กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ หารือเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกปฏิบัติและการปฏิเสธโครงการของกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในฐานเสียงของผู้แทนของท้องถิ่น และเรียกร้องการป้องกันผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในฐานเสียงของผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิเสธงบประมาณการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรียกร้องการกำหนดเปอร์เซ็นต์งบประมาณที่ต้องใช้ในเรื่องนี้ และเสนอว่าราชการส่วนภูมิภาคควรคอยทำงานควบคู่กับท้องถิ่น โดยไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า แต่เป็นผู้ส่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เห็นคุณค่าของการบริการประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูป หมายเลข ๐๐๔ จากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องเรียนว่าดิฉันเองเห็นด้วยในหลักการของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่อยากจะเรียนถึงข้อกังวล จากประสบการณ์ที่ได้ทำงาน เป็นข้าราชการ ส่วนภูมิภาค สังกัดกระทรวง พม. แล้วก็อยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ๓๐ กว่าปีจนกระทั่งเกษียณ สิ่งที่ดิฉันเองต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่น ได้เห็นทั้งข้อดีก็เยอะนะคะ แต่ว่าข้อที่เป็นข้อที่น่ากังวล ก็น่าเป็นห่วงตรง ๒-๓ เรื่อง
ประการแรก ก็คือเรื่องของการเลือกปฏิบัติเรา เจอว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ราชการโดยให้เหตุผลว่าเพราะไม่ได้ไปเลือกผู้แทนท้องถิ่นของเขา เขาก็จะถูกเลือกปฏิบัติ
ประการที่ ๒ เจอว่าโครงการใด ๆ ก็ตามที่ทางองค์กรหรือกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ที่เป็นฐานเสียงของผู้แทนของท้องถิ่นเหล่านั้นก็มักจะได้รับการปฏิเสธที่ไม่ได้รับการสนับสนุน แล้วก็บางทีก็เป็นกลุ่มคนละกลุ่ม เช่น กลุ่มนี้แพ้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้ง ก็จะไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล อันนี้ก็คือสิ่งที่เห็นมานะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันเองก็เป็นห่วงว่า ผลกระทบจากการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นทั้งหมดจะมีทางอะไรที่จะป้องกันสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะสิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในฐานเสียงของผู้มีอำนาจ ฝากตรงนี้
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของโครงการในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราได้รับ การปฏิเสธจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลายองค์กรบอกว่าไม่มีงบประมาณ หรือว่าไม่มี ระเบียบที่จะดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่เมื่อไปดูแล้วมันจะมีกำหนด อยู่ในข้อระเบียบของเขาอยู่แล้วในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรีผู้พิการ ผู้สูงอายุ เหล่านี้มี แต่ท่านก็จะอ้างว่าไม่มีหรือไม่ก็ติดขัดในข้อระเบียบ หรือแม้ว่าถึงจะมีแล้วแต่ปรากฏว่า ท่านก็จะแบ่งงบประมาณมาให้นิดหน่อยมากเลยค่ะ แทบจะไม่ถึง ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ดิฉันอยากจะฝากว่าเป็นไปได้ไหมที่ว่าในเรื่องของงบประมาณของท้องถิ่นถ้าในส่วนของการที่จะ ใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไหม คือจะต้องสามารถ ตรวจสอบได้ว่าท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นดำเนินการไปไม่น้อยกว่า ๒๐ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อะไรก็ว่าไป แต่ดิฉันว่ามันต้องมีตรงนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่เขาจะมีแผนอยู่ในนั้นเรื่องคุณภาพชีวิต มีทุกที่ แต่เวลาที่จะนำงบประมาณมาใช้มันไม่ได้มีทั้งหมดนะคะ ลองไปตรวจสอบดูว่า การใช้งบประมาณไม่ได้มีเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกที่ แล้วก็น้อยมากด้วย แล้วก็ ต้องกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ไว้นะคะ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ดิฉันเองมองว่าการเชื่อมโยงกับการทำงานของท้องถิ่นกับ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคมันยังมีความจำเป็น ใช่ค่ะเราเห็นด้วยว่าเราอยากให้ท้องถิ่นสามารถ ที่จะดูแลคุณภาพชีวิต ดูแลคนของตัวเองในพื้นที่ได้ แต่อย่าลืมว่าท้องถิ่นประกอบไปด้วยหนึ่ง จังหวัด มีหลายท้องถิ่นใช่ไหมคะ แต่ถามว่าแต่ละท้องถิ่นถ้าไปจัดการกันเอง สมมุติว่าเรื่องที่ อย่างเมื่อวานคุยกันไปเรื่องของการเตรียมพร้อม เรื่องของการปฏิรูปสังคมผู้สูงอายุ ถามว่าถ้าให้ แต่ละท้องถิ่นไปจัดการกันเองรูปแบบของการทำงานใครจะรับประกันได้ว่าจะมีรูปแบบ มีวิธีการ การดำเนินการที่มันไปแล้วมันไปสู่วัตถุประสงค์เดียวกันได้ ดิฉันยังมองเห็นว่ามันต้องมีความ เชื่อมโยง คืออย่าไปมองทางลบว่าราชการจะมาควบคุมท้องถิ่น ดิฉันว่ามันน่าจะคิดในทางบวกว่า ทำแล้วก็มาเสริมงานซึ่งกันและกัน ทำแบบเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจระหว่าง ผู้ใต้อำนาจ ไม่ใช่อย่างนั้น ดิฉันยังมองความจำเป็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ยังมีความจำเป็น ในการที่จะมีส่วนต่อการที่สร้างความเป็นเอกภาพของการทำงานในจังหวัด ๆ นั้นได้นะคะ แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็ยังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเองและวันนี้อำนาจของท่านก็น้อยไป จริง ๆ แล้วส่วนกลางคือภูมิภาคก็ต้องเป็นภูมิภาคเด็ดขาด คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีอำนาจ สามารถที่จะจัดการปัญหาอย่างแท้จริงได้ แต่ไม่ใช่ว่าหัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาคจะต้อง อยู่ในส่วนของส่วนกลาง คือต้องฟังส่วนกลางมากกว่าฟังผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะว่าผู้ว่าราชการ จังหวัดไม่สามารถไปจัดการอะไรได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องไปปรับในเรื่องของการบริหารราชการ แผ่นดินตรงนั้นด้วยนะคะ แต่ดิฉันยังเห็นความจำเป็นว่าราชการส่วนภูมิภาคน่าจะต้องทำงาน ควบคู่ไปกับท้องถิ่น แต่ไม่ได้ทำในลักษณะของการเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า แต่เหมือนกับ เป็นผู้ที่จะส่งถ่ายทอดในเรื่องขององค์ความรู้ให้กับท้องถิ่น ในแต่ละเรื่องต้องยอมรับศักยภาพว่า ท้องถิ่นเองบุคลากรของท่านก็ไม่ได้ว่ามีประสบการณ์ที่จะเหมือนกันเท่ากัน เราเจอปัญหาว่า ถ้าเรื่อง เช่น ณ วันนี้มันมีกฎหมายด้านสังคม กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายเรื่องของ การป้องกันกระทำความรุนแรงให้กับเด็ก สตรี ครอบครัว แต่เมื่อมีปัญหาในพื้นที่ทั้งท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายนะคะว่าท่านจะต้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมีปัญหา ในพื้นที่ท่านก็ไม่สามารถจัดการเองได้เลย และปัญหาตอนนี้มันก็มีอยู่เยอะมาก ปัญหาเชิงสังคม ดิฉันก็เลยมองว่าท่านก็ต้องอาศัยการทำงานควบคู่ไปกับราชการส่วนภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็ขณะเดียวกันดิฉันยังเชื่อว่าค่ะว่าถ้าทำไปด้วยกันโดยส่วนราชการซึ่งเขามีองค์ความรู้ เขาเป็นพี่เลี้ยงให้ ดิฉันว่าในอนาคตข้างหน้า ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้าดิฉันว่าการกระจาย ส่วนภูมิภาคไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดิฉันว่ามันสามารถทำได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในอนาคต ข้างหน้า แต่ ณ วันนี้ดิฉันยังมองว่ามันต้องไปด้วยกันกับราชการส่วนภูมิภาคค่ะ
อีกประเด็นหนึ่งนะคะ อีกเรื่องหนึ่งจะทำอย่างไรในเรื่องทัศนคติของผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่น ท่านจะมองว่างานหลายงาน แทนที่ท่านจะมองว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องมาทำ เพื่อประชาชน แต่มันกลายเป็นว่าท่านนำสิ่งเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของการหาเสียง ดิฉัน ไม่อยากเห็นตรงนั้น ทำอย่างไรเราถึงจะปรับทัศนคติว่าเมื่อตอนหาเสียงก็เป็นเรื่องของการ หาเสียง แต่เมื่อไรที่ท่านก้าวเข้ามาเป็นนายกฯ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่าน แล้ว ท่านต้องดูแลประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกันนะคะ ขอบคุณค่ะ