ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องเขตแดนไทย-พม่า โดยเน้นย้ำว่าควรใช้กรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว และขอให้รัฐมนตรีแจ้งว่าหากพม่าไม่รับ จะดำเนินการอย่างไร เธอกังวลว่ากรอบเจรจาที่เสนออาจจะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากมีการเจรจาแล้ว และมีผลบังคับใช้ตามสนธิสัญญาที่ลงนามแล้ว เธอจึงเสนอว่ารัฐมนตรีควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดอ่อนและบริบทของการปักปันเขตแดนกับพม่า และไม่ควรเร่งรัดในการดำเนินการ
ขอบคุณ ท่านประธานที่ทําให้ผมมีความสุข ผมต้องขออภัยท่านประธานจริง ๆ ครับ อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยท่านประธานทําหน้าที่ เนื่องจากเกิดภาวะเจ็บป่วยในส่วนตัวต้องไปนอน โรงพยาบาล ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๒ ที่มันเป็นการดําเนินการมาแล้วมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ค.ศ. ๑๘๖๘ กรอบการเจรจาที่ท่านบอก ท่านบอกว่า จะเจรจาเพื่อจัดทํา แนวเขตแดนใหม่ ผมขีดเส้นใต้ตามเอกสารที่ท่านเสนอมาให้กับรัฐสภามา ในข้อที่ ๓ เรื่องที่ท่านให้ข้อมูลกับรัฐสภา คือข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการเขตแดนไทยร่วมไทย-พม่า ข้อ ๓ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องอ่านให้ท่านประธานฟัง ในการประชุม ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๘-๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ ไทยกับพม่าได้ตกลงกันที่จะจัดทําการสํารวจ และการจัดทําหลักเขตแดนระหว่างกันตลอดแนวขึ้นใหม่ สิ่งที่ผมจําเป็นต้องลุกขึ้น ผมฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ท่านใช้ประโยคนี้ครับ จะเจรจากันเพื่อทําแนว เขตแดนขึ้นใหม่ตลอดแนวที่มีอยู่แล้ว ที่มีอยู่แล้ว ผมขีดเส้นใต้ มีอยู่แล้วตามเอกสารที่ท่าน ใช้เป็นกรอบในการเจรจา ไม่ว่าจะเป็น อนุสัญญา บัญชีรายชื่อ สนธิสัญญา ปฏิญญา หรือโปรโตโคล ( Protocol) ในภาษาอังกฤษ ในข้อ ๔ หนังสือแลกเปลี่ยนในข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ นะครับ ตั้งแต่ระหว่างรัฐบาลของพระบาทสมเด็จในสหราชอาณาจักรและ รัฐบาลอินเดียกับรัฐบาลของประเทศสยาม สมัยนั้นก็คือสยาม หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เซอร์ จอห์น ลอว์เรนซ์ (Sir John Lawrence) เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ค.ศ. ๑๘๖๘ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ที่ท่านประธานบอกว่ามีอยู่แล้วในชาติปางก่อน ท่านประธานนี่โชคดีจริง ๆ ครับ ได้เกิดเป็นมนุษย์ แสดงว่าท่านทําบุญเยอะมาก ท่านประธานครับ ยังมีบันทึกความเข้าใจ อีกครับ ที่ใช้เป็นกรอบ มีแผนที่เอกสาร อันนี้คือสิ่งที่มีอยู่แล้วที่ท่านใช้เป็นกรอบที่จะไป เจรจา ผมเองกราบเรียนท่านประธานว่าการที่จะไปเจรจาเพื่อทําขึ้นใหม่ ประเด็นที่ผม มีคําถามครับ เมื่อรัฐสภาแห่งนี้อนุมัติให้ท่านไปเจรจา แน่นอนท่านบอกว่าจะเจรจา ตามกรอบ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญา หนังสือสัญญา หนังสือแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู หรือบันทึก ความเข้าใจ หรือบันทึกข้อตกลงร่วม หรือปฏิญญาอะไรต่าง ๆ หนังสือแลกเปลี่ยนที่ท่าน มีการประชุมกันมาแล้ว ใช้แนวนั้นตลอดเป็นการเจรจา ทีนี้ผมมีคําถามกับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย ผมเชื่อว่ามีความสามารถครับ ไปเจรจาแล้วเมื่อต้องใช้สิ่งที่เป็นหนังสือสัญญาเหล่านี้เป็นหลัก ถ้าผลการเจรจาเป็นที่ ตกลงกันด้วยดี ๒ ฝ่าย อันนี้คงไม่มีปัญหาครับ แต่ผมเชื่อครับ ผมเชื่อว่าอย่างไรแล้วมีปัญหา แน่นอน เพราะประเด็นที่ท่านบอกกับเรา อย่างน้อยที่บอกว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ท่านยกขึ้นมาอย่างน้อย ๓-๔ ข้อว่าเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ที่จําเป็นต้องเร่งทํา ก็คือเรื่อง ของปัญหาแม่น้ําซึ่งเป็นเขตแดน แม่น้ําเมย แม่น้ํากระบุรี หรือแม่น้ําปากจั่น เปลี่ยนทางเดิน และการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า เมื่อสักครู่ท่านลืมตอบเรื่องนี้ เพราะท่านสมาชิกได้ตั้งคําถามที่แหลมคมมาก เพราะว่าประเทศไทยกับประเทศพม่าเอง เคยมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะงดเว้นการดําเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสันปันน้ํา หรือแม่น้ําที่เป็นเส้นเขตแดน เว้นแต่เป็นการดําเนินการโดยคณะกรรมการเขตแดนร่วมเพื่อประโยชน์ในการสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดน ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ไม่นานมานี้เองครับที่กรุงเทพฯ เป็นการประชุมและมีข้อตกลง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ๒ ฝ่ายพยายามที่จะปกป้องเขตแดนของตัวเอง เพราะว่าอนุสัญญาที่ท่านรัฐมนตรีตอบเองนะครับ บอกว่าระหว่างแม่น้ําเมยใช้ฝั่งแม่น้ําแต่ละด้านเป็นเส้นเขตแดน ใช้ฝั่งแม่น้ําไม่ใช่ร่องน้ําลึก มีบางส่วนเท่านั้นเองที่ท่านตอบว่าเป็นร่องน้ําลึกเป็นเส้นเขตแดน ๒ ฝ่ายก็ถือสิทธิที่จะ สร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะตลิ่งของตัวเอง แน่นอนครับกระแสน้ํามันมีเปลี่ยนแน่ ถ้ามันกระแทกด้านไหน ด้านนั้นก็เสียดินแดนไป เพราะว่าในอนุสัญญาเดิมนั้นท่านบอกว่า ฝั่งแม่น้ํา ท่านประธานครับ ผมเลยมีข้อคําถามถามท่านประธานว่า ถ้ารับ ๒ ฝ่าย เป็นไปด้วยดี ผมเน้นเมื่อสักครู่ว่ายากมากที่จะรับทั้ง ๒ ฝ่าย ประเด็นถ้าแต่ละฝ่ายไม่รับ ถ้าฝ่ายไทยไม่รับ ผมว่าปัญหาไม่ค่อยมากครับ ปัญหาคือถ้าฝ่ายพม่าไม่รับ ไทยเรา จะเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่เราอนุมัติไปมีประโยชน์อะไร ท่านรัฐมนตรีตอบด้วยนะครับ ถ้าพม่าไม่รับ อะไรจะเกิดขึ้น แล้วท่านจะทําอย่างไร เพราะท่านเองใช้กรอบที่เป็นอนุสัญญา หนังสือสัญญาข้อตกลงที่เคยทํามาแล้วมาเป็นกรอบในการเจรจา มันเป็นเรื่องเก่าเท่านั้นเอง เหมือนกับเอาเรื่องเก่าเอามาขึ้นหิ้ง ให้พวกเราช่วยล้าง ๆ เอาไปทําใหม่ ทําไม ท่านประธานครับ คิดว่าพม่าเขาจะรับหรือครับ นี่คือข้อห่วงใยที่ผมคิดว่าการอนุมัติกรอบ ครั้งนี้ไปมันจะมีประโยชน์หรือไม่ อันนั้นประเด็นที่ ๑ ที่ผมตั้งคําถามเอาไว้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ กรอบเจรจาที่ท่านให้มาเสมือนเป็นข้อตกลง