะ กิจจะเป็นสิ่งที่ให้คนไปว่ากล่าวต่าง ๆ ในทางที่ไม่ดี และต้องยอมรับว่าในการบริหารงาน ในท้องถิ่นก็ดี ระดับชาติก็ดี ระดับทุกภาคส่วนเรามีทั้งคนดีแล้วก็คนไม่ดี อย่างเช่น การวิพากษ์วิจารณ์ว่าท้องถิ่นทุจริตอย่างนั้นอย่างนี้ผมก็ยอมรับนะครับว่ามันก็มีบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ถ้ามีมากท้องถิ่นก็คงอยู่ไม่ได้ พื้นที่คงไม่มีความเจริญอย่างเช่น ทุกวันนี้ เราอยากจะเห็นว่าปลาตัวไหนมันเน่า ปลาตัวไหนมันตายหยิบออกจากข้อง ไม่ให้ปลา ในข้องทั้งหมดมันเหม็นเน่าทั้งหมดเราต้องช่วยครับ อันนี้ประการหนึ่ง

นอกจากนั้นท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะฝากว่าการที่จะควบรวมท้องถิ่น ที่ท่านบอกว่าท้องถิ่นขนาดเล็กอยากจะมารวมด้วยกัน อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการว่า วัตถุประสงค์ของการตั้งท้องถิ่นนั้นเราเพื่อต้องการกระจายการให้บริการไปให้ประชาชน อย่างทั่วถึง ดังนั้นการที่จะเอาท้องถิ่นมารวมกันนั้นต้องคำนึงถึงว่ารวมแล้วประชาชนได้ประโยชน์ อย่างไร รวมแล้วประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึงเหมือนเดิมหรือไม่ อันนี้เป็นประการสำคัญ อยากจะฝากคณะกรรมาธิการ ในเวลาอันสั้นนี้ผมขออนุญาตขออีกนิดหนึ่งครับว่าการกำหนด ภารกิจก็ดี กำหนดหน้าที่ก็ดีให้กับท้องถิ่นนั้น ที่ผ่านมานั้นจะเขียนบอกว่าให้ท้องถิ่น ดำเนินการได้ตามที่ระเบียบกำหนด ระเบียบกำหนดอยู่ที่ส่วนกลางครับท่านประธานที่เคารพ ระเบียบออกมาแล้วใช้กันทั่วประเทศ บางท้องถิ่นไม่มีความจำเป็น ไม่มีปัญหาก็ต้องนำมาใช้ซึ่ง ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่นได้ ดังนั้นการออกระเบียบก็ดี การที่จะทำท้องถิ่นใหม่นี้ก็ดี อยากจะฝากว่าน่าจะเขียนข้อห้ามไม่ให้ ท้องถิ่นกระทำการ นอกจากข้อห้ามแล้วให้ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ อันนี้จะเป็นประโยชน์ ในการพัฒนาท้องถิ่น แล้วคนท้องถิ่นก็จะสามารถนำความรู้ความสามารถมาแก้ไขปัญหา แล้วก็ พัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ 🔗

กราบเรียนประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดมุกดาหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งมาแล้วเป็นเวลา ๒๐ ปี จุดกำเนิด ก็คือ พ.ศ. ๒๕๓๗ จนมาถึงปัจจุบันก็ถือว่าย่างเข้าปีที่ ๒๑ นะครับ ก็จะมีการปฏิรูปองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งระบบ ซึ่งก็จากกรอบแนวความคิดกรอบคิดใหม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษ ก็คือองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด อันนี้จะเห็นตัวอย่างได้ก็คือในปัจจุบัน ถ้าจะเทียบก็คือกรุงเทพมหานคร อันนี้ถือว่าเป็นรูปแบบพิเศษล่วงหน้าแล้วนะครับ สามารถที่จะ บริหารจัดการตนเองได้ ก็คือกรุงเทพมหานครเป็นรูปแบบพิเศษนำร่อง เป็นองค์กรบริหารท้องถิ่น เต็มพื้นที่จังหวัด อันนี้ถ้าจังหวัดอื่น ๆ จะดำเนินการตามนี้ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จากการรับฟัง ความคิดเห็นก็เห็นได้ว่าเขาต้องการจังหวัดบริหารจัดการตนเอง ก็คือรูปแบบนี้ละครับ องค์กร บริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดนี่ละที่เขาต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ส่วนรูปแบบคือองค์กร บริหารท้องถิ่นไม่เต็มพื้นที่จังหวัด อันนี้ก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ได้ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายจังหวัด ๕ จังหวัดแรกนำร่องและอีก ๕ จังหวัด หลังตามมา เพราะฉะนั้นองค์กรบริหารท้องถิ่นแบบไม่เต็มพื้นที่จังหวัดก็จะเป็นแบบพิเศษอีก รูปหนึ่ง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ส่วนรูปแบบทั่วไปก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดใด ในปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าจังหวัดนั้นมีความพร้อมที่จะจัดตั้งเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่ จังหวัดก็ให้ยกฐานะเป็นแบบนั้นไปเลยนะครับ จังหวัดนั้น ยกฐานะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด อันนี้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนั้นเขาก็จะได้เป็น จังหวัดบริหารจัดการตนเองได้ตามที่ประชาชนต้องการ ส่วนเรื่องเทศบาลนะครับ ตามที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กำหนดว่าควรจะมีการ ควบรวม คำว่า ควบรวม ก็คือยกตัวอย่างที่เทศบาลตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัด มุกดาหาร ตอนแรกก็เป็นสุขาภิบาลอำเภอ เรียกว่า สุขาภิบาลดอนตาล ต่อมายกฐานะเป็น เทศบาลตำบลดอนตาล แล้วอีกส่วนหนึ่งที่อยู่รอบนอกสุขาภิบาลก็เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ดอนตาล ต่อมาได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลดอนตาลผาสุก ยกตัวอย่างอย่างนี้อยู่ในอำเภอ เดียวกันครับ ท้องที่เดียวกัน ในเขตบริเวณเดียวกัน ควบรวมอย่างนี้ก็เห็นด้วย แต่ที่ผมอยากจะให้ ควบรวมจริง ๆ ก็คืออยากจะให้แบบนี้นะครับ คือเนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้เทศบาลของท่าน เทศบาลนคร ๓๐ แห่ง เทศบาลเมือง ๑๗๘ แห่ง เทศบาลตำบล ๒,๒๓๓ แห่ง และ อบต. ๕,๓๓๕ แห่ง พนักงานทั้งหมด ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน นายกและสมาชิกสภา ๑๕๐,๐๐๐ คน ต้น ๆ รวมแล้ว ทั้งพนักงานท้องถิ่น และนายก สมาชิกสภาท้องถิ่น ๓๕๐,๐๐๐ กว่าคน มากกว่าข้าราชการตำรวจ ทั้งประเทศ ข้าราชตำรวจทั้งประเทศ ๒๔๐,๐๐๐ คน ท้องถิ่น ๓๕๐,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่าอันนี้ ผมคิดเฉพาะ อบต. กับเทศบาลตำบลนะครับ ที่ยกฐานะขึ้นมานี่ อบต. ๕,๓๓๕ แห่ง ถ้าคิดเป็นเงินเดือนประจำแต่ละแห่งใน อบต. เดือนละ ๖๐๐,๐๐๐ บาทต่อแห่ง แต่ทีนี้ถ้าเอา ๖๐๐,๐๐๐ บาทต่อแห่งไปคูณ ๕,๓๓๕ แห่ง ก็จะเป็นเงินเดือนของข้าราชการที่อยู่ อบต. เดือนหนึ่ง ๓,๒๐๑ ล้านบาท ถ้าปีหนึ่งคูณเข้าไปอีก ๑๒ เป็น ๓๘,๔๑๒ ล้านบาทต่อปี ทีนี้ไปดู เทศบาลตำบล ๒,๒๓๒ แห่ง เอาเลยครับพนักงานรวมแล้วเดือนหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ บาทต่อแห่ง เพราะฉะนั้นถ้ารวมทั้งหมดแล้วเดือนหนึ่งก็ ๑,๕๐๐ ล้านกว่าบาท ปีหนึ่ง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่าการควบรวมผมอยากจะให้ทำอย่างนี้ ขอเวลาเพิ่มนิดเดียวครับท่านประธานครับ คือที่ใดที่เป็นเทศบาลนครในขณะนี้ให้ยกฐานะเป็นเทศบาลมหานคร ยกตัวอย่างเทศบาลนคร เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา สงขลา อะไรพวกนี้ ยกฐานะที่เป็นเทศบาลตำบลหรือ เทศบาลเมืองในเขตอำเภอเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอเมือง เชียงใหม่อย่างนี้ให้เป็นเทศบาลมหานคร ยุบเทศบาลเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกไปหมด ส่วนเทศบาล เมือง ๑๗๘ แห่งนะครับ ยกตัวอย่างเทศบาลเมืองมุกดาหาร เทศบาลเมืองนครพนม อย่างนี้ ยกตัวอย่างนะครับ ให้ยกฐานะเป็นเทศบาลนครทั้งหมด แล้วก็ยกเทศบาลเล็ก ๆ ตำบลให้เป็น เทศบาลนครกาฬสินธุ์อย่างนี้ยกตัวอย่าง เทศบาลนครมหาสารคาม ผมคิดว่าจะดี ส่วนเทศบาล ตำบลที่ตั้งอยู่ในอำเภอหรือว่า อบต. ที่ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลตำบลที่ตั้งอยู่ใน อำเภอน่าจะเป็นเทศบาลเมือง ยกตัวอย่างเทศบาลเมืองยางตลาด อย่างนี้ยกตัวอย่าง แล้วเทศบาลตำบลอื่นหรือเทศบาล อบต. ที่ยกฐานะขึ้นมา ก็มาควบรวมเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลเมืองยางตลาด ยกตัวอย่างของท่านเกรียงไกร อันนี้ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็แต่ละหมู่บ้านที่สังกัดในเขตเทศบาลเปลี่ยนรูปแบบใหม่ สมาชิกสภาเทศบาลปัจจุบันนี้จะ แบ่งเขตหนึ่งเป็น ๖ คน มีสมาชิก ๖ คน เปลี่ยนให้เป็นสมาชิกชุมชนละ ๑ คนหรือหมู่บ้านละ ๑ คน มันจะเป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ในปัจจุบันนี้บางหมู่บ้านไม่มีสมาชิกสภาเทศบาลอยู่เลย นะครับ เนื่องจากว่าประชาชนคนหนึ่งใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลได้ ๖ คน เพราะฉะนั้น หมู่บ้านใหญ่ ๆ ก็จะได้เปรียบ หมู่บ้านเล็ก ๆ จะไม่มีสมาชิกสภาเทศบาลอยู่เลยนะครับ ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการปฏิรูป ถ้าหากว่ามีกฎหมายลูกออกมาก็ขอให้พิจารณาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณไพโรจน์ พรหมสาส์น ครับ

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ความจริงแล้ว ผมเองเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินและคณะกรรมการปกครอง ท้องถิ่น แต่ว่าที่นั่งอยู่ข้างล่างเพื่อที่จะพูดอภิปรายบางเรื่องบางประเด็นนั้นก็เพื่อที่จะได้ช่วยกัน เติมเต็มให้กับคณะกรรมาธิการนะครับ ส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยสิ่งที่ท่านประธานธีรยุทธ์หรือว่า ท่านพงศ์โพยมนำเสนอ รวมทั้งที่อาจารย์ชาติชายได้กล่าวถึงเรื่องของการบริหารจัดการหรือ การปกครองท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ท่านที่เคารพครับ เมื่อพูดถึงการปกครองท้องถิ่นแล้วเราคงจะ มองเฉพาะการปกครองท้องถิ่นอย่างเดียวไม่ได้ เราคงจะต้องมองภาพรวมของการบริหารราชการ แผ่นดินโดยองค์รวมทั้งระบบ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ นั่นคือ หลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑ เลยนะครับ เสร็จแล้วก็จะมีเรื่องของแนวนโยบาย แห่งรัฐอะไรตามมาอีกหลายเรื่องหลายอย่าง แล้วเราก็กำหนดให้มีการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดินนั้นเราทำกันมาหลายยุคหลายสมัย เวียง วัง คลัง นา มาจนถึงสมัยสมเด็จพระปิยะมหาราชนะครับ ก็มีกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง หลายอย่าง มีองค์กรปกครอง ท้องถิ่นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วการบริหารงานทุกอย่างที่เราเรียกว่าบริการ สาธารณะ หรือพับลิก เซอร์วิส (Public service) มันก็คงจะต้องทำในระบบราชการนั้นล่ะ เพียงแต่ว่าอันไหนจะให้ทำโดยราชการบริหารส่วนกลาง อันไหนจะให้ทำโดยราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค อันไหนจะแบ่งมอบกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไปดำเนินการจัดการ เพราะฉะนั้น หลักตรงนี้เป็นหลักใหญ่หลักสำคัญเลยว่าถ้าส่วนไหนจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ถ้าไม่จำเป็นต้องทำ ก็ไม่ต้องทำ แล้วส่วนไหนที่ทำได้ดีกว่าก็น่าจะให้ส่วนนั้นทำ รวมทั้งการที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วมหรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ ฉะนั้นหลักใหญ่ก็คงจะอยู่ที่ว่าเราจะสามารถกำหนด ขอบเขต อำนาจหน้าที่ ในการบริหารจัดการอย่างไร จะกำหนดอำนาจหน้าที่ของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนและเหมาะสมแก่การที่เราจะบริหารประเทศ ในการที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมได้อย่างไร ที่แล้วมาเราต้องยอมรับว่าเรายังสับสน ค่อนข้างมากนะครับ เราส่วนกลางเกือบจะเรียกว่าทำอะไรทุกอย่างมีอำนาจมากมายก่ายกองเลย ท่านไปดูนะครับกฎหมายทุกฉบับให้อำนาจกับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ถ้าไม่มอบอำนาจ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเราแทบจะทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าไม่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นทุกอย่างก็ต้องขึ้นมาส่วนกลาง ฉะนั้นการบริหารระบบราชการ งานเมืองของเราซึ่งเรามีข้าราชการตั้ง ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ใช้งบประมาณ เกือบครึ่งค่อนของงบประมาณแผ่นดินครับ ในส่วน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ระบบราชการใช้ไป เกือบครึ่งหนึ่ง ๑ ล้านล้านบาทเลยนะ แต่ว่าเพื่อดูแลประชาชน ๖๕ ล้านคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นมันก็ถึงเวลาและมีความจำเป็นและสมควรที่เราจะต้องมาปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดิน ทั้งระบบบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ส่วนกลางนั้นมันก็คงจะจำเป็น ที่จะทำเฉพาะที่เป็นงานหลักงานสำคัญเท่านั้น งานต่างประเทศ กลาโหม ระบบการเงิน การคลัง หรืองานที่ภูมิภาคทำไม่ได้ หรือท้องถิ่นทำไม่ได้ ก็ต้องส่วนกลางต้องทำในส่วนกลาง และ ที่จะทำลงไปในภูมิภาคก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ใช่ลงไปทำทุกอย่าง งานที่ไปทำภูมิภาคต้องทำ ในส่วนที่จำเป็นต้องทำ ทางหลวงแผ่นดินมันครอบคลุมหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ชลประทาน ครอบคลุมหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แม่น้ำลำคลอง กรมเจ้าท่าจะต้องดูแล แต่ไม่ใช่ไปตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในภูมิภาคมากมาย แล้วทำให้งานล่าช้าแล้วทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ เมื่อเช้าท่านธีรยุทธ์ยกตัวอย่างผมเพิ่งไป พระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๒ ที่ผ่านมาครับ พระนครศรีอยุธยาจังหวัดที่อยู่ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ เมืองหลวงเก่าเรา เชื่อไหมครับ มีส่วนราชการหน่วยงาน ๑๒๐ หน่วย ใน ๑๒๐ หน่วยเป็นภูมิภาค เพียง ๓๕ หน่วย อีก ๘๕ หน่วยเป็นราชการบริหารส่วนกลาง เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเดียวมี ๑๐ กว่าหน่วย ซึ่งความจริงแล้วอย่างที่ผมว่า ถ้าเราถือหลักว่าจะให้การทำงาน ที่จังหวัดมีประสิทธิภาพนั้นมันจะเป็นไปได้ไหมที่ว่าเป็นทีม ทีมของกระทรวงเลย อย่างเกษตร ก็เฉพาะที่เป็นชลประทานอะไรต่าง ๆ ที่จะอยู่เป็นราชการส่วนกลาง นอกนั้นก็จะแท็กทีม (Tack team) แล้วไปเช็คดูแล้ว ถามดูแล้วบางหน่วยมีข้าราชการเพียง ๕ คน ๑๐ คน ๙ คน มี ๑๖ อำเภอดูแลไม่ทั่วถึง งบประมาณก็ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกนั้น เป็นเงินเดือน อย่างนี้มันก็ไม่ถูก มันจะต้องปฏิรูปที่จะทำอย่างไรให้ส่วนกลางทำน้อยที่สุด อะไรที่ มอบอำนาจให้จังหวัดได้ มอบไป อะไรที่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้กระจายไป นั่นเป็นเรื่องแรก ในหลักการที่ผมอยากจะกราบเรียน

เรื่องที่ ๒ เรื่องของการปกครองท้องถิ่น นิดเดียวครับท่านประธาน ผมขอเวลาอีก นิดเดียวนะครับ การปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นส่วนที่รัฐกำหนดขึ้นเป็น สเตท ครีเอเตอร์ (State creator) ให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แล้วก็มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ มีออโทโนมี วิชท์อิน บาวด์ดารี่ (Autonomy within boundary) อย่างที่ภาษาฝรั่งเขาว่า เพราะฉะนั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ว่าเราจะกระจายให้กับท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้องค์กรภาคประชาชน ภาคประชาสังคม มามีบทบาท มามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการตรวจสอบอะไรก็แล้วแต่ ก็คงจะมีประเด็นเพิ่มเติมเพียงว่าสิ่งที่อยากจะทำ อยากจะเห็นนั้นก็คือเราจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่น เมื่อมีกระจายอำนาจมากขึ้น รูปแบบเทศบาลเป็นหลัก มีรูปแบบพิเศษ รูปแบบพิเศษก็อาจจะ เต็มพื้นที่หรือไม่เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดผมก็ยังจะติงเพียงว่าการที่จะให้มีเต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดนั้น มันอาจจะจำเป็นต้องคงมีภูมิภาคอยู่ที่จะทำหน้าที่ในเรื่องของการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ต่าง ๆ คงไม่ถึงกับสลายไป เหมือนอย่างขณะนี้กรุงเทพมหานครท่านต้องไม่ลืมนะทำหน้าที่ เพียงบางอย่างเท่านั้น ต่างจังหวัดเรามีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นท้องถิ่นเต็มพื้นที่แต่ก็ยังมี ภูมิภาค มีจังหวัด มีอำเภอทำหน้าที่ในส่วนที่จำเป็นต้องทำตามระเบียบกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะต้องไปพูดกันในเรื่องมีส่วนเกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น สำคัญที่สุดเลยครับ ผมอยากจะเน้นว่าที่บอกจะมีสมัชชาพลเมือง มีสภาตรวจสอบ ผมอยากจะให้เป็นหนึ่งเดียว อาจจะเรียกว่า สมัชชาพลเมือง ทำหน้าที่แบบ มีส่วนร่วม กำหนดนโยบายและแผนต่าง ๆ การตรวจสอบติดตามอะไรต่าง ๆ สภาตรวจสอบ ฟังดูชื่อแล้วมันเหมือนกับจะไปจับผิดอะไรทำนองนั้น อันนี้เดี๋ยวไปว่ากันในเรื่องของรัฐธรรมนูญ นะครับ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ขออีกสัก ๕ ท่านนะครับ หมออำพล จินดาวัฒนะ คุณอลงกรณ์ พลบุตร คุณสยุมพร ลิ่มไทย คุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน และคุณธวัช สุวุฒิกุล นะครับ เรียนเชิญหมออำพล ครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมมีสัก ๔ ประเด็นครับ ก่อนที่จะเป็น ประเด็นที่ ๑ ก็อยากจะเรียนว่าดีใจที่เห็นรายงานฉบับสำคัญฉบับนี้นะครับ ซึ่งก็เป็นอะไรที่วาระ ปฏิรูปที่เรารออยู่ เพราะว่าจะต้องมีการเชื่อมโยงกันอีกหลายชุด ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะว่าเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศนะครับ ซึ่งเราจะต้องลดอำนาจรัฐส่วนบน เพิ่มอำนาจ ประชาชน ชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของสังคม ทำให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเองให้ มากที่สุด นี่คือทิศทางของบ้านเรา

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียนครับว่าเท่าที่ทราบกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจะปรับชื่อการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น การบริหารท้องถิ่น ผมคิดว่าดีมากเลย นะครับ จะทำให้เรามีกรอบคิดที่ชัดเจนเรื่องการบริหารมากกว่าการปกครองนะครับ ผมคิดว่า การบริหารท้องถิ่นนั้นมีเรื่องสำคัญอยู่ ๔ เรื่อง ซึ่งท่านกรรมาธิการก็ได้ยกร่างแล้วก็ได้เสนอ ไปแล้ว

