สุรจิต ชิรเวทย์ หารือเรื่องการลงทุนเขื่อนฮัตจีในพม่า และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและพม่า รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะมาขออนุมัติต่อสภาแห่งนี้
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศผ่านทางท่านประธานนะครับ เนื่องจากเจบีซี ไทย-พม่า หรือคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า นี้ เท่าที่ดูเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอมานี้ ได้จัดตั้งขี้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ที่เริ่มมีบทบัญญัติ ที่จะต้องให้มาขออนุมัติกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น มันก็เป็นผลงานในอดีตต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาล ซึ่งในความตกลงเจบีซี ไทย-พม่า กําหนดให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง ๒ ประเทศเป็นประธาน แต่เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเราไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการนะครับ ครม. ได้แต่งตั้งท่านวศิน ธีรเวชญาณ เป็นประธานเจบีซีฝ่ายไทย ทีนี้คําถามแรกที่อยากจะเรียนถามท่าน ก็คือในการดําเนินการนี้มี การตั้งคณะอนุกรรมการระดับรอง เป็นแบบคณะทํางานฝ่ายเทคนิคอะไรบ้างหรือเปล่า เหมือนกับที่เรามีกับทางประเทศกัมพูชา เพราะว่าข้อห่วงใยก็คือความเข้าใจของ กระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงกลาโหมนี้จะตรงกันหรือไม่ ตามเอกสารของท่านนี้ ได้มีการประชุมกันมาแล้ว ๖ ครั้ง ในปี ๒๕๓๖ ๒ ครั้ง แล้วก็ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๕ แล้วก็ปี ๒๕๔๘ โดยครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพฯ ก็ตกลงให้มีการประชุมเจบีซี ไทย-พม่า โดยฝ่ายพม่าจะเป็นผู้จัดในปี ๒๕๕๐ แต่ก็นิ่งสนิทเรื่อยมาจนกระทั่งถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ก็ได้กระตุ้นเตือนไป ทีนี้ที่กระผมอยากทราบและถามถึงคณะทํางานระดับรองนี้ เพราะผมเข้าใจว่าต้องมีกลไก ในภาคปฏิบัติที่ลงไปปฏิบัติในพื้นที่เหมือนกับเป็นคณะที่เป็นลูกของเจบีซีอีกทีหนึ่ง แล้วทํางานแล้วรายงานต่อเจบีซี แบบนั้นหรือเปล่า มันมีการดําเนินการในภาคปฏิบัติ แบบนั้นไปแล้วบ้างหรือยัง แค่ไหน อย่างไร เพื่อสภานี้จะได้ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนการขออนุมัติ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภานี้นะครับ ซึ่งมันเป็นผลที่ทํากันต่อ ๆ กันมา โดยรัฐบาลก่อน ๆ จนถึงปี ๒๕๔๐ ได้เคยหรือไม่เคยขออนุมัติกรอบต่อรัฐสภาในกรณีนี้ใช่หรือไม่ แล้วก็ได้ทํา อะไรกันไปแล้วถึงไหน เพื่อจะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานต่อสภานี้ว่า ในวันที่ท่านมาทําเพื่อจะ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ มันมีการดําเนินการไปแล้วแค่ไหน อย่างไร เพราะว่า ข้อห่วงใยก็คือว่าในกรณีเขาพระวิหารนี้มันได้ให้บทเรียนกับเราว่า ถ้าความเข้าใจของ ผู้ปฏิบัติระหว่างกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องไม่บูรณาการกันแล้วนี้ พฤติกรรมที่กระทํานั้น มันอาจจะมีผลทางกฎหมายโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ ก็คือความตกลงที่ไทย หรือสยามทํากับพม่า ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชนะครับ ก็คือตอนที่ประเทศพม่ายังอยู่ ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษ ผมดูในเอกสารนี้ท่านเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ก็คือปลายรัชกาลที่ ๔ นะครับ อันนี้เท่าที่ผมจําได้ ประเทศอังกฤษเริ่มเข้ามาตีดินแดนทาง ตอนใต้ของประเทศพม่าเมื่อครั้งแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แล้วก็เคยให้เราไปชี้เขตแต่เราไม่ได้ สนใจอะไร เพราะว่าประเทศอังกฤษจะให้เรายกทัพไปช่วย แต่รัชกาลที่ ๓ ท่านไม่ยุ่งนะครับ อันนี้ก็หมายความว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีความตกลงอะไรกันใช่ไหม ตอนที่เมืองมะริด เมืองตะนาวศรี เมืองเมาะตะมะเคยอยู่กับเรา อันนี้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่หมายความว่า ในเอกสารของท่านนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ เรื่อยมานะครับ ก็เพื่อว่าเราจะได้ไปค้นคว้า ช่วยกันดูแลรักษาประโยชน์ประเทศชาติเรา ทีนี้เรื่องต่อมาก็คือความขัดแย้งระหว่างเรากับประเทศพม่า ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้มันเกิดขึ้น จากการทําเขื่อนป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง เพราะว่าในเอกสารที่ท่านให้มาเราถือร่องน้ํา เป็นหลัก ถือร่องน้ําลึกเป็นหลัก โดยใช้แม่น้ําสาละวินเป็นเขตแดน ส่วนที่ต่อจากแม่น้ําสาละวิน สัมผัสกับเราตรงสบเมย หรือตรงที่แม่น้ําเมยไหลย้อนขึ้นมาสัมผัสกับแม่น้ําสาละวินแล้ว ผมไม่ทราบตรงหลังจากนั้นลงไปใช้แนวแม่น้ําเมยหรือแนวเทือกเขาตะนาวศรีเป็นหลักนะครับ ทีนี้การสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะมันจะมีผลการเปลี่ยนแปลงกระแสไหลและร่องน้ําได้ ตรงนี้ผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตกับท่านไปว่า การสร้างเขื่อนการป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ในลักษณะที่ตั้งฉากกับตลิ่ง ๙๐ องศาเลย มันจะเปลี่ยนแรงกระแทกของน้ํา มันจะทําให้ บางส่วนถูกกัดเซาะ เมื่อสุดแนวเขื่อนและบางส่วนงอก ตรงนี้เราก็เข้าใจ เพราะว่าวิศวกร หรือสถาปนิกของเราไม่เข้าใจเรื่องการไหลของกระแสน้ํา ซึ่งความจริงแล้วการสร้างเขื่อน ป้องกันการกัดเซาะ มันต้องล้อซโลพ (Slope) ของตลิ่ง ความลาดชันของตลิ่ง มันอาจจะต้อง เป็นขั้นบันไดมีชานพัก อันนี้ก็หมายความว่าบางทีรูปแบบการก่อสร้างนั้นเองไปเปลี่ยน กระแสไหลแล้วก็กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปได้ การดูดทรายบนหาดชายตลิ่ง หรือการดูดทรายในร่องน้ําอะไรเหล่านี้ อันนี้บางทีมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ว่ามันจะมีผล ในการเปลี่ยนแปลงกระแสไหล ก็ฝากท่านไว้ด้วยเพราะว่าสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในแม่น้ําโขงเช่นเดียวกัน แล้วก็หลายกระทรวงก็อนุมัติงบประมาณไปทําเรื่องการกัดเซาะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถป้องกันการแอบเอาทราย ดูดทรายบนชายหาดของลําน้ําไปใช้
แล้วก็มีอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือมันพัวพันไปถึงกรณีโครงสร้างเขื่อนพลังงาน เขื่อนฮัตจี (Hutgyi) ในแม่น้ําสาละวิน ซึ่งเลยจากสบเมยไปประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลเมตร ถ้าผมจําไม่ผิด ทีนี้โครงการ กฟผ. ประเทศไทยไปตกลงกับประเทศพม่าเขาอย่างไร มีการทําเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือโครงการไฟฟ้า พลังน้ําเขื่อนฮัตจีในแคว้นกะเรนนีหรือแคว้นกระเหรี่ยง มันไม่อยู่ในแผนพีดีพี (PDP) คือแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยด้วย แล้วก็เข้าใจว่าตอนนี้ก็มีการประท้วง มีการต่อต้านสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะว่า ณ จุดนั้นมันมีค่ายผู้อพยพชาวพม่าอยู่ ๒-๓ ค่าย ก็คือพี่น้องชาวกระเหรี่ยง ชาวพม่า กับฝั่งโน้น เวลามีการสู้รบกันก็จะอพยพเข้ามา ปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหาของประเทศพม่า แต่มันมากลายเป็นปัญหาของเรา และเราก็จะ ไปสร้างในตําแหน่งซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่ อันนี้ถ้าผมจําไม่ผิด ก็สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนไปทําการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเมื่อ คณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ําของวุฒิสภา ลงไปตรวจสอบก็ปรากฏว่าผลกระทบที่ ชาวบ้านคาดว่าจะแตะชายแดนไทย มันไม่อยู่ในการศึกษานั้น เพราะว่าอาจจะเป็น เพราะโครงการมีเงินไม่พอ หรือเขาคิดจะแก้ระดับความสูงของสันเขื่อน เขื่อนฮัตจีในแม่น้ํา สาละวินก็จะเป็นเขื่อนแบบรัน ออฟ ริเวอร์ (Run off River) ก็คือเหมือนเขื่อนเจ้าพระยา เหมือนเขื่อนปากมูล หรือเหมือนเขื่อนไซยะบุรี แบบนั้นนะครับ ตรงนี้ก็มันอาจจะนําไปสู่ ความขัดแย้งอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมก็อยากทราบว่าในกรณีที่จะไปลงทุน ในแคว้นกระเหรี่ยงเพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี มันมีการทําเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า หรือไม่ หรือมีเฉพาะ กฟผ. ของประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างไร แล้วก็ขอทราบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะมาขออนุมัติต่อสภาแห่งนี้ มันมีการดําเนินการ อะไรไปแล้วแค่ไหน อย่างไร ก็ขอความรู้จากท่านรัฐมนตรีก่อนที่จะพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อกรอบการเจรจานี้หรือไม่ อย่างไรนะครับ ขอบพระคุณครับ