รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
คุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องที่ผมจะขอหารือ เกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม ในพื้นที่ ๔ อําเภอ ได้แก่ อําเภอนาหว้า อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาทม และอําเภอบ้านแพง รวม ๒๔ ตําบล ๒๘๐ หมู่บ้าน ขาดแคลนน้ําดื่ม น้ําใช้ และน้ําเพื่อการเกษตร เกิดปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก ข้าวนาปรังแห้งตาย ประชาชนไม่มีน้ําใช้ น้ําอาบ จึงขอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม ทหารหน่วยพัฒนาได้ร่วมมือกันเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนอย่างเร่งด่วน ขอให้ทุกหน่วยงานไปช่วยขุดสระในไร่นา ขนาด ๑ ไร่ต่อเกษตร ๑ ราย โดยขุดให้ฟรีไม่ต้องให้เกษตรกรจ่ายสมทบ ๒,๕๐๐ บาท ขุดลอกหนองน้ํา ทําระบบ ชลประทานให้แก่เกษตรกรทุกหมู่บ้าน เวลาฝนตกมาจะได้เก็บน้ําไว้ใช้ในหน้าแล้ง ไม่เช่นนั้น น้ําก็จะไหลแห้งไปหมดถ้าไม่มีแหล่งเก็บน้ํา และขอให้เร่งมีโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ํา ด้วยไฟฟ้าส่งน้ําระบบทางท่อทุกตําบลที่มีแหล่งน้ําขนาดใหญ่ มีอ่างเก็บน้ําและตามลําน้ํา แม่น้ําโขง แม่น้ําสงคราม และแม่น้ําอูน เพราะมีน้ําอยู่แล้วก็สูบน้ําส่งไปทางท่อให้แก่เกษตรกร ดีกว่าเราจะสร้างรถไฟฟ้าที่ใช้เงินมหาศาล ที่กําลังก่อสร้าง ๕ เส้นทาง ๑๔๗ กิโลเมตร เป็นเงินถึง ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งใช้กันเพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคน ใน กทม. ถ้าใช้งบประมาณเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. เพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปสร้างสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้าส่งน้ํา ระบบทางท่อให้ภาคอีสานได้ถึง ๖๑ แห่ง มีประโยชน์ต่อชาวอีสานถึง ๒๒ ล้านคน กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นนโยบายประชานิยมที่โดนใจ ประชาชนมากที่สุด เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ โดยสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ นโยบายนี้ในหลักการนี้ดี แต่ว่าวิธีการมีปัญหา เนื่องจากขาดการร่วมจ่ายจากประชาชน เพราะฉะนั้นทําให้ งบประมาณค่าเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นอย่างมากมหาศาลในแต่ละปี ในปีหน้า ปี ๒๕๕๕ งบประมาณที่โค้ด (Code) ไว้จะอยู่ที่ ๒,๘๙๕.๖๐ บาทต่อหัว เพิ่มจาก ๑,๒๐๒ บาท ในปี ๒๕๔๕ ท่านประธานครับ ๙ ปีเพิ่มขึ้น ๒๖๖ เปอร์เซ็นต์ ในปีหน้าจะเพิ่มงบประมาณ เป็น ๑๔๕,๙๔๓ ล้านบาท แล้วในขณะเดียวกันสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ก็เพิ่มสูงมากเช่นเดียวกัน ๒ เรื่องนี้มันโยงกัน เพราะว่างบเหมาจ่ายรายหัวดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น มากมหาศาล แต่ว่าในความเป็นจริงคือไม่พอ เพราะว่าวิธีการเราปล่อยให้ประชาชนเสพติด กับการรักษาฟรี เพราะฉะนั้นมันก็ไปโป่งเอาที่ว่าไปดึงรายได้จากสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการซึ่งมีจํานวนดังกล่าวเข้ามาชดเชย เข้ามาจ่ายรายหัวที่ไม่เพียงพอ เราอาจจะขยาย เพิ่มขึ้น ค่าเหมาจ่ายรายหัวได้เพิ่มขึ้นได้อีก เพราะว่าเนชันแนล เฮลธ์ แอคเคาท์ (National Health Account) หรือว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพยังอยู่ที่ ๓.๖๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เท่านั้น แต่ว่าก็มีปัญหาว่าจะต้องไปแย่งชิงงบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ซึ่งก็คงจะลําบาก เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทางรัฐ สสช. ทีดีอาร์ไอ (TDRI) สธ. กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณเร่งวางแผนนโยบายด้านสาธารณสุขโดยเร็วก่อนที่ระบบมันจะพัง ในวันข้างหน้า ในเร็ว ๆ นี้ครับ ขอบคุณครับ
ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้มีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธาน อยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา ขณะนี้มีการ ก่อสร้างขยายช่องจราจรถนนช่วงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เข้าตัวเมือง ระยะที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมทางหลวงชนบท กรุณาเร่งรัดในการจัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยด่วน เนื่องจากว่าจะเข้าหน้าฝนแล้ว แล้วก็ มีปัญหาในเรื่องของเครื่องจักร เครื่องยนต์ ที่ก่อให้เกิดความหวาดเสียวต่อพี่น้องประชาชน ขอให้ดูแลในเรื่องของปัญหา ในเรื่องของการจัดการเรื่องความปลอดภัยด้วย
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องประชาชนในเขต กทม. เขตบางแค ที่เป็นสมาชิกในโครงการหมู่บ้านซิกเนเจอร์ ซึ่งหมู่บ้านนี้มีการประชาสัมพันธ์ก่อนการจะขาย บอกว่าจะมีทางเข้าออกโครงการ ๒ เส้นทาง เส้นทางที่ ๑ ก็คือทางด้านถนนกาญจนาภิเษก อีกเส้นทางหนึ่งก็คือด้านถนนกัลปพฤกษ์ ปรากฏว่าวันดีคืนดีทางด้านถนนกาญจนาภิเษก มีเจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงชนบทได้เอาเสาไปปัก ซึ่งทางเข้าออกทั้ง ๒ ทางนี้ทางโครงการ ได้ทําซุ้มอย่างดี ประกาศชัดเจนว่าเป็นทางเข้าออก แต่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการให้มีถนน ๒ เส้นทาง มีการร้องเรียนผ่านมายังว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ร้อยโทหญิง สุนิสา เลิศภควัต ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในเขตบางแค ร้องเรียนมา ให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรีบไปตรวจสอบด่วนว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน สคบ. ก็ดี กรมทางหลวงชนบทก็ดี หรือ กทม. เขตบางแค ไปตรวจสอบดูว่าใครผิดใครถูกอย่างไร พี่น้องประชาชนเขาจะได้สบายใจ ตรงนี้ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
คุณวัชระ เพชรทอง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบเขต เขตหนองแขม พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน มีทุกวัน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ของท่านดอกเตอร์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้มีมติคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่ประเทศลาว ซึ่งกั้นแม่น้ําโขงเหนือจังหวัดหนองคาย ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งภาคอีสาน ทําให้แม่น้ําโขง ลดลงและพันธุ์ปลาลดลง ขอให้ธนาคารกรุงไทยได้ระงับที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทดังกล่าว ขอให้รัฐบาลตรวจสอบ
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชน แม่บ้านในเขตหนองแขมร้องเรียนว่าไข่ หมู แพง ไข่ หมู แพง ไข่ หมู แพง คุณวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่ามีคนใช้อํานาจ เหนือตลาด ทําให้ราคาสูงขึ้น ท่านประธานครับ อธิบดีระบุว่ามีคนใช้อํานาจเหนือตลาด ทําให้ราคาสูงขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบและสั่งให้จับกุมดําเนินคดีทันที
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ คุณกิตติพงษ์ วงษ์เลิศ อยู่หมู่บ้านวรารมย์ เขตหนองแขม ถูกทําร้ายร่างกายในท้องที่ สน. บางบัวทอง ปรากฏว่าจนบัดนี้ยังไม่มี การจับกุมคนร้าย ทํางานล่าช้ามาก อยากให้ ผบ.ตร. ไปดูแล และปรากฏว่าเมื่อไปรักษา ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล นายแพทย์จํานงค์ จิระวิชฎา บอกว่าจะนัดตรวจในวันที่ ๒๐ เมษายน ท่านประธานครับ ถูกทําร้ายร่างกายวันที่ ๑๔ มีนาคม นัดตรวจ ๒๐ เมษายน บาดเจ็บสาหัส อยากให้กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงการทํางานให้รวดเร็วกว่านี้
ต่อไปนี้เป็นเรื่องการลอกท่อ ท่านประธานครับ คุณป้านิตินาถ หมู่บ้านเบญจพร เขตหนองแขม คุณป้าน้อยนภา เปียรัตน์ ซอยบุญช่วย แยกขวา เขตภาษีเจริญฝั่งเหนือ พี่น้องประชาชน ซอยจัดสรร ๑ เขตหนองแขม หมู่บ้านพงษ์ศิริชัย ๒ เขตหนองแขม และเจ๊แจ๋ว ซอย ๕ หมู่บ้านสรัลพร ทุกรายครับต้องการให้ลอกท่อในเขตหนองแขม ซึ่งบัดนี้เขตหนองแขม มีรถดูดเลนแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่มีคนขับ อยากให้กรุงเทพมหานครเร่งดําเนินการให้เท่าเทียมกับ ฝั่งเขตหนองค้างพลู ขอขอบคุณ
คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ
เรื่องแรกที่อยากจะหารือกับท่านประธานในวันนี้ ก็คือดิฉันได้รับการ ร้องเรียนจากพี่น้องชาวอําเภอเนินสง่าและอําเภอบ้านเขว้า ว่าขณะนี้พี่น้องได้ทําการ ปลูกข้าวนาปรัง น้ําที่จะมาใช้ในการปลูกข้าวไม่มี ต้องการจะให้หน่วยงานทางราชการ ดําเนินการในเรื่องหาน้ํามันเพื่อมาสูบน้ําไปปลูกข้าวนาปรังค่ะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือตอนนี้ที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉันมีแม่น้ําชีไหลผ่าน แต่ว่าตอนนี้ ระดับน้ําในแม่น้ําชีลดต่ําลงมาก อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลจัดสรร ในเรื่องงบประมาณในการขุดลอกของแม่น้ําชีเพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้ในหน้าน้ําซึ่งฝน ใกล้จะมาแล้วค่ะ ถ้าได้รับงบประมาณในการขุดลอกปีนี้ ชาวจังหวัดชัยภูมิของดิฉัน โดยเฉพาะที่อําเภอบ้านเขว้า อําเภอเนินสง่า อําเภอจัตุรัส น่าจะไม่ประสบปัญหาน้ําท่วม อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เรื่องที่ ๓ ด้วยมีพี่น้องชาวอําเภอจัตุรัสร้องเรียนผ่านดิฉันมาว่า ได้มีการออกไปรับคําร้องขอกู้เงินจากหน่วยงานก็คือธนาคารเอสเอ็มอี (SME) เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประกอบการขนาดย่อม ปรากฏว่าเขาก็ไปยื่นกู้กันเยอะแยะค่ะเป็นพันราย แต่ว่างบประมาณที่ให้กู้ บอกว่าตกรายละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตอนนี้พี่น้องในเขตเลือกตั้งของดิฉันเองกําลังรอ ว่าเมื่อไรจะได้รับอนุมัติ มีบางรายอนุมัติมาค่ะ ขอไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้มา ๑๐,๐๐๐ บาท หรือว่าขอไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ช่วยตรวจสอบ ดูแลด้วยว่าเพราะอะไร ขอกู้ไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถึงได้แค่ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ต้องฝากติดตามในเรื่องผู้ที่ยังไม่ได้ รับการอนุมัติเงินกู้จากธนาคารเอสเอ็มอีด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไป พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้รับหนังสือตอบข้อหารือจากสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ที่ สผ ๐๐๐๑/๔๔๓๒ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ กรณีขอให้มีการ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดเพื่อมาทําเป็นฐานข้อมูลสําหรับใช้ ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาทั้งระบบนะครับ คําตอบที่กระผมได้รับก็คือว่ากรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลภัยพิบัติ ต่าง ๆ ตามระเบียบของกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๖ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ สาระสําคัญก็คือว่าขณะนี้เขาได้ดําเนินการโดยใช้ระบบงานเอกสารเป็นหลักนะครับ ส่วนระบบสารสนเทศสนับสนุนการทํางานนั้น ปัจจุบันไม่ได้มีการดําเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีโปรแกรม (Program) สําเร็จรูปที่จะใช้ในการประเมินความเสียหาย แล้วก็เชื่อมโยง ข้อมูลจากพื้นที่สู่ระดับจังหวัด ทําให้การประมวลผลนี้มีความล่าช้า การแก้ไขปัญหาก็ล่าช้า ข้อมูลต่าง ๆ นี้มันมากนะครับ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตือนภัย การช่วยเหลือแล้วก็การฟื้นฟู คือถ้าสมมุติว่าให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทําอย่างเดียวมันไม่ทันนะครับ ในข้อหารือผมได้เสนอง่าย ๆ ว่าให้จ้างนักศึกษา นักวิชาการมาช่วยงานนี้ สํารวจข้อมูลแล้วก็ ทําโปรแกรม ไม่ต้องจ้างฝรั่งนะครับ ใช้โอกาสนี้สร้างงานเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไปด้วย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบที่ตรงนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอหารือต่อนะครับว่า ข้อ ๑ เมื่อไรจะ ดําเนินการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในงานด้านนี้ ข้อ ๒ ทําไมไม่สร้าง วิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างงาน อัตราการว่างงาน ที่บอกว่า ๒๖๘,๐๐๐ คน ที่สํานักงาน สถิติแห่งชาติเสนอรัฐบาล อันนั้นมันไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ผมมั่นใจว่าผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และข้อ ๓ รัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ตาม พ.ร.บ. ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ครบถ้วนทุกข้อหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๗ (๓) ซึ่งให้บูรณาการ พัฒนาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ ขอท่านประธานกรุณาส่งเรื่องไปให้ นายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร เรื่องราคาข้าว ได้รับการ ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้ขายข้าวกัน ได้รับเงินในราคาเกวียนหนึ่งประมาณ ๕,๐๐๐ บาทเศษ ๆ แล้วมิหนําซ้ําชาวนาของผม ส่วนใหญ่โดนปัญหาเรื่องศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ําตาล ศัตรูที่ทําลายต้นข้าว ขายข้าวก็ไม่ได้ราคา แมลงต่าง ๆ เข้ามารบกวนอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผ่านมา เกิดปัญหาฝนตก ทําให้ข้าวที่พอจะเกี่ยวได้โดนน้ําท่วมอีก มันเกิดมาจากการไหลของคลอง การถ่ายเทของน้ําที่อยู่ในลําคลอง เมื่อสักครู่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกรนะครับ คุณวิชิต ผลดี และนางสมบัติ งามเนตร หมู่ที่ ๑๒ ตําบลมะต้อง ว่า คลองที่ทางกรมชลประทาน ไปดําเนินการขุดลอก ขุดเสร็จแล้วนะครับ แต่ว่าตรงกลางมันขุดไม่ถึงหรือขุดลอกไม่หมด อยากจะฝากให้ไปดู ดําเนินการตรงนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปากคลองฉลอง หมู่ ๑๐ ตําบลมะต้อง พื้นที่ที่น้ําท่วมคือหมู่ ๕ ตําบลทับยายเชียง อําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งอยากจะฝากให้ทางกรมชลประทานแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กําหนดนโยบายเรื่องของราคาข้าวได้ไปช่วยเหลือเกษตรกรตรงนี้ด้วยนะครับ เพื่อที่เขา จะได้มีเงิน มีทองใช้ในช่วงที่ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณครับ
คุณนิยม วรปัญญา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจํานวนมาก บอกกําลังเดือดร้อน ขอให้ท่านประธานช่วยแก้ไข เพราะการหารือในสภานี้ได้รับผลดีมาก จากที่ท่านประธาน ได้กรุณาให้การติดตามผลงานแล้วก็ประสานงานให้ ท่านประธานครับ
๑. เวลานี้ข้าวเปลือกราคาตกต่ํามากครับ
๒. ถนนไร้ฝุ่นที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายไว้ เหลืออีก ๕๑ สายที่ยังไม่ได้รับการ พิจารณา
๓. น้ําท่วมถนนที่ต่ําแล้วก็คดโค้ง มีสะพานหลายแห่งที่ยังไม่ได้รับการ พิจารณา อันนี้ก็กําลังเดือดร้อนมากครับ
๔. อ้อย มันสําปะหลัง ถั่ว ราคาขายไม่คุ้มทุน ราคาที่ประกันก็เป็นราคาที่ต่ํา แล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
๕. โคเนื้อ โคนม แล้วก็เป็ด ไก่ ราคาที่ยังไม่ได้ทําการชําแหละขายราคาต่ํามาก แต่พอเข้าตลาดแล้วราคากลับแพงมาก อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ไม่รู้ว่ากระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลได้มีการพิจารณาแก้ไขอย่างไรครับ
๖. ไฟฟ้ามีจํานวนมากที่ยังไม่ได้ขยายเป็นไฟ ๓ เฟส (Phase) พอไฟฟ้า ปลายสายเข้าหน่อยไฟก็ตก เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ชํารุดเสียหาย ผมมีทั้งหมด ๑๕ เรื่อง ก็ขอส่ง เป็นหนังสือให้ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ
ครับ ต่อไปท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยครับ วันนี้กระผมขอกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาความทุกข์และเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่ง ของสมาชิกรัฐสภาครับ
ประการที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการใช้รถใช้ถนนที่มีความเสี่ยงสูงมากครับท่านประธาน คือการทางตัดกันในบริเวณ กิโลเมตรที่ ๑๗๐ และ ๑๗๑ ของบนถนนมิตรภาพ เมื่อเช้านี้ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่บ้าน ดาวรุ่ง ท่านบอกว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ได้มีคนตายมาแล้วเกือบ ๑๐๐ ศพ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ผมได้หารือผ่านทางท่านประธานวุฒิสภา ได้รับคําตอบจากกระทรวงคมนาคม จากกรมทางหลวง แต่เพียงว่าเห็นด้วย เห็นชอบ แล้วได้วางแผนในการที่จะปฏิบัติ คือวางแปลนไว้แล้วแต่ยังขาดงบประมาณ วันนี้ผมขอหารือ ท่านประธานครับ เพื่อที่จะให้ดําเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นมากกว่านี้ ขณะนี้พี่น้องประชาชนในเขตนั้นไม่ได้กลัวแต่เพียงอันตรายที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนครับ เดี๋ยวนี้ยังกลัวผีอีกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอให้ช่วยจัดการด้วยนะครับ
ประการที่ ๒ ความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของพี่น้องประชาชน ในแถบชายแดนด้านเขมร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และบ้านท่านประธานครับ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคนทั้งโลกได้รู้แล้วว่าขณะนี้อะไรเกิดขึ้น หากรัฐบาลไทยมีความจริงใจ และมีความมั่นใจในข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าทหารเขมร ได้ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยก่อน ทหารมีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยครับ ท่านประธานที่เคารพ สัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างเรานั้น ระหว่างเขมรกับไทยนั้น มีไว้เพื่อการปฏิบัติ ไม่ได้มีไว้เพื่อการละเมิดหรือไม่ได้มีไว้เพี่อการประท้วง ผมได้รับการรายงาน จากกองทัพภาคที่ ๒ ว่าบัดนี้ประเทศไทยได้ประท้วงไปแล้วกว่า ๑๗๕ ครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ถึงเวลาที่จะต้องบอกเลิกแล้วครับ แล้วก็มาเริ่มเจรจากันใหม่ รวมทั้งเอ็มโอยู (MOU) ๒๕๔๓ ด้วยครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ
คุณผ่องศรี ธาราภูมิ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ
เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่เป็นสมาชิกชุมชนตรีมิตร ในหมู่บ้านเกิดชนะ ตําบลป่าตาล อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี กรณีขอความเห็นใจ กราบเรียนไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ ศาลจังหวัดลพบุรีได้ขอความร่วมมือแล้วก็ได้อนุมัติ สํานักงานศาลยุติธรรมได้อนุมัติ เงินงบประมาณค่าธรรมเนียมศาล เพื่อเสริมงบประมาณปี ๒๕๕๓ ในการก่อสร้างบ้านพัก ศาลยุติธรรมสําหรับผู้พิพากษาในจังหวัดลพบุรี ซึ่งจริง ๆ ก็มีความจําเป็น แต่เนื่องจากการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ขอใช้ที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลบ. ๖๗๔ จํานวนที่ดินเพียง ๑ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวาเท่านั้น แต่ว่าที่ประชาชนได้ร้องทุกข์ ขอให้ทบทวนเนื่องจากว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นมีความสําคัญ ๒ ประการนะคะ
ประการที่ ๑ ก็คือมีความสําคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นถนนสายโบราณ เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดําเนิน ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เสด็จพระราชดําเนิน จากจังหวัดลพบุรีไปกราบนมัสการพระพุทธบาท
ประการที่ ๒ ปัจจุบันทางชุมชนได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วก็องค์การบริหารส่วนตําบลได้จัดทําเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ก็คือมีศาลาเอนกประสงค์ มีสนามกีฬาเอนกประสงค์ของชุมชน ถ้าหากว่าใช้ที่ดังกล่าวเป็นที่สร้างบ้านพักศาลยุติธรรม ก็อาจจะทําให้ชุมชนเสียพื้นที่ แล้วก็เสียในเรื่องของประวัติศาสตร์ ก็ขอให้ได้พิจารณา ทบทวนที่ดินที่ราชพัสดุแปลงใหม่นะคะเพราะว่าใช้เนื้อที่ไม่มากนัก ดิฉันก็ขอกราบเรียน
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องสืบเนื่องจากกรณีที่มีเพลี้ยประโดดสีน้ําตาลระบาดมาก ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอ ก็คือข้าวหอมปทุมธานี ขณะนี้ผลผลิต ข้าวคุณภาพต่ําแล้วก็เมล็ดลีบ ทําให้พี่น้องเกษตรกรขายข้าวไม่ได้ราคา ขอให้เกษตรจังหวัด แล้วก็ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยดูแลด้วยค่ะ
ขณะนี้มีสมาชิกมาเซ็นชื่อเข้าประชุม ๓๑๑ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม กระผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ
รับทราบสรุปผลงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภารวมทั้งหมด ๔๙ ครั้ง ระหว่างวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔
พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... จํานวน ๒ ฉบับ
พิจารณาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ จํานวน ๓ ครั้ง
พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จํานวน ๓ เรื่อง
เสนอมาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จํานวน ๑๒๖ เรื่อง
เห็นชอบแล้ว จํานวน ๑๐๔ เรื่อง
คณะรัฐมนตรีขอถอนจํานวน ๕ เรื่อง
รอการพิจารณา จํานวน ๑๑ เรื่อง
หนังสือสัญญาที่รอเอกสารประกอบการพิจารณา จํานวน ๕ เรื่อง
หนังสือสัญญาที่ประธานรัฐสภาวินิจฉัยให้ตกไป จํานวน ๑ เรื่อง
พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จํานวน ๑ เรื่อง
ตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาแทนตําแหน่งที่ว่าง จํานวน ๑ ตําแหน่ง
๑. การดําเนินการตามข้อหารือของสมาชิกรัฐสภา
๑.๑ จํานวนข้อหารือ มีข้อหารือรวมทั้งสิ้น จํานวน ๘๔๔ ข้อหารือ
๒. ผลการดําเนินการ
๒.๑ เรื่องที่ดําเนินการแล้วเสร็จในที่ประชุม จํานวน ๔๘ ข้อหารือ
๒.๒ เรื่องที่แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดําเนินการ จํานวน ๗๔๙ ข้อหารือ
ดําเนินการแล้วเสร็จ จํานวน ๓๑๓ ข้อหารือ
แจ้งผลเบื้องต้น แจ้งผลคืบหน้า จํานวน ๑๓๔ ข้อหารือ
อยู่ในขั้นการดําเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จํานวน ๓๐๒ ข้อหารือ
๒.๓ อยู่ระหว่างการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ จํานวน ๔๗ ข้อหารือ
จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมรัฐสภาได้ทราบว่ารัฐสภาได้ดําเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อทราบ ก่อนที่จะมีการยุบสภาก็ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนว่า เราได้ทําอะไรบ้างนะครับ คือเฉพาะข้อหารือ เราได้พิจารณาแล้ว เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๔ ไม่รวมในวันนี้นะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไประเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน
เรื่องด่วนที่ ๓. ร่างกรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก ไทย-พม่า ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
รอรัฐมนตรีมาชี้แจงครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระ คือผมอยากจะขอ ความกรุณาแจ้งที่ประชุม ผมตกหล่นไปนะครับ เนื่องจากคุณถิรชัย วุฒิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งขอลาออกจากการ เป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ สมาชิกภาพความเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ (๗) ดังนั้น จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีเพียงแค่ ๔๗๓ คน คือสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ส่วนวุฒิสภา ท่านมี ๑๔๗คน กึ่งหนึ่ง คือเรารวมแล้วขณะนี้ มีสมาชิก ๖๒๒ คน รวมกึ่งหนึ่งก็ ๓๑๑ คน แจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
มีอะไรคุณประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พอดีรัฐมนตรียังไม่เข้ามา ผมอยากแสดงความเห็น ตอนนี้ท่านประธานครับ ปัญหาบ้านเมืองของเราตอนนี้
คือปรึกษาหารือ ผมไม่ให้ปรึกษาหารือ
ไม่ใช่ปรึกษาหารือ คือวันนี้จริง ๆ วาระเรื่องที่จะพิจารณานี้ ถ้าเทียบกับปัญหาทะเลาะกันระหว่างชายแดน ผมว่าน้อยมาก ตอนนี้เราเกิดการปะทะระหว่างไทย-เขมร ซึ่งมันไม่ควรจะต้องรุนแรง อยากฝากให้ท่านประธานว่าถ้าเป็นไปได้ มีการถกกันในรัฐสภาแห่งนี้จะเป็นไปได้ไหม
ท่านก็เสนอญัตติด่วนหรืออะไรทํานองนั้น
ก็ต้องขอท่านก่อน
คือตอนนี้รัฐมนตรีมาแล้วครับ
ก็แสดงความเห็น เฉย ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ก็ทราบทั่วทุกคนแล้วครับ สื่อทุกแขนงก็บอก เราก็รู้มีความห่วงวิตกกังวล ผมกับท่านมีหัวใจเดียวกันครับ เชิญท่านรัฐมนตรีแถลงครับ
ขอกราบประทานโทษ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาสภาทั้งหลายครับที่ผมมาช้าไปนิดหนึ่ง ประชุม ครม. กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเสนอร่างกรอบการเจรจา เพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่า ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบ ดังนี้ครับ
กระผมขอกราบเรียนเสนอเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งระบุว่า ก่อนที่จะมีการเจรจาจัดทําความตกลงใด ๆ ที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง คณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ เขตแดนไทยกับพม่ามีความยาวทั้งสิ้น ๒,๔๐๑ กิโลเมตร และได้มีการปักปันและปักหลัก เขตแดนไว้ตลอดแนวแล้วในส่วนของเขตแดนทางบก โดยสนธิสัญญาระหว่างสยามกับอังกฤษ จํานวน ๙ ฉบับ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ หรือกว่า ๑๔๐ ปีมาแล้ว เรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๓ และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าอีก ๑ ฉบับ เกี่ยวกับ เขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ําสาย-แม่น้ํารวก ที่จัดทําขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๔ อย่างไรก็ดี หลักเขตแดน ที่ปักไว้มีระยะห่างกันมากและสูญหายเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับแผนที่ที่ทําขึ้นในสมัยนั้น ไม่ละเอียดเพียงพอ ก่อให้เกิดความแตกต่างในการอ้างสิทธิอธิปไตยของแต่ละฝ่าย ในส่วนของเขตแดนทางน้ําก็มีการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ําเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดังนั้น จึงมีความจําเป็นที่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะต้องสํารวจและพิสูจน์ทราบเส้นเขตแดนที่รับการปักปัน ไว้แล้วร่วมกัน โดยอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสํารวจเพื่อปักหลัก เขตแดนให้มีความชัดเจนและถูกต้อง โดยทําเป็นความตกลงฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งกระผมเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมการดําเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในภาพรวม และเสริมสร้างความร่วมมือและความมั่นคงบริเวณชายแดน ท่านประธานที่เคารพ สําหรับกลไกการเจรจานั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ประเทศไทยและประเทศพม่าได้ตกลงกัน จัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า หรือเจบีซี (JBC) ขึ้น เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหา ด้านเขตแดน และสํารวจ และจัดทําหลักเขตแดนทางบกตลอดแนว เจบีซีได้มีการประชุม มาแล้ว ๖ ครั้งคือ พ.ศ. ๒๕๓๖ พ.ศ. ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๕ และ พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงให้ประเทศพม่าเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งที่ ๗ ใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ประเทศพม่า แต่ประเทศพม่าก็ยังไม่สามารถจัดการประชุมได้ เนื่องจาก ประสบกับปัญหาการเมืองภายใน จากการหารือระดับนโยบาย ทั้ง ๒ ประเทศเห็นพ้องกันว่า ปัจจุบันมีประเด็นที่เกี่ยวกับเส้นเขตแดนที่ควรต้องหารือกันให้ชัดเจนในหลายจุด รวมทั้ง เขตแดนในบริเวณที่จะมีการเปิดด่านเพื่ออํานวยความสะดวกและความร่วมมือในการพัฒนา เศรษฐกิจระหว่างกัน และในกรอบของประชาคมอาเซียน (ASEAN) นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ได้มีการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการที่เมืองเมียวดี ประเทศพม่า สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศพม่าปิดด่านเมียวดี-แม่สอด โดยอ้างสาเหตุที่ประเทศไทย ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ําเมย และในการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้น ฝ่ายพม่าได้เสนอให้ฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง ก่อนที่ฝ่ายพม่าจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจบีซี ครั้งที่ ๗ อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งฝ่ายไทย ได้แจ้งฝ่ายพม่าถึงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังรอการตอบรับจากฝ่ายพม่าอยู่ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าสัญญาณ ในทางบวกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศพม่า เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพม่าแล้วในเดือนมีนาคม ศกนี้ การจัดประชุมเจบีซีครั้งต่อไปก็จะได้เกิดขึ้นในโอกาสแรก ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับการเจรจาตามกรอบการเจรจาดังกล่าวจะเป็นการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายระหว่างประเทศ และจะยึดแนวทาง ๔ ประการ คือ
๑. การยึดถือสนธิสัญญาที่กรุงสยามทําไว้กับกรุงอังกฤษตามหลักสืบสิทธิ
๒. การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการเจรจาหารือ
๓. การแยกประเด็นเขตแดนออกจากการดําเนินความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในด้านอื่น ๆ และ
๔. การให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สําหรับกรอบการเจรจาที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาล มีสาระคือ ให้ดําเนินการ เจรจาและสํารวจ และจัดทําหักเขตแดนไทย-พม่า ตลอดแนว โดยให้เป็นไปตามสนธิสัญญา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่จัดทําขึ้นระหว่างไทยกับอังกฤษ รวม ๙ ฉบับดังกล่าว คือตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๖๘ พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ค.ศ. ๑๙๔๐ พ.ศ. ๒๔๘๓ และสนธิสัญญาระหว่างไทยกับพม่า ๑ ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ําสาย-แม่น้ํารวก ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๑ พ.ศ. ๒๕๓๔ ทั้งนี้การเจรจาตามกรอบการเจรจาดังกล่าวเป็นการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายระหว่างประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ พร้อมกับการเสนอกรอบการเจรจาขอความเห็นชอบของ รัฐสภา ที่ถือเป็นขั้นตอนแรกของการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ขั้นตอนที่ ๒ คือการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันได้แก่ การให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเขตแดนไทย-พม่า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เปิดเว็บไซต์ (Website) ให้ข้อมูลแก่สาธารณชน โดยผู้สนใจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความคิดเห็น ผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้ นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนไทย–พม่า เป็นระยะ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศควบคู่กันไปจนกว่าการเจรจาเขตแดนไทย–พม่า จะเสร็จสิ้น โดยได้ดําเนินการจัดสัมมนาในเบื้องต้นไปแล้ว ๔ ครั้ง คือที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๓ ที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ และล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ขั้นตอนที่ ๓ ในการดําเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ คือรัฐบาลจะเริ่มดําเนินการเจรจาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนร่วมกับพม่า ภายใต้เจบีซี ตามกรอบการเจรจา โดยให้ความสําคัญสูงสุดแก่ผลประโยชน์ของชาติและ ประชาชน และจะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาและการดําเนินงานสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนต่อรัฐสภาเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้จนกระทั่งการเจรจาเสร็จสิ้นและได้มีการ ลงนามร่างสัญญาบันทึกผลการเจรจาของเจบีซีแล้ว ขั้นตอนที่ ๔ คือรัฐบาลจะดําเนินการ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือก่อนที่ฝ่ายไทย จะแสดงเจตนาให้หนังสือสัญญามีผลผูกพัน รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว เกิดผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลจะแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ซึ่งเมื่อรัฐบาลดําเนินการครบถ้วนตามกระบวนการดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การที่รัฐบาลจะเสนอร่างสัญญาตามผลการเจรจาของเจบีซีต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนที่จะดําเนินการให้มีผลผูกพันกับทางฝ่ายพม่าต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเรียนว่าหากประเทศไทยและประเทศพม่า สามารถรักษาความต่อเนื่องและความก้าวหน้าในการเจรจาแก้ไขปัญหาเขตแดน เพื่อดําเนินการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนได้ ผลลัพธ์ที่ตามมานอกเหนือไปจากการ ลดความตึงเครียดและป้องกันความขัดแย้งที่อาจมีขึ้นได้ในบริเวณพื้นที่ชายแดนแล้ว คือการกําหนดเขตแดนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ ที่จะรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด สมดังจุดมุ่งหมายที่ได้แสดงไว้ในความตกลงทั้ง ๑๐ ฉบับ ดังนั้นการพิจารณาร่างกรอบการเจรจา ของรัฐสภาในวันนี้จึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้กระบวนการเจรจาเขตแดนไทย-พม่า ดําเนินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความชอบธรรมและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รวมทั้งจะช่วยเกื้อกูลต่อความร่วมมือทวิภาคี ด้านอื่น ๆ ให้รุดหน้าไปด้วยดี อาทิ การเปิดจุดผ่านแดนในพื้นที่ต่าง ๆ การพัฒนาแนวพื้นที่ เศรษฐกิจภายใต้การเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมของภูมิภาค และการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง เกี่ยวกับเส้นเขตแดนอย่างยั่งยืน ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็นครับ เชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผล พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาสํารวจ และจัดทําหลักเขตแดนทางบก ไทย-พม่า ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของกรอบการ เจรจานั้นผมไม่มีข้อคิดเห็นและเป็นข้อสังเกตที่จะเสนอแนะต่อท่านรัฐมนตรี แต่สิ่งที่ผม อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีทราบก็คือเรื่องของปัญหาข้อขัดข้องในการ เจรจาชายแดนที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่ามีประเด็นสําคัญซึ่งประเทศไทยเราควรมีการ แก้ไขอยู่ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือในทุกสัญญาที่เราไปทําข้อตกลงว่า ประธานคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-พม่า นั้น เราได้ลงไว้ในข้อตกลงว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ทุกสัญญาไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยและประเทศพม่า อย่างที่เขียน ไว้ในเอกสารฉบับนี้ แต่ปรากฏว่าประเทศไทยไม่เคยมีการตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเลย ในทางปฏิบัติก็เลยจะต้องไปหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเข้ามา เป็นประธานคณะกรรมการเจรจาเขตแดน ในเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็คงทราบดีว่าในประเพณี ทางการทูตนั้นจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกับฝ่ายตรงข้าม จะเป็นด้วยเหตุผลประการนี้ หรือเปล่าครับที่ทําให้กระบวนการดําเนินการต่าง ๆ ในการเจรจาชายแดนนั้นไม่คืบหน้า เท่าที่ควร เพราะว่าการกระทําของเรานั้นเสมือนกับว่าเราไม่ให้เกียรติกับฝ่ายตรงข้าม ตามที่เราได้มีข้อตกลงและสัญญากัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนผ่านไปยังท่านประธานรัฐสภา ไปถึงคณะรัฐมนตรีว่าในอนาคตที่เราจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่ เราจําเป็นไหมครับที่จะต้องมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะที่จะต้องมีพันธะสัญญาในการที่จะต้องเจรจา กับต่างประเทศ ถ้าเผื่อท่านเห็นว่าบุคคลใดที่เหมาะสมในกระทรวงการต่างประเทศ ที่เคยทําหน้าที่อยู่แล้ว ก็น่าจะแต่งตั้งผู้นั้นให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสียให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อให้การเจรจานั้นเป็นไปตามแบบธรรมเนียมทางการทูตที่เหมาะสม
ประการที่สอง ท่านประธานครับ สิ่งที่มีปัญหาข้ดข้องเสมอในเรื่องการ เจรจาเขตแดน ก็คือเราขาดความต่อเนื่องในเรื่องของเจ้าหน้าที่กระทํา ไม่ว่าในระดับ คณะกรรมการก็ดี ถ้ามองในโครงสร้างของกรอบการเจรจาครั้งนี้จะเห็นว่าเป็นผู้แทน ของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งปรากฏว่ามีการโยกย้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ในกระทรวง การต่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีการทําข้อมูลที่ต่อเนื่องในการเจรจาต่อรองในแต่ละกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นคณะสํารวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่ ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่จะต้องทํา ทางรัฐบาลจะต้องวางแผนให้คนเหล่านี้สามารถ ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๕ ปี เพื่อให้การดําเนินการเจรจาหรือการสํารวจเขตแดนนั้น เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีความสมบูรณ์ นอกจากนั้นสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือในเรื่อง ของมิติทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลควรจะมีการดําเนินการในการรับฟังความคิดเห็น ในประเด็นของประวัติศาสตร์ที่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนหรือมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน อย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ข้อยุติในนามของประเทศไทยให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะไป เจรจากับฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าถ้าเรายังไม่มีความแน่นอนในเรื่องมิติเชิงประวัติศาสตร์แล้ว อาจจะทําให้ข้อมูลต่าง ๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เราเกิดขึ้น คือสังคมไทยเองที่เป็นคนบอกว่าข้อมูลที่รัฐบาลมี กับในสิ่งที่ประชาชนมีนั้นไม่ตรงกัน ผมคิดว่าในสิ่งที่เราจะมีกรอบการเจรจากับไทย-พม่า นั้น รัฐบาลควรจะนําสิ่งที่เป็นบทเรียน ของการเจรจาทั้งทางด้านประเทศมาเลเซียที่เราประสบความสําเร็จ และในสิ่งที่ประเทศกัมพูชา ที่เรายังมีปัญหาค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประธานคณะกรรมการเจบีซีนั้น ผมคิดว่ามีความจําเป็นเพราะว่าการเจรจาทางการทูตนั้นจําเป็นจะต้องให้เกียรติ กับฝ่ายตรงข้าม เขาถึงจะเจรจากับเรา ขอบคุณครับ
คุณเรวัต สิรินุกุล
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ร่างกรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่า ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่นภายใต้กรอบนี้ ท่านประธานครับ ได้ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงแล้ว ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่าที่จําเป็นต้องมีการเจรจาแล้วก็เปิด นั่นก็คือเขตแดนไทยกับพม่า เป็นเรื่องสําคัญในเรื่องเศรษฐกิจ ผมเห็นด้วยครับ ตลอดระยะแนวความยาว ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ๓๐๐ กว่ากิโลเมตรนะครับ ก็ยาวไม่น้อยนะครับ แต่ในช่วงที่ผ่านมา แล้วจะเจรจาอย่างไรหรือยังไม่เจรจาอย่างไร จนกระทั่งมีการเจรจา ตรงนี้มีแต่ปัญหาตลอดครับ ปัญหาก็คือว่า อย่างในจังหวัดกาญจนบุรีมีด่านหลายด่านครับ ด่านที่โด่งดังแล้วก็เป็นที่รู้จัก ของคนทั้งชาติหรือในโลกนี้ก็ว่าได้ ก็คือด่านเจดีย์ ๓ องค์ ตรงนี้ครับเป็นด่านประวัติศาสตร์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นตลอดครับ เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิด เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ทั้ง ๆ ที่เจดีย์ทั้ง ๓ องค์นี้ อยู่ในเขตไทย ความจริงแล้วพี่น้องคนไทย ทั้งไทยทั้งพม่าก็ไปหาสู่กันมาตลอด แต่วันดีคืนดี มีปัญหาพม่าก็ปิด ก็เกิดปัญหา เท่าที่กระผมไปดูมาทั้งไทยและพม่าเขาทํามาหากินกันโดยปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราอยู่กันอย่างผาสุก แต่การเจรจาให้เป็นด่านถาวรยังไม่เกิดขึ้นครับ ท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์ยาวนาน เปิดด่านเป็นอย่างนี้ไป เพราะฉะนั้นการเจรจาครั้งนี้ ผมเห็นด้วย ถ้าหากเป็นไปได้อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจง มันจะมีการเปิดด่านอย่างถาวรเพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ นี่เป็นเรื่องสําคัญนะครับ จําเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะในขณะนี้ประเทศไทยก็จะทําเศรษฐกิจค้าขายกับประเทศพม่า ซึ่งได้มีการ ลงทุน ซึ่งกระผมก็ได้กราบเรียนไปแล้ว ท่านประธานก็ทราบ สภาแห่งนี้ก็ทราบไปแล้ว รับรู้ไปแล้ว ซึ่งบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) ต้องเอ่ยนามสักนิด ได้สัมปทานจากประเทศพม่าสร้างทางไปยังเมืองทวาย นี่ครับตรงนี้ แล้วก็จะต้องผ่านด่านที่ บ้านแม่ทามี่ของประเทศพม่า แล้วก็พุน้ําร้อนที่อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ตรงนี้เป็นเรื่อง สําคัญครับ เศรษฐกิจจะไหลจากประเทศยุโรป ประเทศอินเดียเข้าประเทศไทย ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่านนี้อย่างถาวร มีแต่ด่านผ่อนปรนชั่วคราว ให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ให้บริษัทเขาไปขนของ ไปทํา ไปเปิด แล้วก็สร้างถนนหนทาง เมื่อกรอบการเจรจาตรงนี้มีขึ้น ถ้ามีขึ้นแล้วเจรจาอย่างถาวรได้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม ความเป็นไปได้มีแค่ไหนครับ
