ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ หารือเรื่องการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา และการให้หนังสือเดินทางราชการแก่พระเถระที่มีตำแหน่งสำคัญ โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระมัดระวังในการพูดจา และให้แน่ใจว่าการประกาศสงครามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของรัฐสภา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ระเบียบวาระที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ได้มีการบรรจุกันตั้งแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ผมเองรอเวลาที่จะมาแสดงความคิดเห็น ใช้โอกาสในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นี่ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่เร่งให้มีการพิจารณาวันนี้ หาไม่แล้วอาทิตย์หน้าก็น่าจะเป็น การประชุมรัฐสภาครั้งสุดท้าย และผมคงไม่มีโอกาสมายืนพูดตรงนี้ ต้องรอหลังเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่เอาเรื่องนี้บรรจุเข้ามา ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ส.ส. เรวัต สิรินุกุล แบบสัดส่วนจากจังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง ผมขอยืนยัน ว่าวันนี้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจําหน่ายสูงสุดของประเทศ ได้นําภาพ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่งคุยกับราษฎรชายแดนไทย-กัมพูชา อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ๒ ปีกว่าที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมเห็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันนี้แล้ว ผมขอแสดงไมตรีจิต ขอแสดงความชื่นชม หลังจากที่เคยด่าท่าน ตําหนิท่าน มา ๒ ปีกว่า วันนี้ขอชมว่าเป็นการกระทําที่เหมาะสมที่สุดในยามที่พี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการปะทะกันตามแนวชายแดนจนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด พลัดที่นาคาที่อยู่ แล้วมีคนระดับเสนาบดีไปนั่งจับเข่า จับเข่าตัวเอง ไม่ได้จับเข่าชาวบ้าน ปรับทุกข์ แบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขอย่างนี้เป็นภาพที่ดีเหลือเกิน ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าตัวท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมขอบอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นนักการเมือง เหมือนผมที่เป็น ส.ส. ทุกคนเป็นนักการเมืองหมด ส.ว. ส.ส. เป็นนักการเมืองหมด เพราะฉะนั้นทีหลัง ท่านอย่าไปพูดว่าท่านไม่เป็นนักการเมือง ความจริงเราเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน ทําดีก็ต้องชม ทําไม่ดีตําหนิติติงกันบ้างนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ผมรอโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นในระเบียบวาระเรื่องนี้ ก็เพราะว่า เหตุการณ์ชายแดนรอบบ้านเราในยุคของรัฐบาลปัจจุบันนี้มีมากเสียจนน่าวิตก อย่างกรณีที่ ผมยกมาเมื่อสักครู่นี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา นี่พาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน บิ๊กตู่ลั่น สั่งรบ ยึดประเทศ ถ้าประกาศสงคราม ขอเพียง ครม. อนุมัติ ผมไม่สบายใจที่เห็น หนังสือพิมพ์ลงอย่างนี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ เพื่อไปกระซิบข้างหูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้บอกบรรดา แม่ทัพนายกอง จะพูดจะจาอะไรก็ระมัดระวัง สงวนคําไว้สักนิดหนึ่ง เพราะการประกาศ สงครามนั้นไม่ใช่หน้าที่ของ ครม. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า การประกาศสงครามนั้นเป็นอํานาจ ของรัฐสภา ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีจะไปประกาศกันได้ทันที ท่านประธานครับ กรุณาดู รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตที่จะอ่านสักเล็กน้อยเพื่อเป็นการประดับสติปัญญาของผู้ที่มีหน้าที่ ในการดูแลชาติบ้านเมือง ในรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๕ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ (๑๔) อยู่ในหน้า ๑๐๐ ของเล่มที่รัฐสภาพิมพ์แจกสมาชิก ระบุไว้ การประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน (๑๔) การให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๘๙ แล้วในมาตรา ๑๘๙ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ในระหว่างอายุ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาในการ ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ นี่คือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทําสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจะทําสงครามกับประเทศอื่น ที่อยู่ห่างไกลกันไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ บอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้แตะเบรก (Brake) สักหน่อย บรรดาแม่ทัพนายกองที่ไปพูดอย่างนี้มันไม่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมือง การที่มีเพื่อนบ้านที่ดี อยู่ร่วมกันอย่างสงบเป็นสิ่งที่สังคมโลกเขาปรารถนา ในสังคมไทยเองก็มีคํากล่าวว่า การมีเพื่อนบ้านที่ดีเสมือนหนึ่งมีญาติ เพราะฉะนั้นการที่วันนี้เราพิจารณาระเบียบวาระ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนํามาเสนอ นั่นคือร่างกรอบการเจรจา เพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่าตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ เป็นเรื่องที่ดีครับ คงไม่ใช่จํากัด