วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการแยกบทบาทระหว่างโพลิซี เมกเกอร์ เรกกูเลเตอร์ และโอเปอเรเตอร์ และขอไม่จัดสรรเงินจากกองทุน กทปส. เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนกฎหมายดิจิทัล และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการออกกฎหมายที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของสังคม และอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเสนอแนะแก้ไขปรับปรุงเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาและ เพื่อนสมาชิก ผม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณากฎหมาย ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๑๐ ฉบับนี้ ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุม กฎหมายดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับเป็นกฎหมายที่โดยหลักการแล้วต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่จะออกมาเพื่อที่จะทำให้เรา มีการวางรากฐาน มีนโยบายที่ชัดเจน มีทิศทางที่จะเดินไปสู่สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่มีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลเรื่องนี้ โดยหลักการแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในเรื่องที่จะมีนโยบาย มีการบูรณาการงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เข้าด้วยกันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง รัฐบาลได้มีดำริที่จะส่งเสริมให้ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลมีความ เข้มแข็งขึ้น มีการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้มีระบบ แล้วก็มีความจริงจังขึ้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการให้ความเห็นชอบกับกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับ ในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและเดือนมกราคมที่ผ่านมาในช่วงต้นเดือน กฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้สามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด ๓ กลุ่มด้วยกันนะครับ
กลุ่มแรกมี ๒ ฉบับด้วยกัน
๑. ร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
๒ ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
อันนี้เป็นเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานองค์กร
กลุ่มที่ ๒ มีทั้งหมดรวม ๔ ฉบับด้วยกัน ได้แก่
๑. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ....
๒. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ....
๓. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ....
๔. ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรียกกัน ย่อ ๆ ว่า พ.ร.บ. กสทช. นะครับ
ร่างกฎหมายกลุ่มที่ ๒ ทั้ง ๔ ฉบับนี้ ๓ รายการแรกได้ถูกรวมเข้าเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน หลังจากที่ผ่านคณะรัฐมนตรีไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ๓ ฉบับมีความสอดคล้องใกล้เคียงกัน ก็ได้มีการรวบรวมให้เป็น ร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน คือ ร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ....
กลุ่มที่ ๓ ของกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับ มีกฎหมาย ๔ ฉบับด้วยกัน ได้แก่
๑. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๒. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๓. ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๔. ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ....
