จิรวัฒน์ เวียงด้าน หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการกระจายอำนาจที่อาจนำไปสู่การแผ่อำนาจและอิทธิพลจากส่วนกลางลงไปครอบคลุมท้องถิ่น และเสนอแนะให้พิจารณาเรื่องภารกิจ งบประมาณ การถ่วงดุล และการตรวจสอบประสิทธิภาพและคุณภาพในการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น
นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๔๒ จากกจังหวัดนครพนม ไม่เคยบริหารท้องถิ่น นะครับ เคยสมัคร ส.อบต. รุ่นแรกของประเทศไทย ตอนนั้นสอบตกก็เลยไม่ได้สมัครอะไรอีกเลย แต่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตให้กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น คือที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจคำว่า การกระจายอำนาจ อาจจะเป็นลักษณะเหมือนการแผ่อำนาจ แผ่อิทธิพล ขยายอิทธิพลจากส่วนกลางลงไปครอบคลุมท้องถิ่น เราจึงจะได้เห็นว่านายก อบต. นายกเทศมนตรี แม้แต่นายก อบจ. จะต้องเดินตามก้นนักการเมืองระดับประเทศเพื่อที่จะอาศัย อำนาจ บารมี และภารกิจ แม้แต่งบประมาณ เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะต้องเห็นความอุปถัมภ์ ในระบบการบริหารจัดการระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ มันก็เลยเหมือนว่าเป็นระบบ ใยแมงมุม ก็จะเกิดการชักนำชักใยจากส่วนกลาง แล้วก็เกิดการที่จะพัฒนาท้องถิ่นได้ค่อนข้างจะช้า ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ยกตัวอย่างสมมุติว่า ไม่ต้องสมมุตินะครับ คือปัจจุบันเป็น อย่างนี้ในจังหวัด ๆ หนึ่งผมเองก็ไปดูว่าสำนักงาน อบจ. ผมก็ไปประเมินดูว่ามันมีพนักงานอยู่ กี่คน เดินถัดมาอีกก็ไปเห็นศาลากลางจังหวัด เราก็ไปดูว่ามีพนักงานอยู่กี่คน แล้วก็ไปดูเทศบาล อำเภอเมืองมีพนักงานอีกกี่คน แล้วก็เดินมาอีกที่หนึ่งก็เป็นที่ว่าการอำเภอ นั่นแค่ ณ อำเภอเมือง หรือจังหวัดหนึ่ง เราก็เห็นว่ามีหมวกอยู่ ๔ ใบแล้ว ทีนี้เราเองในฐานะที่เป็นประชาชนหรือในฐานะ ที่เราก็ดูว่าคนที่เขาจะบริหารท้องถิ่น เราอยากเห็นว่าถ้าท่านจะปฏิรูปก็อยากให้เหลือแค่ แท่งเดียว ท่านจะทำเอาแท่งไหนก็ได้ให้เหลือหมวกใบเดียว เราจะเห็นว่างบประมาณมันจะ กระจายจาก ๔ องค์กร มันก็เกิดภารกิจในการซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นมันจะเกิดการพัฒนาท้องถิ่น ค่อนข้างล่าช้า ก็มาดูในเรื่องกรอบและแนวทางของคณะกรรมาธิการที่เสนอเข้ามา เราก็จะได้ มองกันว่าถ้าการกระจายอำนาจที่แบบไม่ใช่ว่าเป็นการแผ่ขยายอิทธิพลลงไปเพื่อครอบงำเขา เพื่อให้เกิดการชักใยจากส่วนกลางก็ยังเห็นความชัดเจนที่มากขึ้น แต่สิ่งที่เราอยากจะเห็นจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้พิจารณาใน ๔ หลักที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของภารกิจ ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการถ่วงดุล และในเรื่องของ การตรวจสอบประสิทธิภาพ คุณภาพ
ในเรื่องของภารกิจผมก็เชื่อว่า เนื่องจากว่าท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านก็เป็น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการท้องถิ่น เราน่าจะแยกออกมาได้ว่าภารกิจท้องถิ่นที่เขาควรจะทำจริง ๆ ควรมีอะไร ผมยกตัวอย่างกรณีที่บอก อบจ. บาง อบจ. ก็ไปทำการส่งเสริมด้านการเกษตร แต่ อบจ. ไม่มีเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดสักคนเดียวเลย ก็ไปทำโครงการ ๑ ไร่ ได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็กลายเป็นภารกิจหลักของ อบจ. ทำอะไรก็เป็นเหมือนว่าสร้างความบันเทิงให้กับประชาชน บ้านผมเขาจ้างแต่หมอลำ จ้างวงดนตรีให้กับประชาชน ภารกิจมันเลยเกิดการซ้ำซ้อน อยากจะมี ช่างก็ไปตั้งองค์กรช่างขึ้นมา หน่วยงานช่าง หน่วยงานอะไรขึ้นมาก็ไปซ้ำซ้อนแล้วก็ไม่มีอำนาจ ในการที่จะไปบริหารที่มันต่อเนื่อง ในเรื่องของภารกิจ
