สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องความร่วมมือทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน โดยเน้นการคุ้มครองระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลไทย พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางทะเล และการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสนธิสัญญาเอ็มโอยู เพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์กับกฎหมายภายในของประเทศ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อเอ็มโอยูที่ว่าด้วยความร่วมมือทางทะเลระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีน นอกจากปัญหาที่เป็นห่วงในเรื่องของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งท่านเพื่อนสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือ พลเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ได้กราบเรียน รายละเอียดไปแล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมจะไม่ขออนุญาตพูดซ้ํา เพียงแต่ขอฝากท่าน รัฐมนตรีนะครับว่าขอให้คํานึงถึงเรื่องความร่วมมือนั้น อย่าละเลยในเรื่องของความมั่นคง ทางทะเลไทย
ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรี ก็คือประเด็นในเรื่องของความร่วมมือ ที่พูดถึงขอบเขตความร่วมมือ ซึ่งอยู่ในข้อ ๒ ขอบเขตความร่วมมือมีทั้งหมด ๑๐ ข้อครับท่านประธาน แต่ว่าด้วยข้อจํากัด ของเวลา ผมจะขออนุญาตพูดเฉพาะในเรื่องของข้อ ๔ ก็คือการคุ้มครองในเรื่องของนิเวศ สิ่งแวดล้อมทางทะเล ขอบเขตความร่วมมือในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของการคุ้มครองหรือรักษา ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมทางทะเลนั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าการที่ประเทศไทยจะไปร่วมมือ กับประเทศจีนในการส่งเสริมคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลนั้น อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ครับว่าขอให้มองตัวเราเองด้วยว่าในขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของระบบนิเวศ หรือในระบบสิ่งแวดล้อมทางทะเลมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในอาณาเขตทะเลไทย ในขณะนี้เท่าที่ผมทราบ เรายังไม่มีมาตรการในเรื่องของการเข้าไปดูแลเรือประมงซึ่งทําการ ประมงทางทะเลทั้งในชายฝั่งและนอกชายฝั่ง เรายังไม่มีระบบเข้าไปควบคุมดูแลเรือสินค้า ที่ทําการขนถ่ายสินค้าในเขตน่านน้ําทะเลไทย เรายังคงปล่อยให้เรือต่าง ๆ เหล่านี้สามารถ ปล่อยน้ําเสียลงสู่ทะเลโดยปราศจากการควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ผมเพิ่งได้รับมาเร็ว ๆ นี้แล้วก็ผ่านการร้องทุกข์ของพี่น้องที่ต้องอาศัยทะเลเป็นแหล่ง ทํามาหากิน ก็คือเรือที่ขนถ่ายถ่านหินมักจะใช้วิธีการลดอุณหภูมิของถ่านหินโดยการ ฉีดน้ําหล่อเลี้ยงเพื่อให้ความเย็นกับถ่านหิน แล้วปล่อยให้น้ํานั้นไหลลงสู่ทะเล การขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล เมื่อมีการฟุ้งกระจายของถ่านหินก็จะใช้วิธีการฉีดน้ํา เพื่อที่จะให้บรรเทาการฟุ้งกระจายของถ่านหิน ละอองถ่านหินต่าง ๆ เมื่อเจอน้ํามัน ก็กลายเป็นกรดกํามะถัน ท่านประธาน แล้วที่สุดก็ไหลลงสู่ทะเลไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทําลายเรื่องของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะก้าวข้ามไปให้ความร่วมมือกับต่างชาตินั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า ในส่วนของน่านน้ําทะเลไทยเองนั้น ประเทศไทยเรายังขาดในเรื่องของการให้ความสําคัญ ในการที่จะดูแลในเรื่องระบบนิเวศทางทะเลไทย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมขออนุญาต กราบเรียนนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิในเรื่องของทรัพย์สิน ทางปัญญา ที่มีการระบุไว้อยู่ในเอ็มโอยูฉบับนี้ในข้อ ๙ ซึ่งได้แบ่งออกมาเป็นทั้งหมด อีก ๖ ข้อย่อย สรุปสาระสําคัญในเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเอ็มโอยูฉบับนี้ ก็คือ ข้อแรกสุดเลยท่านประธาน เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญานั้นจะบังคับใช้โดยสอดคล้องกับกฎหมาย กฎ และระเบียบของคู่ภาคีแต่ละฝ่าย นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าทันทีที่เราไปลงนามกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญามันจะต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ในส่วนที่จะมาใช้บังคับในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่ภาคีฝ่ายหนึ่งนั้นก็จะเป็นไปตามกฎหมาย ภายในของประเทศไทยในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะฉะนั้น คําถามที่ผมจะต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีตอบ เพื่อให้ความมั่นใจ กับพวกเราก็คือว่าความพร้อมของกฎหมายภายใน กฎระเบียบภายในประเทศไทยในเรื่อง ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะงานวิจัยทางทะเล เรามีความพร้อมของกฎหมาย ภายในมากน้อยแค่ไหน พร้อมอยู่ในระดับที่เราสามารถก้าวข้ามไปจับมือทําความตกลงกับ ประเทศจีนหรือประเทศต่าง ๆ ได้แล้วหรือยัง ถ้าเรายังไม่มั่นใจหรือเรายังไม่มีความพร้อม ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนครับว่าตรงนี้คือข้อเสียของการไปทําบันทึกความเข้าใจหรือ ความร่วมมือ หรือสนธิสัญญากับประเทศต่าง ๆ ถ้าความร่วมมือ หรือสนธิสัญญา หรือสัญญา ต่าง ๆ ที่เราไปทํากับประเทศนั้น มีข้อความอย่างข้อ ๙ (๑) นี้ ก็คือเขียนให้ผูกพันกับ กฎหมายภายในประเทศ เพราะอะไรครับ ผมจะกราบเรียนเหตุผล ๒ ประการครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ประการแรก ก็คือ ณ วันที่ลงนามในสัญญา แปลว่ากฎหมายภายในของประเทศไทยเขียนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของ งานวิจัยทางทะเลไว้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นไปแค่นั้น เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือถ้าหลังจากทํา ความเข้าใจกันแล้ว หลังจากเซ็นเอ็มโอยูไปแล้ว เราเพิ่งจะทราบว่าเรายังมีข้อด้อย มีข้อเสีย เปรียบในเรื่องกฎหมายภายในในเรื่องนั้น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะมาตรากฎหมายภายใน เพื่อไปรองรับบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น มันจะทําไม่ได้แล้วครับ ด้วยข้อขัดข้อง ระหว่างประเทศก็คือต้องให้คู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเขายินยอม ตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่ผมจะ กราบเรียนครับว่า มันเปรียบเสมือนหนึ่งเรากําลังจะทําให้อธิปไตยของประเทศไทยในเรื่อง นิติบัญญัติมันหายไปทันที เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญมากที่อยากจะ กราบเรียนท่านรัฐมนตรีครับว่า ขอความกรุณาท่านให้ความสนใจแล้วก็ให้ความสําคัญกับ ประเด็นในเอ็มโอยู ข้อ ๙ ก็คือการคุ้มครองในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ยังมีประเด็น ย่อยต่อไปในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของความรับผิดเกี่ยวกับความเสียหายถ้ามีการกระทําละเมิด ในการนําสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสาระสําคัญของสัญญาฉบับนี้นั้นเขียนไว้ว่า สิทธิทางปัญญาซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือตามบันทึกหรือเอ็มโอยูฉบับนี้นั้น คู่ภาคีทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นเจ้าของร่วมกัน นั่นหมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่างก็มีสิทธิที่จะใช้สิ่งที่ค้นพบเพื่อ ประโยชน์ของตัวเองได้ เว้นแต่เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็มีข้อตกลงเขียนต่อไปอีกว่า ก็ต้อง แบ่งปันผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้กับคู่ภาคีทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ถ้าการใดมิได้เป็นไปตาม ข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้ ถือว่าการนั้นเป็นการละเมิดก็ต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับ คู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง คําถามที่ผมจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานก็คือว่า การกระทําละเมิดซึ่งถือว่าจะเป็นเหตุที่นําไปสู่การที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น มันกินความไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าพ่อค้าหรือนักธุรกิจจีนนําเอาสิทธิซึ่งเป็นทรัพย์สิน ทางปัญญาร่วมกันตามเอ็มโอยูฉบับนี้ไปใช้ ถือว่าเป็นการกระทําละเมิดของพ่อค้า หรือนักธุรกิจจีน ทบวงมหาสมุทรของประเทศจีนจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อประเทศไทย ด้วยหรือไม่ครับ และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน หรือต้องเป็นการกระทําละเมิดโดยรัฐ ต่อรัฐตามเอ็มโอยูฉบับนี้เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับภาคเอกชน กินความไปถึงภาคเอกชนมีหน้าที่ ต้องถือปฏิบัติตามเอ็มโอยูฉบับนี้ด้วยหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณา ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างจะได้ทําความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน
ประเด็นที่ ๔ หรือประเด็นสุดท้าย ข้อตกลงในข้อ ๑๓ ท่านประธานครับ ข้อ ๑๓ นี้เป็นข้อที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขว่า หลังจากที่มีการทําเอ็มโอยู ฉบับนี้แล้ว ถ้าผู้ภาคีแต่ละฝ่ายประสงค์ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม สรุปสาระสําคัญ ใน ๔ ข้อย่อยของข้อ ๑๓ นี้เขียนบอกไว้ว่า จะต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ต้องทําเป็น ลายลักษณ์อักษรและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ภาคีอีกฝ่าย แต่มิได้เขียนว่า ถ้ากฎหมาย ภายในของคู่ภาคีแต่ละฝ่ายกําหนดให้ข้อตกลงต้องไปผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือจาก องค์กรภายในของแต่ละประเทศจะมีผลใช้บังคับ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลใช้บังคับ ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาของประเทศภายในนั้น ๆ แล้ว ไม่มีข้อความอย่างนี้อยู่ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าควรที่จะไปเพิ่มเติมเสียให้มีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน เนื่องจากเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาที่ท่านมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใดประการหนึ่งก็ควร ที่จะต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เฉกเช่นกับการที่ท่านมาขอความเห็นชอบในขณะนี้ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อ ๑๓ ก็ควรที่จะบัญญัติข้อความให้เป็น เงื่อนไขอย่างนี้ให้ชัดเจนครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานเห็นไหมครับว่า เอ็มโอยูที่ทําระหว่างประเทศนั้น เขามักจะเขียนผูกพันกับกฎหมายภายในของประเทศไทย หรือกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าดังนั้นในการ ทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสมาชิกของสภาพวกเรานั้นควรจะให้ความสําคัญของกฎหมาย ภายในด้วยว่าเราดูกฎหมายภายใน บางครั้งมันก็อาจไปใช้กับความตกลงระหว่างประเทศ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