บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงการค้าขายที่จะเกิดขึ้น และการจำเป็นของกฎหมายที่จะรองรับดิจิทัล อีโคโนมี โดยเฉพาะเรื่องของการถือครองความถี่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต และการสร้างกองทุนเพื่อดูแลการออนไลน์ทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ยังขอข้อสังเกตจากสมาชิกสภา และเชิญประธานกรรมาธิการตอบคำถามหรือข้อสังเกต
เชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ต้องขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้กรุณายกเรื่องนี้ ขึ้นมา ผมอยากให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดิจิทัล อีโคโนมีให้ที่ประชุมได้รับทราบคร่าว ๆ ว่า ดิจิทัล อีโคโนมีเกี่ยวข้องกับเรื่องประมาณ ๗ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการออนไลน์ทุกพื้นที่ คือมือถือของท่านจะอยู่ตรงไหนก็ได้ติดต่อได้หมด เพราะนั่นเป็นเรื่องของความถี่ เรื่องของการ ที่จะติดต่อสื่อสารได้ทั่วหมดทุกตารางนิ้วของประเทศไทย อันนั้นคือปัญหาข้อที่ ๑ แล้ว ยังมีเรื่องของโดเมสติก (Domestic) คือภายใน ซึ่งภายในขณะนี้มีบริษัทที่รับสัมปทานไปแล้ว ๓๐ บริษัท แต่ไปดำเนินการแค่ ๑๖ บริษัท แล้วก็เป็นเรื่องของอินเตอร์เนชันแนล เกทเวย์ (International Gateway) มีอยู่ ๒ บริษัทเท่านั้นที่ดำเนินการอยู่ แล้วการจะติดต่อไปยังฮ่องกง ตอนนี้ต้องผ่านประเทศสิงคโปร์ อันนี้คือทำให้ค่าบริการแพงขึ้น อันนี้คือเรื่องของการออนไลน์ ทุกพื้นที่ซึ่งรัฐจะต้องทำดำเนินการให้เป็นรูปธรรมให้ได้
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ กฎหมาย ๑๐ ฉบับ คือเรื่องของ เซกเคียวริตี (Security) คือเรื่องของความมั่นคง ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็ศึกษาไว้เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงมากกว่าการที่จะไปดูแลในเรื่องของธุรกิจดิจิทัล อีโคโนมี จะเดินไปได้ ซึ่งมีกฎหมายอีกหลายฉบับ เสียดายว่าท่านไม่ได้ให้คำแนะนำไปว่านอกจาก ๒ บวก ๘ ๒ บวก ๘ คือ ๒ ฉบับนั้นเป็นเรื่องของการตั้งองค์กรใหม่หรือว่ากระทรวงใหม่ ส่วนอีก ๘ ฉบับนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงเสียส่วนใหญ่ แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับการว่า สั่งสินค้าไปแล้ว ถ้าไม่ได้ตามสเปก (Spec) นี้จะทำอย่างไร หรือว่าโอนเงินไปแล้วไม่ได้ของ จะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่จะตามมาอีกเยอะแยะ อันนั้นอาจจะยังไม่ได้พูดถึงเพราะว่า กรอบในการศึกษาของท่านจำกัดอยู่แค่ ๑๐ ฉบับ
ในเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของการที่จะมีแพลทฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เรื่องของ ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ รัฐเองจะต้องส่งเสริมให้มีเกทเวย์ในลักษณะของ เหมือนกับอาลีบาบาของประเทศจีน ซึ่งทุกคนจะมาใช้บริการจากตรงนี้ได้ ตรงนี้เราก็ยังไม่มี นะครับ
ในเรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของคอนเทนท์อันนี้เป็นเรื่องของการที่จะได้เงินแล้ว ๓ เรื่องแรกไม่ได้เงินแต่เสียเงิน เรื่องที่ ๔ เรื่องของคอนเทนท์เป็นเรื่องที่ว่าทุกคนจะต้องมี ศักยภาพในการที่จะเอาสินค้าตัวเองไปขาย เราจะมีแอพพลิเคชั่นอะไรที่คิดขึ้นมา เรามีสินค้าอะไร ที่ผ่านช่องที่ ๓ นี้ ที่จะสื่อไปถึงผู้ซื้อทั่วโลก มันไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้นตรงนี้ จะทำอย่างไร
เรื่องที่ ๕ คือเรื่องของดิจิทัล โซไซตี คือสังคมดิจิทัลต้องให้เกิด มันจะมีแค่ ๑๐,๐๐๐ รายไม่ได้ มันต้องเป็นแสนราย เป็นล้านราย คนเขาถึงจะสนใจ
และเรื่องที่ ๖ ก็คือเรื่องของโนวเลจ (Knowledge) เราจะสอนเด็กของเราอย่างไร เราจะสอนคนแก่ที่อายุมากแล้วได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เราจะสอนเกษตรกรของเราอย่างไร เราต้องผันเกษตรกรจากการที่เป็นเกษตรกรมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล อีโคโนมีให้ได้
และเรื่องสุดท้ายของดิจิทัล อีโคโนมี เป็นเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) คือเราจะส่งมอบสินค้าต่าง ๆ ที่เกิดตกลงค้าขายกันได้รวดเร็วทำได้อย่างไร ประเทศจีน เขาทำสำเร็จไปแล้ว สั่งสินค้าเดี๋ยวนี้จากผู้ผลิตถึงเอ็นด์ ยูซเซอร์ (End User) ง่ายนิดเดียว มีกระบวนการต่าง ๆ รองรับไว้หมด เพราะฉะนั้นโลกใบนี้กำลังจะเปลี่ยนการค้า ท่านจะชอบ หรือไม่ชอบก็แล้วแต่ ไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมี คือการติดต่อกันทางโทรศัพท์มือถือทุกพื้นที่สั่งสินค้า ขายสินค้ากันได้หมด เพราะฉะนั้นเราเตรียมการที่จะรองรับตรงนี้ไว้ส่วนหนึ่งที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ คือในเรื่องของเซกเคียวริตีคือเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมา ที่น่าเป็นห่วงก็คือในเรื่องของความถี่ ความถี่ของเรากฎหมายฉบับเก่าที่กำลังใช้กันอยู่นี้ ความถี่นั้นห้ามโอน อันนี้หลักใหญ่เลย ผมประมูลไปได้ ๑๐๐ ความถี่ ใช้ไป ๓๐ ความถี่ อีก ๗๐ ความถี่นั้นห้ามโอนครับ กฎหมายเขาห้ามโอน จริง ๆ เขาให้โอนได้ น่าจะเก็บ ค่าธรรมเนียมเขาเยอะ ๆ หรือบังคับให้ขายออกมา ให้ใช้ตรงนี้ได้ มันถึงจะได้ออนไลน์ทุกพื้นที่ มันจะต้องมีกองทุนไหมในการที่จะดูแลตรงนี้ มันจะต้องมีตัวกลาง ไม่ใช่ว่าตอนนี้กลายเป็นของ ธุรกิจหมด หรือรัฐจะไปทำเป็นรัฐวิสาหกิจนี้ก็คงจะไม่ได้ ดิจิทัล อีโคโนมีคงไม่เกิด เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เราจะต้องรองรับกฎหมายต่าง ๆ ที่ศึกษาอยู่ก็หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่มีท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วในเรื่องของ กสทช. เรื่องอะไรก็แล้วแต่ว่าถ้าเกิดการผูกขาด ตัดตอนหรือว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมเมื่อไร นักลงทุน จากต่างชาติที่จะมาลงทุนก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นโจทย์ของเราก็คือการที่จะทำให้ออนไลน์ทุกพื้นที่ แล้วไม่อยู่ในอาณัติของรัฐบาลขณะเดียวกันไม่อยู่ในอาณัติของเอกชนรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเอากำไรเป็นตัวตั้ง ตรงนี้เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นแค่กฎหมาย ๒ บวก ๘ ผมคิดว่า ยังไม่พอแต่ก็ขอบคุณที่ได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อเราจะเดินไปข้างหน้าได้และจะเป็นวาระปฏิรูป ที่สำคัญ เราจะชอบหรือไม่ชอบ โลกกำลังจะไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมี คือการค้าขาย ไม่ใช่แค่ อินเทอร์เน็ต ทางโทรศัพท์มือถือที่ท่านพกอยู่นี่นะครับ ถ้ามันไปได้ทุกพื้นที่ไม่ได้ อย่าหวังเลยว่า จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัล อีโคโนมีได้ ๗ ประการหลัก นั่นคือหลักการของดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งเรากำลัง เดินไป แล้วก็ข้อกฎหมายนั้นเป็น ๒ ข้อแค่ข้อเดียวในดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งก็ฝากไว้ว่าท่านน่าจะ คอมเมนท์ (Comment) มากกว่าว่าควรจะมีกฎหมายอะไรที่เพิ่มเติมและจะส่งเสริมดิจิทัล อีโคโนมีให้เดินไปข้างหน้า เกิดการค้าที่เป็นธรรมได้มากกว่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกที่ลงนามไว้สำหรับจะขออภิปรายหมดแล้วนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดในที่ประชุม ที่ประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมมีไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อซักถาม หรือข้อสังเกตของท่านสมาชิกครับ