เสมือนเป็นหนังสือสัญญา เพียงแต่ผ่านขั้นตอนของสภาถ้าอนุมัติปุ๊บ มีผลบังคับใช้ ตามวรรคสอง ถึงแม้จะใช้ตามวรรคสามนะครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณาตามวรรคสาม เป็นกรอบอยู่ ผมก็เลยกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า การเสนอมาครั้งนี้ ถ้าท่านเลือกจะเสนอเป็นข้อตกลง เสมือนที่จะต้องผ่านตามวรรคสองแล้วจะมีประโยชน์กว่า หรือไม่ ถามซ้ํานะครับ ถ้าท่านเสนอตามวรรคสองจะมีประโยชน์กว่าหรือไม่ เพราะอย่างไรแล้ว ท่านจะไปเจรจาตาม ๑๑ กรอบตรงนี้ ดิ้นไม่ได้เลย ท่านประธานคงเข้าใจที่ผมนําเรียน ท่านประธานนะครับ ขั้นตอน วรรคสามให้กรอบไปก่อน ไปเจรจา เมื่อเจรจาได้ข้อตกลง ข้อเจรจานั้น ก่อนจะมีผลผูกพัน ท่านต้องมาผ่านอีกครั้งหนึ่งตามวรรคสอง ก่อนที่จะลงนาม เป็นหนังสือสัญญา ผมจะถามท่านประธานเป็นคําถามย้ําเลยว่า ถ้าท่านเสนอตามวรรคสอง จะมีประโยชน์กว่าไหม เพราะอย่างไรแล้วท่านก็ต้องไปเจรจาตามหนังสือสัญญา อนุสัญญาตัวนี้ ว่าไว้ทั้งหมดเลย ผมถามหน่อยครับท่านประธาน อย่างกรณีของหนังสือสัญญาที่กําหนด เป็นปฏิญญา ฉบับลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ค.ศ ๑๘๙๔ และแผนที่ของคณะกรรมการปักปัน เขตแดนสยาม-อังกฤษ อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ทํามาแล้ว จํานวน ๓ ระวางแนบท้าย การปักปันตั้งแต่ผาจอง (เขตแดนแยกจากแม่น้ําสาละวินขึ้นมาบนฝั่ง) จากผาจอง จนถึงสบรวก ทางเหนือครับ สนธิสัญญาระบุเพียงว่า ได้ตกลงกันเขตแดนกันแล้วตามแผนที่ และเห็นชอบให้เขตแดน เป็นไปตามแผนที่ที่แนบมานี้ ดังนั้นแผนที่ที่แนบท้าย ๓ ระวางมีผลเสมือนสนธิสัญญา ผมถามท่านประธานเลยครับ นี่ครับการเจรจาจะไปเปลี่ยนได้หรือครับ ไม่มีทางครับ มันไม่มีทางเลย เพราะท่านถือว่าเป็นสนธิสัญญาไปแล้ว ท่านประธานครับ ผมก็เลยแปลกใจ ว่าวันนี้รัฐสภาเราจะมองอย่างไร คิดอย่างไร
คําถามที่ ๓ ครับ ก่อนที่ผมจะมีข้อเสนอ กรอบการเจรจาที่ท่านจะไปเจรจา กับพม่า เรื่องการปักปันแนวเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ตลอดแนว อะไรที่เป็นเรื่องใหม่บ้าง อะไรครับที่เป็นเรื่องใหม่บ้าง หรือว่าทั้งหมดไม่มีเรื่องใหม่แล้วมันอยู่ในอนุสัญญา หนังสือสัญญา หนังสือแลกเปลี่ยน เอ็มโอยู ปฏิญญาที่เสนอมาทั้งหมดแล้ว ผมกราบเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าอะไรที่เป็นกรอบการเจรจาที่จะไปเจรจาใหม่บ้าง เช่น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงแนวที่มันผิดเพี้ยนไปจากหนังสือสัญญาหรืออนุสัญญาที่ว่าไว้ อย่างเช่น รัฐมนตรียกตัวอย่างว่า แต่ละฝ่ายต้องรีบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ป้องกันการกัดเซาะ เนื่องจากว่าแต่ละฝ่ายถือว่าตัวเองมีเขตแดนของตัวเองอยู่ที่แต่ละฝั่งของตัวเอง มีไหมครับ เรื่องใหม่ที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ได้อนุมัติ ถ้ามี ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีต้องชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อพวกเราจะได้อนุมัติให้ท่านไปพูด ไปเจรจาต่อ ก่อนที่จะกลับมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองจริง ๆ โดยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ขัดข้องอะไรที่จะอนุมัติกรอบการเจรจาที่ท่านเสนอมา แต่ถ้าสมมุติว่าท่านมีแนวทางที่ดีกว่านี้ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่านี้ แนวทางที่ดีกว่านี้หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ๑๑ เรื่องที่ท่านแนบมานี้ สมาชิกรัฐสภาควรจะได้รับรู้ทั้งหมดเลยครับ เพราะเสมือนเป็นข้อตกลงที่ทํามาแล้ว ให้เรามาตรวจสอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามนั้นได้อย่างไร คําว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบได้อย่างไร ผมพูดแล้วผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ผมอึดอัดใจเลยครับ เพราะอย่างไรเราปฏิเสธที่เขาเซ็นมาแล้ว ไม่ได้ เขาตกลงกันมาแล้วไม่ได้ มันไม่เป็นไป ตามนั้นครับท่านประธาน เพียงแต่กรณีมันมีการเปลี่ยนแปลงหรือเรื่องใหม่เท่านั้นเอง ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้าเป็นไปได้ท่นะครับ ข้อเสนอผมนะครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ ดําเนินการแล้ว ทําแล้ว จะต้องดูการเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเราเองสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่เทวดาครับ ที่จะได้ดูเอกสารบางเรื่องบางราวเพียงในเวลาจํากัด ถึงแม้จะมี ความสามารถค้นคว้าสืบหาข้อมูลอย่างไรก็แล้วแต่นี้ ผมว่าไม่พอครับ ใจผมนี่นะครับ การดําเนินการเรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องเร่งรัดครับ การศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ถึงบริบท ทุกบริบทที่เกี่ยวเนื่อง ไม่เฉพาะเรื่องของดินแดน ไม่เฉพาะเส้นเขตแดน คําอภิปรายของท่าน สงวน พงษ์มณี ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นประโยชน์ยิ่งครับ ศึกษาบริบทของชาติพันธุ์ การเคลื่อนย้าย การเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่เขาอยู่ตรงนั้น ผมว่าตรงนี้จะเป็น ประโยชน์ยิ่งนะครับในการที่จะไปดําเนินการเจรจาและดําเนินการปักปันเขตแดนร่วม ระหว่าง ๒ ชาติ ระหว่างไทยกับพม่า ท่านประธานครับ ผมขึ้นต้นการอภิปรายกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ในสังคมประเทศ ที่เขามีความเจริญรุ่งเรืองแล้ว อย่างเช่น ประเทศเบลเยียม ประเทศฮอลแลนด์ ไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ เขาคุยกันได้ เขามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ไม่แท้จริง ไม่สมบูรณ์อย่างไทยเรา อย่างพม่า อย่างเขมร ผมพูดเต็มปากเต็มคําได้ครับ สิ่งเหล่านี้มักจะ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมเน้นย้ําเลย มักจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสวงหา ความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ต้องการอํานาจทางการเมือง เสมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมสงสารพี่น้อง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ต้องอดตาหลับขับตานอน ไร้ที่อยู่ ไร้ที่พึ่ง เป็นผู้อพยพ ท่านประธานอนาถใจไหมครับว่ามีศูนย์อพยพภัยสงครามอยู่ในประเทศไทย พูดแล้วไม่อยากเป็นคนไทยครับ น้อยเนื้อต่ําใจ ท่านประธานครับ ผมพูดไปนี่ ผมด้วยความรู้สึกท้อแท้ มันไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้วในสังคมบ้านนี้เมืองนี้ ทําไมครับ ท่านประธานครับ ข้อพึงสังวรระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ผมเพียงแต่กราบเรียน ท่านประธาน เอาตัวอย่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาเป็นที่ตั้งเถอะครับ ความอ่อนโยน ความอ่อนไหวเรื่องของเขตแดน เรื่องอํานาจอธิปไตย ในประเทศที่ไม่มี ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผู้ที่แสวงหาอํานาจทางการเมืองมักจะใช้เรื่องนี้เป็นประโยชน์ สร้างค่านิยม และเอาประโยชน์เข้ากับตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองอํานาจ ผมไม่ระบุหรอกครับ เห็นกันอยู่ ฟากโน้นจะเลือกตั้งเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้ แต่ฟากนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ผมสงสัยเหมือนกันว่าอาจจะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ฟากโน้นใช้เป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งเพื่อประชาชนจะได้มาลงคะแนนให้ตัวเอง เป็นวีรบุรุษ เป็นฮีโร่ (Hero) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ แต่ฟากนี้ผมกลัวเพียงว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมาแม้ยุบสภาแล้ว จะไม่มีเลือกตั้ง เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เกิดสงครามอย่างไรครับ ฝากท่านประธาน กราบเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับ ช่วยหาทางป้องกัน พวกเราต้องหาทางป้องกัน อย่าให้เกิด สงครามเป้าหมายในการเลือกตั้ง ถ้าเกิดสงครามขึ้นเมื่อไรเป็นความชอบธรรมครับที่จะใช้ บรรดากฎหมายที่มีในประเทศนี้ ผมเกือบหลุดครับ เพราะมีคนฝากมาอย่าพูดว่าบ้านนี้เมืองนี้ มีคนฝากมาท่านประธานครับ ผมเพิ่งฉุกคิดได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพนะครับ หลายท่านชอบใช้คําว่า บ้านนี้เมืองนี้ เสมือนดูถูก เหยียดหยามประเทศตนเอง ผมขอเปลี่ยนพูดใหม่ครับ บ้านเราเมืองเรา มันจะได้ไม่ต่ําต้อย มันจะได้ไม่ย่ําแย่ ผมกลัวที่สุดครับ พอมีสงคราม ประกาศกฎอัยการศึก เอากฎหมายพิเศษมาใช้ ทุกอย่างหยุดหมด น่ากลัวไหมครับท่านประธาน มันจะเข้าเค้า ท่านประธานครับ เข้าเค้าว่า อาจจะไม่มีการเลือกตั้งจากสาเหตุเหล่านี้ ผมบันทึกไว้ที่สภาแห่งนี้เลย ถ้ามันเป็นอย่างนั้น แสดงว่าผมทํานายถูก แต่ไม่อยากให้ถูกครับ ต่อบอกว่าเก่งมากทํานายถูก แต่ไม่ให้อยากถูก เรื่องนี้เลย ขอให้ผิดเถอะครับ ขอให้คํานายผมผิดเพื่อจะได้มีการเลือกตั้ง อย่างไรแล้ว ประเทศชาติที่เป็นประชาธิปไตยนะครับ อํานาจอธิปไตยไม่ใช่อยู่เฉพาะเขตแดนครับ แต่มันเป็นอํานาจของปวงชนชาวไทยครับ ท่านสงวน พงษ์มณี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งหนึ่ง พูดถูกครับ อํานาจอธิปไตยไปกับคนครับ ข้ามไปข้ามมา ความหมายเขาเป็น อย่างนั้นจริง ๆ ครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นั่นหมายความว่าอํานาจสูงสุด ในการที่จะใช้บริหารจัดการบ้านเมือง สร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเป็นของปวงชนชาวไทย ผมสรุปแล้วท่านประธานครับ