อันที่ ๑ คือเรื่องการเป็นออทอโนมี (Autonomy) นะครับ มีความอิสระคล่องตัว ในการบริหารจัดการ มีอำนาจในขอบเขตที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่เป็นอินดิเพนเดนท์ (Independent) ไม่ใช่อิสระแบบเหนือความควบคุม ขนาดพอเหมาะ น่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญ ซึ่งท่านได้แตะ เรื่องนี้แล้ว

เรื่องที่ ๒ ก็คือการบริหารท้องถิ่นนั้นคงจะต้องเน้นเรื่องของการที่ให้ประชาชน ชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างโดยตรง ที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรง เพราะว่าองค์กรบริหาร ส่วนท้องถิ่นนั้นอยู่ในชุมชนอยู่แล้ว ใกล้กับประชาชน เป็นของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้สำคัญที่สุด ทำอย่างไรให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นกับชุมชนเป็น เหมือนแฝดอินจันที่แยกจากกันไม่ได้ จะต้องอยู่ด้วยกัน เป็นของกันและกัน แล้วก็หนุนเสริม ซึ่งกันและกัน แล้วก็ต้องมีกลไกที่เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ตรวจสอบกำกับ อันนี้ท่านพูดไปแล้ว

ประเด็นที่ ๒ อยากเรียนครับว่า ผมเข้าใจว่าทางกรรมาธิการท่านคงจะมีการ ทำงานต่อ ผมอยากเห็นการทบทวนองค์ความรู้ งานวิจัยต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะเป็นฐานอ้างอิงในการสังเคราะห์ข้อเสนอการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นประเทศบราซิล ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเขามีปัญหาเรื่องกระจายเร็วแล้วก็มีปัญหา เราควรจะเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านั้น บราซิลไปไกลทีเดียวนะครับ ข้อเสนอเหล่านี้อยากเห็นครับ เพื่อที่จะมามองภาพว่าบ้านเราควรจะมีภาพที่พึงประสงค์ของบริหารท้องถิ่นอย่างไร สถานการณ์ ปัจจุบันที่เรามีอยู่นั้นเป็นอย่างไร และมีช่องว่างอะไรที่เราจะเติมนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอ ในระยะเวลาอันสั้นนี้ เรายังเห็นสิ่งที่อยู่ในเรื่องโครงสร้างและระบบของเราเท่านั้น เรายัง ไม่เห็นภาพฝันว่าบริหารท้องถิ่นของเรานั้นหน้าตาควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเทียบกับประเทศต่าง ๆ แล้วเราเลือกเอาสิ่งที่ดีมาใช้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าท่านคงจะมีการทำงานต่อไป คือการสังเคราะห์บทบาท พันธกิจ ก่อนที่จะว่ากันด้วยเรื่องโครงสร้าง อำนาจคน งบประมาณ การกำกับ บทบาทภารกิจ หน้าที่ต่าง ๆ ผมคิดว่าอาจจะต้องทำความกระจ่างระหว่าง ๔ ส่วนครับ

ส่วนที่ ๑ อะไรรัฐบาลกลางควรจะเป็นคนทำ หมายถึงภูมิภาคด้วย

ส่วนที่ ๒ อะไรที่ อบท. เป็นคนทำ คือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

ส่วนที่ ๓ เราต้องไม่ลืมนะครับ ภาคส่วนอื่น ๆ เธิร์ด เซคเตอร์ (Third sector) เขาจะต้องทำอะไร แบ่งกันอย่างไร และ

ส่วนที่ ๔ แฝดอินจัน คือชุมชนจะต้องมีบทบาทหน้าที่ทำอะไร พันธกิจเราจะ แบ่งกันอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้คือหัวใจสำคัญที่จะต้องแยกแยะวิเคราะห์ เพื่อที่จะมาพูดถึงเรื่อง โครงสร้าง แล้วก็ระบบโครงสร้างต่าง ๆ ของ อบท. ผมอยากเห็นการวิเคราะห์พันธกิจ แยกแยะ ให้ชัดเจนนะครับ อย่างเช่นเมื่อวานนี้มีท่านสมาชิกท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องว่าอาจจะต้องมีการ กำหนดว่าอะไรที่ไม่ให้ท้องถิ่นทำ อะไรท้องถิ่นทำบ้างนะครับ แยกแยะกันให้ชัดเจน

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการประสานเพื่อให้เกิด กลไกการทำงานเชื่อมกันระหว่างกรรมาธิการหลายชุดหรือไม่ เพราะว่าองค์การบริหารท้องถิ่นก็ดี ศึกษาก็ดี สาธารณสุขก็ดี สังคมก็ดี เมื่อวานเราคุยกันเรื่อง ผู้สูงวัย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการทรัพยากรหลายชุดมากที่เราจะต้องไป บูรณาการที่ชุมชนท้องถิ่นและเป็นการแบ่งบทบาทหน้าที่จะต้องมีการปฏิรูประบบกลไกทำงาน ร่วมกัน ตรงนี้เราจะคุยกันอย่างไร เราจะได้มีการยึดโยงพูดคุยกันเรื่องนี้ต่อไป อย่างไร หรือไม่ เพื่อที่จะให้การกระจายอำนาจและการปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นไปยึดโยงกับพันธกิจที่จะต้องมี หลายภาคส่วน หลายสาขาลงไปบูรณาการร่วมกัน อันนี้ผมก็ฝากกราบเรียนไว้ว่าในอนาคต ข้างหน้าอาจจะต้องมีกลไกนี้ในสภาของเราเพื่อจะทำงานร่วมกันต่อยอดเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ก่อนอื่นต้องแสดงความขอบคุณที่การทำงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่น และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการชุดอื่นนั้น ได้ทำงานอย่างบูรณาการ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อยู่ในโครงสร้างการปฏิรูป เดียวกันทั้งสิ้น ผมมีอยู่ ๕ คำถาม ๑ ตัวอย่าง ที่ขอความกระจ่างในแนวความคิดนะครับ สำหรับ กรอบคิดใหม่ที่เป็นคอนเซปชวล เฟรมเวิร์คที่นำเสนอมาถือว่าดีมาก ให้ความชัดเจนในระดับ โครงสร้างและระบบใหม่ที่จะมีการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นหรือการบริหารท้องถิ่น

คำถามแรกก็คือว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการตั้งเป็นทบวงบริหารท้องถิ่น เพราะ เมื่อเล็งเห็นถึงการออกแบบการปฏิรูปภาครัฐทั้งหมดแล้วแนวทางคือทำให้เป็นสมอล กัฟเวิร์นเมนท์ (Small Government) แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการลดจำนวนปริมาณ เพราะว่า สามารถไปควบรวมกระทรวง ทบวง กรมอื่น แต่ขณะเดียวกันที่จำเป็นจะต้องเป็นเสาหลักในด้าน การบริหารพัฒนาประเทศนั้นเรื่องการปกครองท้องถิ่นไม่ว่าจะมองในมิติใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ มีความสำคัญที่พร้อมจะยกขึ้นเป็นทบวงขึ้นมาและมีองค์ประกอบอยู่ในคณะรัฐมนตรี

ประการที่ ๒ ก็คือว่ากรณีที่มีการเสนอในรายงานดังกล่าวให้มีศาลปกครองว่า ด้วยแผนกคดีท้องถิ่นนั้นจำเป็นหรือไม่ อย่างไร

ประการที่ ๓ ก็คือ การกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีประมวลกฎหมายท้องถิ่น นั้น แต่ในรายงานได้เสนอให้มีการแยกอย่างน้อย ๔-๕ ฉบับดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับแนวทาง ของการสร้างประมวลกฎหมายท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร

ประการที่ ๔ ก็คือ ผมยังไม่เห็นสาระสำคัญที่เป็นเรื่องสำคัญมากคือเรื่องของแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจและการกระจายเงิน กระจายบุคลากร กระจายภารกิจ การปรับเปลี่ยนหน่วยงานอย่างมีแบบแผน ตรงนี้สำคัญมากเพราะว่าผมเองเป็นคนที่เสนอเมื่อปี ๒๕๔๒ ตอนที่มีการตราพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นคนที่เสนอให้มีการกำหนดอัตราส่วนการแบ่งรายได้ภาครัฐและท้องถิ่น ๘๐ : ๒๐ ๖๐ : ๔๐ ครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาหลายรัฐบาลก็ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานาแม้ว่า มีกฎหมายกำหนด เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะว่าศักยภาพของท้องถิ่นนั้นไม่ใช่มีแต่งาน ไม่ใช่มีแต่คน แต่ว่าตัวเงินเป็นเรื่องสำคัญ และการกระจายภารกิจที่เราตั้งใจที่จะให้มีราชการ ส่วนกลางเล็กลง ส่วนภูมิภาคค่อย ๆ หมดไป ถ่ายโอนภารกิจทั้งหลายมาสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดและ รวมไปถึงฐานใหม่ของประเทศคือบทบาทของชุมชน ตรงนี้จะสำคัญมากถ้าหากว่าไม่มีกรอบ ขั้นตอนกำหนดไว้ หรือถ้าหากว่าได้มีแนวคิดนี้อยู่แล้วก็ขอความชัดเจนและทำให้เป็นรูปธรรม มากกว่านี้

ประการที่ ๕ ก็คือว่า การที่มีสมัชชาพลเมืองหรือสภาพลเมือง หรือสมัชชา คุณธรรมเป็นซอฟท์ เพาเวอร์คู่ขนานในการทำงานนั้นเป็นนวัตกรรมที่ดีมาก เป็นพาราดาม (Paradigm) ใหม่ สิ่งสำคัญก็คือการสร้างบทบาทหน้าที่ความสมดุลในระหว่างสภาที่มาจากการเลือกตั้งในท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นกับในส่วนของซอฟต์ เพาเวอร์ เหล่านี้ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่จะยกและท่านคงจะเห็นก็คือนโยบายหรือยุทธศาสตร์ฟิวเจอร์ ซิตี (Future city) หรือว่าเมืองแห่งอนาคตของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่หนึ่งในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาประเทศบนฐานของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลาง กับท้องถิ่น ตัวอย่างคือนโยบายฟิวเจอร์ ซิตี เขามองเลยว่าสังคมสูงวัยที่เราพิจารณากันเมื่อวานนี้ จะเป็นปัญหาต่อประชากรในการใช้ชีวิต ดังนั้นเมืองท้องถิ่นที่ประสงค์จะเข้ามาร่วมในนโยบาย ดังกล่าวนั้น ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัดที่เราเรียกว่า พรีเฟคเจอร์ (Prefecture) ของญี่ปุ่นก็ดี เมื่อเข้ามาแล้วเขาวางแผนเลยว่าเมืองแห่งอนาคตข้างหน้าจะต้อง ทำอะไร คนออกจากบ้าน ผู้สูงอายุออกจากบ้านจะทำตัวฟุตบาท (Footpath) อย่างไร ระบบ ขนส่งมวลชนจะต้องมีโลว์ ฟลอร์ (Low floor) อย่างไรไปยังสวนสาธารณะ ไปยังศูนย์การค้า ทุกอย่างทาวน์ แพลนนิง (Town planning) ทุกอย่างจะวางพร้อมกัน ตรงนี้เป็นเรื่องการประสาน เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นในการพัฒนาสู่อนาคต ผมหวังว่าการปฏิรูปครั้งนี้เราจะ เห็นเป็นตัวอย่างหนึ่งและเห็นบทบาทภารกิจใหม่ภายใต้แนวทางปฏิรูปที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมา และเห็นด้วยที่ท่านได้นำเสนอมา ขอเพิ่มเติมแต่งและตอบคำถามดังกล่าวด้วย ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสยุมพร ลิ่มไทย ครับ

นายสยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น เพราะว่าผมก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมา ธิการชุดนี้ สิ่งที่จะเรียนเพิ่มเติมจะเป็นประเด็นที่เชื่อมต่อระหว่างการบริหารราชการส่วนภูมิภาค กับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เนื่องจากผมเห็นว่าการที่จะทำให้การกระจายอำนาจลงไปสู่ ท้องถิ่นและชุมชนจะเกิดประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริงหรือไม่นั้น สิ่งที่จะต้องดูประกอบกันไปด้วย ก็คือประสิทธิภาพในการทำงานของราชการบริหารส่วนภูมิภาค เพราะว่าขณะนี้เรากำลังพูดถึง เรื่องการกระจายอำนาจลงไปสู่พื้นที่ ทำอย่างไรถึงจะให้พื้นที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองกับ ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เราได้พูดกันมากถึงเรื่องของการกระจายอำนาจให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราพูดกันมากถึงเรื่องการกระจายบทบาทลงไปสู่ประชาชนหรือชุมชน แต่ผมคิดว่าเรากำลังลืมเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือทำอย่างไรถึงจะให้ราชการบริหารส่วนภูมิภาค คือจังหวัดและอำเภอสามารถที่จะทำงานเป็นจุดบูรณาการในพื้นที่ระหว่างราชการบริหารส่วน ท้องถิ่นและภาคประชาชนได้ ปัญหาที่ผ่านมาของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคก็คือว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการในระดับจังหวัดมีฐานะเป็นตัวแทนของราชการ ส่วนกลางไปทำงานในพื้นที่ในระดับจังหวัด แต่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่แทน ส่วนกลางได้อย่างแท้จริง เราจะเห็นได้ว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดในพื้นที่จังหวัด ต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องอื่น ๆ พอเกิดขึ้นในพื้นที่แล้วอำนาจในการที่จะแก้ไขปัญหามันมาอยู่ที่ส่วนกลาง มันไม่ได้มีการกระจาย หรือแบ่งลงไปให้ส่วนภูมิภาค เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญก็คือว่าในขณะที่เรามองถึง เรื่องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นซึ่งผมเห็นด้วย ในขณะที่เรามองไปถึงเรื่องการกระจายอำนาจ และบทบาทให้กับชุมชนหรือภาคประชาชน ผมเห็นด้วย แต่ผมคิดว่าต้องมองไปที่การมอบอำนาจ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วการทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่วนกลาง ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ผมขอยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องอำนาจในการบริหารบุคคล ทุกวันนี้หัวหน้าส่วนราชการ ในระดับจังหวัดที่เป็นตัวแทนจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ไปอยู่ในจังหวัด และอยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนมากเป็นข้าราชการระดับซี ๘ และซี ๙ ทั้งสิ้น ซึ่งตามกฎหมายแล้วการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการระดับ ๘ เป็นอำนาจของอธิบดี ระดับ ๙ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง แต่ว่าให้ไปอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าฯ ถามว่าผู้ว่าฯ จะสามารถบังคับบัญชาได้ไหมครับ ถ้าหากว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน อันนี้ตัวอย่างเห็นได้ชัด ส่งคนลงไปแต่ไม่มอบอำนาจในเรื่องการบริหารบุคคลลงไปให้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการบริหารงบประมาณ จังหวัดบริหารงบประมาณในรูปของ งบประมาณฟังก์ชัน (Function) ก็คืองบประมาณที่เป็นภารกิจของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่ว่าหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะพิจารณาจัดสรรเงินลงไปตามแผนงานประจำปีก็คือ กระทรวงและกรมในฐานะที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการ เพราะฉะนั้นโครงการแผนงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความต้องการของฟังก์ชัน คือของกระทรวงและกรม ไม่ได้เป็นไปตาม ความต้องการของจังหวัดในพื้นที่ ถึงแม้ว่าจะมีแผนพัฒนาจังหวัด แต่ว่าไม่ได้มีการนำแผนพัฒนา จังหวัดมาใช้ในการพิจารณาเวลาจัดสรรงบประมาณประจำปีลงไปให้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เพียง ๒ เรื่อง การบริหารคนและการบริหารเงินซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการบริหาร ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง กฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เขียนไว้แต่เพียงว่ารัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี อาจมอบอำนาจในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แต่เป็นดุลยพินิจนะครับ มอบก็ได้ ไม่มอบก็ได้ บางกระทรวง บางกรม มอบเรื่องเดียวกันไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ผมเรียนทั้งหมดก็คือว่าจังหวัด จะเป็นกลไกหลักในการที่จะบูรณาการในพื้นที่ระหว่างนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เพราะฉะนั้นอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและชุดที่เกี่ยวข้องได้ดูเรื่องนี้ด้วย เรากำลังมองข้ามเรื่องนี้ไป หรือเปล่า ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน ครับ

นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๔๒ จากกจังหวัดนครพนม ไม่เคยบริหารท้องถิ่น นะครับ เคยสมัคร ส.อบต. รุ่นแรกของประเทศไทย ตอนนั้นสอบตกก็เลยไม่ได้สมัครอะไรอีกเลย แต่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตให้กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น คือที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจคำว่า การกระจายอำนาจ อาจจะเป็นลักษณะเหมือนการแผ่อำนาจ แผ่อิทธิพล ขยายอิทธิพลจากส่วนกลางลงไปครอบคลุมท้องถิ่น เราจึงจะได้เห็นว่านายก อบต. นายกเทศมนตรี แม้แต่นายก อบจ. จะต้องเดินตามก้นนักการเมืองระดับประเทศเพื่อที่จะอาศัย อำนาจ บารมี และภารกิจ แม้แต่งบประมาณ เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะต้องเห็นความอุปถัมภ์ ในระบบการบริหารจัดการระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ มันก็เลยเหมือนว่าเป็นระบบ ใยแมงมุม ก็จะเกิดการชักนำชักใยจากส่วนกลาง แล้วก็เกิดการที่จะพัฒนาท้องถิ่นได้ค่อนข้างจะช้า ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ยกตัวอย่างสมมุติว่า ไม่ต้องสมมุตินะครับ คือปัจจุบันเป็น อย่างนี้ในจังหวัด ๆ หนึ่งผมเองก็ไปดูว่าสำนักงาน อบจ. ผมก็ไปประเมินดูว่ามันมีพนักงานอยู่ กี่คน เดินถัดมาอีกก็ไปเห็นศาลากลางจังหวัด เราก็ไปดูว่ามีพนักงานอยู่กี่คน แล้วก็ไปดูเทศบาล อำเภอเมืองมีพนักงานอีกกี่คน แล้วก็เดินมาอีกที่หนึ่งก็เป็นที่ว่าการอำเภอ นั่นแค่ ณ อำเภอเมือง หรือจังหวัดหนึ่ง เราก็เห็นว่ามีหมวกอยู่ ๔ ใบแล้ว ทีนี้เราเองในฐานะที่เป็นประชาชนหรือในฐานะ ที่เราก็ดูว่าคนที่เขาจะบริหารท้องถิ่น เราอยากเห็นว่าถ้าท่านจะปฏิรูปก็อยากให้เหลือแค่ แท่งเดียว ท่านจะทำเอาแท่งไหนก็ได้ให้เหลือหมวกใบเดียว เราจะเห็นว่างบประมาณมันจะ กระจายจาก ๔ องค์กร มันก็เกิดภารกิจในการซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นมันจะเกิดการพัฒนาท้องถิ่น ค่อนข้างล่าช้า ก็มาดูในเรื่องกรอบและแนวทางของคณะกรรมาธิการที่เสนอเข้ามา เราก็จะได้ มองกันว่าถ้าการกระจายอำนาจที่แบบไม่ใช่ว่าเป็นการแผ่ขยายอิทธิพลลงไปเพื่อครอบงำเขา เพื่อให้เกิดการชักใยจากส่วนกลางก็ยังเห็นความชัดเจนที่มากขึ้น แต่สิ่งที่เราอยากจะเห็นจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้พิจารณาใน ๔ หลักที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของภารกิจ ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการถ่วงดุล และในเรื่องของ การตรวจสอบประสิทธิภาพ คุณภาพ

ในเรื่องของภารกิจผมก็เชื่อว่า เนื่องจากว่าท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านก็เป็น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการท้องถิ่น เราน่าจะแยกออกมาได้ว่าภารกิจท้องถิ่นที่เขาควรจะทำจริง ๆ ควรมีอะไร ผมยกตัวอย่างกรณีที่บอก อบจ. บาง อบจ. ก็ไปทำการส่งเสริมด้านการเกษตร แต่ อบจ. ไม่มีเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดสักคนเดียวเลย ก็ไปทำโครงการ ๑ ไร่ ได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็กลายเป็นภารกิจหลักของ อบจ. ทำอะไรก็เป็นเหมือนว่าสร้างความบันเทิงให้กับประชาชน บ้านผมเขาจ้างแต่หมอลำ จ้างวงดนตรีให้กับประชาชน ภารกิจมันเลยเกิดการซ้ำซ้อน อยากจะมี ช่างก็ไปตั้งองค์กรช่างขึ้นมา หน่วยงานช่าง หน่วยงานอะไรขึ้นมาก็ไปซ้ำซ้อนแล้วก็ไม่มีอำนาจ ในการที่จะไปบริหารที่มันต่อเนื่อง ในเรื่องของภารกิจ

