สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๔ · ๘ เมษายน ๒๕๕๘

พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่น โดยเสนอแผนการปฏิรูป 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดภารกิจ อำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงการปกครองส่วนท้องถิ่น การกำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน และการก่อตั้งคณะกรรมการส่วนท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแลและควบคุมข้าราชการท้องถิ่น

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดินที่ได้กรุณาฉายภาพรวมของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น กระผมขออนุญาต ลงในรายละเอียดครับ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเรามีทั้งหมด ๒๗ ท่าน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางในการนำเสนอทั้งหมด ๖ คณะ คือ คณะอนุกรรมาธิการจัดระบบโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของการปกครองท้องถิ่น มีท่านอาจารย์ อุดม ทุมโฆสิต เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการกำกับดูแลตรวจสอบและ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ก็มีท่านอธิบดีวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเงินการคลังท้องถิ่น มีอาจารย์สีลาภรณ์ บัวสาย เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการบริหารทรัพยากรบุคคลท้องถิ่น มีท่านถาวร เฉิดพันธุ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับ การปกครองท้องถิ่น มีท่านอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประเบียบเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น มีท่าน พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ผมขออนุญาตนำเสนอภาพรวมของปัญหาของการ ปกครองท้องถิ่นโดยสรุปนะครับ ก็คือ

๑. ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแบ่งอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากก็ยังไม่ชัดเจน ขาดความสอดคล้อง

๒. รัฐบาลกลางก็ยังมีปัญหาในการถ่ายโอนบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้

๓. ทัศนคติและค่านิยมของข้าราชการทั้งหลายก็ยังมองว่าข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นก็ยังมีความรู้ความสามารถไม่พอเพียง

๔. ท้องถิ่นก็ยังจัดเก็บภาษีรายได้ของตัวเองไม่เพียงพอ ต้องรอรับเงินอุดหนุน และภาษีแบ่งมาจากรัฐบาลกลาง

๕. การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีค่อนข้างมาก จากการกำกับ ดูแลก็ล้ำไปเป็นการควบคุมเสียมาก ทำให้เกิดปัญหา

๖. ขาดความตระหนักของประชาชนในการที่จะเป็นเจ้าขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัว เพราะมองว่ามีอำนาจหน้าที่น้อยเป็นเพียงแต่อำนาจหน้าที่ ในทางพื้นฐานเท่านั้น

ท่านประธานครับ กระผมลืมไปว่าวิธีการดูเอกสารรายงานของพวกกระผมนั้น อยากให้ท่านดูตั้งแต่หน้า ๕ ซึ่งเป็นคอนเซปชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual Framework) ไปถึงหน้า ๑๘ ถ้าท่านอ่านทั้งหมด แค่หน้า ๕ ถึงหน้า ๑๘ เป็นบทสรุปย่อ ส่วนส่วนที่ ๗ ที่อยู่ข้างหลังเป็นรายละเอียดที่ประธานอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้นำเสนอ ซึ่งกระผม ก็ได้ย่อมาอยู่ข้างหน้าแล้ว ดังนั้น ถ้าท่านสมาชิกอ่านก็คงจะมีความเข้าใจพอสมควรที่จะ เสนอแนะให้เป็นประโยชน์กับพวกเรา กระผมขออนุญาตท่านประธานไปเร็ว ๆ เลยนะครับ ในเรื่องโครงสร้างข้อเสนอของเรา คือให้มีรูปแบบพิเศษ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษเต็มพื้นที่จังหวัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่เต็มพื้นที่จังหวัด เต็มพื้นที่จังหวัดก็คือจังหวัดจัดการตนเอง แต่ก็ยังผูกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภูมิภาคและ ส่วนกลางอยู่นะครับ ส่วนจะจัดรูปอย่างไรก็คงไปว่ากันที่กฎหมายลูก เช่นเดียวกับการปกครอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ไม่เต็มพื้นที่จังหวัด อย่างเช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดหรือหาดใหญ่ หรืออะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น สระแก้วอะไรพวกนี้ ก็ดูว่าถ้าต่อไปเซ็ต (Set) ตัวเรียบร้อยแล้ว ก็คงจะมีการพัฒนาให้เป็นรูปแบบพิเศษต่อไป หรืออย่างเกาะสมุยซึ่งขณะนี้เป็นเทศบาลนคร ก็อาจจะมีรูปแบบพิเศษที่เป็นแบบสามารถจะดูแลเรื่องเกี่ยวกับศุลกากร หรือเรื่องท่าเรือ ซึ่งเดิมไม่ใช่หน้าที่ของท้องถิ่นอย่างนี้เป็นต้น

