วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนวคิดให้ชุมชนเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการทรัพย์สินและบริการของตนเอง โดยมีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีและจัดสรรเงินสำหรับการดูแลทรัพย์สินและบริการของชุมชน นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการจัดระบบการเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ดี เพื่อให้ท้องถิ่นมีความอิสระในการจัดการทรัพย์สินและบริการของตนเอง และสามารถระดมเงินสนับสนุนเพิ่มเติมได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมอยากให้มองภาพรวมทั้งหมด คือเราต้องยอมรับว่าท้องถิ่นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เป็นนิติบุคคลแล้วเขาก็มีรายได้มาใช้จ่ายในท้องถิ่นเขา ก็คืออาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร แล้วเรา ก็เสนอว่าต่อไปชุมชนขอเป็นนิติบุคคลได้ แล้วก็มีอำนาจที่จะเรียกเก็บภาษี อาจจะเป็นภาษีโรงเรือน คล้ายกับนิติบุคคล หมู่บ้านหรือคอนโดที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลาง นั่นหมายความว่าชุมชน เขาอาจจะขอดูแล ถนนในชุมชนเขา เพราะว่าบางทีเทศบาลก็ไม่มี งบก็ไม่ไปเอาไปให้เขา เขาก็ สามารถระดมแล้วก็ดูแลของเขาเองได้ อันนี้เราก็ต้องปล่อยให้เขาทำได้ หรือเขาอยากดูแลเด็กเล็ก เขาอยากทำศูนย์เด็กเล็กของเขา เขาก็เรียกเก็บเงินของคนในชุมชนเขา ในขอบเขตในชุมชนเขา เพื่อมาให้ดูแลเด็กเล็กของเขาอย่างมีคุณภาพ เขาก็ย่อมทำได้ แต่ก็จะต้องมีการตกลงกันว่า ตัวเทศบาล ถ้าเขาดูแลเด็กเล็กคุณจะให้เปอร์เฮด (Per head) เขาไหม ให้รายหัวไหม หรือจะบอกว่า ถ้าเรียกเก็บเองแล้วไม่มีค่ารายหัว เพราะว่าต่อไปจากชุมชนเล็ก ๆ มันก็มาเทศบาล เทศบาล ก็ดูแลสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวเชื่อมโยงระหว่างนิติบุคคล หมู่บ้าน คอนโดแล้วก็ชุมชนก็ดูในส่วนที่ เชื่อมโยงไปกับบริการทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในเทศบาล แล้ว อบจ. ก็ดูแลในส่วนที่เชื่อมโยงแล้วก็ ดูแลเรื่องบริการทั้งหลายที่เกิดขึ้นใน อบจ. นั้น แล้วบริการทั้งหลาย ท่านประธานครับ มันต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวเอาไว้ว่าถ้าเด็กเล็ก ศูนย์เด็กเล็กค่าใช้จ่ายรายหัวเท่าไร อันนี้เพื่อประโยชน์เป็นสิ่งที่จะใช้ในการตรวจสอบว่าที่นี่ รายหัวเท่านี้ ที่โน่นรายหัวเท่านั้น มันเป็นเพราะอะไร หรือเพราะว่าค่าครองชีพมันแตกต่างกัน แล้วอันนี้มันก็จะเป็นตัวที่จะใช้ในการดูแล ต่อไปมันสามารถเป็นเบนช์มาร์ก (Benchmark) ที่ให้ แต่ละแห่งเวลาจะสนับสนุนบริการอะไรก็ให้เป็นรายหัว แล้วรายหัวจะทำเองหรือเอกชนก็จะรับ ไปทำ มันก็ไม่มีปัญหา ก็ส่งเสริมให้เอกชนไปทำแล้วก็ให้รายหัวไปได้ ถ้าเขาทำได้ มีคุณภาพดีกว่า จากรัฐบาลกลางก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เช่น การศึกษาแบบนี้รัฐบาลก็อาจจะจัดสรร เป็นรายหัวลงไปให้โรงเรียน ทุกโรงเรียนเอาเป็นรายหัว หัวเท่าไรก็ว่าไป แล้วโรงเรียนนั้นจะสังกัด ท้องถิ่นก็ได้รายหัวเหมือนกัน แต่เราก็เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นที่จะสนับสนุนรายหัวเพิ่มเติม เมื่อท้องถิ่นสนับสนุนรายหัวเพิ่มเติมโรงเรียนส่วนใหญ่ก็อาจจะย้ายลงไปสู่ท้องถิ่นก็ได้ เพราะว่า เมื่อลงไปท้องถิ่นมันมีรายหัวจากส่วนกลางและรายหัวจากท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนทำให้โรงเรียน ในท้องถิ่นนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่แน่นอนครับท่านประธาน ท้องถิ่นที่ยากจน รายหัวจากรัฐบาลกลางก็ต้องให้สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาทำกัน อันนี้มันก็เป็นระบบ การถ่ายงานลงไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นอาจจะทำเองก็ได้ หรืออาจจะให้เอกชนในท้องถิ่น ของตัวเองนั้นล่ะทำก็ได้ เพราะอย่างไรค่าใช้จ่ายมันก็เป็นรายหัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครจะทำ อยู่ที่คุณภาพ เพราะงบประมาณมันเท่ากัน คุณภาพที่ไหนดีมันก็ส่งไปตรงนั้นนะครับ ผมว่าอันนี้ ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ นายก อบจ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งผมว่าก็คือประเภท เดียวกัน เราจะเรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งหรือนายก อบจ. ก็ตาม ผมคิดว่างานบริการ ทั้งหลายในระดับจังหวัดต้องถ่ายมาที่ อบจ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งทั้งหมด แล้วจากนั้น ถ้ามีผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกตั้งก็ต้องมีข้าหลวงจังหวัดครับ ท่านประธานครับ ข้าหลวงจังหวัด ก็เป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ทำอะไรครับ ก็ทำหน้าที่ดูแลหน่วยงานที่สังกัดส่วนกลาง ไม่สามารถถ่ายโอนให้ท้องถิ่นได้ เช่น สรรพากร ป.ป.ช. กลต. สตง. อะไรทั้งหลายที่ไม่สามารถ ถ่ายลงให้ท้องถิ่นได้ เพราะมันเป็นของส่วนกลาง อันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องมาดูแล หรือ ข้าหลวงก็ต้องมาดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เปลี่ยนบทบาทของข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นการตรวจสอบเป็นหลัก ก็คือตรวจสอบ รับคำร้องเรียน รับอะไรแล้วก็ตรวจสอบไปร่วมกับภาคประชาชน ก็จะทำให้กระบวนการตรวจสอบท้องถิ่นนั้น เข้มข้นขึ้น ผมว่าถ้าเราจัดระบบการเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ดีจะเป็นประโยชน์ มหาศาลครับ แล้วส่วนกลางก็ต้องกำหนดเลยว่า ต่อไปเรื่องบริการส่วนกลางห้ามทำ ให้ลงไป ท้องถิ่นให้หมด แล้วคุณก็กำหนดเป็นรายหัวลงไป ว่าคุณจะสนับสนุนรายหัวเท่าไร ที่เหลือ เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นระดมหาเงินมาสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ผมว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็จะทำให้ แต่ละส่วนได้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองนะครับ ผมยกตัวอย่างของคนพิการครับท่านประธานครับ เราก็พยายามขอให้รัฐบาลกลางสนับสนุนเป็นรายหัวครับ เช่น ล่ามภาษามือที่มาบริการที่นี่ ก็ชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราขอล่ามไปให้บริการคนหูหนวกในสัมมนาไหน รัฐบาลกลาง ก็จ่ายไปหัวละ ๖๐๐ บาท ท้องถิ่นจะไปจัดบริการนี้ก็ได้หัวละ ๖๐๐ บาท อันนี้มันก็จะทำให้ ท้องถิ่นหรือองค์กรคนพิการในจังหวัดต่าง ๆ สามารถเป็นศูนย์บริการล่ามภาษามือ เมื่อให้บริการ แล้วก็เรียกเก็บเงินจากส่วนกลางแล้วก็ไปให้ล่าม อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพถ้าเราจัดระบบ ให้ดีนะครับ ท่านประธานก็จะทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลางมีการเชื่อมโยงซินเนอร์จี (Synergy) เสริมซึ่งกันและกันอย่างมีคุณภาพและอย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงอยากให้กรรมาธิการ ได้คิดตั้งแต่จุดเล็ก นิติบุคคลหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชน แล้วก็ขึ้นมาเทศบาล แล้วขึ้นมาระดับจังหวัด แล้วขึ้นมาระดับชาติว่าทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วก็จะเกิดภาพพจน์ ที่ชัดเจน แล้วก็จะทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่ารัฐบาลกลางก็ยังรับผิดชอบในเรื่องการให้เงินเป็นรายหัว แล้วก็ไปตรวจสอบคุณภาพการให้บริการด้วย ก็คือแยกเรกกูเลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ออก อย่างชัดเจน รัฐบาลกลางเป็นเรกกูเลเตอร์ ท้องถิ่นเป็นโอเปอเรเตอร์ และถ้าท้องถิ่นเอาไปให้ คนอื่นทำท้องถิ่นก็เป็นเรกกูเลเตอร์ ภาคเอกชนก็เป็นโอเปอเรเตอร์ ผมว่าถ้าจัดระบบอย่างนี้ เรียบร้อย มีการตรวจสอบ ผมเชื่อครับ คอร์รัปชันยากครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