ในเรื่องของงบประมาณเราจะเห็นว่าท้องถิ่นเองก็ต้องรองบประมาณจาก ส่วนกลาง ผมยกตัวอย่าง ณ วันนี้ที่จังหวัดผมเองจังหวัดนครพนม มันมีภาคเอกชนที่ไปลงทุน เยอะแยะมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นคอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Convenience store) ใหญ่ ๆ หรือ เป็นศูนย์การค้า พอไปแล้วท้องถิ่นเขาไม่มีงบในการที่จะขยายประปา ไฟฟ้า ไม่พอ แต่หน่วยงาน ต่าง ๆ มันไปแล้ว เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจก็เอากลับมาจ่ายภาษีที่ส่วนกลางหมด เพราะฉะนั้น ก็รองบประมาณจากส่วนกลางที่จะส่งไปให้ ถ้าสมมุติว่านายกเทศมนตรีบ้านผมแทงหวยผิดไป สนับสนุนนักการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านก็ต้องรออีกล่ะครับกว่าจะขยายหม้อแปลงไฟฟ้าได้สัก หม้อแปลงหนึ่งก็ระเบิดแล้วระเบิดอีก ฉะนั้นมันก็เลยไม่เกิดความสัมพันธ์ในการที่จะพัฒนา แม้แต่เรื่องของจังหวัดผมมีสะพานแห่งที่ ๓ มูลค่าสินค้าที่ผ่านสะพานปีหนึ่ง ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดได้อะไร ได้ค่าเที่ยวรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกเฉย ๆ แต่สิ่งที่ท้องถิ่นเขาต้องรับผิดชอบ ก็คือในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน มลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเขาเรียกว่าทรัพยากรธรรมชาติ ที่ส่วนกลางไปใช้ของเขา แต่สุดท้ายมูลค่าสินค้าเหล่านี้ก็ต้องมาจ่ายที่ด่านที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราจะเห็นในเรื่องงบประมาณ แล้วเราจะไปคาดหวังได้อย่างไรว่าให้ท้องถิ่นเขาเจริญ ผมคิดว่า มันเป็นไปได้ยากนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ด้วย

อีกภารกิจหนึ่ง คือเรื่องของการถ่วงดุลเรื่องการตรวจสอบ เราพูดเสมอว่า เราเป็นห่วงในเรื่องของการคอร์รัปชัน เราก็ให้ประชาชนเขามีการมาถ่วงดุล ผมเองน่าจะประเมิน ได้ว่าโครงการจากส่วนกลางนี่ล่ะคือตัวที่ค่อนข้างจะคอร์รัปชันค่อนข้างสูงเพราะมันมีการกำหนด สเปก (Spec) กับส่วนกลาง แต่โครงการที่อยู่ในท้องถิ่นมันจะเกิดการถ่วงดุลเพราะว่าเขาต้องทำ ประชาคม เขาต้องมีโครงการแนบในเรื่องของประชาคม เขาต้องมีราคากลางในการที่จะคุยกับ พี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่ราคาจากส่วนกลางมันไม่เกิด เราจึงจะเห็นว่าโครงการของท้องถิ่น จะมี ๓ ปี ๕ ปี ในการวางแผนโครงการที่จะพัฒนา แต่พอมีงบประมาณแปรญัตติลงไปทีไรมันจะ กลายเป็นโครงการ ๓ นาที ๕ นาทีทันทีเลยครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของการประเมินประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเปิดกรอบของ อัตราจ้างในท้องถิ่น ถ้าเราอนุญาตให้เขาเปิดกรอบอัตราจ้างได้เราก็สามารถที่จะประเมินได้ว่า เปิดแล้วคุณภาพ ประสิทธิภาพในการเปิดกรอบอัตราจ้างนั้นเหมาะสมในภารกิจที่มีอยู่หรือเปล่า เราน่าควรว่าเหมือนเราทดลองงานพนักงานถ้า ๓ เดือน ๖ เดือนแล้วถ้าภารกิจนั้นไม่เป็นที่ สมควรที่จะให้เปิดกรอบเราก็จะไม่เห็นข้าราชการอัตราจ้างที่ล้นอยู่ในท้องถิ่นกับภารกิจที่มีอยู่ อันนี้ก็จะฝาก ๔ ข้อใหญ่ ๆ ไว้ ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณธวัช สุวุฒิกุล

นายธวัช สุวุฒิกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานและคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นที่เคารพ กระผม นายธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๙๙ จังหวัดชัยภูมิ ผมเองได้ศึกษาเรื่องแนวทางการปฏิรูปการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ของคณะกรรมาธิการแล้ว ผมอยากจะขออนุญาตขีดเส้นใต้คำว่า การกระจายอำนาจและ การปกครองท้องถิ่น ซึ่งหลายท่านได้มีการเสนอความคิดเห็นไม่ว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมโยงกับ กรรมาธิการอื่น ๆ หรือเรื่องของการที่สาระสำคัญของการกระจายอำนาจ ผมขออนุญาตนำเสนอว่า การลำดับเรื่องของคณะกรรมาธิการนั้นเริ่มต้นที่หลักการและเหตุผล มีอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ท่านกล่าวถึงในตอนแรก ท่านบอกว่าเหตุที่ต้องปฏิรูปเพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไป

ซึ่งจากความเชื่อที่ว่าประการแรก การรวมศูนย์อำนาจเป็นเรื่องที่มีปัญหา ส่วนกลางต้องควบคุมเพราะว่าไม่เชื่อในความสุจริต ตลอดจนเรื่องของประชาชนอ่อนแอ ไม่มี ความรู้ นี่ท่านตั้งหลักการและเหตุผลไว้ตรงนี้ ผมก็อยากจะเรียนกรรมาธิการว่าในส่วนของผมนั้น ผมเองก็เห็นด้วยว่าท่านกรรมาธิการได้ศึกษาอย่างละเอียด เพราะว่าแต่งตั้งอนุกรรมาธิการไว้ตั้ง ๖ ด้าน และศึกษาอย่างละเอียดครับท่านครับ ในส่วนนี้ดี ผมไม่ต้องพูดถึง แต่ในส่วนที่ผมอยากจะ เพิ่มเติมเพื่อให้การศึกษาเรื่องนี้มีความชัดเจน มีความแหลมคมมากขึ้นนะครับ ท่านเองนั้นได้พูดถึง สภาพปัญหา โครงสร้างไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนขาดความตระหนักในความสำคัญ ของการปกครองท้องถิ่นและเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นควรจะมีหน้าที่ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านก็คือเรื่องอะไร เก็บขยะ รักษาความสะอาด ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ท่านพูดได้อย่างไรครับว่า เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ นอกจากนั้นข้อเสนอของท่านบอกให้ อบต. ทุกแห่ง เป็นเทศบาล ผมก็เห็นด้วยครับ การควบรวม เนื่องจากว่าขณะนี้มี อบต. มากมาย ผมกลับไป ในจังหวัดของผม ผมเห็นแต่นายกเต็มบ้านเต็มเมือง การควบรวมนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าผมคิดว่า การควบรวมนี้ควรจะไปดูเรื่องของ อปท. ในรูปอื่น ๆ ด้วย เพราะเขาจะมีปัญหาในเรื่องของ การโยกย้ายข้าราชการ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ในนี้ก็พูดถึงไว้อยู่ ถ้าหากว่า การควบรวมนั้นสามารถทำให้องค์กรมันมีความชัดเจน ระบุหน้าที่ให้มีความชัดเจนขึ้นการจัดสรร งบประมาณก็จะง่ายขึ้น การสับเปลี่ยนข้าราชการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งไปยัง อีกแห่งหนึ่งมันก็จะง่าย เดี๋ยวนี้มันทำลำบากท่านครับ ถ้านายกไม่ยอมเสียอย่างไปไม่ได้ครับ

ในหน้า ๑๑ ท่านพูดถึงการมีส่วนร่วมประชาชนในเรื่องของสมัชชา สมัชชานั้นนี่ นะครับ ท่านบอกว่าท่านมีความสำคัญเพราะว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ข้อบัญญัติท้องถิ่น อันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญท่านครับ แต่ในวรรคต่อไป ท่านพูดถึงการเสนอ เรื่องรวมกันเป็นสมัชชาพลเมือง ท่านกลับบอกว่า สมัชชาพลเมืองควรมีลักษณะเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ ไม่ควรประกอบด้วยบุคคลที่มาจากการเมือง ผมคิดว่ามันจะไปกำหนดได้อย่างไรครับ บอกว่าตรงนี้เพื่อป้องกันมิให้การใช้อำนาจหน้าที่ของสมัชชาพลเมืองในการคัดค้านการทำงาน ของฝ่ายบริหาร อันนี้มันขัดกันอย่างชัดเจนในหน้าเดียวกัน ก็อยากจะขออนุญาตเรียนเพิ่มเติม ในส่วนนี้นะครับ

ในส่วนที่ผมคิดว่าข้อเสนอนั้นควรจะมีความแหลมคม อยากจะเรียนถามทาง กรรมาธิการว่าที่ท่านบอกว่าสภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติกับที่เรากำลังจะยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ คณะกรรมการการกระจายอำนาจแห่งชาติ มันอันเดียวกันหรือเปล่าครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ที่มี ความสำคัญในการกำหนดนโยบาย ในการกำหนดมาตรการ รวมทั้งการขับเคลื่อนการกระจาย อำนาจซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมได้ขีดเส้นใต้ไว้ ๒ เส้นว่าการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องการกระจายอำนาจในท้องถิ่นนี้นะครับ ท่านบอกเถอะว่าให้ท้องถิ่นนั้นทำได้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยกเว้นเรื่องของความมั่นคง เรื่องของการรักษา ความสงบเรียบร้อย หรือท่านบอกว่าก็เรื่องการปฏิรูปท้องถิ่นนั้น การควบรวมนี่ โครงสร้างรายได้ ต่าง ๆ ท่านจะทำอย่างไร ควรจะประสานอย่างไร อันนี้ต้องเสนอให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้ปฏิรูป เป็นไปอย่างที่มาตรา ๒๗ ได้พูดไว้ว่า ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ในการจะเสนอข้อเสนอแนะ ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น พูดไว้ไหมครับว่าท่านจะบอกว่าปฏิรูปแล้วการเลือกตั้ง จะสุจริตเป็นธรรม ท่านพูดไหมว่าจะขจัดประพฤติมิชอบต่าง ๆ หรือรวมถึงการที่จะทำให้ ประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึง ขอบพระคุณท่านครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่าน คุณบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ คุณเบญจวรรณ สร่างนิทร คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี คุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ แล้วก็คุณทวีกิจ จตุรเจริญคุณ เชิญคุณบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ ก่อน นะครับ

นายบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจังหวัดอุทัยธานี ท่านประธานครับการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอมาวันนี้ก็มีส่วนที่น่าสนับสนุนหลายประเด็น เช่น ในเรื่องของการควบรวมขององค์กรปกครองท้องถิ่น เราทราบกันอยู่แล้วนะครับว่าตอนนี้ อบต. เล็ก ๆ น้อย ๆ มีถึง ๕,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นการใช้ทรัพยากรที่มันไม่คุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แล้วก็งบประมาณต่าง ๆ หมดไปกับหมวดเงินเดือนจำนวนมาก อันนี้ก็ควรปรับปรุง ผมก็ สนับสนุนเห็นด้วย แล้วก็อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของการบริหารงานบุคคลที่ว่าจะให้มีการใช้ระบบ คุณธรรม มีคณะกรรมการหรือมี ก. จังหวัด ก. เดียว เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันแล้วก็มี คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของท้องถิ่นเพื่อเป็นหลักประกันถึงความเป็นธรรมให้แก่ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนี้ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีน่าสนับสนุนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นมันมีบางส่วนที่เสนอในด้านเอกสารเป็นเรื่องที่เสนอ มาแล้วเป็นการปกป้องตัวเอง สร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองแล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของ ประชาชนเป็นหลัก ในเรื่องนี้ผมมีข้อเสนอ มีข้อสังเกตอยู่ ๔ เรื่อง

ข้อสังเกตที่ ๑ นี้ก็คือการกล่าวอ้างว่าทาง สตง. ไม่มีความรู้ ไม่มีความชำนาญ ในเรื่องของการตรวจสอบระบบการเงิน การใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น ผมว่ามันเป็นการดูถูก หรือปรามาสท้องถิ่นเป็นอย่างมาก จริง ๆ แล้ว สตง. มีอำนาจ เขามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าถ้าเรามีความซื่อสัตย์สุจริตในตัวเองหรือมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้งทำงานเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมจริง ๆ ไม่ต้องคำนึง และไม่ต้องห่วง นี่เราเองเราไปห่วงเรื่องนี้มาก ถึงกับคาดว่าจะเสนอ ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบของท้องถิ่นโดยเฉพาะ มันฟุ่มเฟือยเกินไปครับ มันไม่ควร อย่างยิ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของการยุบสภาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาลหรือ อบต. ซึ่งของใหม่นี้อาจจะปรับเป็นเทศบาลทั้งหมด อาจจะไม่มี อบต. หรืออาจจะเรียก รูปแบบอย่างอื่น แต่ว่าตัดอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ตัดอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยในการยุบสภาท้องถิ่นให้ไปฟ้องศาลปกครองแผนกคดีท้องถิ่น นี่ไปเสนอ ตั้งศาลปกครองแผนกคดีท้องถิ่นขึ้นมาอีกนะครับ เพิ่มภาระให้อีก แล้วก็การที่ให้ไปฟ้องศาลนี้ ก็ขอเรียนว่ามันเป็นการซื้อเวลา ฟ้องศาลนี้ กว่าจะหมดศาลแรกใช้เวลา ๓ ปี ศาลสูงอีก ๒ ปี ๕ ปี ๕ ปีนี้ท่านหมดวาระไปแล้ว และท่านเคยศึกษาหรือเปล่าครับว่าที่ผ่าน ๆ มานี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในแต่ละปียุบสภาท้องถิ่นกี่แห่ง ท่านมีข้อมูลไหมหรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดยุบสภา อบต. กี่แห่ง แล้วก็ท่านบอกว่าไม่เอาแล้วขอให้ไปฟ้องศาลปกครอง แผนกคดีท้องถิ่น ดูแล้วมันเป็นการซื้อเวลาครับ เป็นการหาเกราะป้องกันให้กับตัวเอง สร้างฐาน อำนาจให้แก่ตัวเอง เรื่องนี้ถ้าเราทำงานด้วยความสุจริต ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่างจริงจัง ไม่น่าห่วง เพียงแต่ว่าถ้าท่านมีผลประโยชน์แอบแฝงทุจริต หาผลประโยชน์ ท่านก็หาทางถู ๆ ไถ ๆ ข้าง ๆ เพื่อซื้อเวลา เพื่อให้ฟ้องศาล กว่าเรื่องจะจบท่านหมดวาระแล้ว เลือกตั้งใหม่แล้ว ถึงแม้ท่านจะเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก ท่านก็อ้างว่าวาระเดิมนั้นหมดวาระแล้ว ของใหม่คนละวาระ คนละภพ คนละชาติ ไม่สามารถที่จะล้วงลูกลึกไปได้อีก เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้นะครับ ไม่ควรอย่างยิ่ง อำนาจให้เป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการ ยุบสภา ในการปลดต่าง ๆ นี่นะครับมันดีอยู่แล้วนะครับ

อีกส่วนหนึ่งเรื่องของการถอดถอนนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านก็ บอกว่าถอดถอนไม่ได้จะต้องฟ้องศาลอย่างเดียวนะครับ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีผู้กำกับ มีอำนาจ ยับยั้งอีก ผมว่ามันเป็นการเพิ่มอำนาจและสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเองนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ขอนิดเดียวนะครับ เอาจบเลยก็ได้ครับ ถ้าพูดเดี๋ยวมันจะยาว ขอบคุณมากครับ หวังว่าข้อเสนอของผมคงจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ สวัสดีครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณเบญจวรรณครับ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปช. ๑๒๔ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่น เหมือนสมาชิกท่านอื่นทั่วไป ก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่าข้อมูลเรื่องท้องถิ่นค่อนข้างมาก ท่านก็สามารถสรุปเป็นหมวดเป็นหมู่ให้เห็นชัดเจน อย่างไรก็ตามเพื่อความสมบูรณ์ของการศึกษา เรื่องนี้ ดิฉันมีข้อเสนอใน ๕ ประเด็น

ประเด็นแรก เห็นด้วยที่จะให้มี ก. ก. เดียว ดิฉันเคยไปร่วมประชุมมามากแล้วค่ะ กจ. กท. ก.อบต. วาระแต่ละ ก. แค่ชั่วโมงเดียว พอปรู๊ดคณะหนึ่งก็วิ่งเข้าอีกคณะหนึ่ง ปรู๊ด ก็วิ่ง อยู่อย่างนี้ค่ะ แล้ววาระก็ไม่แตกต่างกัน วาระเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนคณะ ประธาน ก็คนเดิม ประธานนั่งอยู่เก้าอี้ตัวเดิมไม่ไปไหน เปลี่ยนแต่คณะอื่นที่วิ่งเข้ามา วิ่งเข้ามา มันไม่ได้ อะไร มันไม่เกิดประโยชน์อะไร เราก็เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่คุ้มในความเห็นของดิฉัน เพราะฉะนั้น สนับสนุนอย่างมากในการที่จะให้มี ก. ก. เดียว แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากใน ก. ตรงนี้ ทราบค่ะว่า ท่านเป็น ก. อิสระ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก ๆ สำหรับ ก. อื่น นั่นก็คือข้าราชการ ท้องถิ่นอาจจะเป็นลักษณะเฉพาะที่ฝากไว้ทางกรรมาธิการช่วยดูก็แล้วกัน ท่านสามารถที่จะ ปรับระดับให้สูงขึ้นอีก ๑ ระดับ ก่อนเกษียณ โดยนั่งอยู่ที่เดิม ถ้าจะเป็น ระดับ ๘ ก่อนเกษียณ ๖ เดือนหรืออีก ๒ เดือนจะเกษียณ ท่านก็ปรับให้เป็น ๙ ถ้าเป็น ๙ อยู่อีกอาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่ง จะเกษียณท่านก็ปรับให้เป็น ๑๐ โดยที่ไม่เปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบ ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก ๆ นะคะ อยากจะฝากให้ดูด้วยนะคะ

ประการที่ ๒ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านบุคคลได้มีกรอบกำหนดไว้ว่าไม่ให้เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์แล้วจะไม่ได้โบนัส (Bonus) ท้องถิ่นจะมีช่องทาง ผู้บริหาร มีช่องทางในการออก ที่บอกว่าสามารถกำหนดกรอบอัตรากำลังอะไรได้ ก็ไปออกช่องอื่นที่ไม่ใช้ งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคคลมาใช้ในการจ้างตรงนี้ ก็ไปออกช่องอื่นนะคะ ซึ่งดูแล้วดิฉันคิดว่า ที่มีข้อเสนอเรื่องพรี (Pre) กับโพสต์ (Post) นั้น ดิฉันอยากจะเสนอให้มีแมนเพาเวอร์ ออดิท (Manpower Audit) สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายนะคะ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องควบรวม ดิฉันก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ จากข้อเสนอที่ท่าน บอกว่าจะดูประเด็นโน้นประเด็นนี้นั้น ดิฉันขอเสนออีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ให้ดูรายได้ของ แต่ละแห่งที่หาได้ด้วยตัวเอง เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่า ๕๐ ล้านบาทนั้น มีทั้งหาได้ด้วยตัวเอง มีทั้งได้รับการจัดสรร มีได้รับการแบ่งเพิ่ม แล้วก็เงินอุดหนุน ดิฉันคิดว่า ลองเอาที่หาได้ด้วยตัวเองมาเป็นหลักประกอบด้วย ก็จะเห็นว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร

ดิฉันมาถึงประเด็นที่ ๔ ขอให้ท่านดูในหน้า ๑๖ ในหน้า ๑๖ มีข้อเสนอ ๒ ประการ ประการแรกก็คือให้มีคณะกรรมการกลางหน่วยเดียวก็คือ ก.ถ. แต่บอกว่า เป็นผู้ออกหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและมีหน้าที่ตรวจสอบ การดำเนินการก่อนมีคำสั่งแต่งตั้ง ลงโทษ หรือให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นไปด้วย ความถูกต้อง เป็นธรรมตามกฎที่กำหนด เฉพาะ ก.ถ. ถ้าเขียนในลักษณะอย่างนี้แล้วไม่ใช่เป็นการกระจายอำนาจจะกลายเป็น การรวมอำนาจจะต้องให้มาดูก่อนทุกอย่างก่อนที่จะทำอะไรนะคะ