ประการที่ ๒ คือรูปแบบทั่วไป รูปแบบทั่วไปเราเสนอให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดยังคงอยู่นะครับ แต่ว่าควรจะกำหนดภารกิจอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน ให้ทำแต่เฉพาะ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสำคัญ เรื่องที่ไปเติมเต็มในพื้นที่ของท้องถิ่นเล็ก ไม่ใช่ไปทำอะไรที่เล็กเกินไป หรือว่าขาดสะเปะสะปะ ขาดจุดมุ่งหมาย แล้วเราอยากเห็นการใช้งบประมาณขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนั้นทำไปโดยมีแผนกำกับ ไม่ใช่ว่ามาแบ่งเงินไป หาเสียงกันไปในแต่ละเขตพื้นที่ ที่ได้มาของสมาชิกสภานะครับ

สำหรับรองลงมาคือพูดง่าย ๆ ว่าในแบบทั่วไปก็จะมี ๒ ชั้น ชั้นบนก็เป็นองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ชั้นล่างก็เป็นเทศบาล เทศบาลเราก็อยากเห็นมีความยืดหยุ่น ปัจจุบันนี้ มีเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล ต่อไปก็อาจจะมีเทศบาลมหานครหรือเทศบาลชนบท อะไรขึ้น สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นเราอยากเสนอให้ยกให้เป็นเทศบาลทั้งหมดนะครับ

เรื่องสำคัญต่อไปคือเรื่องการควบรวม ถ้าท่านประธานพลิกไปหน้า ๗ จะเห็นเลยว่าเราได้เอารายได้ และจำนวนองค์กรปกครองท้องถิ่นมานำเสนอดูก็พบว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดเล็ก หมายถึงเทศบาลตำบลหรือ อบต. ที่มีขนาดเล็ก มีจำนวนเงิน รายได้ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท รวมเงินอุดหนุนแล้วมีถึง ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง ๖,๐๖๕ แห่ง แล้วก็ จำนวนนี้ถ้าเราคิดว่าเป็นรายจ่ายประจำสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเหลือเงินอยู่ประมาณ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตีว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๕๐ ล้านบาทก็คือ ๑๐ ล้านบาท ซึ่งทั้งปี มีเงินลงทุนเพียง ๑๐ ล้านบาท นอกนั้นเป็นเงินรายจ่ายประจำหมดเลย แต่ทั้งนี้ก็รวมไปแล้ว สำหรับเงินอุดหนุนที่มีรายการที่รัฐบาลฝากมาทำ เพราะฉะนั้นการควบรวม เราหวังว่า

๑. ควบรวมเพื่อบริการสาธารณะที่ดีกว่าเดิม

๒. ประชาชนได้รับประโยชน์และความพึงพอใจมากกว่าเดิม และ

ประการที่ ๓ คือองค์กรมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ถ้ารวมแล้วไม่ดีกว่าเดิมเราก็ไม่สมควรจะทำ ขณะนี้เพื่อความรอบคอบ ก็ได้ประสานกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดก่อนที่จะควบรวม แต่สำหรับการเสนอให้ยกเป็น อบต. เป็นเทศบาลตำบลทั้งหมดเราขอเสนอนะครับ

นอกจากนี้แล้วทางอนุกรรมาธิการก็เสนอให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ พูดง่าย ๆ ว่าก็จะดูแลกันเองแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมลืมบอกไปว่าในเอกสารสรุปของผมที่ตีกรอบไว้คือ ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนไว้แล้ว แต่ผมอยากให้ อ่านท้ายนะครับ ผมสงวนไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงนี้ มันไม่ใช่ไฟนอล ดราฟ (Final draft) เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เราสืบมาเท่านั้นเอง ซึ่งก็ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ค่อนข้าง หลาย ๆ แห่งเหมือนกัน ดังนั้นเราอ้างเพื่อการอภิปรายเท่านั้นเอง ขอสงวนสิทธิในการที่จะนำไป อ้างอิงในที่อื่น ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาเขียนไว้ในหลายมาตราโดยเสนอให้ เปลี่ยนชื่อการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการบริหารท้องถิ่นแทน ซึ่งเรื่องนี้ในกรรมาธิการก็มี ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะได้อภิปรายในคราวปลายเดือนเมษายนต่อไป