อยู่เฉพาะประเทศพม่าซึ่งเป็นประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน รวมถึงประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ทุกประเทศครับที่มีเขตแดนติดต่อกัน ควรที่จะนําไปสู่การ เจรจาในการแก้ปัญหาทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ ประการ นั่นเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ผมเชื่อแน่ว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่จะความเห็นชอบหรือสนับสนุนร่างที่นําเข้ามา พิจารณาในวันนี้ ผมเชื่อแน่ว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนมีความรู้สึกตรงกัน มีความเห็นตรงกัน อย่างไรก็ตามในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานพูดเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่ง ในฐานะที่ผมมาจากจังหวัดราชบุรี จังหวัดราชบุรีของผมมีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าตั้งแต่แนวอําเภอบ้านคาไปจนถึง ตอนบนสุดของอําเภอสวนผึ้ง ระยะทางก็เกือบ ๑๕๐ กิโลเมตร ก็มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ต้องอาศัยกระทรวงการต่างประเทศยื่นมือเข้ามาหรือสอดส่ายสายตาเข้าไปดูแล นั่นคือ ศูนย์อพยพของผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งมาอาศัยอยู่ที่บ้านถ้ําหิน หมู่ที่ ๘ ตําบลสวนผึ้ง อําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี อยู่กันมา ๑๐ กว่าปีแล้ว โดยสํานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNSCR) เข้าไปดูแล ส่งข้าว ส่งน้ํา แต่ผมขอกราบเรียนว่า การที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ส่งข้าว ส่งน้ํานั้นก็ไม่ได้ส่งอย่างเพียงพอ ทําให้ผู้อพยพที่อยู่ในศูนย์อพยพ บ้านถ้ําหิน หมู่ที่ ๘ ตําบลสวนผึ้ง อําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เกิดภาวะขาดแคลนอาหารการกิน ต้องหลบหนีออกจากศูนย์อพยพ หนีออกมาทําอย่างไรครับท่านประธาน ก็สร้างปัญหา ให้พี่น้องชาวอําเภอสวนผึ้ง ชาวตําบลสวนผึ้ง ก็แน่นอน สุนัขมันมีชีวิตมันก็ต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อ ความอยู่รอดของชีวิต นี่คนเมื่อไม่มีจะกินก็ต้องออกมาหากินข้างนอก บางทีได้มาโดย ไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต อาจจะมีการลักขโมยกัน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ของอําเภอสวนผึ้ง ตําบลสวนผึ้ง มาเป็นเวลายาวนานแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหน้าที่ โดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศจะต้องยื่นมือเข้าไปและจะต้องไปพิจารณาเจรจากับ ทางสหประชาชาติ คุณจะเอาไปอยู่ประเทศที่ ๓ ก็เอาไป หรือไม่ก็เจรจาทางประเทศพม่า ส่งกลับ ยิ่งปัญหาเกิดหนักขึ้นหลังจากยุบศูนย์อพยพที่บ้านมณีลอย ตําบลดอนทราย อําเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผู้อพยพส่วนนั้นก็ย้ายมาอยู่รวมกันที่ศูนย์อพยพบ้านถ้ําหิน ทําให้เกิดความแออัดมากขึ้น พื้นที่ ๒๐ กว่าไร่ อยู่กันเกือบ ๕,๐๐๐ คน แล้วแต่ละวันจะมี เด็กเกิดใหม่มากมายก่ายกอง ท่านประธานครับ ผู้อพยพเหล่านี้ เด็กหญิงบางคนอายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีเลยครับท้องแล้ว ท่านไปดูได้ มีให้เห็นทุกวัน ขณะที่เด็กยั้วเยี้ยเล่นกันอยู่ แต่แม่ก็ท้องแล้ว ขณะที่คนพี่ยังกินนมอยู่แต่แม่ท้องแล้ว มันเป็นปัญหาหนักมาก แออัดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กําชับให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงหรือใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะติดต่อกับยูเอ็นเอชซีอาร์ หรือข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติที่ดูแลผู้ลี้ภัยเข้าไปแก้ปัญหานี้ ทางที่ดีที่สุด กรุณาเจรจากับประเทศพม่า ส่งกลับไปให้หมด หรือเขาจะเอาไปประเทศโลกที่ ๓ ก็เชิญเลยครับ
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นี่เป็นคําขอ พระเถระที่เป็นผู้บริหาร เป็นพระสังฆาธิการ ตําแหน่งเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอําเภอ ควรที่จะมี หนังสือเดินทางราชการสีน้ําเงินให้พระระดับนั้น และพระเถระที่เป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ท่านจําเป็นต้องเดินทางต่างประเทศเพื่อติดต่อ ทางด้านวิชาการ ทางด้านการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติ ได้มีมติให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ ดังนั้นเราจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ พระไทยก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับพระประเทศอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ ตรงนี้กระทรวงการต่างประเทศ น่าจะให้ความสนับสนุนออกหนังสือเดินทางราชการให้แก่เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอําเภอ ซึ่งต้องเดินทางติดต่อปฏิสัมพันธ์กันทางด้านการเชื่อมแนวทางของศาสนาพุทธ ของเรา ถวายความสะดวกให้แก่พระเถระ พระคุณเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ ก็จะเป็นการอํานวย ความสะดวกและยังสร้างฐานะของความเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธของประเทศไทยเรา ให้ดียิ่งขึ้น ผมก็หวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะกรุณารับไปพิจารณา เพื่อถวายความสะดวกให้แก่พระมหาเถระทั้งหลายที่ไปปฏิบัติหน้าที่ และสุดท้ายครับ ท่านรักษาคุณงามความดีไว้ หลังเลือกตั้งเผื่อจะได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ แล้วผมยืนยันตรงนี้ ถ้าท่านทําดีผมจะไม่ตําหนิท่านเลย จะมาชื่นชม ขอบคุณครับ