ร่างกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับนี้มีความสำคัญกับประเทศชาติมาก เนื่องจากว่า จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ภูมิศาสตร์ของเรื่องการที่เรา จะไปสู่ดิจิทัล การที่เราจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สังคมดิจิทัล การวางรากฐานตรงนี้ มีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจจะขาดนโยบาย ขาดทิศทางที่ชัดเจน ขาดการบูรณาการกัน กฎหมายเหล่านี้มีเจตนาที่ดีที่จะทำให้เรามีนโยบาย เรามีทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามในแง่ของการศึกษาหลังจากที่กฎหมายได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แล้วก็ได้มีผู้ที่มายื่นข้อร้องเรียนต่อทางกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศ อย่างเช่น เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Net) เครือข่ายครอบครัวเด็กและเยาวชน แล้วก็ เครือข่ายคนพิการนะครับ ทางกรรมาธิการได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ โดยเราได้ตั้งประเด็นศึกษารวมทั้งหมด ๕ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของแนวทางและหลักการของกฎหมายเศรษฐกิจและ ดิจิทัล ตรงนี้ว่าหลักการและเหตุผลแนวทางเป็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง สถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ปรากฏตามร่างกฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. และกองทุน กทปส. หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อ
ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของ ประชาชน
ประเด็นที่ ๕ เป็นเรื่องความเชื่อมั่นของภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการต่อ ร่างกฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ
คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษาใน ๕ ประเด็นหลักใหญ่ ๆ ตรงนี้ โดยวิธีการ พิจารณาศึกษา ผมขออนุญาตเรียนว่าเราได้ศึกษาจากการที่รับฟังข้อเสนอของผู้ที่มายื่น ข้อเรียกร้องกับทางกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายพลเมืองเน็ต ทางเครือข่ายคนพิการ โดยสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เครือข่ายครอบครัว เด็ก และเยาวชน เราได้ ศึกษาจากข้อสรุปแล้วก็ข้อเสนอแนะประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ จากที่มีการเปิดเวทีอภิปราย เวทีเสวนา เพื่อรับฟังความคิดเห็น แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลายต่อหลายเวที ประเด็นนี้ต้องถือว่าเป็นประเด็นที่ร้อนแรง แล้วก็มีการจัดเวทีอภิปรายกันอย่างกว้างขวางอย่างมาก เราก็ได้รวบรวมความคิดเห็นแล้วก็ ข้อเสนอแนะมาไว้ในการศึกษานี้ด้วย ในขณะเดียวกันกรรมาธิการก็ได้ร่วมกับกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังได้ออกไปรับฟังความคิดเห็นจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยพายัพ นอกจากนั้นก็ได้มีการค้นคว้าข้อมูลเอกสารที่มีการเผยแพร่ ที่มีการแสดงความคิดเห็นทั่วไปตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) หรือว่าสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้เชิญบุคคล แล้วก็หน่วยงานผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อมูล ให้ข้อคิดเห็น อย่างเช่น ได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างกฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับแห่งนี้ แล้วก็เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ผลักดัน รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมายดิจิทัล ๑๐ ฉบับ เราได้เชิญทางผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาให้ ข้อมูลด้วยซึ่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายคมนาคมก็เป็นตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาให้ข้อมูล นอกจากนั้นก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ข้อมูล ความรู้กับเราในเรื่องกฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับครับ
จากการศึกษาเราได้ข้อสรุปออกมาทั้งหมด ผมขออนุญาตว่าจาก ๕ ประเด็นที่เรา ศึกษาเราก็ได้ข้อสรุปออกมา โดยขออนุญาตเรียนนำเสนอดังนี้ว่าจากภาพรวมเราเห็นว่า โดยหลักการแล้ว โดยนโยบายที่จะมีกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากว่าลงไปในรายละเอียดของกฎหมายแล้วยังมีข้อที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ จำนวนมาก หากไม่มีการแก้ไขจะมีผลกระทบต่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน แล้วก็จะมีผลกระทบต่อเรื่องขององค์กรกำกับดูแลสื่อ ซึ่งที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังทำอยู่นี้ก็ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องมี องค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแล ถ้าหากว่าไม่มีการแก้ไขนี้ก็จะกระทบกับเรื่องนี้ จะทำให้เป็นการ สวนทางกับทิศทางที่เรากำลังจะทำการปฏิรูปอยู่ ข้อสรุปจากการศึกษาถ้าแบ่งออกเป็นกลุ่ม