นอกจากนั้นแล้วก็ได้เขียนบทบัญญัติในเรื่องของให้ท้องถิ่นมีรูปแบบบริหาร ที่หลากหลาย ให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งเป็นหลักอะไรพวกนี้

สำหรับผู้บริหารผมข้ามไปก็คือว่าผู้บริหารก็ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เหมือนเดิม สภาท้องถิ่นก็ยังคงให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนเดิม ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราไปสืบมาเขาก็เขียนไว้ให้พอสมควรแล้ว รายละเอียดผมขอให้เพื่อนสมาชิกได้ลองอ่านดู

สำหรับสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติที่เราเสนอ ทางกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาเขียนไว้เป็นคณะกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ ซึ่งก็มีหน้าที่คล้ายคลึง กันกับที่เราต้องการ เพียงแต่ชื่อเรามองเห็นว่าถ้าเป็นชื่อ คณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ มันน่าจะ กว้างกว่า ถ้ากระจายอย่างเดียวมันมองไปเรื่องการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจอย่างเดียว เราอยากปกครองกันเอง ดูแลกันเองภายใต้เอกภาพแห่งรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

หัวข้อใหญ่ที่ ๒ คือการกำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ถึงแม้ว่าเรามีข้อเสนอในการที่จะปรับปรุงองค์กรบริหารท้องถิ่นหรือปกครองท้องถิ่นค่อนข้างมาก แต่เราก็ยอมรับการกำกับดูแล เพราะเนื่องจากประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว อันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยก มิได้ ดังนั้นการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ยังมีความจำเป็นอยู่ รายละเอียดก็อยู่ในเอกสารแล้วนะครับ การกำกับอาจจะกำกับทั้งในแง่ขององค์กร กำกับ ในแง่ของการบริหารงานบุคคลด้านการกระทำของบุคคล แล้วก็กำกับในด้านของการปฏิบัติงาน นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการกำกับในด้านการเงินการคลัง

ข้อเสนอสำคัญครับท่านประธาน ก็คือว่า

๑. ควรมีการประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น

๒. ควรกำหนดให้สมัชชาพลเมืองมีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติ ท้องถิ่นด้วย

๓. ให้สิทธิประชาชนสามารถจะออกเสียงถอดถอนสมาชิกสภาหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น

จริง ๆ แล้วในปัจจุบันกฎหมายก็เปิดโอกาสอยู่แล้ว ทางกระทรวงมหาดไทย ก็เปิดโอกาสอยู่แล้ว แต่ว่าเราอยากเห็นการออกเสียงพวกนี้ง่ายกว่าเดิม โดยลดจำนวนเสียง ประชาชนลง

๔. คือการรับรู้ข่าวสารของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในองค์กร โดยไม่ต้องร้องขอ

๕. คือการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นของประชาชน

เรื่องของการมีส่วนร่วม คือเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการตรวจสอบ ก็ยังสามารถตรวจสอบโดยส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็องค์กรอิสระทั้งหลาย อย่างเช่น ป.ป.ช. สตง. รวมทั้งหน่วยงาน กระทรวงยุติธรรม อย่างเช่น ป.ป.ท. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อะไรพวกนี้

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการตรวจสอบโดยสมัชชาพลเมือง สำหรับสมัชชาพลเมือง ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน เนื่องจากในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้โดยยังไม่มีคำอธิบายมากนัก แต่อย่างไร ก็ตามเราคิดว่าสมัชชาพลเมือง ถ้าจะมีก็เหมือนกับเป็นสภาที่ปรึกษาให้คำแนะนำหรือว่า ช่วยกันดูเรื่องของการจัดทำแผนงานโครงการ เป็นซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) ไม่ได้มีผล ในทางกฎหมายชัดเจน แต่ว่ามีผลในทางสังคม คือเขาเอาไปฟ้องประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน สภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งยังคงเป็นสภาที่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็เป็นหน่วยในการ ตัดสินใจ แต่ก็เชื่อว่าถ้ามีสมัชชาพลเมืองทำงานร่วมกับสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ก็จะทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนมีมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ในหน้าถัดไปคือหน้า ๑๒ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ทราบว่าได้เขียน รับรองเรื่องของชุมชน เรื่องของการกำกับดูแลที่จะต้องทำเท่าที่จำเป็น แล้วก็ให้ท้องถิ่นสามารถ ทำงานร่วมกับประชาชน คือสมัชชาพลเมืองได้ นอกจากนี้แล้วในรัฐธรรมนูญทราบว่าได้เขียน เรื่องเกี่ยวกับสภาตรวจสอบภาคประชาชนไว้ด้วย ซึ่งอันนี้เราก็คุยกันว่าก็คงจะไม่แน่ใจว่า มีทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด คงจะไม่ลงมาถึงท้องถิ่นเล็ก ๆ แต่ว่าอาจจะเป็นท้องถิ่นรวมเลย นะครับ ทราบว่าสภาตรวจสอบภาคประชาชนนี้ก็กำหนดให้สมาชิกบางส่วนก็มาจากสมัชชา พลเมืองอยู่แล้วนะครับ