ในส่วนข้อ ๒ ซึ่งบอกว่าให้มีองค์กรกึ่งตุลากร เรียกว่า คณะกรรมการพิทักษ์ ระบบคุณธรรมเป็นผู้ตรวจสอบการใช้ดุลยนิจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของผู้บังคับบัญชา หากเห็นว่ามีการออกคำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลนั้นไม่เป็นธรรม มีอำนาจสั่ง เปลี่ยนแปลงยกเลิก ดิฉันฝากดูรายละเอียดตรงนี้เพิ่มเติมนะคะ ก.พ.ค. ถ้าโดยหลักแล้ว จะรับพิจารณาการอุทธรณ์เป็นหลัก แต่ไม่ใช่ไปดูตรวจสอบดุลยพินิจพบว่ามีคำสั่งใดไม่ถูกต้อง แล้วก็สั่งยกเลิกเลย กระบวนการของคำสั่งนั้นมันจะต้องมีฐานที่มาว่ามันไม่ชอบธรรมหรืออะไร ก็ตามต้องฝากดูตรงนี้ด้วย

ประการสุดท้ายเรื่องคอนเซพชวล เฟรมเวิร์ก ซึ่งบอกว่าเป็นแนวคิดใหม่ ดิฉัน อยากจะให้ทำความชัดเจนในภาพตรงนี้เพิ่มมากขึ้นนะคะ ถ้าจะมีเวิร์ก โพรเซส (Work process) ที่จะให้เห็นขั้นตอน กระบวนการ มันจะทำให้เห็นว่ามันมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มัน เกิดประโยชน์ แล้วก็มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกูไซหม๊ะ ครับ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธาน สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติและท่านกรรมาธิการผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สมาชิก สภาปฏิรูป ๐๑๓ ในการปฏิรูปการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ดิฉันขอฝากให้ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น กำหนดทิศทางพัฒนาท้องถิ่น ประเด็นสำคัญตอนนี้ ยุคโลกาภิวัตน์ ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย อยากจะให้สัดส่วนของผู้หญิงในระดับหมู่บ้านตำบล ประชากรอยากจะให้มีผู้หญิงมากกว่าเดิม แล้วก็ผู้หญิงดูแลตั้งแต่ครอบครัว แล้วก็เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ทุกอย่าง เป็นแม่ของลูก เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ดังนั้นการที่จะปฏิรูปผู้หญิงจะมีบทบาท ในการปฏิรูปเป็นการสร้างเมืองใหม่ รั้วบ้าน ผลักดันอยากจะให้ครอบครัวเข้มแข็งแล้วก็อบอุ่น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สู่ชุมชน มีส่วนร่วม อย่างเช่นที่ทุกท่านได้กล่าวดิฉันขอเสนอ ด้านความมั่นคงนะคะ เพราะว่าจะต้องอาศัยทหาร เพราะว่าทหารเป็นรั้วของชาติ ปกป้อง ประเทศชาติ ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นทหาร ในฐานะที่จะแก้ปัญหาให้สงบใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ดิฉันฝากถึงประธานสมาชิกสภาปฏิรูป แล้วก็สมาชิกกรรมาธิการด้านท้องถิ่น ให้บรรจุฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่าชุมชนจะต้องเข้มแข็งนั้น ตอนนี้เยาวชนเราจะต้องมีการพัฒนา เริ่มจากเยาวชน วัยรุ่น ตอนนี้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ดังนั้นวัยรุ่นน่าจะให้มีงบเกณฑ์ทหารมากกว่า นี้ ฝากถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีรับผิดชอบ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ในฐานะที่ ๓ จังหวัดขณะนี้มีการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างลูก สปช. ของ กูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะเองอยากจะรับใช้ประเทศชาติ เมื่อวันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมาก็สมัครใจ อยากที่จะเป็นทหารเกณฑ์เพื่อจะดูแลหมู่บ้าน ตำบล เพราะว่าตอนนี้วัยรุ่นติดยาเสพติดหรือ ก่อการร้ายมากกว่า ดังนั้นอยากจะให้วัยรุ่นรับใช้ประเทศชาติ ดูแลตัวเอง ครอบครัว ถ้าเรา ส่งเสริมให้ทหารมีวัยรุ่นให้มากกว่านี้ หมู่บ้านตำบล อำเภอ จังหวัด ใน ๓ จังหวัด ดิฉัน เห็นสมควรด้วย ลูกของดิฉันเมื่อวันที่ ๕ ก็ไปสมัครเพื่ออยากรับใช้เป็นทหารเกณฑ์แต่ก็เต็ม ปีที่แล้วก็ไปสมัครก็เต็ม ปีนี้โอกาสปีสุดท้ายก็ไปสมัคร แล้วก็เป็นวันสุดท้ายด้วย มีทั้งหมด ๗ ตำบล ตำบลของดิฉัน ไปเลือกเป็นคนสุดท้ายเต็มตั้งแต่ตำบลแรก ก็มีความรู้สึกว่าลูก สปช. เองอยากรับใช้ประเทศชาติ อยากจะดูแลตัวเอง อยากจะให้มีวินัย รู้รักสามัคคี เกิดความปรองดอง แล้วก็รักประเทศชาติ รักตัวเอง รักพ่อแม่ รักศาสนา รักชาติ เราจะต้องให้มีทหาร ไม่ใช่เอาทหารอีสานมาดูแลภาคใต้ ไม่ใช่จะเอาทางภาคเหนือ จะต้องเข้าใจ เข้าถึงในใจของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่าประเพณี วัฒนธรรมอย่างไรที่จะมาปกป้อง ฝากท่านประธานด้วยนะคะ ดิฉันไม่ได้ติดใจ แต่โอกาสหน้า ในการปฏิรูปจะต้องปฏิรูปท้องถิ่นให้มีทหารหรือ อส. อาสาสมัคร งบให้กับ ๓ จังหวัดมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ ๒๐ ท่านหรือ ๒๕ ท่าน แล้วประเทศชาติจะสงบอย่างไร โจรก็เต็มบ้านเต็มเมือง ยาเสพติดก็เต็มเมือง ถ้าเขาเป็นทหาร รัฐบาลก็สามารถดูแลได้ การศึกษา ส่งเสริมอาชีพ ดิฉันว่า นี่สำคัญนะคะ ที่องค์การบริหารท้องถิ่นฝากปฏิรูปตรงนี้ด้วยนะคะ เพิ่มงบประมาณ แล้วก็ เป็นการควิกวินด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ครับ

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากนำเรียนท่านประธาน แล้วก็ ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายละเอียดที่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ ประเด็นที่ผมอยากนำเรียนต่อ ท่านประธานมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ผมอยากนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การกระจายอำนาจ ที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอดีตนั้น ประเด็นปัญหามันมีอยู่ว่ากลไกขับเคลื่อนการกระจายอำนาจ และการปกครองท้องถิ่นนั้นยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่อการที่จะไปรองรับการปฏิรูป โครงสร้างสังคม ในสังคมชนบทก็ดี สังคมห่างไกลก็ดี ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ทางสังคมอย่างมาก ผมอยากจะนำเรียนว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ภาคสังคมในระบบชุมชนท้องถิ่นนั้น มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นกับพื้นที่ที่มีความเจริญ ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะนำเรียนอย่างนี้ว่า การกระจายอำนาจที่ผ่านมาคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดสำนัก นายกรัฐมนตรีมีกลไกภาคการเมืองเข้าไปสอดแทรกในขบวนการการจัดการรวมไปถึงกรอบของ ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ เป็นผลให้การกระจายอำนาจในภารกิจต่าง ๆ นั้น เป็นภารกิจที่ถูกถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สามารถไปตอบสนองความต้องการ ของประชาชน ไม่สามารถไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับพื้นที่ได้ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกมองว่ามีขีดความสามารถในการจัดบริการ ประชาชนได้ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีมาตรฐาน ผมยกตัวอย่างเล่น ๆ ครับท่านประธาน ตัวอย่างที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธาน เช่นมอบภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปจัดซื้อนมโรงเรียนครับ ผมขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานว่าถ้าเอานมโรงเรียนไปอะไรมันจะเกิดขึ้นกับชุมชนกับการเปลี่ยนแปลง มันเป็นการ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเด็ก ตรงนี้เป็นเรื่องจริงที่รัฐจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชน มีคุณภาพทางด้านสุขภาพ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคุณภาพทางการศึกษาครับท่านประธาน ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่วันนี้จำเป็นต้องถ่ายโอนภารกิจที่เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ ประชาชน และเป็นการสร้างคุณภาพของประชาชนในระดับพื้นที่มากกว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมชี้ให้เห็นว่าการกระจายอำนาจที่ผ่านมานั้นมันมีภารกิจที่ถ่ายโอนไม่ส่งเสริมให้ชุมชน ท้องถิ่นนั้นมีศักยภาพเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนการกระจายอำนาจครับท่าน ผมคิดว่าในรายละเอียดของคณะกรรมาธิการได้เสนอจัดตั้งให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ เป็นเรื่องสำคัญครับ วันนี้ต้องยอมรับว่ากระจายอำนาจอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี การกำกับดูแล อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ปัญหาเกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องอะไรครับท่านประธาน เรื่องแนวทางปฏิบัติ เรื่องการออกระเบียบ ถ้าเราเอา ๒ องคาพยพมารวมกัน ให้ผลุบอยู่ภายใต้ร่ม เดียวกัน อยู่ภายใต้กรอบโครงสร้างเดียวกัน ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหา การออกแบบนโยบาย การขับเคลื่อนทิศทางการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทต่อการดูแล ทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

อีกประการหนึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูป ซึ่งในรายละเอียด ของคณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้คือการปฏิรูประบบรายได้ของท้องถิ่น ผมคิดว่าจำเป็นครับว่า วันนี้ท้องถิ่นต้องมีฐานรายได้เป็นของตัวเองที่ชัดเจน ผมสนับสนุนเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ของท้องถิ่น ผมคิดว่าวันนี้ต้องแยกให้ชัดเจนครับว่ารายได้ของรัฐ ภาษีของรัฐคือตัวไหน รายได้ ของท้องถิ่นมาจากอะไร มันจะได้หยุดประเด็นที่มีการพูดคุยกันอย่างมากก็คือว่าเงินอุดหนุนของ ท้องถิ่นนั้นรัฐให้ไปมากมายแต่ท้องถิ่นไปใช้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริงต่างกันเลยครับ วันนี้รัฐใช้เงินของท้องถิ่นในหมวดของเงินอุดหนุนนั้นจำนวนมาก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท้องถิ่นไปใช้ในอำนาจหน้าที่ของตนเองได้เพียง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ไม่สามารถ ไปเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตประชาชนได้เลย

เพราะฉะนั้นผมอยากนำเรียนท่านประธานไว้ ๒ ประเด็นครับว่าประเด็นที่ ๑ ผมอยากให้มีการผลักดันให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติเกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ประเด็นที่ ๒ อยากให้มีการปฏิรูปรายได้ของท้องถิ่น ที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบของภาษีท้องถิ่นครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ครับ

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ

กราบเรียนท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ผม ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ สปช. จังหวัดตากครับ เห็นด้วยนะครับ แต่เห็นด้วยแบบงง ๆ นะครับ คือเมื่อกี้งงเพราะว่าจังหวัดผม จังหวัดตากมีทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีทั้งส่วนเทศบาล แล้ว ก็ยังมีทั้ง อบต. นะครับ ๓ หน่วยงานนี้เข้าใจว่ามาจากการเลือกตั้ง แล้วจังหวัดผม ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ยังมีนายอำเภออีก ๙ อำเภอ อีก ๙ ท่าน ยังมีกำนัน ยังมีผู้ใหญ่บ้าน ก็มากโขอยู่นะครับ ที่จริงประเทศชาติต้องเจริญมากกว่านี้ เพราะว่าการบริหารมากมายจริง ๆ นะครับ ส่วนกรรมาธิการชุดนี้เกี่ยวกับเรื่องของปฏิรูปการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมก็ไม่ว่ากัน แต่ส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าผมอยากได้แล้วเราก็พยายามคุยอยู่ก็คือสมัชชาพลเมืองหรือว่าสภา ภาคประชาชนนะครับ เที่ยวก่อนเราก็คุยกันในคณะใหญ่นี้บอกว่าเราจะมีสมัชชาประชาชน แห่งชาติ ผมก็บอกว่ามันต้องมีสมัชชาประชาชนพลเมืองหรือว่าสมัชชาประชาชนจังหวัด หรือว่า จะเป็นสภาภาคประชาชนก็ได้ สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในจังหวัดผมนะครับ เมื่อก่อนผมก็ไปออกกำลังกาย อยู่ในหมู่บ้าน ถนนสร้างมาไม่ถึงเดือนพังครับ ผมไปวัดดู ถนนคอนกรีตผมว่าอยู่ประมาณ สัก ๓ นิ้วเอง ผมก็นึกว่าอย่างนี้ ขนาดผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมยังไม่รู้ว่าผมจะไป ร้องเรียนที่ไหนเลย และผมก็คิดว่าแล้วภาคประชาชนจะไปร้องที่ไหน ในหมู่บ้าน ในตำบล จะไปร้องที่ไหนนะครับ ที่ประเทศชาติเราทุกวันนี้เราไปไม่ได้เพราะว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ คอร์รัปชันนะครับ เมื่อกี้มีท่าน สปช. ท่านบอกว่าสมัชชาพลเมืองหรือสภาภาคประชาชน ไม่ใช่มีไว้อนุมัติครับ มีไว้ตรวจสอบอย่างเดียว ไม่ใช่มีไว้อนุมัติโครงการใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็อยากจะเสนอตรงนี้ เช่น ผมอยู่จังหวัดตาก เวลาผมเจอ อะไร ผมเป็นประชาชน ถ้าผมเจออะไรที่ไม่ถูกต้อง รู้สึกว่าใช้งบประมาณแบบไม่สมเหตุสมผล ผมควรจะไปหาสภาภาคประชาชนในจังหวัดของผม หรือว่าสมัชชาพลเมืองในจังหวัดของผม ผมคงไม่สามารถที่จะเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะมาแจ้งเรื่องแบบนี้ เรื่องแค่นี้ เรื่องเท่านี้ ถ้ากรรมาธิการการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นถ้าทำเรื่องนี้ได้ผมก็ว่ามันก็น่าจะช่วยให้แต่ละจังหวัด ก็ให้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเราก็เคยเสนอ ผมก็เคยเสนอว่าทำไมผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มาจากการเลือกตั้ง อบต. อบจ. ทุกอย่างมาจากการเลือกตั้งหมด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารจังหวัด ทำไม ไม่มาจากเลือกตั้ง หลายคนก็บอกว่าท่าน สปช. ทวีกิจทำไมท่านมุ่งมั่นแต่เรื่องนี้ คุยกันเรื่องนี้ แต่ผมเรียนท่านนะ ประเทศที่เจริญแล้วส่วนมากผู้ว่าราชการจังหวัดเขามาจากการเลือกตั้ง แล้วถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งบางท่านก็บอกว่าบางจังหวัดยังไม่มีศักยภาพ ก็ที่ไม่มีศักยภาพก็ไม่ต้องเลือกตั้ง ที่มีศักยภาพก็ปล่อยไปก่อน ประเทศไทยก็ใหญ่พอสมควร ก็ไม่สามารถทำแพคเกจ (Package) เดียวได้นะครับ ก็ค่อยเป็นค่อยไป ผมว่าก็เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ ทำไม อบจ. อบต. เทศมนตรีทำไมมาจากการเลือกตั้งได้ครับ แล้วเอาผู้ว่าราชการจังหวัดไปนั่งโด่อยู่ อำนาจก็ไม่เยอะ สั่งการก็ไม่ได้ เพราะว่าท่านที่มาจากการเลือกตั้งบอกไม่ต้องฟังก็ได้ ก็ฝากเรื่องนี้ นะครับ ส่วนสภาภาคประชาชนหรือสมัชชาพลเมืองจังหวัด ผมว่าประเทศไทยต้องเกิดนะครับ เพราะว่าประชาชนจะได้ช่วยกันตรวจสอบเกี่ยวกับในการทุจริต ไม่อย่างนั้นงบประมาณที่ลงไป ท้องถิ่นหรือลงไปที่จังหวัด พวกเราก็รู้อยู่ในห้องนี้ผมเชื่อว่าหลายท่านรู้อยู่ว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใครที่ดึงงบประมาณมาจากส่วนกลางเอาไปลงเมื่อไรก็ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านนะครับ คุณวีระศักดิ์ ภูครองหิน คุณกงกฤช หิรัญกิจ คุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แล้วก็อาจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน เชิญคุณวีระศักดิ์ ภูครองหิน ครับ

(นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน ไม่อยู่ในที่ประชุม)

ผมมองแล้วไม่เห็น เชิญคุณกงกฤช หิรัญกิจ ครับ

นายกงกฤช หิรัญกิจ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม กงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ ที่กรุณานำเสนอเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในวันนี้ ส่วนใหญ่ในเอกสารผมก็ค่อนข้าง เห็นด้วยอย่างยิ่งในทั้ง ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ การกำกับดูแล การตรวจสอบ แล้วก็การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งผมให้ความสำคัญในส่วนนี้ค่อนข้างมากนะครับ ในเรื่องของการเงินการคลังท้องถิ่น อันนี้ก็เป็น อีกอันหนึ่งที่เดี๋ยวจะขออภิปรายที่เป็นความกังวลนะครับ

ในการจัดทำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการก็ดีใจที่ได้เน้นย้ำหลักการใน ๓ เรื่อง คือ กระจายโอกาสให้องค์กรปกครองท้องถิ่นได้ทำงานมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการ ของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าสำคัญมากนะครับว่า ต้องตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นให้ได้ จริง ๆ ไม่ใช่ตอบสนองต่อผู้บริหารท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็มีการมอบอำนาจให้องค์กรปกครอง ท้องถิ่นทำหน้าที่บริการภาคประชาชนได้มากขึ้นแทนรัฐบาลส่วนกลาง รวมทั้งสุดท้ายก็คือการคืนอำนาจให้ประชาชนจัดการกันเอง ทั้ง ๓ หลักการผมคิดว่าถ้าเอาไปใช้ ในทุก ๆ ข้อเสนอได้ก็จะเป็นหลักการที่ถูกต้องดีที่สุด แต่ความห่วงใยก็คือว่าเมื่อเรามีการ มอบอำนาจกระจายโอกาสแล้วก็คืนอำนาจให้ประชาชนผมก็กังวล เพราะว่าตัวเองก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ ต่างจังหวัดก็เห็นการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่าน ๆ มา มีทั้งดาบสองคม ส่วนใหญ่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จำเป็นที่จะต้องหาคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเหมือนที่เราพูดคุยกันในร่างรัฐธรรมนูญว่าเราจะแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง อย่างไร ผมขอยกตัวอย่าง อย่างเช่น การบริหารระบบโครงสร้างและการควบรวมองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น นี่ผมคิดว่าแม้เราจะควบรวมเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ อย่างเช่น เขตปกครองพิเศษเมืองพัทยาก็ตาม ในขณะนี้เราก็พบว่าเมืองพัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นำรายได้เข้าสู่ประเทศหลายหมื่นล้านบาท พัทยาเองก็มีปัญหาหลากหลายนานัปการ ขณะนี้ ก็ไม่มีที่จะเก็บขยะ ไม่มีที่จะเก็บน้ำดีมาใช้สำหรับตัวเมืองพัทยา กรณีนี้เมืองพัทยาเองก็ต้องไปหา ความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ละแวกใกล้เคียงอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่า การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็น่าที่จะต้องมีการควบรวมได้ในหลาย ๆ ระดับ ไม่ใช่แต่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับเล็กเท่านั้นที่จะมาควบรวมกันเองนะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ คงจะต้องมีกฎเกณฑ์ มีหลักการ มีคณะกรรมการที่ดูแลเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจกับ เขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วย

ในเรื่องที่ ๒ คือการกำกับตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า คนอยู่ในพื้นที่ยิ่งเล็กเท่าไรก็ยิ่งจะเห็นหน้าเห็นตากัน ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้หากว่าทำให้รวดเร็วแล้วก็สามารถร้องเรียนได้ทันท่วงทีอาจจะเป็นเหมือนศูนย์ ดำรงธรรมที่เขาจะขึ้นมาที่ศาลากลาง ผมคิดว่าน่าจะมีคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องเรียนหรือ คณะกรรมการรับอุทธรณ์คำร้องของภาคประชาชนโดยรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามีคณะกรรมการ ที่จะมายุติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างภาคประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจของ ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ในระดับเบื้องต้น โดยยังไม่ต้องไปถึงในระดับศาล ตามข้อเสนอ ผมคิดว่าอันนี้ก็ช่วยบรรเทาได้ ผมอยากยกตัวอย่าง อย่างกรณีของผมในเขตเทศบาล วันดีคืนดีประกาศ ไม่ประกาศด้วยนะครับขึ้นค่าน้ำประปาจาก ๑๐ บาทเป็น ๑๘ บาท ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เราเห็นบิล (Bill) ใบเสร็จรับเงินเราถึงได้ทราบว่า ขึ้นค่าน้ำประปาทีหนึ่ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เราไม่รู้จะไปร้องเรียนไประงับข้อพิพาท ไปยุติ การดำเนินการได้ที่ไหน