ในเรื่องของปัญหาที่จะเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วชายแดน ท่านประธานครับ ตามแนวตะเข็บชายแดนของจังหวัดกาญจนบุรี มีทั้งมอญ กระเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยครับ เวลาจะมีการรบกันอะไรต่ออะไร เขารบ พม่าตีก็เข้ามาฝั่งไทย พม่าถอยไปเขาก็กลับไปยัง ฝั่งพม่า ตรงนี้ก็เป็นแนวทางที่ต้องเจรจา และเป็นเรื่องสําคัญ เป็นปัญหาเฉพาะด้วย เพราะฉะนั้นกระผมไม่คิดว่ามันจะยาก ง่ายแค่ไหน แต่ก็เชื่อนะครับเชื่อว่าคงจะเจรจากันได้ เพราะที่ผ่านมานั้นถ้าหากว่ามีการเจรจาแล้วกระผมเชื่อว่าทุกอย่างก็เป็นไปได้ดี แต่เรายัง ไม่มีการเจรจาอย่างแน่นอนและที่ถาวรเลยสักครั้งเดียว การไปมาหาสู่กัน แล้วก็สมัย ก่อน ๆ นั้นกระผมยังไม่ค่อยได้เห็นว่ารัฐบาลได้ดําเนินการในเรื่องนี้ เพียงแต่การดําเนินการ เป็นไปในรูปของทหารครับ อย่างนายทหารใหญ่ ๆ ผู้บัญชาการทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ อะไรก็แล้วแต่ เวลาจะไปประเทศพม่าเขาก็เจรจาในการทูตทางด้านการทหาร แค่นั้นเอง ในขณะนี้ก็เหมือนกันครับ อย่างผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๙ จังหวัดกาญจนบุรี จะไปประเทศพม่าก็ง่ายนิดเดียว ก็สามารถที่จะเอารถไปได้ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๙ อนุญาตให้เข้าไป อย่างนี้เป็นต้น ง่าย แต่ในทางปฏิบัติโดยแท้จริงของกระทรวงการต่างประเทศหรือรัฐบาล ไม่มีนะครับ ท่านประธาน ยังไม่มี เมื่อมีร่างกรอบการเจรจานี้ขึ้นมา ผมจึงถือว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ทั้งคนไทยและคนพม่าอย่างมาก จึงอยากให้เกิดขึ้น อยากเห็นให้เกิดขึ้น ซึ่งถ้าวันนี้ ผ่านไปแล้ว อีกนานไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะสภาจะยุบอยู่แล้วจะทันไหมครับ อย่างนี้จะทันไหมครับ ปัญหาตรงนี้ก็อยากฝากเลยไปทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศถ้าจะมีการเจรจา ท่านประธานครับ พี่น้องคนพม่านี้มาทํางาน ในประเทศไทยเยอะนะครับ มาขายแรงงานเยอะนะครับ แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นเหมือนกัน อย่างที่ไปทํางานตามบ้านต่าง ๆ พี่น้องคนไทยเราก็ไม่ค่อยนิยม ก็ต้องอาศัยแรงงานจาก ประเทศพม่ามาทํางาน ปัญหาก็เกิดขึ้นตามบ้านตามช่อง มีการฆ่าแล้วก็ทําร้ายนายจ้าง อย่างนี้ก็ต้องมาเจรจาไหม นอกเหนือจากชายแดน เจรจาไหม ท่านประธานครับ คือสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าจะต้องหยิบยกเข้ามา เพราะว่ากระผมเชื่อเหลือเกิน และผมอยากเห็นว่า ในชายแดนของเราไม่ว่าประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม อะไรก็แล้วแต่ที่ใกล้เคียง ให้อยู่อย่างถาวร อยู่อย่างมีความสุข เจรจากันอย่างมีความสุข ไปมาหาสู่กัน เรื่องนี้ก็เลยมานึกถึง ท่านประธานก็เคยไปมาแล้ว นึกถึง อย่างในต่างประเทศ แถวยุโรปเขาไปกันเกือบทั่วทั้งยุโรปเลย นั่งรถผ่านแดนไป แล้วใช้พาสปอร์ต (Passport) ก็ผ่านได้ทุกด่านเลยครับ ไม่ว่าจะไปไหนในยุโรปไปได้ทั่วครับ ไม่ว่าจะประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศอิตาลี แถวบริเวณนั้นเขาไปกันได้ทั่ว อย่างนี้เขาก็ไปได้ เราทําอย่างนั้นบ้าง ไม่ได้หรือ เราทําอย่างนั้นได้ไหมครับ ไม่ให้มีการทะเลาะวิวาทกัน เห็นไหมครับเมื่อเช้านี้ หมอประสิทธิ์ก็บอกว่าเรื่องเขมร นี่ก็ทะเลาะกันอีกแล้ว เห็นท่านรัฐมนตรีไปนั่งคุยกับพี่น้อง ไม่รู้คุยกันอย่างไรบ้าง ก็มาเล่าสู่ให้รัฐสภาฟังบ้างว่าเป็นอย่างไร จะสงบได้ไหม จะยิงกัน อีกไหมครับ อย่างนี้ให้เกิดประโยชน์ได้ไหมครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในตะเข็บชายแดน ไม่ว่าจะที่ไหนก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่จําเป็นที่สุดที่รัฐบาลนี้ต้องทํา ทุกรัฐบาล ต้องทํา แล้วไม่ให้เกิด บางรัฐบาลเขาก็เข้ากันได้ ทําอย่างดี เขาก็สามารถที่จะเจรจา นายกรัฐมนตรีต่อนายกรัฐมนตรี เจรจากันอย่างดีก็ไม่มีปัญหาอะไร อยู่กันด้วยความราบรื่น สงบ ค้าขายกันตามตะเข็บชายแดน แต่บางรัฐบาลก็มีแต่ปัญหาเกิดขึ้น สร้างปัญหาเกิดขึ้น อย่างนี้ละครับ แล้วไม่มีวันจะจบสิ้นไปด้วย อยากเห็นจริง ๆ ว่ากรอบเจรจานี้ของ ประเทศพม่ากับประเทศไทย ให้สามารถเจรจากันอย่างสันติสุข แล้วก็อย่างถาวรยั่งยืนด้วย ท่านประธานครับ พี่น้องตามตะเข็บชายแดน จริง ๆ แล้วไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก แต่ก็ไม่สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ เวลาอะไรขึ้นทีหนึ่งก็ต้องหนีภัย ล้มตายกัน ผมจึงอยากเห็นครับ ชายแดนเรา จังหวัดกาญจนบุรียาวเหยียดมาเลยครับ ตั้งแต่จังหวัดตากยาวเหยียดมาเลยครับ ไปถึงจังหวัดระนอง โน่นละครับยาวเหยียด อยู่ด้วยความสงบสุข เราไปกันอย่างฉันพี่น้อง นี่คือสิ่งที่กระผมอยากเห็น อยากจะเห็นเหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศได้พูดไว้ นี่ท่านชี้แจงไว้นี่ดีมาก แล้วทําได้ไหม ทําได้ไหมครับ ท่านประธาน อยากจะทําอย่างที่พูดไว้นี่จะทําได้ไหม เจรจาแล้วจะสําเร็จไหม อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียน ในแนวทางของการเจรจา ผมไม่แน่ใจว่าการเจรจา โดยยึดหลักอะไรก็แล้วแต่ ฉันพี่น้องเป็นเรื่องสําคัญ ท่านประธานครับ เจรจาด้วย ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ตรงไปตรงมา แล้วให้อยู่อย่างมั่นคงได้ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีมีครับ ต้องมี แต่ว่าการเจรจาแบบฉันพี่ฉันน้องเป็นเรื่องสําคัญ ผมจึงอยากเห็นตรงนี้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามครับ ผมเห็นด้วย ที่รัฐบาลได้เสนอร่างกรอบการ เจรจาหลักเขตแดนไทย-พม่า และอื่น ๆ ด้วย วันก่อนนี้ผมเห็น มีอันหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ประเทศลาว ผมดูในนั้นแล้ว ผมเห็น ในระหว่างที่จะไปเจรจา และเจรจา มาแล้ว แต่จะมาให้สภาให้ความเห็นชอบ ผมดูแล้วหลาย ๆ ข้อ เจรจามาด้วยดี เจรจามา อย่างดีเลย แล้วแต่ละข้อ ทั้งหมด ๑๐ กว่าข้อ มีแสดงความยินดีกัน ๑๐ ข้อนะครับ ท่านประธาน ๑๐ ข้อเลยเจรจากันมาอย่างดีเลย ยินดีทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ผมก็อยากจะเห็นอย่างนั้น เหมือนกัน อยากเห็นว่าไปเจรจามาแล้ว แต่ละฝ่ายแสดงความยินดีซึ่งกันและกัน อยากเห็น อย่างนั้นครับ แต่ในการเจรจาครั้งของประเทศไทยและประเทศลาวนั้น กลับถอนออกไป ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน วันนี้ยังไม่ได้ถามว่าทําไมถอนออกไป ผมก็อยากเห็นอย่างนั้นครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายด้วยความยินดี แต่ผู้ที่เจรจาไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ลงนามในการเจรจาไทยกับลาว นี่ครับอย่างนี้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมครับ แต่ครั้งนี้มาเจรจา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ก็อยากให้เหมือนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเขาทํา ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะทําได้อย่างนั้นไหม ก็ฝากไว้ครับ ฝากแล้วหวังว่าท่านคงทําได้ ก็เชื่อมั่นว่าท่านคงสามารถดําเนินการได้ เพราะว่าเห็นรูปท่าน ไปนั่งกับพี่น้องประชาชน เข้าท่าดีเหมือนกัน ก็อยากจะเห็นเรื่องนี้นะครับท่านประธาน ว่าครั้งต่อไปนี้เอามาแจ้งหรือว่าให้รัฐสภาได้รับทราบ ก็ให้มีว่าไปเจรจาแล้วทั้ง ๒ ฝ่าย ด้วยความยินดี ข้อ ๑ ยินดีทั้งคู่ ยินดี ยินดีปรบมือ ยินดีกัน ด้วยความยินดี ยินดี ยินดี ยินดี ถ้าท่านไปอ่านนะครับ ที่เขาไปเจรจาของไทย-ลาว ว่าเขายินดีกันเพราะอะไร ยินดีอย่างไร ท่านทําตามอย่างเขาครับ กับประเทศพม่าก็ได้รับความยินดีครับ ท่านประธานครับ
ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้อ่านกรอบการเจรจาที่เสนอมาแล้ว ก็ขออนุญาตตั้งคําถาม และเป็นข้อสังเกต ในกรอบที่ว่ากรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก ไทย-พม่าตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ มีทั้งสิ้น ๑๑ ข้อ ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ ก็เป็นสัญญาหรือความตกลงต่าง ๆ ระหว่าง ๒ ประเทศ ตั้งแต่เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน จนถึงล่าสุด ค.ศ. ๑๙๙๑ แต่ว่าในข้อ ๑๑ ที่เขียนไว้บอกว่า แผนที่และเอกสารที่เกี่ยวข้องที่จัดทําขึ้นตามความตกลงทุกฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น ถ้าโดยคําพูดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ แต่ว่าขออนุญาตถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับว่าในกรณีที่เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ว่าความตกลงนั้นระบุไว้อย่างหนึ่ง แต่ว่าแผนที่ที่จัดทําขึ้นภายหลังนั้นกลับมีความขัดหรือแย้งกัน หรือมีความคลาดเคลื่อนกัน เวลาการเจรจาเราจะยึดถือหลักอะไร จะมีความรอบคอบ รัดกุมกว่าหรือไม่ครับ ถ้าเผื่อว่าทางรัฐบาลจะปรับกรอบการเจรจานี้ให้มีความชัดเจน ในข้อ ๑๑ ว่า แผนที่และเอกสารที่เกี่ยวข้องที่จัดทําขึ้นตามความตกลงทุกฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น ในกรณีที่แผนที่และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่จัดทําขึ้นตามความตกลง ขัดหรือแย้ง กับความตกลงที่เกิดขึ้นก่อน ให้ยึดถือความตกลงที่เกิดขึ้นก่อนเป็นสําคัญ ถ้าจะกระทําได้อย่างนี้ ก็น่าจะมีความรัดกุมขึ้น กระผมเชื่อว่าเราคนไทยทุกคนนั้นก็คงจะได้เห็นบทเรียนในกรณี ความขัดแย้งด้านเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือว่ามันเกิด ความขัดหรือแย้งกันขึ้นระหว่างความตกลงที่เกิดขึ้นก่อน กับแผนที่ที่จัดทําขึ้นตามความตกลง หรือบางทีก็เป็นแผนที่ที่ไม่ได้จัดทําขึ้นตามความตกลง อย่างเช่นในกรณีของไทย-กัมพูชา นั้น เรามีอนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๔ เรามีสนธิสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ถ้าเราจะดูเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ในข้อ ๑ เอ (A) ข้อ ๑ บี (B) ก็ระบุถึงความตกลง ๒ ข้อนี้ และในข้อ ซี (C) นั้นก็ระบุว่า แผนที่และเอกสารต่าง ๆ ที่จัดทําขึ้นตามข้อเอและข้อบี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นปัญหา ที่คาราคาซังหาจุดจบไม่ได้ ก็คือว่ามันเกิดเหตุขึ้นมาว่าแผนที่นั้นเกิดขัดหรือแย้งค่อนข้างมาก กับความตกลงที่เกิดขึ้น ในกรณีของไทย-กัมพูชา นั้น เราก็คือหมายถึงแผนที่ ๑๑ ระวางที่ ประเทศฝรั่งเศสจัดทําขึ้นโดยไม่ผ่านคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส เมื่อ ๑๐๓ ปี ๑๐๔ ปีก่อนนั้น หรือรัฐบาลมองว่าผ่านไม่ครบทุกฉบับ ในขณะที่ทางฝ่าย ประเทศกัมพูชาเขายึดถือแผนที่ ทางฝ่ายประไทยยึดถือความตกลง พูดง่าย ๆ ก็คือ ฝ่ายประเทศไทยก็พูดว่ายึดสันปันน้ําตามความตกลง ฝ่ายประเทศกัมพูชาก็บอกว่ายึดถือ แผนที่ซึ่งเป็นแผนที่ที่จัดทําขึ้นภายหลังความตกลง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นปัญหาที่เจรจากันไป ก็ยากที่จะหาจุดจบหรือหาข้อตกลงกันได้ เพราะฉะนั้นในกรณีของการจัดทําหลักเขตแดน ตลอดแนวไทย-พม่า ที่จะเกิดขึ้นใหม่ ผมเข้าใจว่ายังไม่มีเอ็มโอยูที่เป็นกรอบทั้งหมด แต่ว่าเท่าที่อ่านดูนี้มีเอ็มโอยูเฉพาะจุด ทีนี้เมื่อเรามีบทเรียนเช่นนี้แล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภา จะอนุมัติกรอบการเจรจานี้แล้ว ก็ฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า รัฐบาลจะ พิจารณาเพิ่มเติมในข้อ ๑๑ หรือถ้าจะเป็นข้อ ๑๒ อะไร จะมีความเป็นไปได้ไหม ที่ท่านจะ ระบุให้ชัดเจนไปเลยว่าเราจะยึดถือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเป็นสําคัญ ให้ยึดถือตัวบทของ สนธิสัญญาหรือความตกลงที่เกิดขึ้นก่อนเป็นสําคัญ แผนที่หรือเอกสารที่จัดทําขึ้นภายหลัง หากเกิดกรณีที่เป็นปัญหาขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนนั้น ให้ยึดความตกลงหรือสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนเป็นสําคัญ ผมเข้าใจว่านี่เป็นกฎเกณฑ์ กติกา ระหว่างประเทศ ต้องกราบขออภัยท่านประธานที่ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นสนธิสัญญาฉบับใด เกรงว่าจะผิดเพราะว่าก็เป็นมือใหม่ในวงการนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่กระผมเห็นว่ามีข้อควรพิจารณาที่ทางกระทรวงการต่างประเทศ ควรจะได้พิจารณาปรับปรุงกรอบการเจรจาในข้อ ๑๑ ให้มีความชัดเจนขึ้น หรือท่านจะเพิ่ม เป็นข้อ ๑๒ ก็สุดแท้แต่ว่าจะเป็นไปได้ไหม และท่านจะตอบคําถามผมได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ ในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านว่า ตกลงเรายึดถืออะไรเป็นกรอบ ในกรณีที่เกิด ความขัดแย้งระหว่างความตกลงหรือสัญญาที่เกิดขึ้นก่อน กับแผนที่ที่เกิดขึ้นตามสัญญานั้น ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง และมันเกิดความคลาดเคลื่อน เกิดความขัดแย้งกันเห็นได้ชัดนี่นะครับ เรายึดถืออะไรเป็นสําคัญ เราจะต้องยึดถือให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กระผมเข้าใจว่า ท่านรัฐมนตรีน่าจะเข้าใจในสิ่งที่ผมถามอันนี้ ขออนุญาตไม่ออกหรือไม่ระบุในรายละเอียด ในชั้นนี้แล้วกันนะครับว่า บางครั้งพอมันเกิดมาตรฐานที่เราไปยึดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านที่เขาเจรจากับเรา พอเกิดปัญหาอย่างนั้นตามขึ้นมานี่นะครับ เขาก็จะขอเอาบ้าง เป็นต้นว่า เวลาประเทศไทยเจรจากับประเทศเอ เราไปบอกว่าแผนที่ที่เกิดขึ้นภายหลังนั้น สําคัญกว่าความตกลงที่เกิดขึ้น แล้วก็ถือว่ามีผลเป็นการปรับปรุงความตกลงที่เกิดขึ้นในอดีต ประเทศบีเขาเห็นอย่างนี้ เขาก็เห็นว่าถ้าประเทศไทยมีจุดยืนเช่นนี้เขาจะได้เปรียบในกรณีนี้ เขาก็ขอที่จะดําเนินการอย่างนั้นบ้าง มันก็จะเป็นปัญหาในการเจรจาระหว่างประเทศไทย กับประเทศบี เพราะว่าในกรณีของประเทศเอนั้นเราอาจจะได้เปรียบถ้ายึดแผนที่ ที่เกิดขึ้นทีหลัง แต่กับประเทศบีนั้นเราอาจจะเสียเปรียบหากยึดแผนที่ แต่เราจะได้เปรียบ หากยึดความตกลงที่เกิดขึ้นก่อน กระผมขออนุญาตไม่ระบุรายละเอียดให้มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นที่ที่ไม่ระบุรายละเอียดให้มีความชัดเจนเพราะก็เกรงว่าจะไม่มีความเหมาะสม เพราะฉะนั้นในเมื่อรัฐสภาจะทําหน้าที่ตามมาตรา ๑๙๐ เพื่ออนุมัติกรอบการเจรจาแล้ว กระผมจึงอยากจะให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาว่าต่อไประหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่านั้น ถ้ามันเกิดการขัดหรือแย้งกันระหว่างสัญญาหรือความตกลงที่เกิดขึ้นก่อน กับแผนที่ ที่เกิดตามมาภายหลัง เราประเทศไทยจะยึดอะไรเป็นหลักในการเจรจา ซึ่งในที่นี้มันอาจจะ ไม่เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมาเลยก็ได้ แต่ถ้าเผื่อมันเกิดความขัดแย้งขึ้นมานั้น การจะยึด อย่างไรเป็นสําคัญนั้น กระผมว่าถ้าเราสามารถที่จะกําหนดไว้ตั้งแต่ต้นเลยก็น่าจะมี ความเหมาะสมกว่าด้วยประการทั้งปวง กระผมขออนุญาตเสนอประเด็นแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ระเบียบวาระที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ได้มีการบรรจุกันตั้งแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ผมเองรอเวลาที่จะมาแสดงความคิดเห็น ใช้โอกาสในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นี่ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่เร่งให้มีการพิจารณาวันนี้ หาไม่แล้วอาทิตย์หน้าก็น่าจะเป็น การประชุมรัฐสภาครั้งสุดท้าย และผมคงไม่มีโอกาสมายืนพูดตรงนี้ ต้องรอหลังเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่เอาเรื่องนี้บรรจุเข้ามา ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ส.ส. เรวัต สิรินุกุล แบบสัดส่วนจากจังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง ผมขอยืนยัน ว่าวันนี้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจําหน่ายสูงสุดของประเทศ ได้นําภาพ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่งคุยกับราษฎรชายแดนไทย-กัมพูชา อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ๒ ปีกว่าที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมเห็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันนี้แล้ว ผมขอแสดงไมตรีจิต ขอแสดงความชื่นชม หลังจากที่เคยด่าท่าน ตําหนิท่าน มา ๒ ปีกว่า วันนี้ขอชมว่าเป็นการกระทําที่เหมาะสมที่สุดในยามที่พี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการปะทะกันตามแนวชายแดนจนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด พลัดที่นาคาที่อยู่ แล้วมีคนระดับเสนาบดีไปนั่งจับเข่า จับเข่าตัวเอง ไม่ได้จับเข่าชาวบ้าน ปรับทุกข์ แบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขอย่างนี้เป็นภาพที่ดีเหลือเกิน ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าตัวท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมขอบอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นนักการเมือง เหมือนผมที่เป็น ส.ส. ทุกคนเป็นนักการเมืองหมด ส.ว. ส.ส. เป็นนักการเมืองหมด เพราะฉะนั้นทีหลัง ท่านอย่าไปพูดว่าท่านไม่เป็นนักการเมือง ความจริงเราเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน ทําดีก็ต้องชม ทําไม่ดีตําหนิติติงกันบ้างนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ผมรอโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นในระเบียบวาระเรื่องนี้ ก็เพราะว่า เหตุการณ์ชายแดนรอบบ้านเราในยุคของรัฐบาลปัจจุบันนี้มีมากเสียจนน่าวิตก อย่างกรณีที่ ผมยกมาเมื่อสักครู่นี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา นี่พาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน บิ๊กตู่ลั่น สั่งรบ ยึดประเทศ ถ้าประกาศสงคราม ขอเพียง ครม. อนุมัติ ผมไม่สบายใจที่เห็น หนังสือพิมพ์ลงอย่างนี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ เพื่อไปกระซิบข้างหูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้บอกบรรดา แม่ทัพนายกอง จะพูดจะจาอะไรก็ระมัดระวัง สงวนคําไว้สักนิดหนึ่ง เพราะการประกาศ สงครามนั้นไม่ใช่หน้าที่ของ ครม. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า การประกาศสงครามนั้นเป็นอํานาจ ของรัฐสภา ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีจะไปประกาศกันได้ทันที ท่านประธานครับ กรุณาดู รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตที่จะอ่านสักเล็กน้อยเพื่อเป็นการประดับสติปัญญาของผู้ที่มีหน้าที่ ในการดูแลชาติบ้านเมือง ในรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๕ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ (๑๔) อยู่ในหน้า ๑๐๐ ของเล่มที่รัฐสภาพิมพ์แจกสมาชิก ระบุไว้ การประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน (๑๔) การให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๘๙ แล้วในมาตรา ๑๘๙ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ในระหว่างอายุ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาในการ ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ นี่คือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทําสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจะทําสงครามกับประเทศอื่น ที่อยู่ห่างไกลกันไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ บอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้แตะเบรก (Brake) สักหน่อย บรรดาแม่ทัพนายกองที่ไปพูดอย่างนี้มันไม่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมือง การที่มีเพื่อนบ้านที่ดี อยู่ร่วมกันอย่างสงบเป็นสิ่งที่สังคมโลกเขาปรารถนา ในสังคมไทยเองก็มีคํากล่าวว่า การมีเพื่อนบ้านที่ดีเสมือนหนึ่งมีญาติ เพราะฉะนั้นการที่วันนี้เราพิจารณาระเบียบวาระ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนํามาเสนอ นั่นคือร่างกรอบการเจรจา เพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่าตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ เป็นเรื่องที่ดีครับ คงไม่ใช่จํากัด อยู่เฉพาะประเทศพม่าซึ่งเป็นประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน รวมถึงประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ทุกประเทศครับที่มีเขตแดนติดต่อกัน ควรที่จะนําไปสู่การ เจรจาในการแก้ปัญหาทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ ประการ นั่นเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ผมเชื่อแน่ว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่จะความเห็นชอบหรือสนับสนุนร่างที่นําเข้ามา พิจารณาในวันนี้ ผมเชื่อแน่ว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนมีความรู้สึกตรงกัน มีความเห็นตรงกัน อย่างไรก็ตามในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานพูดเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่ง ในฐานะที่ผมมาจากจังหวัดราชบุรี จังหวัดราชบุรีของผมมีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าตั้งแต่แนวอําเภอบ้านคาไปจนถึง ตอนบนสุดของอําเภอสวนผึ้ง ระยะทางก็เกือบ ๑๕๐ กิโลเมตร ก็มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ต้องอาศัยกระทรวงการต่างประเทศยื่นมือเข้ามาหรือสอดส่ายสายตาเข้าไปดูแล นั่นคือ ศูนย์อพยพของผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งมาอาศัยอยู่ที่บ้านถ้ําหิน หมู่ที่ ๘ ตําบลสวนผึ้ง อําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี อยู่กันมา ๑๐ กว่าปีแล้ว โดยสํานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNSCR) เข้าไปดูแล ส่งข้าว ส่งน้ํา แต่ผมขอกราบเรียนว่า การที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ส่งข้าว ส่งน้ํานั้นก็ไม่ได้ส่งอย่างเพียงพอ ทําให้ผู้อพยพที่อยู่ในศูนย์อพยพ บ้านถ้ําหิน หมู่ที่ ๘ ตําบลสวนผึ้ง อําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เกิดภาวะขาดแคลนอาหารการกิน ต้องหลบหนีออกจากศูนย์อพยพ หนีออกมาทําอย่างไรครับท่านประธาน ก็สร้างปัญหา ให้พี่น้องชาวอําเภอสวนผึ้ง ชาวตําบลสวนผึ้ง ก็แน่นอน สุนัขมันมีชีวิตมันก็ต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อ ความอยู่รอดของชีวิต นี่คนเมื่อไม่มีจะกินก็ต้องออกมาหากินข้างนอก บางทีได้มาโดย ไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต อาจจะมีการลักขโมยกัน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ของอําเภอสวนผึ้ง ตําบลสวนผึ้ง มาเป็นเวลายาวนานแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหน้าที่ โดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศจะต้องยื่นมือเข้าไปและจะต้องไปพิจารณาเจรจากับ ทางสหประชาชาติ คุณจะเอาไปอยู่ประเทศที่ ๓ ก็เอาไป หรือไม่ก็เจรจาทางประเทศพม่า ส่งกลับ ยิ่งปัญหาเกิดหนักขึ้นหลังจากยุบศูนย์อพยพที่บ้านมณีลอย ตําบลดอนทราย อําเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผู้อพยพส่วนนั้นก็ย้ายมาอยู่รวมกันที่ศูนย์อพยพบ้านถ้ําหิน ทําให้เกิดความแออัดมากขึ้น พื้นที่ ๒๐ กว่าไร่ อยู่กันเกือบ ๕,๐๐๐ คน แล้วแต่ละวันจะมี เด็กเกิดใหม่มากมายก่ายกอง ท่านประธานครับ ผู้อพยพเหล่านี้ เด็กหญิงบางคนอายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีเลยครับท้องแล้ว ท่านไปดูได้ มีให้เห็นทุกวัน ขณะที่เด็กยั้วเยี้ยเล่นกันอยู่ แต่แม่ก็ท้องแล้ว ขณะที่คนพี่ยังกินนมอยู่แต่แม่ท้องแล้ว มันเป็นปัญหาหนักมาก แออัดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กําชับให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงหรือใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะติดต่อกับยูเอ็นเอชซีอาร์ หรือข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติที่ดูแลผู้ลี้ภัยเข้าไปแก้ปัญหานี้ ทางที่ดีที่สุด กรุณาเจรจากับประเทศพม่า ส่งกลับไปให้หมด หรือเขาจะเอาไปประเทศโลกที่ ๓ ก็เชิญเลยครับ
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นี่เป็นคําขอ พระเถระที่เป็นผู้บริหาร เป็นพระสังฆาธิการ ตําแหน่งเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอําเภอ ควรที่จะมี หนังสือเดินทางราชการสีน้ําเงินให้พระระดับนั้น และพระเถระที่เป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ท่านจําเป็นต้องเดินทางต่างประเทศเพื่อติดต่อ ทางด้านวิชาการ ทางด้านการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติ ได้มีมติให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ ดังนั้นเราจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ พระไทยก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับพระประเทศอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ ตรงนี้กระทรวงการต่างประเทศ น่าจะให้ความสนับสนุนออกหนังสือเดินทางราชการให้แก่เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอําเภอ ซึ่งต้องเดินทางติดต่อปฏิสัมพันธ์กันทางด้านการเชื่อมแนวทางของศาสนาพุทธ ของเรา ถวายความสะดวกให้แก่พระเถระ พระคุณเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ ก็จะเป็นการอํานวย ความสะดวกและยังสร้างฐานะของความเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธของประเทศไทยเรา ให้ดียิ่งขึ้น ผมก็หวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะกรุณารับไปพิจารณา เพื่อถวายความสะดวกให้แก่พระมหาเถระทั้งหลายที่ไปปฏิบัติหน้าที่ และสุดท้ายครับ ท่านรักษาคุณงามความดีไว้ หลังเลือกตั้งเผื่อจะได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ แล้วผมยืนยันตรงนี้ ถ้าท่านทําดีผมจะไม่ตําหนิท่านเลย จะมาชื่นชม ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศผ่านทางท่านประธานนะครับ เนื่องจากเจบีซี ไทย-พม่า หรือคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า นี้ เท่าที่ดูเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอมานี้ ได้จัดตั้งขี้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ที่เริ่มมีบทบัญญัติ ที่จะต้องให้มาขออนุมัติกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น มันก็เป็นผลงานในอดีตต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาล ซึ่งในความตกลงเจบีซี ไทย-พม่า กําหนดให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง ๒ ประเทศเป็นประธาน แต่เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเราไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการนะครับ ครม. ได้แต่งตั้งท่านวศิน ธีรเวชญาณ เป็นประธานเจบีซีฝ่ายไทย ทีนี้คําถามแรกที่อยากจะเรียนถามท่าน ก็คือในการดําเนินการนี้มี การตั้งคณะอนุกรรมการระดับรอง เป็นแบบคณะทํางานฝ่ายเทคนิคอะไรบ้างหรือเปล่า เหมือนกับที่เรามีกับทางประเทศกัมพูชา เพราะว่าข้อห่วงใยก็คือความเข้าใจของ กระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงกลาโหมนี้จะตรงกันหรือไม่ ตามเอกสารของท่านนี้ ได้มีการประชุมกันมาแล้ว ๖ ครั้ง ในปี ๒๕๓๖ ๒ ครั้ง แล้วก็ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๕ แล้วก็ปี ๒๕๔๘ โดยครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพฯ ก็ตกลงให้มีการประชุมเจบีซี ไทย-พม่า โดยฝ่ายพม่าจะเป็นผู้จัดในปี ๒๕๕๐ แต่ก็นิ่งสนิทเรื่อยมาจนกระทั่งถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ก็ได้กระตุ้นเตือนไป ทีนี้ที่กระผมอยากทราบและถามถึงคณะทํางานระดับรองนี้ เพราะผมเข้าใจว่าต้องมีกลไก ในภาคปฏิบัติที่ลงไปปฏิบัติในพื้นที่เหมือนกับเป็นคณะที่เป็นลูกของเจบีซีอีกทีหนึ่ง แล้วทํางานแล้วรายงานต่อเจบีซี แบบนั้นหรือเปล่า มันมีการดําเนินการในภาคปฏิบัติ แบบนั้นไปแล้วบ้างหรือยัง แค่ไหน อย่างไร เพื่อสภานี้จะได้ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนการขออนุมัติ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภานี้นะครับ ซึ่งมันเป็นผลที่ทํากันต่อ ๆ กันมา โดยรัฐบาลก่อน ๆ จนถึงปี ๒๕๔๐ ได้เคยหรือไม่เคยขออนุมัติกรอบต่อรัฐสภาในกรณีนี้ใช่หรือไม่ แล้วก็ได้ทํา อะไรกันไปแล้วถึงไหน เพื่อจะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานต่อสภานี้ว่า ในวันที่ท่านมาทําเพื่อจะ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ มันมีการดําเนินการไปแล้วแค่ไหน อย่างไร เพราะว่า ข้อห่วงใยก็คือว่าในกรณีเขาพระวิหารนี้มันได้ให้บทเรียนกับเราว่า ถ้าความเข้าใจของ ผู้ปฏิบัติระหว่างกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องไม่บูรณาการกันแล้วนี้ พฤติกรรมที่กระทํานั้น มันอาจจะมีผลทางกฎหมายโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ ก็คือความตกลงที่ไทย หรือสยามทํากับพม่า ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชนะครับ ก็คือตอนที่ประเทศพม่ายังอยู่ ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษ ผมดูในเอกสารนี้ท่านเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ก็คือปลายรัชกาลที่ ๔ นะครับ อันนี้เท่าที่ผมจําได้ ประเทศอังกฤษเริ่มเข้ามาตีดินแดนทาง ตอนใต้ของประเทศพม่าเมื่อครั้งแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แล้วก็เคยให้เราไปชี้เขตแต่เราไม่ได้ สนใจอะไร เพราะว่าประเทศอังกฤษจะให้เรายกทัพไปช่วย แต่รัชกาลที่ ๓ ท่านไม่ยุ่งนะครับ อันนี้ก็หมายความว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีความตกลงอะไรกันใช่ไหม ตอนที่เมืองมะริด เมืองตะนาวศรี เมืองเมาะตะมะเคยอยู่กับเรา อันนี้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่หมายความว่า ในเอกสารของท่านนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ เรื่อยมานะครับ ก็เพื่อว่าเราจะได้ไปค้นคว้า ช่วยกันดูแลรักษาประโยชน์ประเทศชาติเรา ทีนี้เรื่องต่อมาก็คือความขัดแย้งระหว่างเรากับประเทศพม่า ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้มันเกิดขึ้น จากการทําเขื่อนป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง เพราะว่าในเอกสารที่ท่านให้มาเราถือร่องน้ํา เป็นหลัก ถือร่องน้ําลึกเป็นหลัก โดยใช้แม่น้ําสาละวินเป็นเขตแดน ส่วนที่ต่อจากแม่น้ําสาละวิน สัมผัสกับเราตรงสบเมย หรือตรงที่แม่น้ําเมยไหลย้อนขึ้นมาสัมผัสกับแม่น้ําสาละวินแล้ว ผมไม่ทราบตรงหลังจากนั้นลงไปใช้แนวแม่น้ําเมยหรือแนวเทือกเขาตะนาวศรีเป็นหลักนะครับ ทีนี้การสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะมันจะมีผลการเปลี่ยนแปลงกระแสไหลและร่องน้ําได้ ตรงนี้ผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตกับท่านไปว่า การสร้างเขื่อนการป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ในลักษณะที่ตั้งฉากกับตลิ่ง ๙๐ องศาเลย มันจะเปลี่ยนแรงกระแทกของน้ํา มันจะทําให้ บางส่วนถูกกัดเซาะ เมื่อสุดแนวเขื่อนและบางส่วนงอก ตรงนี้เราก็เข้าใจ เพราะว่าวิศวกร หรือสถาปนิกของเราไม่เข้าใจเรื่องการไหลของกระแสน้ํา ซึ่งความจริงแล้วการสร้างเขื่อน ป้องกันการกัดเซาะ มันต้องล้อซโลพ (Slope) ของตลิ่ง ความลาดชันของตลิ่ง มันอาจจะต้อง เป็นขั้นบันไดมีชานพัก อันนี้ก็หมายความว่าบางทีรูปแบบการก่อสร้างนั้นเองไปเปลี่ยน กระแสไหลแล้วก็กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปได้ การดูดทรายบนหาดชายตลิ่ง หรือการดูดทรายในร่องน้ําอะไรเหล่านี้ อันนี้บางทีมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ว่ามันจะมีผล ในการเปลี่ยนแปลงกระแสไหล ก็ฝากท่านไว้ด้วยเพราะว่าสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในแม่น้ําโขงเช่นเดียวกัน แล้วก็หลายกระทรวงก็อนุมัติงบประมาณไปทําเรื่องการกัดเซาะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถป้องกันการแอบเอาทราย ดูดทรายบนชายหาดของลําน้ําไปใช้
แล้วก็มีอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือมันพัวพันไปถึงกรณีโครงสร้างเขื่อนพลังงาน เขื่อนฮัตจี (Hutgyi) ในแม่น้ําสาละวิน ซึ่งเลยจากสบเมยไปประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลเมตร ถ้าผมจําไม่ผิด ทีนี้โครงการ กฟผ. ประเทศไทยไปตกลงกับประเทศพม่าเขาอย่างไร มีการทําเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือโครงการไฟฟ้า พลังน้ําเขื่อนฮัตจีในแคว้นกะเรนนีหรือแคว้นกระเหรี่ยง มันไม่อยู่ในแผนพีดีพี (PDP) คือแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยด้วย แล้วก็เข้าใจว่าตอนนี้ก็มีการประท้วง มีการต่อต้านสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะว่า ณ จุดนั้นมันมีค่ายผู้อพยพชาวพม่าอยู่ ๒-๓ ค่าย ก็คือพี่น้องชาวกระเหรี่ยง ชาวพม่า กับฝั่งโน้น เวลามีการสู้รบกันก็จะอพยพเข้ามา ปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหาของประเทศพม่า แต่มันมากลายเป็นปัญหาของเรา และเราก็จะ ไปสร้างในตําแหน่งซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่ อันนี้ถ้าผมจําไม่ผิด ก็สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนไปทําการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเมื่อ คณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ําของวุฒิสภา ลงไปตรวจสอบก็ปรากฏว่าผลกระทบที่ ชาวบ้านคาดว่าจะแตะชายแดนไทย มันไม่อยู่ในการศึกษานั้น เพราะว่าอาจจะเป็น เพราะโครงการมีเงินไม่พอ หรือเขาคิดจะแก้ระดับความสูงของสันเขื่อน เขื่อนฮัตจีในแม่น้ํา สาละวินก็จะเป็นเขื่อนแบบรัน ออฟ ริเวอร์ (Run off River) ก็คือเหมือนเขื่อนเจ้าพระยา เหมือนเขื่อนปากมูล หรือเหมือนเขื่อนไซยะบุรี แบบนั้นนะครับ ตรงนี้ก็มันอาจจะนําไปสู่ ความขัดแย้งอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมก็อยากทราบว่าในกรณีที่จะไปลงทุน ในแคว้นกระเหรี่ยงเพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี มันมีการทําเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า หรือไม่ หรือมีเฉพาะ กฟผ. ของประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างไร แล้วก็ขอทราบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะมาขออนุมัติต่อสภาแห่งนี้ มันมีการดําเนินการ อะไรไปแล้วแค่ไหน อย่างไร ก็ขอความรู้จากท่านรัฐมนตรีก่อนที่จะพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อกรอบการเจรจานี้หรือไม่ อย่างไรนะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณสงวน พงษ์มณี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสนใจที่จะ สอบถามขอความรู้จากท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน เพราะว่าวันนี้ปัญหาระหว่างเรากับ ประเทศพี่น้องเพื่อนบ้านมันมีปัญหามากขึ้นจริง ๆ ก็ต้องยอมรับประเด็นนี้ แล้วก็ผมดูองค์กร ต่าง ๆ ที่สนใจ นอกสภา แม้แต่ในสภาเองก็ยังมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อมีโอกาสดีอย่างนี้ก็ต้องขอความรู้จากทางรัฐมนตรีและขอแจ้งให้ ท่านรัฐมนตรีทราบว่าพวกผมเห็นเอกสารแล้วนะครับ ก็คิดว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ
เรื่องแรก ก็คือการดํารงอยู่จริงของสัญญาหลายฉบับในแต่ละเขตแดน ที่เราติดต่อกับต่างประเทศ ตัวนี้สําคัญมากครับท่านประธาน มันทําให้เราทราบถึงการ เดินทางของความเข้าใจระหว่าง ๒ ประเทศมันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร เมื่อกี้ท่านผู้อภิปรายก็ได้ พูดถึงว่าหนังสือที่ท่านให้มา มันเริ่มนับ ๑ ตรงที่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ตั้งแต่นั้นมามันเริ่มมีหลักฐาน ว่าเรามีข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องเขตแดนว่าอย่างไร ผมคิดว่าใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ได้ไปเห็นหลักฐานว่ามีการตกลงระหว่างสยามซึ่งเป็นกรุงเทพมหานคร สมัยนั้นไม่ใช่ ประเทศไทยนะครับ สยามหมายถึงกรุงเทพมหานคร ก็ไปทําข้อตกลงระหว่างสยามกับ อังกฤษ ในเรื่องของจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จังหวัดลําปาง พอ พ.ศ. ๒๔๘๔ เลยมา จนถึงเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยแล้ว เราถึงได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับจังหวัดเชียงราย เป็นสัญญา เกี่ยวกับจังหวัดเชียงราย ผมพูดเรื่องนี้ทําไม เพื่อจะขอความกรุณาท่านประธานว่า ทางผมจะต้องทําหนังสือขอรายละเอียดจากกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะศึกษา ต้นฉบับของเรื่องเหล่านี้ว่าตกลงตอนนั้นมียุทธศาสตร์ของ ๒ ประเทศนี้เป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราจะเข้าใจผิดคิดเอาเอง เอาความรู้สึกและเหตุผลในขณะนี้ไปประเมินย้อนหลัง และเอกสารระหว่างเรากับประเทศพม่ายังบอกถึงแผนที่ ๓ ฉบับ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านต้องให้คนในกระทรวงการต่างประเทศสร้างองค์ความรู้นี้ให้ดี ตอบคําถามให้ได้ เพราะอะไรครับ ในขณะที่ในเมืองไทยเข้าใจว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระหว่างเรากับเขมรนั้นไม่มี แต่เขากลับแถลงว่าในคําพิพากษาศาลนั้นมีตั้งหลายฉบับ และระหว่างเรากับเขาก็เซ็นกํากับหมด แล้วก็แจกให้คู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย เอกสารแผนที่ ไม่ได้ทําโดยเขมรหรือประเทศพม่าปัจจุบัน ทําโดยประเทศฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ ตรงนี้สําคัญมากท่านประธานครับ ในเรื่องที่ ๑ ที่ผมพูดนี้ ช่วยกรุณาให้ความกระจ่างกับพวกเรา ว่าจะหาความรู้เหล่านี้ได้จากไหน ท่านตอบด้วยนะครับ หน่วยงานใดของกระทรวง การต่างประเทศให้พวกผมเดินเข้าไปหาแล้วให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะว่าเราเป็น ตัวแทนของประชาชนเราต้องมีคําตอบให้กับชาวบ้าน ตอบต่อสาธารณะในเชิงหลักการ ในเชิงทฤษฎีและในเชิงหลักฐานซึ่งเป็นจริง นี่สําคัญมากนะครับในเรื่องแรก เรื่องแรก คือเรื่องที่ผมขอความรู้การมีอยู่จริงของสัญญาต่าง ๆ
เรื่องที่ ๒ ครับ สภาพข้อเท็จจริง นี่ทั้งขอความรู้ ทั้งแสดงความรู้สึก เหตุผล ที่ตัวเองมีผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีเพราะว่าไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน สภาพข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ รักชาติของเรานี่เข้มข้นเมื่อไร วันนี้เราเอาปัญหารักชาติ มาตัดสินทุกอย่าง ละเลยสิ่งที่เรียกว่าชาติพันธุ์มนุษย์ เราพ่ายแพ้ทางการต่อสู้ในศาลโลกทุกชั้น เพราะเราคิดเอาเองว่าประเทศนี้มีแต่คนไทยไม่มีชาติพันธุ์อื่น ปราสาทหินไม่ได้เป็นของบรรพ บุรุษของเขมรเท่านั้น คนที่พูดภาษาเขมรอยู่ลึกเข้ามาในประเทศไทยหลายจังหวัด นี่คือปัญหาชาติพันธุ์ เกี่ยวข้องกันลึกซึ้ง พม่ายิ่งมาก ในพม่านอกจากชาติพันธุ์แล้ว ยังมีชนชาติส่วนน้อยหลายกลุ่มเป็นรัฐกันชนอยู่ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถ้าเราไม่เข้าใจ เราจะไม่เห็นสิ่งที่ ชาวบ้านเรียกว่าเส้นเขตแดนเท่ากับศูนย์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ครับท่านประธาน ชนชาติปะหล่อง ถูกจับในเมืองไทย เขาถามเจ้าหน้าที่ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ นี่ประเทศไทยหรือ เขาไม่รู้ว่า ประเทศไทย หรือประเทศพม่าอยู่ตรงไหน เขาเกิดอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้นมาหลายชั่วคน ไม่รู้ครับ หน้าฝนเขาอยู่จุดหนึ่งซึ่งเรียกว่าประเทศไทย รัฐชาติไทย พอหน้าแล้งเขาอยู่จุดหนึ่ง ไปฟันไร่อยู่จุดหนึ่ง เตรียมไร่เตรียมนาไว้จุดหนึ่ง ก็บอกว่านี่คือรัฐชาติพม่า เขาไม่รู้ครับ เดินไปเดินมากันอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเขา เขาไม่ได้เกิดความขัดแย้งนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเราเข้าใจชาติพันธุ์แล้ว เราต้องเข้าใจเรื่องชนกลุ่มน้อย ประเทศเราคิดอะไรกับความมั่นคง วันนี้หลายคนพูดโดยไม่ดูประเทศตัวเอง เช่นบอกว่า ทหารไปเกี่ยวข้องอะไรกับตรงนั้น ทําไม กระทรวงการต่างประเทศไม่ทําเอง ไม่ใช่นะครับ ท่านกลับไปดูตอนปฏิวัติใหม่ ๆ ประเทศไทย เป็นรัฐทหารไปแล้วนะครับ อย่าเข้าใจผิด วันนี้ประเทศไทยเป็นรัฐทหารเหมือนประเทศพม่า เพราะอะไรครับ มีคําสั่งว่า พันเอก ทหารคนหนึ่ง ตั้งไปเป็น รมน. จังหวัด รอง รมน. จังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นั่นหมายความว่าความมั่นคงของประเทศนี้อยู่ในมือทหาร ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิที่ทหารทํา อย่างนี้ถูกต้องตามกฎหมายของเราแล้ว ผมไม่ตําหนิทหาร เพราะว่าเป็นหน้าที่ที่ท่านได้รับ มอบหมายตั้งแต่ท่านสุรยุทธ์แล้ว วันนี้เมื่อเกิดความขัดแย้งเป็นอุบัติเหตุ อย่าพูดเรื่องใครยิงก่อน ตลก ถ้าพูดเรื่องยิงก่อนยิงหลัง ตลกมาก ต้องพูดยุทธศาสตร์ประเทศในเรื่องนี้ว่ามันเกิด ความผิดปกติตรงไหน ผมพูดเรื่องนี้ เรื่องที่ ๒ นี้คือปัญหาข้อเท็จจริง ถ้าเราเข้าใจเรื่อง ศาสนา ศาสนานี้ไม่มีเขตแดน ไม่มีหลักเขตนะครับ ผมเห็นสื่อออกมา ไม่ว่าเขมร หรือลาว หรือพม่า เราจะเห็นว่าคนฝั่งนี้ไปทําบุญฝั่งโน้น คนฝั่งโน้นมาทําบุญฝั่งนี้ เขาตอบว่าเขาเป็น ศรัทธาวัดเดียวกัน เขาเป็นผีเดียวกัน เขานับถือผีคนเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน เขาเป็นชาติพันธุ์ เดียวกัน ไม่มีเส้นเขตแดน อย่าเอาความขัดแย้งจากส่วนกลางกับส่วนกลางไปยัดใส่ในพื้นที่ เขาตกใจ เพราะเขาถือว่าเขาเป็นพี่น้องกัน เราจะแก้ปัญหาไม่ได้ นี่คือเอาความรู้สึกที่เป็น อุดมคติไปทดแทนความเป็นจริงทางสังคมในชายแดน อันตรายมากครับ ท่านประธานครับ ฝากท่านรัฐมนตรีด้วย ผมเห็นท่านเดิน ๒ วันก่อน ดีใจที่ท่านลงไป ท่านคงเห็นแล้วว่า คนที่นั่นกับคนเขมรเขาพูดภาษาเดียวกัน
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องนี้คงพูดได้ภาพรวมลึกไม่ได้เพราะอาจจะเสียหาย ต่อประเทศอื่น คือเรื่องแนวโน้มกระแสโลก คงพูดได้บางอย่างเพราะมันเกิดมาแล้วมันเป็น ประวัติศาสตร์ เรื่องใหม่ไม่พูด ถ้าท่านอยากจะรู้ถามผมเป็นส่วนตัว ยินดีให้ข้อมูล เรื่องนี้ คืออะไรครับ ภูมิภาคที่เราอยู่ ตัวสหรัฐอเมริกาเองคิดอย่างไร ที่ผ่านมาพูดได้ไม่ผิดคนรู้หมด สมัยต่อต้านสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาถือเราเป็นฐานที่มั่นไปทิ้งระเบิดที่อื่น
ท่านสงวนครับ กรุณาเรื่องไทย-พม่าเถอะครับ
ถูกต้องครับท่าน ผมกําลังพูดเรื่องไทย-พม่าครับ
มันยาวไปข้างนอกมากไปครับ
ไม่เป็นไรท่านครับ ผมระมัดระวัง ผมไม่ผิดกฎหมายแน่นอน เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริง นี่คือสงครามเย็น เราอาศัยตรงนี้ ไปทําลายประเทศเพื่อนบ้าน เรายอมรับเรื่องนี้ไหม
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ท่านอย่าปฏิเสธว่า เกิดนโยบายใหม่ขึ้นมาแล้ว คือนโยบายปิดล้อมประเทศจีน ผมพูดแค่นี้พอ ตรงนี้จะมีปัญหา ระหว่างเรากับประเทศพม่ามากมาย มากจนท่านจะต้องสะดุ้งถ้าท่านรู้ข้อมูล ผมพูดแค่นี้ละครับ เพราะฉะนั้นทิศทางกระแสโลกเป็นเรื่องที่ประเทศต้องคุยกัน ผู้บริหารประเทศต้องคุยกันว่า เอาอย่างไร วันนี้ใครไปรับปากรับคํามา ใคร ที่ไหน อย่างไร เอาใครไปไว้ที่ไหน เอาอะไรไปส่ง ให้ใคร แล้วภาระนั้นจะตกกับเราไหม นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้เรื่องนี้เสร็จ เราเข้าใจว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหน เจรจาเรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านง่ายมาก เพราะว่าคนที่อยู่ที่นั่น เส้นเขตแดนมันอยู่เท่ากับศูนย์อยู่แล้ว ขยับมาตรงนี้ ขยับไปตรงนั้น ท่านเชื่อไหมครับ เจ้าหน้าที่ป่าไม้เราทําให้เส้นเขตแดนขยับได้ ผมเห็นกับตาท่านประธานครับ เขากําลัง แผ้วถางป่าอยู่นะครับ เขาย้ายเขตประเทศเลยครับ พอป่าไม้เข้าไป บอกว่าตรงนี้ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ประเทศเรา ป่าไม้ก็ต้องกลับ ท่านประธานเข้าใจนะครับ แล้วเขาก็ย้ายไปย้ายมา เพราะเรื่องอย่างนี้มันเป็นการต่อสู้การทํามาหากินระหว่างคนในพื้นที่ และมันเกิดปัญหาใหญ่ ต่อประเทศชาติ ตรงนี้ท่านสํารวจให้ดีในเขตแดนที่เป็นแผ่นดินมันเกิดปัญหานี้มากเหลือเกิน ท่านประธานครับ ผมกําลังจะถามท่านว่าเขตการค้าเราก็ต้องการ เขตแดนตามหลักการ ของการรักชาติก็เรื่องศักดิ์ศรี ก็มีความจําเป็น ความมั่นคงด้านการค้าการขายก็จําเป็น ก็คือความมั่นคง ศักดิ์ศรีความเป็นประเทศ คืบเดียวศอกเดียวก็ไม่ได้ ก็คือเป็นความมั่นคง จุดลงตัวมันอยู่ตรงไหนครับท่านประธาน ถ้าท่านรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ ภาษากาย ของท่านที่พูดออกมาต่อหน่วยงานของรัฐทั้งหมดจะเป็นข้อยุติที่ดีงาม ใครเถียงไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นนะครับเราจะถูกลากเข้าไปสู่กระแสที่เป็นอุดมการณ์ และเป็นอุดมคติของ กลุ่มคนรวยที่เราก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะเป็นอย่างไร ผมพูดทั้งหมดนี้นะครับ ผมขอความรู้ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ คือการดํารงอยู่จริงของสัญญาที่หลากหลาย ขอได้ที่ไหนช่วยตอบด้วย
เรื่องที่ ๒ สภาพข้อเท็จจริงที่ผมได้พูดไปบ้าง ท่านสนใจที่จะตั้งหน่วยงาน ของท่านไปศึกษาอย่างละเอียดไหม ผมคิดว่าชาวบ้านเขาพร้อมให้การศึกษา ถ้ากระทรวง การต่างประเทศไม่มีหน่วยงานศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์มนุษย์ในขอบเขตของเรา เราแก้ปัญหาไม่ได้เด็ดขาดครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ชาตินิยมท้องถิ่นนี่ละครับจะสามารถ แก้ปัญหากระแสโลกได้ จะเป็นกระบวนการตั้งรับเป็นอย่างดี แต่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ เรื่องที่ ๒ คือขอความรู้ว่ามีหน่วยงานศึกษาเรื่องนี้บ้างไหม ถ้ามีแล้วผมจะไปขอความรู้ได้จากไหน
เรื่องที่ ๓ ท่านไม่ต้องตอบ ตอบไม่ได้ ผมฝากท่านไปถามท่านนายกรัฐมนตรี ถามผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดินนี้ว่า ยุทธศาสตร์โลกใหม่นี้เรายืนอยู่ตรงไหน ไม่ต้องตอบ เพราะตอบไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้ประชุมลับ เรื่องนี้สําคัญมาก ถ้าหากท่านไม่พูดเรื่อง สุดท้ายให้ชัดเจนนะครับ บาปกรรมจะตกกับประเทศเราหนักหนาสาหัสกว่ายุคสงครามเย็น หลายเท่ามาก ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ แล้วเราจะได้สรุป ปิดประเด็น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผมขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านผ่านทางท่านประธานรัฐสภา ต่อข้อคิดเห็น ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะ แล้วก็คําถามต่าง ๆ ขอเรียนตอบไป ดังนี้เลยนะครับ คือขอกราบเรียนว่าในอดีตนี้ก็เคยมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลก่อน ๆ แล้วก็มักจะเป็นประธานฝ่ายไทยในกรอบของ เจบีซี ไม่ว่ากับประเทศไทย กับประเทศลาว หรือว่ากับประเทศพม่า หรือแม้กระทั่ง กับประเทศกัมพูชา แต่ระยะหลังไม่มีนะครับ อาจจะเป็นข้อจํากัดเกี่ยวกับจํานวนรัฐมนตรี ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ภารกิจที่อื่นอาจจะมากกว่ากระทรวงอื่น ๆ ก็มีการกระจาย ตําแหน่งรัฐมนตรีไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเราก็ได้หาวิธีแก้ไขโดยการแต่งตั้งประธาน คณะเจรจาฝ่ายไทย ซึ่งเป็นมติ ครม. แล้วก็ได้บอกกับประเทศคู่เจรจา แล้วก็มีสถานะ เทียบเท่ากับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ในอดีตที่ผ่านมาโดยตลอด จะเป็นกับประเทศพม่าหรือจะเป็นกับประเทศกัมพูชาก็ดี ไม่ได้มีประเด็นปัญหากับตัว องค์บุคคล แล้วที่มันติดขัดมันจะเป็นเรื่องของเนื้อหาของการเจรจาว่าด้วยเรื่องเขตแดน มากกว่า ก็ขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าตัวตําแหน่งของคนไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา แต่ก็จะ รับไว้แล้วก็จะได้ถ่ายทอดไปยังรัฐบาลใหม่ว่ามีความจําเป็นที่จะต้องมีรัฐมนตรี ช่วยว่าการนะครับ เพื่อจะให้ดําเนินการต่าง ๆ แล้วงานของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จริงมันก็มากมายมหาศาล โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่งานมันขยายอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ ประเด็นปัญหาของโลกมันประดังมาที่ประเทศไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศนั้น แทบจะทุกวัน แล้วก็ ๒๔ ชั่วโมง
ส่วนข้อต่อไปก็คือว่าเมื่อได้รับกรอบแล้ว เราก็สามารถที่จะดําเนินการคู่ขนาน กันไปได้ คือเจรจาว่าด้วยเรื่องเขตแดน ในขณะเดียวกันก็เจรจากันในเรื่องของการเปิดด่านถาวร ซึ่งจะต้องมีการสํารวจพื้นที่ร่วมกันไว้ล่วงหน้า