ผมขอไปหัวข้อที่ ๓ ในหน้า ๑๓ ก็คือข้อเสนอในการปฏิรูปการเงินการคลัง ท้องถิ่น ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คงรู้ว่าเงินในการทำงานก็มีความสำคัญ ถ้าไม่มีเงิน ก็ทำงานไม่ได้ แล้วก็ที่แล้วมาท้องถิ่นตกอยู่เป็นเบี้ยล่างของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคก็เพราะว่า ตัวเงินนี้นะครับ ผมเคยได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ยุวรัตน์ กมลเวชช ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสอนผมว่าใครก็ตามที่ขอเงินใคร รับเงินจากใครคนนั้นก็ต้องฟังคนที่ให้เงินมา ดังนั้นถ้าเรา อยากเห็นความเป็นอิสระของท้องถิ่นมีเพิ่มขึ้น การที่จะจัดเก็บรายได้เองหรือว่ามีรายได้ที่เก็บจาก ภาษีบางส่วนเองก็น่าจะมีความจำเป็น

สำหรับโครงสร้างรายได้เราได้นำเสนอท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไว้แล้ว ในหน้า ๑๓ ว่ารายได้ของท้องถิ่นจัดเก็บเอง รัฐจัดเก็บแล้วก็จัดสรรให้ รัฐจัดเก็บแล้วก็แบ่งให้ แล้วก็มีเงินอุดหนุน สำหรับถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูไปที่ข้างล่าง เราได้นำเอาตัวเลข ของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้ดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ สำหรับปี ๒๕๕๘ ๖๔๖,๓๕๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็นับว่าไม่น้อยเลย นี่เป็น ประมาณการซึ่งก็จะใกล้เคียง แต่ที่น่าสังเกตคือเงินอุดหนุนครับท่านประธาน ในเงินอุดหนุน ๒๕๗,๐๐๐ ล้านบาท กลายเป็นว่าท้องถิ่นคิดเอง ทำเอง เป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแค่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ นอกนั้น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนแบบมีรายการทั้งสิ้น นั่นก็หมายความว่ารัฐบาลได้ฝากงานมาให้ท้องถิ่นบอกว่าเป็นเงินของท้องถิ่นจริง ๆ เป็นเงินที่ รัฐบาลได้กำหนดให้ท้องถิ่นทำเกือบทั้งหมดตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ จาก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นข้อเสนอของกรรมาธิการ ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นก็คือเราเห็นว่าปัญหาของท้องถิ่น ก็คือรายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย ความเป็นอิสระการคลังน้อย ความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นขนาดใหญ่กับขนาดเล็กมีมากดังนั้น ข้อเสนอก็คือ

เรื่องที่ ๑ ขอให้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินให้เป็นภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งก็ทราบว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่นะครับ ก็คือภาษีทรัพย์สินนั่นเอง ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกัน

เรื่องที่ ๒ คือเสนอให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ขององค์กร บริหารท้องถิ่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือว่าเป็นภาระของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นรถติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมลพิษทางเสียง ทางแสงอะไรก็ตามนะครับ แต่ว่านิติบุคคลเป็นจำนวนมาก ก็ไปจดทะเบียนไว้ที่กรุงเทพฯ และเงินก็ไม่ได้เข้าท้องถิ่น

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าขอเพิ่มส่วนแบ่งในภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันรัฐบาลจัดให้ ๐.๗ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ เราอยากเห็นว่าได้สัก ๒.๑ คือ ๓ เท่านะครับ

เรื่องต่อไปก็คือว่าขอเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ภาษีจัดสรรให้กับท้องถิ่นมากขึ้น