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะขอหารือก็คือเรื่องการให้อำนาจกับการเก็บภาษีหรือ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ผมก็ยังเป็นความกังวลอยู่ว่าอาจจะเป็นการใช้อำนาจที่อาจจะ ก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตนกับคณะผู้บริหาร ซึ่งอันนี้ก็อยากจะฝากว่าถ้าตีกรอบให้ชัดเจนว่า อำนาจการจัดเก็บภาษีควรจะใช้ในกรณีที่เป็นกิจการหรือบุคคลใดที่มาใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แล้วก็ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมกับพื้นที่นั้น ๆ ผมคิดว่า ๒ เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็น อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะจัดเก็บภาษีได้เอง แต่ถ้าเกิดเปิดโอเพน (Open) เลยก็อาจจะเป็นอันตรายต่อการจัดเก็บภาษี

และสุดท้ายที่อยากจะฝากเรื่องเดียวก็คือเรื่องการทำประชานิยมในกลุ่มองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเอง เท่าที่เราทราบกันก็มีการ ผมอยู่ในภาคท่องเที่ยวความจริงควรได้รับ ประโยชน์จากการที่ท่านผู้บริหารพาคณะไปท่องเที่ยวทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งเรื่อง เหล่านี้เราจะมีมาตรการป้องกันอย่างไร เพราะฉะนั้นก็อยากจะใช้กรอบของรัฐธรรมนูญว่าเรามี การจัดทำแผนงบประมาณทั้งรายรับรายจ่าย ที่ต้องอธิบายที่มาของรายรับ ต้องอธิบายที่ไปของ รายจ่ายให้ชัดเจน แล้วก็ตีกรอบให้แต่ละปีต้องมีกรอบรายรับด้วยว่ามาจากไหน ใช้อย่างไร เพื่อการใด ขอขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณกัญญ์ฐญาณ์ครับ

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ 🔗

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูป หมายเลข ๐๐๔ จากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องเรียนว่าดิฉันเองเห็นด้วยในหลักการของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่อยากจะเรียนถึงข้อกังวล จากประสบการณ์ที่ได้ทำงาน เป็นข้าราชการ ส่วนภูมิภาค สังกัดกระทรวง พม. แล้วก็อยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ๓๐ กว่าปีจนกระทั่งเกษียณ สิ่งที่ดิฉันเองต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่น ได้เห็นทั้งข้อดีก็เยอะนะคะ แต่ว่าข้อที่เป็นข้อที่น่ากังวล ก็น่าเป็นห่วงตรง ๒-๓ เรื่อง

ประการแรก ก็คือเรื่องของการเลือกปฏิบัติเรา เจอว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ราชการโดยให้เหตุผลว่าเพราะไม่ได้ไปเลือกผู้แทนท้องถิ่นของเขา เขาก็จะถูกเลือกปฏิบัติ

ประการที่ ๒ เจอว่าโครงการใด ๆ ก็ตามที่ทางองค์กรหรือกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ที่เป็นฐานเสียงของผู้แทนของท้องถิ่นเหล่านั้นก็มักจะได้รับการปฏิเสธที่ไม่ได้รับการสนับสนุน แล้วก็บางทีก็เป็นกลุ่มคนละกลุ่ม เช่น กลุ่มนี้แพ้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้ง ก็จะไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล อันนี้ก็คือสิ่งที่เห็นมานะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันเองก็เป็นห่วงว่า ผลกระทบจากการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นทั้งหมดจะมีทางอะไรที่จะป้องกันสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะสิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในฐานเสียงของผู้มีอำนาจ ฝากตรงนี้

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของโครงการในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราได้รับ การปฏิเสธจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลายองค์กรบอกว่าไม่มีงบประมาณ หรือว่าไม่มี ระเบียบที่จะดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่เมื่อไปดูแล้วมันจะมีกำหนด อยู่ในข้อระเบียบของเขาอยู่แล้วในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรีผู้พิการ ผู้สูงอายุ เหล่านี้มี แต่ท่านก็จะอ้างว่าไม่มีหรือไม่ก็ติดขัดในข้อระเบียบ หรือแม้ว่าถึงจะมีแล้วแต่ปรากฏว่า ท่านก็จะแบ่งงบประมาณมาให้นิดหน่อยมากเลยค่ะ แทบจะไม่ถึง ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ดิฉันอยากจะฝากว่าเป็นไปได้ไหมที่ว่าในเรื่องของงบประมาณของท้องถิ่นถ้าในส่วนของการที่จะ ใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไหม คือจะต้องสามารถ ตรวจสอบได้ว่าท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นดำเนินการไปไม่น้อยกว่า ๒๐ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อะไรก็ว่าไป แต่ดิฉันว่ามันต้องมีตรงนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่เขาจะมีแผนอยู่ในนั้นเรื่องคุณภาพชีวิต มีทุกที่ แต่เวลาที่จะนำงบประมาณมาใช้มันไม่ได้มีทั้งหมดนะคะ ลองไปตรวจสอบดูว่า การใช้งบประมาณไม่ได้มีเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกที่ แล้วก็น้อยมากด้วย แล้วก็ ต้องกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ไว้นะคะ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ดิฉันเองมองว่าการเชื่อมโยงกับการทำงานของท้องถิ่นกับ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคมันยังมีความจำเป็น ใช่ค่ะเราเห็นด้วยว่าเราอยากให้ท้องถิ่นสามารถ ที่จะดูแลคุณภาพชีวิต ดูแลคนของตัวเองในพื้นที่ได้ แต่อย่าลืมว่าท้องถิ่นประกอบไปด้วยหนึ่ง จังหวัด มีหลายท้องถิ่นใช่ไหมคะ แต่ถามว่าแต่ละท้องถิ่นถ้าไปจัดการกันเอง สมมุติว่าเรื่องที่ อย่างเมื่อวานคุยกันไปเรื่องของการเตรียมพร้อม เรื่องของการปฏิรูปสังคมผู้สูงอายุ ถามว่าถ้าให้ แต่ละท้องถิ่นไปจัดการกันเองรูปแบบของการทำงานใครจะรับประกันได้ว่าจะมีรูปแบบ มีวิธีการ การดำเนินการที่มันไปแล้วมันไปสู่วัตถุประสงค์เดียวกันได้ ดิฉันยังมองเห็นว่ามันต้องมีความ เชื่อมโยง คืออย่าไปมองทางลบว่าราชการจะมาควบคุมท้องถิ่น ดิฉันว่ามันน่าจะคิดในทางบวกว่า ทำแล้วก็มาเสริมงานซึ่งกันและกัน ทำแบบเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจระหว่าง ผู้ใต้อำนาจ ไม่ใช่อย่างนั้น ดิฉันยังมองความจำเป็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ยังมีความจำเป็น ในการที่จะมีส่วนต่อการที่สร้างความเป็นเอกภาพของการทำงานในจังหวัด ๆ นั้นได้นะคะ แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็ยังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเองและวันนี้อำนาจของท่านก็น้อยไป จริง ๆ แล้วส่วนกลางคือภูมิภาคก็ต้องเป็นภูมิภาคเด็ดขาด คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีอำนาจ สามารถที่จะจัดการปัญหาอย่างแท้จริงได้ แต่ไม่ใช่ว่าหัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาคจะต้อง อยู่ในส่วนของส่วนกลาง คือต้องฟังส่วนกลางมากกว่าฟังผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะว่าผู้ว่าราชการ จังหวัดไม่สามารถไปจัดการอะไรได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องไปปรับในเรื่องของการบริหารราชการ แผ่นดินตรงนั้นด้วยนะคะ แต่ดิฉันยังเห็นความจำเป็นว่าราชการส่วนภูมิภาคน่าจะต้องทำงาน ควบคู่ไปกับท้องถิ่น แต่ไม่ได้ทำในลักษณะของการเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า แต่เหมือนกับ เป็นผู้ที่จะส่งถ่ายทอดในเรื่องขององค์ความรู้ให้กับท้องถิ่น ในแต่ละเรื่องต้องยอมรับศักยภาพว่า ท้องถิ่นเองบุคลากรของท่านก็ไม่ได้ว่ามีประสบการณ์ที่จะเหมือนกันเท่ากัน เราเจอปัญหาว่า ถ้าเรื่อง เช่น ณ วันนี้มันมีกฎหมายด้านสังคม กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายเรื่องของ การป้องกันกระทำความรุนแรงให้กับเด็ก สตรี ครอบครัว แต่เมื่อมีปัญหาในพื้นที่ทั้งท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายนะคะว่าท่านจะต้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมีปัญหา ในพื้นที่ท่านก็ไม่สามารถจัดการเองได้เลย และปัญหาตอนนี้มันก็มีอยู่เยอะมาก ปัญหาเชิงสังคม ดิฉันก็เลยมองว่าท่านก็ต้องอาศัยการทำงานควบคู่ไปกับราชการส่วนภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็ขณะเดียวกันดิฉันยังเชื่อว่าค่ะว่าถ้าทำไปด้วยกันโดยส่วนราชการซึ่งเขามีองค์ความรู้ เขาเป็นพี่เลี้ยงให้ ดิฉันว่าในอนาคตข้างหน้า ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้าดิฉันว่าการกระจาย ส่วนภูมิภาคไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดิฉันว่ามันสามารถทำได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในอนาคต ข้างหน้า แต่ ณ วันนี้ดิฉันยังมองว่ามันต้องไปด้วยกันกับราชการส่วนภูมิภาคค่ะ

อีกประเด็นหนึ่งนะคะ อีกเรื่องหนึ่งจะทำอย่างไรในเรื่องทัศนคติของผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่น ท่านจะมองว่างานหลายงาน แทนที่ท่านจะมองว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องมาทำ เพื่อประชาชน แต่มันกลายเป็นว่าท่านนำสิ่งเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของการหาเสียง ดิฉัน ไม่อยากเห็นตรงนั้น ทำอย่างไรเราถึงจะปรับทัศนคติว่าเมื่อตอนหาเสียงก็เป็นเรื่องของการ หาเสียง แต่เมื่อไรที่ท่านก้าวเข้ามาเป็นนายกฯ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่าน แล้ว ท่านต้องดูแลประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกันนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมอยากให้มองภาพรวมทั้งหมด คือเราต้องยอมรับว่าท้องถิ่นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เป็นนิติบุคคลแล้วเขาก็มีรายได้มาใช้จ่ายในท้องถิ่นเขา ก็คืออาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร แล้วเรา ก็เสนอว่าต่อไปชุมชนขอเป็นนิติบุคคลได้ แล้วก็มีอำนาจที่จะเรียกเก็บภาษี อาจจะเป็นภาษีโรงเรือน คล้ายกับนิติบุคคล หมู่บ้านหรือคอนโดที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลาง นั่นหมายความว่าชุมชน เขาอาจจะขอดูแล ถนนในชุมชนเขา เพราะว่าบางทีเทศบาลก็ไม่มี งบก็ไม่ไปเอาไปให้เขา เขาก็ สามารถระดมแล้วก็ดูแลของเขาเองได้ อันนี้เราก็ต้องปล่อยให้เขาทำได้ หรือเขาอยากดูแลเด็กเล็ก เขาอยากทำศูนย์เด็กเล็กของเขา เขาก็เรียกเก็บเงินของคนในชุมชนเขา ในขอบเขตในชุมชนเขา เพื่อมาให้ดูแลเด็กเล็กของเขาอย่างมีคุณภาพ เขาก็ย่อมทำได้ แต่ก็จะต้องมีการตกลงกันว่า ตัวเทศบาล ถ้าเขาดูแลเด็กเล็กคุณจะให้เปอร์เฮด (Per head) เขาไหม ให้รายหัวไหม หรือจะบอกว่า ถ้าเรียกเก็บเองแล้วไม่มีค่ารายหัว เพราะว่าต่อไปจากชุมชนเล็ก ๆ มันก็มาเทศบาล เทศบาล ก็ดูแลสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวเชื่อมโยงระหว่างนิติบุคคล หมู่บ้าน คอนโดแล้วก็ชุมชนก็ดูในส่วนที่ เชื่อมโยงไปกับบริการทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในเทศบาล แล้ว อบจ. ก็ดูแลในส่วนที่เชื่อมโยงแล้วก็ ดูแลเรื่องบริการทั้งหลายที่เกิดขึ้นใน อบจ. นั้น แล้วบริการทั้งหลาย ท่านประธานครับ มันต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวเอาไว้ว่าถ้าเด็กเล็ก ศูนย์เด็กเล็กค่าใช้จ่ายรายหัวเท่าไร อันนี้เพื่อประโยชน์เป็นสิ่งที่จะใช้ในการตรวจสอบว่าที่นี่ รายหัวเท่านี้ ที่โน่นรายหัวเท่านั้น มันเป็นเพราะอะไร หรือเพราะว่าค่าครองชีพมันแตกต่างกัน แล้วอันนี้มันก็จะเป็นตัวที่จะใช้ในการดูแล ต่อไปมันสามารถเป็นเบนช์มาร์ก (Benchmark) ที่ให้ แต่ละแห่งเวลาจะสนับสนุนบริการอะไรก็ให้เป็นรายหัว แล้วรายหัวจะทำเองหรือเอกชนก็จะรับ ไปทำ มันก็ไม่มีปัญหา ก็ส่งเสริมให้เอกชนไปทำแล้วก็ให้รายหัวไปได้ ถ้าเขาทำได้ มีคุณภาพดีกว่า จากรัฐบาลกลางก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เช่น การศึกษาแบบนี้รัฐบาลก็อาจจะจัดสรร เป็นรายหัวลงไปให้โรงเรียน ทุกโรงเรียนเอาเป็นรายหัว หัวเท่าไรก็ว่าไป แล้วโรงเรียนนั้นจะสังกัด ท้องถิ่นก็ได้รายหัวเหมือนกัน แต่เราก็เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นที่จะสนับสนุนรายหัวเพิ่มเติม เมื่อท้องถิ่นสนับสนุนรายหัวเพิ่มเติมโรงเรียนส่วนใหญ่ก็อาจจะย้ายลงไปสู่ท้องถิ่นก็ได้ เพราะว่า เมื่อลงไปท้องถิ่นมันมีรายหัวจากส่วนกลางและรายหัวจากท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนทำให้โรงเรียน ในท้องถิ่นนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่แน่นอนครับท่านประธาน ท้องถิ่นที่ยากจน รายหัวจากรัฐบาลกลางก็ต้องให้สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาทำกัน อันนี้มันก็เป็นระบบ การถ่ายงานลงไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นอาจจะทำเองก็ได้ หรืออาจจะให้เอกชนในท้องถิ่น ของตัวเองนั้นล่ะทำก็ได้ เพราะอย่างไรค่าใช้จ่ายมันก็เป็นรายหัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครจะทำ อยู่ที่คุณภาพ เพราะงบประมาณมันเท่ากัน คุณภาพที่ไหนดีมันก็ส่งไปตรงนั้นนะครับ ผมว่าอันนี้ ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ นายก อบจ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งผมว่าก็คือประเภท เดียวกัน เราจะเรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งหรือนายก อบจ. ก็ตาม ผมคิดว่างานบริการ ทั้งหลายในระดับจังหวัดต้องถ่ายมาที่ อบจ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งทั้งหมด แล้วจากนั้น ถ้ามีผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งก็ต้องมีข้าหลวงจังหวัดครับ ท่านประธานครับ ข้าหลวงจังหวัด ก็เป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ทำอะไรครับ ก็ทำหน้าที่ดูแลหน่วยงานที่สังกัดส่วนกลาง ไม่สามารถถ่ายโอนให้ท้องถิ่นได้ เช่น สรรพากร ป.ป.ช. กลต. สตง. อะไรทั้งหลายที่ไม่สามารถ ถ่ายลงให้ท้องถิ่นได้ เพราะมันเป็นของส่วนกลาง อันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องมาดูแล หรือ ข้าหลวงก็ต้องมาดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เปลี่ยนบทบาทของข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นการตรวจสอบเป็นหลัก ก็คือตรวจสอบ รับคำร้องเรียน รับอะไรแล้วก็ตรวจสอบไปร่วมกับภาคประชาชน ก็จะทำให้กระบวนการตรวจสอบท้องถิ่นนั้น เข้มข้นขึ้น ผมว่าถ้าเราจัดระบบการเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ดีจะเป็นประโยชน์ มหาศาลครับ แล้วส่วนกลางก็ต้องกำหนดเลยว่า ต่อไปเรื่องบริการส่วนกลางห้ามทำ ให้ลงไป ท้องถิ่นให้หมด แล้วคุณก็กำหนดเป็นรายหัวลงไป ว่าคุณจะสนับสนุนรายหัวเท่าไร ที่เหลือ เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นระดมหาเงินมาสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ผมว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็จะทำให้ แต่ละส่วนได้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองนะครับ ผมยกตัวอย่างของคนพิการครับท่านประธานครับ เราก็พยายามขอให้รัฐบาลกลางสนับสนุนเป็นรายหัวครับ เช่น ล่ามภาษามือที่มาบริการที่นี่ ก็ชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราขอล่ามไปให้บริการคนหูหนวกในสัมมนาไหน รัฐบาลกลาง ก็จ่ายไปหัวละ ๖๐๐ บาท ท้องถิ่นจะไปจัดบริการนี้ก็ได้หัวละ ๖๐๐ บาท อันนี้มันก็จะทำให้ ท้องถิ่นหรือองค์กรคนพิการในจังหวัดต่าง ๆ สามารถเป็นศูนย์บริการล่ามภาษามือ เมื่อให้บริการ แล้วก็เรียกเก็บเงินจากส่วนกลางแล้วก็ไปให้ล่าม อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพถ้าเราจัดระบบ ให้ดีนะครับ ท่านประธานก็จะทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลางมีการเชื่อมโยงซินเนอร์จี (Synergy) เสริมซึ่งกันและกันอย่างมีคุณภาพและอย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงอยากให้กรรมาธิการ ได้คิดตั้งแต่จุดเล็ก นิติบุคคลหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชน แล้วก็ขึ้นมาเทศบาล แล้วขึ้นมาระดับจังหวัด แล้วขึ้นมาระดับชาติว่าทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วก็จะเกิดภาพพจน์ ที่ชัดเจน แล้วก็จะทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่ารัฐบาลกลางก็ยังรับผิดชอบในเรื่องการให้เงินเป็นรายหัว แล้วก็ไปตรวจสอบคุณภาพการให้บริการด้วย ก็คือแยกเรกกูเลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ออก อย่างชัดเจน รัฐบาลกลางเป็นเรกกูเลเตอร์ ท้องถิ่นเป็นโอเปอเรเตอร์ และถ้าท้องถิ่นเอาไปให้ คนอื่นทำท้องถิ่นก็เป็นเรกกูเลเตอร์ ภาคเอกชนก็เป็นโอเปอเรเตอร์ ผมว่าถ้าจัดระบบอย่างนี้ เรียบร้อย มีการตรวจสอบ ผมเชื่อครับ คอร์รัปชันยากครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน ครับ

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน ไม่อยู่ในที่ประชุม)

ผมไม่เห็นนะครับ คุณวีระศักดิ์ ภูครองหิน เข้ามาหรือยังครับ เชิญครับ

นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วีระศักดิ์ ภูครองหิน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ก็มีเรื่องที่จะทั้งฝากเป็น ข้อมูล แล้วก็ฝากขอบคุณ

โดยเฉพาะประการแรกต้องขอกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ที่ได้นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความสำคัญ ถือว่าเป็นหัวใจ ก็คือการปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยความละเอียด ความรอบคอบ จนกระทั่งหลายสิ่งซึ่งก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าจะนำเสนอก็พบว่าท่านคณะกรรมาธิการท่านได้เสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ จึงขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ โดยเฉพาะการที่ท่านได้กำหนดให้มีคณะอนุ กรรมาธิการถึง ๖ คณะ ทำให้สามารถที่จะศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นท้องถิ่น ได้อย่างละเอียด ได้อย่างลึกซึ้ง และเมื่อพิจารณาถึงความเป็นท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย เรื่องหลักสำคัญ ๆ นะครับ

ประการแรกก็คือเรื่องโครงสร้าง ซึ่งก็จะรวมถึงอำนาจหน้าที่ด้วย

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องการบริหารงานบุคคล และ

ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องทางด้านงบประมาณ ท่านคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษา ถ้าสามารถดำเนินการได้ตามข้อเสนอแนะที่ท่านได้กรุณาศึกษานั้น ก็จะทำให้การกระจายอำนาจ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริงครับ ในเรื่องเกี่ยวกับรูปแบบที่ท่านได้กรุณา นำเสนอเป็นรูปแบบพิเศษกับรูปแบบทั่วไป ซึ่งข้อมูลเรื่องนี้ก็ทำให้ผมเองก็สามารถที่จะไป ตอบคำถามของพี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ได้นะครับ เพราะที่ผ่านมานั้นเวลากลับไปปฏิบัติหน้าที่ ที่จังหวัดก็จะมีคำถามเสมอว่า อบจ. ยังอยู่หรือไม่ หรือว่า อบต. จะเป็นเทศบาลอย่างไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แล้วในส่วนตัวนั้นก็เห็นด้วยกับรูปแบบที่ได้มีการ กำหนดขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันนี้นั้นในจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งประกอบด้วยอำเภอถึง ๑๘ อำเภอ และ ถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องแล้วก็มีถึง ๑๕๑ แห่งเลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีการควบรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่ใกล้ชิดติดกัน หรือมีสภาพที่น่าจะถูกยุบ ถูกเปลี่ยนฐานะ ถูกยกฐานะ ก็จะทำให้จำนวนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำนวนลดน้อยลง แล้วก็สามารถ ที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีข้อสังเกต ประกอบการนำเสนอในครั้งนี้นะครับ เป็นข้อมูลนะครับ