ส่วนประเด็นปัญหาของด่านมีการปิดบ้างเปิดบ้างนั้น ในกรณีของประเทศพม่า ก็ต้องตระหนักด้วยกันทั้งหมดว่ายังมีการสู้รบระหว่างรัฐบาลกลางกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธอยู่ แล้วก็สาเหตุเดียวที่ทางฝ่ายพม่าได้บอกเรามาตลอดเวลาถึงความจําเป็นของการที่ จะต้องปิด เปิดด่านศุลกากรชั่วคราวนั้น ก็จะสืบเนื่องมาจากเรื่องของการปะทะกัน อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ก็ได้แสดงความห่วงใย แล้วก็รัฐบาลใหม่ของประเทศพม่า ล่าสุดที่ผมได้พบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าที่กรุงเทพมหานคร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประมาณ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาก็ได้ขอให้เราให้ความร่วมมือในเรื่องของชนกลุ่มน้อย ติดอาวุธ เราก็จะเริ่มปรึกษาหารือและจะร่วมมือกันอย่างไร แล้วก็ถ้อยแถลงของ ประธานาธิบดีของประเทศพม่า เมื่อวานซืนนี้ก็ได้บอกมาแน่ชัดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดอันหนึ่ง ของเขา คือเขาจะต้องเปิดการเจรจากับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธต่าง ๆ ของประเทศพม่า เพื่อให้ กระบวนการปรองดองแห่งชาติแล้วก็สันติภาพกลับมา ก็คงจะต้องทําคู่ขนานกันไป เขาโดยตรงกับกลุ่มติดอาวุธ เราก็อยู่ในวิสัยที่จะให้การพูดจาช่วยเหลือได้ เราก็ได้ยืนยันกับ ทางฝ่ายประเทศพม่าว่ารัฐบาลไทยไม่สนับสนุนกองกําลังติดอาวุธใด ๆ เลยทั้งสิ้น
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแผนที่กับสนธิสัญญา ก็ต้องขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าตัวสัญญามันต้องมาเหนือแผนที่ แต่ประเด็นมันก็คือว่า ในการเจรจานั้นมันต้องใช้ทั้งสนธิสัญญาแล้วก็แผนที่ มันต้องประกอบกัน แล้วเราก็ต้อง พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่าอันไหนจะมีน้ําหนักมากกว่ากัน คือเอาประโยชน์แล้วก็ ผลประโยชน์ แล้วก็ความได้เปรียบของเราเป็นที่ตั้ง การจะมัดตัวเองไว้ก่อนล่วงหน้าว่า จะต้องเอาสนธิสัญญามาก่อนแผนที่ ก็เป็นการผูกมัดตัวเองอาจจะไม่มีความจําเป็น ในกรณี ของประเทศกัมพูชา ต้องขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าเราเอาสนธิสัญญาเป็นตัวหลัก แผนที่เป็นตัวรอง แล้วเราก็ไปปฏิเสธเรื่องแผนที่มาเป็นตัวนํา นั่นเป็นท่าทีของฝ่ายกัมพูชา แล้วมันเป็นเรื่องที่ทางศาลโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้ใช้แผนที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งเราก็ได้ตอบปฏิเสธมาตลอด แล้วก็ขอเรียนว่าในการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ๓ คน ที่เรามีอยู่ขณะนี้ ซึ่งในต้นเดือนหน้าผมจะเดินทางไปพบเขาที่นครเจนีวาทั้ง ๓ คน เขาก็ได้ บอกมาแล้วว่าเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับศาลโลกที่ได้ให้น้ําหนักกับแผนที่เกินเหตุ แล้วก็กระบวนการเกี่ยวกับแผนที่ในกรณีที่เกี่ยวกับประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้น กระบวนการของการให้ความเห็นชอบมันไม่ได้มีการสิ้นสุด อันนี้ก็อาจจะเป็นอีกท่าทีหนึ่ง ที่เราจะต้องเอาเข้ามาศึกษา ถ้าเผื่อเราจะต้องไปต่อกรกับฝ่ายกัมพูชาในกรอบของศาลโลก ในครั้งต่อไป ในกรอบของไอซีจี (ICG) ก็ขอเรียนขอความยืดหยุ่นไว้สักนิดนะครับ แต่ก็แน่นอนโดยใช้หลักสามัญสํานึกแล้วก็หลักทั่วไปว่าใช้สนธิสัญญาเป็นตัวตั้ง แผนที่เป็นตัวรอง แต่ก็ต้องผสมผสานกันไป แล้วก็ทั้งหมดนี้ก็จะมีการปรึกษาหารือกับรัฐสภา แล้วก็ กรรมาธิการต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ แล้วก็ได้มีคํามั่นสัญญาในการที่จะรายงานให้รัฐสภาทั้งชุดนี้ ชุดใหม่ที่จะมีในอนาคตหลังการเลือกตั้งทราบ แล้วเราก็จะทํางานกับประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะจะต้องนําข้อมูลเหล่านี้ไปสู่ประชาชน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือเดินทางของท่านพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นเรื่องของการประสานงานของเรากับทางมหาเถรสมาคมครับ ถ้าเผื่อมีหนังสือมาแจ้งมา ว่าไปในเรื่องราชการก็สามารถที่จะออกหนังสือเดินทางได้นะครับ
สําหรับประเด็นที่เกี่ยวกับค่ายผู้อพยพนั้น โดยตลอดมากระทรวง การต่างประเทศร่วมกับทางสภาความมั่นคงก็ประสานงานกับทางคณะกรรมการผู้ลี้ภัย สหประชาชาติ ยูเอ็นเอชซีอาร์โดยตลอดเวลา โดยเฉพาะ ๑. เขามีหน้าที่ในการที่จะคัดคน ออกไปตั้งรกรากในประเทศที่ ๓ ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นเรื่องของการที่จะดูแลผู้อพยพในค่าย เราจะเข้าไปบริหารมากยิ่งขึ้น แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในอาณัติของยูเอ็นเอชซีอาร์ แล้วก็ บรรดาองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นของต่างชาติ เรากําลังจะเข้าไปพัฒนาการดูแล ค่ายผู้อพยพชาวพม่าตลอดแนวชายแดนทั้ง ๙ ค่าย เพื่อจะให้เขาได้เตรียมความพร้อมที่จะ เดินทางกลับไปที่ประเทศพม่า สืบเนื่องมาจากได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงกลับมาสู่ ความเป็นประชาธิปไตยที่ได้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ก็คิดว่าสันติสุข สันติภาพ คงจะกลับมาสู่ประเทศพม่าได้ ก็อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปบริหารจัดการค่ายผู้อพยพ ทั้งหมด แล้วก็เตรียมความพร้อมของบุคลากรในค่ายผู้อพยพเหล่านี้ให้เขามีความเป็นอยู่ มีทักษะ มีการศึกษา มีการฝึกอบรมทางด้านวิชาชีพมากยิ่งขึ้น แล้วอันนี้เราก็ประสานกับทั้ง ทางยูเอ็นเอชซีอาร์ แล้วก็ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย อันนี้ก็กําลังอยู่ในระหว่างการดําเนินการและการวางแผน
ส่วนประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าก็ขอยืนยันได้ว่าจะให้มีความพร้อม ในเรื่อง ของอาหารก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะได้เกิดขึ้น และอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องร่วมกับยูเอ็นเอชซีอาร์ ก็คือการขึ้นทะเบียน แล้วก็ปรับทะเบียนเพื่อจะได้รู้ว่าไม่มีการสอดแนมหรือลักลอบเข้ามา หรือมาเพิ่มจํานวนคนในค่ายอพยพ อันนี้ก็จะต้องทํางานกันอย่างใกล้ชิดโดยผ่านทาง กระทรวงมหาดไทยนะครับ
สําหรับเรื่องต่อไป ก็คือเรื่องมีอนุกรรมการภายใต้กรอบเจบีซีหรือไม่ ขอกราบเรียนว่ามีอยู่แล้ว เรียกว่าคณะกรรมการสํารวจ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า จอย เทคนิคอล เซอร์เวย์ คอมมูนิตี้ (Join technical survey community) ซึ่งก็มี เจ้ากรมแผนที่ทหารเป็นประธาน เพราะฉะนั้นก็มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ทางฝ่ายทหารกับทางฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศ ทางฝ่ายกฎหมายของกระทรวง การต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วในกรอบของเจบีซีเราก็ยังมีคณะกรรมการร่วมไทย-พม่า ที่เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ําสายแม่น้ํารวกด้วยครับ นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้ดําเนินการอยู่ แล้วก็ในการดําเนินการนั้นก็จะมีการปรึกษาหารือแล้วก็ประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ที่ผ่านมานั้นมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ ๒-๓ ครั้ง ดังที่ผมได้กราบเรียนไว้ ตั้งแต่ต้น ก็คงไม่มีการดําเนินการอะไรที่ได้ข้ามหน้าข้ามตาทางรัฐสภาไป เพราะว่าการที่จะ มาขอกรอบอันนี้ก็เหมือนกับจะมาเริ่มต้นใหม่ อันนี้เพื่อจะอํานวยให้มีการดําเนินการกับทาง ฝ่ายประเทศพม่าได้ แล้วก็ที่มันชะงักงันมาก็เพราะว่าประเด็นปัญหาทางการเมืองภายใน ของประเทศพม่าเป็นสําคัญดังที่ทราบกันดีอยู่ แต่ ณ วันนี้เขามีการเลือกตั้งแล้ว กลับมาสู่ การเริ่มต้นใหม่ของการเป็นสังคมประชาธิปไตย เขามีรัฐบาลใหม่แล้ว มีรัฐสภาแล้ว ก็อยู่ใน วิสัยที่สามารถที่จะตอบรับในการที่จะมาร่วมประชุมกับเรา ครั้งที่ ๗ ในกรอบของเจบีซีได้
สําหรับประเด็นที่ได้สอบถามเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง บริเวณแม่น้ําเมย จังหวัดตราด ก็ขอกราบเรียนว่าตามอนุสัญญาระหว่างสยาม-อังกฤษ ค.ศ. ๑๘๖๘ อนุสัญญาระบุให้แต่ละฝั่งของแม่น้ําเมยเป็นเส้นเขตแดนโดยถือแม่น้ําเป็นกลาง แล้วก็ ฝ่ายไทยก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ความยาว ๖๐๐ เมตร เพื่อรักษาตลิ่งของฝั่งไทย ฝ่ายพม่าประท้วง แต่ต่อมาเขาก็ได้ก่อสร้างเช่นกัน ก็ขอกราบเรียนว่ามันก็มีเรื่องของการ ป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ํากระบุรีและแม่น้ําปากจั่น ก็ใช้อนุสัญญาระหว่างสยาม-อังกฤษ ค.ศ. ๑๘๖๘ แล้วก็หนังสือแลกเปลี่ยน สยาม-อังกฤษ ค.ศ. ๑๙๓๔ แล้วก็ในอนุสัญญาเหล่านี้ ก็ระบุให้แต่ละฝั่งของแม่น้ํากระะบุรีเป็นเส้นเขตแดน และหนังสือแลกเปลี่ยน สยาม-อังกฤษ ค.ศ. ๑๙๓๔ ระบุว่า ตั้งแต่หมู่บ้านมาลังขึ้นไปทางเหนือให้ใช้ร่องน้ําลึกเป็นเขตแดน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ทํานั้นก็เป็นไปตามอนุสัญญา แล้วก็หนังสือแลกเปลี่ยนที่เรามี อยู่กับทางฝ่ายอังกฤษนะครับ
สําหรับความประสงค์ของท่านสงวนที่ต้องการจะรู้ข้อมูล ขอกราบเรียนเชิญ มาที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายนะครับ เราได้มีการจัดพิมพ์เอกสารไว้เป็นรูปเล่มแล้ว เกี่ยวกับเรื่องเขตแดนต่าง ๆ นอกเหนือจากเว็บไซต์ดังที่ผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้น ถ้าเผื่อ ท่านประสงค์ที่จะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศไทยกับแต่ละประเทศนั้น ทางกรมเอเชียตะวันออกก็พร้อมที่จะป้อนข้อมูลให้ท่าน เดี๋ยวผมจัดส่งไปให้ท่านไปให้หมดเลย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
สําหรับคําถามเรื่องเขื่อนฮัตจี เราได้ใช้แม่น้ําสาละวินทางขอบฝั่ง เป็นเส้นเขตแดน ต่อจากแม่น้ําสาละวินคือแม่น้ําเมย ก็ใช้ขอบฝั่งเช่นเดียวกัน แล้วก็ในการ สร้างเขื่อนฮัตจีนั้นคงไม่เป็นการกระทบต่อเส้นเขตแดน เพราะเป็นการก่อสร้างเขื่อน ในประเทศพม่า ส่วนผลกระทบต่อประชาชนนั้น คณะกรรมการดูแลทางด้าน สิทธิมนุษยชนที่ท่านสาทิตย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กําลังดูแลข้อห่วงกังวล รวมทั้งเรื่องการเยียวยาผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ ทั้งทางด้าน สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตแล้วก็ชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คณะกรรมการต่าง ๆ ก็มี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมอยู่ด้วย สําหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีนั้น เป็นการจัดทําบันทึกช่วยจําเอ็มโอยูระหว่างทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับรัฐบาลพม่า ก็ขอกราบเรียนชี้แจงข้อมูลแล้วก็ข้อคําถามต่าง ๆ เหล่านี้ ผมหวังว่าคงจะได้ คําตอบไว้หมดแล้ว
ส่วนเรื่องชาติพันธุ์ ทราบว่ามีมหาวิทยาลัยมหิดลทําการศึกษาเรื่องชาติพันธุ์อยู่ แล้วก็ในกรอบของอาเซียน ผมเองเป็นผู้ได้เสนอให้มีการทําการชําระประวัติศาสตร์แล้วก็ ศึกษา ประเด็นปัญหาของชนกลุ่มน้อยนั้นมันเป็นเรื่องของสหประชาชาติซึ่งเราในฐานะเป็น สมาชิกสหประชาชาติก็จะดําเนินการในการที่จะดูแลสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อย
ส่วนความสัมพันธ์ต่อประเทศจีนนั้น ก็ถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและ เป็นมาโดยตลอดเวลา ไม่ได้มีประเด็นปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ขอกราบของพระคุณ ท่านประธานครับ
ผมอยากจะขอความกรุณาครับ คุณสงวนพอแล้วครับ รับหมดแล้ว จะส่งเอกสารให้ท่านนะครับ คือทั้งหมดเรามี ๑๑ ฉบับนะครับ อยากจะขอความกรุณา เชิญตามอัธยาศัย
ขอขอบพระคุณ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้ข้าราชการสนใจข้อซักถามของพวกเราแล้วก็ให้หนังสือมา ผมเพียงแต่ ๑ นาทีที่ผมบอก หนังสืออย่างนี้ถ้าท่านจะกรุณาส่งให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัย จะเป็นพระคุณ อย่างยิ่ง เพราะว่ามันหมายถึงว่าเฉพาะฉบับนี้ฉบับเดียวนะครับ มันได้แสดงหลักฐาน หลายอย่าง มันไม่ได้หมายถึงเส้นเขตแดนอย่างเดียว มันเป็นข้อตกลงทางกฎหมายด้วย ผมอ่านดูคร่าว ๆ แล้ว ผมว่ามหาวิทยาลัยกําลังหิวโหยข้อมูลอย่างนี้ครับ ช่วยส่งไปที่ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณชลน่าน นาทีเดียว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานทําหน้าที่ เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญต่อ ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นความละเอียดอ่อน ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาต ใช้เวลานิดหนึ่งนะครับ อย่ากรุณาว่านาทีเลยนะครับ
ผมไม่ว่าครับ ตามอัธยาศัย
ท่านประธานครับ เรื่องที่ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอร่างกรอบการเจรจาเพื่อที่จะ สํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า หรือเจบีซี ให้รัฐสภาได้พิจารณาเพื่อจะอนุมัติกรอบ ผมขีดเส้นใต้คําว่า กรอบ นะครับ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) วรรคสาม ท่านประธานครับ ผมเองไม่ค่อยได้ติดใจเท่าไร และพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่าเรื่องนี้ถือเป็นการ ริเริ่มในเรื่องที่ดีที่เราจะอยู่กับมิตรประเทศ หลายเรื่องต้องมีความชัดเจน หลายเรื่องต้องไม่ อึมครึม หลายเรื่องต้องตรวจสอบได้และเป็นที่รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นคนในชาติเราเอง หรือคนนอกชาติเรา เพราะสิ่งสําคัญที่สุดในขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเขตแดน ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่ไม่แท้จริง ท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้มักจะเป็น ประเด็น เป็นปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ประเทศไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน บริเวณชายแดนระหว่างไทยกับเขมร นี่ง่าย ๆ เลยครับท่านประธาน มันเป็นความละเอียดอ่อนที่ผมจําเป็นต้องกราบเรียน ท่านประธาน แล้วลุกขึ้นมาถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนที่รัฐสภาแห่งนี้จะอนุมัติกรอบให้ท่านไป ในสิ่งที่ผมบอก ผมไม่ห่วงใย เนื่องจากว่า มันเป็นกรอบ อย่างไรแล้วท่านก็ไปเจรจาตามกรอบ เมื่อได้ข้อเจรจา ก่อนที่จะลงนาม เป็นสัตยาบันนี่นะครับ สัตยาบันจะมีผลบังคับใช้อย่างไรแล้วท่านต้องกลับไปเพื่อจะทําเป็น หนังสือสัญญาตามวรรคสองของรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นเรารู้กันอยู่แล้วครับ แล้วก็มีโอกาส จะมาตรวจสอบในรายละเอียดของข้อตกลงนั้น แต่ประเด็นที่ผมเป็นข้อคําถาม ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านนะครับว่า ท่านสังเกตให้ดีนะครับ ร่างกรอบการเจรจาที่ท่านรัฐมนตรีเสนอกับเราในวันนี้มันแตกต่าง จากร่างกรอบการเจรจาที่นําเสนอ ที่จะทําเป็นหนังสือสัญญาโดยทั่วไป เพราะว่าโดยทั่วไป ในขั้นตอนที่จะมาดําเนินการเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น การที่จะผ่านรัฐสภาก็เสนอกรอบก่อน แล้วไปเจรจา เมื่อเจรจาได้ข้อตกลงในการเจรจาอย่างไร ก่อนที่จะมีผลลงนามให้เป็นสัตยาบัน มีผลบังคับใช้ระหว่าง ๒ ประเทศหรือคู่กรณี ก็ต้องให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือลําดับขั้นตอน แต่ว่าฉบับนี้มันมีความพิเศษ อย่างน้อย ๒ กรณี ๑. เป็นเรื่องที่ ดําเนินการมาแล้ว แน่นอนครับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลได้ กรณีที่ดําเนินการ มาแล้วก็ดําเนินการต่อเนื่องไป บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนรองรับให้กรณีดําเนินการมาแล้ว ๒. ที่ผมบอกว่ามีข้อพิเศษ ก็คือว่าสิ่งที่ท่านมาขอกับรัฐสภาแห่งนี้ในขณะนี้ ท่านบอกว่า ร่างกรอบการเจรจา แต่กรอบนั้นท่านเสนอมา ๑๑ เรื่อง ๑๑ กรอบการเจรจา ผมใช้หนังสือ ที่ท่านนําเสนอต่อรัฐสภาเป็นแนวนะครับ ในร่างกรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ของคณะกรรมการเขตแดนร่วม อยู่ในเอกสารฉบับนี้ ๑๑ เรื่องนะครับ ๑๑ เรื่องนี่จริง ๆ ก็คือเรื่องเดียวเท่านั้นเอง เพราะว่าใน ๑๑ เรื่องมันเป็นเรื่องที่ เคยดําเนินการมาแล้ว ถ้า พ.ศ. ก็ พ.ศ. ๒๔๑๑ เหมือนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ได้อภิปรายไป ท่านประธานครับ พ.ศ. ๒๔๑๑ ท่านประธานเองก็ยังไม่มีตัวตนอยู่ในโลกแห่งนี้ พวกเราทุกคนไม่มีตัวตนอยู่ในโลกแห่งนี้เลย
อยู่แล้วครับ
พ.ศ. ๒๔๑๑ นะครับ ท่านประธาน
อยู่แล้ว ชาติก่อนครับ
ขอบคุณ ท่านประธานที่ทําให้ผมมีความสุข ผมต้องขออภัยท่านประธานจริง ๆ ครับ อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยท่านประธานทําหน้าที่ เนื่องจากเกิดภาวะเจ็บป่วยในส่วนตัวต้องไปนอน โรงพยาบาล ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๒ ที่มันเป็นการดําเนินการมาแล้วมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ค.ศ. ๑๘๖๘ กรอบการเจรจาที่ท่านบอก ท่านบอกว่า จะเจรจาเพื่อจัดทํา แนวเขตแดนใหม่ ผมขีดเส้นใต้ตามเอกสารที่ท่านเสนอมาให้กับรัฐสภามา ในข้อที่ ๓ เรื่องที่ท่านให้ข้อมูลกับรัฐสภา คือข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการเขตแดนไทยร่วมไทย-พม่า ข้อ ๓ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องอ่านให้ท่านประธานฟัง ในการประชุม ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๘-๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ ไทยกับพม่าได้ตกลงกันที่จะจัดทําการสํารวจ และการจัดทําหลักเขตแดนระหว่างกันตลอดแนวขึ้นใหม่ สิ่งที่ผมจําเป็นต้องลุกขึ้น ผมฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ท่านใช้ประโยคนี้ครับ จะเจรจากันเพื่อทําแนว เขตแดนขึ้นใหม่ตลอดแนวที่มีอยู่แล้ว ที่มีอยู่แล้ว ผมขีดเส้นใต้ มีอยู่แล้วตามเอกสารที่ท่าน ใช้เป็นกรอบในการเจรจา ไม่ว่าจะเป็น อนุสัญญา บัญชีรายชื่อ สนธิสัญญา ปฏิญญา หรือโปรโตโคล ( Protocol) ในภาษาอังกฤษ ในข้อ ๔ หนังสือแลกเปลี่ยนในข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ นะครับ ตั้งแต่ระหว่างรัฐบาลของพระบาทสมเด็จในสหราชอาณาจักรและ รัฐบาลอินเดียกับรัฐบาลของประเทศสยาม สมัยนั้นก็คือสยาม หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เซอร์ จอห์น ลอว์เรนซ์ (Sir John Lawrence) เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ค.ศ. ๑๘๖๘ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ที่ท่านประธานบอกว่ามีอยู่แล้วในชาติปางก่อน ท่านประธานนี่โชคดีจริง ๆ ครับ ได้เกิดเป็นมนุษย์ แสดงว่าท่านทําบุญเยอะมาก ท่านประธานครับ ยังมีบันทึกความเข้าใจ อีกครับ ที่ใช้เป็นกรอบ มีแผนที่เอกสาร อันนี้คือสิ่งที่มีอยู่แล้วที่ท่านใช้เป็นกรอบที่จะไป เจรจา ผมเองกราบเรียนท่านประธานว่าการที่จะไปเจรจาเพื่อทําขึ้นใหม่ ประเด็นที่ผม มีคําถามครับ เมื่อรัฐสภาแห่งนี้อนุมัติให้ท่านไปเจรจา แน่นอนท่านบอกว่าจะเจรจา ตามกรอบ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญา หนังสือสัญญา หนังสือแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู หรือบันทึก ความเข้าใจ หรือบันทึกข้อตกลงร่วม หรือปฏิญญาอะไรต่าง ๆ หนังสือแลกเปลี่ยนที่ท่าน มีการประชุมกันมาแล้ว ใช้แนวนั้นตลอดเป็นการเจรจา ทีนี้ผมมีคําถามกับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย ผมเชื่อว่ามีความสามารถครับ ไปเจรจาแล้วเมื่อต้องใช้สิ่งที่เป็นหนังสือสัญญาเหล่านี้เป็นหลัก ถ้าผลการเจรจาเป็นที่ ตกลงกันด้วยดี ๒ ฝ่าย อันนี้คงไม่มีปัญหาครับ แต่ผมเชื่อครับ ผมเชื่อว่าอย่างไรแล้วมีปัญหา แน่นอน เพราะประเด็นที่ท่านบอกกับเรา อย่างน้อยที่บอกว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ท่านยกขึ้นมาอย่างน้อย ๓-๔ ข้อว่าเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ที่จําเป็นต้องเร่งทํา ก็คือเรื่อง ของปัญหาแม่น้ําซึ่งเป็นเขตแดน แม่น้ําเมย แม่น้ํากระบุรี หรือแม่น้ําปากจั่น เปลี่ยนทางเดิน และการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า เมื่อสักครู่ท่านลืมตอบเรื่องนี้ เพราะท่านสมาชิกได้ตั้งคําถามที่แหลมคมมาก เพราะว่าประเทศไทยกับประเทศพม่าเอง เคยมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะงดเว้นการดําเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสันปันน้ํา หรือแม่น้ําที่เป็นเส้นเขตแดน เว้นแต่เป็นการดําเนินการโดยคณะกรรมการเขตแดนร่วมเพื่อประโยชน์ในการสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดน ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ไม่นานมานี้เองครับที่กรุงเทพฯ เป็นการประชุมและมีข้อตกลง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ๒ ฝ่ายพยายามที่จะปกป้องเขตแดนของตัวเอง เพราะว่าอนุสัญญาที่ท่านรัฐมนตรีตอบเองนะครับ บอกว่าระหว่างแม่น้ําเมยใช้ฝั่งแม่น้ําแต่ละด้านเป็นเส้นเขตแดน ใช้ฝั่งแม่น้ําไม่ใช่ร่องน้ําลึก มีบางส่วนเท่านั้นเองที่ท่านตอบว่าเป็นร่องน้ําลึกเป็นเส้นเขตแดน ๒ ฝ่ายก็ถือสิทธิที่จะ สร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะตลิ่งของตัวเอง แน่นอนครับกระแสน้ํามันมีเปลี่ยนแน่ ถ้ามันกระแทกด้านไหน ด้านนั้นก็เสียดินแดนไป เพราะว่าในอนุสัญญาเดิมนั้นท่านบอกว่า ฝั่งแม่น้ํา ท่านประธานครับ ผมเลยมีข้อคําถามถามท่านประธานว่า ถ้ารับ ๒ ฝ่าย เป็นไปด้วยดี ผมเน้นเมื่อสักครู่ว่ายากมากที่จะรับทั้ง ๒ ฝ่าย ประเด็นถ้าแต่ละฝ่ายไม่รับ ถ้าฝ่ายไทยไม่รับ ผมว่าปัญหาไม่ค่อยมากครับ ปัญหาคือถ้าฝ่ายพม่าไม่รับ ไทยเรา จะเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่เราอนุมัติไปมีประโยชน์อะไร ท่านรัฐมนตรีตอบด้วยนะครับ ถ้าพม่าไม่รับ อะไรจะเกิดขึ้น แล้วท่านจะทําอย่างไร เพราะท่านเองใช้กรอบที่เป็นอนุสัญญา หนังสือสัญญาข้อตกลงที่เคยทํามาแล้วมาเป็นกรอบในการเจรจา มันเป็นเรื่องเก่าเท่านั้นเอง เหมือนกับเอาเรื่องเก่าเอามาขึ้นหิ้ง ให้พวกเราช่วยล้าง ๆ เอาไปทําใหม่ ทําไม ท่านประธานครับ คิดว่าพม่าเขาจะรับหรือครับ นี่คือข้อห่วงใยที่ผมคิดว่าการอนุมัติกรอบ ครั้งนี้ไปมันจะมีประโยชน์หรือไม่ อันนั้นประเด็นที่ ๑ ที่ผมตั้งคําถามเอาไว้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ กรอบเจรจาที่ท่านให้มาเสมือนเป็นข้อตกลง เสมือนเป็นหนังสือสัญญา เพียงแต่ผ่านขั้นตอนของสภาถ้าอนุมัติปุ๊บ มีผลบังคับใช้ ตามวรรคสอง ถึงแม้จะใช้ตามวรรคสามนะครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณาตามวรรคสาม เป็นกรอบอยู่ ผมก็เลยกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า การเสนอมาครั้งนี้ ถ้าท่านเลือกจะเสนอเป็นข้อตกลง เสมือนที่จะต้องผ่านตามวรรคสองแล้วจะมีประโยชน์กว่า หรือไม่ ถามซ้ํานะครับ ถ้าท่านเสนอตามวรรคสองจะมีประโยชน์กว่าหรือไม่ เพราะอย่างไรแล้ว ท่านจะไปเจรจาตาม ๑๑ กรอบตรงนี้ ดิ้นไม่ได้เลย ท่านประธานคงเข้าใจที่ผมนําเรียน ท่านประธานนะครับ ขั้นตอน วรรคสามให้กรอบไปก่อน ไปเจรจา เมื่อเจรจาได้ข้อตกลง ข้อเจรจานั้น ก่อนจะมีผลผูกพัน ท่านต้องมาผ่านอีกครั้งหนึ่งตามวรรคสอง ก่อนที่จะลงนาม เป็นหนังสือสัญญา ผมจะถามท่านประธานเป็นคําถามย้ําเลยว่า ถ้าท่านเสนอตามวรรคสอง จะมีประโยชน์กว่าไหม เพราะอย่างไรแล้วท่านก็ต้องไปเจรจาตามหนังสือสัญญา อนุสัญญาตัวนี้ ว่าไว้ทั้งหมดเลย ผมถามหน่อยครับท่านประธาน อย่างกรณีของหนังสือสัญญาที่กําหนด เป็นปฏิญญา ฉบับลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ค.ศ ๑๘๙๔ และแผนที่ของคณะกรรมการปักปัน เขตแดนสยาม-อังกฤษ อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ทํามาแล้ว จํานวน ๓ ระวางแนบท้าย การปักปันตั้งแต่ผาจอง (เขตแดนแยกจากแม่น้ําสาละวินขึ้นมาบนฝั่ง) จากผาจอง จนถึงสบรวก ทางเหนือครับ สนธิสัญญาระบุเพียงว่า ได้ตกลงกันเขตแดนกันแล้วตามแผนที่ และเห็นชอบให้เขตแดน เป็นไปตามแผนที่ที่แนบมานี้ ดังนั้นแผนที่ที่แนบท้าย ๓ ระวางมีผลเสมือนสนธิสัญญา ผมถามท่านประธานเลยครับ นี่ครับการเจรจาจะไปเปลี่ยนได้หรือครับ ไม่มีทางครับ มันไม่มีทางเลย เพราะท่านถือว่าเป็นสนธิสัญญาไปแล้ว ท่านประธานครับ ผมก็เลยแปลกใจ ว่าวันนี้รัฐสภาเราจะมองอย่างไร คิดอย่างไร
คําถามที่ ๓ ครับ ก่อนที่ผมจะมีข้อเสนอ กรอบการเจรจาที่ท่านจะไปเจรจา กับพม่า เรื่องการปักปันแนวเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ตลอดแนว อะไรที่เป็นเรื่องใหม่บ้าง อะไรครับที่เป็นเรื่องใหม่บ้าง หรือว่าทั้งหมดไม่มีเรื่องใหม่แล้วมันอยู่ในอนุสัญญา หนังสือสัญญา หนังสือแลกเปลี่ยน เอ็มโอยู ปฏิญญาที่เสนอมาทั้งหมดแล้ว ผมกราบเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าอะไรที่เป็นกรอบการเจรจาที่จะไปเจรจาใหม่บ้าง เช่น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงแนวที่มันผิดเพี้ยนไปจากหนังสือสัญญาหรืออนุสัญญาที่ว่าไว้ อย่างเช่น รัฐมนตรียกตัวอย่างว่า แต่ละฝ่ายต้องรีบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ป้องกันการกัดเซาะ เนื่องจากว่าแต่ละฝ่ายถือว่าตัวเองมีเขตแดนของตัวเองอยู่ที่แต่ละฝั่งของตัวเอง มีไหมครับ เรื่องใหม่ที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ได้อนุมัติ ถ้ามี ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีต้องชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อพวกเราจะได้อนุมัติให้ท่านไปพูด ไปเจรจาต่อ ก่อนที่จะกลับมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองจริง ๆ โดยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ขัดข้องอะไรที่จะอนุมัติกรอบการเจรจาที่ท่านเสนอมา แต่ถ้าสมมุติว่าท่านมีแนวทางที่ดีกว่านี้ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่านี้ แนวทางที่ดีกว่านี้หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ๑๑ เรื่องที่ท่านแนบมานี้ สมาชิกรัฐสภาควรจะได้รับรู้ทั้งหมดเลยครับ เพราะเสมือนเป็นข้อตกลงที่ทํามาแล้ว ให้เรามาตรวจสอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามนั้นได้อย่างไร คําว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบได้อย่างไร ผมพูดแล้วผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ผมอึดอัดใจเลยครับ เพราะอย่างไรเราปฏิเสธที่เขาเซ็นมาแล้ว ไม่ได้ เขาตกลงกันมาแล้วไม่ได้ มันไม่เป็นไป ตามนั้นครับท่านประธาน เพียงแต่กรณีมันมีการเปลี่ยนแปลงหรือเรื่องใหม่เท่านั้นเอง ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้าเป็นไปได้ท่นะครับ ข้อเสนอผมนะครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ ดําเนินการแล้ว ทําแล้ว จะต้องดูการเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเราเองสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่เทวดาครับ ที่จะได้ดูเอกสารบางเรื่องบางราวเพียงในเวลาจํากัด ถึงแม้จะมี ความสามารถค้นคว้าสืบหาข้อมูลอย่างไรก็แล้วแต่นี้ ผมว่าไม่พอครับ ใจผมนี่นะครับ การดําเนินการเรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องเร่งรัดครับ การศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ถึงบริบท ทุกบริบทที่เกี่ยวเนื่อง ไม่เฉพาะเรื่องของดินแดน ไม่เฉพาะเส้นเขตแดน คําอภิปรายของท่าน สงวน พงษ์มณี ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นประโยชน์ยิ่งครับ ศึกษาบริบทของชาติพันธุ์ การเคลื่อนย้าย การเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่เขาอยู่ตรงนั้น ผมว่าตรงนี้จะเป็น ประโยชน์ยิ่งนะครับในการที่จะไปดําเนินการเจรจาและดําเนินการปักปันเขตแดนร่วม ระหว่าง ๒ ชาติ ระหว่างไทยกับพม่า ท่านประธานครับ ผมขึ้นต้นการอภิปรายกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ในสังคมประเทศ ที่เขามีความเจริญรุ่งเรืองแล้ว อย่างเช่น ประเทศเบลเยียม ประเทศฮอลแลนด์ ไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ เขาคุยกันได้ เขามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ไม่แท้จริง ไม่สมบูรณ์อย่างไทยเรา อย่างพม่า อย่างเขมร ผมพูดเต็มปากเต็มคําได้ครับ สิ่งเหล่านี้มักจะ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมเน้นย้ําเลย มักจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสวงหา ความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ต้องการอํานาจทางการเมือง เสมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมสงสารพี่น้อง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ต้องอดตาหลับขับตานอน ไร้ที่อยู่ ไร้ที่พึ่ง เป็นผู้อพยพ ท่านประธานอนาถใจไหมครับว่ามีศูนย์อพยพภัยสงครามอยู่ในประเทศไทย พูดแล้วไม่อยากเป็นคนไทยครับ น้อยเนื้อต่ําใจ ท่านประธานครับ ผมพูดไปนี่ ผมด้วยความรู้สึกท้อแท้ มันไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้วในสังคมบ้านนี้เมืองนี้ ทําไมครับ ท่านประธานครับ ข้อพึงสังวรระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ผมเพียงแต่กราบเรียน ท่านประธาน เอาตัวอย่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาเป็นที่ตั้งเถอะครับ ความอ่อนโยน ความอ่อนไหวเรื่องของเขตแดน เรื่องอํานาจอธิปไตย ในประเทศที่ไม่มี ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผู้ที่แสวงหาอํานาจทางการเมืองมักจะใช้เรื่องนี้เป็นประโยชน์ สร้างค่านิยม และเอาประโยชน์เข้ากับตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองอํานาจ ผมไม่ระบุหรอกครับ เห็นกันอยู่ ฟากโน้นจะเลือกตั้งเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้ แต่ฟากนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ผมสงสัยเหมือนกันว่าอาจจะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ฟากโน้นใช้เป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งเพื่อประชาชนจะได้มาลงคะแนนให้ตัวเอง เป็นวีรบุรุษ เป็นฮีโร่ (Hero) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ แต่ฟากนี้ผมกลัวเพียงว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมาแม้ยุบสภาแล้ว จะไม่มีเลือกตั้ง เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เกิดสงครามอย่างไรครับ ฝากท่านประธาน กราบเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับ ช่วยหาทางป้องกัน พวกเราต้องหาทางป้องกัน อย่าให้เกิด สงครามเป้าหมายในการเลือกตั้ง ถ้าเกิดสงครามขึ้นเมื่อไรเป็นความชอบธรรมครับที่จะใช้ บรรดากฎหมายที่มีในประเทศนี้ ผมเกือบหลุดครับ เพราะมีคนฝากมาอย่าพูดว่าบ้านนี้เมืองนี้ มีคนฝากมาท่านประธานครับ ผมเพิ่งฉุกคิดได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพนะครับ หลายท่านชอบใช้คําว่า บ้านนี้เมืองนี้ เสมือนดูถูก เหยียดหยามประเทศตนเอง ผมขอเปลี่ยนพูดใหม่ครับ บ้านเราเมืองเรา มันจะได้ไม่ต่ําต้อย มันจะได้ไม่ย่ําแย่ ผมกลัวที่สุดครับ พอมีสงคราม ประกาศกฎอัยการศึก เอากฎหมายพิเศษมาใช้ ทุกอย่างหยุดหมด น่ากลัวไหมครับท่านประธาน มันจะเข้าเค้า ท่านประธานครับ เข้าเค้าว่า อาจจะไม่มีการเลือกตั้งจากสาเหตุเหล่านี้ ผมบันทึกไว้ที่สภาแห่งนี้เลย ถ้ามันเป็นอย่างนั้น แสดงว่าผมทํานายถูก แต่ไม่อยากให้ถูกครับ ต่อบอกว่าเก่งมากทํานายถูก แต่ไม่ให้อยากถูก เรื่องนี้เลย ขอให้ผิดเถอะครับ ขอให้คํานายผมผิดเพื่อจะได้มีการเลือกตั้ง อย่างไรแล้ว ประเทศชาติที่เป็นประชาธิปไตยนะครับ อํานาจอธิปไตยไม่ใช่อยู่เฉพาะเขตแดนครับ แต่มันเป็นอํานาจของปวงชนชาวไทยครับ ท่านสงวน พงษ์มณี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งหนึ่ง พูดถูกครับ อํานาจอธิปไตยไปกับคนครับ ข้ามไปข้ามมา ความหมายเขาเป็น อย่างนั้นจริง ๆ ครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นั่นหมายความว่าอํานาจสูงสุด ในการที่จะใช้บริหารจัดการบ้านเมือง สร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเป็นของปวงชนชาวไทย ผมสรุปแล้วท่านประธานครับ
เอาประเทศไทยกับประเทศพม่าเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย
ผมยกตัวอย่างเทียบเคียง ให้ท่านประธานได้เห็น ก่อนที่เราจะอนุมัติ เราต้องคํานึงถึงเรื่องพวกนี้ ต้องคํานึงถึงอํานาจ อธิปไตยของปวงชนชาวไทยเรา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วประเด็นที่ ผมเป็นข้อห่วงใย อันที่ ๑ กรอบที่ท่านให้มาเสมือนเป็นสิ่งที่ดําเนินการมาแล้วท่านไป ดําเนินการ ถ้าไปเจรจาทําได้หรือไม่ได้ ท่านจะดําเนินการอย่างไร ตอบกรณีทําไม่ได้ กรณีประเทศพม่าไม่ยอมรับนะครับ ท่านจะดําเนินการอย่างไร อันที่ ๒ กรอบใหม่ ที่ท่านขอ กับพวกเราในวันนี้คืออะไร เรื่องใหม่ที่จะไปเจรจาเป็นเรื่องอะไร อันที่ ๓ ข้อสุดท้ายครับ ที่ผมจะสรุปกับท่านประธานก่อนที่จะจบ ผมฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ผมอยากให้ท่านช่วยกัน ทําอย่างไรครับที่จะไม่ให้สิ่งที่ผมห่วงใย และผมทํานายไว้เป็นจริง ยุบสภาแต่ไม่มีการเลือกตั้ง อะไรเกิดขึ้นครับ เรามีรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ
ให้มันถึงเวลานั้นก่อนครับ
มีรัฐสภาเพราะว่า มีท่านสมาชิกวุฒิสภายังอยู่ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สภายุบแต่มีรัฐสภา ผมก็ไม่ห่วง เพราะอย่างน้อยยังมีอยู่ครับ และสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปยังท่านรัฐมนตรี ถ้าจะเป็นไปได้ ผมมีข้อเสนอ จะขอท่านว่าถ้ารัฐสภาจะตั้งกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณา ตามข้อบังคับการประชุมร่วม ให้ได้รายละเอียดเลยว่าข้อที่ ๑ อนุสัญญาเรื่องนี้เป็นอย่างไร ข้อที่ ๒ หนังสือสัญญาเรื่องนี้เป็นอย่างไร จะได้หรือไม่ ยอมรับครับ เห็นชอบเลย รับในหลักการ แต่ขอไปศึกษารายละเอียดแล้วก็เอามาบอกกับเรา ถ้าเป็นไปได้ท่านอาจจะ ผ่านไปสู่กระบวนการขั้นที่ ๒ เลยครับ ไม่จําเป็นต้องมาผ่านขั้นที่ ๑ เลย ก็คือเป็นไปตาม วรรคสองของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ได้เลย กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ก็คงจะไม่มีเวลาตั้งกรรมาธิการ เพราะว่าวันที่ ๖ เราก็แพค (Pack) กระเป๋ากลับบ้านแล้วครับ เชิญคุณนิยมครับ รอนานแล้ว ผมต้องขออภัยครับ ความจริงก่อนคุณชลน่านด้วย เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ไม่ทําให้สภาแห่งนี้เสียเวลามาก แต่ผมขอทําหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังการชี้แจงของท่านรัฐมนตรีเมื่อกี้นี้ ก็รู้สึกห่วงใยอยู่ ๒-๓ ประเด็น ท่านประธานครับ เนื่องจากท่านได้ใช้คําพูดซึ่งผมฟังแล้วไม่สบายใจ ท่านประธานครับ เนื่องจากที่ท่านนํามาเสนอสภาวันนี้ท่านบอกว่านําเสนอตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญ (ฉบับแก้ไข) พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมเองเป็นคนหนึ่งได้นั่งอ่านอยู่สักพัก แล้วละครับท่านประธานครับ เป็นกรอบการเจรจา คือเจบีซีระหว่างเขตแดนไทย-พม่า ก็ชัดเจนใน ๖-๗ ข้อ เนื่องจากกรอบเจรจานี้เป็นข้อมูลที่ท่านนําเสนอเป็นสนธิสัญญา เขตแดนไทย-พม่า ตั้งแต่สมัยของพระเจ้ากรุงสยามกับข้าหลวงใหญ่แห่งอินเดีย เพราะฉะนั้น ในกรอบการเจรจาที่ท่านนําเสนอเพื่อขออนุมัติจากรัฐสภาในความเห็นอย่างนี้ ผมเองก็จะ นําเสนอความเห็นเพื่อฝากท่านรัฐมนตรีในข้อห่วงใยของผมเพราะว่าการประชุมนี่ผมเห็นด้วย ผมไม่ได้คัดค้านในกรอบอันนี้ เพียงแต่ว่ากรอบนี้ประชุมมาแล้วตั้ง ๖ ครั้งแล้วครับ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ และล่าสุดก็ พ.ศ. ๒๕๔๕ จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๘ อะไรนี้ครับ ท่านพูดอยู่คําหนึ่ง ที่ท่านชี้แจงวันนี้ ผมเองจึงห่วงใยว่าในการนําเสนอที่จะเป็นกรอบขออนุมัติรัฐสภาแห่งนี้ คือท่านบอกว่า ท่านจะนําเสนอโดยนําข้อสัญญาเหนือแผนที่ ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ผมไม่อยากให้ท่านถือธงนําหน้าแบบนี้ ผมเกรงว่าเป็นความละเอียดอ่อนในเขตแดนระหว่าง ไทย–พม่า ซึ่งเป็นเขตแดนที่ยาวมากประเทศหนึ่ง เขตแดนระหว่างไทย–พม่า ระยะทางยาวมาก ฉะนั้นการนําเสนอข้อมูลอะไรก็ตามถ้าเราตั้งธงไปก่อน ตั้งธงไปเลย ผมเกรงว่าประเทศพม่า เขาจะรับได้หรือไม่ ประเด็นนี้ต้องคิดครับท่านรัฐมนตรี ท่านบอกเลยว่าต้องนําสัญญา เหนือแผนที่ ผมเองไม่อยากให้คิดแบบนั้นเพราะว่าถ้าคณะกรรมการนํากรอบไปใช้แล้ว ประเทศพม่าเขารับได้หรือไม่ ผมอยากให้มีการประสานกันว่าทั้งสัญญา ทั้งแผนที่ที่จะเป็น หลักเขตแดนที่จะนําเสนอ ถ้าเราคิดไปก่อนแล้ว ประเทศพม่าเองเขาก็คงไม่โง่มากกว่าเรา อันนี้ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกได้เลยว่าการที่จะนํากรอบการเจรจาในการทํา เขตแดนไทย–พม่า ครั้งนี้ ท่านคิดไว้เลยว่าเราจะยึดความได้เปรียบของประเทศไทยเป็นหลัก ผมเองฟังแล้วก็ไม่สบายใจครับที่ผมต้องยืนขึ้นมาพูดวันนี้ ผมเองเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากได้เปรียบ แต่ถ้าเราตั้งธงประเภทนั้นไป ท่านรัฐมนตรี ผมกราบเรียนเลยว่าเขาก็คิด เหมือนเรานี่ครับ เพราะเขตแดนนี้มันทําไม่ได้ครับถ้าคิดแบบนี้ คิดก่อนเลย ก่อนจะไปเจรจา บอกต้องเอาเปรียบไว้ก่อน ประเภทนี้ผมเกรงว่าทําไม่ได้ครับ ผมต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่า ผมไม่อยากให้คิดแบบนี้ ผมอยากให้คิดถึงหลัก ต้องฝากหลักถึงความถูกต้อง เป็นธรรม ไม่ได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างทั้งประเทศเขาทั้งประเทศเรา อันนี้ต้องฝากครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าด่านถาวร ด่านชั่วคราวนั้น เป็นประเด็นหนึ่งท่านต้องคิด นําไปแก้ไขว่าจะทําอย่างไร แล้วที่เป็นปัญหาใหญ่คือชนกลุ่มน้อยติดอาวุธของพม่า ซึ่งมันเป็น ปัญหาหอกข้างแคร่พม่าเอง ไทยเราก็ได้รับผลกระทบ กระเซ็นกระสายมาอยู่ ท่านรู้กัน แต่ที่ต้องฝากเลยคือท่านบอกแล้วว่าสัญญาเหนือแผนที่อะไรพวกนี้ ผมไม่อยากให้ท่านคิดแบบนั้น มันต้องผสมผสานกันทั้งสัญญาทั้งแผนที่ แล้วความได้เปรียบตั้งไปเลย มันเป็นเรื่องใหญ่ครับ อันนี้ฝากท่านประธานถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับก็ฝากไว้ ก็จบการอภิปรายครับ ไม่ต้องตอบหรอกครับท่านรัฐมนตรี ท่านได้ชี้แจงละเอียดแล้ว ต่อไปผมจะขอถามมติ ที่ประชุมนะครับว่าจะรับหรือไม่รับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมตินะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติครับ ท่านสมาชิก ที่ประชุมคณะกรรมาธิการก็พักการประชุมก่อนนะครับ เข้ามาตรวจสอบองค์ประชุม ให้เสร็จก่อนเพราะเรามีร่างกรอบการเจรจาทั้งหมดทั้ง ๑๗ กรอบเจรจานะครับ ถ้าเราได้รับ ความร่วมมือกันก็คงจะเสร็จในวันนี้นะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติร่างกรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขต แดนทางบกไทย-พม่า ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ เชิญท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านเข้านั่งประจําที่แล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วย ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุม หรือท่านที่กําลัง ประชุมคณะกรรมาธิการก็ตามโปรดพักการประชุม เข้ามาที่ห้องประชุมก่อนครับเพื่อจะ ลงมติและตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตนด้วยนะครับ ก่อนที่จะลงมติ เมื่อท่านนั่งประจําที่เรียบร้อยแล้ว โปรดกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วย ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ คุณชลน่านเสียบบัตรแสดงตนหรือยัง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกทุกท่านเสียบบัตรแสดงตน เรียบร้อยแล้วนะครับ ยังเหลืออีกหลายท่านยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน ท่านวิรุฬห์ รีบเสียบบัตรแสดงตน อย่าช้านะครับ เราอายุมากแล้ว ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับอย่าลุกไปไหนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบ กับร่างกรอบการเจรจาเพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่า ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โปรดใช้สิทธิเลยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว นะครับ ท่านที่หันหลังมาให้ผม เสียบบัตรแสดงตนหรือยัง ลงมติหรือยัง กระผมว่าให้อยู่ใน ระบบหน่อยครับจะเป็นความกรุณาสูงยิ่ง คุณหมอครับ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแล้วหรือยังครับ อีกท่านหนึ่งที่เห็นหันหลังมานี้นะครับ ที่อยู่หน้าท่านสุภาพสตรี เสียบบัตรแสดงตนหรือยัง ออกคะแนนเสียงหรือยังครับ เพราะไม่กี่วันนี้เราก็งด เราไม่ได้ใช้สิทธิแล้วนะครับ ตอนนี้เราก็ ใช้สิทธิก่อน เมื่อใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมาครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๙๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้ผ่านให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปดําเนินการได้นะครับ เชิญครับ จะเลื่อนจะอะไรก็รีบเลื่อน ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งออกจาก ห้องประชุมครับ บางทีจะต้องโหวต
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการประสานงานจาก หน่วยงานที่รับผิดชอบ ในเรื่องด่วนที่ค้างการพิจารณาของการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด ๑๐ เรื่อง แล้วก็คิดว่าเป็นความสําคัญทุกเรื่อง แต่ว่ามีเรื่องที่เห็นสมควร จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน ๓ ลําดับ ๓ เรื่องนะคะ
ลําดับแรก เสนอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๗. บันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการ ทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านทะเล (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นประโยชน์เรื่องของความร่วมมือด้านการวิจัยทางทะเล
ลําดับที่ ๒ เสนอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๘. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะทําให้ ส่งเสริมความร่วมมือความสัมพันธ์กับประเทศทางแอฟริกาใต้
ลําดับที่ ๓ เสนอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๑๑. การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติ ภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ในความรับผิดชอบของ กระทรวงการต่างประเทศ ก็จะทําให้ประเทศไทยได้เป็นภาคีสมาชิก แล้วก็นําหลักการไปใช้ ในการทํางาน ก็ขอผู้รับรองในการที่ขอเลื่อนเรื่องด่วนทั้ง ๓ เรื่องขึ้นมาพิจารณาก่อนค่ะ
ครับ ก็มีผู้รับรองถูกต้อง ความจริง ไม่ต้องเลื่อนก็ได้ แต่เมื่อเลื่อนแล้วที่ประชุมมีความเห็นเป็นอย่างอื่นมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ถือว่าที่ประชุมนี้ให้เลื่อนนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณา
เรื่องด่วนที่ ๗. บันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทร แห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านทะเล (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างการลงนาม บันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสุมทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือ ทางด้านทะเล
โดยมีเหตุผลและความจําเป็นในการเสนอเรื่องเพื่อทําให้เกิดความร่วมมือดังนี้ เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานวิจัยทางด้านทะเล เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างไทยและจีน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย แล้วก็เพื่อ เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ทั้ง ๒ ประเทศ ประโยชน์ที่ประเทศไทย จะได้รับก็คือ โดยที่กรอบความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ สเตท โอเชียนนิก แอดมินิสเตรชั่น (State Oceanic Administration) หรือทบวงกิจการ ทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นครอบคลุมในหลายประเด็น ได้แก่การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางนโยบายด้านทะเล การจัดการบริเวณชายฝั่งและ หมู่เกาะในทะเลการคุ้มครองนิเวศสิ่งแวดล้อมทางทะเล การสํารวจและวิจัยวิทยาศาสตร์ ทางทะเล การบรรเทาป้องกันพิบัติภัยทางทะเล การสํารวจระยะไกลและดาวเทียมสํารวจ มหาสมุทร เทคโนโลยีในการติดตามและเฝ้าระวังมหาสมุทร และมาตรฐานเครื่องมือ ที่สร้างขึ้นจากความรู้เทคโนโยลีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศทางทะเล เทคโนโลยี ด้านชีวพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมถึงขอบเขตความร่วมมือ ด้านอื่น ๆ ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและเทคโนโลยีตามที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศไทยในหลายด้านดังนี้
๑. เรื่องการพัฒนาการศึกษาวิจัยทางด้านทะเลในประเทศไทย
๒. การเรียนรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิจัยด้านทะเลจากสถาบันวิจัย ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และการนําไปสู่การพัฒนาประเทศ
๓. การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยและการบริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลระหว่างนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของทั้ง ๒ ประเทศ
๔. ช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ทางด้านทะเล สําหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ของทั้ง ๒ ประเทศ
๕. ขยายฐานความร่วมมือทางด้านทะเลในระดับภูมิภาค เนื่องด้วยประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีคนลงนามบันทึกความเข้าใจในลักษณะเดียวกันกับสาธารณรัฐ อินโดนีเซียและประเทศมาเลเซียไปแล้ว
๖. การเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดยในส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะมีแผนร่วมมือกับ ทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการศึกษาวิจัยด้านสมุทรศาสตร์ และระบบนิเวศวิทยา และแผนดําเนินการเร่งด่วน ในเบื้องต้นได้แก่การศึกษาการเปลี่ยน ฤดูมรสุม ซึ่งมีผลกระทบด้านสังคมและสภาวะโลกร้อน
จึงขอเสนอที่ประชุมรัฐสภาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบการลงนาม บันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือ ทางทะเล
ก่อนที่จะพิจารณาและให้สมาชิก ได้อภิปราย กระผมขอพักการประชุมภาคเที่ยง และเริ่มประชุมต่อบ่ายโมงตรง ขอพักการประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๑๒.๒๕ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๐๓ นาฬิกา
