รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดในกฎหมายดังกล่าว เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ดิฉันเองก็ฟังสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาไว้แล้วก็เป็นประเด็นที่มีความเป็นห่วง เพราะอันที่จริงก็เป็นกฎหมายที่มีการพูดถึงกันมา ระยะหนึ่งแล้ว ว่าเป็นกฎหมายที่อาจจะไปกระทบกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือในเรื่องของการทำในเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี เป็นสิ่งที่ทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่าน่าจะเป็น สิ่งที่จำเป็นในอนาคต แต่การที่เราจะดำเนินการอะไรก็ตามนั้น ถ้าเรามีกฎหมายที่ออกมาโดยที่ ยังมีภาคปฏิบัติที่ไม่ชัดเจนนั้นก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่า แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว กฎหมายในกลุ่มนี้ ๑๐ ฉบับ มันมีผลกระทบทั้งต่อส่วนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แล้วก็ กระทบไปถึงในเรื่องของการใช้งบประมาณแล้วก็การที่เรามีการออกกฎหมายโดยที่ภาคปฏิบัติ ยังไม่ชัดเจนนั้นก็อาจจะนำไปสู่สิ่งที่จะเรียกว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน (Corrupton) ได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่เราออกกฎหมายในกลุ่มนี้ออกมานั้น ดิฉันเองก็นึกถึงประเด็นเรื่องของ กสทช. ซึ่งที่จริงเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วันชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็ได้พูดถึงประเด็น กสทช. ซึ่งประเด็นเรื่อง กสทช. นั้นก็เป็นประเด็นที่พวกเราที่เคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ก็มีความรู้สึกเสียใจเหมือนกันว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาในยุคของเรา แล้วก็เมื่อมีการปฏิบัติ จริง ๆ แล้วเราก็พบว่า กสทช. นั้นเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติ สาธารณะ แต่ปรากฏว่าในกระบวนการปฏิบัติของ กสทช. นั้นเป็นองค์กรอิสระแต่ก็เป็นอิสระ จากการถูกตรวจสอบ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าการใช้เงินของ กสทช. นั้นก็มีความสุรุ่ยสุร่ายซึ่งเป็น สิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาค่อนข้างมาก เงินทั้งหลายที่ได้รับจากการประมูลคลื่นก็ไม่ได้ส่งเข้าเป็นรายได้ ของรัฐ และถ้าหากว่ามาทำกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับนี้ ในส่วนนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการ ทำข้อศึกษาขึ้นมา ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากกรณีที่ดินมีการระบุไว้ชัดเจนว่ารูปแบบ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้นยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเป็นหน่วยงานเอกชน แล้วก็ยิ่งกว่านั้นในร่าง พ.ร.บ. ที่จะร่างขึ้นมานั้นก็ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมาย อื่น แล้วก็ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือไม่เป็นหน่วยตรวจรับของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งดิฉันคิดว่าในกลุ่มของการทำในเรื่องของดิจิทัล อีโคโนมีนั้นมันจะเกี่ยวพันกับเงินมหาศาลมาก ถ้าหากว่าในกระบวนการออกกฎหมายที่มีความไม่ชัดเจน แล้วก็การตรวจสอบไม่ชัดเจน ดิฉันคิดว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาลแล้วก็ความโปร่งใสซึ่งสามารถที่จะนำไปสู่ การทุจริตได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็เห็นว่าก่อนที่จะมีการออกกฎหมายเหล่านี้ กฎหมายในกลุ่มนี้ ๑๐ ฉบับ มันจำเป็นที่จะต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายสาขา แล้วก็คิดว่า ควรที่จะค่อย ๆ ทำ โดยที่ไม่ใช่รีบร้อนที่จะออกมาภายในช่วงระยะเวลาที่จำกัด ดิฉันเองคิดว่า ถ้าหากว่าเราออกกฎหมายโดยที่หลักปฏิบัติต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน โครงสร้างขององค์กรต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนและเกี่ยวพันกับเงินทองที่มหาศาล แม้แต่ กสทช. เองนั้นใช้วิธีการประมูล ก็ยังถูกตั้งคำถามจากสังคมเป็นจำนวนมาก และถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วไปเกี่ยวพัน กับการจัดสรรคลื่นโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประมูล ดิฉันคิดว่าจะเป็นประเด็นที่มีปัญหา ในอนาคตค่อนข้างมาก แล้วก็อยากจะให้มีการทบทวนว่าถ้าเราจะรีบร้อนออกกฎหมายโดยที่ ภาคปฏิบัติไม่ชัดเจนแล้ว ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหามากมายที่อาจจะต้องมาตามแก้ปัญหากัน ต่อไปในอนาคตนั้น มันจะยิ่งยุ่งยากมากกว่าการที่เราจะชะลอไปตามที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาแล้วก็ทำข้อเสนอมาเสนอ ซึ่งดิฉันเองก็เห็นว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าจะต้องเอาไปพิจารณา ตั้งแต่ในเรื่องว่ารัฐเอง คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ควรจะเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย โดยแยกผู้กำกับดูแลแล้วก็ผู้ประกอบการออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถ้าหากว่าเราปล่อยให้องค์กร นั้นมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของบทบาทแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นปัญหาต่อมาก็คือความไม่โปร่งใส แล้วก็นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ได้ค่ะ ดังนั้นดิฉันก็ขอสนับสนุนสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอนะคะว่าควรจะชะลอกฎหมายชุดนี้ออกไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษาลงรายละเอียด มากกว่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