ในเรื่องแรกเกี่ยวข้องกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในฐานะที่ตัวกระผมเอง ก็เคยเป็นทั้งข้าราชการสังกัดส่วนภูมิภาค แล้วก็เป็นข้าราชการสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาก่อนนะครับ ในความเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็มีข้อขัดข้องประการหนึ่ง ก็คือ เรื่องอำนาจหน้าที่ เพราะว่าหลายครั้งทั้งผู้บริหาร ทั้งบุคลากร ก็อยากที่จะดำเนินการในภารกิจ ซึ่งเห็นว่าเป็นความจำเป็นของพี่น้องประชาชน เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่อง เร่งด่วน แต่ก็ติดขัดด้วยระเบียบ ด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีข้อสังเกต การมีข้อทักท้วงจาก สตง. ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีการ พูดคุยกันเสมอขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ถ้ามีการกำหนด ความชัดเจนในเรื่องอำนาจหน้าที่ซึ่งก็เห็นแล้วละครับในเอกสารก็จะทำให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ก็คงจะสามารถทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความมั่นใจ มั่นใจ ทั้งของผู้บริหาร มั่นใจทั้งสมาชิกสภา แล้วก็มั่นใจทั้งบุคลากรซึ่งเป็นพนักงานประจำ อันนั้นก็คือ ข้อสังเกตประการแรก

อีกประการหนึ่งครับ เกี่ยวกับการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็ก แล้วก็ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่หลายแห่ง อย่างบางตำบลประกอบด้วย ทั้ง เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล และความเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น บางแห่งมีเพียง ๒ หมู่บ้าน ก็เป็น ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว เพราะฉะนั้นก็ก่อให้เกิด การสิ้นเปลืองจำนวนไม่น้อย แล้วก็ส่งผลต่อการบริหารจัดการในภาพรวมของความเป็นองค์การ บริหารส่วนตำบลนั้นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าได้มีการควบรวมก็น่าจะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้การ บริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ฝากนะครับ ในการควบรวมนั้นที่เคยมีประสบการณ์ ประการหนึ่งก็คือเรื่องแนวเขตครับ ความไม่ชัดเจนของแนวเขต ถ้าสมมุติว่าท้องถิ่นใดมีแนวเขต ที่เป็นสภาพธรรมชาติ ห้วยหนองคลองบึงก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าท้องถิ่นใดถ้าใช้ในอดีตก็เป็นเสา หลักแก่น ซึ่งปัจจุบันก็สูญหายไปเป็นส่วนมากแล้วก็มักจะมีปัญหา มีข้อถกเถียงกันเรื่องแนวเขต อยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นก็ขอฝากเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่ผมได้ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการ และ ขอขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ถัดไปนี่นะครับ คุณนิมิต สิทธิไตรย์ คุณฑิฆัมพร กองสอน คุณประชา เตรัตน์ และคุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญคุณนิมิต สิทธิไตรย์ ก่อนครับ

นายนิมิต สิทธิไตรย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมา ธิการและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สปช. จังหวัดอุบลราชธานีครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าได้เวลาแล้วที่จะต้องให้ความสำคัญของเรื่องท้องถิ่น ให้ความสำคัญ ถึงประชาชนที่จะดูแลกันเองและจะต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการดูแลกันเอง การกำกับ กันเอง หรือการใช้ระบบท้องถิ่นนั้นบริหารจะต้องทำอย่างไร มีความชัดเจนครับว่าในระบบ การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น บางส่วนนั้นได้ดำเนินการภายใต้ กรอบของแนวคิดจากส่วนกลาง เป็นแนวคิดที่อยากจะให้เกิด อยากให้มี เฉกเช่นปัจจุบันนี้ก็จะมี แนวความคิดว่าระบบ อบต. นั้น ควรจะเปลี่ยนเป็นระบบเทศบาล ควรจะมีการควบรวม ควรจะมี การยกระดับ แต่การยกระดับหรือการควบรวมนั้นประการสำคัญก็คือว่าพี่น้องประชาชนนั้น พร้อมหรือยัง เข้าใจหรือไม่ ปมประเด็นของการควบรวมนั้นเป็นเรื่องของการที่จะทำให้บางส่วน ต้องได้รับผล ที่รับผลชัดเจนก็คือว่าเมื่อมีท้องถิ่น ๒ ส่วนรวมกันเป็นหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็ต้องสลาย และส่วนหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนแปลงและกลับกลายเป็นส่วนที่จะต้องถือว่าเป็นส่วนรวม ผมมองเห็น ความชัดเจนของเรื่องการควบรวมนี้เป็นเรื่องสำคัญ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัด อุบลราชธานีซึ่งผมมองว่าเป็นหัวเมืองชายแดน แล้วก็มีหลายส่วนที่ติดเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่ยกมาประกอบ แล้วก็ขอสนับสนุนในเรื่องของแนวทางการควบรวมนั้น ก็คือ ที่ด่านช่องเม็กซึ่งเป็นด่านพรมแดนสำคัญมีคนเข้าออกปีหนึ่งเป็นล้านคน แล้วก็มีความเคลื่อนไหว ของสินค้าที่เข้าออกเป็นเรือนหมื่นล้านบาท แต่การปกครองส่วนท้องถิ่นตรงนั้นคั่นกลาง ด้วยถนนหลวง ถนนแผ่นดิน หมายเลข ๒๑๗ ทิศเหนือของถนนจะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบหนึ่ง อบต. ทิศใต้ก็จะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาล ประเด็นก็คือว่า แนวความคิดมีการเสนอแนวความคิดจะควบรวม ๒ ส่วนนี้ให้เป็นส่วนเดียวมานานแล้ว แต่ติดขัด เรื่องกลไกทางด้านกฎหมาย เมื่อมามองถึงการปฏิรูปที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ก็เห็นภาพชัดว่า เมื่อโซนที่เกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นล้าน โซนที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท ถ้าจัดการบริหารท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงก็ย่อมได้เกิดประโยชน์สูงสุด อันนี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจน ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดถึงก็เพราะว่าในส่วนของการที่จะควบรวมนั้น ในประเด็นของการควบรวมด้วยความสมัครใจ บางที บางโอกาส ก็เป็นเรื่องที่จะควบรวมกัน ได้ยากเพราะใช้ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วก็ใช้ฐานของการที่มาของท้องถิ่นแต่ละส่วนมาเป็น ตัวเชื่อม จึงอยากจะให้มีการชัดเจนในเรื่องการควบรวมอันที่มีผลด้วยกฎหมาย คือท้องถิ่นใด พื้นที่ใดที่มีความจำเป็นต้องควบรวมกันเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็น่าจะใช้หลักการของ การควบรวมนัยของลักษณะตามกฎหมายหรือข้อที่เขียนไว้ดังกฎหมายชัดเจน สิ่งเหล่านี้ ก็จะเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีความขัดแย้ง อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ เราต้องทราบดีว่าที่ผ่านมาเรามี ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำและปัญหาทุจริต เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะทำ การปกครองท้องถิ่นนั้นจะต้องมาในพื้นฐานของความสมานฉันท์ ความปรองดอง ฉะนั้น การออกแบบใด ๆ ก็แล้วแต่ต้องคำนึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ

อีกประการหนึ่ง คือเรื่องของการที่จะมีสภาหรือว่าสมัชชาพลเมือง มาให้คำชี้แนะ ชี้นำ ตรงนี้ต้องชัดเจนว่าสภานี้มีหน้าที่ทำอะไร ผมยืนยันการที่จะปรับเปลี่ยนการปกครอง ส่วนท้องถิ่นไประดับใดก็แล้วแต่ต้องมาจากพื้นฐานค่อยเป็นค่อยไป แล้วต้องมีระดับขั้นตอนที่ จากความเข้าใจระดับกลาง ระดับเข้มข้นและระดับสูงสุดตามลำดับ ถ้าจะข้ามขั้นไปเลยก็จะ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ผ่านมาแต่ละส่วนแต่ละที่ ก็ตามจะต้องใช้นัยของการค่อยเป็นค่อยไปปรับไปเป็นนัยสำคัญให้ประชาชนเตรียมพร้อม เตรียมตัว ที่จะปรับตัวเข้ากับรูปแบบที่เป็นรูปแบบใหม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากจะยืนยันว่าองค์กร ที่เป็นเรื่องของสมัชชาพลเมือง หรือสภาพลเมืองนั้นมีความจำเป็น แต่จะต้องเป็นการเรียนรู้ ค่อยเป็นค่อยไป ให้อำนาจของสภานี้ค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่ให้มาก แล้วใช้ไม่เป็น เหตุผลที่ผม ยืนยันว่าสิ่งนี้จำเป็นเพราะว่าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตัวแทนของเครือข่ายได้เสนอพระราชบัญญัติว่า ด้วยสภาพลเมืองผ่าน สปช. เพื่อเสนอท่าน ก็แสดงว่าประชาชนมีการตื่นตัวที่จะใช้ระบบของ การที่จะมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่ก็ติงนิดเดียวว่าการให้อำนาจหรือการที่จะให้เขามีโอกาสนั้น ต้องค่อยเป็นค่อยไปเรียงลำดับ แล้วก็ให้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก็จะได้มาด้วยความยั่งยืน ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณฑิฆัมพร ครับ

นางฑิฆัมพร กองสอน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ดิฉัน ฑิฆัมพร กองสอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ก่อนอื่นดิฉันต้อง ขอชื่นชมแล้วก็ขอขอบคุณทางท่านคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาแล้วก็ค่อนข้างครอบคลุมแล้วก็ ชัดเจน สิ่งที่จะต้องชื่นชมเป็นอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม ในการดำเนินการ และการกำกับดูแลตรวจสอบการดำเนินงานของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นรูปของ สมัชชาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็การที่ให้ชุมชนร่วมกันสามารถดำเนินการกับท้องถิ่นได้ แต่ว่า ดิฉันเองก็มีข้อเสนออยู่ประมาณ ๒ ข้อที่จะต้องเสนอให้ความคิดเห็นแล้วก็เพิ่มเติมในตรงนี้

อันดับแรกก็คือเรื่องของการที่ ส่วนอื่นดีอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าส่วนนี้อยากจะให้ เพิ่มเติมเรื่องของการมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ของปกครองส่วนท้องถิ่นให้ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อกี้ได้ฟังทาง เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงว่าเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่อง ของที่จะต้องกำหนดในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ไว้ด้วยซ้ำไป เรื่องของตัวงบประมาณ ทีนี้ในเรื่องของ การจัดบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่ คือเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต มันมองตั้งแต่เรื่องของครรภ์มารดาไปจนถึงสู่เชิงตะกอนให้ครบทุกช่วงวัยของชีวิต โดยไม่ต้องรอ การกระจายอำนาจจากรัฐโดยการทำคู่ขนานไปด้วย และเมื่อท้องถิ่นได้มีเรื่องใดที่มีประสิทธิภาพ ได้ดีกว่า ให้หน่วยงานของรัฐยุติหน้าที่เรื่องนั้น และก็อาจจะสามารถแก้ไขความปัญหาความ เหลื่อมล้ำของประชาชนได้ ตรงนี้ก็จะเห็นได้ชัดนะคะ หลายท่านเมื่อครู่ได้อภิปรายไปแล้ว

เรื่องที่ ๒ คือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ควรกำหนดเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น อยากจะ เสนออย่างนี้เลยว่าควรจะต้องมีการกำหนดเป็นแผนแม่บทหรือยึดแผนชุมชนเป็นแผนหลักในการ จัดทำในเรื่องของแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งต่อไปถ้ามีสมัชชาพลเมืองตัวนี้น่าจะเป็นการเสริมพลัง ให้ท้องถิ่นด้วยการที่จะทำเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่นได้ดี

แล้วอีกอันหนึ่งอยากจะเสนอก็คือเป็นเรื่องของว่าภาคประชาชนน่าจะเป็นการ ที่จะต้องทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้วยภาคประชาชน อันนี้ก็อยากจะเสนอบทเรียนนิดหนึ่ง ดิฉันเอง ได้มีบทเรียนในการทำงานเรื่องการเสนอโดยภาคประชาชน เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาค่อนข้างจะทุลักทุเล เพราะว่ามีหลายเรื่อง มันอยู่ในช่วงท่ามกลางที่เกิดวิกฤติหรือเปล่าก็ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่มีในการ รองรับที่จะให้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่า ทางเราก็เสนอเจตนารมณ์ที่บอกว่าเราต้องการที่จะฟื้นฟูแล้วก็ปกปักรักษาเรื่องของทรัพยากร เรื่องนี้ก็เลยผ่านการทำงานของภาคประชาชนเข้าไปสู่ท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นจังหวัด แล้วก็ท้องถิ่น ทางองค์การบริหารส่วนตำบลก็รับทราบแล้วก็ดำเนินการที่ประกาศใช้เป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นว่า ด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นการเสนอจากภาคประชาชนไป เพราะฉะนั้นถ้าจากนี้ไปน่าจะเป็นเรื่องที่ถ้าอันไหนเป็นเรื่องที่ดีน่าจะเป็นเรื่องของ ไม่จำเป็นต้อง ว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับหรือมีรัฐธรรมนูญรองรับ แต่ถ้าเป็นเรื่องดีภาคประชาชนน่าจะเป็น ผู้ที่มีสิทธิในการที่จะเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นตรงนี้ได้ ขอบคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณประชาครับ

นายประชา เตรัตน์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประชา เตรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นได้เสนอ รายละเอียดต่าง ๆ นั้นค่อนข้างจะครอบคลุม แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตแนะนำเพิ่มเติมมี ๓ ประเด็น ด้วยกัน

ประการที่ ๑ การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะว่าในการเกิดขึ้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมานั้นเกิดจากนโยบายยกทีเดียว จากสภาตำบลเป็น อบต. นั้น ความเหมาะสมทั้งเรื่องขนาด พื้นที่ จำนวนประชากร รวมทั้งรายได้นั้น ไม่ค่อยสมดุล จึงก่อให้เกิดปัญหาการพัฒนาที่บางแห่งก็มีรายได้สูงก็สูงมาก บางแห่งรายได้น้อย ก็น้อยมาก บางแห่งพื้นที่มากก็มาก รวมถึงเทศบาลต่าง ๆ ด้วย ความสมดุลต่าง ๆ ไม่เกิดขึ้น เมื่อความสมดุลไม่เหมาะสมทั้งสภาพของรายได้และตัวบุคลากรนั้น จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้อง ออกแบบควบรวมให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นการควบรวมนั้นแน่นอนที่สุดการชี้แจงทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่จำเป็นต้องควบรวมนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วที่สำคัญครับ ในพื้นที่ บางแห่งนั้นมากเป็น ๓๐๐-๔๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่บางแห่งมีงบประมาณเยอะแต่มีพื้นที่พัฒนา แค่ ๔ หรือ ๕ ตารางกิโลเมตร ลักษณะอย่างนี้เราต้องแก้ไขโดยด่วน มีอยู่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้หลักการสำคัญต้องทำ แล้วต้องออกแบบให้ชัดเจน เรามีคณาจารย์ของสภามหาวิทยาลัย ต่าง ๆ แต่ละภาคไปศึกษาออกแบบให้ชัดเจนว่าควรขนาดไหน ประชากรควรขนาดไหน รายได้ ควรขนาดไหน ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เรื่องการปฏิรูประบบการจัดเก็บรายได้ เราจะกระจายอำนาจ อย่างไรถ้าเกิดว่าท้องถิ่นจัดเก็บรายได้ตัวเองไม่ได้ ดูสถิติในรายงานเอกสารชัดเจน ท้องถิ่น ทั่วประเทศจัดเก็บรายได้ตัวเอง ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทุกรูปแบบว่าจะทำอะไรได้ แต่มันมีภาษี ตัวหนึ่งที่ต้องออกอย่างยิ่ง ๕๐ ปีแล้วยังออกไม่ได้ คือพรอพเพอร์ที แทกซ์ (Property tax) หรือ ภาษีบ้านและที่ดินนี่ละ รายได้ของท้องถิ่นส่วนใหญ่ได้จากภาษีล้อเลื่อน ท่านอธิบดีวัลลภนั่งอยู่ ที่นี่ก็ทราบดี ภาษีล้อเลื่อนเก็บจากรถยนต์ซึ่งก็เป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่ง บ้านและที่ดินก็เป็นทรัพย์สินต้องเก็บครับ ผมเสียดายตั้งท่ามาอย่างดีขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่พอเหลา ลงไปกูขอถอนก่อนอย่างนี้มันใช้ไม่ได้หรอกครับ มันต้องมีครับ แค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์รายได้ ท้องถิ่นทั่วประเทศเพิ่มมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาททันที ถ้าเป็น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ มันจะเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วตรงนี้ครับท้องถิ่นก็จะลืมตาอ้าปากทันทีเลยฉันมีเงินของฉันเองแล้ว จะทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่คิดว่าจะทำอะไรก็ได้คงไม่ใช่ วกไปอันแรกหลายท่านบอกจะเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ถ้าเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในคอนเซพต์ของผู้ว่าฯ ภูมิภาคมันเลือกไม่ได้หรอกครับ เพราะผู้ว่าฯ ในภูมิภาคเป็นตัวแทนรัฐบาลกลาง เลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่ท่านเลือกอยู่นี้มันเลือกอยู่แล้ว นายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดคือเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่เราไม่เรียกผู้ว่าฯ เรียกว่านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จากการที่ผมไปฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชนามาทั่วประเทศตอนนี้ฟังมาประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หลายแห่งบอก อบจ. มีไว้ทำไม ยุบเถอะ เงินไปกองอยู่ถึงจังหวัดเวลาจัดสรรให้ อบต. จัดเพราะพื้นที่มันซับซ้อน ผมก็บอกว่ามันยุบไมได้บอกว่านี่คือเลือกตั้งผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ก็คือ นายก อบจ. นี่ล่ะ ถ้าท่านอยากให้มีเลือก ก็เลือกให้แล้วอย่างไร พอให้เลือกแล้วจะให้ยุบ ได้อย่างไร ส.ส. ทั้งหลายตอนนี้บินหลาลงไปสมัครเป็นนายก อบจ. ทั้งนั้นไม่อยากเป็น ส.ส. แล้ว ท่านเกรียงไกรท่านก็รู้ดีเพราะอะไร มีเงินมากองหน้าตักจัดสรรให้เทศบาลโน้น จัดให้ อบต. นี้ เยอะแยะมากมาย มีเงินทอนหรือเปล่าผมไม่ทราบ ท่านทราบกันเอาเอง