ในเรื่องของกลุ่มกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ๑๐ ฉบับนี้ ขออนุญาตนำเสนอดังนี้
จากการศึกษานี้เราพบว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจและ สังคมดิจิทัลนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าในรายละเอียดพบว่ากฎหมายมุ่งไปที่ความมั่นคงของรัฐ หรือว่า ความมั่นคงของประเทศ เนชันแนล ซีเคียวริตี (National Security) มากกว่าความมั่นคงปลอดภัย ของระบบคอมพิวเตอร์ หรือว่าไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) ซึ่งอันนี้อาจจะกระทบ ต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งใน แล้วก็ต่างประเทศ อันจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและ สังคมโดยรวมมากกว่าผลดี นอกจากนี้ยังอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างกว้างขวาง ในขณะที่การออกกฎหมายนี้ก็ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม กฎหมายนี้ต้องการผู้เชี่ยวชาญผู้ที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติต่าง ๆ เข้ามาช่วยกัน แต่ว่าการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายนี้มีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ต้องถือว่าน้อยมาก แล้วก็ ยังขาดการมีส่วนร่วมนะครับ เราก็เลยเห็นว่าในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถสนับสนุนส่งเสริม การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การออกกฎหมายได้นะครับ
ประการที่สอง ในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างสถานะแล้วก็บทบาทอำนาจหน้าที่ของ สำนักงาน จากการศึกษาเราพบว่า องค์กรหรือหน่วยงานรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาตามร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการสำนักงาน แล้วก็องค์กรขึ้นใหม่ หลายคณะ หลายหน่วยงาน แต่ว่าขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะความรับผิดชอบ แล้วก็รูปแบบ ขององค์กรว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพราะว่ากฎหมายบัญญัติไม่ให้เป็น ทั้งส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นหน่วยรับตรวจของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่ว่าให้ สตง. เป็นผู้สอบบัญชี แล้วก็ยังตัดอำนาจอื่น ๆ อีกหลายประการที่ทาง สตง. จะสามารถทำได้ อันนี้ก็เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความโปร่งใส แล้วก็เรื่องธรรมาภิบาลขององค์กร ก่อนหน้านี้เราคงได้ยินเรื่องปัญหาธรรมาภิบาลของ กสทช. เราคงไม่อยากให้เกิดลักษณะเดียวกันขึ้น จากการศึกษาเราคิดว่าโครงสร้าง สถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของสำนักงานองค์กรหรือหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมายังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ที่ต้องให้ความสำคัญที่จะต้องระมัดระวังก็คือว่า ขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของสำนักงานและหน่วยงานระบบการสรรหาคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง อย่างมีธรรมาภิบาล การเคารพต่อวินัยทางการเงินและการคลัง การออกแบบกลไกและระบบ การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ หลักประกันการใช้อำนาจและความรับผิดของเจ้าพนักงาน ที่โปร่งใส เป็นธรรม แล้วก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อันเป็นประเด็นหลัก และที่สำคัญ ที่จะทำให้ร่างกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ไม่สามารถสนับสนุนหรือว่าส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลและสังคมของประเทศไทยได้ในที่สุด
