ไพโรจน์ พรหมสาส์น พูดถึงการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดอำนาจหน้าที่ของราชการให้ชัดเจนและเหมาะสม เพื่อให้การบริหารประเทศและพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม และเสนอแนวคิดการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน และเสนอแนวคิดที่จะรวมสมัชชาพลเมืองและสภาตรวจสอบเป็นหนึ่งเดียว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ความจริงแล้ว ผมเองเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินและคณะกรรมการปกครอง ท้องถิ่น แต่ว่าที่นั่งอยู่ข้างล่างเพื่อที่จะพูดอภิปรายบางเรื่องบางประเด็นนั้นก็เพื่อที่จะได้ช่วยกัน เติมเต็มให้กับคณะกรรมาธิการนะครับ ส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยสิ่งที่ท่านประธานธีรยุทธ์หรือว่า ท่านพงศ์โพยมนำเสนอ รวมทั้งที่อาจารย์ชาติชายได้กล่าวถึงเรื่องของการบริหารจัดการหรือ การปกครองท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ท่านที่เคารพครับ เมื่อพูดถึงการปกครองท้องถิ่นแล้วเราคงจะ มองเฉพาะการปกครองท้องถิ่นอย่างเดียวไม่ได้ เราคงจะต้องมองภาพรวมของการบริหารราชการ แผ่นดินโดยองค์รวมทั้งระบบ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ นั่นคือ หลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑ เลยนะครับ เสร็จแล้วก็จะมีเรื่องของแนวนโยบาย แห่งรัฐอะไรตามมาอีกหลายเรื่องหลายอย่าง แล้วเราก็กำหนดให้มีการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดินนั้นเราทำกันมาหลายยุคหลายสมัย เวียง วัง คลัง นา มาจนถึงสมัยสมเด็จพระปิยะมหาราชนะครับ ก็มีกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง หลายอย่าง มีองค์กรปกครอง ท้องถิ่นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วการบริหารงานทุกอย่างที่เราเรียกว่าบริการ สาธารณะ หรือพับลิก เซอร์วิส (Public service) มันก็คงจะต้องทำในระบบราชการนั้นล่ะ เพียงแต่ว่าอันไหนจะให้ทำโดยราชการบริหารส่วนกลาง อันไหนจะให้ทำโดยราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค อันไหนจะแบ่งมอบกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไปดำเนินการจัดการ เพราะฉะนั้น หลักตรงนี้เป็นหลักใหญ่หลักสำคัญเลยว่าถ้าส่วนไหนจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ถ้าไม่จำเป็นต้องทำ ก็ไม่ต้องทำ แล้วส่วนไหนที่ทำได้ดีกว่าก็น่าจะให้ส่วนนั้นทำ รวมทั้งการที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วมหรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ ฉะนั้นหลักใหญ่ก็คงจะอยู่ที่ว่าเราจะสามารถกำหนด ขอบเขต อำนาจหน้าที่ ในการบริหารจัดการอย่างไร จะกำหนดอำนาจหน้าที่ของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนและเหมาะสมแก่การที่เราจะบริหารประเทศ ในการที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมได้อย่างไร ที่แล้วมาเราต้องยอมรับว่าเรายังสับสน ค่อนข้างมากนะครับ เราส่วนกลางเกือบจะเรียกว่าทำอะไรทุกอย่างมีอำนาจมากมายก่ายกองเลย ท่านไปดูนะครับกฎหมายทุกฉบับให้อำนาจกับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ถ้าไม่มอบอำนาจ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเราแทบจะทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าไม่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นทุกอย่างก็ต้องขึ้นมาส่วนกลาง ฉะนั้นการบริหารระบบราชการ งานเมืองของเราซึ่งเรามีข้าราชการตั้ง ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ใช้งบประมาณ เกือบครึ่งค่อนของงบประมาณแผ่นดินครับ ในส่วน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ระบบราชการใช้ไป เกือบครึ่งหนึ่ง ๑ ล้านล้านบาทเลยนะ แต่ว่าเพื่อดูแลประชาชน ๖๕ ล้านคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นมันก็ถึงเวลาและมีความจำเป็นและสมควรที่เราจะต้องมาปฏิรูประบบบริหารราชการ แผ่นดิน ทั้งระบบบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ส่วนกลางนั้นมันก็คงจะจำเป็น ที่จะทำเฉพาะที่เป็นงานหลักงานสำคัญเท่านั้น งานต่างประเทศ กลาโหม ระบบการเงิน การคลัง หรืองานที่ภูมิภาคทำไม่ได้ หรือท้องถิ่นทำไม่ได้ ก็ต้องส่วนกลางต้องทำในส่วนกลาง และ ที่จะทำลงไปในภูมิภาคก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ใช่ลงไปทำทุกอย่าง งานที่ไปทำภูมิภาคต้องทำ ในส่วนที่จำเป็นต้องทำ ทางหลวงแผ่นดินมันครอบคลุมหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ชลประทาน ครอบคลุมหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แม่น้ำลำคลอง กรมเจ้าท่าจะต้องดูแล แต่ไม่ใช่ไปตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในภูมิภาคมากมาย แล้วทำให้งานล่าช้าแล้วทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ เมื่อเช้าท่านธีรยุทธ์ยกตัวอย่างผมเพิ่งไป พระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๒ ที่ผ่านมาครับ พระนครศรีอยุธยาจังหวัดที่อยู่ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ เมืองหลวงเก่าเรา เชื่อไหมครับ มีส่วนราชการหน่วยงาน ๑๒๐ หน่วย ใน ๑๒๐ หน่วยเป็นภูมิภาค เพียง ๓๕ หน่วย อีก ๘๕ หน่วยเป็นราชการบริหารส่วนกลาง เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเดียวมี ๑๐ กว่าหน่วย ซึ่งความจริงแล้วอย่างที่ผมว่า ถ้าเราถือหลักว่าจะให้การทำงาน ที่จังหวัดมีประสิทธิภาพนั้นมันจะเป็นไปได้ไหมที่ว่าเป็นทีม ทีมของกระทรวงเลย อย่างเกษตร ก็เฉพาะที่เป็นชลประทานอะไรต่าง ๆ ที่จะอยู่เป็นราชการส่วนกลาง นอกนั้นก็จะแท็กทีม (Tack team) แล้วไปเช็คดูแล้ว ถามดูแล้วบางหน่วยมีข้าราชการเพียง ๕ คน ๑๐ คน ๙ คน มี ๑๖ อำเภอดูแลไม่ทั่วถึง งบประมาณก็ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกนั้น เป็นเงินเดือน อย่างนี้มันก็ไม่ถูก มันจะต้องปฏิรูปที่จะทำอย่างไรให้ส่วนกลางทำน้อยที่สุด อะไรที่ มอบอำนาจให้จังหวัดได้ มอบไป อะไรที่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้กระจายไป นั่นเป็นเรื่องแรก ในหลักการที่ผมอยากจะกราบเรียน
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการปกครองท้องถิ่น นิดเดียวครับท่านประธาน ผมขอเวลาอีก นิดเดียวนะครับ การปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นส่วนที่รัฐกำหนดขึ้นเป็น สเตท ครีเอเตอร์ (State creator) ให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แล้วก็มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ มีออโทโนมี วิชท์อิน บาวด์ดารี่ (Autonomy within boundary) อย่างที่ภาษาฝรั่งเขาว่า เพราะฉะนั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ว่าเราจะกระจายให้กับท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้องค์กรภาคประชาชน ภาคประชาสังคม มามีบทบาท มามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการตรวจสอบอะไรก็แล้วแต่ ก็คงจะมีประเด็นเพิ่มเติมเพียงว่าสิ่งที่อยากจะทำ อยากจะเห็นนั้นก็คือเราจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่น เมื่อมีกระจายอำนาจมากขึ้น รูปแบบเทศบาลเป็นหลัก มีรูปแบบพิเศษ รูปแบบพิเศษก็อาจจะ เต็มพื้นที่หรือไม่เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดผมก็ยังจะติงเพียงว่าการที่จะให้มีเต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดนั้น มันอาจจะจำเป็นต้องคงมีภูมิภาคอยู่ที่จะทำหน้าที่ในเรื่องของการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ต่าง ๆ คงไม่ถึงกับสลายไป เหมือนอย่างขณะนี้กรุงเทพมหานครท่านต้องไม่ลืมนะทำหน้าที่ เพียงบางอย่างเท่านั้น ต่างจังหวัดเรามีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นท้องถิ่นเต็มพื้นที่แต่ก็ยังมี ภูมิภาค มีจังหวัด มีอำเภอทำหน้าที่ในส่วนที่จำเป็นต้องทำตามระเบียบกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะต้องไปพูดกันในเรื่องมีส่วนเกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น สำคัญที่สุดเลยครับ ผมอยากจะเน้นว่าที่บอกจะมีสมัชชาพลเมือง มีสภาตรวจสอบ ผมอยากจะให้เป็นหนึ่งเดียว อาจจะเรียกว่า สมัชชาพลเมือง ทำหน้าที่แบบ มีส่วนร่วม กำหนดนโยบายและแผนต่าง ๆ การตรวจสอบติดตามอะไรต่าง ๆ สภาตรวจสอบ ฟังดูชื่อแล้วมันเหมือนกับจะไปจับผิดอะไรทำนองนั้น อันนี้เดี๋ยวไปว่ากันในเรื่องของรัฐธรรมนูญ นะครับ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