ในเรื่องของงบประมาณเราจะเห็นว่าท้องถิ่นเองก็ต้องรองบประมาณจาก ส่วนกลาง ผมยกตัวอย่าง ณ วันนี้ที่จังหวัดผมเองจังหวัดนครพนม มันมีภาคเอกชนที่ไปลงทุน เยอะแยะมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นคอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Convenience store) ใหญ่ ๆ หรือ เป็นศูนย์การค้า พอไปแล้วท้องถิ่นเขาไม่มีงบในการที่จะขยายประปา ไฟฟ้า ไม่พอ แต่หน่วยงาน ต่าง ๆ มันไปแล้ว เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจก็เอากลับมาจ่ายภาษีที่ส่วนกลางหมด เพราะฉะนั้น ก็รองบประมาณจากส่วนกลางที่จะส่งไปให้ ถ้าสมมุติว่านายกเทศมนตรีบ้านผมแทงหวยผิดไป สนับสนุนนักการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านก็ต้องรออีกล่ะครับกว่าจะขยายหม้อแปลงไฟฟ้าได้สัก หม้อแปลงหนึ่งก็ระเบิดแล้วระเบิดอีก ฉะนั้นมันก็เลยไม่เกิดความสัมพันธ์ในการที่จะพัฒนา แม้แต่เรื่องของจังหวัดผมมีสะพานแห่งที่ ๓ มูลค่าสินค้าที่ผ่านสะพานปีหนึ่ง ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดได้อะไร ได้ค่าเที่ยวรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกเฉย ๆ แต่สิ่งที่ท้องถิ่นเขาต้องรับผิดชอบ ก็คือในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน มลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเขาเรียกว่าทรัพยากรธรรมชาติ ที่ส่วนกลางไปใช้ของเขา แต่สุดท้ายมูลค่าสินค้าเหล่านี้ก็ต้องมาจ่ายที่ด่านที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราจะเห็นในเรื่องงบประมาณ แล้วเราจะไปคาดหวังได้อย่างไรว่าให้ท้องถิ่นเขาเจริญ ผมคิดว่า มันเป็นไปได้ยากนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ด้วย
อีกภารกิจหนึ่ง คือเรื่องของการถ่วงดุลเรื่องการตรวจสอบ เราพูดเสมอว่า เราเป็นห่วงในเรื่องของการคอร์รัปชัน เราก็ให้ประชาชนเขามีการมาถ่วงดุล ผมเองน่าจะประเมิน ได้ว่าโครงการจากส่วนกลางนี่ล่ะคือตัวที่ค่อนข้างจะคอร์รัปชันค่อนข้างสูงเพราะมันมีการกำหนด สเปก (Spec) กับส่วนกลาง แต่โครงการที่อยู่ในท้องถิ่นมันจะเกิดการถ่วงดุลเพราะว่าเขาต้องทำ ประชาคม เขาต้องมีโครงการแนบในเรื่องของประชาคม เขาต้องมีราคากลางในการที่จะคุยกับ พี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่ราคาจากส่วนกลางมันไม่เกิด เราจึงจะเห็นว่าโครงการของท้องถิ่น จะมี ๓ ปี ๕ ปี ในการวางแผนโครงการที่จะพัฒนา แต่พอมีงบประมาณแปรญัตติลงไปทีไรมันจะ กลายเป็นโครงการ ๓ นาที ๕ นาทีทันทีเลยครับ
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของการประเมินประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเปิดกรอบของ อัตราจ้างในท้องถิ่น ถ้าเราอนุญาตให้เขาเปิดกรอบอัตราจ้างได้เราก็สามารถที่จะประเมินได้ว่า เปิดแล้วคุณภาพ ประสิทธิภาพในการเปิดกรอบอัตราจ้างนั้นเหมาะสมในภารกิจที่มีอยู่หรือเปล่า เราน่าควรว่าเหมือนเราทดลองงานพนักงานถ้า ๓ เดือน ๖ เดือนแล้วถ้าภารกิจนั้นไม่เป็นที่ สมควรที่จะให้เปิดกรอบเราก็จะไม่เห็นข้าราชการอัตราจ้างที่ล้นอยู่ในท้องถิ่นกับภารกิจที่มีอยู่ อันนี้ก็จะฝาก ๔ ข้อใหญ่ ๆ ไว้ ขอบคุณท่านประธานมากครับ