ประการที่ ๓ เรื่องของสถานะ บทบาท อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือว่า กสทช. เดิม กสทช. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตาม พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ กสทช. ต้องเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แต่จากการศึกษาเราพบว่ากฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ที่ออกมาโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. จะไปลดทอนความเป็นองค์กรอิสระของ กสทช. ลง เนื่องจากว่า กสทช. จะต้องขึ้นกับ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย นอกเหนือจากการที่จะต้องขึ้นกับทางรัฐบาล ในขณะเดียวกันในเชิงโครงสร้างก็ดูเหมือนว่าจะต้องไปเกี่ยวพัน ไปสัมพันธ์แล้วก็จะต้องไปทำงาน ให้สอดคล้องกับกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งจะถูกปรับให้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมนะครับ ขณะเดียวกันก็คือถ้าหากว่ามีข้อที่แตกต่างระหว่าง กสทช. กับคณะกรรมการ ดิจิทัลก็จะต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะพิจารณาเรื่องแต่หากตกลงกันไม่ได้ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็จะต้องเป็นคนชี้ขาด ดังนั้นจากโครงสร้าง และจากความสัมพันธ์ระหว่าง กสทช. กับองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ก็จะทำให้ความเป็นอิสระของ กสทช. ถูกลดทอนลงไป ซึ่งถ้าหากว่า กสทช. ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐหรือฝ่ายการเมืองได้ง่าย อันนี้ก็จะยิ่งเป็นอันตราย เนื่องจากว่า กสทช. ทำหน้าที่ในการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม การที่จะมีการแทรกแซงโทรทัศน์ วิทยุหรือสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อเอกชนที่ กสทช. ดูแลอยู่ ก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ก็จะส่งผลเสีย
อีกประการหนึ่งเท่าที่เราได้ศึกษากันก็คือเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน จากการศึกษาเราพบว่ากฎหมายดิจิทัลทั้ง ๑๐ ฉบับ ที่จะออกมา จะมีผลกระทบกับการสื่อสารของประชาชน เนื่องจากว่ากฎหมายให้บทบาท ให้อำนาจหน้าที่กับเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะเข้าไป ตรวจค้น เราลองนึกดูนะครับว่าโดยปกติแล้ว ถ้าหากว่าบ้านเราจะมีใครเข้ามาตรวจค้น ก็คงจะต้องมีหมายศาลก่อนที่จะเข้ามาตรวจค้นภายในบ้านเราได้ แต่ว่าสิ่งที่เราสื่อสารกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทางอีเมล์ (e-Mail) ไม่ว่าจะทางสื่อสังคมออนไลน์นะครับ กฎหมายฉบับใหม่ที่จะออกมา ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากในการตรวจค้น สามารถตรวจค้นได้ตั้งแต่จดหมายโทรเลข ซึ่งเลิกกัน ไปแล้ว รวมทั้งไปรษณีย์ทั่วไป ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งหลาย ทางเจ้าหน้าที่สามารถที่จะใช้อำนาจหน้าที่เข้ามาตรวจค้นได้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติจากศาลหรือ โดยที่ไม่มีการกลั่นกรอง ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ก็ได้รับการยกเว้นความรับผิดทางแพ่งและ ทางอาญา นอกจากนั้นยังไม่มีมาตรการที่จะไปเยียวยาถ้าหากว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายกับปัจเจกชนหรือกับเอกชนหรือผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลาย นอกจากนั้นก็คือว่าคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นหรือใช้อำนาจหน้าที่ก็ไม่จำเป็น ต้องแสดงเหตุผลหรือไม่จำเป็นที่จะต้องยกข้อกฎหมายว่าทำไมถึงต้องไปค้นผู้ที่ต้องสงสัย ทำผิดกฎหมายข้อใด ไม่จำเป็นต้องมีการยกเหตุผลขึ้นมา แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีการรายงาน ต่อสาธารณชนหลังจากที่ดำเนินการว่าตกลงการค้นหรือการดำเนินการของเจ้าหน้าที่นี้ ผลเป็นประการใด ตรงนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่กระทบกับสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน อย่างรุนแรง แล้วก็จะเป็นเรื่องที่กระทบต่อบรรยากาศในการที่เราจะสร้างความเข้มแข็ง ของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะว่าบรรดาผู้ลงทุน ผู้ประกอบการทั้งหลายก็คงจะไม่ปรารถนา ที่จะลงทุนในประเทศไทย ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจมากขณะที่สามารถเข้าตรวจค้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างประชาชนโดยทั่วไปหรือว่าเข้าไปตรวจค้นที่ทำงานหรือยึด เครื่องไม้เครื่องมือ ยึดเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือระบบปฏิบัติการทั้งหมดได้โดยที่ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่มหาศาล แล้วก็ไม่มีการถ่วงดุล
ประการถัดมาก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ อย่างที่เรียนว่ากฎหมาย มีความละเอียดอ่อน แล้วก็มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ได้มีผลกระทบต่อ กสทช. ไม่ได้มี ผลกระทบต่อกระทรวงไอซีทีเท่านั้น แต่มีผลต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศตั้งแต่ที่เป็นอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ (Hard Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานหลัก ซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Soft Infrastructure) หรือเกี่ยวกับคอนเทนท์ (Content) ทั้งหลาย เกี่ยวกับเนื้อหา ก็มีผลกระทบโดยทั่วไป ในขณะที่ การออกกฎหมายบรรดาผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหลายต่อหลายฝ่ายไม่ได้รับรู้มาก่อน แล้วก็ผลที่จะออกมาจะมีผลกระทบ มีผลเสียต่อผู้ประกอบการ ตรงนี้ก็เลยคาดหมายว่าถ้าหากว่า กฎหมายผ่านออกไปโดยที่ไม่มีการแก้ไขปรับปรุง ตรงนี้จะมีผลกระทบต่อการที่เราจะเดินหน้า ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่หวังว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือสังคมดิจิทัลจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการติดต่อสื่อสารหรือใช้บริการ จากภาครัฐนะครับ ตรงนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่เราตั้งใจหรือหวังไว้นะครับ
สำหรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการจากที่เราได้ศึกษาแล้วก็ได้พิจารณา ทั้ง ๕ ประเด็นดังกล่าวนี้ ผมขออนุญาตนำเรียนเสนอดังนี้ว่า
ข้อเสนอของเราในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเนื้อหากฎหมายดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) หรือว่ากฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นหลักเลยที่เราเสนอ ก็คือว่าคณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ที่จะเกิดขึ้นเราเห็นด้วยว่าควรจะมีคณะกรรมการระดับชาติ ที่จะดูแลเรื่องนี้ แต่คณะกรรมการควรจะทำหน้าที่เป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy Maker) หรือว่าเป็นผู้กำหนดนโยบาย ไม่ควรที่จะเป็นทั้งผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้บังคับใช้ รวมทั้ง เป็นผู้เล่นเองด้วยนะครับ ในกฎหมายที่ออกมาผ่านคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ปรากฏว่ามีบทบาททั้งในเรื่องของการกำหนดนโยบายและบทบาทในเรื่องของการบังคับใช้ คือการอิมพลีเมนท์ (Implement) นอกจากนั้นยังมีตัวแทนของผู้ประกอบการบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นแคท (CAT) ทีโอที (TOT) หรือบริษัทไปรษณีย์ไทย อยู่ในคณะกรรมการด้วย ซึ่งอันนี้ขัดกับหลักสากลอย่างแท้จริงที่ควรจะมีการแยกกันให้ชัดระหว่างโพลิซี เมกเกอร์ เรกกูเลเตอร์ (Regulator) และโอเปอเรเตอร์ (Operator) นะครับ คณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี ควรจะต้องแยกบทบาทตรงนี้ออกให้ชัดเจนนะครับ
ประการที่ ๒ เราเห็นว่าควรจะคงกองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อหรือกองทุน กทปส. เอาไว้ โดยที่ต้องไม่มีการจัดสรรเงินจากกองทุนดังกล่าวไปยังกองทุนดิจิทัล อีโคโนมี รัฐบาล จะใช้เงินเพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี เราเห็นด้วย เราคิดว่าควรจะไปจัดสรรเงินจาก รายได้แผ่นดินหรือว่าเงินที่ กสทช. ส่งเข้ารัฐไปแล้ว ไม่ควรที่จะนำเงินจากกองทุน กทปส. มา เนื่องจากว่าเงินกองทุนตรงนี้มีเหตุผลในการเก็บ มีกฎหมายรองรับในการเก็บ แล้วก็ที่มาของเงิน กับเงินที่จะถูกนำไปใช้มันจะไม่สอดคล้องกัน เราเห็นว่ามันควรจะสอดคล้องกัน รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอาจารย์พนา ทองมีอาคม จะช่วยให้รายละเอียดในช่วงถัดไปนะครับ