ประเด็นสุดท้าย การตรวจสอบภาคพลเมือง นี่สำคัญมาก ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างกันนี้อยู่หรือครับ ผมกล้าพูดได้ว่าจุดเด่นสำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้คือการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ไม่ได้หมายความว่าพลเมือง จะใหญ่จนคับฟ้า จะไปทำอะไรขัดขวางการทำงานของข้าราชการแล้วก็ของท้องถิ่นไม่ใช่ เป็นใหญ่ ในแง่ของการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างแท้จริง การเมืองประเทศไทยเรานั้นตกต่ำเพราะว่า การมีส่วนร่วมภาคพลเมืองในการตรวจสอบทางการเมืองมีน้อยมากและมีต่ำมาก เทียบกับของ ต่างประเทศ ความผิดนิดเดียวนะครับ ของรัฐบาลรัฐมนตรีไม่ใช่ความผิดของเขาเลยดูตัวอย่าง ประเทศเกาหลีนะครับ เรือนักเรียนล่มคนตาย ๒๐๐ คน นายกรัฐมนตรีอับอายมากบอกว่า เนื่องจากเขาไม่สามารถควบคุมกำกับหน่วยราชการให้มีการวางแผนการป้องกันได้อย่างดี ลาออก นี่คือคุณธรรมและจริยธรรมความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางการเมือง ของประเทศ ผมมามองกลับถ้าประเทศไทยล่ม ๑๐ ลำ ฉันไม่ออกเพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของฉัน เพราะนั้นการตรวจสอบภาคพลเมือง สมัชชาพลเมืองที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ดีหรือกำลังจะร่าง ออกเป็นกฎหมายลูกก็ดีนั้น เจตนารมณ์สำคัญคือต้องการให้พี่น้องประชาชนได้ตรวจสอบ การทำงานของผู้บริหารท้องถิ่น เน้นแค่ระดับท้องถิ่นไม่ต้องการระดับชาติ สมัชชาพลเมือง แค่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านพอแล้ว ตรวจสอบเลยครับ ตรวจสอบว่าโครงการทั้งหลายที่ ท่านทำนั้นลงเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยไหม ที่ผ่านมาทั่วบ้านทั่วเมืองเห็นกันชัดเจน ถนนลงไปแค่ ๓ เดือนพังแล้ว มันจะไม่พังอย่างไร ๑๐๐ บาททำแค่ ๔๐ บาท ๕๐ บาท ๕๐ บาทหายไปไหน ก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นนั้นสมัชชาพลเมืองในพื้นที่ต้องมีอำนาจตรวจสอบได้ มีอำนาจที่จะ เห่าหอนได้ และที่สำคัญจะต้องวางกลไกในการปกป้องสมัชชาพลเมืองไม่ให้นักเลงการเมืองหรือ ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองนั้นมาคุกคาม สิ่งเหล่านี้กำลังออกแบบในกฎหมายลูก ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ หมายเลข ๑๒ วันนี้ต้องบอกว่าการปกครองท้องถิ่นก็คือเรื่องของหัวใจในการพัฒนา ประเทศชาตินะครับ เพราะว่าท้องถิ่นคือหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด ใกล้ชิด ประชาชน แล้วก็สามารถจะนำงบประมาณต่าง ๆ มาใช้ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมาก ที่สุดนะครับ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้กำหนดไว้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน นะครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณตรงกับความต้องการ มีธรรมาภิบาล มีส่วนร่วม มีความเข้าใจ แล้วก็สามารถจะตรวจสอบงบประมาณต่าง ๆ ได้ นี่คือความงดงามในการทำงานเรื่องของการที่จะออกแบบการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท้องถิ่นการทำงานเราครบทุกมิติในการที่ดูแลประชาชน ตั้งแต่ก่อนเกิด ไม่ใช่ช่วงเกิด ตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงเชิงตะกอน ซึ่งในทุกพื้นที่ที่พวกเราดูแลก็คือการทำงานที่ครบ พื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย การทำงานของท้องถิ่นเมื่อวานที่บอกว่าก็มีเรื่องของ การปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ท้องถิ่นก็มีบทบาทเช่นกัน หรือการทำงานทุกมิติของรัฐบาล ท้องถิ่นคือคนที่จะไปช่วยรัฐบาลในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตรงกับ ความต้องการของประชาชนมากที่สุด เมื่อวานการที่ปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยบอกว่า มีดอกลำดวน ผมก็อภิปรายว่าดอกลำดวนจะเกิดขึ้นได้เมื่อท้องถิ่นของเราสามารถจะทำให้ ดอกลำดวนบานสะพรั่งทั่วประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้จะทำอย่างไรให้การทำงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล แล้วมีอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งการที่จะ ทำให้เกิดเช่นนั้นได้ก็ต้องเกิดดุลยภาพในการจะส่งเสริมระเบียบการทำงานต่าง ๆ ที่ทำให้ท้องถิ่น ทำงานสะดวกขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีระบบการตรวจสอบ มีระเบียบที่สามารถจะป้องกัน การทุจริตและประพฤติมิชอบได้ นี่คือดุลยภาพและความสมดุลที่เราจะต้องออกแบบระเบียบ ต่าง ๆ ที่จะทำให้ท้องถิ่นสามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็ว แต่มีประสิทธิภาพแล้วก็ไม่มีการทุจริต ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าระเบียบต่าง ๆ ที่ท้องถิ่นทำงาน บางทีเราทำงานด้วยความลำบาก เช่น ไฟไหม้ ๑ หลัง เบิกไม่ได้ ต้องไหม้ ๒ หลัง การฉีดวัคซีนโรคสุนัขบ้า ท้องถิ่นไม่สามารถจะเอาเงิน ไปซื้อวัคซีนฉีดได้ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งตัวนี้ก็คือว่าเราต้องการองค์กรที่จะมาทำให้ การทำงานของท้องถิ่น การแก้ไขระเบียบต่าง ๆ มีความรวดเร็วแล้วก็ถูกต้องมากขึ้น ก็ต้องขอ ชื่นชมในเรื่องของการจัดตั้งสภาท้องถิ่นแห่งชาติ หรือคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติที่จะเรียกกัน ในอนาคต ซึ่งในอดีตองค์กรที่ควบคุมกำกับดูแล ก็มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจจาก สำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในส่วนของกระทรวงมหาดไทย บางทีเล่นดนตรีคนละคีย์ ทำให้เรียกว่าไม่สามารถจะบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ ถ้าเรามี องค์กรที่สามารถจะทำงาน แล้วก็ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถจะมีระเบียบ มีวิธี มีงบประมาณ คือ ให้ทรัพยากร ให้คน ให้เงิน ให้การจัดการให้กับท้องถิ่น ท้องถิ่นก็สามารถจะทำงานให้เกิด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลกับความต้องการของประชาชน ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากเรื่องของการปฏิรูปเรื่องของโครงสร้างแล้ว เรื่องของการคลังซึ่งมีการที่จะเพิ่มหรือทำให้ งบประมาณของท้องถิ่นได้รับการจัดสรรหรือหาจากส่วนของจัดเก็บเองเยอะขึ้นนะครับ อันนี้ ก็ต้องขอชื่นชมในการที่จะพยายามให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความแข็งแรงมากขึ้น รวมทั้ง สมัชชาพลเมืองในการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็คงจะต้องออกแบบให้มีความเหมาะสมที่จะ ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ไม่มีความขัดแย้งนะครับ

ข้อสุดท้าย ท้องถิ่นก็คือหัวใจในการที่จะทำให้ประเทศชาติของเรามีความ เจริญรุ่งเรือง แล้วถ้าท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็พื้นที่มีความเข้มแข็งก็หมายถึงฐานของประเทศ มีความเข้มแข็ง ประเทศของเราก็เกิดความเจริญมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของพวกเรา ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ อีกท่านหนึ่งที่แสดงความจำนงไว้ แต่ว่าหลังจากปิดรับการอภิปรายไปแล้ว จะใช้สิทธิไหมครับ คุณสรณะ เทพเนาว์ อยู่ไหมครับ ท่านจะใช้สิทธิไหมครับ ไม่เป็นอะไร ผมให้สิทธิครับ ใจเย็น ๆ ครับ เอาเลยครับ

นายสรณะ เทพเนาว์

ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๐๙ ด้านปกครองท้องถิ่น ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นที่ให้เวลากระผม ผมนั่งฟังการอภิปรายบรรดา เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงการปฏิรูปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับว่ามีความยินดี อย่างยิ่งแล้วก็เป็นพระคุณอย่างยิ่ง ในฐานะที่ผมเติบโตแล้วก็รับใช้การปกครองท้องถิ่นมา โดยตลอดถึง ๒๗ ปีเต็ม ในฐานะปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดเทศบาลตำบลแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่านประธานครับ ผมต้องขอเรียนด้วยความเคารพต่อเนื่องจากท่านหนึ่ง ที่ผมขอเอ่ยนามก็คือท่านประชา เตรัตน์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมจะอภิปรายมีเจาะประเด็นไปยังสภาภาคพลเมืองที่เป็นหัวใจ แล้วก็เป็นสภาที่เกิดใหม่ในฐานะที่เป็นสภาคู่ขนานของสภา อบต. อบท. เราไม่เคยเห็นสภาเหล่านี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ แต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นี้ มีความสำคัญและให้อำนาจภาคประชาสังคม ภาคพลเมืองซิติเซ็น (Citizen) มาก นั่นหมายถึง การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แอเรีย เบสด์ ผมเป็นห่วงเป็นใยถึงสภาคู่ขนานในฐานะ ที่เป็นสภาพลเมือง นอกเหนือเป็นกลุ่มผลประโยชน์อยู่ในพื้นที่แล้วรวมทั้งมีส่วนสำคัญผลักดัน ในการตรวจสอบของสภาองค์กรการปกครองท้องถิ่น ผมขอเอ่ยนาม สภาเหล่านี้เป็นสภาที่ ไม่เป็นทางการ อาทิ เป็นกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่ม อสม. กลุ่ม อปพร. กลุ่มกู้ภัย กู้ชีพ กลุ่ม ธ.ก.ส. กลุ่มผู้ชำระหนี้ กลุ่มเอสเอ็มแอล (SML) กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มโอท็อป (OTOP) กลุ่มรัฐวิสาหกิจ กลุ่มวิสาหกิจต่าง ๆ กลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน กลุ่ม กศน. กลุ่มพิการ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มฌาปนกิจศพ รวมทั้งกลุ่มผสม กลุ่มผู้แทนประชาชน กลุ่มทุกสาขาอาชีพ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวไร่ชาวนา กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มธนาคารโคกระบือ กลุ่มอุตสาหกรรมชุมชน กลุ่มร้านค้า กลุ่มพาณิชย์ รวมทั้งกลุ่มแรงงาน กลุ่มอิสระรายย่อย กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงไหม กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มศิลปินเหล่านี้ การที่จะนำสภาพลเมืองมาเป็นสภาและได้รับการคัดเลือกจาก ภาคประชาสังคมนั้น ผมเป็นห่วงเป็นใย เพราะนั่นหมายถึงว่าเราจะให้จุดนั่งหรือจุดแสตนดิง (Standing) เขายืนอยู่ตรงไหน และมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร ประเด็นที่ ๑ ที่ผมเป็นห่วงเป็นใย และฝากไปยังคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับ องค์กรการปกครองท้องถิ่นซึ่งกระผมเคยอภิปรายต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า ร่างพระราชบัญญัติที่คั่งค้างท่อในสภามาโดยตลอด และขณะนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้หยิบยก มีกฎหมายอยู่ ๔-๕ ฉบับด้วยกัน วารสารปฏิรูปแห่งชาติของเราเผยแพร่ทั่วประเทศ นั่นคือ กฎหมายมีร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้ว ร่างพระราชบัญญัติองค์การบริการท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลของ องค์กรบริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... และรวมทั้งร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง องค์กรบริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ เป็นหัวใจสำคัญและ เป็นพลังขับเคลื่อนขององค์กรการปกครองท้องถิ่น ส่วนที่ผมฝากไว้ก็คือว่าร่างพระราชบัญญัติ บริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่นในข้อเสนอของในรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ ถึงแนวทางการปฏิรูปการกระจายอำนาจและ การปกครองท้องถิ่นนั้น นั่นหมายถึงการควบของการบริหารงานบุคคลของสมาชิกสภาองค์กร การปกครองท้องถิ่น รวมทั้งจริยธรรมของผู้บริหารท้องถิ่นด้วย แต่ร่างเดิมนั้นเป็นเพียงเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติข้าราชการท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว ผมใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ ฝากด้วยความเคารพว่า ขอให้เร่งรัดประเด็นกฎหมายเหล่านี้เข้าสู่สภาอีกครั้งหนึ่งและให้พี่น้องเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ชำแหละร่างกฎหมายเหล่านี้ต่อไป แล้วก็ขอบพระคุณท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการ ถ้าจะสรุปหรือเพิ่มเติมครับ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ ผมในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นรู้สึกเป็นเกียรติ แล้วก็ยินดีที่ได้รับข้อเสนอแนะ ข้อติติง ติชมจาก ท่านทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตามมันมีบางเรื่องที่อาจจะเข้าใจผิด ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการก็ดีหรือกรรมาธิการในชุดผมได้ช่วยชี้แจงบางสิ่งบางอย่างครับ คงใช้เวลาไม่นานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ

นายอุดม ทุมโฆสิต กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อุดม ทุมโฆสิต ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการจัดระบบโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของระบบ การปกครองส่วนท้องถิ่น ผมได้นั่งฟังท่านสมาชิกทั้งหลายได้ให้คำแนะนำ แล้วก็หลาย ๆ ท่าน มองเห็น แล้วก็พยายามส่งเสริมในหลาย ๆ ประเด็นซึ่งเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา แต่มี หลาย ๆ ประเด็นที่ผมคิดว่าพวกคณะกระผมในฐานะผู้จะนำไปจัดทำรายละเอียดควรจะ สดับรับฟังแล้วก็นำไปทำงานต่อ และในขณะเดียวกันผมก็อยากจะกราบเรียนชี้แจงในบางเรื่อง ถึงเบื้องหลังการทำงานและชี้แจงข้อข้องใจบางอย่างให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๑ ที่ผมรวบรวมได้เกี่ยวกับผมนี้นะครับ คือเรื่องการกระจายอำนาจ นะครับ ซึ่งเป็นแม่บทหลักของการปกครองท้องถิ่น ผมกราบเรียนอย่างนี้ ที่จริงหลักการกระจาย อำนาจทั่วโลก เดี๋ยวนี้เน้นการกระจายอำนาจ หลักการสำคัญของการกระจายอำนาจคือ เราพยายามที่จะนำอำนาจเข้าไปใกล้จุดของปัญหาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการแก้ปัญหานะครับ ทีนี้การกระจายอำนาจในบ้านเราที่ผ่านมา สมาชิกหลายท่านให้ความเห็นว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จซึ่งเป็นเรื่องจริง คณะอนุกรรมาธิการ ได้ตรวจสอบวิเคราะห์เรื่องนี้เห็นว่าประเด็นที่เป็นเงื่อนปมนำไปสู่ข้อติดขัดนั้นมีอยู่ ๒-๓ ประเด็น หลัก ๆ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องคอนเซปต์ (Concept) การกระจายอำนาจในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ ทำไว้ไม่ครบถ้วนครับ ที่จริงเรื่องกระจายอำนาจเพื่อให้อิสระ ของท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ ต้องมี ๕ เรื่องไปพร้อมกัน

เรื่องที่ ๑ ความสามารถในการที่จะกำหนด ข้อกำหนด ข้อบัญญัติ ออกระเบียบ กฎเกณฑ์ เพื่อปกครองตนเองในพื้นที่ก็ต้องทำได้

เรื่องที่ ๒ อำนาจในการตัดสินใจของประชาชนเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง ก็ต้อง ทำได้

เรื่องที่ ๓ อำนาจในการที่จะจัดเก็บหารายได้ของคนในพื้นที่เพื่อมาใช้จ่ายในการ พัฒนาพื้นที่ของตัวเอง ต้องทำได้

เรื่องที่ ๔ ก็คืออำนาจในการบริหารงานบุคคล เขาจะต้องมีอิสระและมีความ คล่องตัวมากพอ อันนี้ต้องทำได้

และเรื่องที่ ๕ อำนาจในการตรวจสอบควบคุมผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชนอันนี้ ต้องเข้มแข็งด้วยครับ ถ้าไม่เข้มแข็งแล้วไปไม่รอด เพราะถ้าหากว่าการตรวจสอบควบคุมของ ประชาชนที่มีต่อผู้บริหารท้องถิ่นทำได้เข้มแข็ง นั่นหมายความว่าเกิดการตรวจสอบทางตรง เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและเป็นผู้แต่งตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผู้บริหาร ท้องถิ่นเขาจะไม่กลัวส่วนกลางหรอกครับ แต่เขาจะกลัวประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผ่านมา เราทำบ้าง แต่ว่าไม่ค่อยชัดเจน ผมคิดว่าในกฎหมายใหม่ควรจะทำให้ชัดเจนะครับ

ทีนี้อันที่ ๒ ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ เพราะว่าที่ผ่านมาความเข้มแข็ง ของกฎหมายผมว่าน้อยไปหน่อย ผมไปพลิกดูกฎหมายต่างประเทศแล้วไม่เหมือนของเรา ตรงที่ว่า ของเราใช้ระบบสมัครใจ จะโอนก็ต้องสมัครใจ คนที่จะต้องโอนไปเป็นหมื่น ๆ คน ก็ต้องสมัครใจ จึงจะโอนได้ ส่วนกลางจะถ่ายโอนภารกิจไปสักเรื่อง ๒ เรื่องก็ต้องสมัครใจ เพราะฉะนั้น ๑๔ ปี ที่ผ่านมาระบบนี้มันพิสูจน์ว่าใช้ไม่ได้ ความเห็นส่วนตัวของผมอันนี้ไม่ใช่เป็นของอนุกรรมาธิการ กับเพื่อน ๆ นักวิชาการหลายคน เราคิดว่าการใช้ลอว์ เอนฟอร์ซเมนท์ (Law enforcement) จำเป็น ของประเทศญี่ปุ่นใช้ระบบนี้ ประเทศฝรั่งเศสใช้ระบบนี้ ประเทศอังกฤษใช้ระบบนี้ ทุกประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการกระจายอำนาจรวมทั้งประเทศเกาหลีและประเทศ สิงคโปร์ ซึ่งประเทศเล็ก ๆ ก็ใช้ลอว์ เอนฟอร์สเมนท์ ทั้งนั้น อันนี้ก็เป็นข้อจำกัดประการที่ ๒

ข้อจำกัดประการที่ ๓ ในเรื่องการกระจายอำนาจ การเมืองบ้านเราสนใจการ กระจายอำนาจน้อย ท่านนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง ถ้ากระจายอำนาจออกไปก็เท่ากับลดอำนาจของท่านด้วย เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราสังเกตชัดเจนว่า ภาคการเมืองระดับชาติให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจน้อย เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุหลัก ๆ ซึ่งเราศึกษาวิเคราะห์พบและเป็นเหตุสำคัญทำให้การกระจาย อำนาจเราไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราจะต้องนำมาพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับใหม่นะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมรวบรวมได้มีหลาย ๆ ท่านถามเรื่อง ส.ท.ช. คือสภาการปกครอง ท้องถิ่นแห่งชาติว่ามีความจำเป็นหรือไม่ประการใด ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับโดยส่วนตัว โดยทางวิชาการเราถือว่าจำเป็นมาก ทำไมถึงจำเป็น ปกติการปกครองท้องถิ่นไม่ใช่เป็นการ ปกครองของกระทรวง ทบวง กรม หลักการปกครองท้องถิ่นเราย่อจากการปกครองของรัฐลงมา เราถือว่าการปกครองท้องถิ่นเป็นครีเอเจอร์ ออฟ สเตท (Creature of state) ไม่ใช่ของกระทรวง นั่นหมายความว่าอย่างไร นั่นหมายความว่าเราแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ย่อย ๆ ซึ่งเป็นถิ่นฐานที่อยู่ ของประชาชน เพื่อให้ประชาชนในแต่ละถิ่นแก้ปัญหาของตัวเอง โดยใช้อำนาจหน้าที่ของเขา ซึ่งอำนาจหน้าที่อันนี้เป็นอำนาจหน้าที่ที่ขนานไปกับอำนาจหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นการจัด อำนาจที่เหมาะสมไปสู่พื้นที่จึงเป็นเรื่องความจำเป็นมากนะครับ เพราะฉะนั้นโดยเหตุดังกล่าว สปช. ถ้ากำหนดขึ้นมาแล้วก็จะทำให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ใช้อำนาจทำงานร่วมกับท้องถิ่น โดยผ่าน ส.ท.ช. นี้ ทีนี้รูปแบบที่ผ่านมาท้องถิ่นของเราปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนทุกกระทรวงครับ แต่ตัวท้องถิ่น จะเชื่อมโยงกับทางกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก การกระจายอำนาจเป็นส่วนที่ ๒ เพราะฉะนั้น กระทรวงอื่นเมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องกระจายอำนาจในท้องถิ่นเขาก็รู้สึกว่าเขาขาดจากท้องถิ่น ไปเลย เพราะฉะนั้นในความเห็นทางวิชาการเรามองเห็นว่าการที่จะสร้างสภาการปกครองท้องถิ่น ขึ้นมา แล้วให้สภาการปกครองท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นส่วนเชื่อมทั้งส่วนกลางแล้วก็เพื่อจะให้ การสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อสร้างบทบาทร่วมกันระหว่างรัฐกับท้องถิ่นให้เข้มแข็งเป็นกลไก ที่มีความสำคัญนะครับ นี่อันที่ ๒