ต่อไปผมจะให้ท่านสมาชิกได้อภิปราย นะครับ ขณะนี้มีผู้มาแจ้งความประสงค์จะอภิปราย ๕ ท่าน เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ผมขอจํากัดเวลาเสียหน่อยไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ เพราะเราเหลือกรอบการเจรจาเยอะ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีความสนใจในเรื่องของบันทึกความเข้าใจ ระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล กล่าวคือ ในบันทึกความเข้าใจนี้มี ๑๕ ข้อที่ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้แถลงรายงานเมื่อกี้นี้ว่ามีข้ออะไรบ้าง ซึ่งดิฉันคงไม่ต้องพูด ใน ๑๕ ข้อ ที่กล่าวไปแล้วนั้น ดิฉันสนใจอยู่ ๒ ข้อ โดยเฉพาะข้อ ๒ และข้อ ๓ ข้อ ๒ ก็คือขอบเขต ความร่วมมือ และข้อ ๓ คือรูปแบบความร่วมมือ และในข้อ ๒ นั้นมีความสนใจเป็นพิเศษ ในข้อ ๒ ขอบเขตความร่วมมือซึ่งมีตั้งแต่เอถึงเจ (A-J) หลากหลาย ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ดิฉันให้ความสนับสนุนในการที่จะไปทําบันทึกความเข้าใจตรงนี้ โดยเฉพาะข้อบี ซึ่งดิฉัน สนใจเป็นพิเศษ เพราะว่าการจัดการบริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะในทะเล เนื่องจากว่า ในปัจจุบันนี้ผืนแผ่นดินของโลกนั้นได้สูญหายไปมากมาย นับแล้วประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ที่แผ่นดินในโลกนี้หายไปกลายเป็นทะเล นั่นหมายถึงว่า วิกฤติการณ์ของชายฝั่ง การกัดเซาะชายฝั่งมันวิกฤติมาก เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ให้ความสนใจมาก โดยท่านตระหนักว่านับเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว จะเห็นว่าตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ําบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณปากแม่น้ําแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่ชายฝั่งเราหายไปเกือบ ๒๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมันเกิดจากการบุกรุกป่า ชายเลนเป็นเบื้องแรก แล้วก็ลุกลามเข้าไป และแม้แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่นี้ ยังมีอีกมากมาย ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปากแม่น้ําเพชรบุรีจนกระทั่งถึงปากแม่น้ําปราณบุรี ไม่ว่าจะเป็น หาดพัทยา ไม่ว่าจะเป็นเกาะช้าง เหล่านี้ล้วนแต่ถูกการกัดเซาะชายฝั่งทั้งสิ้น ซึ่งดิฉันก็ดีใจ ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตระหนักในเรื่องนี้ แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้เห็น ความสําคัญ โดยการที่จะอนุมัติวงเงินถึงเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้มีโครงการเกือบพัน โครงการในพื้นที่ ๒๓ จังหวัดในการที่จะแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่ง แต่นั่นหมายถึงว่าการแก้ไข เหล่านั้น ดิฉันคิดว่ามันเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่มันแก้ตรงนี้จุดหนึ่งก็ไปเกิดปัญหา อีกจุดหนึ่ง ไม่สามารถเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งดิฉันไม่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนดักทราย ไม่ว่าจะเป็นทีกรอยน์ (T-Groin) หรือแม้กระทั่งใช้ไม้ไผ่ในการปัก มันแก้ปัญหาไม่ได้อย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ดิฉันจึงเห็นว่าเมื่อเราไปทํา บันทึกความเข้าใจกับประเทศจีน เราไปได้รับความร่วมมือ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรในการไป ทําบันทึกความเข้าใจนี้ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปหาวิธีการว่าประเทศที่เราจะไปทําสัญญาหรือไปทําบันทึกความเข้าใจนั้น เขามีวิธีการที่จะ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและหมู่เกาะในทะเลอย่างยั่งยืนอย่างไร ไม่ใช่ปะแค่นี้แล้วไปเกิด อีกที่หนึ่ง มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และดิฉันก็ฝากท่านด้วย คือเห็นชอบกับการบันทึก ความเข้าใจนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้กับประเทศรอบ ๆ เรา เพื่อนบ้านเรา หรือไกลออกไป แต่ว่าไม่ใช่ไปทําแต่เพียงว่า เราก็มีอย่างนี้ เขาก็มีอย่างนี้ หรือไปพูดกันถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบอย่างไรกับทางทะเล คงไม่ใช่ แต่เราต้องหา วิธีที่ดิฉันบอกแล้วว่าสนใจในข้อบีมาก เพราะว่าการจัดการบริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะใน ทะเลเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และเมืองไทยขณะนี้เกิดวิกฤติมาก เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยว่า วิธีการของ ประเทศจีนนั้นทําอย่างไรที่จะเป็นการแก้ปัญหาการกัดเซาะอย่างยั่งยืน ขอบคุณค่ะ
ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะ เป็นสมาชิกของรัฐสภา ความร่วมมืออันนี้ก็อยากจะขออนุญาตเรียนว่าเป็นความร่วมมือที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้และวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลทั้งของประเทศ จีนและของประเทศไทย เพราะประเทศจีนเองถือว่าเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าใน วิทยาการทางด้านทะเลเป็นอย่างมาก ก็อาจจะอยู่ในระดับแนวหน้าด้วยนะครับ ประเทศไทย อาจจะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิชาการที่ประเทศจีนมีอยู่มาใช้ในการศึกษา ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการทางด้านทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย จึงยินดีที่จะสนับสนุน ในการที่ท่านจะไปลงนาม ท่านรัฐมนตรีจะไปลงนามกับประเทศจีนในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อที่อยากจะขอฝากไว้เป็นข้อพึงระวังสัก ๒-๓ ประการในการที่เมื่อได้มีการลงนามแล้ว ในการที่จะไปดําเนินการต่อเนื่องหลังจากนั้น
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องสิทธิในทางทรัพย์สินทางปัญญาครับ มีความจําเป็นที่ จะต้องพึงระวัง ในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ เพราะว่าการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ในกรณีของประเทศไทยนั้นนะครับได้เกิด มีความเสียเปรียบในเรื่องนี้มากับประเทศอื่นพอสมควร อย่างที่ทราบกันอยู่ เรามีทรัพย์สิน ทางปัญญาที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรในบ้านเรา แล้วไปทําวิจัยร่วม ไปทําโครงการร่วมกับ ต่างประเทศ ไม่ว่าประเทศในเอเซียเอง ขออภัย ขอไม่เอยนามประเทศนะครับ หรือประเทศในยุโรป หรือประเทศในภูมิภาคอื่นที่เราเคยทํางานวิจัยร่วมกันแล้ว วันดีคืนดี เขาไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยที่เราไม่รู้หรือรู้ อาจจะไปจดร่วม แต่ว่าในที่สุด เราก็จะได้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่จะไปจดลิขสิทธิ์ ไปจดทรัพย์สินนั้น ค่อนข้างจะน้อย เพราะฉะนั้นการที่จะไปทําเรื่องนี้กับประเทศจีน ก็อยากจะให้พึงระวังไว้ จริงอยู่นะครับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในข้อตกลงนี้ได้การพูดไว้บ้างแล้วในข้อ ๙ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังคิดว่ายังมีช่องว่างอยู่อีกมาก แล้วก็อาจจะอาศัยช่องว่างตรงนี้ ประเทศที่ร่วมลงนามในสัญญาด้วยกันกับเราคือประเทศจีน อาจจะอาศัยช่องว่างที่อาจจะ มีอยู่ในข้อตกลงในข้อ ๙ ที่อาจจะไปใช้โอกาสในการที่จะไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ที่น่าจะเกิดขึ้น โดยที่ในที่สุดเราอาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ได้นะครับ
ประการที่ ๒ อยากจะขอฝากเป็นข้อสังเกตผ่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ก็คือว่า ข้อตกลงนี้อาจจะไปปิดกั้นหรือเป็นอุปสรรคกับความร่วมมือด้านเดียวกันนี้กับ ประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยอาจจะมีความร่วมมือ แต่อาจจะไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อตกลงนี้ที่เรามี กับประเทศจีน จริงอยู่เรื่องนี้มีนัยอยู่แล้วในข้อ ๘ ของความร่วมมือนี้ แต่ถึงแม้จะระบุว่า ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน จะไม่ไปปิดกั้นประเทศอื่นก็ตาม แต่ที่น่าห่วงใยอยู่ประการหนึ่ง ก็คือว่า กรณีที่ประเทศไทยอาจจะมีความร่วมมืออยู่กับประเทศบางประเทศ ซึ่งอาจจะไม่มี ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีน หรืออาจจะมีนัยบางอย่างที่ประเทศจีนอาจจะปิดกั้น ในการที่เราจะร่วมมือกับประเทศนั้น เช่นประเทศไต้หวันเป็นต้น ซึ่งเรามีความร่วมมือทาง วิทยาศาสตร์ทางทะเลกับประเทศไต้หวันอยู่มากหลายประการ เรามีการฝึกนักศึกษา มีการ ฝึกนักวิชาการลงเรือของประเทศไต้หวันอยู่เป็นประจําทุกปี เมื่อมีข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเป็นไปได้ ไหมว่าอาจจะเกิดการปิดกั้นความร่วมมือนี้ที่เรามีอยู่กับประเทศไต้หวันซึ่งมีมาช้านานแล้ว กระผมเคยมีโอกาสที่เข้าไปสังเกตการณ์มีส่วนที่จะเข้าไปเจรจาเรื่องความร่วมมือนี้กับ ประเทศไต้หวัน ในอดีตที่รับราชการอยู่ เพราะฉะนั้นผมห่วงว่าข้อตกลงนี้ที่เราจะมีกับประเทศจีน หากไปปิดกั้นโอกาสตรงนี้ เราจะเสียโอกาสมากมายนะครับ ในแต่ละปีนั้นเรามีนักศึกษา นักวิชาการไปลงเรือฝึกทาง ทะเลที่เกี่ยวข้องกับการสํารวจสมุทรศาสตร์และอะไรต่อมิอะไรอยู่มากมายครับ ก็ขออนุญาต ที่จะฝากท่านรัฐมนตรี ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ หรือเราอาจจะมี ความร่วมมือเพิ่มเติมกับประเทศอื่น ๆ ในอนาคตนี้อาจจะยังไม่มีความสัมพันธ์กับประเทศจีน แล้วเกิดข้อตกลงนี้ไปปิดกั้นแล้วก็จะเสียดายและเสียโอกาสนะครับ
ประการที่ ๓ โอกาสในการที่ประเทศจีนจะเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ใน ท้องทะเลของประเทศไทยนะครับ ทั้งทรัพยากรชีวภาพและทรัพยากรที่ไม่ใช่ชีวภาพ อาจจะเป็นทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่เกี่ยวกับที่มีอยู่ในท้องทะเลหรือใต้ดิน ซึ่งจากการที่มีความร่วมมือนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าประเทศจีนอาจจะมีโอกาสสํารวจและ รับรู้ถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่เรามีอยู่อีกมากมายในท้องทะเลที่อาจจะไม่ใช่เป็นทรัพยากร ทางชีวภาพนะครับ ซึ่งประเทศจีนอาจจะใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่สูงกว่า ที่เหนือกว่า โดยประเทศไทยไม่สามารถตรวจสอบและเข้าถึงได้ในเชิงเทคโนโลยีและในเชิงวิชาการและ ขั้นตอนที่ประเทศจีนอาจจะปฏิบัติในระหว่างที่ใช้โอกาสทางความร่วมมือที่มีอยู่นี้เป็น ข้อตกลง หรืออาจจะตรวจสอบได้แต่อาจจะมีข้อด้อยหรือข้อเสียเปรียบที่จะเป็นการยับยั้ง หรือขัดขวาง ที่จะไปยับยั้งหรือขัดขวางได้ อะไรได้ เพราะเราอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และ ลักษณะของคนไทยก็คือใจดี เมื่อร่วมมือกันแล้วอะไรต่ออะไรที่เขาขอหรืออะไรก็แล้วแต่ นะครับ รู้สึกว่าเขาอยากจะได้ก็ยกให้ไปเลยอะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทําให้เรา เสียโอกาสได้ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตที่จะตั้งข้อสังเกต ๒-๓ ประการนี้ไว้นะครับในการที่ เราจะไปลงนามความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลกับประเทศจีนในครั้งนี้นะครับ
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บันทึกความเข้าใจ ระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือ ทางด้านทะเล ผมได้อ่านแล้วก็พยายามทํา ความเข้าใจแล้ว ผมเห็นด้วยนะครับที่ว่าเราควร จะดําเนินการเรื่องนี้ ที่จริงแล้วค่อนข้างที่จะล่าช้าไปด้วยซ้ํา เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้เสนอมายังท่านประธานรัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แต่กว่าเราจะได้ พิจารณาก็เข้ามาเดือนเมษายนของปี ๒๕๕๔ ผมอยากจะฝากท่านประธานว่าถ้าอนาคตท่าน ประธานได้กลับมาเป็นประธานรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง เรื่องอย่างนี้ต้องรีบเอาเข้าประชุมรัฐสภา ร่วมกัน พวกเราต้องทํางานให้คุ้มกับเงินเดือนที่พี่น้องประชาชนเอาเงินภาษีมาจ่ายเป็น เงินเดือนพวกเรานะครับ ผมมีประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ว่า ผมอ่านเอกสารฉบับนี้ นะครับ ข้อ ๒ เรื่องขอบเขตความร่วมมือมีตั้งแต่ข้อ เอ บี ซี ดี (D) อี (E) เอฟ (F) จี (G) จนถึง เจ ในข้อเรื่องการสํารวจระยะไกลและดาวเทียมสํารวจมหาสมุทร ผมอยากจะฝาก ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะวันนี้เรา มีดาวเทียมรีโมท เซนซิง (Remote sensing) ที่ถ่ายภาพถ่ายทางอากาศ ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรี จําได้ไหมครับ ธีออส (Theos) ซึ่งในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ท่านเห็นว่าถ้าเราใช้ดาวเทียมดวงนี้ให้เป็นประโยชน์ เราสามารถสํารวจทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้ แม้กระทั่งเราสามารถถ่ายภาพถ่าย ดาวเทียม ในขณะที่ดาวเทียมดวงนี้หมุนไปรอบโลก เราก็สามารถที่จะเห็นได้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านมีอะไรบ้าง แม้กระทั่งในทะเลเราสามารถเห็นสี ของความแตกต่างของผิวทะเล จนจะรู้ได้ว่าบริเวณนั้นมีสัตว์ทะเลชนิดไหน ตรงไหนจะมี ปลาหมึกมาก ตรงไหนจะมีปลาทูน่ามาก เพราะปลาเหล่านั้นจะกินแพลงก์ตอน (Plankton) ที่อยู่ทะเล เราสามารถสํารวจได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรามีอยู่แล้ว แต่เราอาจจะไม่เก่ง นักวิทยาศาสตร์เราอาจจะไม่เก่ง เท่านักวิทยาศาสตร์ของประเทศจีน เรายังต้องอาศัยความรู้ของเขา แต่ว่าเราจะต้องไปเรียนรู้ วิธีการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี เพราะว่าประเทศเรายังขาดความรู้ ผู้บริหารเองส่วนใหญ่ ก็อายุมากนะครับ ความทันสมัยในข้อมูลข่าวสารนั้นจะเท่าเทียมกับเด็กรุ่น ๆ ไม่ได้ เพราะวันนี้เด็กไทย นักวิจัยของไทย นักศึกษาของไทยสามารถเข้าสู่กระบวนการอินเทอร์เน็ต (Internet) เขามีการติดต่อประสานงานกัน เขาจะรู้ข้อมูลมากกว่า เราต้องยอมรับสภาพครับ คนแก่อย่างท่านประธาน คนแก่อย่างผมนี้ เขาบอกว่าเริ่มล้าหลังแล้ว เริ่มล้าสมัยแล้ว สู้เด็กหนุ่มไม่ได้ ผมก็เป็นห่วงในการที่ว่าข้อ ๓ รูปแบบความร่วมมือที่จะมีการแลกเปลี่ยน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และคณะผู้เชี่ยวชาญ ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลหรือท่านรัฐมนตรี มอบหมายให้ข้าราชการที่ค่อนข้างจะสูงอายุ เป็นของขวัญไปดูงาน แล้วก็ไปคุยกัน แล้วก็ไป เที่ยวและกลับมา และความรู้เหล่านั้นก็สูญหายไป ผมอยากจะเล่าความให้ฟังสักนิดหนึ่ง ในช่วงที่มีการยิงจรวด มีการปล่อยสเปซชัทเทิล (Space Shuttle) ในสหรัฐอเมริกา ตอนนั้น มีนักวิทยาศาสตร์ของประเทศจีนไปทํางานอยู่ในองค์การนาซา (NASA) เป็นจํานวนมาก สมัยนั้นผมเรียนหนังสืออยู่ และในส่วนนั้นมีนักวิทยาศาสตร์จีนที่ทํางานอยู่ในองค์การนาซา ได้ลงกลับไปอยู่ประเทศจีนทั้งหมด เอาความรู้ต่าง ๆ กลับไปพัฒนาจรวด ทําให้เราเห็นว่า ประเทศจีนสามารถยิงจรวดขึ้นได้ ตอนนั้นองค์การนาซาตื่นเต้น สหรัฐอเมริกาตื่นเต้นว่า ความลับรั่วไหล แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องเลียนแบบเขาครับ อย่าลืมครับประเทศจีนวันนี้ เขาสามารถก็อปปี้ สินค้า หลุยส์ วิตตอง (LOUIS VUITTON) ท่านประธานเคยไป ของมียี่ห้อ เขาก็อปปี้จนกระทั่งฝรั่งเขาบอกว่าประเทศจีนก๊อปปี้ ในที่สุดจีนต้องบอกมาว่า ผมนี่ผลิตหลุยส์ วิตตอง ฝรั่งเศสนี้มาก็อปปี้แบบของผม เห็นไหมครับเขาทําได้ดีขนาดไหน เราต้องทําสิ่งเหล่านี้ ประเทศไทยไปเรียนรู้ครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ส่งไปนักวิทยาศาสตร์ของเรา กลับมาต้องเป็นนักวิจัยที่จะเอาสิ่งเหล่านี้มาสอนเด็ก ไม่ใช่อาจารย์บางคนกลัวความรู้จะ รั่วไหล พอไปเรียนมาก็เก็บอุบไว้ ตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปกับตัวเอง โดยแทนที่จะมาสอนให้ เด็กนักเรียน นักศึกษา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องคํานึงถึง ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟังผมแล้วนี้คงจะได้ข้อคิด ท่านต้องสนับสนุนให้มีการ ไปศึกษา ไปค้นคว้า ไปได้ข้อมูลต่าง ๆ มาแล้วกลับมาสอนให้นักเรียน อย่าเอาอาจารย์ที่มา เปิดแต่เฉพาะตํารา ประเทศที่เจริญแล้วอาจารย์ที่สอนหนังสือ ส่วนใหญ่จะเอาผลงานวิจัย ของที่ได้ไปเห็นไปพบปะแล้วเอามาสอนเด็ก ไม่ใช่เมื่อไรก็เปิดตําราฉบับเก่า ๆ อันนั้นไม่ได้ ประโยชน์ครับ ผมอยากจะฝากสิ่งเหล่านี้ไว้ ท่านประธานผมเป็นห่วง แต่ผมเห็นข้อดีนะครับ รูปแบบความร่วมมือต่าง ๆ นี้มีหลายข้อ ตั้งแต่ข้อ เอ จนถึงข้อ เอช (H) แต่ละเรื่อง เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างการแลกเปลี่ยนข้อมูลการทดลองผลงานวิจัยและข่าวสาร ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์และบริการสําหรับการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ เราไปเรียนรู้จากประเทศจีนครับ และประเทศจีนมีของเหล่านี้มา แต่เราอย่าไปซื้อของไม่ดีมา ซื้อของที่เป็นประโยชน์แล้วมาใช้กับประเทศไทย ผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างเรือฟริเกต (Frigate) ที่เราไปซื้อของประเทศจีนมา เวลาผมไปกองทัพเรือ สมัยเป็นกรรมาธิการ เขาเลี้ยงต้อนรับอาหารกลางวันผมบนเรือ แต่ข้างเรือนี้มันไม่ค่อยได้วิ่งครับท่านประธาน มัน จอดอยู่กับที่แล้วก็ตะไคร่น้ําเกาะเต็มไปหมดครับ แล้วบนดาดฟ้าที่มี ฮ. ลงได้ก็ปรากฏว่าไม่มี ฮ. สักลําแล้ว ฮ. ที่ขายมาขึ้นกับเรือ ก็ปรากฏว่าเป็นของเก่า ซื้อมา ๒ ลํา เอาอีกลําหนึ่ง ไปซ่อม อีกลําหนึ่งเอาอะไหล่ไป ผมอยากจะเห็นประเทศชาติเจริญกว่านี้ ฝากท่านรัฐมนตรี นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมเห็นด้วย สนับสนุนเต็มที่ อันไหนที่จะนําความรู้มาให้ประเทศไทย เพื่อประเทศไทยจะได้ก้าวหน้า อย่างน้อยเราสํารวจทะเล เราก็สามารถที่จะหาปลิงทะเล ไปขาย เพราะคนจีนชอบกินปลิงทะเล ท่านประธานคงเคยกิน ปลิงทะเลราคาแพงด้วย เป๋าฮื้อก็แพงครับ อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าประเทศไทยจะไปเพาะเลี้ยงเป๋าฮื้อที่ไหน ใส่กระป๋อง ๆ ละ ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท เป็นประโยชน์ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักด์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๓ ปีที่ผ่านมาที่กระผมทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภานะครับ ก็ได้ให้ความเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นเห็นชอบเกี่ยวกับข้อตกลงในลักษณะนี้ มากนะครับ สังเกตดูว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่มากเหมือนที่รัฐมนตรีได้ชี้แจง ตรงกันข้าม ผลกระทบในทางลบมีมาตลอด โดยเฉพาะต่อพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นครั้งนี้ผมจึงขอ อภิปรายบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีนและกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย
ข้อ ๑ วัตถุประสงค์ที่พหุภาคี คือประเทศไทยกับประเทศจีนจะเสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางด้านทะเลบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันและ ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งนโยบายแห่งชาติ พอถึงตรงนี้ผมก็สะดุดแล้ว เพราะผมไม่มั่นใจว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลมีนโยบายแห่งชาติที่ชัดเจนไหม ว่าเราจะแสวงประโยชน์อะไรจากทะเล ผลประโยชน์ที่เราต้องการ มองเห็นชัดหรือยังว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเผื่อท่านประธานดูแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งประเทศจีนเขาใช้อยู่นะครับ เขาชัดเจนนะครับ เขามุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจทะเล เขามีชื่อภาษาจีนนะครับ แผนนี้ว่า ไห่หย่าง จิงจี้ ที่ต้องเอ่ยคํานี้เพราะว่านายกรัฐมนตรี เวิน จียเป่า พูดคํานี้บ่อยครั้ง ไม่ได้มุ่ง เฉพาะจะแสวงประโยชน์จากทะเลเฉย ๆ นะครับ ยังมีนัยไปทางด้านความมั่นคงด้วย เมื่อเช้านี้สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดแล้วว่าประเทศจีนก็รู้ว่าทางสหรัฐอเมริกา จะปิดล้อมตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องหาทางที่จะออกตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้น การวางตัวของเราก็คงจะต้องรอบคอบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแล้วก็สร้างปัญหา เพราะเวลา ยักษ์ใหญ่เขาทะเลาะกันเราเป็นหญ้าแพรกเราก็ต้องเดือดร้อนนะครับ
คําถามข้อแรกเกี่ยวกับเรื่องวัตถุประสงค์ ขอถามว่าขณะนี้รัฐบาลได้กําหนด นโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่องทะเลชัดเจนแล้วหรือยัง แล้วประโยชน์ที่ต้องการที่จะได้รับมีอะไร
ข้อ ๒ ขอบเขตความร่วมมือ ข้อ บี การจัดการบริเวณชายฝั่งและ หมู่เกาะในทะเล ท่านประธานคงทราบนะครับว่าประเทศจีนมีปัญหาหมู่เกาะสแปรตลีย์ กับประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย แล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย กับประเทศเวียดนามด้วย ขณะนี้ปัญหาเหล่านี้ประเทศจีนก็ไม่กล้าที่จะใช้กําปั้นที่จะทุบนะครับ แต่จะใช้วิธีการทูต ในการที่จะหาแนวร่วม หาพวกมากดดัน เราก็ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนนะครับ เพราะเราเป็น สมาคมอาเซียนอยู่ ว่าจะทําอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเองไปอยู่ในระหว่างเขาของวัวที่ชนกัน จากหมู่เกาะสแปรตลีย์ก็ไปทางด้านทะเลอันดามัน ไปถึงหมู่เกาะนิโคบาร์ ประเทศจีนไม่ได้มี อาณาเขตไปตรงนั้น แต่ประเทศจีนกับประเทศอินเดียเขาก็เป็นคู่แข่งกันมานานพอสมควร วันดีคืนดีประเทศจีนเขาก็อยากจะเอาเครื่องสํารวจไปทิ้งทุ่น แต่ผมรับประกันได้เลยว่า ทุ่นที่ไปทิ้งในทะเล ผมเป็นประเทศจีนผมจะไม่ไปทิ้งวัดอุณหภูมิน้ํา ความลึก ความเค็ม ของน้ํา ผมจะวัดซิกเนเจอร์ (Signature) ทั้งหลายแหล่ด้วย เพื่อจะตรวจสอบด้วยว่า เรือดําน้ําประเทศอินเดียมาอยู่แถว ๆ นี้ไหม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ก็อยากจะให้ ทางท่านประธานช่วยเรียนรัฐมนตรีว่าเราต้องเตรียมความพร้อมในด้านนี้ อย่างน้อย รู้ให้เท่าว่าประเทศจีนเขาจะทําอะไร เราจะได้วางตัวถูกว่าไปอยู่ตรงไหน
อีกข้อหนึ่งนะครับ การสํารวจและวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล รวมทั้ง การสํารวจระยะไกล และใช้ดาวเทียมสํารวจมหาสมุทร ท่านประธานเป็นประธาน ในการประชุมไอพียู (IPU) สมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศ ท่านจําได้ใช่ไหมครับ เราได้เสนอ ประเด็นเรื่องการรักษาน้ําในมหาสมุทรนะครับ เรื่องนี้ก็จะต้องได้รับการสานต่อ ว่าไปสํารวจ มีการปล่อยมลพิษลงมาเท่าไร เพราะฉะนั้นทางประเทศไทยเองเรามีเครื่องมือ ผมได้เสนอ ในที่ประชุมวันนั้นว่ากองทัพเรือมีเรือสํารวจซึ่งทันสมัยชื่อ เรือหลวงพฤหัสบดี งบประมาณ มีน้อย งานของกองทัพเรือก็มีอยู่จํากัดตรงนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีงานเยอะ แต่ทั้ง ๒ หน่วย การประสานความร่วมมือยังไม่พอเพียงที่จะแสวงประโยชน์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นคําถามข้อที่ ๒ ก็คือว่ารัฐบาลจะกําหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการเรื่องหมู่เกาะนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการขัดแย้ง กันระหว่างประเทศ
ข้อ ๓ รูปแบบความร่วมมือ ก็จะมีการแลกเปลี่ยน การเยือนของ ผู้แทนรัฐบาล แล้วก็นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ตรงนี้ละครับผมยังติดใจอยู่ ผมเกรงว่าวนไปวนมาก็จะซ้ําอยู่จุดเดิม คนเดิม ก็คือไปแล้วก็เก็บบันทึกการประชุม มันไม่ได้ มีประโยชน์ลงไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่เขาทํา ธุรกิจอยู่ รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นคําถามที่เกี่ยวข้องขณะนี้ก็คือว่า ๑. ทางรัฐมนตรีได้วางกําหนดกฎเกณฑ์ที่จะสรรหาผู้ที่จะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ อย่าเพิ่งไปใส่ชี่อครับ เดี๋ยวที่ปรึกษารัฐมนตรีจะไปเยอะ กฎเกณฑ์ที่ว่าจะเอา ใครที่มีคุณวุฒิอย่างไรไปนะครับ ถ้าเผื่อเป็นไปได้ก็น่าจะพิจารณาผู้แทนจากกองทัพเรือซึ่งอยู่ กรมอุทกศาสตร์ด้วย ให้ประกอบไปด้วยนะครับ เพราะว่าปกติเขาทําหน้าที่พวกนี้อยู่แล้ว ผมไม่ได้ประเมินขีดความสามารถของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่ํา ผมไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ แต่ผมทราบดีว่าท่านไม่มีเรือ กองทัพเรือมีเรือ แต่ไม่มีงบประมาณ ที่จะไปทํา ถ้าเผื่อสมมุติว่าทางรัฐบาลสามารถกําหนดให้ร่วมมือกันนะครับจัดงบประมาณ ลงไปให้ แล้วก็นักวิจัย อันนี้มันก็จะมีประโยชน์นะครับ
ต่อไปในข้อ ๕ ครับเรื่องคณะกรรมการร่วม ก็จะมี ๔ คนนะครับ มีประธานร่วม ฝ่ายละ ๑ คน เสร็จแล้วก็จะมีคณะกรรมการร่วมอีก ๔ คน อันนี้ก็เช่นเดียวกันในเมื่อจะให้ ทางกองทัพเรือได้ช่วยในด้านงานนี้แล้ว เป็นไปได้ไหมครับที่จะให้มีผู้แทนจากกองทัพเรือ เป็น ๑ ใน ๔ คนที่ท่านจะไป แต่ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้มาหางานหรือหาภาระให้กองทัพเรือ นะครับ แต่ผมคิดว่าขณะนี้สภาพแวดล้อมในเมื่อเป็นหน่วยราชการซึ่งมีเรือซึ่งสําคัญนะครับ มันไม่ได้ไปอยู่ใกล้ ๆ ออกไปในทะเลจีนตอนใต้หรือไปทะเลอันดามัน มันไปไกลนะครับ เพราะฉะนั้นก็จําเป็นที่จะต้องให้หน่วยงานซึ่งมีความพร้อมทางด้านบุคลากรก่อน เสร็จแล้ว ต่อไปข้างหน้า ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาจจะมีเรือ มากขึ้น ทีนี้ไปก็มีปัญหาว่างบประมาณจะเอามาจากไหน สิ้นเปลืองจากไหน ฝรั่งเขาทําเรื่องนี้ ไม่ยากครับ เขาก็ให้บริษัทเอกชนที่ถ่ายหนัง ทําสารคดี หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้ร่วมไปด้วย แล้วก็เอาค่าโฆษณามาชดเชยในสิ่งนี้ ผมคิดว่าถ้าสมมุติว่าเราร่วมมือกันนี่สิ่งที่ผมเป็นห่วง ตั้งแต่แรกว่าเซ็นบันทึกความเข้าใจไป ฟังแล้วดูมีประโยชน์ในห้องนี้ หน่วยราชการรู้ ได้ไปประชุม ได้ไปต่าง ๆ หมด พอไปถึงกระทรวงลงไปปั๊บ ถึงประชาชนไม่มี สูญนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดคําถามอีกข้อหนึ่งนะครับเกี่ยวกับเรื่องข้อตกลงทางการเงิน หลายครั้งครับ พอตกลงเรื่องนี้แล้วเมื่อมีการที่จะต้องส่งผู้แทนไปร่วมประชุมก็ไม่มีงบประมาณ ก็ไปไหนไม่ได้นะครับ
คําถามข้อสุดท้ายก็คือว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ เสนองบประมาณเตรียมไว้หรือยังเมื่อเซ็นเอ็มโอยูฉบับนี้เสร็จแล้ว ถ้าต้องมีการไปประชุม ก็จะต้องเสนอของบประมาณเพื่อให้ได้ไปประชุมนะครับ เพื่อประหยัดเวลาผมไม่ทวนคําถาม ทั้งหมด ๖ ข้อนะครับ แต่ถ้าสมมุติว่าท่านรัฐมนตรีกรุณาตอบได้ ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา ทุกท่านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงมีความสบายใจขึ้น รวมทั้งพี่น้องประชาชน ซึ่งฟังอยู่ก็คงจะมีความอุ่นใจขึ้นว่าเที่ยวนี้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เซ็นไปแล้ว มันก็คงไม่มี ผลกระทบในทางลบซึ่งเขาต้องมาร้องเรียนทีหลังทําให้สภาเสียชื่อครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
คุณเรวัต สิรินุกุล
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา บันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทร แห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือทางด้านทะเล ท่านประธานครับ กระทรวงนี้ เท่าที่พอรับทราบ ก็ได้ทราบว่าส่วนใหญ่เราก็ไปทําเรื่องที่ว่าด้วยป่าชายเลนบ้าง ป่าไม้บ้าง หรือความสูญเสียทางอากาศต่าง ๆ บ้าง เราไม่ค่อยได้ยินว่ากระทรวงนี้ไปทําเกี่ยวกับทาง มหาสมุทรหรือทางทะเลเลย แต่ว่าในข้อบันทึกที่จะทําขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ ข้อด้วยกัน แต่ผมก็ได้ดูแล้วว่าก็เป็นประโยชน์ครับ ก็เป็นประโยชน์ที่จะไปเรียนรู้ต่าง ๆ เพราะว่าในข้อดีนั้นมีว่า เราจะไปเรียนรู้เขานะครับ อย่างเรียนรู้เทคโนโลยีของประเทศจีนเขา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และการวิจัย เรียนรู้ขนบธรรมเนียมเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งการเรียนรู้ตรงนี้เป็นเรื่อง ที่ดีครับ แล้วนํามาใช้ประโยชน์ในด้านทางทะเลของเรา เพราะว่ากระผมเชื่อว่าของเรา ก็ยังไม่ลึกซึ้งเท่าเขา เพราะของเขาเป็นทบวงกิจการทางมหาสมุทรโดยตรง ที่เข้าใจว่าคงจะมี ความรู้ลึกซึ้งมากกว่าเราแต่เราไปเรียนรู้เขา เป็นเรื่องที่ดีครับผมเห็นด้วย และใน ๑๕ ข้อ มีข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือข้อ ๙ ในข้อ ๙ นะครับ การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ในนี้บอกไว้เลยครับ บอกไว้ชัดเจน ซึ่งทั้งหมดมีหลายข้อด้วย แต่มีข้อหนึ่งที่ว่า ในทรัพย์สิน ทางปัญญาที่น่าสนใจนะครับท่านประธานว่า เพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์นะครับ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ตรงนี้นะครับท่านประธาน ก็เลยอยากจะฝากว่าถ้าไปเจรจาเรื่องนี้ ความจริงสิทธิแล้วก็ทรัพย์สินทางปัญญาของเรานั้น มีมากครับ เรามีมาก จะพบว่าสิ่งที่เรามีอยู่นี้ประเสริฐครับ เป็นหนึ่งในโลกครับท่านประธาน ในเรื่องของการท่องเที่ยวก็ดี อย่างเช่น ที่ภูเก็ตหรือเกาะสมุย ตรงนี้ครับไม่มีใครเหมือนเรา เป็นหนึ่งของโลก ทีนี้ตรงนี้ถ้าสมมุติว่ามีการเอามาใช้แล้วก็เพื่อประโยชน์ในทางการพาณิชย์ แล้วเราต้องแบ่งให้เขาไหม ตรงนี้ก็อยากฝากเอาไว้ครับท่านประธาน ว่าสิ่งตรงนี้ในข้อเจรจานี้ มันมีส่วนตรงนี้มาเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวต้องขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง ผมกําลังหาข้อมูลอยู่ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็คิดว่า เราได้รับความเอื้อประโยชน์ให้เรา แต่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเพราะเท่าที่ผ่านมาไม่ว่าทําเอฟทีเอ (FTA) ก็แล้วแต่ พี่น้องประชาชนเราก็ขาดทุนหรือไม่ได้อย่างที่คิด เพราะฉะนั้นเมื่อมาอย่างนี้ แต่ถ้าไปเรียนรู้ ผมเห็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าเขาก็คงจะมีเทคโนโลยีดีกว่าเรานะครับ อย่างทะเลไทย ท่านประธานครับ ทะเลไทยมีความสวยงามติดอันดับโลกนะครับ เป็นทะเล มีคุณค่า มีคุณค่าทางทะเลมากครับ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งที่มีชีวิตแล้วก็เป็นทรัพยากร ที่สําคัญของโลกแห่งหนึ่ง ต้องยอมรับ เมื่อเราไปเรียนรู้เขา แล้วเขาจะมาเรียนรู้เรา แล้วเอา สิ่งตรงนี้มาเป็นเชิงพาณิชย์ไหม อาจจะว่ามาลงทุน ให้ขยาย ต่อยอดเพราะว่าในขณะนี้ เราก็ผ่านไปแล้วหลายเรื่องว่าสามารถที่จะลงทุนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วไม่มีข้อจํากัดด้วย ในทางการเงิน เราจะเสียเปรียบต่อเขาหรือไม่เพราะว่าทุนเขาเยอะครับ นักท่องเที่ยวในโลกนี้ มีมากมายแล้วก็สถานที่ตากอากาศที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศไทยครับ ตรงนี้จะเป็น ส่วนแบ่งของการตลาดให้กับผู้ลงทุนไหมครับเพราะว่าในข้อ ๙ ที่จะไปเจรจาบอกไว้ชัดเจน สิทธิแล้วก็การคุ้มครอง เพราะฉะนั้นความคุ้มครองตรงนี้คุ้มครองถึงไหมครับ แต่ผมคิดว่า การเจรจาในทั้งหมด ๑๕ ข้อนี้ที่สําคัญคือไปเรียนรู้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ถ้าเรียนรู้แล้วเรา เอามาใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ อันนี้เห็นด้วย แต่ถ้าเรียนรู้แล้วไปเสียประโยชน์ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร อย่างที่ผมกราบเรียนมานี้มันน่าสนใจ ที่ว่าเราจะเอาไปเชิงพาณิชย์ การต่อยอดลงทุนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อยอดไปจะขยาย โอกาสแล้วตรงนี้ก็ได้รับส่วนแบ่งไปอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้คุณค่าของทะเลไทยเรานี้นะครับ มีข้อหนึ่งที่สําคัญครับท่านประธาน ถ้าเราไม่พัฒนาด้านนี้กระผมก็เห็นด้วย อย่างการเดินเรือ การท่าเรือ การท่องเที่ยว การพลังงาน ผมเห็นด้วย เอามาช่วย เอาไปเรียนรู้แล้ว ให้เขามาช่วยขุดน้ํามันสิครับ เรามีไหมให้เขาค้นหาให้เราหน่อย น้ํามันในทะเลเรามีไหม ก๊าซธรรมชาติเรามีไหม ถึงแม้ในขณะนี้เราจะขุดอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอเพียง ไม่พอใช้ การเดินเรือเราเอาเรือใหญ่ ๆ เราก็ไม่ค่อยมี ของเขามีเป็น ๕๐,๐๐๐ ตัน ๑๐๐,๐๐๐ ตัน อย่างนี้ เป็นหลาย ๆ แสนตัน ท่าเรือของเราก็คงจะรับไม่ค่อยได้ แล้วเรือเราก็มีเรือเล็ก ๆ เราไปเรียนรู้การต่อเรือใหญ่ ๆ ได้ไหม อย่างนี้เป็นต้น เพราฉะนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน ผมเรียนแล้วต้องเรียนอีกว่าเราไปเรียนรู้ ดีครับ แล้วเอามาก่อเกิด ประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจหรือก่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ ผมเห็นด้วยครับ แต่อย่าไปเสีย อย่างที่ผมเรียนนี้เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าพี่น้องเราก็จะ เดือดร้อน อย่างในแถวนี้ภาคใต้ของเรา เกาะสมุย เกาะภูเก็ต อย่างนี้ทําไมให้เขา มามีส่วนแบ่งตลาดเราจะเสียหาย ผมก็คงจะฝากไว้แค่นี้ครับ แต่ผมเห็นด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยปกติแล้วดิฉันมักจะให้ความเห็นชอบกับบันทึกความเข้าใจทั้งหลายที่รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้เป็นประจํา แต่ครั้งนี้ก็ด้วยกันค่ะคงไม่มีอะไร ขัดข้อง แต่ข้อความเห็น ความห่วงใยของดิฉันเอง จริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ นะคะได้พูดออกมาแล้วนะคะ พูดเป็นคนที่ ๖ ก็คงจะพูดลําบากหน่อย แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะ เรียนฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรี ว่าสิ่งที่เราจะไปทํานี้ค่ะเป็นเรื่องของการวิจัย เป็นการ แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นเรื่องที่ดีแน่นอนค่ะ แล้วก็คงจะ เป็นเพื่อสันติ แล้วก็เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติของเรา อันนี้ถามว่าถ้าเราไปทําตรงนี้แล้ว ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ ๒ ด้านแน่ ๆ ดิฉันอยากเห็นก็คือ ๑. ในเรื่องของเศรษฐกิจ ปัญหาของเราในขณะนี้นะคะปัญหาทางทะเลของเรามันเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่า ถ้ามองง่าย ๆ เลย เอาเรื่องที่ติดตัวกับประชาชนชัด ๆ เลยก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ การได้รับการบริโภคอาหารทะเลของประชาชนชาวไทยขณะนี้ ถือว่าเป็นอะไรที่ยัง ถือว่ายังเป็นปริมาณที่น้อย ราคาของสินค้าทางทะเล อาหารที่มาจากการประมงนี่นะคะราคา แพงมาก ถามว่าทําไมถึงแพง เพราะว่ามันหาปลาใกล้ ๆ ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้ประมงของเรา ต้องออกไปไกลแสนไกลนะคะ แล้วก็ยังไม่ค่อยได้อะไรกลับมา แล้วบางครั้งก็ยังประสบภัย เรื่องของโจรสลัดต่าง ๆ นานา ซึ่งพวกเราเองประชาชนคนไทยก็คิดว่าตรงนี้ล่ะคะ ถ้าท่านไป ทําการศึกษาวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางทะเล แล้วท่านจะได้รับความรู้ตรงนี้กลับมา เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สุขกับคนไทยในเรื่องของการได้มีโอกาสบริโภคสินค้าที่เป็นสินค้า ทางทะเลที่เกี่ยวกับการประมงนะคะในราคาที่ถูกต้องมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพคะ ในเรื่องของการวิจัยนี้ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่า ท่านได้มีการเซท อาเจนดา (Set Agenda) ไว้ไหมว่าเรื่องราวประเภทใด ประการใดบ้าง ที่เราจะนําไปศึกษา นําไปวิจัยร่วมกับประเทศจีน ประเทศจีนเป็นประเทศซึ่งมีทรัพยากร หรือนักวิทยาศาสตร์มาก มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิทยาศาสตร์สูงแล้วก็มีเงินทุนมาก ประโยชน์ที่เราจะได้รับกลับมานั้นจะได้คุ้มค่า ถ้าเรารู้จักหาเรื่องที่จะทําการศึกษาและวิจัย ร่วมกัน แล้วให้ต่อยอดออกมาเป็นเชิงของพาณิชย์ แต่แน่นอนค่ะ ในเรื่องของความรอบคอบ ผลประโยชน์ที่จะได้ ผลประโยชน์ที่จะต้องแบ่งปันกันนั้นต้องรอบคอบ ต้องชัดเจน และไม่ต้องเป็นกรณีพิพาทในภายหลัง รัฐที่กําลังพัฒนาหรือรัฐพัฒนาอย่างของเรานี้มักจะ สู้รัฐที่เขาพัฒนาแล้วไม่ได้ เพื่อนสมาชิกหลายกันก็บอกถึงความห่วงใยในประเด็นนี้ ดิฉันก็คิด เช่นเดียวกันค่ะ ความซับซ้อนในการที่จะนําผลของการวิจัยไปต่อยอด มีแน่นอนค่ะ เพราะเขามีพร้อมอยู่แล้ว จะทําเพื่อระดับนี้หรือต่อไปอีกหลายระดับนั้นเขามีความสามารถ มากกว่าเรา เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ท่านรัฐมนตรีก็คงจะต้องตระหนักให้มาก แล้วก็คงจะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติของเราในภาพรวม ในภายภาคหน้า ความมั่นคงทางชายฝั่งของเรา อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกว่าทําอย่างไรจะให้เกิดความมั่นคงแก่ชายฝั่งของเรา ทั้งในเรื่อง ของพื้นที่ ทั้งในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ในเชิงของการป้องกันภัยต่าง ๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้นจากทางมหาสมุทร ดิฉันอยากเห็นว่าท่านเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไปศึกษาวิจัย แล้วกลับมาเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเรื่องของการประมง ยกตัวอย่างเรื่องของการ สกัดน้ําเค็มหรือเกลือออกจากน้ําให้เป็นน้ําจืด สิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณอนันต์กับมนุษยชาติ คิดว่าวันนี้รัฐบาลกําลังก้าวมาถูกทางในเรื่องเหล่านี้ แต่ต้องก้าวด้วยความระมัดระวังค่ะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาที่มีค่าของสภาเพียงสั้น ๆ ค่ะ ฝากความห่วงใยแล้วก็ฝากข้อสังเกต และคําถามที่ว่าแนวใดบ้างที่ท่านได้คิดว่าจะทําการศึกษาวิจัยร่วมกับทางประเทศจีน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อเอ็มโอยูที่ว่าด้วยความร่วมมือทางทะเลระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีน นอกจากปัญหาที่เป็นห่วงในเรื่องของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งท่านเพื่อนสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือ พลเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ได้กราบเรียน รายละเอียดไปแล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมจะไม่ขออนุญาตพูดซ้ํา เพียงแต่ขอฝากท่าน รัฐมนตรีนะครับว่าขอให้คํานึงถึงเรื่องความร่วมมือนั้น อย่าละเลยในเรื่องของความมั่นคง ทางทะเลไทย
ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรี ก็คือประเด็นในเรื่องของความร่วมมือ ที่พูดถึงขอบเขตความร่วมมือ ซึ่งอยู่ในข้อ ๒ ขอบเขตความร่วมมือมีทั้งหมด ๑๐ ข้อครับท่านประธาน แต่ว่าด้วยข้อจํากัด ของเวลา ผมจะขออนุญาตพูดเฉพาะในเรื่องของข้อ ๔ ก็คือการคุ้มครองในเรื่องของนิเวศ สิ่งแวดล้อมทางทะเล ขอบเขตความร่วมมือในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของการคุ้มครองหรือรักษา ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมทางทะเลนั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าการที่ประเทศไทยจะไปร่วมมือ กับประเทศจีนในการส่งเสริมคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลนั้น อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ครับว่าขอให้มองตัวเราเองด้วยว่าในขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของระบบนิเวศ หรือในระบบสิ่งแวดล้อมทางทะเลมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในอาณาเขตทะเลไทย ในขณะนี้เท่าที่ผมทราบ เรายังไม่มีมาตรการในเรื่องของการเข้าไปดูแลเรือประมงซึ่งทําการ ประมงทางทะเลทั้งในชายฝั่งและนอกชายฝั่ง เรายังไม่มีระบบเข้าไปควบคุมดูแลเรือสินค้า ที่ทําการขนถ่ายสินค้าในเขตน่านน้ําทะเลไทย เรายังคงปล่อยให้เรือต่าง ๆ เหล่านี้สามารถ ปล่อยน้ําเสียลงสู่ทะเลโดยปราศจากการควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ผมเพิ่งได้รับมาเร็ว ๆ นี้แล้วก็ผ่านการร้องทุกข์ของพี่น้องที่ต้องอาศัยทะเลเป็นแหล่ง ทํามาหากิน ก็คือเรือที่ขนถ่ายถ่านหินมักจะใช้วิธีการลดอุณหภูมิของถ่านหินโดยการ ฉีดน้ําหล่อเลี้ยงเพื่อให้ความเย็นกับถ่านหิน แล้วปล่อยให้น้ํานั้นไหลลงสู่ทะเล การขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล เมื่อมีการฟุ้งกระจายของถ่านหินก็จะใช้วิธีการฉีดน้ํา เพื่อที่จะให้บรรเทาการฟุ้งกระจายของถ่านหิน ละอองถ่านหินต่าง ๆ เมื่อเจอน้ํามัน ก็กลายเป็นกรดกํามะถัน ท่านประธาน แล้วที่สุดก็ไหลลงสู่ทะเลไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทําลายเรื่องของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะก้าวข้ามไปให้ความร่วมมือกับต่างชาตินั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า ในส่วนของน่านน้ําทะเลไทยเองนั้น ประเทศไทยเรายังขาดในเรื่องของการให้ความสําคัญ ในการที่จะดูแลในเรื่องระบบนิเวศทางทะเลไทย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมขออนุญาต กราบเรียนนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิในเรื่องของทรัพย์สิน ทางปัญญา ที่มีการระบุไว้อยู่ในเอ็มโอยูฉบับนี้ในข้อ ๙ ซึ่งได้แบ่งออกมาเป็นทั้งหมด อีก ๖ ข้อย่อย สรุปสาระสําคัญในเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเอ็มโอยูฉบับนี้ ก็คือ ข้อแรกสุดเลยท่านประธาน เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญานั้นจะบังคับใช้โดยสอดคล้องกับกฎหมาย กฎ และระเบียบของคู่ภาคีแต่ละฝ่าย นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าทันทีที่เราไปลงนามกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญามันจะต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ในส่วนที่จะมาใช้บังคับในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่ภาคีฝ่ายหนึ่งนั้นก็จะเป็นไปตามกฎหมาย ภายในของประเทศไทยในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะฉะนั้น คําถามที่ผมจะต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีตอบ เพื่อให้ความมั่นใจ กับพวกเราก็คือว่าความพร้อมของกฎหมายภายใน กฎระเบียบภายในประเทศไทยในเรื่อง ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะงานวิจัยทางทะเล เรามีความพร้อมของกฎหมาย ภายในมากน้อยแค่ไหน พร้อมอยู่ในระดับที่เราสามารถก้าวข้ามไปจับมือทําความตกลงกับ ประเทศจีนหรือประเทศต่าง ๆ ได้แล้วหรือยัง ถ้าเรายังไม่มั่นใจหรือเรายังไม่มีความพร้อม ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนครับว่าตรงนี้คือข้อเสียของการไปทําบันทึกความเข้าใจหรือ ความร่วมมือ หรือสนธิสัญญากับประเทศต่าง ๆ ถ้าความร่วมมือ หรือสนธิสัญญา หรือสัญญา ต่าง ๆ ที่เราไปทํากับประเทศนั้น มีข้อความอย่างข้อ ๙ (๑) นี้ ก็คือเขียนให้ผูกพันกับ กฎหมายภายในประเทศ เพราะอะไรครับ ผมจะกราบเรียนเหตุผล ๒ ประการครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ประการแรก ก็คือ ณ วันที่ลงนามในสัญญา แปลว่ากฎหมายภายในของประเทศไทยเขียนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของ งานวิจัยทางทะเลไว้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นไปแค่นั้น เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือถ้าหลังจากทํา ความเข้าใจกันแล้ว หลังจากเซ็นเอ็มโอยูไปแล้ว เราเพิ่งจะทราบว่าเรายังมีข้อด้อย มีข้อเสีย เปรียบในเรื่องกฎหมายภายในในเรื่องนั้น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะมาตรากฎหมายภายใน เพื่อไปรองรับบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น มันจะทําไม่ได้แล้วครับ ด้วยข้อขัดข้อง ระหว่างประเทศก็คือต้องให้คู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเขายินยอม ตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่ผมจะ กราบเรียนครับว่า มันเปรียบเสมือนหนึ่งเรากําลังจะทําให้อธิปไตยของประเทศไทยในเรื่อง นิติบัญญัติมันหายไปทันที เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญมากที่อยากจะ กราบเรียนท่านรัฐมนตรีครับว่า ขอความกรุณาท่านให้ความสนใจแล้วก็ให้ความสําคัญกับ ประเด็นในเอ็มโอยู ข้อ ๙ ก็คือการคุ้มครองในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ยังมีประเด็น ย่อยต่อไปในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของความรับผิดเกี่ยวกับความเสียหายถ้ามีการกระทําละเมิด ในการนําสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสาระสําคัญของสัญญาฉบับนี้นั้นเขียนไว้ว่า สิทธิทางปัญญาซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือตามบันทึกหรือเอ็มโอยูฉบับนี้นั้น คู่ภาคีทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นเจ้าของร่วมกัน นั่นหมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่างก็มีสิทธิที่จะใช้สิ่งที่ค้นพบเพื่อ ประโยชน์ของตัวเองได้ เว้นแต่เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็มีข้อตกลงเขียนต่อไปอีกว่า ก็ต้อง แบ่งปันผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้กับคู่ภาคีทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ถ้าการใดมิได้เป็นไปตาม ข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้ ถือว่าการนั้นเป็นการละเมิดก็ต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับ คู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง คําถามที่ผมจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานก็คือว่า การกระทําละเมิดซึ่งถือว่าจะเป็นเหตุที่นําไปสู่การที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น มันกินความไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าพ่อค้าหรือนักธุรกิจจีนนําเอาสิทธิซึ่งเป็นทรัพย์สิน ทางปัญญาร่วมกันตามเอ็มโอยูฉบับนี้ไปใช้ ถือว่าเป็นการกระทําละเมิดของพ่อค้า หรือนักธุรกิจจีน ทบวงมหาสมุทรของประเทศจีนจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อประเทศไทย ด้วยหรือไม่ครับ และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน หรือต้องเป็นการกระทําละเมิดโดยรัฐ ต่อรัฐตามเอ็มโอยูฉบับนี้เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับภาคเอกชน กินความไปถึงภาคเอกชนมีหน้าที่ ต้องถือปฏิบัติตามเอ็มโอยูฉบับนี้ด้วยหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณา ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างจะได้ทําความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน
ประเด็นที่ ๔ หรือประเด็นสุดท้าย ข้อตกลงในข้อ ๑๓ ท่านประธานครับ ข้อ ๑๓ นี้เป็นข้อที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขว่า หลังจากที่มีการทําเอ็มโอยู ฉบับนี้แล้ว ถ้าผู้ภาคีแต่ละฝ่ายประสงค์ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม สรุปสาระสําคัญ ใน ๔ ข้อย่อยของข้อ ๑๓ นี้เขียนบอกไว้ว่า จะต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ต้องทําเป็น ลายลักษณ์อักษรและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ภาคีอีกฝ่าย แต่มิได้เขียนว่า ถ้ากฎหมาย ภายในของคู่ภาคีแต่ละฝ่ายกําหนดให้ข้อตกลงต้องไปผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือจาก องค์กรภายในของแต่ละประเทศจะมีผลใช้บังคับ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลใช้บังคับ ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาของประเทศภายในนั้น ๆ แล้ว ไม่มีข้อความอย่างนี้อยู่ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าควรที่จะไปเพิ่มเติมเสียให้มีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน เนื่องจากเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาที่ท่านมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใดประการหนึ่งก็ควร ที่จะต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เฉกเช่นกับการที่ท่านมาขอความเห็นชอบในขณะนี้ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อ ๑๓ ก็ควรที่จะบัญญัติข้อความให้เป็น เงื่อนไขอย่างนี้ให้ชัดเจนครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานเห็นไหมครับว่า เอ็มโอยูที่ทําระหว่างประเทศนั้น เขามักจะเขียนผูกพันกับกฎหมายภายในของประเทศไทย หรือกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าดังนั้นในการ ทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสมาชิกของสภาพวกเรานั้นควรจะให้ความสําคัญของกฎหมาย ภายในด้วยว่าเราดูกฎหมายภายใน บางครั้งมันก็อาจไปใช้กับความตกลงระหว่างประเทศ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีประเด็นที่จะขอตั้งข้อสังเกตในเรื่องเกี่ยวกับเอ็มโอยูระหว่าง ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนทางด้านการสํารวจทางทะเล ก็อย่างที่หลายท่านได้ อภิปรายไปแล้วว่ามีข้อกังวลของเรา ของประเทศไทย ก็คือว่าสัญญาที่เราจะทําภายใต้ เอ็มโอยูฉบับนี้นั้นเป็นเรื่องระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถ้ามองโดย ศักยภาพแล้วประเทศไทยเราเป็นรองประเทศจีนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความรู้ความเชี่ยวชาญก็ดี เรื่องเทคโนโลยีก็ดี แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องเงินทุนที่มี ความพร้อมมากกว่าประเทศไทย ฉะนั้นการที่จะทําข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของความ เท่าเทียมกันก็ความเป็นห่วงว่าเราจะมีความเท่าเทียม ความสามารถที่จะเท่าเทียมกับเขาได้ อย่างไร แล้วก็จะใช้ประโยชน์ที่ได้จากการสํารวจให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ได้อย่างไร
ข้อสังเกตข้อแรกที่อยากจะกราบเรียน ก็คือในส่วนของข้อ ๒ ที่เป็นความ ร่วมมือในขอบเขตความร่วมมือนั้น ในข้อ ดี ได้มีการพูดถึงเรื่องการสํารวจและวิจัย วิทยาศาสตร์ทางทะเล ข้อกังวลของผมก็คือว่าภายใต้ข้อตกลงนี้จะเป็นการแอบแฝงมาสํารวจ วิจัยทางด้านทรัพยากร ทางด้านน้ํามันหรือไม่ เพราะว่าโดยปกติแล้วการให้สัมปทานน้ํามัน การสํารวจวิจัยเพื่อค้นหาน้ํามันในทะเลลึกก็ดี ในที่ต่าง ๆ ก็ดี ปกติจะมีการให้สัมปทาน แต่ผมไม่แน่ใจว่ากรณีนี้ เพราะว่าขอบเขตการร่วมมือมันเป็นการครอบคลุมไปเรื่องการ สํารวจวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งกระทําการในทะเล แน่นอนครับระบบการใช้ผมเข้าใจ ว่าคงจะใช้เทคนิคเดียวกันกับการสํารวจน้ํามัน อันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ในการที่จะแฝง เข้ามาสํารวจ อันนี้คือข้อสังเกตข้อแรก
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ในเรื่องของข้อ ๖ ข้อตกลงย่อย บอกว่าคู่ภาคีจะแต่งตั้ง องค์กรหรือสถาบันเพื่อดําเนินความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดย จัดทําข้อตกลงย่อยในแผนงานและโครงการ นอกจากเรื่องอื่นแล้วต้องมีข้อดังต่อไปนี้ ผมติดใจในข้อ ดี ที่บอกว่า ผลของแผนงานและโครงการวิจัยร่วม รวมถึงประเด็นด้าน กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็นนี้คือประเด็นความสําคัญว่าในเมื่อเรื่องนี้ที่เป็น เรื่องใหญ่ ควรที่จะได้อยู่ในเอ็มโอยู แต่ปรากฏว่ามันเป็นเรื่องย่อยที่ต้องไปเจรจากันอีก ก็เป็น ข้อกังวลว่าจะไปตกลงกันอย่างไร เพราะในอันนี้คือผลประโยชน์
ข้อต่อไปคือในข้อ ๙ เรื่องการคุ้มครอง ที่หลายท่านพูดไปแล้ว ประเด็น ก็คงจะสอดคล้องกับท่านสุรชัย ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือว่าในเรื่อง ของความพร้อมของกฎหมายของเรา ขณะเดียวกันผมอยากจะเรียนถามว่าท่านรัฐมนตรีได้ ทราบไหมว่าในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศจีนนั้นเขามี อย่างไรบ้าง เพราะมันมีความเกี่ยวพัน เพราะเนื่องจากว่าได้เขียนไว้ว่า การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับ กฎหมาย กฎและระเบียบของคู่ภาคีแต่ละฝ่าย เราอาจจะรู้ของเราว่าวันนี้เราพร้อม หรือไม่พร้อม ถ้าไม่พร้อมจะแก้อย่างไร แต่ปัญหาก็คือว่าเรารู้ของเขาไหมว่าของเขามี กฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร แล้วถ้าไม่รู้ ถ้าเราทําสัญญาเข้าไป เซ็นสัญญา เซ็นเอ็มโอยูนี้ไปมันจะผูกพันในเรื่องของข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็ในข้อย่อย ๓ ในข้อ ๙ บอกว่า อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับสิทธิที่ระบุไว้ในวรรค ๑ สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ในการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ดําเนินการร่วมกันโดยทั้งคู่ภาคี หรือผลการวิจัยที่ได้รับจากการทํากิจกรรมร่วมกันของคู่ภาคี คู่ภาคีจะเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น มันต่อท้ายว่า โดยเป็นไปตามข้อตกลงที่ตกลงร่วมกัน อันนี้ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามันจะไปโยงกับในข้อ ๖ หรือเปล่าว่าจะต้องไปตกลงกันก่อน ทั้งที่มันควรจะจบด้วยคําว่า เป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ท่านไปต่อ บอกโดยเป็นไปตามข้อตกลง นั่นหมายความว่าอาจจะตกลงว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่แบ่งสัดส่วนที่ต่างกัน หรือเปล่า อันนี้ก็เป็นข้อกังวล
ส่วนก่อนสุดท้าย เรื่องข้อ ๑๐ เรื่องของการแบ่งปันข่าวสาร เขียนว่าจะต้อง แบ่งปันระหว่างคู่ภาคีและจะแลกเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทําได้ ผมกังวล ตรงนี้ว่านั่นหมายความว่าการดําเนินการนั้นอาจจะต่างฝ่ายต่างดําเนินการ ไม่ได้ดําเนินการไปพร้อม ๆ กัน ไปด้วยกัน รับรู้เท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่าฝ่ายหนึ่ง อาจจะดูสํารวจเสร็จ กลับไป ส่งข้อมูลไปยังประเทศจีนเพื่อไปทําการประมวลผลหรือเปล่า ถ้าประมวลผลแล้วประเด็นข้อสงสัย ข้อกังวลก็คือว่าเขาจะส่งผลการประมวลนั้นมา ครบถ้วนหรือไม่ หรือให้เราบางส่วน บางส่วนเก็บไว้ เราจะรู้ได้อย่างไร ฉะนั้นคืออยากจะขอ เพิ่มเติมไปได้ไหมว่า ก่อนจะเป็นแบ่งปัน จะต้องเปิดเผยและแบ่งปันระหว่างคู่ภาคี คือให้ เปิดเผยกับคู่ภาคีด้วย ไม่ใช่ว่าแบ่งปันโดยที่เก็บไว้บางส่วน อันนั้นคือข้อกังวล
และสุดท้ายคือเรื่องของการระงับข้อพิพาท ผมเข้าใจครับว่าขณะนี้ ประเทศไทยกับประเทศจีนมีสัมพันธไมตรีที่ดี และยังคงดีกันต่อไปอีกนาน แต่ผลประโยชน์ มันคงไม่เข้าใครออกใคร ประเด็นข้อนี้ก็คือเราบอกว่าจะตกลงกันเองโดยไม่อาศัยฝ่ายที่ ๓ หรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ประเด็นก็คือว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการสํารวจขึ้นมา ถามว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ต่างคนต่างมอง คนละอย่างจะแบ่งปันคนละอย่าง แล้วบอกว่าจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น จะตกลงกันเอง ประเด็น ปัญหาคือว่า แล้วถ้าอย่างนั้น ตกลงกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าถ้าเป็นผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นมา ก็ไม่สามารถจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า นอกจากเก็บเกี่ยวไม่ได้แล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดไปละเมิด มันก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกว่า มีการละเมิดไปใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยนั้นขึ้นมา อันนี้ก็เป็นข้อกังวลว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ทราบว่าทางฝ่ายรัฐบาลจะดําเนินการเป็นประการใด
สุดท้ายจริง ๆ ก็คือว่า ข้อตกลงนี้เข้าใจว่ามันจะเป็นเรื่องของการที่ประเทศจีน มาทํากับประเทศไทย มากกว่าที่ประเทศไทยจะไปทํากับประเทศจีน ในพื้นที่ของประเทศจีน ประเด็นคําถามของผมก็คือว่า ขณะนี้สิ่งที่ทําดูเหมือนว่ามันเป็นการเท่าเทียมกัน จะเป็นการ สํารวจร่วมกันโดยที่อาจจะสํารวจในประเทศไทยรวมทั้งประเทศจีนด้วย แต่เข้าใจว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นที่มาของข้อตกลงนี้ก็คือว่า ทางเราร่วมกันประเทศจีนเข้ามาสํารวจ ในท้องทะเลของประเทศไทย ประเด็นก็คือว่าตรงนี้ทําไมไม่เขียนให้ชัดในข้อตกลง ว่าเป็น ความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนที่จะเข้ามาทําการสํารวจในเชิง สมุทรศาสตร์ในพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ใช่เป็นพื้นที่ทั้งประเทศไทยและประเทศจีน หรือว่าในพื้นที่อื่นนะครับ อันนี้คือความชัดเจนของข้อตกลงนี้ที่ไม่มีความชัดเจนเลย ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านรสนา โตสิตระกูล
ในฐานะ: กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองก็มีความคิดเห็นที่อยากจะนําเสนอในประเด็นในเรื่องของ ความร่วมมือเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีน แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือทางด้านทะเล ดิฉันคิดว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ได้ พูดถึงเรื่องขอบเขตความร่วมมือนั้นก็เป็นสิ่งที่ทําให้เกิดความกังวลอยู่เหมือนกันว่า ประเทศไทยนั้นเป็นพื้นที่ที่ประเทศจีนจะเข้ามาสํารวจ ไม่ใช่ว่าเป็นความร่วมมืออย่างที่เพื่อน สมาชิกได้พูดว่า เราไปสํารวจในทะเลของประเทศจีนด้วย ก็คือเป็นพื้นที่ที่เราเปิดให้ทาง ประเทศจีนนั้นเข้ามาสํารวจ แล้วในขอบเขตความร่วมมือนั้นก็มีขอบเขตที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งตั้งแต่ข้อ เอ ถึงข้อ เจ นั้น ทั้งในเรื่องของนิเวศสิ่งแวดล้อมทางทะเล การสํารวจวิจัยทางทะเล รวมไปถึงในเรื่องของเทคโนโลยีด้านชีวพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเล และอื่น ๆ ซึ่งดิฉันเองก็เข้าใจว่าในหัวข้อทั้งหมดขอบเขตที่รวมเอาไว้นั้น ก็คิดว่าน่าจะรวม ไปถึงทรัพยากรภายในทะเลอย่างเช่น ปิโตรเลียมทั้งหลายด้วยใช่หรือไม่ แล้วเวลาพูดถึงเรื่อง การแลกเปลี่ยนร่วมมือนโยบายทางทะเลนั้น นโยบายนั้นอาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องประเด็น ความมั่นคง แต่ดิฉันคิดว่าขอบเขตของความร่วมมือนั้นอาจจะกระทบกับปัญหาความมั่นคง ของประเทศได้ แล้วก็รวมไปถึงความมั่นคงในส่วนที่ชุมชนต่าง ๆ ที่ได้อาศัยท้องทะเล เป็นพื้นที่ในการทํามาหากิน ดิฉันเองไม่ทราบว่ากรอบความตกลงอันนี้ ทางคณะรัฐมนตรี ทางรัฐบาลได้มีการทําความเห็นร่วมกับประชาชนแล้วหรือยัง แล้วถ้าหากว่าในแง่ของ ความร่วมมือเหล่านั้นไปกระทบกับวิถีชีวิตเช่น การประมงพื้นบ้านต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีภาพรวมที่ชัดเจน ดิฉันเองก็มีความกังวลเหมือนที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้พูดไปว่า เนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นอาจจะมีเงินแล้วก็รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ด้อยกว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของความร่วมมือแล้วจะเกิดการ แบ่งปันที่เท่าเทียมนั้นก็ยังเป็นประเด็นที่สงสัยว่าจะสามารถทําได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันคิดว่าปัญหาเรื่องทางทะเลนั้น เวลานี้สิ่งที่เขาเรียกว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลก มันได้สัมพันธ์ในเรื่องของทะเลด้วย ถ้าเราดูถึงในอดีตอย่างสมัยปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ต้องถือว่า สหรัฐอเมริกานั้นเป็นผู้นําของโลก มีกองทัพเรือถึง ๗ กองทัพเรือที่ดูแลมหาสมุทรทั้งหมด มีความพร้อมและสามารถทําสงคราม ได้ใน ๒ พื้นที่ ปัจจุบันนี้ต้องคิดว่าสิ่งสหรัฐอเมริกาพยายามทําคืออาจจะไม่ได้คิดในการ ครอบครองพื้นที่แต่ต้องการรักษาสถานภาพของพื้นที่หลัก แล้วก็รวมไปถึงพยายามที่จะไม่ให้ มีมหาอํานาจในทางอํานาจใหม่ขึ้นมา แต่ในขณะที่ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าประเทศจีน ประเทศอินเดียนั้นถือว่าเป็นมหาอํานาจใหม่ทางเอเชียที่กําลังจะเกิดขึ้น เวลานี้สิ่งที่ประเทศจีน กําลังทําก็คือ ในอดีตประเทศจีนมีสิ่งที่เราเรียกว่าซิลค์โรด (Silk Road) ถนนผ้าไหมที่เป็น การค้า ที่ขนเครื่องเทศต่าง ๆ จากตะวันออกไปยังตะวันตก แต่บัดนี้ซิลค์โรดใหม่ของประเทศจีน คือเรื่องน้ํามันนะคะ เรื่องน้ํามัน เพราะฉะนั้นเส้นทางทะเลที่ประเทศจีนพยายามจะลงมา ทําความร่วมมือกับประเทศไทย ดิฉันคิดว่าการที่ประเทศจีนต้องสร้างแนวร่วมต่าง ๆ กับ หลายประเทศนั้นเนื่องจากว่าในกระบวนการพัฒนาประเทศของประเทศจีนนั้น มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรจํานวนมาก ซึ่งต้องนําจากประเทศอื่น ๆ แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของการร่วมมือในทางทะเลนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องน้ํามัน เรื่องปิโตรเลียมนั้น น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งนอกเหนือจากการที่ประเทศจีนพยายามที่จะสร้างพันธมิตรในด้านนี้ เพื่อที่จะคานดุลต่อรองอํานาจ แล้วก็ไม่ปล่อยให้พื้นที่ทางทะเลนั้นถูกปิดล้อม ดิฉันคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเองซึ่งเป็นประเทศเล็กในภูมิภาคแถบนี้ เราอาจจะต้องมอง บางอย่างกว้างขึ้นกว่าการที่เป็นเพียงแค่การร่วมมือในเรื่องของการวิจัยทดลองในเรื่องของ ทางทะเลที่เป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ดิฉันคิดว่า ในกรอบคิดของผู้นําในทางการเปลี่ยนแปลงมนุษย์โลก คือทุนนิยมใหม่แบบประเทศจีน แบบประเทศอินเดียดิฉันคิดว่ามันก็เป็นการคานดุลระหว่างมหาอํานาจทางฝ่ายตะวันตก ซึ่งในอดีตนั้นเคยครอบครองพื้นที่ในแถบนี้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยเองในการที่จะไปร่วมมือ กับประเทศไหนดิฉันคิดว่าคงต้องมองภาพรวมที่กว้างขึ้น ดิฉันเองก็อยากฝากกราบเรียน ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะคะว่าท่านได้มองถึงจีโอโพลีติกส์ (Geopolitics) หรือที่ เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์เอาไว้มากน้อยแค่ไหน ความร่วมมือทางทะเลนั้นเป็นเพียงความร่วมมือ ในการวิจัยธรรมดาเท่านั้น หรือว่าเป็นความร่วมมือการวิจัยเพียงบางส่วน แต่ว่าสิ่งที่อยู่ เบื้องหลังความคิดนั้นมีความคิดที่มากกว่านั้นในการที่จะสร้างความร่วมมือและครอบครอง พื้นที่แถบนี้เพื่อที่จะดึงเอาทรัพยากรต่าง ๆ จากหลายประเทศนั้นเพื่อส่งไปพัฒนายังประเทศ ที่มีความพร้อมกว่าเป็นมหาอํานาจกว่า ดิฉันเองเกรงว่าความร่วมมือเหล่านี้นั้นถ้าหากว่าเรา ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบก็สามารถที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนคนเล็กคนน้อยที่เขาใช้ชีวิต ในการเลี้ยงตัวเอง โดยอาศัยทะเล แต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีทะเล ทั้ง ๒ ฝั่ง ทางฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน ยากที่จะหาประเทศไหนที่จะมีฝั่งทะเลทั้ง ๒ ฝั่ง แล้วก็ เป็นทะเลตื้นที่เป็นทั้งการทําการประมง และแม้แต่การค้นพบทรัพยากรทางทะเลที่เป็นเรื่อง ปิโตรเลียมนั้น ในเขตทะเลตื้นนั้นถือว่าเป็นเขตทะเลที่สามารถขุดเจาะน้ํามันได้ง่าย แล้วเราก็ เห็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่ากระบวนการให้สัมปทานในเรื่องของการขุดเจาะน้ํามันนั้น ก็กระทบวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เขาทํามาหากินอยู่แล้ว ถ้าเราไปดูในนโยบายยุทธศาสตร์ นโยบายของรัฐบาลที่เคยแถลงผ่านมานั้นตั้งใจจะมีสัมปทาน จะอนุญาตสัมปทานถึง ๗๕ แปลงสํารวจ ซึ่ง ๗๕ แปลงสํารวจที่รัฐบาลได้เคยแถลงไปแล้วนั้นก็ส่งผลกระทบ ต่อชาวบ้านที่เขาทํามาหากิน แล้วนอกเหนือจากอันนี้แล้วเราไปทําความร่วมมือกับจีน การเข้ามาศึกษาความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ซึ่งเรามี ความรู้ที่น้อยมาก เราจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะในอดีตทรัพยากรชีวภาพในเรื่องสมุนไพรเวลาเรามีประเทศอื่น ๆ ทั้งในตะวันออก แล้วก็ทางตะวันตกที่เข้ามาศึกษา ประเทศไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วก็ทาง ตะวันตกที่เข้ามาศึกษา ประเทศไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ยกตัวอย่าง ใบเปล้าน้อย เราก็เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบราคาถูกให้กับประเทศ อย่างประเทศญี่ปุ่นที่มา ศึกษาแล้วก็ส่งไปผลิตเป็นยารักษาโรคกระเพาะที่ดีที่สุดในโลก แต่ประเทศไทยได้เพียงแค่ ราคาวัตถุดิบที่ถูกมาก แล้วก็สร้างความเสื่อมโทรมให้กับสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเราก็ทําหน้าที่ เพียงแค่ปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่แล้วก็ส่งออกไปให้ประเทศอื่นในการที่จะใช้ประโยชน์ต่อไป ดิฉันยังสงสัยว่าการทําความร่วมมือในสิ่งเหล่านี้เราจะหลีกพ้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ในอดีตในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางทะเล มันเป็นความหลากหลาย ทางชีวภาพในทางสมุนไพรต่าง ๆ คืออันนี้เราก้าวคืบไปถึงเรื่องทะเล เราอยู่กับสมุนไพร มานาน เรายังมีความรู้เรื่องสมุนไพรที่น้อยมาก ในขณะที่สิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยเฉพาะ ทรัพยากรที่เป็นชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งหลายนี้เรามีความรู้แค่ไหน การแลกเปลี่ยนที่บอกว่าจะให้เกิดเป็นธรรมนั้น จะเกิดความเป็นธรรมได้จริงแค่ไหน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝากกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล โปรดคํานึงถึงอย่างเคร่งครัดมากยิ่งขึ้นว่า การร่วมมือนั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่ร่วมมือแล้วนั้น ประเทศได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์ คุ้มค่าหรือไม่ หรือว่าเราเป็นเพียงพื้นที่สําหรับ ที่จะให้คนอื่นมาแสวงหาประโยชน์แล้วก็ทิ้งสิ่งที่เป็นขยะต่าง ๆ ไว้ให้ประเทศของเรา ดิฉันก็ฝากความกังวลอันนี้เอาไว้ให้ทางรัฐบาลได้คิดในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ขอบพระคุณค่ะ
คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้าน ทะเลระหว่างทบวงกิจการมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยนั้น ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ในเบื้องต้นนี้ก็คงเห็นชอบ เพราะว่างานในด้านของการต่างประเทศ โดยเฉพาะที่จะไป ประสานหาความร่วมมือระหว่างชาติต่าง ๆ มันเป็นสิ่งสําคัญ แต่อย่างไรก็ตามนี้ต้องมีข้อ ท้วงติงแล้วก็ข้อสงสัยสําหรับร่างบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ โดยเฉพาะมันเป็นบันทึก ฉบับแรก ๆ เลยที่ผมเห็น ที่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีความจําเพาะเจาะจง ในด้านใดด้านหนึ่ง โดยทั่วไปเราจะเห็นเรื่องของบันทึกความร่วมมือก็จะเป็นเรื่องของการค้า การลงทุน การเงิน ระหว่างรัฐต่อรัฐ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับพาณิชย์ค้าขายกัน อันนี้เป็นเรื่องระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งประเทศจีนกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อดูอย่างนี้ปุ๊บผมเห็นความไม่สมดุลทันที เพราะอะไร เพราะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปเจรจาความในเรื่องนี้ แน่นอน มันจํากัดความเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่อยู่ทางทะเลเท่านั้นระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีน แล้วผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าด้วยความไม่สมดุลของขนาดประเทศ รวมถึงศักยภาพอะไรต่าง ๆ นั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าวันนี้ประเทศจีนเขาพุ่ง ขึ้นมาไกลมากแล้วเราตามเขาไม่ทันอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความพร้อม ด้วยจํานวนเม็ดเงินที่เขา มีในมือ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่เขามีอยู่ในมือนี้ วันนี้ผมมองไม่ออกเลยว่าจากความตกลง ที่บอกมาในข้อ ๒ ขอบเขตความร่วมมือนี้อย่างเช่น เรื่องของข้อบี การจัดการบริเวณชายฝั่ง และหมู่เกาะในทะเล การสํารวจและวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผมมองไม่ออกเลยว่า ประเทศไทยเรา โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีงบประมาณ จํากัด มีศักยภาพ มีข้อจํากัดอยู่ ต้องเรียนด้วยความเคารพ คือดูแลแค่ในประเทศนี้ ก็เหนื่อยแล้ว วันนี้เราจะไปทําการสํารวจ ไปศึกษาวิจัยที่ประเทศจีนนั้นหรือ ผมมองว่า ในทางปฏิบัตินี้คงเป็นไปไม่ได้ เมื่อมาวิเคราะห์เช่นนี้แล้ว ต้องกราบเรียนเลยว่า ร่างบันทึก ความเข้าใจฉบับนี้ถ้าให้คิดดู ผมไม่กล้า ผมต้องเรียนถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ผมว่าฝ่ายประเทศจีนเป็นคนร่าง และฝ่ายประเทศจีนนําเสนอมาให้เรา เพื่อที่เราจะได้ ประสานความร่วมมือ แน่นอนครับ มันคงมีประโยชน์เช่นกัน เช่น การมาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ ภัยพิบัติ กลัวคลื่นสึนามิ (Tsunami) ใช่ไหม เขาอาจจะมีเทคโนโลยีอะไร มีงบประมาณอะไร มาช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องของการบริหารจัดการชายฝั่งทะเล เขาอาจจะมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่เหมือนเรา ที่จะนํามาวิจัยพัฒนาสนับสนุนในเรื่อง กิจการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องทางด้านทะเลของเราได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ทางประเทศจีนมองประเทศไทย ตาเป็นมันเลยนะครับ คือเรื่องของทรัพยากรที่เรามี และแน่นอนหนีไม่พ้นคือเรื่องของ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย วันนี้จากข้อตกลงที่มีมา ไปดูข้อ ๙ นะครับท่านประธาน ข้อ ๙ เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ถ้าดูให้ดีอ่านไปเรื่อย ๆ มันก็มีอยู่หลายข้อ ไปดูข้อ ๖ บอกว่าในกรณีที่ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผลมาจากบันทึกความเข้าใจ คือถ้าเกิดมี การศึกษาวิจัยจากบันทึกการวิจัยนี้ ทรัพย์สินทางปัญญานั้นก็ต้องมีการแชร์ (Share) ผลประโยชน์ที่ได้ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศ อย่างนี้ไป ๆ มา ๆ เกิดเขามาศึกษาวิจัยอะไร บอกมายิงดาวเทียมสํารวจก๊าซธรรมชาติ เราบอกว่าตรงจุดนี้มีอยู่กี่ล้านตัน พอถึงเวลา เราจะขุดเจาะเราต้องแบ่งให้เขาหรือเปล่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่าเป็นประเด็นที่เราจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติของเรา มันมีจํากัด แล้วมันก็เป็นของคนไทยทุกคนทั้งชาติที่เราควรจะต้องรักษาเอาไว้
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ก็คืออย่างที่ได้บอกไป เห็นได้ชัดเลยนะครับว่า ฉบับนี้เริ่มจากทางประเทศจีน เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ ทบวงกิจการทางมหาสมุทรของเขา ถ้าเราพิจารณาให้รอบคอบ เราบอกอยากจะทําเรื่องของ ทะเลใช่ไหม เราน่าจะมีการครอบคลุมให้เป็นการตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ มันจะไม่ได้มีความ ครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ ลองมองดูเรื่องของการคมนาคมเป็นต้น วันนี้การขนส่งทางทะเล ไปประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการ บริโภคสูงที่สุด เราก็ส่งสินค้าไปมากมาย เฉพาะสินค้าด้านการเกษตร แต่วันนี้ด้วยข้อจํากัด ทางการค้า การลงทุน ด้วยข้อจํากัดของสภาพของประเทศจีนที่เขาแบ่งเป็นมณฑล เรายัง ไม่สามารถไปหยิบฉวยเอาผลประโยชน์ที่มันมีอยู่ในจุดนั้นได้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่เพียงพอ ถ้าเราจะสามารถขยายขอบเขตการเจรจาในอนาคตให้มันรวบรวมไปถึงเรื่องการ คมนาคมทางทะเล การขนส่งสินค้าทางทะเล เพื่อให้มันเกิดศักยภาพแล้วก็ลดต้นทุนให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือภาคการเกษตร ผมเชื่อว่าจะเป็น ประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็ขอกราบฝากประเด็นเหล่านี้ไว้กับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อช่วยให้มันมีความละเอียดรอบคอบนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีจะตอบไหมครับ ถ้าตอบ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา ข้อสังเกต แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเป็น ประโยชน์และข้อควรระวังต่าง ๆ ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ ข้อตกลงในเรื่องนี้ไม่ได้ ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการขุดเจาะน้ํามัน อันนั้นคงไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกติกาภายใต้ข้อตกลง ในเรื่องนี้ด้านพลังงาน เพราะเป็นเรื่องเฉพาะด้านทรัพยากรทางทะเลในส่วนอื่นเท่านั้น เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาบอกว่า เรื่องของการดําเนินการในเรื่องของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการ กัดเซาะชายฝั่งก็ดี การบริหารจัดการต่าง ๆ ที่ท่านสุมลได้พูดถึงนั้น ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน จริง ๆ แล้วข้อสังเกตท่านก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง เพราะว่าจริง ๆ การสํารวจ การดําเนินการในการวางแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา เราไม่สามารถมองในลักษณะ องค์รวมได้ หรือว่าเป็นโฮลิสติก แอพโพรช (Holistic approach) ได้ เพราะว่างบประมาณ ที่จัดสรรให้มาแต่ละปีนั้นมีค่อนข้างจํากัด สิ่งที่ท่านพูดถึงว่าทําตรงนี้มันไปกระทบตรงนั้น มันเป็นข้อเท็จจริง จริง ๆ แล้วในขณะนี้ผลกระทบที่มันเกิดขึ้นมันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนนี้เรามีการกัดเซาะขนาดเล็กน้อย ขนาดกลาง และรุนแรงมาก รุนแรงแล้วรุนแรงมาก ปัจจุบันนี้มีแต่รุนแรงมากอย่างเดียว เพราะว่ารุนแรงธรรมดามันไม่มีแล้ว เพราะว่ากัดเซาะ ที่เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเรื่องฤดู มรสุมที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรง แล้วก็การศึกษา ทางกระทรวงเอง ก็เคยเสนอให้มีการดําเนินการศึกษาแบบองค์รวม ศึกษาสภาพการหมุนเวียนหรือว่า กระแสน้ําในอ่าวไทย ผลกระทบจากบริเวณใกล้เคียงด้วย เพื่อจะดูว่าการดําเนินการนั้นมัน ส่งผลกระทบอย่างไร ถ้าเผื่อว่าเรามีการดําเนินการก่อสร้าง หรือมีสิ่งก่อสร้าง หรือแม้กระทั่ง ไปวางมาตรการในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นทีกรอยน์ บ่อดักทราย หรือแม้กระทั่งไม้ไผ่ที่ใช้ มันมีผลกระทบต่อเนื่องกันไปทั้งสิ้น เพราะว่าสิ่งสําคัญที่สุดที่ท่านพูดนั้นถูกต้อง ก็คือว่าป่าชายเลน ป่าชายฝั่งถูกทําลาย ไปจนหมดสิ้นนะครับในขณะนี้ พื้นที่ไหนที่เหลือป่าชายเลนหรือป่าชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งน้อยมากนะครับเมื่อเราดูในรายละเอียดแล้ว เพราะฉะนั้นเราเห็น ค่อนข้างชัดเจนนะครับที่การดําเนินการในขณะนี้ ทางกระทรวงก็มีมาตรการหลายอย่าง ในการป้องกันแก้ไขปัญหานะครับ ในขณะนี้เราบอกว่าการปลูกป่าชายเลนก็เป็น แนวทางหนึ่ง แต่ว่าการปลูกป่าชายเลนในขณะนี้เนื่องจากความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ บางทีไปปลูกแล้วก็โดนน้ําทะเลกัดเซาะลงไป ไม่สามารถจะยืนต้นอยู่ได้ นะครับ ก็เลยบอกว่าวิธีการนี้น่าจะปรับปรุงแก้ไขใหม่ ปลูกป่าชายเลนเทียมจริง ๆ ก็คือการ ใช้กระบวนการในการปลูกป่าชายเลนพร้อมกับการปักไม้ไผ่ร่วมกัน โดยปักแบบธรรมชาติ มากขึ้นนะครับ แล้วก็เอาต้นไม้ ต้นแสม ต้นเสม็ดต่าง ๆ ที่จะปลูก ผูกติดกับไม้ไผ่แล้วก็ปัก ลงไปเพื่อป้องกันการชะล้างกัดเซาะลงไป เมื่อไม่ไผ่มันย่อยสลายลงไปต้นเหล่านี้ ก็เกาะนะครับ สามารถที่จะยืนต้นได้แล้วก็อยู่ได้ในสภาพป่าชายเลนแบบปกติธรรมดา ไมได้ปลูกเรียงขึ้น เรียงลงเป็นแถว เป็นแนว เหมือนอย่างที่มีการปลูกกันในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตัวนั้นไมได้แก้ไขปัญหาอะไรนะครับ
ส่วนการศึกษานั้น ผมก็จะเอาข้อสังเกตไปนะครับ เพราะว่าเราต้องศึกษา แบบองค์รวมแล้วก็ดูสภาพการหมุนเวียนของน้ําในอ่าวไทยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ในฝั่งอันดามันนั้นไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไรเพราะชายฝั่งส่วนใหญ่จะเป็นทางด้านธรณีวิทยา จะเป็นหินนะครับ เพราะฉะนั้นผลกระทบก็น้อยกว่าในอ่าวไทย การกระทบในอ่าวไทยนั้น รุนแรงมาก ก็เรียนว่าข้อสังเกตของท่านนั้นจริง ๆ แล้วก็สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แล้วก็ต้องมีการดําเนินการป้องกันแก้ไขตามแนวทางที่ท่านได้เสนอไว้ด้วยนะครับ
ในส่วนที่ ๒ เรื่องเกี่ยวข้องกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ที่ท่านได้กรุณา ยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา ผมคิดว่าอันนี้เป็นหัวใจสําคัญนะครับ รวมทั้งด้านการวิจัยที่เรา จะต้องทําร่วมกัน ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าจริง ๆ แล้วการวิจัยร่วมกันก็เป็น ประโยชน์กับประเทศไทยนะครับ แต่การวิจัยนั้นไม่ใช่ทําเฉพาะในทะเลไทยเท่านั้น เราก็ทํา ของเขาด้วย ของเราด้วยนะครับ ไม่ใช่เอาเขามาทําแต่กับเราโดยที่เราไม่ไปทํากับเขา หรือแม้กระทั่งกับประเทศที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันและมีข้อตกลงที่จะทําร่วมกันได้ หรือในพื้นที่ที่เป็นทะเลหลวง หรือพื้นที่ที่เป็นที่เราสามารถดําเนินการศึกษาวิจัยได้ ทางด้าน ท่านวิชาญซึ่งเป็นนายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ําไทย ท่านก็มองเห็นว่าการศึกษาในการ ทําการวิจัยเพื่อการประมงในทะเลหลวงก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เราจะป้องกันแก้ไข ท่านนฤมลได้พูดถึงว่าความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยจากการบริโภคอาหารที่คุณค่า มีไอโอดีนจากทะเล จะทําอย่างถึงจะให้เราสามารถที่จะมีอาหารหรือว่าทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะให้การดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างพอเพียงแล้วก็อย่างมีคุณภาพ ตรงนั้นก็จะเป็น ประเด็น ซึ่งกระบวนการตรงนี้คงจะต้องดูอีกทีนะครับ เพราะว่าในขณะนี้เราจะเห็นว่าปัญหา ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ การแปรปรวนของฤดูกาล สภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากปัญหาภาวะโลกร้อนนั้นมีผลกระทบรุนแรงมาก ปะการังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลนั้น ตอนนี้ก็ตายนะครับ บรีทธิง (Breathing) เพราะว่าอุณหภูมิ น้ําทะเลบริเวณอ่าวไทยกับทางอันดามันสูงกว่าปกติ ๑ องศา ถึง ๒ องศาด้วยซ้ําไป แล้วก็ยังคงอยู่นะครับ ยังไม่ได้ลดลงไป เพราะฉะนั้นผลกระทบกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศในทะเลก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันจะมีผลกระทบต่อปริมาณปลาแล้วก็ สภาพแวดล้อมที่มันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทําให้เกิดภาวะโลกร้อน ที่มันจะมีผลกระทบโดยตรงด้วยตรงนี้
ทีนี้การวิจัย จริง ๆ แล้วผลประโยชน์จากการวิจัย ก็เป็นประเด็น นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วอย่างกรณีใบเปล้าน้อยเราก็ไม่ได้มีเงื่อนไขหรือว่าข้อตกลง ร่วมกันในการทําการวิจัย บางทีการควบคุมดูแลก็มีปัญหานะครับ เขาก็เข้ามาทําการวิจัยเอง บ้าง หรือเข้ามาขออนุญาตทําการวิจัยเองบ้าง หรือทําการวิจัยร่วมกับนักวิจัยไทยนะครับ ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเราก็พยายามแก้ไขนะครับ ผมเองเคยเป็นประธานสภาวิจัยแห่งชาติ ตอนสมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อก่อนนี้ไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์นักวิจัยไทยที่ทําการ วิจัยในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ตอนหลังมาเราก็ให้มีการดําเนินการว่าถ้าคุณไปทําวิจัย แล้วคุณได้ผลจากการวิจัยที่สามารถไปต่อยอดได้แล้วก็ได้รับผลประโยชน์มาก็จะต้องมีการ แบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างนักวิจัยกับสภาวิจัยแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่ส่งเสริมสนับสนุน การวิจัยเพื่อให้นักวิจัยไทยนั้นได้มีกําลังใจและก็ได้เห็นว่าเมื่อทําแล้วเขาต่อยอดได้ เขาก็ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรมนะครับ เหมือนกับที่เราเองเห็นใน ต่างประเทศที่นักวิจัยเขาตั้งใจทํางานแล้วก็สนับสนุนกระบวนการในการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ นะครับ หรือ แพเทินท์ (Patent) ในเรื่องของงานวิจัยต่าง ๆ ด้วย เพราะว่าค่าใช้จ่ายตรงนี้ ค่อนข้างแพง เพราะฉะนั้นกระบวนการในการสนับสนุนตรงนี้ก็คงต้องมีด้วย
ส่วนการแชร์ข้อมูลกันนั้น จริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียนว่าในส่วนนี้ในข้อตกลง เราเขียนค่อนข้างชัดเจน แม้กระทั่งเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล แล้วก็การระงับข้อพิพาทและ การยกเลิกหรือว่าระงับชั่วคราวของการทําข้อตกลงถ้าเผื่อมีการละเมิดหรือมีการทําอะไร ที่ทําให้เกิดผลกระทบแล้วเกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างภาคีสมาชิก คือระหว่างประเทศไทย กับทางสาธารณรัฐประชาชนจีนเอง ตรงนั้นเรามีกลไกในการป้องกันในส่วนนี้อยู่ แต่อย่างไรก็ตามรายละเอียดในข้อตกลงในส่วนของการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันนั้น แล้วก็ผลงานนั้นจริง ๆ เขียนไว้ชัดเจนในข้อตกลงนี้ว่าผลงานร่วมกันของทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นการแบ่งปันผลประโยชน์ก็คงไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะได้เปรียบกัน แต่อยู่ที่ เงื่อนไขกระบวนการ วิธีการที่เราต้องระมัดระวังตามข้อสังเกตที่ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกต และให้คําแนะนําในกระบวนการในการที่จะต้องไปดําเนินการในขั้นตอนในรายละเอียดต่อไป นะครับในส่วนนี้
ประเด็นในเรื่องของการสํารวจข้อมูลทางไกล จริง ๆ แล้ววันนี้เขาก็มีดาวเทียม เราก็มีดาวเทียมธีออส ที่ท่านสุรพงษ์ได้พูดถึงนะครับอันนี้เราสามารถที่จะเอาข้อมูลนั้นมา แลกเปลี่ยนกันได้ แล้วก็ข้อมูลของเรา ข้อมูลของเขา จริง ๆ แล้วถ้าพูดถึงข้อมูลเขาคง มากกว่าของเรา เพราะฉะนั้นเราก็คงจะได้เปรียบในส่วนของข้อมูลในความร่วมมือในส่วนนี้ ด้วย ก็คงไม่ได้เปรียบกัน คือการแบ่งปันผลประโยชน์ในข้อมูลที่เขามีอยู่ ถึงเขามีมากกว่า เราก็สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเขาได้แล้วก็ได้รับประโยชน์ในส่วนนั้นด้วย ส่วนของเรานั้น ก็คงจะดูแลว่าผลประโยชน์ของเราหรือข้อมูลของเรานั้นจะสามารถนํามาใช้ร่วมกัน แล้วก็ ถ้าเกิดประโยชน์ที่จะต่อยอดได้ก็คงเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับทาง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในส่วนของความมั่นคงที่ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ได้พูดถึงนะครับ ว่ารัฐบาลมีนโยบายแห่งชาติทางทะเลหรือไม่ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ก็เรียนว่า จริง ๆ แล้วมีกรอบการพัฒนาทางทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ได้ผนวกไว้ใน แผนจัดการสภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งได้ครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทุกประเภท โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและทรัพยากรอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรา แล้วก็เงื่อนไขในข้อตกลงนี้นะครับมันก็ครอบคลุมอยู่แล้ว
ส่วนความมั่นคงนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เราเองก็คงต้องรับข้อสังเกต ของท่านไป แล้วก็ไปดูในรายละเอียดตรงนี้ด้วยนะครับ
ในส่วนของกองทัพเรือ กระบวนการของการมีส่วนร่วมนั้นก็เรียนว่าในเรื่อง ของการขอให้มีผู้แทนกองทัพเรือร่วมอยู่ด้วยนั้นก็คงจะไม่ขัดข้องนะครับ จริง ๆ แล้ว กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ทํางาน ร่วมกันมาตลอด แล้วก็ทุกวันจันทร์ตอนเที่ยงเรามีเวิร์กกิ้ง ลอนช์ (Working Launch) ร่วมกันในเรื่องการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของระดับน้ําทะเลในอ่าวไทยด้วย ในส่วนนี้กรมอุทกศาสตร์ก็มาให้ข้อมูลแล้วก็ร่วมกันดูรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คําแนะนําแล้วก็วางมาตรการในการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ส่วนในเรื่องของขอบเขตต่าง ๆ นั้นผมคิดว่าในส่วนนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศ คงต้องไปดูในเรื่องของเขตแดนแล้วก็ความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะว่าในส่วนของเราภายใต้ ข้อตกลงนี้เราคงจะไม่ไปก้าวก่ายในเรื่องของเขตแดนหรือไปทําอะไรที่มันกระทบกับเขตแดน ที่อาจจะทําให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นซึ่งอยู่รอบข้าง ประเทศไทยด้วยนะครับ
สําหรับข้อตกลงในเรื่องการเงินและงบประมาณนั้น ก็จะมีการทํากรอบแผนงาน ในการดําเนินการเพื่อเสนอต่อ ครม. และสํานักงบประมาณ เพื่อที่จะดําเนินการตาม กระบวนการงบประมาณ หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักวิชาการที่ท่านเป็นห่วงนั้น ผมเรียนว่า ทางกระทรวงจะรับไปนะครับในส่วนนี้ แต่ว่าก็อยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วหลายท่าน ก็บอกว่าเมื่อมีข้อมูล มีการศึกษาวิจัยแล้วก็น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ด้วย ก็เรียนว่าในขณะนี้ เราทําความตกลงมีเอ็มโอยูกับทางมหาวิทยาลัยหลายแห่ง คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล เราก็ได้ทําข้อตกลงร่วมกันแล้วก็ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยก็ได้มีการ คุยกันว่าศูนย์วิจัยเอง หน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองก็จะมี กระบวนการในการที่จะจัดตั้งเป็นสถาบันในการที่จะพัฒนาทางด้านวิชาการและศึกษาวิจัย แม้กระทั่งให้การเรียนการสอนเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยด้วยและตรงนี้ก็จะเป็นส่วนสําคัญ
ท่านประธานครับ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอมานั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมขอรับไปดําเนินการและจะไปพิจารณาให้รอบคอบ แล้วก็นําข้อเสนอ ไปในการที่จะทําความร่วมมือกับประเทศจีนด้วยความระมัดระวังครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ให้การสนับสนุนครับ
ก็สมควรปิดอภิปรายได้แล้วนะครับ ก็ถือโอกาสนี้ปิดอภิปราย แล้วก็จะขอมติที่ประชุมว่าจะรับรองเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นะครับ เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ ช่วยกรุณ เข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติด้วยนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพ ท่านอยู่นอกห้องประชุม กรุณาเข้าห้องประชุมด้วยเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาเข้าห้องประชุมครับ เมื่อท่านนั่งประจําที่ แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ กรุณาเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่ประชุม คณะกรรมาธิการก็พักประชุมชั่วคราว ช่วยลงมาตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ มีอะไรคุณสนธยา
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ท่านประธานครับ ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกวุฒิสภาป้ายแดงนะครับก็กําลังเดินมาครับ พักการประชุมอยู่ และกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมว่าในส่วนคณะกรรมาธิการของ ส.ว. นี้เรียบร้อยแล้ว นะครับ หนังสือพิมพ์คงไม่ต้องลงข่าวหรอกครับ เรียบร้อยหมดแล้วครับ ๒๒ คณะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ช่วยกรุณา เข้าห้องประชุม เมื่อท่านเข้ามาแล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุม ด้วยครับ คุณเกียรติ์อุดมมีอะไร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ ระยะที่ท่านรอสมาชิกเข้ามา มันนาน เปิดให้หารือเพื่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนสิครับ
มันทําไม่ได้ครับ เดี๋ยวมันจะตกครับ ไปอ่านข้อบังคับครับ เดี๋ยวเป็นผู้แทนสมัยที่ ๒ แล้วจะรู้เรื่อง สมัยแรกไม่ค่อยรู้เรื่อง ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด้วยครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมช่วย เสียบบัตรแสดงตนกันทุกคนด้วยนะครับ ใครไม่เสียบบัตรแสดงตน ห้องนี้ศักดิ์สิทธิ์นะครับ ท่านที่ประชุมคณะกรรมาธิการอยู่โปรดงดการประชุมชั่วคราว แล้วก็เข้ามาที่ห้องประชุมก่อน ขอความกรุณาทุกท่านนะครับ เพราะพวกผมอยู่กับพวกท่านไม่ได้นานเท่าไรหรอก ช่วยเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ก็ทยอยมาเรื่อย ๆ นะครับ เพราะว่า เดินมาไกลจากตึก ๒ มานี่ แล้วจากตึก ๓ มานี่ ลิฟต์ก็ไม่ค่อยดีด้วย กําลังแก้ไขอยู่ ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ ถ้าพูดเรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ระหว่างที่ค่อยองค์ประชุมอยู่นี่ ผมอยากจะ เรียนปรึกษาท่านประธานครับ
เมื่อกี้เขาขอปรึกษา ผมไม่ให้แล้วครับ
ไม่ใช่ครับ คือวิธีการนับองค์ประชุมมันจะมีความสําคัญต่อไป ท่านประธานครับ ระหว่างคอยอยู่ คืออย่างนี้ครับ เราฟืนความจริงกันมาโดยตลอดนะครับ เพราะว่าท่านเรียกให้สมาชิกเข้าห้อง ประชุม สมาชิกอยู่เต็มห้องประชุม แต่ไม่แสดงตน ก็ไม่เป็นองค์ประชุม เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าก่อนที่จะยุบสภา น่าจะสร้างบรรทัดฐานในการ นับองค์ประชุมเสียใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนนี้ก็ปฏิบัติกันมานะครับว่าถ้าผู้ที่ไม่เป็นองค์ประชุม ต้องไม่อยู่ในห้องประชุม ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะปรึกษาท่านถึงวิธีการ ท่านเชิญเข้ามาเท่าไรถ้าเขาไม่แสดงตน ก็ไม่เป็นองค์ประชุม ทุกท่านก็รู้อยู่ว่าองค์ประชุม
ก็ท่านเป็นคนเขียนข้อบังคับ แล้วทําไม ไม่เขียน
นั่นไม่ใช่ข้อบังคับนะครับ อยู่ที่กําหนดครับ สภาสามารถกําหนดได้นะครับ ท่านประธานครับ ข้อบังคับไม่มี
ก็ไม่ได้เขียนไว้นี่ครับ จึงไม่มีครับ
ให้ที่ประชุมกําหนดสิครับ ผมว่าได้ครับ
คือเอาไว้ให้ประธานคนใหม่เข้ามาเถอะ อ้าวครบหรือไม่ครบ ผมก็จะเอาแค่นี้ละครับ วิ่งมาช่วยเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับท่าน ส.ว. เชิญครับ ผมจะรอสักหน่อยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนเสร็จแล้วนะครับ เสร็จหรือยังครับ คือผมกําลังถามครับ พอแล้วครับ ผมเอาแค่นี้ครับ ปิดการแสดงตนครับ ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ก็ขอขอบคุณความร่วมมือจากพรรคเพื่อไทย เฉพาะคนที่เสียบบัตรนะครับ คนที่ไม่เสียบบัตร ผมไม่แสดงความขอบคุณนะครับ ต่อไปผมจะถามมตินะครับ ท่านผู้ใด เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนชาติจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือทางด้านทะเล โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีจากจังหวัดฉะเชิงเทราใช้สิทธิ หรือยังครับ ใช้แล้วนะครับ งดใช้สิทธิแล้วนะครับ โปรดส่งผลมา มีท่านสมาชิก อยู่ในห้องประชุม ๓๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบกับบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการ ทางมหาสมุทรแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือทางด้านทะเล
ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๘. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร ไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญรัฐมนตรีแถลงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้ทั้ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์นั้นติดประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กระผมนําบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร เพื่อมานําเสนอต่อที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ บันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรนั้นผมอยากจะสรุปสาระสําคัญย่อ ๆ ให้ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้รับทราบดังต่อไปนี้