ถัดมาข้อเสนอของเราในเรื่องที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. กสทช. หลัก ๆ เราเห็นว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อที่เรารอคอยกันมานาน ที่เราเรียกร้อง กันมา แล้วก็ผลักดันกันมา มีการบรรจุ มีการอ้างอิงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรวมถึงที่กำลังจะมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังร่างกันอยู่นะครับ หลักใหญ่ ๆ เลยก็คือว่าทรัพยากรคลื่นความถี่ เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ให้มีองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแล แล้วก็ ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ เราคิดว่ากฎหมายที่กำลังจะออกมาจะมีผลกระทบต่อ ความเป็นอิสระของ กสทช. แล้วก็กระทบต่อการปฏิรูปสื่อ เราเห็นว่าควรจะชะลอร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือ พ.ร.บ. กสทช. ออกไปก่อน แม้ว่า กสทช. เองจะมีปัญหามาก โดยเฉพาะในเรื่องของธรรมาภิบาล แต่เราคิดว่ากฎหมายที่จะออกมาไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหานั้น ในขณะเดียวกันกฎหมายนี้ไปเน้นในเรื่องที่จะให้ กสทช. มาขึ้นกับทางคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้วก็ไปเน้นในเรื่องที่จะเอาเงินกองทุนไปใช้มากกว่า เราเห็นว่าควรจะ คงหลักการเรื่องคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เดิม การจัดสรรคลื่นความถี่ เราถือว่าคลื่นความถี่ทั้งหมดเป็นทรัพยากรของชาติ กสทช. จะเป็นคนทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่แล้วก็จะเป็นคนจัดสรร คลื่นความถี่แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทบริการสาธารณะ ประเภทบริการเชิงพาณิชย์ และประเภท บริการชุมชน ทีนี้ถ้าเป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมา คลื่นความถี่นี้จะถูกดู โดยคณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ คณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติจะเป็นคนนำคลื่นความถี่ ทั้งหมดนี้มาดูในเรื่องของแผนแม่บท มาดูว่าจะจัดสรรอย่างไร กสทช. จะไปทำหน้าที่ในแง่ของ การจัดสรรคลื่นในเชิงพาณิชย์ เราเห็นว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช. ควรจะชัดเจนว่า ควรจะต้องเป็นไปตามที่มาตรฐานสากลหรือมาตรฐานของไอทียู (ITU) คือ อินเตอร์เนชันแนล เทเลคอม ยูเนียน (International Telecom Union) ที่กำหนดเอาไว้นะครับ คือว่าจะต้องมี บทบาทในการจัดสรรคลื่นความถี่ ๓ ระดับด้วยกัน คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่าฟรีเควินซี แอลโลเคชัน (Frequency allocation) การจัดแบ่งคลื่นความถี่ เรียก ฟรีเควินซี อะลอทเมนท์ (Frequency allotment) และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ หรือ ฟรีเควินซี อะไซเมนท์ (Frequency assignment) บทบาทตรงนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากว่าจะทำให้ มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมซึ่งมีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ถ้าหากว่า คลื่นความถี่ถูกกันออกไปก่อนบางส่วน คลื่นความถี่ถูกนำไปจัดสรรโดยที่ไม่เท่าเทียมกัน คลื่นความถี่บางส่วนอาจจะใช้วิธีการที่ ถ้าสมัยก่อนต้องเรียกว่าวิ่งเต้นหรือใช้วิธีที่เรียกว่าใครที่มี คอนเนคชัน (Connection) หรือมีเส้นสาย สายสัมพันธ์ดีกว่าอาจจะได้ไปถ้าแบบนี้ ในขณะที่ อีกลู่วิ่งหนึ่งแข่งขันโดยการประมูล แข่งขันโดยวิธีที่โปร่งใสเป็นธรรมกว่า แต่ลู่ ๒ ลู่นี้ถ้าแข่งขันกัน โดยไม่เป็นธรรม มันจะทำให้ระบบการแข่งขันโดยรวมมันไม่เป็นไปโดยเสรีอย่างเป็นธรรม แล้วก็ จะมีปัญหากระทบกับกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของเรา นะครับ