ประการต่อไปก็คือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ถูกกล่าวหาในเรื่องของความไม่สุจริตอยู่ค่อนข้างมากในภาพ แต่จริง ๆ แล้ว อย่าลืมว่าท้องถิ่นมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง ดังนั้นถ้ามีใครทำไม่ดีสัก ๑๐๐-๒๐๐ แห่ง ลงข่าวได้ทั้งปีครับ แต่ว่าท้องถิ่นที่เขาทำดี ๆ ก็มีอยู่มาก แล้วก็ไม่ได้ถูกกล่าวหาอะไร แต่ว่า คนที่ทำไม่ดีก็ทำให้ภาพพจน์ของท้องถิ่นเสียหาย ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น ก็จำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูล มีการสนับสนุนกลไกตรวจสอบ ภาคประชาชน การปรับปรุงระบบตรวจสอบภายใน หรือแม้แต่การปิดบัญชี ซึ่งปัจจุบันนี้ท้องถิ่น ก็ยังไม่ได้ปิดบัญชี เป็นลักษณะแสดงบัญชีเฉย ๆ ซึ่งชุมชนก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ โครงการ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กรุณาเขียนเรื่องความเป็นอิสระทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้แล้ว แล้วก็เรื่องของการกำหนดเกณฑ์รายได้ การจัดสรรภาษีให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ละประเภทหรือแต่ละรูปแบบ รวมทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลกับเรื่องของงบประมาณนี้

หัวข้อต่อไปคือหัวข้อเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลท้องถิ่น ท่านทั้งหลาย อาจจะไม่ทราบว่าท้องถิ่นมีขนาดใหญ่โตมาก มี ๗,๘๕๓ แห่ง มีข้าราชการหรือพนักงานประจำ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีลูกจ้างและพนักงานลูกจ้าง พนักงานจ้างอีก ๒๐๐,๐๐๐ คนรวมแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ คนถ้านับผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นอีก ๑๕๐,๐๐๐ คน รวมแล้ว ๕๕๐,๐๐๐ คนซึ่งใหญ่โตมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญยังมีไม่ถึงเลย มีแค่ ๔๐๐,๐๐๐ คนเอง ไม่ถึง ๔๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้นการที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นจึงมีความจำเป็น สำหรับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นเท่าที่ผ่านมามีปัญหาก็คือว่า มันมีหลายประเภท ข้าราชการ เทศบาล พนักงาน อบต. พนักงาน อบจ. ก็ทำให้มันวุ่นวายในเรื่องของการบริหารงานบุคคล

ความอ่อนแอในระบบคุณธรรม มีการตั้งใจทำงานบ้าง ไม่ตั้งใจทำงานบ้าง ทุจริตบ้าง สุจริตบ้าง

ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคล ก็มีค่อนข้างมากถึงแม้ว่าจะมีกรอบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไว้แล้ว แต่รายจ่ายประจำค่อนข้างสูง แล้วก็บุคลากรก็เป็นปัจจัยหนึ่งของรายจ่าย ที่ค่อนข้างสูงนั้น

ปัญหาการโอน การย้าย ทำได้ยาก แล้วก็การกำกับดูแลจากข้างบนลงมา ก.ถ. ซึ่งดูแลมาตรฐานอยู่ก็ทำได้ไม่ทันการณ์