วัตถุประสงค์ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างสมรรถนะและการค้าในด้านการเกษตร และในสาขา ที่เกี่ยวข้องระหว่างคู่ภาคี โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจมีการพิจารณาในอนาคตต่อไป
ขอบเขตความร่วมมือ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีขอบเขตความร่วมมือ เกี่ยวกับทางด้านการเกษตรซึ่งรวมทั้งสัตว์ ประมง และพืช รวมถึงการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร การจัดการและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร การส่งเสริม ความร่วมมือและการประสานกันในองค์การระหว่างประเทศและองค์การระดับภูมิภาค และด้านอื่น ๆ ซึ่งเห็นชอบร่วมกันระหว่างคู่ภาคี
รูปแบบของความร่วมมือ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีความหลากหลาย โดยจะมีการฝึกอบรม การสัมมนา การดูงาน การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย และการวิจัยร่วมด้านการเกษตร รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และ ทางวิชาการเป็นหลัก
การดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจ ก็จะมีการตั้งคณะทํางานร่วมกัน ด้านการเกษตร มีการจัดตั้งขึ้นโดยมีผู้แทนของคู่ภาคีร่วมเป็นคณะทํางานของทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อการดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ซึ่งคณะทํางานจะรับผิดชอบในการ ประเมินผลการดําเนินงานตามโครงการในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ การเสนอข้อเสนอ โครงการเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงในอนาคต รวมทั้งให้คําแนะนําที่เป็นไปได้ในการ แก้ปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ
สําหรับข้อผูกพันทางการเงิน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้แต่ละภาคี จะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของคณะผู้แทนและ เจ้าหน้าที่ของตนเองที่เกิดจากการดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงการ ประชุมคณะทํางานร่วมด้านการเกษตรด้วย ภาคีที่เป็นเจ้าภาพจะอํานวยความสะดวกการ เดินทางภายในประเทศของคณะผู้มาเยือน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเลขานุการและพิธีการ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมในการดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้
การมีผลบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับนับจากวันที่มีการ ลงนามเป็นระยะเวลา ๕ ปีและหลังจากนั้นก็จะขยายอายุโดยอัตโนมัติอีกครั้งละ ๕ ปี แต่อาจจะสิ้นสุดโดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ล่วงหน้า ๓ เดือนก่อนบันทึกความเข้าใจจะสิ้นสุดลง
หากถามว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากบันทึกฉบับนี้ อยากจะเรียนที่ประชุม ให้ทราบว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการที่ประเทศไทยจัดทําบันทึกความเข้าใจกับประเทศ แอฟริกาใต้นั้นมีอยู่ประมาณ ๔-๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการเกษตร โดยประเทศแอฟริกาใต้มีความก้าวหน้าในการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด ส้ม องุ่น ไวน์ (Wine) และผลิตภัณฑ์ประมง ซึ่งประเทศแอฟริกาใต้มีมาตรการ ในการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยคุณภาพของสัตว์น้ําและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ํา ที่ได้มาตรฐาน
ประเด็นที่ ๒ ผลักดันและอํานวยความสะดวกการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้กรอบข้อตกลงเพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาด้านเทคนิคการเกษตร เช่น มาตรฐาน การตรวจสอบและคุณภาพให้ได้มาตรฐานที่เท่าเทียมกัน ส่งผลให้เกิดการลดขั้นตอน และความรวดเร็วในการดําเนินการต่อสินค้าเกษตรนําเข้าของไทยด้วย
ประเด็นที่ ๓ ปกป้องตลาดสินค้าเกษตรและการเกษตร โดยใช้กรอบ ความตกลงในการคุ้มครองสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ในระดับที่เหมาะสม และความมั่นคงทางอาหาร จากการนําเข้าสินค้าเกษตรของประเทศแอฟริกาใต้
ประเด็นที่ ๔ เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาในการจัดทําเอ็มโอยูร่วมกัน ซึ่งเป็นประตูในการสร้าง พันธมิตรด้านการเกษตรไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกา และเป็นการสร้างฐานเสียง สนับสนุนของฝ่ายไทยในเวทีการเจรจาต่าง ๆ ด้วย
ประเด็นที่ ๕ จะเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนด้านการเกษตรและ อุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศแอฟริกาใต้ให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยจะถือว่า เป็นประตูที่สําคัญสําหรับสินค้าเกษตรของประเทศไทยไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค แอฟริกาใต้โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มทั้ง ๑๓ ประเทศได้แก่ ประเทศแองโกลา ประเทศบอตวาน่า ประเทศเลโซโท ประเทศมาลาวี ประเทศมอริเซียส ประเทศโมซัมบิก ประเทศนามิเบีย ประเทศสวาซิแลนด์ ประเทศแทนซาเนีย ประเทศแซมเบีย ประเทศซิมบับเว สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และประเทศเซเชลส์
ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือสาระสรุปสั้น ๆ ที่ได้นําเสนอที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบในโอกาส ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็น ท่านแรก ท่านสุริยา ปันจอร์ เชิญครับ เนื่องจากมีผู้อภิปรายมาก ผมขอลดเวลาให้เหลือ ๘ นาที จาก ๑๐ นาที ลดเวลาลงมาเหลือ ๘ นาที เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเดิมทีนั้น ท่านประธานได้กําหนดว่า ๑๐ นาที แต่ปัจจุบันเนื่องจากว่ามีผู้อภิปรายมากมายก็ขอลด เหลือ ๘ นาที ก็ไม่เป็นปัญหาครับ ท่านประธานครับ ข้อตกลงฉบับนี้เท่าที่ผมได้ศึกษาดูแล้ว น่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยหรือคู่ภาคีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีประชากรไม่น้อย คือมีประชากรประมาณ ๔๗ ล้านกว่าคน แล้วก็ที่น่าสนใจ มากที่สุดก็คือว่าประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่เป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของไทยในทวีปแอฟริกา แล้วก็ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของแอฟริกาใต้ในกลุ่มอาเซียน ท่านประธานครับ แอฟริกาใต้ มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ามากติดอันดับในโซน (Zone) ของทวีปแอฟริกา แล้วก็ที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือว่าประเทศแอฟริกาใต้มีพื้นที่ทางการเกษตร มากพอสมควร ที่สนใจมากไปกว่านั้นก็คือว่า ประเทศแอฟริกาใต้ก็เป็นแหล่งอาหาร เช่นเดียวกัน และที่สําคัญมากที่สุดก็คือว่าผลผลิตทางการเกษตร ก็คือพวกข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย ผลไม้ประเภทต่าง ๆ เช่น องุ่น ผักสด ปศุสัตว์ และสัตว์ปีก เนื้อแกะ นมแพะ ไข่ และขนสัตว์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ ถ้าเราสามารถที่จะตกลงข้อตกลง ตามบันทึกดังที่จะกล่าว
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วง พูดถึงเรื่องของวัตถุประสงค์ ไม่เป็นห่วง เพราะวัตถุประสงค์นี้ชัดเจนมาก ๆ เลย บอกว่าเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการส่งเสริม สมรรถนะและการค้าในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก แต่ที่เป็นห่วง นิดเดียว ขอโทษไม่ใช่เป็นห่วง คืออยากจะขอเสนอแนะในการที่รัฐบาลจะนําเสนอในโอกาสต่อไป ก็คือเรื่องของขอบเขตการใช้บังคับ ขอบเขตการบังคับใช้ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องของทั้ง ๒ ประเทศหรือคู่ภาคี แน่นอนครับ ถ้าจะมาพูดถึงกฎหมายที่ใช้ ในประเทศไทย เราคนไทยย่อมจะทราบอยู่บ้าง แม้จะไม่ปรากฏชัด เนื่องจากว่าอาจจะไม่ได้ ศึกษา แต่ว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคู่ภาคีอันนี้สําคัญมาก เพราะฉะนั้นขอเสนอรัฐบาล ในโอกาสต่อไปถ้าจะทําข้อบันทึกตกลงใด ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะมีข้อกฎหมายประกอบ ซึ่งอาจจะไม่อยู่ในข้อบันทึกก็ได้ แต่ว่าควรจะมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบ ในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา อันนี้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณาครับ
ในเรื่องของขอบเขตของความร่วมมือเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า การเกษตรซึ่งรวมถึงเรื่องของปศุสัตว์ เรื่องของการประมง เรื่องของพืชผัก เหล่านี้ เราประเทศไทยมีทรัพยากรประเภทนี้อย่างล้นเหลือ ถ้าเราสามารถนําเทคโนโลยีจากคู่ภาคี มาประยุกต์ใช้ก็จะเกิดให้การพัฒนาเรื่องของสัตว์ ประมง และพืชได้เป็นอย่างดี ก็เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง
และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องคู่ค้า ในลักษณะที่ผลผลิตของแต่ละ ประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรืออาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่ถ้าเราอาศัยเทคโนโลยี ซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางการค้าอย่างมากมาย ท่านประธานครับ เรื่องวัตถุประสงค์ไม่ติดใจ
สุดท้าย เนื่องจากผมก็ดูเวลาอยู่นะครับ ข้อมูลทางการเกษตรที่ผมได้นําเสนอ แล้ว โดยเฉพาะทางด้านการเกษตรนั้น กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ด้วยเหตุผลว่า ประเทศแอฟริกาใต้นี้มีเทคโนโลยีทางการเกษตรอยู่ในระดับดีและแนวหน้าพอสมควร แต่มีข้อข้องใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ข้อสังเกตที่จะพิจารณาคือตามข้อ ๑๐ ที่ว่าถ้าเกิดมี ข้อพิพาทในระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากการตีความ ตรงนี้ก็เป็นห่วง หรือการดําเนินการตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ให้ระงับโดยฉันท์มิตรด้วยการหารือหรือเจรจาระหว่างคู่กรณี ระหว่างคู่ภาคี ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากจะให้ข้อสังเกตว่า เมื่อผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะเป็นคู่ภาคีหรือไตรภาคีก็แล้วแต่ เมื่อผลประโยชน์ขัดแย้งกันส่วนใหญ่แล้ว มักจะไม่ลงเอยกันง่าย ๆ เพราะฉะนั้นตรงถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เพิ่มข้อความที่สามารถ เข้าใจง่ายแล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นการป้องกันในกรณีที่เกิดการพิพาทแล้ว หาข้อยุติไม่ได้ในอนาคต แทนที่จะเป็นมิตรแต่เมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจ มีปัญหาทางธุรกิจ มีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ต่อกัน แทนที่จะได้มิตร เราอาจจะกลับมาไปได้สิ่งซึ่งเรา ไม่ประสงค์ สิ่งที่เราไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เพิ่มข้อความสักนิดหนึ่ง ในส่วนข้อ ๑๐ ผมขอแสดงความคิดเห็นเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ผมได้อ่านถึงวัตถุประสงค์ อยากจะชี้แจงสักเล็กน้อยว่าวัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจในฉบับนี้ เพื่อส่งเสริม ด้านวิทยาศาสตร์ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี การเสริมสร้างสมรรถนะ และการค้าในด้าน การเกษตร ผมมีข้อท้วงติงสักเล็กน้อยครับ พอพูดถึงการค้าด้านการเกษตรแล้ว เราต้องยอมรับครับว่าหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในข้อที่ ๒ ถ้าท่านรัฐมนตรีจะตามมา จะได้เห็นชัด ๆ ว่าประเทศไทยเราจะมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสหกรณ์ ในนามของราชอาณาจักรไทยเป็นผู้มีอํานาจในการตกลงข้อความต่าง ๆ บันทึกความเข้าใจ ต่าง ๆ แต่ของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เขามีกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง พอมาพูดถึง ด้านการค้า ด้านการเกษตร ผมคิดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงเดียว ไม่มีความรู้ในด้านการค้าขาย ผมว่าเราน่าจะมีกระทรวงพาณิชย์เข้าไปหารือด้วย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเขาดูแลเรื่องป่าไม้ มันจะได้พูดเป็นทีม เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรไทยทําอาชีพ เกษตรกรขาดทุนทุกปีท่านประธาน พูดง่าย ๆ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้หาตลาด ให้กับพี่น้องเกษตรกรเลย พี่น้องเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรขึ้นมาต้องการขายให้ได้ราคา แต่ทุกวันนี้ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ถูกกดราคาโดยตลอด ผมอยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้เห็น ผมไปพูดกับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ท่านประธาน หน่อไม้ฝรั่ง เกรด (Grade) เอ คัดเกรด ขายในประเทศไทยโดยบริษัทญี่ปุ่นมารับซื้อ กิโลกรัมละ ๔๐-๕๐ บาท เกรด เอ เพราะญี่ปุ่นเอาไปทําสเต๊ก (Stack) แล้วก็มีหอมหัวใหญ่ ผัดกับหน่อไม้ฝรั่งทานกับสเต็ก แต่เวลาไปขายในประเทศญี่ปุ่นมันตกกิโลกรัมละ ๑,๐๐๐ บาท กําไรไม่รู้กี่เท่า แต่วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย ถ้าไปบันทึกความเข้าใจแล้วจะไปพูดกับเขาเรื่องการขายสินค้าเกษตร ผมว่าเราจะ ไม่ได้ผล ประเทศที่เขารับรู้จากเราไปหรือเขาไปศึกษาให้ถ่องแท้เขาอาจจะดูถูกประเทศไทย ผมอยากจะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องคุยกับทางรัฐบาลใหม่ครับ ว่าให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมด้วย แล้วการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร วันนี้ประเทศเขาผลิตสินค้าเกษตรได้ มากมายอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ไม่ว่าจะเป็นนม องุ่น ผักชนิดต่าง ๆ แต่เขายังไม่ รู้จักวิธีปลูกข้าว วันนี้เราจะต้องนําเทคโนโลยีในการปลูกข้าว เราไปปลูกในประเทศเขาโดยให้ พ่อค้าคนไทยนี่ละครับไปประกอบกิจการในประเทศแอฟริกา ปลูกข้าวและขายในประเทศ เหล่านั้น รายได้ก็จะนําคืนสู่ประเทศไทย นอกจากนั้นแล้ว ท่านประธานจําได้นะครับ ต้องขอชมเชยสมัยพรรคไทยรักไทย ต้องอ้างถึงสักเล็กน้อยครับ ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านบอกว่าครัวไทยจะต้องกลายเป็นครัวโลก ผลิตผลพืชพันธุ์ทางการเกษตรบ้านเราสามารถ ไปประกอบอาหารแล้วคนทั่วโลกบริโภคได้ เราจะสังเกตครับในประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่ จะมีร้านอาหารไทย ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารจีน ไม่ค่อยมีร้านอาหารแอฟริกา เพราะฉะนั้นถ้าเราไปใช้พืชผักของเขามาประกอบอาหารไทยมันก็จะได้ประโยชน์อีก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องมองให้เป็น โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ ในประเทศทวีปเหล่านั้น นะครับเขาจะมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุ น้ํามัน เพชร พลอย สิ่งต่าง ๆ มีมากมาย เราสามารถใช้ประโยชน์ในสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าเราไปกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กระทรวงเดียว ผมยังมองว่าวิสัยทัศน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นอาจจะ มองไม่ได้รอบด้าน เพราะฉะนั้นการไปทําบันทึกข้อตกลงและความเข้าใจ เราไม่ได้ไปเอา เปรียบเขาแต่เราจะต้องไปเปิดหูปิดตาเพื่อจะนําทรัพยากรธรรมชาติของเขาที่เราสามารถซื้อ เข้ามาหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตร เอามาพัฒนาประเทศนํารายได้เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผมเห็นแล้วว่ายังมีข้อบกพร่อง ท่านประธาน ลองเปิดไปข้อที่ ๘ ของเอกสารฉบับนี้ยังพิมพ์ผิดเลยครับท่านประธาน ข้อที่ ๘ (๑) คู่ภาคีจะ กําหนดข้อผูกพันด้านการเงินของแต่ละภาคีในแต่ละโครงการร่วม อันนี้ไปพิมพ์ว่าโครงการ ความร่วม ท่านประธาน ขนาดพิมพ์เอกสารยังมีข้อบกพร่องเลยแล้วให้สมาชิกรัฐสภา ทั้งรัฐสภาได้อ่าน บังเอิญผมเป็นอ่านละเอียด ถ้าผมปล่อยให้อย่างนี้ผ่านไป เวลาไปตกลงข้อตกลงมันจะไม่ทําความเสียหายให้ประเทศหรือครับ หละหลวมขนาดนี้ ท่านประธานลองอ่านสิครับ ข้อที่ ๘ (๑) ยังพิมพ์ผิดเลย อย่างนี้ไม่ได้นะครับท่านประธาน เวลาเราไปตกลงกับต่างชาติเขา เรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ยังขาดความรอบคอบ แล้วอย่างนี้จะไป มองภาพรวมของประเทศเขา มองทรัพยากรของเขา แลกเปลี่ยนความรู้กับเขา ท่านรัฐมนตรี เห็นไหมครับ เมื่อสักครู่ผมอภิปราย ท่านมัวแต่คุยกับเพื่อนสมาชิก ท่านเห็นไหมครับว่าพิมพ์ผิด ต้องแก้ครับท่านประธาน ผมอยากจะฝากสิ่งเหล่านี้ไว้อย่าทํางานหละหลวมนะครับ แล้วก็ การแปรรูปสินค้าเกษตร ถ้าเราไปอยู่ในประเทศเขา ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ เราสามารถแปรรูป ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของเขา แล้วส่งไปขายทํากําไรได้มากมายครับท่านประธาน วันนี้เรา จะเอาสินค้าเกษตรเปล่า ๆ โดยไม่แปรรูปมันไม่มีมูลค่าเพิ่ม วันนี้อยากจะฝากรัฐบาล ถ้าท่านไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล พวกผมได้กลับมาเป็นรัฐบาล ผมจะหารายได้เข้าประเทศ ให้ได้มากที่สุด ประชาชนจะไม่ต้องเดือดร้อน จะไม่ต้องไปซื้อของแพง วันนี้ไปซื้อหมูครับ ท่านประธาน ไปซื้อไข่ก็แพง เอาละครับท่านประธาน เวลาหมดพอดี ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณสุมล สุตะวิริยะวัฒน์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมที่จะอภิปรายในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็นประเทศ เกษตรกรรม แน่นอนคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้นหัวใจสําคัญของเราอยู่ที่ ด้านการเกษตร เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไปทําความตกลงบันทึกความเข้าใจในเรื่องนี้กับประเทศ แอฟริกาใต้ ดิฉันเห็นด้วยว่าเมื่อเราเป็นประเทศเกษตร เมื่อผลิตภัณฑ์ของเราเหลือกิน เหลือใช้ แน่นอนเราต้องส่งออกเป็นสินค้าออก ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เมื่อเป็นประเทศเกษตรสินค้า ที่ส่งออกเรามุ่งไปในเรื่องของผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตร ทีนี้ในบันทึกความ เข้าใจฉบับนี้มี ๑๑ ข้อ ซึ่งดิฉันสนใจในข้อที่ ๖ เรื่องของรูปแบบของความร่วมมือ ซึ่งดิฉัน เป็นห่วงนิดเดียวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมพร้อม เตรียมคนที่เป็นเกษตรกร ของเราพร้อมแล้วหรือยังที่จะเป็นประเทศคู่ภาคี เพราะทุกวันนี้ดิฉันพูดตรง ๆ ว่าเราจะเห็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมุ่งไปแต่เรื่องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แล้วก็เยียวยาเกษตรกร เมื่อเกิดภัยพิบัติ ดิฉันยังไม่เห็นเลยว่ามิติอื่นที่นอกจากมิตินี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้อะไรแก่เกษตรกร เช่น ในรูปแบบของความร่วมมือ (ค) การพัฒนาการตลาดและการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือ (ง) การศึกษาและการจัดทําโครงการ ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ มิติเหล่านี้ที่เราพร้อมหรือยัง ที่ให้แก่เกษตรกรของเรา เพราะฉะนั้นด้วยสิ่งเหล่านี้ที่ดิฉันเป็นห่วง ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งแน่ แต่เราเตรียมพร้อมไหม เพราะฉะนั้นอยากจะบอกว่าเราไม่อยากที่จะไปทําบันทึกความเข้าใจแล้วเราเสียเปรียบ ต่างชาติ ให้ต่างชาตินี้มาขุด มาขน มาฉกชิงเอาสิ่งที่เรามีมากมายเป็นต้นทุนทางธรรมชาติ ที่ประเทศไทยมีเหลือเฟือมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันต้องการให้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ต้องระวังก็คือว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งดิฉันกังวล ดิฉันยกตัวอย่างว่า พืชเกษตรของบ้านเรานี้ทําไมรสชาติจึงหอมหวานอร่อยกว่าชาติอื่นเขา ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม และแม้กระทั่งชมพู่เพชรแท้ที่บ้านดิฉันเอง ที่หวานกรอบไม่มีที่ไหน ในโลกที่จะปลูกได้ อย่างนี้มันคือภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริงเลย อย่าให้ต่างชาติ มาทําและมาล้วงลึกว่าเทคนิคอย่างนี้มันทําอย่างไร จึงทําให้เรามีแห่งเดียวในโลกแท้ ๆ เลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มารับฟัง ที่ดิฉันได้กล่าวไปถึงความห่วงใย ความกังวล ก็คือว่าท่านไปทําบันทึกความเข้าใจ แต่ต้องระวังในเรื่องของภูมิปัญญา หรือที่ดิฉันเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญา ท้องถิ่น ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเรวัติ สิรินุกุล
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัติ สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร เมื่อกี้ฟังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ท่านได้อธิบาย ก็เลยพอเข้าใจว่าประเทศแอฟริกาใต้นั้นที่เราไปทําบันทึก ความเข้าใจเพื่อที่จะให้การค้าการเกษตรแก่ทั้ง ๒ ประเทศสูงขึ้น แล้วก็เป็นประตูระบาย สินค้าเกษตรไปสู่ทวีปแอฟริกาในประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วก็ยังได้ฟังว่า ประเทศแอฟริกาใต้นี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เพียงแต่ที่จะไปค้า แต่เขาให้มีเทคโนโลยีและความรู้มาก เมื่อเป็นอย่างนี้จริง ๆ ประเทศแอฟริกาอยู่ไกลจากประเทศไทยมากครับ ผมก็เคยไปมา เขาก็พาไป ขออนุญาตเล่าสักนิดหนึ่ง ไปดู เขาบอกว่าสวนสัตว์เปิด อย่างดีเลย ไปนี่ครับ ท่านประธาน สัตว์ต่าง ๆ ไม่มีเลย มีแต่ช้าง ม้า ลิง ธรรมดาอย่างนี้ และเขาทําอะไรรู้ไหมครับ เขาค้าขายครับ ขายหินครับ หินสีต่าง ๆ เป็นแต่ละสี ๆ เขามีมากในประเทศแอฟริกาใต้ ตรงนี้ครับ ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มาดูว่าที่เราจะไปทําความเข้าใจซึ่งมีกันอยู่หลายข้อ ทั้งหมดก็ ๑๑ ข้อด้วยกัน ในสิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการค้า ทีนี้ในด้านการค้าเป็นที่น่าสนใจ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ มีข้อหนึ่งที่เราจะ ไปทําการค้าขายกัน ผมต้องถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน และฝากเป็นข้อสังเกตว่า การค้าจริง ๆ แล้วเราไปค้าขายจะได้ประโยชน์ต่อถึงรากหญ้าหรือถึงพี่น้องประชาชนที่ทํา พืชผลทางการเกษตรหรือไม่ ผมกลัว กลัวในขณะนี้เพราะว่าการค้า บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทํา การค้าการเกษตรเยอะนะครับในประเทศไทย ถ้าอย่างนี้เป็นการเจรจาไปเอาพ่อค้า บริษัทใหญ่ ๆ ไปเจรจาการค้ากัน เสร็จแล้วในช่วงเจรจากันนั้นพอเสร็จ บริษัทยักษ์ใหญ่ ก็กลับมา กลับมาประเทศไทย มากดราคาซื้อ แล้วก็เอาพืชผลต่าง ๆ ทางการเกษตรส่งขาย อีกทีหนึ่ง อย่างนี้มันน่าเป็นห่วงนะครับ นี่หมดเวลาแล้วหรือครับ
ครับผม ท่านมัวแต่บรรยายมากไป
ผมเพิ่งพูด ไปเรื่องเดียวเองท่านประธาน
บรรยายมากไป ขอประทานอภัยครับ ค่อยเอากรอบหลังครับ ต่อไปท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม รองศาตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะมีประเด็นและเป็นข้อสังเกตสําหรับการที่จะลงนาม ว่าด้วยความร่วมมือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ ในด้านการเกษตรในครั้งนี้ว่า ประเทศแอฟริกาใต้นั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางภูมิศาสตร์ ทางเกษตร และเป็นประเทศ กึ่งร้อน ซึ่งประเทศกึ่งร้อนในบ้านเราก็จะอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งลักษณะ สภาพอากาศแล้วก็สภาพการเกษตร โดยเฉพาะทางด้านพืชและสัตว์นั้นค่อนข้างจะใกล้เคียง กับทางภาคเหนือของประเทศไทยนะครับ แต่ส่วนทางประมงหรือทางอื่น ๆ นั้นก็แน่นอน ครับก็คงใกล้เคียงกับการประกอบกิจการประมงของประเทศไทยด้วยนะครับ พืชหลักของ ประเทศแอฟริกาใต้เท่าที่ตรวจสอบแล้วก็คือเรื่องส้ม ซึ่งเป็นการปลูกส้มในลักษณะ กึ่งร้อนของพื้นที่ ของเขตการเกษตรกึ่งร้อน ซึ่งก็คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์กับทางบ้านเรา เช่นเดียวกันนะครับในการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการผลิตส้ม การผลิตองุ่น ซึ่งก็มี สภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกันทั้งทางภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย เพราะฉะนั้น การที่จะร่วมมือกันนะครับ ซึ่งการที่จะร่วมมือส่วนใหญ่เท่าที่ผมได้ตรวจดูในบันทึก ความเข้าใจนี้แล้วนะครับจะเป็นในเรื่องของทางวิชาการเป็นด้านหลัก แต่ผมคิดว่า ความร่วมมือทางวิชาการเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะเกิดประโยชน์ในวงที่อาจจะมีประโยชน์ อยู่ในทางวิชาการ แต่ในทางที่จะส่งเสริมสนับสนุนหรือเปิดโอกาสให้มีความร่วมมือ ที่กว้างขวางขึ้นในเชิงที่จะเป็นประโยชน์ทางการค้าหรือทางธุรกิจในอนาคตนั้นผมห่วงใย อยู่ว่าเราจะเน้นทางวิชาการมากไปหรือไม่นะครับ หรือว่าในเบื้องต้นต้องการเช่นนี้ แต่ในลักษณะในโอกาสในระยะยาวอาจจะเปิดโอกาสกว้างขึ้นในความร่วมมือทางด้านอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการค้าขาย ในการที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการลงทุน ในภาคอุตสาหกรรมทางการเกษตรร่วมกัน ก็อยากจะฝากข้อสังเกตเป็นเบื้องต้นเอาไว้ครับ
อีกประการหนึ่ง ในประเทศแอฟริกาใต้นั้นเท่าที่ตรวจสอบดูในข้อมูล ทางวิชาการแล้ว พบว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ได้ค่อนข้างดี และที่เขาจําเป็นต้องทําเช่นนั้นเพราะว่าสาธารณรัฐแอฟริกาใต้นั้นได้มีการส่ง ผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรเข้าไปยังตลาดร่วมยุโรป หรืออียู (EU) ค่อนข้างจะมาก เป็นประเทศที่มีการผลิตทางเกษตรที่สินค้าและผลผลิตจํานวนมากได้ไปที่ตลาดที่ปลายทาง ที่อียู เพราะฉะนั้นเขาคงมีการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรค่อนข้างจะดี ซึ่งก็คง จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการที่จะร่วมมือทางวิชาการทางด้านการเกษตรในการที่ เราจะศึกษาเรียนรู้และอาจจะเอาประสบการณ์ของแอฟริกาใต้มาเป็นประโยชน์ในการ พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรของบ้านเรา ซึ่งเรามีตลาดใหญ่อยู่ที่อียูด้วย ก็คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยน ซึ่งอยากจะให้ทางนักวิชาการ จากประเทศไทยที่จะเข้าไปร่วมในโครงการนี้ได้มีการศึกษาในเรื่องของการพัฒนามาตรฐาน อุตสาหกรรมเกษตรซึ่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะที่เขาส่ง เข้าไปในอียู ให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของบ้านเรา เพราะว่าจุดหมายปลายทางค่อนข้างจะไปในที่เดียวกันนะครับ
ประการต่อไป ก็คืออยากจะพูดถึงเรื่องประเทศไทยบ้างว่าเราได้โอกาส อะไรบ้างจากความร่วมมือในครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาเรียนให้ทราบว่าเราอาจจะได้ โอกาสในหลาย ๆ ด้านนะครับ แต่ด้านที่ผมอยากจะขอให้มีความชัดเจนก็คือโอกาสในการ ที่ประเทศไทยหรือนักลงทุนจากประเทศไทยจะไปลงทุนด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรม เกษตรในประเทศแอฟริกาใต้ เพราะประเทศแอฟริกาใต้นั้นยังมีพื้นที่อีกมากมายและมี แรงงานที่เชื่อว่าคงจะไม่สูงนัก แล้วก็อาจจะมีความรู้ในระดับหนึ่งที่บางครั้งอาจจะ ไม่จําเป็นต้องใช้ความรู้จากประเทศไทยไป แต่ใช้ความรู้ที่มีอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้เอง เพราะประเทศแอฟริกาใต้นั้นมีนักวิทยาศาสตร์ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเนื่องจากเป็นประเทศใน เครือจักรภพจะมีนักวิชาการที่มาจากประเทศในเครือจักรภพ โดยเฉพาะชาวผิวขาวที่อยู่ใน ประเทศแอฟริกาใต้เป็นนักวิทยาศาสตร์ในระดับแนวหน้าอยู่ โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ ทางเกษตร ผมเองอยู่ในวงการวิชาการทางด้านการเกษตรก็ได้มีโอกาสรับรู้รับทราบจาก วารสาร จากการค้นคว้าวิจัยที่ติดตามข่าวคราวความก้าวหน้าทางวิชาการทางการเกษตรอยู่ ก็พบว่ามีการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัยในอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศแอฟริกาใต้ค่อนข้าง จะมีความก้าวหน้ามาก ทั้งการวิจัยที่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรทางด้านพืชก็ตาม ทางด้านสัตว์ ทางด้านประมงก็ตามนะครับ ก็อยากจะฝากเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าอาจจะได้มีการศึกษาค้นคว้า แล้วก็สามารถที่จะวิเคราะห์ สังเคราะห์การค้นคว้าวิจัยของประเทศแอฟริกาใต้ที่เกี่ยวข้อง กับทางเกษตร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรให้มาเป็นประโยชน์ แล้วก็สามารถที่จะ วิเคราะห์ สังเคราะห์การค้นคว้าวิจัยของประเทศแอฟริกาใต้ที่เกี่ยวข้องทางเกษตรโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมการเกษตรให้มาเป็นประโยชน์ แล้วก็หากมีนักลงทุนจากประเทศไทยไปลงทุน ทางด้านนี้ในประเทศแอฟริกาใต้แล้ว ทําอย่างไรถึงจะให้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในประเทศ แอฟริกาใต้เองนั้นจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนทางเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจาก ประเทศไทย ซึ่งเราไม่จําเป็นที่จะต้องไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมใช้นักวิชาการที่เราจะ แลกเปลี่ยนกันไปเจาะดูว่ามันมีอะไรที่เป็นข้อมูลและเป็นความรู้อยู่แล้วในประเทศนั้น และหากนักลงทุนจากประเทศไทยจะไปลงทุนด้านเกษตรหรืออุตสาหกรรมเกษตรแล้ว เราสามารถดําเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องไปศึกษาค้นคว้าวิจัยหรือจะศึกษาค้นคว้าวิจัย แต่ก็ไปต่อยอดได้เลยโดยไม่ต้องไปนับหนึ่งกันใหม่เพราะมีความรู้อยู่มากมายในเรื่อง การเกษตรในประเทศแอฟริกาใต้ ที่สําคัญอีกประการหนึ่ง หากจะต้องมีความร่วมมือกันแล้ว นอกจากเราจะร่วมมือกันทางวิชาการเป็นเบื้องต้นก็ตาม แต่เมื่อเราต้องการจะพัฒนาต่อยอด เพิ่มเติมไป เราคงจะต้องให้นักวิชาการของเราที่จะไปร่วมมือในเบื้องต้นได้ไปศึกษาถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อกําหนดต่าง ๆ ว่าด้วยสิทธิประโยชน์ ว่าด้วยข้อจํากัด ว่าด้วยข้อหวงห้าม ซึ่งเราจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นว่าหากนักลงทุนจากประเทศไทยจะไปลงทุน ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศแอฟริกาใต้แล้วมีอะไรบ้างที่เป็นข้อ กฎหมาย เป็นข้อจํากัด เป็นข้อที่จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนจากบ้านเราสามารถไปดําเนินการได้ โดยสามารถที่จะฟันฝ่าข้อจํากัดเหล่านั้นไปได้หรือหากมีข้อจํากัดที่เราไม่สามารถที่จะฟันฝ่า ไปได้ในเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ ทําอย่างไรเราจะสามารถเจรจาและหาข้อตกลงเพื่อจะ เกิดประโยชน์ต่อนักลงทุนของประเทศไทยที่จะไปลงทุนในประเทศแอฟริกาใต้ในอนาคต ในทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรครับก็อยากจะขอฝากท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปนะครับ
เชิญคุณสมคิด บาลไธสง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยการร่วมมือทางการเกษตร กระผมฟังหลายท่านได้อภิปรายมา ก็รู้สึกอยากแสดงความคิดเห็น ในด้านความร่วมมือทางการเกษตรนี้ในทวีปแอฟริกา ไม่ใช่เฉพาะประเทศแอฟริกาใต้นะครับ ถ้าเราจะทําข้อตกลงร่วมมือกันทางการเกษตร กับประเทศแอฟริกาใต้ เราน่าจะเอาประเทศแอฟริกาต้าซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่สําคัญ ประเทศหนึ่งของทวีปแอฟริกา เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าทางการเกษตรซึ่งเรามีสินค้า การเกษตร ไม่ว่าข้าว ไม่ว่ายางพารา หรืออะไรต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ เป็นศูนย์กลางเพื่อจะ กระจายสินค้าด้วยนะครับ โดยเฉพาะข้ออื่น ๆ ที่ท่านว่า รูปแบบนะครับ ตามรูปแบบข้อที่ ๖ ข้ออื่น ๆ นะครับ ให้เราไปเสนอเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยครับเพื่อเราจะนําสินค้า การเกษตรของไทยไม่ว่าผลไม้ ไม่ว่าข้าว ไม่ว่ายางพารา ไม่ว่าอ้อย น้ําตาล อะไรพวกนี้ เพื่อจะกระจายสินค้าในทวีปแอฟริกาด้วย เพราะฉะนั้นเราจะได้ขยายตลาดการค้า ทางการเกษตรของเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อันนี้ก็ขอฝากไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อได้ไปทําความเข้าใจซึ่งมีรายละเอียดลึกขึ้นกว่านี้นะครับ โดยเฉพาะผมอยากเสนอแนะด้านการเกษตร ด้านพืช นอกจากเรามีศูนย์กระจายสินค้าแล้ว เราคิดอย่างไรว่าเราจะเอาพืชของพวกเราไปกระจายพันธุ์เลยนะครับ สมมุติยางพารา ทวีปแอฟริกาอยู่เส้นเดียวกันกับประเทศไทยตรงไหน เราน่าจะเอาพันธุ์ของเราไปกระจาย เช่น ยางพารา แต่ก่อนว่าภาคอีสานปลูกไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทําไมปลูกได้ เราน่าจะไปแลกเปลี่ยน แทนที่เราจะมาไถต้นไม้ของประเทศไทยเราหมดเหมือนกับเกิดเหตุการณ์ที่ภาคใต้ เพราะว่าเราก็ทําลายป่าเราก็ต้องยอมรับอีกส่วนหนึ่งว่า เวลาฝนตกมามาก ๆ แล้วเวลา มันพังลงมาดินไม่มีที่อุ้มน้ํา มันก็พัง บ้านเราก็ได้รับอันตราย ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิดนี้ว่า เอาทวีปแอฟริกาเป็นศูนย์กลางทางการเกษตร ทางพืช เอานักอุตสาหกรรมทางการเกษตร เราไปอย่างที่หลายท่านว่าไปนี้นะครับ เอาไปทดสอบ เอาไปแลกเปลี่ยนทางวิชาการเรื่อง ยางพารา เรื่องข้าว อย่างท่านสุรพงษ์ว่าไปแล้ว เราทําอย่างไรจะส่งออกแรงงานในการทํานา ไปทําที่ทวีปแอฟริกา โดยให้ทวีปแอฟริกาเป็นศูนย์กลาง ผมดูในวีซีดี (VCD) หรืออะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทวีปแอฟริกา ผมเห็นบางประเทศมันกว้างเหลือเกิน กว้างใหญ่ไพศาล เป็นทุ่งหญ้า ทําอย่างไรถึงจะทําให้เป็นทุ่งเกษตรได้ ทุ่งสําหรับปลูกข้าวของเราแทนที่เราจะขนข้าว เราเอาชาวนาเราไปอย่างที่ท่านสุรพงษ์ว่า ไปทํานาอยู่ที่ทวีปแอฟริกาเลย เอานักลงทุน หรือผู้มีทุน นายทุนทั้งหลายเกี่ยวกับการทําการเกษตรเรื่องนาข้าว เอาไปเลยไปลงทุน ที่นั่นเราหาเงินเข้ามาในประเทศ อันนี้ก็เพียงยกตัวอย่างนะครับมันก็มีพืชหลายตัว ที่ประเทศไทยเรามี ผลไม้มีปัญหาเหลือเกินทุกปี ไม่ว่าลองกอง ไม่ว่าเงาะ ทุเรียน มังคุด อย่างนี้ เราทําอย่างไรถึงจะให้ทวีปแอฟริกาเป็นศูนย์กลางการตลาดกระจายสินค้า ทางการเกษตรอย่างนี้นะครับ เรื่องสัตว์ก็เหมือนกัน ประเทศไทยเราก็เป็นประเทศหนึ่ง ในการเลี้ยงสัตว์เก่งมาก เราดูทวีปแอฟริกาในรายการต่าง ๆ ส่องโลก ส่องอะไรต่าง ๆ มีสัตว์ หลายพันธุ์เหลือเกิน เราจะแลกเปลี่ยนในการไปพัฒนาพันธุ์สัตว์ที่เขามีอยู่ตามทุ่งหญ้า อยู่แล้ว เอานักเกษตรกรรมไทยเราไปแลกเปลี่ยน ไปวิจัยกัน สัตว์บางชนิดก็อาจจะ สูญพันธุ์ไปแล้ว บางชนิดก็มีมากเหลือเกินตามที่เราดู ถ้าเราไปเอาสัตว์พวกนั้น ไปขออนุญาต หรือแลกเปลี่ยนกันแล้วก็มาผลิตพันธุ์เป็นสัตว์เพื่อการค้าอย่างนี้ครับ แทนที่จะให้มันมีทั่วไป อยู่ปกติ อันนั้นก็เป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ แต่เรื่องที่เรานําวัวป่า ควายป่า อย่างที่ทวีปแอฟริกาเราเอามาปรับปรุงพันธุ์ใหม่แลกเปลี่ยนกัน โดยทําให้เป็นอุตสาหกรรม ก็จะได้รับผลดี ประเทศไทยเราก็จะได้มีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ ไม่ว่าสัตว์ หรือหนังสัตว์โดยที่มันถูกต้อง โดยที่เราไม่เอาธรรมชาติของเขามา แต่เราไปเอาพันธุ์สัตว์ ที่นั่นมาพัฒนา เรื่องประมงก็เหมือนกัน เรื่องประมงบริษัทเอกชนของเราก็อย่างซีพี (CP) พวกนี้นะครับ แทนที่เราจะผลิตอยู่แต่ในประเทศเราเราไปทําที่โน่นเลย เพราะว่าความรู้ นักวิชาการทางเอกชนเขาก็เก่งอยู่แล้ว ไปเลี้ยงปลานิล ปลาอะไรอยู่ทวีปแอฟริกาดีไหม เราก็เอาคนงานของเราไปทํางานที่ต่างประเทศเลย จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางการเกษตร ได้เป็นอย่างดี แทนที่เราจะขนไปเราก็ไปเลี้ยงที่นั่นเลยนะครับ อันนี้ก็อยากฝากไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับเพื่อเราจะได้นําความรู้ต่าง ๆ ที่กระผมได้ว่ามานี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกันอย่างแท้จริง แล้วก็คนไทยเราก็จะมีงานทํา แล้วก็อย่างที่ ท่านสุรพงษ์พูดไปผมก็อยากเสริมอีก เมื่อเรามีพวกนี้อยู่ในทวีปแอฟริกา บางทีเราก็ ไม่จําเป็นต้องขนไปนะครับ เกษตรบ้านเราบางทีมีพื้นที่มากอยู่แล้วในทวีปแอฟริกา แทนที่จะ เอาแต่ประเทศแอฟริกาใต้เราก็เอาประเทศแอฟริกาใต้เป็นแค่ศูนย์รวมแต่เราจะกระจายไป ทั่วทวีปแอฟริกาซึ่งมีที่กว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเราทําไปได้อีก นอกจากนั้นก็ยังมีพวกพืชต่าง ๆ ที่เขามีอยู่แล้วอย่างเช่น องุ่น อย่างที่ทวีปแอฟริกาก็เป็นที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งเหมือนกันในการ ผลิต เราก็อาจจะนํามาแลกเปลี่ยนหรือเราอาจจะเอานักอุตสาหกรรมของเราไปทํา แทนที่เราจะขนมาจากที่นั่นสด ๆ เราอาจจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วส่งเข้ามาประเทศไทย ของเราอีกทอดหนึ่งนะครับ อันนี้ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นสนับสนุนรัฐบาลในการทําบันทึก ความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในฉบับนี้ที่นําสู่การประชุมของรัฐสภาในวันนี้ ทีนี้ก็คงจะมีอยู่ ๒-๓ ประเด็น ที่อยากจะตั้ง เป็นข้อสังเกต
ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของความพร้อม ผมเข้าใจว่าในเรื่องของการเกษตรนั้น ขณะนี้ถ้าเทียบความพร้อมทางด้านความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าในบางประเด็น ประเทศไทยมีความรู้ความเชี่ยวชาญไม่แพ้ประเทศแอฟริกาใต้ ในขณะเดียวกันมีหลาย ๆ ประเด็นที่เราน่าจะได้เรียนรู้จากประเทศอาฟริกาใต้ในการที่จะเข้ามาเป็นในลักษณะของ ความร่วมมือ ทีนี้ประเด็นปัญหาข้อสังเกตที่เห็นก็คือในเรื่องขอบเขตของความร่วมมือ ได้ฟังท่านรัฐมนตรีท่านชี้แจงว่าขณะนี้จริง ๆ แล้วมันมีประเด็น ก็คือในเรื่องของการตรวจสอบ สินค้า เรื่องของมาตรฐานที่ยังมีปัญหาแก่กัน ซึ่งพยายามจะดูในข้อที่ ๔ เรื่องขอบเขตก็ดี ในข้อที่ ๖ เรื่องรูปแบบของความร่วมมือก็ดี ทั้ง ๒ ส่วนนี้ บังเอิญคําว่า มาตรฐานการตรวจสอบ ต่าง ๆ นี้มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ก็เลยมีความสงสัยว่าที่จริงแล้วประเด็นปัญหาขณะนี้ ประเด็นความสนใจหรือว่าเรื่องที่จะทําอะไรก่อนหลังนี้มันก็คือเรื่องของการตรวจสอบ เรื่องของมาตรฐานสินค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศแอฟริกาใต้ แต่บังเอิญมันไม่อยู่ใน รายละเอียดตรงนี้ ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ นอกจากนี้แล้วก็มี ประเด็นที่อยากจะได้กล่าวถึงก็คือเรื่องความสนใจ ผมคิดว่าขณะนี้ทางรัฐบาลน่าจะมีโจทย์ อยู่ในใจว่าภายใต้ความตกลงฉบับนี้เราจะทําอะไรก่อนหลัง สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งทางรัฐบาลก็น่าจะได้เปิดเผย เพื่อที่จะให้ทางหน่วยราชการด้วยกันซึ่งอาจจะได้รับรู้ รับทราบแล้วก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งที่ยังไม่รับรู้รับทราบก็คือเรื่องของภาคเอกชน ถ้าได้มีการ เปิดเผยไปมันก็อาจจะมีประเด็นที่จะนําไปสู่ความตกลงในรายละเอียดในอนาคตได้ ที่จะได้ ข้อมูลหรือว่ารายละเอียดจากภาคเอกชน ฉะนั้นก็ขออนุญาตฝากท่านว่าในเบื้องต้นนี้ถ้าจะ จัดลําดับก่อนหลังของความร่วมมือแล้ว ก็น่าจะได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้กับ ประชาชนได้ทราบ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นข้อกังวล ก็คือเรื่องของการกีดกันทางการค้า ในฐานะที่ประเทศแอฟริกากับประเทศไทยนี้ก็เป็นประเทศเกษตรด้วยกัน มีสินค้าเกษตร หลาย ๆ อย่างที่เราจะเข้าไปสู่ประเทศแอฟริกาใต้ได้ แล้วไม่ใช่เฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ นะครับ จะเป็นจุดที่จะขยายกระจายไปสู่ทวีปแอฟริกาได้ทั้งหมด เนื่องจากว่า ประเทศแอฟริกาใต้นี้มีพันธมิตร ก็คือประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกาด้วยกันก็เป็นพันธมิตร ทางการค้าอยู่ ฉะนั้นความสําคัญของประเทศแอฟริกาใต้นี้จึงมีมาก ก็น่าจะได้มีการดูให้ กว้างขวาง นอกจากเรื่องของความร่วมมือทางการเกษตรแล้ว มันเกี่ยวข้องกับการค้าขายด้วย ก็อยากจะให้ได้มองไปถึงเรื่องของประเด็นการกีดกันทางการค้าที่อาจจะพึงมีด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของความร่วมมือ ในบางประเด็นความกังวลก็คือว่า ถ้าเป็นความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เราอยากจะเรียนรู้จากเขา อยากจะขอ ความร่วมมือจากเขา ในทางกลับกันในส่วนที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญแล้ว ถ้าเขาอยากจะ ขอความรู้ ความร่วมมือร่วมใจจากเรา การแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นความกังวลจากที่เราเห็น จากการร่วมมือต่าง ๆ ภายใต้กรอบต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยเคยทํากับรัฐบาลต่างประเทศนั้น ความกังวลก็คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ตรงนั้น ไม่แน่ใจว่าเราจะได้รับ ด้วยความจริงใจ ด้วยข้อมูลที่เขาเรียกว่าเป็นสุดยอด เป็นที่สุดของข้อมูลนั้นหรือเปล่า ที่เป็นองค์ความรู้ ในทํานองเดียวกันสิ่งที่เขาหวังจากเราก็คือองค์ความรู้ในสิ่งที่เรารู้ เราจะให้เขาได้อย่างไร เมื่อให้ไปแล้วมันจะเป็นปัญหากลับมาสู่การเป็นคู่แข่งทางการค้า หรือเปล่า อันนี้เป็นข้อกังวล
ประเด็นสุดท้าย คืออยากจะให้มองไปถึงในเรื่องของการขยายความร่วมมือ ไปสู่ภาคเอกชน มีหลายท่านได้พูดถึงแล้วว่าเอกชนของเราในเรื่องสินค้าการเกษตรบางตัว เราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วยประเทศหนึ่ง ฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะขยายเข้าไปสู่ประเทศ แอฟริกาใต้หรือว่าประเทศอื่นที่ประเทศแอฟริกาใต้มีพันธมิตรอยู่ก็น่าจะเกิดประโยชน์ ก็อยากจะให้มีการขยายความร่วมมือนอกจากกรอบระหว่างรัฐต่อรัฐแล้ว อยากให้มีการ ขยายไปสู่เอกชน เอกชนของทั้ง ๒ ประเทศ ที่จะได้มีความร่วมมือกันต่อไปด้วย เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านบรรพต ต้นธีรวงศ์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาสภาที่เคารพครับ ผม บรรพต ต้นธีรวงศ์ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ข้อตกลงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือ ทางด้านการเกษตร ซึ่งก็มีสมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นให้ข้อห่วงกังวลอะไรต่าง ๆ ไปแล้ว กระผมก็อดที่จะมีส่วนร่วมที่แสดงความคิดเห็นตรงนี้ในบริบทของสุขภาพอนามัย ของประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับคนไทยไม่ได้นะครับ ในกรอบ ข้อตกลงที่กําลังจะไปทํากับประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างรัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ก็จะมีเรื่องหลายเรื่องที่สําคัญ ๆ เกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกันด้านการเกษตร โครงการพัฒนาการเกษตรร่วมกัน รวมทั้งการสนับสนุนการพัฒนาการเกษตร ในทั้ง ๒ ประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีขอบเขตความร่วมมือ เช่น เรื่องการเกษตร ซึ่งก็คือเรื่องสัตว์ ประมง และพืช เรื่องการส่งเสริมสินค้าการเกษตรและด้านอื่น ๆ ซึ่งผมจะ ไม่ขอเอ่ยทั้งหมดนะครับ ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแล้วก็แสดงความเป็นห่วงกังวลก็คือ ในเรื่องของรูปแบบความร่วมมือของทั้ง ๒ ประเทศ ในอดีตที่ผ่านมาเรามักจะหลงอยู่ในวังวน ของความภาคภูมิใจว่าเราเป็นครัวโลก แต่ในขณะเดียวกันทางด้านสุขภาพอนามัย ด้านสาธารณสุข ก็ยังปรากฏว่ามีเด็ก ผู้สูงอายุ ที่ยังเป็นโรคขาดสารอาหารที่ยังอยู่ตาม ชายขอบของประเทศ หรือในดินแดนที่ทุรกันดารเป็นอันมาก ถึงแม้ว่าในระยะหลัง ๆ นี้ ได้มีการสนใจที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ไปบ้างแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามครับ การที่เราไปหลงคิดว่า เราเหมาะสมที่จะเป็นครัวโลกโดยไม่ได้หันมามองข้างหลังว่าประชากรของเรานั้นเป็นอย่างไร มีสุขภาพอนามัยเป็นอย่างไรบ้าง ได้รับการกระจายอาหาร ก็คือเรื่องสินค้าการเกษตร ไปได้ทั่วถึงมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นในการที่เราใช้แนวความคิดนี้เพื่อที่จะไปตกลง กับประเทศอื่นในการที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรหรืออะไรก็ตาม หรือความร่วมมือ ทางวิชาการต่าง ๆ ก็ตาม กระผมคิดว่าเราต้องมองข้างหลังเราด้วยนะครับ และใช้ข้อตกลง แต่อยากจะให้ข้อคิดว่าควรจะมองเหลียวหลังในกลุ่มประชากรของประเทศเราที่ขาดโอกาส นะครับ ที่อยู่ในชนบทห่างไกล เพราะมิฉะนั้นแล้ววาทกรรมที่บอกว่าประเทศไทย เป็นครัวโลก มันก็เป็นเพียงวาทกรรมครับ แต่จริง ๆ แล้วมันซ่อนด้วยโศกนาฏกรรม ที่เกิดขึ้นกับคนของเราตามชายขอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดีนะครับสําหรับผู้ที่จะ เข้ามาดูแลนโยบายทางด้านนี้ ผมจึงเสนออย่างนี้ว่าในการที่จะแลกเปลี่ยนสินค้า หรือในการที่จะแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ขอให้คํานึงถึง ไม่ใช่เรื่องการตลาดเพื่อกําไรอย่างเดียว ขอให้คํานึงถึงการตลาดเพื่อสังคมด้วย ที่เขาเรียกว่า โซเชียล มาร์เก็ตติ้ง (Social Marketing) ด้วย ขออนุญาท่านประธานครับ ฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะผมคิดว่าตรงนี้มันน่าจะอยู่ใน บันทึกความร่วมมือระหว่างกันและกัน เพราะประเทศแอฟริกาใต้เดิมทีก็เป็นประเทศ ที่ด้อยพัฒนา มีเด็ก มีประชากรที่เป็นโรคขาดสารอาหารจํานวนไม่น้อย เราอาจจะผ่านยุค วิกฤติในช่วงนั้นมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตินั้นมันผ่านพ้นไปครับ ปัจจุบันนี้ก็ยังมี เด็กขาดสารอาหาร ขาดโอกาสที่จะได้รับอาหาร ทั้ง ๆ ที่บอกว่าเราเป็นประเทศที่ผลิตผล การเกษตรในอันดับชั้นนําของโลก แต่ก็ยังมีเด็กที่ขาดสารอาหารในประเทศของเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงอยากจะเสนอภายใต้ระยะเวลาอันจํากัดว่า รูปแบบของความร่วมมือ อื่น ๆ ที่กําหนดไว้ในข้อที่ ๖ (๑) และ (ฌ) รูปแบบความร่วมมืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาในสาขาการเกษตรทั้ง ๒ ประเทศ โดยคู่ภาคีเห็นชอบ ร่วมกัน ควรจะมีโครงการแก้ปัญหาโดยการเน้นในเรื่องของการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนสารอาหารของประชากรทั้ง ๒ ประเทศด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่ในเรื่องการ แลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อที่จะเอากําไรกันอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องของความร่วมมือทางด้าน การเกษตรเพื่อกําไรหรือที่เรียกว่าเป็นลักษณะของคอมเมอร์เซียล (Commercial) มาร์เก็ตติ้ง เป็นการตลาดเพื่อจะได้กําไร แต่ว่าจะต้องเป็นการตลาดเพื่อสังคมด้วย ทําอย่างไรครับ ความร่วมมือตรงนี้โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราตั้งหลักตรงนี้แล้วผมคิดว่า นักวิชาการเขาสามารถที่จะคิดโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชากรทั้ง ๒ ประเทศนี้ ได้อย่างมหาศาลครับ มิฉะนั้นแล้วถ้าไม่สนใจในเรื่องนี้ผมคิดว่าคนที่เกี่ยวข้องกับบันทึก ความร่วมมือนี้เมื่อนําไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กําหนดนโยบายอาจจะต้องถูกกล่าวหา นะครับว่าท่านกําลังสร้างความรุนแรงเชิงโครงสร้างให้กับประชากรทั้ง ๒ ประเทศ เพราะไปมุ่ง แต่เรื่องของการค้ากําไร เรื่องสินค้าเกษตรร่วมกัน โดยมิได้สนใจมาเหลียวมองข้างหลังเลยว่า ประชากรของทั้ง ๒ ประเทศนั้นยังอดอยาก ยังขาดแคลนสารอาหารอยู่ ยังเป็นโรค ขาดสารอาหารในระดับต่าง ๆ อยู่ จึงขอฝากในเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในประเด็นนี้ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
ผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือทางด้านเกษตร ผมอ่านร่างบันทึก ความเข้าใจฉบับนี้แล้ว มีความเห็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ครับ
ประการแรก พวกเราคงทราบดีว่าที่มาที่ไปของบันทึกฉบับนี้นั้นก็เนื่องด้วย ทั้ง ๒ ประเทศมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะในเรื่องของการเกษตรแล้วก็พัฒนาเรื่องการค้า ด้านการเกษตร ทีนี้เมื่อวัตถุประสงค์ได้เขียนไว้อย่างนี้นั้นก็หมายความว่าเอ็มโอยูฉบับนี้นั้น ไม่ได้มุ่งประสงค์ในการที่จะพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีด้านการเกษตรหรือผลิตผล ด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งในการที่จะพัฒนาการค้าเกี่ยวกับการเกษตรของ ทั้ง ๒ ประเทศด้วย ทีนี้รูปแบบขอบเขตของการใช้บังคับ ซึ่งมีการเขียนอยู่ในข้อที่ ๓ ของเอ็มโอยูฉบับนี้นั้น เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ เขียนไว้ว่า หน่วยงานที่มีอํานาจ จะพยายามสนับสนุนและจัดสิ่งอํานวยความสะดวกในการดําเนินการโครงการร่วมมือ ด้านพัฒนาการเกษตรภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ ประเด็นสําคัญอยู่ตรงนี้ ท่านประธานครับ เช่นเดียวกับเอ็มโอยูฉบับเมื่อครู่ ระหว่างไทยกับจีน ซึ่งว่าด้วยความร่วมมือ ทางทะเล ก็เขียนให้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ประเด็นที่ผม อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจงก็คือว่า ท่านมั่นใจและเชื่อมั่นแล้วหรือยังว่ากฎหมาย ด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตผลิตผลทางการเกษตร หรือการค้าทางเกษตร ของไทยแข็งแรงพอ ป้องกันตัวเองได้ดีพอแล้วที่จะทําให้ไม่ก่อให้เกิดการเสียเปรียบ หลังจากที่เราไปทําเอ็มโอยูฉบับนี้กับประเทศแอฟริกาใต้ หรือกับประเทศต่าง ๆ ที่เราจะมี การพัฒนาความร่วมมือต่อไปในอนาคต ที่ผมพยายามหยิบประเด็นนี้มาพูดก็คือว่า เราต้องไม่ลืมนะครับว่าเรามีบทเรียนในเรื่องสินค้าการเกษตรที่เราเพลี่ยงพล้ําต่างชาติไปแล้ว อย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือ เรื่องการที่เราถูกประเทศสหรัฐอเมริกาเอาข้าวหอมมะลิไทย ไปจดสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นพันธุ์พืชที่เขาพัฒนาขึ้นมาเอง เรื่องที่ ๒ ก็คือ เรื่องของสมุนไพรเปล้าน้อย ท่านรัฐมนตรีคงจําได้ ที่ถูกประเทศญี่ปุ่นเอาไปจดสิทธิบัตร ว่าเป็นสายพันธุ์ของประเทศเขา แล้วพัฒนาไปสู่สินค้าการเกษตรอีกต่าง ๆ มากมาย เยอะแยะ ทําให้เกิดการสูญเสียของประเทศไทย แล้วก็ต้องเป็นคดีความกัน เสียสิทธิในเรื่อง ของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เสียสิทธิในเรื่องของพันธุ์พืชไม่พอ ต้องเสียสตางค์ไปจ้าง ทนายความ เป็นความฟ้องร้องกันอยู่นะครับ จนกระทั่งบัดนี้ทั้ง ๒ เรื่องก็ยังไม่รู้ว่าที่สุด ประเทศไทยเราจะทวงสิทธิตรงนั้นคืนมาได้หรือเปล่า ผมไม่อยากให้เรามีบทเรียนเป็น บทเรียนที่ ๓ ในเรื่องความร่วมมือเกี่ยวกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะสิทธิในเรื่องของ พันธุ์พืช เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะย้ําก็คือว่า เมื่อเราเขียนเอ็มโอยูให้อยู่ภายใต้กฎหมาย ของแต่ละประเทศ ทบทวนตรวจสอบตัวเองรอบคอบเรียบร้อยแล้วหรือยังครับว่า กฎหมาย ภายในประเทศนั้นคุ้มครองคนไทยเกษตรกรไทยดีพอก่อนที่เราจะก้าวไปจับมือ กับคนต่างชาติให้เขามาวิจัยงานเกษตรบ้านเรา แล้วที่สุดผลการวิจัยนั้นออกมาเป็นลิขสิทธิ์ หรือเป็นสิทธิของใคร นี่คือประเด็นซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไป เพราะเอ็มโอยูฉบับนี้ก็ไม่ได้พูดถึง
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ในข้อที่ ๔ ได้พูดถึงขอบเขต ความร่วมมือซึ่งมีอยู่ ๕ ข้อ ข้อสําคัญคือการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร การจัดการและ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางด้านการเกษตร แล้วก็มีการส่งเสริมความ ร่วมมือและประสานงานในองค์กรระหว่างประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรี และให้ท่านรัฐมนตรีระมัดระวังไว้ก็คือว่า ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ในวงการเกษตรบ้านเรา ก็คือว่ามีเกษตรข้ามชาติเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยไม่ต้องทําเอ็มโอยู เลยครับ ท่านรัฐมนตรีคงได้ยินคําว่า ฟาร์มิ่ง คอนแท็คท์ (Farming contact) เกิดขึ้น ในประเทศไทย มีการทําสัญญาว่าจ้างเกษตรกรให้เพาะปลูกพืชไร่ตามที่ชาวต่างชาติต้องการ ผูกสัญญาไว้เรียบร้อย อาศัยผืนดินของประเทศไทย อาศัยแรงงานเกษตรกรไทยเป็นแหล่งผลิต แล้วส่งผลผลิตกลับไปยังประเทศผู้ว่าจ้าง ต่าง ๆ เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรา ไม่รู้จักการที่จะสร้างเกราะป้องกันตัวอง นั่นคือพัฒนาการซึ่งมันเกิดขึ้นในเชิงของเกษตร ธุรกิจ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือขอบเขตความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านั้นท่านรัฐมนตรี ได้ระมัดระวังสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หรือเปล่าว่าจะไม่ให้เกิดขึ้น เพราะที่สุดแล้วความร่วมมือ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะนํามาซึ่งการพัฒนาซึ่งเกษตรกรไทยให้มีความรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของ เทคโนโลยีมากขึ้น ที่สุดมันอาจจะกลายเป็นผลร้าย พัฒนาไปพัฒนามา เกษตรกรไทย กลายเป็นลูกจ้างต่างชาติทั้งหมดครับ เหมือนกับแรงงานไทยที่พัฒนาไปพัฒนามา ชีวิตเขาก็อยู่แค่ค่าแรงขั้นต่ํา ซึ่งต้องเรียกร้องเป็นรายปีทุกปี นี่คือประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะ กราบเรียน
ประการที่ ๓ ก็คือสิ่งที่เขียนอยู่ในเอ็มโอยูข้อที่ ๙ ท่านประธานครับ เอ็มโอยูข้อที่ ๙ เป็นข้อที่ว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบันทึกความเข้าใจ ในเอ็มโอยูฉบับนี้ก็พูดถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ว่าสามารถกระทําได้ภายใต้ความยินยอม ของคู่ภาคี โดยใช้หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างคู่ภาคีผ่านช่องทางการทูต สิ่งที่เป็นคําถาม ที่อยากจะถามให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยชี้แจงก็คือว่า แล้วก่อนที่จะมีผลใช้บังคับ เอ็มโอยู ฉบับแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตนั้นต้องมาผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาเหมือนกับเอ็มโอยูฉบับแม่ฉบับนี้หรือไม่ เพราะว่าข้อที่ ๙ ท่านไม่ได้เขียน ไว้เป็นเงื่อนไขว่าเมื่อทําเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ผ่านพิธีการทางการทูตแล้ว ก่อนมีผล ใช้บังคับต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทยเสียก่อน นี่คือสิ่งที่ อยากจะให้ท่านชี้แจงนะครับ
ประการสุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ณ วันนี้อย่างน้อย ท่านประธานครับ เราจะเห็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศอย่างน้อย ๒ ฉบับที่เขียนให้ ความผูกพันกับกฎหมายภายในระหว่างประเทศ ผมก็อยากจะกราบเรียนผ่านไปยังเพื่อน สมาชิกในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ที่ผ่านมาเรามัก ให้ความสําคัญในการออกกฎหมายโดยให้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติ ผมอยู่ในสภาแห่งนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภามา ๓ ปี ไม่เคยเห็นคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดไหนเสนอกฎหมายในเชิงของการพัฒนาประเทศ หรือเสนอกฎหมายในเชิง ที่จะยกระดับกฎหมายภายในเพื่อไปรองรับข้อตกลงระหว่างประเทศ อยากเห็นกฎหมาย อย่างนั้นเกิดขึ้นในอนาคตครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ให้กับรัฐสภาได้พิจารณา ท่านประธานครับ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นหนังสือสัญญา แน่นอนครับตามวรรคสอง หลังจากที่ เราให้ความเห็นชอบ แล้วสิ่งที่เป็นบันทึกความเข้าใจที่นําเสนอมาทั้งหมด ๑๑ ข้อ นั่นคือ ข้อตกลงที่ผ่านการเจรจามาเรียบร้อย ความหมายก็คือว่า รัฐสภามีหน้าที่จะอนุมัติและไม่ อนุมัติเท่านั้นเอง ถ้าเห็นว่าบันทึกในแต่ละข้อ รายละเอียดแต่ละประเด็นไม่เป็นประโยชน์ หรือจะทําให้ประเทศชาติ โดยเฉพาะประเทศไทยเราเสียประโยชน์ก็มีอย่างเดียวครับ ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแต่ละท่าน ผมเชื่อว่าไม่สามารถนําไปแก้ไขปรับปรุงได้ ในสิ่งที่เป็นข้อบันทึก เพราะมีข้อตกลงไว้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้เอง ท่านประธานครับ ผมก็เลยต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมมีข้อห่วงใย ในข้อจํากัดที่จะนําสู่การปฏิบัติ เพราะว่าหลังจากที่รัฐสภาอนุมัติปุ๊บท่านก็ไปลงนาม หลังจากลงนาม ท่านก็ให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนตามวรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) ประชาชนเข้าถึงข้อมูลปุ๊บ ท่านก็แสดง เจตนาที่จะผูกพันและบังคับใช้ ๕ ปี และขยายไปเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมห่วงใย ดูจากเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยแท้จริงแล้วเขียนไว้ ชัดเจนครับ เขียนว่า ความร่วมมือด้านวิชาการ เน้นย้ําด้านวิชาการ แต่เวลาเขียนกรอบ หรือเขียนรายละเอียดรูปแบบของความร่วมมือในข้อที่ ๖ ท่านประธานครับ อย่างน้อย ๒-๓ ข้อผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมมีเวลาน้อย เช่น (ค) รูปแบบที่ ๑ (ค) เขียนว่า การพัฒนาการตลาดและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ ในข้อ ๒ ใหญ่เขียนว่า ขอรายละเอียดเกี่ยวกับการนําเข้าและการส่งออกสินค้าเกษตร ข้อ ๓ ใหญ่เขียนเรื่องของคู่ภาคีนะครับ จะสร้างความมั่นใจในการคุ้มครองสิทธิแห่งทรัพย์สิน ทางปัญญา สิ่งเหล่านี้เองเป็นรูปแบบของการให้ความร่วมมือ ผมถามท่านประธานครับ หลายข้อเขียนในแนวลักษณะเชิงวิชาการชัดเจน อันนี้ผมไม่ติดใจ แต่เมื่อท่านเขียนอย่างนี้ ท่านจะนําสู่การปฏิบัติอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธาน นี่คือปัญหาข้อที่ ๑ นะครับ ท่านต้องให้ชัดเจนในประเด็นนี้ ถ้าท่านเขียนแก้ไขถ้อยคําไม่ได้ก็ต้องไปเจรจาใหม่ ผมก็ต้อง ถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ท่านมีแนวทางอย่างไรที่จะเขียนรองรับ เช่น ๑. วิธีการปฏิบัติในสิ่งเหล่านี้จะปฏิบัติอย่างไร ที่จะไม่ไปครอบเกี่ยวหรือไปเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานอื่นที่เขามีข้อเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมการค้าระหว่างประเทศซึ่งอยู่กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอยู่กระทรวงการต่างประเทศ และเรื่องความหลากหลายทางด้านชีวภาพซึ่งอยู่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ครับมันเป็นข้อจํากัด เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าจริง ๆ โดยแท้จริงเจตนารมณ์เพื่อด้านวิชาการเป็นการส่งเสริมเป็นการถ่ายทอด เทคโนโลยี เป็นการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการ ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ เช่นท่านบอกว่าการขอ รายละเอียดการสินค้าที่นําเข้าและส่งออก ขอมาทําไมครับ มาเพื่อจะยับยั้ง มาเพื่อจะห้ามว่า หรือมาจะกําหนดเชิงนโยบายว่าห้ามนําเข้า ห้ามส่งออกไม่ได้หรอกครับ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านต้องให้ชัดเจนในประเด็นนี้ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องข้อที่ ๙ เมื่อสักครู่ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน เพราะว่าถูกใจผมครับ ท่าน ส.ว. สุรชัยได้ยกเป็นประเด็นขึ้น กรณีมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่ผมมีความประทับใจมาก ในความรอบรู้ของท่านในประเด็น ผมเชื่อว่าถ้าท่านไม่เขียนในบันทึกความเข้าใจนี้นะครับ การนําสู่ปฏิบัติท่านจะไม่นําสู่สภา แต่โดยข้อปฏิบัติที่เราพิจารณากันมาแม้กระทั่งแก้ไข ถ้อยคํานะครับ ถ้าผมจําไม่ผิดคือประเทศไทยกับประเทศเปรู ความร่วมมือของ ประเทศไทยกับประเทศเปรู การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเปรู ของเรายังต้องกลับ เข้ามาสู่สภา ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคําในข้อตกลงเดิม ยังเข้าสู่สภา เลยครับ นั่นยังเข้าสู่สภานะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องเข้าสู่สภา แต่ทําอย่างไรให้มีความมั่นใจว่าท่านจะต้องเข้าสู่สภากรณีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะท่านเองให้คู่ภาคีเป็นผู้ให้ความเห็นชอบโดยผ่านการดําเนินการหนังสือแลกเปลี่ยน ผ่านช่องทางทูตประเด็นนี้ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สิ่งนี้ท่านรัฐมนตรี ต้องเข้าไปดูในรายละเอียดครับว่าบันทึกความเข้าใจตรงนี้มันจะเป็นตามเจตนารมณ์ของท่าน จริงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ความห่วงใยของด้านอื่น ๆ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธาน เผอิญผมไม่มีโอกาสที่จะไปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศแอฟริกาใต้ จริง ๆ ตั้งใจ ท่านประธานครับ หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้ไป อย่างท่านเรวัตเมื่อสักครู่นี้ท่านพยายาม จะนํารายละเอียดมากราบเรียนท่านประธาน แต่ว่ามีเวลาจํากัดก็เสียครับท่านประธาน เพราะว่าบางทีสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาเรา เป็นประโยชน์นะครับท่านประธาน อย่างนี้ครับ เป็นประโยชน์มาก ขอบคุณท่านประธานจริง ๆ ครับที่ส่งเสริมให้พวกเราได้มีโอกาสไปศึกษา ดูงาน พอกลับมาแล้วมันเห็นครับ ได้เจอของจริงแล้วเข้ามาสู่กระบวนการการที่จะอนุญาต อนุมัติตรงนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ทาง รัฐสภามอบให้กับสมาชิกบางครั้งเป็นการเติมเต็มครับ เป็นการเติมเต็มที่เราจะได้นําเอา องค์ความรู้เหล่านั้น ประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์เพื่อให้เป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ผมเน้นย้ํา นะครับว่าเมื่อรัฐสภาอนุมัติแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการไปลงนามระหว่างกันแล้วก็พร้อมจะ กลับนําสู่การปฏิบัติ กฎหมายไทยในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในวรรคสี่ไว้เท่านั้นเองว่าท่านต้องให้ ข้อมูลกับพี่น้องประชาชน ให้อย่างไร ท่านรัฐมนตรีช่วยดูตรงนี้ด้วยนะครับ ให้อย่างไร เข้าถึงอย่างไร โดยข้อเท็จจริงแล้วในการนําเสนอลักษณะแบบนี้ท่านประธานครับ ผมอยากให้ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้นําเสนอประเด็นนี้ให้กับทางรัฐสภาด้วยเพื่อเราจะได้ ทราบว่าท่านได้เตรียมการไว้แล้ว
และประเด็นสุดท้ายครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมการร่วมด้านการเกษตรครับ ในข้อที่ ๕ ที่จะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการ ดําเนินงาน ท่านเขียนหลวม ๆ เอาไว้ โดยข้อเท็จริงท่านต้องใส่ให้ชัดเลยครับ ท่านเขียน เพียงแต่ว่าหัวหน้าควรจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางด้านการเกษตรเท่านั้น แล้วบุคคลอื่น ๆ ละครับ กรรมการมีกี่คน สาขาไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมเชื่อว่าจะมีวิธีการปฏิบัติ ก็ฝากท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีครับ พยายามสรรหาบุคคลที่เกี่ยวข้องให้หลากหลาย ให้ตอบสนองต่อรูปแบบที่ท่านเขียนเอาไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปท่านชรินทร์ หาญสืบสาย เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตาก กระผมก็คงจะขอร่วมอภิปรายให้ความเห็นในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประเทศแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือทางการเกษตร ผมเองได้เคยมี โอกาสไปประเทศแอฟริกาใต้ ๓ ครั้ง ครั้งแรกในระหว่างที่รับราชการอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ครั้งที่ ๒ ก็ไปดูงานระหว่างที่เป็น สว. แล้วก็ครั้งที่ ๓ ประมาณ ๑ ปีเศษมานี้ก็ได้รับเชิญ ให้ไปสัมมนาเรื่องข้าวที่พริทอเรีย เพราะฉะนั้นก็คิดว่าได้รู้จักประเทศแอฟริกาใต้ มากพอสมควรนะครับ เราฟังแอฟริกา เรานึกว่า โอ้โฮ คงตัวดํา ๆ ไปหมด ไม่ใช่หรอกครับ ประเทศแอฟริกาใต้ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้เขาพัฒนาไปมากนะครับ เพราะว่าฝรั่ง โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่ได้อพยพไปอยู่เป็นร้อย ๆ ปีแล้ว รวมทั้งคนเอเชีย พวกคนอินเดีย ไปทํามาหากินมากมาย ก็มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านการเกษตรค่อนข้างจะมาก ผลไม้ของประเทศแอฟริกาใต้รสหวานกลมกล่อม และอร่อย แล้วก็พยายามจะเข้ามาขายในเมืองไทยแล้วเหมือนกัน แต่ว่าเราก็ยังกีดกัน ไม่ให้เขาเอาเข้ามาขายง่าย ๆ ของเราเองนี้ในด้านความร่วมมือทางด้านการค้า ประเทศไทยก็ถือว่า ประเทศแอฟริกาใต้เป็นตลาดส่งออกที่สําคัญอันดับ ๑ ของเราในทวีปแอฟริกาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลูกค้าข้าวสําคัญของประเทศไทย ประเทศแอฟริกาใต้ประเทศเดียว ซื้อข้าวจากเรา ๒ ปีที่ผ่านมาปีละประมาณ ๕๘๐,๐๐๐ ตัน ก็คิดว่าปีนี้ไม่น่าจะน้อยกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นโดยความร่วมมือทางด้านการค้าก็ดี หรือว่าความสามารถ ทางการเกษตรของประเทศแอฟริกาใต้นั้นเป็นประเทศที่เราจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ พูดถึงด้านความร่วมมือ คือไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ความร่วมมือหมายความว่าอย่างไร ความร่วมมือก็หมายความว่าทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้ง ๒ประเทศนี้จะได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าประเทศหนึ่งเขาเจริญมากกว่า อีกประเทศหนึ่งเจริญน้อยกว่านะครับ มักจะเป็นไป ในรูปการให้ความช่วยเหลือ ไม่มีหรอกครับระบบความร่วมมือกัน ประเทศที่เขาร่ํารวย มากกว่าหรือเจริญมากกว่าเขาไม่ไปร่วมมือประเทศเล็ก ๆ หรอกครับ เพราะฉะนั้นในเรื่อง ความร่วมมือนั้นผมว่าเป็นเรื่องที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้วว่า ควรจะต้องร่วมมือกันเพื่อจะได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผมว่ากว่า ๒๐ ปีแล้วนะครับ อย่างประเทศไทยเราได้มีความร่วมมือด้านการเกษตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วผมก็เชื่อว่าทั้งประเทศจีนและประเทศไทยนี้ก็ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมากทีเดียว และผมจําได้สมัยที่รับราชการเป็นผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์อยู่ที่ระเทศจีนนะครับ ได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับคณะผู้แทนของไทยนี้ไปถึงมณฑลฝูเจี้ยน ผู้ว่าราชการมณฑลฝูเจี้ยน ถึงกับเอ่ยปากว่าประเทศไทยเก่งการเกษตรจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลําไย หรือว่าลิ้นจี่ ล้วนแต่เอา พันธุ์จากเมืองจีนไปปลูกที่ประเทศไทยทั้งสิ้นเลย แต่ไป ๆ มา ๆ ลําไยของเราลูกโตกว่า แล้วลิ้นจี่ ไม่ช้าไม่นานเราก็มีคุณภาพทัดเทียมกับของเขา ก็แสดงว่าศักยภาพของเราดีมากนะครับ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ประเทศก็อยากจะมาร่วมมือทางด้านการเกษตรกับเรา ซึ่งถ้าหากว่า เราหวง เราไม่สนใจที่จะร่วมมือกับใครเราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ความรู้กับเขา มามองระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้เรียนท่านแล้วว่าประเทศแอฟริกาใต้เขาก็มีดี หลายอย่าง เรื่องผัก ผลไม้ หรือว่าเรื่องปศุสัตว์ เรื่องการแปรรูปอาหาร หรือเรื่องไวน์ ผมว่าหลายท่านคงจะรู้ดีนะครับว่าประเทศแอฟริกาใต้นั้นเป็นแหล่งผลิตองุ่นแล้วก็ทําไวน์ ที่สําคัญแห่งหนึ่งของโลกนะครับ ไวน์ของประเทศแอฟริกาใต้มีจําหน่ายขายไปทั่วโลกเลย เพราะฉะนั้นในแง่ความร่วมมือที่ประเทศไทยเราจะได้รับกับประเทศแอฟริกาใต้นั้น ไม่เป็นที่สงสัยเลยนะครับว่าทั้ง ๒ ฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะว่าความสามารถ ไม่ได้ดีกว่ากันมากมายอะไรนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ลักษณะที่ว่าเราจะไปช่วยเหลือเขาหรือเขามา ช่วยเหลือเรา เป็นเรื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าวิน วิน (Win Win) ได้ประโยชน์ทั้งคู่นะครับ ในแง่ความร่วมมือที่รูปแบบ ๙ แบบด้วยกัน ผมก็เห็นว่าที่น่าสนใจก็คือการแลกเปลี่ยน นักวิชาการ นักวิจัย นักปราชญ์มาเจอกันหรือผู้มีความรู้มาคุยกัน ผมว่าจะทําให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้รับความรู้ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็ได้แลกเปลี่ยน อันนี้จะทําให้เกิดความเจริญ ให้กับประเทศและของโลกโดยรวม คือเราอย่าไปมองว่าเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบนะครับ โลกทุกวันนี้เราควรจะมองว่าเราจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างไร ในทวีปแอฟริกา คนยากจน คนอดอยากนั้นมีมากมายเหลือเกิน ทุกวันนี้ก็ตายกันทุกวันทุกนาทีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะเป็นประโยชน์ช่วยให้เขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็จะเป็นบุญ เป็นกุศลประเทศไทยเราด้วยนะครับ การแลกเปลี่ยนโอกาส โครงการเพื่อการปรับปรุง การผลิตสัตว์ ประมง และพืช และความอุดมสมบูรณ์ของดินและการรักษาการแปรรูป อันนี้ก็ได้ประโยชน์ด้วยกันนะครับ
(ค) การพัฒนาการตลาดและส่งเสริมสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ แน่นอนครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นผู้ค้าขายโดยตรง แต่ว่าเมื่อเรา มีความร่วมมือระหว่างกัน ก็จะทําให้การร่วมมือระหว่างการค้าซึ่งมันดีอยู่แล้วพัฒนาก้าวหน้า ดียิ่งขึ้นไปอีก ข้าวที่เราส่งไปทุกวันนี้ยังไม่มีอุปสรรคในเรื่องพืช เรื่องสารตกค้างหรือว่า ถูกกีดกัน เพราะว่าทวีปแแอฟริกายังขาดแคลนข้าวอยู่มาก แล้วหลายท่านพูดแล้วว่า เขาทํานาไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา โอกาสที่จะส่งข้าว ได้ถึงล้านตัน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลจนเกินไปนักนะครับ เราจะได้มีตลาดที่มั่นคง ไม่ต้องกลัวว่า ทวีปแอฟริกาจะส่งข้าวมาขายเรา เขาปลูกข้าวไม่ค่อยเป็นนะครับ ส่วนเรื่องด้านการค้า อย่างอื่น ๆ ขณะนี้ประเทศแอฟริกาใต้เองก็อยากจะส่งผัก ผลไม้มาให้เรา และเราเองก็มี โอกาสที่จะส่งอาหารอย่างอื่นมากมายไปที่ประเทศแอฟริกาใต้ เพราะฉะนั้นถ้าหากมี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้ว การค้าทั้ง ๒ ประเทศก็ขยายขึ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ
ประการสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับรูปแบบความร่วมมือ ก็คือการวิจัยร่วมกันด้านเกษตร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการเกษตรและ ทางวิชาการ ก็เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมคิดว่า เรื่องความร่วมมือทางด้านการเกษตรก็ดี เรื่องวิทยาศาสตร์ก็ดีนั้น เป็นสิ่งที่ประเทศไทย ควรจะส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในโลกนี้มีสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ เพื่อนเรารู้ แล้วก็เช่นเดียวกันมีหลายอย่างที่เรารู้และเพื่อน ๆ เราไม่รู้ ถ้าเรามีแลกเปลี่ยนกัน ผมว่าก็จะช่วยจรรโลงให้ประเทศ ให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้นนะครับ ผมก็ขอแสดงความเห็น ตรงนี้ครับ แล้วก็คิดว่าจะต้องให้ความร่วมมือผ่านบันทึกฉบับนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศไทยยึดจีดีพี (GDP) เป็นสรณะ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรก็ตาม ทิศทางของรัฐบาลก็ย่อมมุ่งไปที่จะทําให้เราได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นกรอบความเข้าใจในเรื่องสินค้าการเกษตร บันทึกความเข้าใจนี้ระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก็จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยเป็นประเทศ เกษตรกรรม เพราะฉะนั้นการขยายการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรทางด้านการส่งออก เป็นเรื่องของความจําเป็น เราได้เปรียบ แล้วทิศทางของประเทศเรามุ่งไปที่ประเทศไทย เป็นครัวโลก ซึ่งมันก็สอดคล้องกับต้นทุนที่เรามีในเรื่องของสินค้าทางการเกษตร และเราก็ พบว่าเราสามารถส่งออกร้านอาหารไทยไปทั่วโลก ไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่เมืองไหน ๆ ในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีร้านอาหารไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสินค้าเกษตรจึงเป็นแหล่งที่นําเงินตราเข้าประเทศเป็นอย่างดี แต่ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องเกษตรกรยากจนเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนาน ภาคการเกษตรเป็นปัญหา ของประเทศไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือว่าเกษตรประเภทอื่นนะครับ ซึ่งตรงนี้ การแก้ไขของรัฐบาลที่ผ่านมาผมถือว่าค่อนข้างจะล้มเหลว ดังนั้นในการที่เราจะทําเอฟทีเอ ไม่ว่าจะทํากับประเทศใดก็ตามเราก็ไม่สามารถจะแก้ไขความยากจนของเกษตรกรได้ สิ่งนั้น ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องว่าถ้าเราถือว่าเกษตรกร เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาผมก็ได้ผ่านกฎหมายต่าง ๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ว่ามีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกร แต่ว่าก็ยังไม่สามารถจะทําได้ เท่าที่ควร ตรงนี้คือปัญหานะครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ก็เป็นเรื่องของการพัฒนา ทางด้านการเกษตร ทิศทางที่เราวางไว้ในข้อที่ ๔ เรื่องของขอบเขตความร่วมมือกว้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกษตร ในเรื่องสัตว์ ประมง และพืช การส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร การจัดการและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร การส่งเสริม ความร่วมมือและประสานงานระหว่างองค์กรต่าง ๆ ระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาค ล้วนแล้วแต่จะมาเสริมทิศทางของการพัฒนาเกษตรกรและเกษตรกรรมในชาติ ทิศทางของ ประเทศชาติก็คงจะต้องหาตลาดใหม่นะครับ ผมอยากจะฝากข้อสังเกตไปว่าในประเทศแอฟริกาใต้ เหมือนกับเกตเวย์ (Gateway) คือเป็นประเทศที่เปิดประตูส่งออกสินค้าแล้วก็ทิศทาง ของการค้าไปกับประเทศแอฟริกาอื่น ๆ
ท่านประธานครับ ผมเคยไปประเทศโมร็อกโก ประเทศตูนีเซีย ช่วงก่อนที่จะ มีการปฏิวัติของประชาชน และที่นั่นก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับท่านเอกอัครราชทูต ท่านก็ให้ข้อคิดที่ค่อนข้างดีว่าการเปิดตลาดการค้าของเรายังทําได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ตลาดการค้ายังเปิดกว้างอีกมาก เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็มีความจําเป็นที่จะต้องเปิดตลาดการค้าให้มากขึ้น และเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ยังถือว่าเรายังมีช่องว่าง ท่านประธานครับ ประเทศจีน เขาไปตั้งสํานักงานในทวีปแอฟริกา ในหลาย ๆ ประเทศก็เพื่อมุ่งไปในแนวทางเดียวกับ ประเทศไทย คือเปิดตลาดการค้าให้มากที่สุดเพราะว่าทวีปแอฟริกาเป็นตลาดแหล่งใหญ่นะครับ
ในเรื่องของกรอบบันทึกความเข้าใจตรงนี้ครับ ผมอยากจะฝากในบางเรื่องไว้ ในเรื่องของสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ท่านประธานครับ โลกเราทุกวันนี้เราควร จะเปลี่ยนทิศทางจากเกษตรกรรมหรือว่าสินค้าเกษตรที่ราคาถูกนะครับ เปลี่ยนเป็นสินค้าเกษตร ที่มีราคาแพงขึ้น สินค้าเกษตรที่ไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ แล้วก็ปัจจุบันนี้เราก็มี มาตรฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของ มกอช. หรือมาตรฐานแก๊ป (GAP) ซึ่งเป็นตัวที่จะ กําหนดว่าสินค้าที่จะส่งออกผ่านไปยังประเทศต่าง ๆ จะต้องมีมาตรฐานสินค้าเหล่านี้ เพราะว่าความมั่นใจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็จะขึ้นกับมาตรฐานที่เราได้วางไว้ เพราะฉะนั้นเราก็ได้อภิปรายกันหลายครั้งในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้มี โอกาสได้พูดคุยกันแล้วก็ได้มีความคิดที่หลากหลาย ได้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ มากมายให้กับ รัฐบาล ก็ดีบ้างไม่ดีบ้างก็แล้วแต่มุมมองแล้วก็แนวทาง แต่ว่าสิ่งนั้นผมเชื่อว่าในข้อเสนอแนะ ที่ดีรัฐบาลสามารถนําไปปฏิบัติได้และจะเกิดผลประโยชน์แน่นอน
ท่านประธานครับ ในเรื่องของนอกจากสินค้าเกษตรปลอดสารพิษแล้ว สินค้าเกษตรที่ไม่ทําลายสิ่งแวดล้อมและเป็นทิศทางของโลกในทุกวันนี้ที่จะมุ่งไป นอกเหนือจากนั้น ผมอยากจะฝากอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องจีเอ็มโอ (GMO) จีเอ็มโอนะครับท่านประธาน ผมเชื่อว่า สิ่งนี้จําเป็นในอนาคตแต่ต้องมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพ ตรงนี้เป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยที่จะแลกเปลี่ยน เรามีความเชื่อว่าในปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศ เช่น จีเอ็มโอ เรื่องมะละกอ ก็ได้ทํามา คนในรัฐฮาวายของประเทศสหรัฐอเมริกาได้บริโภคมะละกอ ที่มีจีเอ็มโอ ๒๐ กว่าปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องเริ่มต้น ซึ่งเราเริ่มต้นไปแล้ว เราอาจจะต้องมีความมั่นใจเพราะทิศทางวันข้างหน้าเราจะสูญเสียโอกาสถ้าหากว่าเราพัฒนา ทางด้านนี้ช้า ก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้นะครับ ท่านประธานครับ ในปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ประเทศแอฟริกาใต้มีจีดีพีเพิ่มขึ้น ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ลดจากปี ๒๕๕๑ ไป ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จีดีพีลดลงแต่สินค้าเกษตรกลับเพิ่มขึ้น ๒๖.๔๕ เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมการเกษตร มีสัดส่วนถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ท่านประธานครับ จากมูลค่าของสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวแก้ปัญหาของภาคบริการ เพราะฉะนั้นกรณีที่ภาคบริการหรือว่าการเงินตกต่ําทั่วโลก จากปัญหาเรื่องของการอุ้มตลาดเงินและตลาดทุนตรงนี้อย่าเห็นว่าประเทศของทวีปอเมริกาใต้ ยังเดินหน้าต่อไปได้ด้วยภาคการเกษตร ผมอยากจะฝากตรงนี้ไว้เป็นข้อสังเกต ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญรัฐมนตรีชี้แจง เอาประเด็นสั้น ๆ หน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ความจริงแล้วจากการที่ได้นั่งรับฟังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้แสดงความคิดเห็น เท่าที่ผมได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกขอบคุณในการสนับสนุนที่ท่านเสนอแนะให้กับทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทางรัฐบาล หลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ประเด็นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพียงแต่ว่าผมยืนยันกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับว่าบันทึกความเข้าใจระหว่าง ประเทศไทยและประเทศแอฟริกาใต้ครั้งนี้ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นําเสนอ จะเป็นหลักการใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ สิ่งที่ลงไปในรายละเอียดนั้นก็คงไม่อาจที่จะสามารถเขียนได้ ในรายละเอียด แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมคิดว่าทุกข้อเสนอแนะที่ทางสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้เสนอแนะล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญและเป็นเรื่องที่ดี ๆ ทั้งนั้นนะครับ ผมเชื่อว่า นอกจากตัวผมเองได้มีการบันทึกไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของพวกเรา ก็ได้มีการบันทึก ส่วนใดที่จะได้นําไปบันทึกเอาไว้เป็นข้อมูลหลังจากได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภานี้แล้ว ก็จะนําเอาข้อสังเกต นําเอาข้อเสนอแนะที่ดี ๆ ที่ท่านได้เสนอแนะในวันนี้ นําไปเป็นข้อสังเกตในการดําเนินงานต่อไป มีบางประเด็นที่ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่า ในข้อที่ ๔ นะครับ ได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขบันทึก ความเข้าใจหรือเอ็มโอยูตัวนี้ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสอบถามว่าในการแก้ไข ถ้าสมมุติว่า จะมีการแก้ไขในโอกาสต่อไปถ้าได้มีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ๒ ประเทศแล้วว่า เห็นชอบแล้ว จะต้องได้ดําเนินการแก้ไขโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเลยหรือ ก็อยากจะเรียนให้ท่านทราบครับว่าถ้าเป็นเรื่องที่เป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่ามี ความจําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงให้มีความสะดวก มีความคล่องตัวขึ้นก็คงจะต้อง ไม่ถึงขนาดต้องเสนอเข้าสู่รัฐสภา เพียงแต่ว่าเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะทํางานทั้ง ๒ ประเทศแล้วก็จะได้มีการนําเสนอให้ทางกระทรวงการต่างประเทศให้เสนอความเห็น แต่ถ้าหากว่าการแก้ไขบันทึกข้อตกลงที่เป็นสาระสําคัญที่เป็นเรื่องหลักการนั้นก็มี ความจําเป็น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากทั้ง ๒ ประเทศแล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องเสนอ เข้าสู่การพิจารณาหรือว่าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ต่อไป
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เวลาความจริงแล้วผมก็มีข้อมูล ที่จะชี้แจงท่านเยอะ แต่ว่าเวลาค่อนข้างจะจํากัดมาก ผมขอน้อมรับเอาข้อเสนอแนะที่ดี ๆ ของท่านทั้งหลายในวันนี้นะครับ นําเอาไปเป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นเครื่องเตือนใจสําหรับ คณะทํางานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะได้ไปดําเนินการบันทึกข้อตกลงกันต่อไป หลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ในโอกาสนี้ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงทุก ๆ ความคิด ทุก ๆ ข้อเสนอที่ดี ๆ ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมา ขอกราบขอบพระคุณครับ
ก็ได้รับฟังการอภิปรายมาพอสมควร แล้วนะครับที่จะปิดการอภิปราย กระผมขอดําเนินการตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อลงมติ ในเรื่องด่วนที่ ๘ นี้นะครับ เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่ลงจะมติด้วยนะครับ ก่อนที่จะลงมติ ท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพครับ ช่วยกรุณาเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติ ในเรื่องด่วนที่ ๘ นี้นะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อเสร็จกรอบการเจรจานี้แล้ว อยากจะขอความกรุณาขออีกสักกรอบการเจรจาหนึ่งนะครับ เพราะเราก็เตรียมอาหาร ตอนเย็นไว้แล้วนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมด้วยครับ เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วย ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วยครับ ท่านที่มี ภารกิจอยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการก็โปรดงดการประชุมก่อนครับ กรุณาเข้ามา ในห้องประชุมก่อนครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วยครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อเข้าห้องประชุมนั่งที่แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ อยากจะขอความกรุณา พอจบเรื่องนี้ก็เอาเรื่องสุดท้ายสักเรื่องหนึ่ง แล้วอภิปรายสั้น ๆ ก็จะได้จบครับ เมื่อท่านสมาชิก นั่งลงแล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ เพราะผมจัดอาหารตอนเย็นเตรียมไว้ให้แล้วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อท่านนั่งลงเสียบบัตรแสดงตน เรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อย ทุกท่านแล้วนะครับ ส่งผลมา มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุม
อย่าลุกขึ้นไปไหนนะครับ ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใด เห็นชอบความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยหรือยังครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ ไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมนี้ได้ใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ งดการใช้สิทธิ เชิญส่งผล มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๗๓ ท่าน เห็นด้วยกับบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ๓๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมผ่านนะครับ
ต่อไปเรื่องด่วนที่ ๑๑. การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีแถลงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็น ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ โดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลนั้นถือเป็นธรรมนูญ ทางทะเล ที่ครอบคลุมกฎเกณฑ์ในการดําเนินกิจกรรมทางทะเลในทุกมิติ บนพื้นฐาน หลักการที่ว่าการใช้ประโยชน์ทางทะเลต้องเป็นไปอย่างสันติ โดยคํานึงถึงอํานาจอธิปไตยของ แต่ละรัฐ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและมี ประสิทธิผล ตลอดจนต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเลด้วย ทั้งนี้ ในประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาไว้ตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม ปี ๒๕๒๕ หรือ ๒๙ ปีมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ปี ๒๕๓๗ ปัจจุบันมีประเทศ เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว ๑๖๑ ประเทศ ในส่วนของอาเซียนมีเฉพาะประเทศกัมพูชาและ ประเทศไทยเท่านั้นที่ยังไม่ได้เป็นภาคีหรือให้สัตยาบันอนุสัญญา ความสําคัญของอนุสัญญา ฉบับนี้ที่มีต่อประเทศไทยก็คือผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยนั้นไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะ ภายในอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทะเลหลวง หรือน่านน้ํา สากล หรือเขตทางทะเลของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่สามารถทําความตกลงกันได้ โดยเฉพาะ ในแง่ของการคมนาคมและการขนส่งทางทะเล ซึ่งจากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทย ถูกห้อมล้อมด้วยน่านน้ําเขตเศรษฐกิจจําเพาะของประเทศต่าง ๆ โดยไม่มีน่านน้ําส่วนใด ของประเทศไทยที่ติดต่อกับทะเลหลวงโดยตรง ดังนั้นการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ จะทําให้ประเทศไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์อันพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเสรีภาพในการเดินเรือ การเดินผ่านโดยสุจริต รวมทั้งการใช้สิทธิและ ดําเนินหน้าที่ในเขตทางทะเลต่าง ๆ ตามอนุสัญญา เพื่อพิทักษ์ปกป้องและคุ้มครองสิทธิ ของประเทศไทย เรือไทย และคนชาติ ที่มีการดําเนินกิจกรรมในการใช้หรือแสวงประโยชน์ ทางทะเล ตลอดจนสิทธิในการทําประมงนอกน่านน้ําของหมู่เรือประมงไทยด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานในเรื่องนี้เป็นการเสนอต่อรัฐสภาแทนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศซึ่งติดภารกิจครับ ก็ขอให้ทางรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในการไปให้ สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับนี้ด้วยครับ
ผมว่าเรื่องนี้มันเรื่องสําคัญนะครับ ถ้าเรารับรองไปมันก็เร็วขึ้นนะครับ ทําให้กิจการด้านเดินเรือเราสะดวก ก็อยากจะฟังเสียง ท่านสมาชิกสักเล็กน้อย อย่าอภิปรายกันมากก็แล้วกันครับ ขอเชิญท่านประจิตต์ โรจนพฤกษ์ ท่านประจิตต์เชิญครับ ขอความกรุณารอสักหน่อยครับ อย่าอภิปรายไปไกลนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนเรื่องที่กําลังอยู่ในการพิจารณาดังนี้ เกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ซึ่งเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติ ฉบับที่ ๓ เริ่มด้วยฉบับแรก ที่เป็นสนธิสัญญาสหประชาชาติที่จัดทําในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ ผมขออนุญาตใช้ ค.ศ. เพราะว่า ทําเป็นภาษาอังกฤษ ถัดมาอีก ๒ ปี ในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ก็เป็นอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมาย ทะเลของสหประชาชาติ ฉบับที่ ๒ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ บังเอิญกระผมได้มีโอกาสเข้าร่วม ประชุมในการทําสนธิสัญญาฉบับนี้ในครั้งที่กระผมยังเป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงการ ต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้นึกเลยว่าวันนี้จะมาศึกษาพิจารณาในเรื่องอนุสัญญาฉบับนี้ซึ่งกระผม เคยเริ่มมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่เริ่มประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑๐ ปีกว่าจะตกลงทําอนุสัญญา ว่าด้วยกฎหมายทะเลของสหประชาชาติฉบับนี้ได้ คือผมก็ได้ใช้เวลาร่วม ๑๐ ปีเข้าร่วมประชุมอยู่ในคณะผู้แทนไทยในการจัดทําอนุสัญญา ว่าด้วยกฎหมายทะเลของสหประชาชาติฉบับนี้ แล้วก็ได้มีโอกาสบรรยายในมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยกฎหมายทะเล จึงอยากจะขอกราบเรียนสรุปให้ท่านสมาชิกที่เคารพ ทั้งหลายว่า ผมเข้าใจว่าโดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิกสรรหารุ่นใหม่ซึ่งผมเป็นหนึ่งในบรรดา สมาชิกรุ่นใหม่ด้วย คงจะไม่มีโอกาสได้ศึกษาโดยละเอียดถึงอนุสัญญาฉบับนี้ เพราะว่า เป็นเรื่องเทคนิคและมีความยาวมาก ซึ่งได้กราบเรียนว่าแม้ในการประชุมสหประชาชาตินั้น ก็ประสบความยุ่งยาก เจรจากันถึงเกือบ ๑๐ ปีกว่าจะได้ทําสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ และขณะนี้ ดังที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวแล้วว่าได้มีประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกให้สัตยาบันแล้วถึง ๑๖๑ ประเทศ ซึ่งก็หมายความว่าในแง่กฎหมายระหว่างประเทศอนุสัญญาฉบับนี้ถือได้ว่า เป็นกฎหมายระหว่างประเทศจารีตประเพณีแล้ว ซึ่งเมื่อถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ จารีตประเพณีแล้ว ก็จะใช้บังคับกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคีให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม ที่ผมพูดประเด็นนี้ก็เพื่อประกอบในการพิจารณาว่าถึงแม้ว่าเรา จะไม่เข้าเป็นภาคี ซึ่งเกือบทุกประเทศในโลกเข้าเป็นภาคีแล้ว ก็มีผลบังคับในแง่กฎหมาย ระหว่างประเทศกับประเทศไทยแล้ว ทีนี้มามองพิจารณาซึ่งท่านสมาชิกทั้งหลายอาจจะ พิจารณาว่าแล้วจะเข้าเป็นภาคีไปทําไมในเมื่อเข้าหรือไม่เข้าก็มีผลแล้ว ในกรณีนี้ก็คงจะเห็น ได้ว่าเราก็น่าจะเจริญรอยตามประเทศเขาทั้งหลาย ซึ่งกระผมเองบังเอิญเมื่อไม่นานนี้ก็พบกับ คู่เจรจาซึ่งร่วมเจรจาฉบับนี้ ซึ่งไม่ได้เจอกันมานานมก็ถามเหมือนกันว่าประเทศไทยทําไม ลงนามแล้วยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีเสียที กระผมก็ได้บอกว่ามันก็มีปัญหาเรื่องเทคนิคเท่านั้น เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งเทคนิคแล้วก็ต้องแปลใช้เวลานานมาก แล้วก็จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องกฎหมายภายในด้วย ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ผมได้กล่าวแล้วว่าถึงแม้ไม่เป็นภาคีในแง่ กฎหมายระหว่างประเทศก็มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ว่าในแง่กฎหมายภายในถ้าเราไม่เป็นภาคี เราจะเสียประโยชน์ คือว่าเราไม่มีกฎหมายเพื่อจะขยายสิทธิของเราตามที่เป็นที่ยอมรับในแง่ กฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ทีนี้มองในแง่รวมของอนุสัญญาฉบับนี้เป็นประโยชน์ หรือเสียประโยชน์แก่ประเทศไทย เราพิจารณาที่ตั้งของประเทศไทยก็ดังที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวแล้วว่าประเทศไทยมีเขตทางทะเลนับว่ายาวมาก ความยาวนั้นมีทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้าน ฝั่งอันดามัน และทางด้านอ่าวไทย แต่ความกว้างของเขตทางทะเลที่เราจะขยายไปนั้นขยาย ไม่ได้เต็มที่ ๒๐๐ ไมล์ทะเล ตามสิทธิเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจเฉพาะ ซึ่งให้สิทธิประเทศ รัฐชายฝั่ง เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ดังนั้นถ้าพูดโดยสรุปแล้ว เราก็นับว่าได้ประโยชน์เพราะเรามีเขตทางทะเล แต่เราขยายไปไม่ได้เต็มที่เพราะว่า มีประเทศตรงข้ามและประเทศประชิดเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศตรงข้ามนั้นทําให้เรา ขยายเขตทางทะเลไปไม่ได้ถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล เพราะว่าจะต้องแบ่งครึ่งในหลักทั่วไป แต่ว่ากฎหมายอนุสัญญาว่าด้วยการกฎหมายทะเลฉบับนี้นั้นทําให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ ในแง่ที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทําการประมงนับว่าติดอันดับต้น ๆ ของโลก เมื่อประเทศอื่นนั้นขยายเขตทางทะเลออกมา เขตเศรษฐกิจจําเพาะคือห้ามมิให้ ทําการประมง เราก็เสียสิทธิในการทําการประมงในเขตซึ่งเมื่อก่อนนี้เป็นเขตทะเลหลวง ซึ่งใครก็ทําการประมงได้ หรือพูดง่าย ๆ เป็นเขตซึ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกประเทศในการใช้ ประโยชน์ทางทะเล เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือว่าในการเข้าเป็นภาคีนี้ผมได้พิจารณาแล้วว่า เรายังทําข้อสงวนไว้ที่จะไม่ยอมรับพันธะบางกรณีดังที่ท่านจะเห็นในหนังสือที่แนบท้าย เกี่ยวกับข้อสงวนของประเทศไทยบางประการ และข้อสงวนนั้นความจริงนั้นผมเห็นว่า โดยเฉพาะข้อสงวนเกี่ยวกับคําประกาศตามข้อ ๓๑๐ ในข้อ ๔ นั้นกระผมขออนุญาตอ่าน สงวนเกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของรัฐชายฝั่ง และไม่รวมถึง การคุกคาม หรือการใช้กําลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน เอกราชทางการเมือง สันติภาพ หรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง ประโยคตอนท้าย ข้อความตอนท้ายนั้นเกินไปด้วยซ้ํา เพราะว่า การคุกคามโดยการใช้กําลังต่อบูรณภาพทางการเมือง ต่ออธิปไตยนั้นทําไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เขตทางทะเลหรือเขตบนบก ผมขออนุญาตจบเพียงแค่นี้ครับ
คุณชลน่าน ศรีแก้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ต่อกรณีที่ท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้เสนอเรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติ ภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ มาให้สภาหรือรัฐสภาแห่งนี้พิจารณา ท่านประธานครับ ผมได้ดูหนังสือ ที่ลงเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๔ ลงนามโดยท่านรัฐมนตรีเสนอต่อท่านประธานรัฐสภา เรื่องก็เหมือนที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปครับ มีการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา อันนี้คือ ความต้องการของทางคณะรัฐมนตรีที่จะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อที่จะให้รัฐสภาได้อนุมัติให้ ประเทศไทยได้เข้าไปเป็นภาคีอนุสัญญาตามที่ท่านเสนอมาคือกฎหมายทางทะเล แล้วก็ ข้อตกลงเกี่ยวกับด้านการทะเลของอนุสัญญาตามกฎหมายนั้น ประเด็นที่ผมมีความข้องใจ ท่านประธานครับ ขั้นตอนนี้มันเสมือนกับว่าเราจะอนุญาตให้ท่านไปลงสัตยาบันเลย เมื่อลงสัตยาบันแล้วก็มีผลผูกพัน ผมเน้นนะครับ ขั้นตอนนี้มันเป็นขั้นตอนที่ท่านจะมา ขออนุญาตจากรัฐสภา เมื่อรัฐสภาอนุมัติแล้วท่านก็ไปลงสัตยาบัน แล้วก็มีผลบังคับใช้ ก็เข้าเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ผมได้กราบเรียนคือตามวรรคสอง และประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ในการนําเสนอต่อรัฐสภาท่านให้เอกสาร สิ่งที่ส่งมาด้วย ๔ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฉบับที่ผมยกให้ท่าน ประธานได้กรุณาได้ดู ฉบับที่ ๑ เป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ฉบับที่ ๒ เป็นความตกลงเกี่ยวกับอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญานี้ ฉบับที่ ๓ ท่านบอกว่าเป็นคําประกาศตามข้อ ๒๙๘ ในอนุสัญญาแห่งนี้ ข้อ ๒๙๘ ผมพยายามที่จะ พลิกดูในรายละเอียด เป็นตอนที่ ๓ ในภาค ๑๕ การระงับข้อพิพาท ข้อ ๒๙๘ เป็นเรื่อง ว่าด้วยข้อยกเว้นที่เลือกได้ในการที่จะใช้ตอนที่ ๒ ท่านก็เขียนมาให้เราดู เป็นการ แสดงเจตนารมณ์ว่าประเทศไทยเราจะต้องปฏิบัติอย่างไรตามข้อ ๒๙๘ เพราะเขาถือว่าเป็น ข้อยกเว้นที่เลือกได้ท่านเขียนชัดครับว่าในส่วนบัญญัติที่เกี่ยวกับข้อพิพาทนี้ท่านก็ให้ รายละเอียดมา ๒-๓ ประการ ผมจะไม่อ่าน ไม่พูด เพราะเป็นการเสียเวลาผมมีเวลาน้อย ท่านประธานครับ มีคําประกาศตามข้อ ๓๑๐ ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย เมื่อสักครู่ เรื่องเกี่ยวกับคําประกาศและคําแถลงว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ไม่เป็นอย่างไร ท่านประธานครับ โดยกระบวนการแล้วผมเรียนถามว่าในหนังสือของท่านเองทําให้ผมตกใจ หนังสือ ๔ เรื่องนี้ท่านบอกว่า จึงขอเสนอหนังสือสัญญาดังกล่าวรวม ๔ ฉบับ มาเพื่อโปรดนําเสนอ รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จริง ๆ ต้องมีฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) ด้วยนะครับ เขียนให้ถูกนะครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าข้อ ๑ ข้อ ๒ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิอนุมัติหรือครับ ไม่สิทธิให้ความเห็นชอบหรือ ท่านประธาน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ถ้าผมไม่เห็นชอบ หรือรัฐสภาแห่งนี้ไม่เห็นชอบอันนี้จะเป็นอย่างไรครับ อันนี้มันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ มาเรียบร้อยหมดแล้ว เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ภาคีเขาทํามาหมดแล้ว เรากําลังจะขอ เป็นภาคีเขา อันนี้เราต้องไปเห็นชอบอย่างไรครับ ผมแปลกใจท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมไม่เถียงหรอกครับว่าการที่ท่านจะขอเข้าไปเป็นภาคีสมาชิก ท่านก็แนบคําประกาศตามข้อ ๒๙๘ กับข้อ ๓๑๐ มาให้เราดูว่าเมื่อไปเป็นแล้ว ฉันจะไม่เป็น อย่างนี้ตามข้อบังคับที่เขียนไว้ อันนี้พอเข้าใจได้ พอกล้อมแกล้มได้ท่านประธานครับ ผมก็แปลกใจท่านประธานครับ ท่านก็ขอมาตรง ๆ ว่าท่านจะขอไปเป็นภาคีของอนุสัญญา สหประชาชาติกฎหมายทางทะเลและความตกลงที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญานี้ ทําไมท่าน ไม่เขียนตรง ๆ แล้วก็บอกเราตรง ๆ ครับ เราจะได้พิจารณาได้ว่าจะอนุมัติให้ท่านเป็นภาคี หรือไม่เป็นภาคี ประโยชน์คืออะไร โทษคืออะไร กระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร เจรจาอย่างไร ถึงไหน ผมแปลกใจมากท่านประธานครับ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่าเราเอง สมาชิกรัฐสภายินดีครับที่จะให้ความมือกับฝ่ายบริหารในการที่จะทําให้ประชาชาติบ้านเมือง มีโอกาส แต่ว่าท่านอย่าเห็นเราเป็นตรายางสิครับท่านประธาน มันเหมือนว่าเอามาปุ๊บ ถ้าพวกเราไม่ได้สนใจ แล้วผ่าน ๆ ไปเดี๋ยวเขาก็ไปทําตามกระบวนการ ผมถามกระบวนการ การเจรจา กระบวนการเข้าขอเป็นอนุสัญญาอยู่ตรงไหน พวกผมรู้ได้อย่างไร ใครเป็นคนทํา ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร ไม่มีเลยครับท่านประธาน ผมถามต่อท่านประธานครับ เมื่อท่านไปลงสัตยาบันแล้ว ท่านได้เตรียมการที่จะให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงข้อมูล โดยรายละเอียดสิ่งเหล่านี้อย่างไร ตอบผมด้วยนะครับ เตรียมการหรือไม่ แล้วมันมีผลกระทบ เกิดขึ้นท่านได้เตรียมแก้ไขอย่างไรตามวรรคสี่ของรัฐธรรมนูญเลย ผมเอารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง เพราะท่านมาตามรัฐธรรมนูญ มีไหมครับมาตรการเหล่านั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ โปรดอย่าเห็นเราเป็น ๑. ท่านคิดว่าเราเป็นเทวดา นิดหนึ่งก็ได้แล้ว เก่งมาก ๒. อย่าเห็นเรา เป็นตรายาง มองกลับด้านนะครับ อีกมุมหนึ่งเป็นตรายางเลยส่งไปเถอะอย่างไรมันก็ผ่าน ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ถือว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของสมาชิกรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง ผมอาจจะไม่รู้ท่านอื่นอาจจะรู้ผมไม่ว่า แต่มุมผมเป็นอย่างนี้ ท่านต้องให้เกียรติสมาชิกรัฐสภา ทุกคนด้วยครับ ระบุให้ชัด นี่โชคดีนะครับท่านประธาน ว่ามีหนังสือนําส่งมามีเรื่องให้ ผมเลยเข้าใจได้ว่าอันนี้ขอเป็นภาคีเขานะครับ แต่กระบวนการ ขั้นตอน รายละเอียด ผลกระทบ ท่านไม่บอกอะไรเราเลย มีคําประกาศแนบท้ายมา ๒ ฉบับเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพถ้าท่านชี้แจงไม่ได้ผมไม่ให้ความเห็นชอบครับ ขอบคุณครับ
ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติให้นําเสนอ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๒๕ มาสู่การพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้นะครับ ที่จริงเรื่องนี้ถ้าเราดู พ.ศ. ของอนุสัญญาฉบับนี้ จะเห็นว่า ค.ศ. ๑๙๘๒ ในปีนี้ ค.ศ. ๒๐๑๑ ๒๙ ปีเต็ม ๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้แล้ว แต่ไม่ได้ให้สัตยาบันนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูนะครับ ว่ารัฐบาลขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ที่จริงแล้วคงจะต้องอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐๕ ประกอบด้วยนะครับ เนื่องจากว่าอนุสัญญาฉบับนี้เป็นการดําเนินการเริ่มต้น มาแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ฉะนั้นใน (๕) บอกว่าให้นําส่วนที่ยังค้างอยู่มาเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภาแห่งนี้ ทีนี้เมื่อดูการพิจารณานะครับ ประเด็นปัญหาก็คือว่าในส่วนของ (๓) และ (๔) ในรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่าก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับ นานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ประเด็นคําถาม ก็คือว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๒๙ ปี รัฐบาลได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ อย่างไร คําตอบก็คือว่าคนที่รับผลกระทบหลักคือชาวประมงหรือว่าผู้ที่เดินเรืออยู่ในน่านน้ํา ระหว่างประเทศ ก็ไม่เคยได้รับการชี้แจง ได้รับข้อมูลนะครับ เมื่อมาดูในวรรคสี่ บอกว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน นั่นคือวันนี้ที่มาขอสัตยาบันเพื่อให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม คําถามต่อไปก็คือว่าตลอดระยะเวลา ๒๙ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดําเนินการ ในการที่จะเยียวยาผู้เดือดร้อนหรือไม่ แล้วกลับมาดูอนุสัญญาเองนะครับ อนุสัญญาฉบับนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายทะเลอย่างมหาศาล เป็นกฎหมายแม่บทรัฐธรรมนูญ ของกฎหมายทะเลทั้งหมดนะครับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือว่าทําให้ ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะ ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือเราถูกประเทศต่าง ๆ รอบบ้านเราที่มีทะเล ขยายเขตทะเล มาปิดล้อมทะเลของไทย ทําให้ประเทศไทยไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลหลวง อีกเลย อันนี้เกิดผลอะไรครับ เกิดผลต่อการเดินเรือครับ เพราะประเทศต่าง ๆ เมื่อมีการ ขยายเขตทะเลออกไป เขาก็จะไปตั้งเขตตั้งกฎหมายขึ้นมาเพื่อจะดําเนินการในการรักษาสิทธิ ประโยชน์ของเขานะครับ แล้วเรือประมงที่เดือดร้อนที่สุดในการเดินเรือออกนอกน่านน้ําไทย คือเรือประมงครับ ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ โดยมิชอบจากเรือประมงไทยนะครับ ได้รับผลกระทบอย่างมากนะครับ ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้ กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์โดยมิชอบจากเรือประมงไทย ได้รับผลกระทบอย่างมาก เราก็ไม่ได้ดําเนินการอะไรในการคุ้มครองตรงนั้น
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของกฎหมายทะเลฉบับนี้เมื่อประเทศต่าง ๆ ขยายเขตแล้ว ปิดล้อมประเทศไทยแล้ว พื้นที่เดิมของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน เคยเป็นแหล่งประมงของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า หรือแม้แต่ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ทําให้ทะเลของประเทศไทย หรือแหล่งประมงเราเสียไปประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางไมล์ เราพูดกันมานานแล้ว เป็นเวลา ๒๐ กว่าปี แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราไม่ได้มีการดูแลเยียวยาแก้ไขให้กับ ชาวประมงเลย แล้วก็ในสมัยนั้นก็มีการออกกฎหมายมาทําให้ชาวประมงเดือดร้อนด้วยซ้ํา แต่อย่างไรก็ตามด้วยเวลาเพียง ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้เราคงไม่สามารถที่จะกลับไปดูแล เยียวยาได้ทั้งหมด แต่อยากจะให้ทางรัฐบาลนี้ตั้งต้นนะครับ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น ความจําเป็น เนื่องจากว่าเป็นกฎหมายแม่บทของทะเลที่จะทําให้เรานี้ได้สิทธิ อีกหลายประการที่ขณะนี้เราไม่ได้ สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ นอกจากนี้ในเรื่องของ กฎหมาย ขณะนี้อนุสัญญาฉบับนี้ได้นําไปสู่การพัฒนากฎหมายย่อย กฎหมายลูกนี้ อีกหลายฉบับ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะเร่งเข้าเป็นภาคี เร็วเท่าไรเราก็จะสามารถใช้สิทธิในการเข้าประชุม เพราะทุกวันนี้เวลาเราไปประชุมนี่นะครับ เราก็นั่งอยู่นอกห้อง เป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น แต่การเป็นภาคีก็จะเกิดประโยชน์นอกจากนี้ ในเรื่องประเทศต่าง ๆ ได้ใช้กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์จากเรือเรา จากเรือประมงไทยเราก็สามารถที่จะคุ้มครองได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถใช้กฎหมายทะเลนี้ เข้าไปเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ให้กับชาวประมงได้ และโดยรวมนี้ก็เห็นว่า เป็นประโยชน์ที่จะให้ประเทศไทยรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้ แต่ประเด็นที่ สําคัญก็คือว่าเมื่อเข้าเป็นภาคีแล้วเราจะทําอย่างไรที่จะรักษาประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่จริงแล้วจะต้องมีการจัดตั้งองค์กร จะต้องมีการแก้กฎหมายภายในต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ อนุสัญญา จะต้องเร่งดําเนินการจัดเอกภาพมีความชัดเจนในเชิงนโยบาย ก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลได้มีความพยายามในการให้ความสําคัญกับกฎหมายทะเล เพราะว่า ทะเลนี้ถ้าเอาแผนที่โลกมาดู พื้นที่ทะเล ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราสามารถที่จะหาประโยชน์ได้ สุดขั้วโลกได้เลย แต่ประเด็นก็คือว่าวันนี้เรายังไม่ได้ให้ความสําคัญกับทะเล ผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล หรือแม้แต่การดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นจึงสนับสนุน ให้รัฐบาลได้เข้าเป็นภาคี แต่ขอฝากท่านประธานได้ช่วยกรุณาดูสักนิด ในอนาคตถ้ารัฐบาล ดําเนินการลักษณะนี้โดยการไม่มีเอกสารที่จะเห็น ที่จะชี้แจงในรายละเอียดว่ากฎหมาย อนุสัญญาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสู่รัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบนั้น ถ้าไม่มีรายละเอียดในเรื่อง ของความสําคัญ ในเรื่องของผลกระทบในเรื่องการเยียวยาแล้ว ผมคิดว่ารัฐสภาไม่ควรจะได้ พิจารณากฎหมายลักษณะนี้อีกต่อไป ขอให้ฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายที่ดําเนินการในลักษณะนี้ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็ให้ท่านประธาน รัฐสภาคนใหม่เขาเป็นคนตรวจ ผมก็คงไม่มีโอกาสไปตรวจหรอกครับ ต่อไปท่านวิทยา บุรณศิริ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา คือผมไม่สบายใจกับการชี้แจงของท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมแห่งนี้ แล้วได้ดูรายละเอียดของการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ตรงใจกันครับกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไปนะครับ ผมคิดว่าปัญหาของพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือทําธุรกรรมต่างประเทศ ว่าด้วยการขนส่ง ทางน้ําก็ดี หรือว่าอาชีพในการทําประมง รัฐมนตรีไม่บอกปัญหาที่ได้รับ ผมอยากจะฟัง ปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น ถึงแม้ท่านจะเป็นผู้แทนของการเสนอกฎหมายในนามของรัฐบาล เพราะฉะนั้นความเห็นชอบ ที่จะเกิดขึ้นกับรัฐสภาแห่งนี้ที่จะลงมติกัน ตรงนี้เป็นสิ่งสําคัญครับท่านประธาน สิ่งที่เราพบว่า เราประสบปัญหา โดยเฉพาะผู้ที่ทําการประมงหรือทําการเดินเรือในน่านน้ําสากลต่าง ๆ เราเข้าใจว่านานาประเทศ ๑๖๗ ประเทศ ได้เป็นสมาชิกในภาคีอนุสัญญา แต่เราพบว่า ประเทศไทยที่เขาแก้ปัญหากัน พี่น้องที่ทําการประมงนั้นโอนเรือข้ามสัญชาติไม่รู้กี่ประเทศแล้ว ในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทําการจับปลาในประเทแอฟริกาใต้ก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ประเทศเยเมน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศโอมาน ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ท่านยังไม่ บอกปัญหาเราหรือครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราดูในรายละเอียดในอนุสัญญา แล้วเราพบว่าสิ่งที่เรากําลังจะเข้าไปเป็นภาคีนั้น แล้วมีข้อยกเว้นในกรณีที่ท่านมีเอกสาร มาแนบให้เราดู อันนี้คือคําตอบสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ มันไม่เกิดผลกระทบกับอาชีพ หรือระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่เรากําลังวางแผน ที่เราคุยนักคุยหนาว่ามีการเจริญเติบโต เป็นเปอร์เซ็นเท่านั้นเท่านี้ ท่านต้องบอกต่อที่ประชุมแห่งนี้หน่อยสิครับว่าปัญหาที่ได้รับ ผลกระทบระหว่างที่เราไม่ได้ดําเนินการนํารายละเอียดต่าง ๆ มาขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ผมว่าสิ่งนี้ท่านต้องพูดนะครับ ปัญหาผลกระทบ สมัยก่อนนั้นผมเรียนตามตรงว่าผมได้มี โอกาสทํางานในองค์กรองค์กรหนึ่ง ในวงการของไมนิ่ง (Mining) เรื่องแร่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มันยังไม่มีการแก้ไข ปัจจุบันเรามีการต่อเรือเดินทะเลส่งไปที่ประเทศอินโดนีเซีย เขามาได้ อย่างไร ในประเทศไทยมีการต่อเรือดูดแร่ส่งไปที่ประเทศอินโดนีเซีย การเข้าออกนั้น ดูเสมือนง่ายครับ แต่ผมแค่อ่านในรายละเอียดนี้ครับ ถ้าเกิดว่าเราเข้าไปเป็นภาคีแล้ว มีข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ ที่เราอาจจะปฏิเสธ ที่ไม่ได้กําหนดในเงื่อนไข เมื่อเราเข้าไป เป็นภาคี มีผลกระทบกับด้านการประมง มีผลกระทบกับระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะ การขนส่งหรือการทําธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลหรือเรือที่ ผมได้กล่าว ผมได้พบผู้ประกอบการที่ทําธุรกรรมด้านการต่อเรือดูดแร่ และผมก็ภาคภูมิใจว่า คนไทยนั้นมีความสามารถ เขาสั่งต่อเรือในประเทศไทยนั้นปีหนึ่งหลายสิบลํา แล้วก็ส่งไปที่ ประเทศอินโดนนีเซีย สิ่งเหล่านี้อยากจะฟังนะครับว่าปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น รัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นตัวแทนในการเสนอเรื่องเข้ามาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านตอบ คําถามผมหน่อยได้ไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมได้กล่าว ๑. กับพี่น้องประมงในนานาประเทศ เป็นอย่างไรตอนนี้ ในน่านสากลเป็นอย่างไรบ้าง ตอบให้ชัดเลยนะครับว่าเขาธุรกรรมกัน อย่างไรเขาถึงสามารถจับปลามาสู่ตลาดโลกหรือว่าสู่ประเทศเราได้ ออกไปแล้วหลายเดือนกลับมา ทําโดยวิธีไหนครับ หรือทําโดยความสามารถของเอกชนโดยที่รัฐบาลไม่ได้อุ้มชูอะไรเลย สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญท่านประธานครับ นอกเหนือจากท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านคุณหมอชลน่าน ได้กล่าวมาแล้วผมคิดว่าท่านต้องเพิ่มเติมครับว่าในเรื่องของการนําเสนอ ๑ ปี มันเป็นการ แก้ไขในมาตรา ๑๙๐ มีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ ควรจะต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นการนําเสนอของท่านดูจะต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ท่านควร จะบอกให้ละเอียด และขอให้ท่านบอกด้วยว่าปัญหาที่ได้รับ เราไม่ต้องการฟังหรอกครับที่ ท่านจะบอกว่าเมื่อรัฐสภาแห่งนี้ถ้าเกิดอนุมัติหรือลงมติเห็นชอบแล้วจะเกิดประโยชน์กับ การขนส่งทางน้ําหรือการเดินทะเล ท่านพูดแค่นั้นแต่ผมฟังแล้วมันคงไม่ใช่คําตอบสุดท้าย ผมอยากให้ท่านบอกปัญหาเลยครับว่า ผลกระทบกับพี่น้องประมงที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขโดยการเข้าเป็นอนุสัญญาภาคีตรงนี้แล้ว มันแก้ปัญหาตรงนั้นได้ด้วย เพราะเขาเจ็บช้ํากันมานานแล้วครับท่านครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
คุณเรวัตยังติดใจอยู่หรือครับ ผมว่าไม่ต้องอภิปรายแล้ว ให้รัฐมนตรีตอบเถอะครับ เวลาพอแล้ว พอแล้วท่านเรวัต เพราะว่าท่านพูดมาตลอด ๓-๔ ฉบับแล้ว ท่านอยู่เมืองกาญจน์ไม่มีทะเลครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ให้รัฐมนตรีตอบก่อนนะครับ ผมจะฟังและเดี๋ยวผมขออภิปรายครับ
ถ้าอย่างนั้นก็เชิญอภิปรายให้เสร็จก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ท่านวิทยา บุรณศิริ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน เห็นด้วยจริง ๆ ว่าการเสนอการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับการ อนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ เมื่อสักครู่ท่านประธานวิปได้บอกไปว่าการเสนอเข้ามานี้ จะแก้ปัญหาไหม แก้ปัญหาให้เขาได้หรือเปล่า เพียงแต่บอกว่าเรายังไม่ได้ลงนามและให้ สัตยาบันเขาอยู่ ๒ ประเทศในเอเชียนี้ และถ้าลงนามแล้วก็จะเป็นประโยชน์ในด้านเสรีภาพ ในการเดินเรือ เสรีภาพในการประมง ท่านประธานครับ เสรีภาพในด้านการประมง มันมีตรงไหนครับ การประกาศเขตเศรษฐกิจจําเพาะ ขยายอาณาเขต ๒๐๐ ไมล์ทะเล ท่านประธานรู้ไหมว่าพี่น้องชาวประมงเดือดร้อนแค่ไหน เสียหายต่อการจับปลาแค่ไหน ทั่วโลกรู้ครับ ชาวประมงของไทยมีความสามารถในการจับปลาไม่แพ้ใคร ๆ ในโลกนี้ แต่การประกาศ เขตเศรษฐกิจจําเพาะเกิดความเสียหายครับ พี่น้องชาวประมงไทยสามารถที่จะไปจับปลา ได้โดยเสรีที่ไม่มีการประกาศขยายเขตตรงนี้ และการขยายเขตตรงนี้ ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าสภาให้ความเห็นชอบไปแล้วท่านสามารถจะไปนําพาต่อการไปเจรจาไหมว่า เขตเศรษฐกิจจําเพาะไม่สามารถดําเนินการการที่จะให้ชาวประมงเขาถูกจับได้ หรือดําเนินการให้การที่ชาวประมงสามารถไปจับปลาในเขตเหล่านี้ได้ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ มีสถิตินะครับ มีสถิติเรือประมงไทยถูกจับในน่านน้ําต่างประเทศ นี่ครับท่านประธานครับ ถูกจับที่ประเทศเวียดนาม ๑๙๘ ลํา ถูกจับที่ประเทศสิงคโปร์ ๔ ลํา ถูกจับที่ประเทศมาเลเซีย ๖๐ ลํา ถูกจับที่ประเทศกัมพูชา ๕๐ ลํา ถูกจับที่ประเทศอินโดนีเซีย ๑๘ ลํา ถูกจับที่ประเทศอินเดีย ๒๗ ลํา ถูกจับที่ประเทศพม่า ๑๐๗ ลํา ถูกจับที่ ประเทศบังกลาเทศ ๑๖ ลํา สิ่งเหล่านี้ครับทางรัฐบาลจะไปแก้ไขได้ไหมครับ จะไปแก้ไขว่า การจับปลาครั้งต่อไปแล้วมีปัญหาที่ไม่สามารถเข้าไปจับได้ในเขตเศรษฐกิจจําเพาะ ๒๐๐ ไมล์ทะเล ใครจะไปรู้ ใครจะไปดูได้ ตรงไหน อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ติดต่อ ระหว่างกันนี่ครับ อย่างของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม สิ่งเหล่านี้ ประเทศใกล้เคียงเหล่านี้ เสร็จแล้วถูกจับทําให้เกิดการยากลําบาก ต่อพี่น้องชาวประมง ถูกยิงก็มีนะครับ ถูกยึดเรือไปก็มีครับ เวลาถูกยึดเรือไปผมก็ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างไรโดยรวดเร็วเลย บางทีถูกจับไป ถูกขังคุกขี้ไก่ เคยได้ยินมาอย่างนี้ ที่เขมรมีอย่างนี้ เคยไหม อย่างนี้รัฐบาลให้ความดูแลไหม สิ่งที่เขาเดือดร้อนอยู่อย่างนี้รัฐบาลจะไปช่วยเหลือเขาได้ไหม ตรงนี้ต้องตอบให้ชัดครับ ผมดีใจครับท่านประธาน อย่างไรผมก็เห็นว่าที่เอามาเข้าวันนี้ ที่ให้สัตยาบันวันนี้ของสหประชาชาติ จะอ้างว่า ๑๐๐ กว่าประเทศทํามาแล้วก็ตาม แต่เขาทํามาแล้วเขาไม่เดือดร้อน ประเทศไทยเดือดร้อนนี่ครับ ประเทศไทยเราเดือดร้อนครับ ท่านประธาน ก็ชาวประมงถูกจับในเร็ว ๆ นี้ แล้วชาวประมงขณะนี้ไม่มีที่ทํากิน จะไปหา ที่ไหนครับ ทะเลต่อทะเลมันก็ติดต่อกัน ออกไปก็เข้าไปเขตเขาแล้ว ๒๐๐ ไมล์ทะเล เขาเข้ามา แต่เขาเข้ามาเราก็ไม่ได้จับอะไรเลยเพราะว่าของเราก็ปลาหมดแล้ว ไม่ค่อยมี อย่างอ่าวไทย เราก็ไม่ค่อยมีเพราะว่าพี่น้องชาวประมงไทยเราเก่งกาจสามารถในการหาปลา ในการจับปลา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธานเป็นสิ่งที่น่าคิด ผมเห็นด้วยจริง ๆ กับท่านประธานวิป ของเราที่ได้พูดไป ท่านต้องแก้ไขหน่อย เดี๋ยวตอบ ถ้าหากว่าตอบแล้วผมพอใจผมก็ไม่ถาม ถ้าไม่พอใจก็ต้องมาถามอีกครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาให้ความสนใจอภิปรายแล้วก็มีข้อซักถาม รวมถึงข้อทักท้วงในบางประเด็น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญสําหรับรัฐสภานี้ ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกจากวุฒิสภาซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับสภานี้ ในเรื่องของการดําเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งหลังจากที่เราลงนามในอนุสัญญา มาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ก็นับเนื่องเป็นเวลาถึง ๒๙ ปี ในการที่กว่าจะมาถึงวันที่เราเข้าเป็น ภาคีอนุสัญญาซึ่งมาขออนุมัติจากรัฐสภาในวันนี้ ก่อนอื่นต้องขออภัยนะครับที่หนังสือนําส่ง จากทางรัฐบาลมายังรัฐสภานี้อาจจะทําให้เพื่อนสมาชิกหลายท่านเกิดข้อสงสัยว่าเราเสนอ รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ ถึง ๔ เรื่องเช่นนั้นหรือ และต้องขออภัยด้วย ที่อาจจะไม่มีรายละเอียดถึงที่มาที่ไป ซึ่งความจริงก็ควรจะเป็นหน้าที่ของผู้ที่มาชี้แจงที่จะทํา ความกระจ่างในเรื่องนี้ ก่อนอื่นต้องเรียนนะครับว่าการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภานั้นก็เป็นการ ให้รัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาด้วย ดังนั้นการที่ท่านจะลงมติหลังจากที่มีการชี้แจงจบไปนั้น ก็คือการให้ความเห็นชอบว่าให้รัฐบาลไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ แต่ในส่วนหนังสือนําส่ง ที่พูดถึงทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นรายละเอียดของเรื่องที่เกี่ยวข้องของการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ซึ่งหลายท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายก่อนหน้านี้ก็ได้แสดงความเห็นถึงรายละเอียดต่าง ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องแรกนี้ก็ต้องขอชี้แจงเพื่อความกระจ่างชัด
ในประการที่ ๒ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ซักถามถึงเรื่องของการเตรียมการในการ ที่จะดูแลผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องของการประมงและ เกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของทะเลตามอนุสัญญาฉบับนี้ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าเหตุผลประการหนึ่งของการรีรอในการที่เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ยาวนาน ถึง ๒๘-๒๙ ปี น่าจะเป็นคําตอบที่สําคัญว่ารัฐบาลไทยในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เห็นผลกระทบต่อเรื่องนี้และจําเป็นที่จะต้องมีการดําเนินการโดยรอบคอบ ความจริงแล้ว นับแต่รัฐบาลไทยได้เห็นชอบในการลงนามอนุสัญญาเมื่อปี ๒๕๒๕ นั้น คณะรัฐมนตรี ในยุคนั้นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกฎหมายทะเลและเขตทางทะเลของประเทศไทย โดยเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๒๗ เพื่อเป็นกลไกหลักในการ เตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญามาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการ กฎหมายทะเลและเขตทะเลของประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๗ นั้นได้มีการเตรียมการ ในระยะเวลาที่ยาวนานครับ โดยได้มีการจัดทําคําแปล ตารางข้อบทต่าง ๆ ของอนุสัญญา ที่จําเป็นต้องออกกฎหมายรองรับ โดยที่เนื้อหาของอนุสัญญานี้ครอบคลุมกิจกรรมทางทะเล ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้มีการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดําเนิน กิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องของทางทะเลเป็นจํานวนมาก เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการกระทําอันเป็นโจรสลัด การขยายเขต การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร การเข้าเมือง การคลัง และสุขาภิบาลในเขตต่อเนื่อง แล้วก็ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญา เช่น ร่างพระราชบัญญัติ การประมง ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น นี่คือตลอดระยะเวลา ๒๘-๒๙ ปีที่มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกลไกที่มีการ จัดตั้งขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๒๗ เพราะฉะนั้นก็เป็นคําตอบว่าตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมานี้ก็มีการไปพบปะพูดคุยทําความเข้าใจดูถึงกลไกต่าง ๆ หรือกฎหมายข้อประกาศ ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบมาโดยต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ผ่านมา หลังจากมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีการกําหนดมาตรา ๑๙๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ซึ่งได้บัญญัติถึงการที่จะต้องไปรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติของคณะรัฐมนตรีในยุคก่อนนะครับ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ก่อนหน้ารัฐบาลชุดนี้ ๒ ชุดนะครับ โดยมติคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็เห็นชอบในหลักการและให้เร่งรัดดําเนินการการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา โดยมีการจัดสัมมนา ระดมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญาได้โดยเร็ว มีการดําเนินการหลายครั้งครับ มาถึงรัฐบาล ชุดปัจจุบันได้มีการออกไปรับฟังความคิดเห็นในปี ๒๕๕๒ เพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง ก็เรียนว่า ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของแต่ละส่วนต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาของการดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดําเนินการที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ตลอดจนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญปีปัจจุบันซึ่งได้มีการดําเนินการในปี ๒๕๕๒
ประการถัดมาที่มีการสอบถามครับ ก็คือถามถึงผลกระทบ โดยท่านสมาชิก ได้สอบถามว่า การเข้าเป็นภาคีกับการไม่ได้เข้าเป็นภาคีจะสามารถทําให้แก้ไขปัญหาของ พี่น้องที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมาชิกท่านสุดท้าย ที่อภิปรายถึงเรื่องของพี่น้องประมง ผมเรียนว่าเรื่องการเข้าเป็นภาคีนั้นจะเป็นประโยชน์ ในแง่ที่ว่าถ้าเราถือว่ากฎหมายฉบับนี้หรืออนุสัญญาถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีแล้ว เราก็จะมีเพียงแต่หน้าที่ แต่จะไม่ก่อให้เกิดสิทธิ การเข้าเป็นภาคีนั้นจะก่อให้เกิดสิทธิ ที่ท่านสมาชิกยกตัวอย่างว่า ชาวประมงเราไปจับปลาในเขตเศรษฐกิจจําเพาะของต่างประเทศ แล้วก็ถูกจับกุมดําเนินคดี ถูกจับไปขังคุกอย่างที่ว่า แต่การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานั้น ในภาคี อนุสัญญาก็จะมีบัญญัติเอาไว้ในอนุสัญญาว่ากฎหมายภายในของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ในกรณีเขตเศรษฐกิจจําเพาะจะต้องไม่มีโทษจําคุก คงมีแต่เฉพาะโทษปรับเท่านั้น ดังนั้นถ้ามี การเดินเรือเข้าไปในเขตเศรษฐกิจจําเพาะและมีการไปถูกจับกุมตามกฎหมายภายใน หากมีการขังคุก การเข้าเป็นประเทศภาคีก็สามารถใช้สิทธิของเราประท้วงข้อกฎหมายภายใน ที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับดังกล่าวได้ นี่ก็เป็นการยกตัวอย่างบางประเด็นเพื่อเห็นว่า การเข้าเป็นประเทศภาคีนั้นก็มีสิทธิที่เกิดขึ้น และสามารถคุ้มครองประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวด้วย ผมคิดว่าเท่าที่ตอบมาก็คงจะเป็นหลายประเด็นที่ได้ตอบคําถามเพื่อนสมาชิก อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งท่านก็สงสัยว่าหลังจากนี้ไปแล้วจะเข้าถึงข้อมูล ได้อย่างไร ก็ต้องเรียนนะครับว่าทางกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการที่เป็นกลไกดําเนินการของการเตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ก็ได้เปิด ให้มีการเข้าถึงข้อมูลโดยต่อเนื่องตลอด และในการเปิดให้มีการรับฟังความเห็นนั้นก็เป็นการ เปิดเผยข้อมูลของผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย ก็ขออนุญาตได้กราบเรียนชี้แจงกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก ก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าหากมีการชี้แจงครบถ้วนประการใดแล้ว ก็ขอให้มีการให้ความเห็นชอบในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ด้วยการลงมติ ตามรายละเอียดที่มีการส่งให้รัฐสภาแล้วครับ
จบการอภิปรายแล้วละครับ พอแล้ว คุณเรวัตคุณจะซักถามอะไร มีแต่ภูเขาไม่มีน้ําทะเลกับเขา
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ฟังท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงแล้ว ท่านประธานครับ ท่านฟังนะครับท่านรัฐมนตรีบอกว่า ถ้าเป็นภาคีแล้ว เวลาเข้าไปในน่านน้ําไม่ถูกจับ ท่านบอกอย่างนี้ใช่ไหม ไม่ถูกจับใช่ไหม ผมจดไว้ ไม่ถูกจับนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ แต่ตอนนี้ตอนที่ถูกจับนั่นยังไม่ได้ร่วมเป็นภาคี ยังไม่ได้ร่วมให้สัตยาบันใช่ไหมครับ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านก็บอกอีกว่ามีกฎหมายป้องกันโจรสลัด ท่านออกมาเพื่ออะไรครับ แล้วโจรสลัดโซมาเลียจับเรือไทยไปท่านช่วยอะไรได้ ถูกจับไป แล้วเอาไปกักขังหน่วงเหนี่ยวช่วยอะไรได้ไหมครับ ตอบให้หน่อยสิครับ ว่ากฎหมายฉบับนี้ ไปช่วยอะไรเขาได้ ถูกจับไปตั้งหลายเดือน ผมไม่เคยได้ยินเลยว่ารัฐบาลไทยให้การช่วยเหลือ อย่างไร พี่น้องชาวเรือพาณิชย์ถูกโจรสลัดโซมาเลียจับไป ช่วยอะไรได้ไหมครับ ตอบให้หน่อย เถอะครับท่านประธาน
ก็พอแล้ว
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ความจริง มีเรื่องที่เกี่ยวข้องเรื่องหนึ่ง แล้วอีกเรื่องหนึ่งอาจจะคาบเกี่ยว แต่ไม่ได้เกี่ยวกับอนุสัญญาทีเดียว ขออนุญาตตอบสั้น ๆ นะครับว่า กรณีที่ตอบเรื่องของการเดินเรือเข้าไปจับปลาในเขต เศรษฐกิจจําเพาะนี้ ไม่ได้พูดถึงการไม่ถูกจับนะครับ แต่พูดถึงกฎหมายภายในของประเทศ ที่เป็นภาคีอนุสัญญานี้ ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของอนุสัญญาด้วย กรณีเขตเศรษฐกิจจําเพาะนี้ กฎหมายภายในของประเทศนั้นจะต้องไม่มีโทษจําคุกครับ ถ้าเราไม่เป็นประเทศภาคีเข้าไป แล้วถูกจําคุกโดยกฎหมายภายใน เราไม่เป็นประเทศภาคีเราประท้วงไม่ได้ครับ แต่ถ้าเราเป็น ประเทศภาคีเราประท้วงได้ นั่นก็หมายความว่าเราสามารถใช้สิทธิในฐานะประเทศภาคี ปกป้องคุ้มครองประโยชน์คนในชาติของเราได้ นี่คือประเด็นที่ผมตอบ กรณีที่อาจจะ ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงคือกรณีโจรสลัดโซมาเลีย ซึ่งท่านพูดถึงว่ารัฐบาลไม่ได้ทําอะไร ความจริง ถ้าท่านติดตามข่าวสารโดยใกล้ชิดด้วยความสนใจ ท่านจะทราบนะครับว่ากองทัพเรือเขามีการ จัดกองทัพเรือ มีการจัดเรือรบของเราไปดูแลพี่น้องซึ่งทําการประมงหรือการพาณิชย์อื่นใด ที่เกี่ยวข้องในเขตน่านน้ําในบริเวณนั้น และบทบาทของกองทัพเรือก็เป็นบทบาทที่ทุกฝ่าย ได้ยอมรับว่าเรามีการดูแลคนในชาติของเราเป็นอย่างดี และหลายกรณีทหารเรือที่เข้าไป เสี่ยงชีวิตช่วยพี่น้องร่วมชาติก็มีหลายกรณี ขอให้ท่านได้ติดตามกรณีนี้โดยใกล้ชิดและท่าน จะได้ทราบครับ
ขอบคุณครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมว่าจะรับหรือไม่รับนะครับ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เชิญท่าน สมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมด่วน เพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุม เพราะเราจะต้องลงมติหลายครั้ง เราจะต้องดําเนินการตามหนังสือนําส่ง ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมครับช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนครับ เพราะเวลาพอสมควรแล้ว เดี๋ยวจะได้ทานอาหารกัน ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กรุณาเข้าห้องประชุม เพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมในการที่จะลงมติในเรื่องด่วนที่ ๑๑ นี้นะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อท่านเข้ามาในห้องประชุมแล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนทุกท่านด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสุมลมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉันมิได้พูดเรื่องของมติวันนี้ กล่าวคือว่าดิฉันในนามของตัวแทน สมาชิกวุฒิสภา ๑๔๙ คน ก็ด้วยความที่ว่าครั้งนี้เป็นการประชุมรัฐสภาครั้งสุดท้าย เพราะว่า รัฐบาลนี้ก็จะยุบสภา
ท่านรู้ได้อย่างไรครับ
ข่าวเขาว่าอย่างนั้น
ผมจะประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันอังคารที่ ๓ นั่งลงได้ครับ
ประชุมร่วมกัน
ครับ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งสุดท้ายวันอังคารที่ ๓ ครับ
ท่านจะประชุม อีกครั้งหนึ่งหรือ
ครับ เพราะเราก่อนจะจากกัน เราต้องประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่งครับ
เขาบอกให้ดิฉันพูด เพราะว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
อย่าไปฟังคนอื่นสิ ต้องฟังประธาน
ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้เถอะค่ะ คือดิฉันชมเชยว่าท่านสามารถนั่งอยู่วันนี้ทั้งวันได้
ก็เพราะท่าน ผมถึงนั่งอยู่
โดยที่ไม่ต้องลุกขึ้น ไปไหน เพราะฉะนั้นชื่นชม ที่มีวัยอันมากแล้วเหมือนกัน ขอบคุณค่ะ
ครับ ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
เนื่องจากเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ส่งเรื่องมาให้สภาตามหนังสือ ที่ นร ๐๕๐๓/๑๓๓๙ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๔ ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติเห็นชอบให้เสนอ
๑. อนุสัญญาสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒
๒. ความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๘๒
๓. คําประกาศตามข้อ ๒๙๘ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒
๔. คําประกาศตามข้อ ๓๑๐ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ รวม ๔ ฉบับ เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
ผมจะถามทีละฉบับ เสร็จแล้วก็ร่วมเป็นภาคี มีอะไรครับท่านชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ข้อหารือของท่านในการที่เราจะให้ความเห็นชอบเรียงลําดับ ตามที่ท่านประธานหารือ กระผมขออนุญ่าตหารือท่านประธานว่ากรณีข้อ ๑ ข้อ ๒ มันมีความจําเป็นด้วยหรือครับที่เราจะต้องให้ความเห็นชอบ
ก็แล้วแต่ที่ประชุมรัฐสภาครับ รัฐสภา มีความเห็นชอบอย่างไรก็เอาตามรูปนั้นครับ ผมไม่มีสิทธิ เรื่องมติของที่ประชุมครับ ก็อย่าเสียเวลาเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ถ้าให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ มันไม่ได้แตกต่างกัน ผมร้องขอเลยครับ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ไม่ควร น่าจะเป็นข้อ ๓ ข้อ ๔ ไป หารือท่านประธานอย่างนี้นะครับ ข้อ ๓ ข้อ ๔ มันเป็นแนวทาง เป็นบันทึกกับข้อตกลงที่เราไปทํากับเขา เป็นสัตยาบันที่เราจะไปลงนาม แต่ข้อ ๑ ข้อ ๒ เป็นเพียงแต่สิ่งที่เขากําหนดให้เราทํา ผมก็เลยสงสัยว่าเราจะต้อง ให้ความเห็นชอบด้วยหรือไม่
เราไม่มีสิทธิ ผมไม่มีสิทธิครับ แล้วแต่ที่ประชุม
ผมหารือ ท่านประธานครับ ก็แล้วแต่ท่านประธานดําเนินการในฐานะท่านเป็นประธาน
ผมไม่สามารถที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ได้นะครับ เพราะว่าเขาเสนอมาอย่างนี้ ประธานรัฐสภาก็บรรจุอย่างนี้ เมื่อบรรจุแล้ว ที่ประชุม ก็ได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว ผมก็ลงมติตามเอกสารที่มีอยู่นี้ ผิดถูกก็ไปว่ากันที่ ชั้นศาลรัฐธรรมนูญครับ เชิญครับคุณวิชาญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตชี้แจงและทําความเข้าใจกับท่านประธานและท่านสมาชิกครับ คือประเด็นนี้ผมคิดว่าถ้าจะต้องขอเป็น ๔ ครั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบนี้ไม่น่าจะเป็นการ ถูกต้องครับ คือทางคณะรัฐมนตรีคงไม่ได้นําเสนอว่าการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากฎหมายทะเล ฉบับนี้ มันมีวิธีการที่จะต้องเข้าด้วยกัน ๓ วิธีนะครับ วิธีแรกก็คือการแก้กฎหมายภายใน ให้หมดสิ้นก่อนเข้าเป็นภาคี วิธีที่ ๒ คือการออกกฎหมาย ๑ ฉบับเพื่อเข้าเป็นภาคี
อันนั้นผมไม่สามารถจะปฏิบัติตามท่านได้ครับ
ไม่ใช่ครับ ผมขออีกสัก ๑ นาทีครับ อันนี้เราใช้วิธีที่ ๓ ครับ คือการทําคําประกาศ ๒ ฉบับเพื่อเข้าเป็น ภาคีในกฎหมายอนุสัญญาฉบับนี้ ฉะนั้นถ้าท่านจะถามที่ประชุม ก็คือถามว่าการจะให้เข้าเป็น ภาคีโดยการออกหนังสือคําประกาศ ๒ ฉบับนี้ รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ไม่ใช่ การให้ความเห็นชอบทั้ง ๔ ฉบับเรียงลําดับ ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเป็นการขอมติ ที่ไม่ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ
ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยครับ ผมจะทําตามที่ผมได้บรรจุระเบียบวาระ ผมก็จะต้องถือระเบียบเป็นหลักครับ ถ้าผมผิดก็ผิดนะครับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผมจะถามมติที่ประชุมเลยนะครับ ไม่แล้วครับ หยุดแล้วนะครับ ท่านสมาชิกท่านผู้ใดเห็นชอบในข้อ ๑. อนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ก็ลงมติแล้วนะครับ ให้ผมดูมตินี้ เสร็จก่อนนะครับ ทุกท่านลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมา จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๖ ท่าน งดออกเสียง ๒๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๔ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบในข้อ ๑. อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ นะครับ เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่เพิ่งจบไป ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตนําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะเมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ท่าน ส.ว. ผู้ทรงเกียรติได้ลุกขึ้นอภิปราย ถึงแนวทางการที่จะ
คือไม่ให้อภิปรายแล้วครับ
ผมไม่ได้อภิปรายครับ แต่ฝากบันทึกไว้เท่านั้นเองครับ ว่ากระบวนการการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาตามกฎหมายนี้ ทําเป็นกฎหมายมา ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขาได้เขียนไว้ครับ กรณีตราเป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ
นั่นมันเรื่องของรัฐบาลครับ เราไม่เกี่ยว
ผมอภิปรายไว้ในสภา ท่านประธานครับ กรุณานิดเดียวครับ
พอแล้วครับ ๆ ให้มันจบไปก่อนครับ
เพราะสิ่งที่เรากําลังทําไป ผมเกรงว่ามันจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ
มันชอบไม่ชอบก็ให้ไปตีความเอาครับ พอแล้วครับ
ผมขออนุญาต เพียงบันทึกไว้ในที่ประชุมเท่านั้นเองท่านประธาน
บันทึกไว้แล้วครับที่ท่านคัดค้านครับ ต่อไปท่านผู้ใดเห็นชอบในข้อที่ ๒. ความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๘๒ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ ถือว่าใช้สิทธิกันทุกท่านแล้วนะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๖ ท่าน งดออกเสียง ๓๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๓ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบนะครับ
ต่อไปลงมติข้อที่ ๓. คําประกาศตามข้อ ๒๙๘ ของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ไม่มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ เสร็จแล้วก็ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๗๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๖ ท่าน งดออกเสียง ๑๔ ท่าน ไม่ลง คะแนนเสียง ๙ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบ
ต่อไปข้อ ๔. คําประกาศตามข้อ ๓๑๐ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิทุกท่าน นะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ไม่มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๓ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน
ผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นกรอบของการเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และความตกลงเกี่ยวกับ การอนุวัติภาค ๑๑ ของอนุสัญญาฯ
เนื่องจากเราได้พิจารณามาพอสมควรแก่เวลาแล้ว ผมขอปิดประชุมวันนี้ วันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม จะประชุมอีกครั้งหนึ่งก่อนที่เราจะจากกัน ขอปิดประชุมครับ