ข้อเสนอถัดมาเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับกลุ่มเนื้อหากฎหมายดิจิทัล อีโคโนมี ที่ว่าด้วย สำนักงาน แล้วก็ธรรมาภิบาล ข้อเสนอของอนุกรรมาธิการที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว ก็เสนอว่าสถานะของสำนักงาน หน่วยงาน ที่จะจัดตั้งขึ้นขอให้มีความชัดเจน จะเป็นรัฐหรือจะเป็นเอกชน คือตามร่างกฎหมายที่ออกมาพยายามที่จะเอาข้อดีของทุกอย่าง ข้อดีของเอกชนคือความคล่องตัว ในการทำงาน ข้อดีของรัฐคืออำนาจ ปรากฏว่าพยายามเอาข้อดีของทั้ง ๒ อย่าง แต่ว่าทำให้ องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่มีอำนาจมหาศาลและอาจจะขาดธรรมาภิบาล หรือขาดการตรวจสอบ หรือขาดความโปร่งใสได้ ก็ขอให้ชัดเจนนะครับว่าถ้าหากว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐเวลาจะไป ร่วมทุนกับเอกชนก็ขอให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การร่วมทุน ขอให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ของ สตง. อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ สตง. แล้วก็เวลามีรายได้ก็ขอให้ส่งรายได้เข้าแผ่นดิน ไม่ใช่ว่าองค์กร ที่ตั้งขึ้นมานี่มีอำนาจมหาศาลรายได้ก็ไม่ต้องส่ง ลงทุนก็ไม่ต้องเข้ากระบวนการแบบเดียวกับ หน่วยงานรัฐทั่วไป แถมยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ทั้งในแง่ของการกำกับและยังลงไปเป็น โอเปอเรเตอร์เองด้วย ซึ่งอันนี้ก็ขัดกับหลักสากลที่ควรจะแยกให้ชัดเจนว่า ถ้าจะเป็นเรกกูเลเตอร์ ก็ควรจะเป็นเรกกูเลเตอร์ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเป็นทั้งเรกกูเลเตอร์คือเป็นทั้งผู้กำกับ แล้วก็เป็นทั้ง ผู้เล่น คงจะเป็นเรื่องตลกถ้าสมมุติว่าในสนามฟุตบอล นักฟุตบอลบางทีมสามารถที่จะเป่าให้ อีกฝ่ายหยุดเล่นได้ คือเป็นทั้งนักฟุตบอล แล้วก็เป็นทั้งกรรมการ การแข่งขันที่จะเป็นธรรม ต้องอาศัยว่าผู้เล่นต้องเสมอกัน อันนี้เราขอให้สถานะของสำนักงานที่จะตั้งขึ้นขอให้ชัดเจนว่า จะเป็นรัฐหรือจะเป็นเอกชน จะเป็นผู้กำกับหรือว่าจะเป็นผู้เล่น ถ้าจะเป็นผู้กำกับไม่ควรที่จะ ลงไปเล่นเอง
ประเด็นเรื่องการยกเว้นการรับผิดของเจ้าพนักงาน เราก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่ถูกต้องนะครับ เนื่องจากว่าเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่มหาศาล แล้วขณะเดียวกันก็มีการ ยกเว้นการรับผิดทั้งอาญา ทางแพ่ง ขณะที่สำนักงานไปร่วมลงทุนกับคนอื่นก็ไม่อยู่ภายใต้ การบังคับใช้ของกฎหมายในเรื่องของการรับผิด ก็คงจะเป็นเรื่องตลกถ้าหากว่าเราไปร่วมลงทุน กับใครแล้วเราไม่ต้องรับผิด ใครจะมาฟ้องร้องเอาผิดกับเราก็ไม่ได้ มันก็คงจะทำให้คนที่จะมา ร่วมทุนด้วยก็คงจะไม่สนใจที่จะมาร่วมลงทุนด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่เองถ้าหากว่าเราให้ อำนาจหน้าที่มหาศาลแล้วไม่มีความผิด ถ้าหากว่าไปละเมิดปัจเจกหรือว่าละเมิดประชาชน ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะครับ นอกจากนั้นเราคิดว่าการที่จะใช้อำนาจเข้าไปถึงข้อมูล ส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ควรจะต้องได้รับการกลั่นกรองจากศาลหรือตุลาการเหมือนกับที่ว่า ถ้าใครจะมาค้นบ้านเราก็ขอให้มีหมายศาล เราคิดว่ากระบวนการกลั่นกรองคงจะทำให้มี ความเป็นธรรมมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุม คณะอนุกรรมาธิการโดยสรุปแล้วก็เห็นว่า โดยหลักการ โดยนโยบายของกฎหมายดิจิทัลเศรษฐกิจทั้ง ๑๐ ฉบับนี้ แม้ว่าโดยหลักการ โดยนโยบายจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าเมื่อดูลงไปในรายละเอียดของกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับ ซึ่งในการ ยกร่าง ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายเราเห็นว่ายังมีข้อบกพร่อง ยังมีข้อที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่จำนวนมาก หลักการดี แต่ว่ามีปัญหาในแง่ของรายละเอียด แล้วที่สำคัญก็คือว่ารายละเอียดหรือสาระของกฎหมาย ทั้ง ๑๐ ฉบับนี้สวนทางกับแนวทางการปฏิรูปในเรื่องของสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และเรื่องเกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องเป็นองค์กรอิสระ และจะต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่ให้เกิดการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรมครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