อันที่ ๓ การควบรวมเป็นเรื่องจำเป็น ที่จริงท้องถิ่นของเราถูกสร้างขึ้นมานาน ก็จริง แต่ว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่ผ่านมาก็เมื่อปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๓ เกิดกฎหมายจัดตั้ง อบต. ก็ดี เทศบาลซึ่งรื้อฟื้นปรับปรุงใหม่ก็ดี อบจ. ก็ดี ซึ่งปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ก็ทำให้เกิดท้องถิ่นเล็ก ๆ กระจายไปทั่วเลย โดยขณะนั้นการจัดตั้งขาดการพิจารณาว่ามีเหมาะสมในเรื่องประสิทธิภาพ ในเรื่องประสิทธิผลเพียงใด ผลบัดนี้เกิดชัดเจนว่าหลาย ๆ ท้องถิ่นเล็กเกินไป หลาย ๆ ท้องถิ่น มีลักษณะโครงสร้างการจัดตั้งที่ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการควบรวม ทางคณะอนุกรรมาธิการมองว่าจำเป็นต้องทำ แล้วต้องทำอย่างเข้มแข็ง แล้วก็เหมาะสมด้วย ทีนี้ หลักที่เราคิดกันว่าอันที่ ๑ การควบรวมนี่ต้องยึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือบุคลากรท้องถิ่นถ้าจำเป็นต้องควบรวมจำเป็นต้องเสียสละบ้าง อันนี้เราคิดว่าจะต้อง มีความเข้มแข็งในตรงนี้ อันที่ ๒ เรามองว่าการควบรวมจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงาน เพราะว่าการควบรวมบางทีมันเจ็บปวด ความคุ้มค่าจะต้องมา ต้องมี ประสิทธิภาพในที่นี้หมายความว่าเมื่อมีการควบรวมแล้วท้องถิ่นนั้นสามารถจะปฏิบัติภารกิจของ เขาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ เรามีข้อมูลที่ชัดเจนนะครับว่าท้องถิ่นบางแห่งใช้เงิน หมดไปกับค่าจ้างเงินเดือนเป็นส่วนใหญ่ เหลือเพียงส่วนน้อยสำหรับทำงานบริการประชาชน มีข้อมูลประเภทอย่างนี้เยอะ ซึ่งส่วนนี้เราต้องจัดการก่อน แล้วอาจจะต้องจัดการโดยวิธีการ ๑. ใช้กฎหมาย อาจจะต้องใช้กฎหมายว่าพื้นที่อย่างนี้ซึ่งถ้าไม่ควบรวมแล้วจะเกิดความเสียหาย ต่อประชาชนก็น่าจะจำเป็นต้องควบรวม ส่วนการควบรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่นการควบรวม ระหว่างเทศบาลนครกับเทศบาลเมืองที่อยู่ติดกัน บัดนี้เป็นชุมชนเดียวกันหมดแล้วควรจะ ควบรวมให้ใหญ่ขึ้น แล้วประสิทธิภาพจะดีขึ้น อันนี้เราจะใช้วิธีจูงใจ เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีการ หลัก ๆ ๒-๓ วิธีเพื่อจะสนับสนุนการควบรวม

ประการที่ ๔ เรื่องภาระหน้าที่ ทุกวันนี้เรามี อบต. มีเทศบาล มี อบจ. เรามี ภูมิภาค ในระดับพื้นที่ปลายสุดเรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็มีสภาชุมชน กลไกแต่ละกลไกที่ กระทรวงต่าง ๆ ส่งลงไปยังพื้นที่เหล่านี้คิดคนละครั้งคนละหน เพราะฉะนั้นไม่ประสานกันครับ แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะไม่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้นต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์กับ ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงก็จำเป็นจะต้องจัดการเรื่องนี้เพื่อให้เกิดบูรณาการ แล้วก็เกิดภาวะ สมดุล เป็นที่น่ายินดีว่าทางสภา สปช. ของเราหลาย ๆ ท่านเห็นตรงกันในเรื่องนี้ว่าถึงเวลา ที่จะต้องทำ แล้วภารกิจในการทำผมคิดว่าอยู่ที่ท้องถิ่นนี่สำคัญ เพราะฉะนั้นกลไกในระดับปลายสุดของเรา ๑. ท้องถิ่น ๒. ชุมชนท้องถิ่น ๓. ท้องที่คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องหาวิธีการบูรณาการให้ได้ ให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จประชาชนจะเสียผลประโยชน์ไปเป็นอันมาก ต้องช่วยกันนะครับ ส่วนในระดับเทศบาลหรือ อบต. กับ อบจ. เราจัดแบ่งขอบเขตหน้าที่ไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อไม่ให้เกิด ความสับสนในการทำงาน เรากำหนดเป็นหลักการไว้แล้ว อยู่ในรายละเอียดอันนี้ แล้วก็ระหว่าง จังหวัดกับส่วนกลางและจังหวัดกับจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งการพยายามที่จะบูรณาการในรูปของ สหการ เพื่อให้ท้องถิ่นทั้งระดับใกล้เคียงแล้วก็ระดับในแนวดิ่งทำงานร่วมกันให้ได้ อันนี้ เราคิดแล้วก็คาดว่าในกฎหมายฉบับใหม่เรื่องเหล่านี้จะต้องมีความชัดเจนทั้งหมดนะครับ

ทีนี้ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ๆ แล้วก็เป็นหลักการปกครองท้องถิ่น ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จริงหลักการปกครองท้องถิ่นเราถือว่าเป็นหลักการเบื้องต้น หรือเป็นเสมือนโรงเรียนสอนการปกครองประเทศให้กับประชาชน เราเชื่อว่าถ้าการปกครอง ท้องถิ่นเข้มแข็งเขาสามารถจะรู้จักเลือกนายกฯ ที่ดีขึ้นไปได้ รู้จักวิธีการที่จะควบคุมนายกฯ ให้อยู่ในกฎเกณฑ์กติกาที่เหมาะสม แล้วก็รู้จักการที่จะจ่ายภาษีเพื่ออุดหนุนท้องถิ่นของตัวเอง ถ้าเขารู้จักเรื่องเหล่านี้ดีก็ส่งผลกระทบถึงการปกครองประเทศก็จะดีขึ้นไปด้วย ก็คิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นบทบาทในการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของก็ดี ในฐานะผู้ดำเนินการ เพื่อให้เกิดการปกครองที่สมบูรณ์แบบที่ดีที่สุดก็ดี หรือในฐานะที่ประชาชนเพื่อผู้ที่จะได้รับ ผลประโยชน์จากการปกครองท้องถิ่นของตนเองก็ดี ทั้ง ๓ เรื่องนี้เราจะกำหนดรายละเอียด นะครับ ซึ่งรายละเอียดมีเยอะมากนะครับ ผมไม่สามารถจะนำมาอธิบายตรงนี้ได้หมด แต่ว่า พวกนี้เราจะดูละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุกรรมาธิการกำกับดูแลของท่านอธิบดีวัลลภท่านจะ ดูร่างนี้ละเอียดมากนะครับ

ทีนี้เรื่องสั้น ๆ อีก ๒ เรื่องคือเรื่องประมวลกฎหมายมีความจำเป็นหรือไม่ กราบเรียนว่าท้องถิ่นทุกแห่งในโลกจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกนะครับ ซึ่งอย่างน้อย ๓-๔ ฉบับ ทีนี้ กรณีของเราเรื่องประมวลกฎหมายนั้นเนื่องจากว่าพอสร้างเป็นประมวลกฎหมายแล้วมันจะต้อง รวมเอาไปเรื่องรายได้เข้าไปอยู่ด้วยในประมวลกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นมันก็จะดึงทำให้ส่วนอื่น มันจะมีความล่าช้าในขั้นตอนของกฎหมาย เพราะฉะนั้นอนุกรรมาธิการของเรา แล้วก็กรรมาธิการ ของเรามีความเห็นว่าถ้าแยกไปคนละฉบับได้ก็ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร แล้วก็ใช้กฎหมายนะครับ

อันสุดท้ายก็คือว่าศาลปกครองท้องถิ่น ศาลปกครองว่าด้วยแผนกคดีท้องถิ่น มีความจำเป็นหรือไม่ โดยกลไกโครงสร้างของหลายประเทศในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา กับกลุ่มประเทศยุโรป เขาถือว่าดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วจะมีฝ่ายอื่น ๆ ตามมาก็ดี เป็นดุลอำนาจที่จะต้องถ่วงดุลกันตามหลักการปกครองที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องดุลอำนาจก็จำเป็นจะต้องให้เธิร์ด ปาร์ตี (Third party) ให้อำนาจที่ ๓ มาใช้ดุลยพินิจ เพราะฉะนั้นเขาใช้หลักกฎหมายในการวินิจฉัยเรื่องนี้ แต่ของเราที่ผ่านมาเราไม่อิง หลักกฎหมาย ผมกราบเรียนว่าในฐานะที่เป็นนักวิชาการที่ทำงานเรื่องนี้มาหลายปี หลักการ ปกครองท้องถิ่นจะสมบูรณ์แบบได้เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างฐานอำนาจหลาย ๆ ฐาน จำเป็นจะต้อง นำขึ้นศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยนะครับ แล้วระบบนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าเรามีศาลปกครอง แผนกคดีท้องถิ่น ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้คำแนะนำเป็นอย่างสูงครับ สวัสดีครับ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติและสมาชิกทุกท่านนะครับ กระผมในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการการกำกับดูแล ตรวจสอบและการมีส่วนร่วม ก็อยากจะ

ประการแรก ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำ แล้วก็ ตั้งข้อสังเกตนะครับ เพียงแต่ว่ามีบางประเด็นที่อาจจะเน้นย้ำ แล้วก็ขยายความเพื่อให้เกิดความ ชัดเจน เพราะว่าต้องขออภัยว่า เนื่องจากความรีบเร่งในเรื่องของการจัดทำเอกสารอาจจะมี บางตัวที่พิมพ์ตกหล่นนะครับ อยากขออนุญาตนำเรียนแบบนี้ว่าในส่วนของหลักการการกำกับ ดูแลก็ยังเน้นย้ำในเรื่องของการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น การคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน แล้วก็การมีมาตรฐานในการกำกับดูแล แล้วก็การถ่วงดุลในการใช้อำนาจในการกำกับ อันนี้ ก็เป็นหลักซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วก็นำไปใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างฉบับใหม่ ด้วยนะครับ ในเรื่องของการกำกับอยากจะเรียนว่าหลักใหญ่ ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การกำกับตัวองค์กร เรื่องของการยุบสภา การกำกับดูแลด้านตัวบุคคลก็คือการถอดถอน ทั้งผู้บริหารและตัวสมาชิกนะครับ การกำกับดูแลการกระทำเรื่องของการจัดทำข้อบัญญัติและ ต้องมีการถอดถอนนะครับ ทั้งหมดนี้นะครับก็ยังยึดตามหลักการเดิมของผู้มีอำนาจในการกำกับ ดูแลก็คือในกรณีที่เป็นเทศบาลตำบลและเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลก็เป็นหน้าที่ของทาง ท่านนายอำเภอ ในกรณีที่เป็นเรื่องของทางเทศบาลนคร อบจ. หรือเทศบาลเมือง ผู้ดำเนินการ ก็คือตัวท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ แต่ว่ามีการปรับในท้ายที่สุดก็คือในกรณีของการถอดถอน ในกรณีของที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรี แล้วก็ที่เป็นอำนาจของทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ในกรณีของเป็นเทศบาลตำบล แล้วก็ อบต. ก็ให้เป็นอำนาจของศาลแทน ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์แล้ว ในเรื่องของมาตรฐาน ก็มีท่านสมาชิกหลายท่านเมื่อครู่นี้ได้เรียนว่าอาจจะมีเกณฑ์เรื่องของ ระยะเวลาในการพิจารณาของศาลนะครับ ก็ไม่แน่ใจว่าในเรื่องของกฎหมายลูกอาจจะต้องมีการ บัญญัติถ้อยคำในเรื่องของการพิจารณาของศาลว่าอาจจะต้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร นะครับ อันนี้คงจะเป็นประเด็นที่ออกในกฎหมายลูกนะครับ

อันนี้ก็เป็นในเรื่องของการกำกับดูแลที่มีสมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นก็คือ เรื่องของสมัชชาพลเมืองก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับ สมัชชาพลเมือง ความจริงสมัชชาพลเมือง ทางฝ่ายของคณะอนุกรรมาธิการหลายท่านก็ได้มีความคิดเห็นซึ่งแตกต่างกันไปนะครับ บางท่านก็บอกว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมซึ่งความจริงขณะนี้ประชาชนก็มีส่วนร่วมอยู่แล้ว เรื่องของการถอดถอนหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ แต่ว่าในเรื่องของสมัชชาพลเมืองนี้เราอาจจะ ต้องเป็นกฎหมายลูก กำหนดองค์กรขึ้นมาชัดเจนในเรื่องของการตั้งสมัชชาพลเมืองนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ทางฝ่ายอนุกรรมาธิการเรื่องนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะ เพราะว่าฉบับนี้อาจจะ ต้องไปเป็นแนวทางในการออกกฎหมายฉบับลูกนะครับ เรื่องของที่มาของสมัชชาพลเมืองนะครับ ก็มีความเกรงกันเหมือนกันว่าในตัวสมัชชา ถ้าองค์ประกอบกำหนดไว้ไม่ดี ก็อาจจะเป็นผู้ที่ ผิดหวังในการลงรับเลือกตั้ง อาจจะตั้งเป็นสมัชชาขึ้นมาแล้วก็ทำการป่วนกับผู้บริหารนะครับ ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกันนะครับ ๒. การเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะเป็นสมัชชาพลเมือง ได้หลากหลายนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาในขั้นตอนของการกำหนดกฎหมาย ฉบับลูกนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของสมัชชาพลเมืองก็คงจะเป็นข้อสังเกต แล้วก็เป็นเรื่องของ การที่ทางฝ่ายอนุกรรมาธิการกำกับดูแลได้เสนอข้อเสนอแนะ ซึ่งก็จะปรากฏในแผ่นขวาง โดยสาระสำคัญหลัก ๆ แล้วที่เสนอมาก็คือ ๑. เรื่องของสมัชชาพลเมือง ที่เราเสนอว่าน่าจะต้องมี อำนาจก็คือ

๑. เรื่องของการดูแลนโยบาย หมายความว่า ช่วยผู้บริหาร แล้วก็เป็นที่ปรึกษา นะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเปิดเวทีประชาพิจารณ์สำหรับ โครงการขนาดใหญ่นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกขององค์การพลเมืองอนุรักษ์ หรือ ฟื้นฟูจารีตประเพณี หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเด็นที่ ๔ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของสมัชชาพลเมืองนะครับ ก็คือส่งเสริม และสนับสนุนให้สมาชิกพลเมือง ในเรื่องของการดำเนินการร่วมกันในการบำรุงรักษาสาธารณูปการ ต่าง ๆ นะครับ

ประเด็นที่ ๕ คือเผยแพร่ให้ความรู้แก่มวลสมาชิกต่าง ๆ

แล้วก็ประเด็นที่ ๖ เสนอแนะแนวปัญหาที่มีปัญหาต่อการพัฒนาขององค์กร

ความจริงก็จะมีอีกหลายหัวข้อด้วยกัน ผมก็อยากกราบเรียนว่าในส่วนของ ประเด็นข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้ก็ขอความกรุณาท่านได้กรุณาไปอ่านดู แล้วก็อาจจะใช้ประโยชน์ ในเรื่องของการที่จะไปดำเนินการจัดทำจดหมายลูกต่อไป ในส่วนของผมเองก็คงจะมีเรื่องที่ นำเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านเสนอมานั้น ผมขอสรุปประเด็นสั้น ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าผมดูแล้วทุกท่านเห็นด้วยในเรื่องการควบรวมจากท้องถิ่น ขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่ที่มีรายได้เพียงพอสามารถจัดการตนเองได้ หลายท่านเสนอแนะ ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าพี่อลงกรณ์ให้ตั้งทบวงท้องถิ่น ซึ่งเราเองนั้นคิดเรื่องนี้เราจึงมีสภา ปฏิรูปท้องถิ่นแห่งชาติขึ้น อีกหลายเรื่องที่เป็นประเด็นที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น นำเสนอล้วนอยู่ในจิตใจของเรา ณ ปัจจุบันนั้นต้องยอมรับความจริงครับว่าท้องถิ่นมีภาระหน้าที่ ที่มากมายและมีจำนวนมาก แต่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของเรานั้น จะพยายามทำให้ดีที่สุด ในบางครั้งเราอาจจะเอาของต่างประเทศมาบ้าง ของในประเทศไทย ปฏิรูปเองบ้าง สิ่งหนึ่งที่พวกเรานำเสนอก่อนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะคิดด้วยซ้ำ นั่นคือสภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมือง เนื่องจากท้องถิ่นของเราเองนั้นตกเป็นจำเลยของสังคมมา โดยตลอด เราจึงคิดร่วมกันว่าควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมาก ให้มีการตรวจสอบจากอำนาจ ประชาชน ให้มีการกำกับดูแล เรามีแนวความคิดหลายเรื่องครับที่เราจะนำเสนอ แต่วันนี้ ต้องกราบขอโทษที่ประชุมที่เราไม่สามารถเสนอได้ทุกประเด็น เรายินดีที่จะนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และสิ่งต่าง ๆ ที่พวกพี่ ๆ ทั้งหมดนั้นได้เสนอแนะมา การคิดต่างไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การแตกแยกเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นการคิดต่างตรงนี้เราจะนำประเด็นทั้งหมดนั้นไปสรุป และนำเสนอที่ประชุม หรือนำเสนอคณะรัฐมนตรี หรือนำเสนอในสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งต่อไป และวันนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและขอกราบขอบคุณ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งด้วยความจริงใจครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเราได้รับทราบแนวทางเบื้องต้นของการดำเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่น เรื่องแนวทางการปฏิรูป การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นแล้ว รวมทั้งได้ทราบความเห็น ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราซึ่งได้ให้กับ คณะกรรมาธิการไปเป็นแนวทางดำเนินการนะครับ เข้าใจว่ามีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่จะ กลับมาในวันที่รายงานสุดท้ายคือแผนปฏิรูปกลับมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ วันนั้น คงได้ตอบคำถามยาวละครับ ผมคิดว่าถ้าจะช่วยหรือไม่ก็ตามผมโน้ตไว้ ๔-๕ ประเด็น ถ้าจะจด สั้น ๆ สำคัญที่สุดตัวแผนปฏิรูปสุดท้ายที่อาจจะมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับนี้น่าจะมี ตอบประเด็นอยู่ ๔ ประเด็น

๑. คือสภาพปัญหาจริง ๆ ในแต่ละเรื่อง

๒. แต่ละปัญหานั้นนำไปวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร หรือปฏิรูปอย่างไร

๓. ปฏิรูปอย่างนั้นแล้วจะเห็นอะไรเกิดขึ้น

๔. สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นประชาชนได้อะไร

เป็นเรื่อง ๆ เลยนะครับ เพราะฉะนั้นจะทำให้ความชัดเจนขึ้น ส่วนที่สมาชิก อภิปรายนั้นผมคิดว่ามีข้อสรุปสำคัญอยู่ ๔-๕ เรื่องที่ควรจะขยายความในเอกสาร เพราะว่า ผมดูแล้วว่ายังน้อยอยู่นิดหนึ่ง

เรื่องแรก ความเชื่อมโยงประสานกับกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการเราอีก หลาย ๆ คณะ เพราะว่าประเด็นเรื่องกระจายอำนาจจะไปเป็นฐานรากของการพิจารณาเรื่องอื่น เช่น เรื่องระบบสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เป็นต้น ผมคิดว่าอันนี้เป็นกลไกของเราเองอาจจะต้อง ฝากกรรมาธิการได้ช่วยหารือข้ามไปกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการชุดอื่นด้วย

เรื่องที่ ๒ คือความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่น และข้อนี้ มีประเด็นเพิ่มเติมอยู่หลายอัน แล้วอาจจะต้องทำให้ชัดขึ้น แล้วความเข้าใจตรงนี้จะโยงไปถึง ตอบคำถามที่ว่าทำเราไม่เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะมันมีเหตุและผลในตัวมันเอง

เรื่องที่ ๓ ผมคิดว่ากระบวนการที่จะทำขั้นตอนของการปฏิรูป เพราะว่าจะมี ขั้นตอนพอสมควร แล้วหลายคนเสนอให้ค่อยเป็นค่อยไป กรรมาธิการเองก็คิดว่าอยู่ในทำนอง เดียวกัน แต่ไม่ใช่เป็นไปอย่างช้าจนกระทั่งไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นที่เราเรียก เวิร์ค โพรเซส (Work process) ที่เป็นขั้นตอน มีขั้นตอนจะจำเป็นมากเลย มีคำถามเฉพาะเป็นข้อที่ ๔ กระบวนการที่จะรับวินิจฉัยเรื่องที่เป็นเรื่องร้องทุกข์ เรื่องละเมิดที่เกิดจากองค์กรบริหารท้องถิ่น ต่าง ๆ จะทำอย่างไร เพราะว่าบางกรณีมันไม่น่าจะต้องถึงศาล เพราะเป็นกระบวนการที่จริง ๆ แล้วก็คือละเมิดผู้บริโภคด้วยนะครับ ผมคิดว่าสาระสำคัญคงมีอย่างนั้น

แล้วก็อันสุดท้าย ส่วนตัวของผมฝากระบบตรวจสอบภายในสำคัญมากต้อง พัฒนาขึ้น อินเทอร์นอล ออดิท (Internal audit) ในนี้เสนอควบคุมภายใน แต่ว่าไม่อย่างนั้นเราจะ ไม่มีเลย แล้วต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบภายในภาครัฐให้ได้ แล้วท้องถิ่นจะเป็นลูกค้ารายใหญ่เลย ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ สมาชิกทุกท่านด้วยที่ช่วยให้ความเห็น วันนี้เดี๋ยวปิดการประชุมแล้วผมมีข้อความที่อยากจะถึงสมาชิก แต่ขอปิดประชุมก่อน

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๔ นาฬิกา