ข้อเสนอครับ เสนอให้มีคณะกรรมการส่วนท้องถิ่น คือพูดง่าย ๆ ว่ารวม กอ เป็น กอ เดียวเหมือน ก.พ. ก.ค. อะไรอย่างนี้ เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น เราเรียกตอนนี้ ไปก่อนว่า ก.ถ. เป็นผู้กำหนดดูแลเงื่อนไข ระเบียบ กฎหมาย มาตรฐานทั้งหลาย แล้วก็ เสนอให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมไว้ในระบบการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นด้วย โดยงานของท้องถิ่นก็ควรจะมีเมอริท ซิสเต็ม (Merit system) เข้ามากำกับ มีเรื่องของคอมพิเทินซี (Competency) คือสมรรถนะ มีเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ก็คือประสิทธิผล มีเรื่องเฟล็กซิบีลิตี (Flexibility) ก็คือความยืดหยุ่น คือการบริหารงานท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องไป เหมือนกับข้าราชการพลเรือนสามัญ แล้วเราสามารถดีไซน์ (Design) ให้มีความยืดหยุ่นอยู่ในตัวได้ เช่นท้องถิ่นที่อยู่เกาะ ท้องถิ่นที่อยู่ชายทะเล ท้องถิ่นที่อยู่ป่าเขา ภูเขาอะไรอย่างนี้ ก็ไม่จำเป็น จะต้องมีระบบการบริหารงานบุคคลภายในที่เหมือนกันเสียทีเดียว และที่สำคัญคือพาร์ทิสิเพชัน (Participation) ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าทำอย่างไรให้ประชาชนได้มีส่วนในการ ประเมินสมรรถนะ ประสิทธิภาพของข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้เขียนไว้แล้วในเรื่องของให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียวนะครับ แต่ทีนี้สำหรับข้อ ๕ ทางเจ้าหน้าที่พิมพ์ผิดไปนิดหนึ่งก็คือว่าในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเสนอให้มี คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการไว้ด้วย โดยระบบคุณธรรม ในแต่ละจังหวัด เพื่อคุ้มครองข้าราชการส่วนท้องถิ่นจากการแทรกแซงของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภา ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังมีความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายในกรรมาธิการเอง บางฝ่ายก็เห็นว่าน่าจะใช้อนุกรรมาธิการ อนุกรรมการ ก.ถ. จังหวัดหรืออนุกรรมการข้าราชการท้องถิ่นของท้องถิ่นนั้น ๆ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ก็น่าจะเพียงพอ แต่ว่าเท่าที่ทราบคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งนี้อยู่ ซึ่งเราก็อาจจะต้องไปคุยกันในกฎหมายลูกถ้าในกรณีที่ รัฐธรรมนูญออกมาจริง ๆ ว่าเรื่องนี้ควรจะอยู่ในระดับจังหวัดหรือว่าจะลงมาถึงระดับท้องถิ่น นี่คือ ภาพรวมทั้งหมดครับ ผมกล่าวข้ามไปเรื่องหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของการตรวจสอบนั้นปรากฏว่า ในปัจจุบันนี้ท้องถิ่นทำงานยากลำบากมาก เพราะว่าในการกำกับดูแลหรือตรวจสอบของทาง ส่วนกลางโดยกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลรับผิดชอบอยู่นี้ คือเวลาออกหนังสือหรือคำสั่ง หรือระเบียบ มันก็เป็นลักษณะมาตรฐานกลาง ๆ แต่ในท้องถิ่นซึ่งมีรายละเอียดในการปฏิบัติ จัดทำไม่เหมือนกัน ก็ทำหรือตีความระเบียบนี้ต่างกัน ก็ทำให้ถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เรียกเงินคืนหรือว่าส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบก็เข้ามาเล่นงานอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าท่านสนใจสามารถเปิดไปที่ท้ายรายงานที่อนุกรรมาธิการเรื่องเกี่ยวกับระเบียบนี้ได้ไปศึกษาดู ก็จะเห็นได้ว่าท้องถิ่นก็มีความยากลำบากในการถูกตรวจสอบกำกับดูแล ท่านประธานครับ ผมก็ได้ใช้เวลามาพอสมควรทั้งที่ได้พยายามข้าม ๆ รายละเอียดไปแล้ว เนื่องจากว่าเรื่องของ ท้องถิ่นไทยนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ปัจจุบันนี้มี ๕ รูปแบบก็คือกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา แล้วก็องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง แล้วก็มีเทศบาล มีองค์การบริหารส่วนตำบล รวมแล้ว ๗,๘๕๓ แห่ง ดังมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารแล้ว ขออนุญาตท่านประธานว่ามีท่านกรรมาธิการ ท่านใดจะเพิ่มเติมอะไรจากที่ผมกล่าวไหมครับ ถ้าไม่มีเราก็จะขออนุญาตท่านประธาน รับฟังความเห็นจากเพื่อนสมาชิกเพื่อนำไปปรับปรุง เราอยากจะกราบเรียนก่อนที่จะจบว่า ในการรับฟังนี้เราก็ได้อาศัยข้อมูลจากอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นที่ออกไป ท่านประชา เตรัตน์ ได้ออกไปรับฟัง คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นก็ไปทั่วประเทศ เราก็ได้รวบรวม ความเห็นอะไรมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ว่าจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งถ้าท่านสมาชิกจะได้กรุณาแนะนำ เพิ่มเติมครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป