ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ หารือเรื่องอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พูดถึงความยุ่งยากในการเจรจาและผลกระทบต่อประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนเรื่องที่กําลังอยู่ในการพิจารณาดังนี้ เกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ซึ่งเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติ ฉบับที่ ๓ เริ่มด้วยฉบับแรก ที่เป็นสนธิสัญญาสหประชาชาติที่จัดทําในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ ผมขออนุญาตใช้ ค.ศ. เพราะว่า ทําเป็นภาษาอังกฤษ ถัดมาอีก ๒ ปี ในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ก็เป็นอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมาย ทะเลของสหประชาชาติ ฉบับที่ ๒ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ บังเอิญกระผมได้มีโอกาสเข้าร่วม ประชุมในการทําสนธิสัญญาฉบับนี้ในครั้งที่กระผมยังเป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงการ ต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้นึกเลยว่าวันนี้จะมาศึกษาพิจารณาในเรื่องอนุสัญญาฉบับนี้ซึ่งกระผม เคยเริ่มมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่เริ่มประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑๐ ปีกว่าจะตกลงทําอนุสัญญา ว่าด้วยกฎหมายทะเลของสหประชาชาติฉบับนี้ได้ คือผมก็ได้ใช้เวลาร่วม ๑๐ ปีเข้าร่วมประชุมอยู่ในคณะผู้แทนไทยในการจัดทําอนุสัญญา ว่าด้วยกฎหมายทะเลของสหประชาชาติฉบับนี้ แล้วก็ได้มีโอกาสบรรยายในมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยกฎหมายทะเล จึงอยากจะขอกราบเรียนสรุปให้ท่านสมาชิกที่เคารพ ทั้งหลายว่า ผมเข้าใจว่าโดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิกสรรหารุ่นใหม่ซึ่งผมเป็นหนึ่งในบรรดา สมาชิกรุ่นใหม่ด้วย คงจะไม่มีโอกาสได้ศึกษาโดยละเอียดถึงอนุสัญญาฉบับนี้ เพราะว่า เป็นเรื่องเทคนิคและมีความยาวมาก ซึ่งได้กราบเรียนว่าแม้ในการประชุมสหประชาชาตินั้น ก็ประสบความยุ่งยาก เจรจากันถึงเกือบ ๑๐ ปีกว่าจะได้ทําสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ และขณะนี้ ดังที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวแล้วว่าได้มีประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกให้สัตยาบันแล้วถึง ๑๖๑ ประเทศ ซึ่งก็หมายความว่าในแง่กฎหมายระหว่างประเทศอนุสัญญาฉบับนี้ถือได้ว่า เป็นกฎหมายระหว่างประเทศจารีตประเพณีแล้ว ซึ่งเมื่อถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ จารีตประเพณีแล้ว ก็จะใช้บังคับกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคีให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม ที่ผมพูดประเด็นนี้ก็เพื่อประกอบในการพิจารณาว่าถึงแม้ว่าเรา จะไม่เข้าเป็นภาคี ซึ่งเกือบทุกประเทศในโลกเข้าเป็นภาคีแล้ว ก็มีผลบังคับในแง่กฎหมาย ระหว่างประเทศกับประเทศไทยแล้ว ทีนี้มามองพิจารณาซึ่งท่านสมาชิกทั้งหลายอาจจะ พิจารณาว่าแล้วจะเข้าเป็นภาคีไปทําไมในเมื่อเข้าหรือไม่เข้าก็มีผลแล้ว ในกรณีนี้ก็คงจะเห็น ได้ว่าเราก็น่าจะเจริญรอยตามประเทศเขาทั้งหลาย ซึ่งกระผมเองบังเอิญเมื่อไม่นานนี้ก็พบกับ คู่เจรจาซึ่งร่วมเจรจาฉบับนี้ ซึ่งไม่ได้เจอกันมานานมก็ถามเหมือนกันว่าประเทศไทยทําไม ลงนามแล้วยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีเสียที กระผมก็ได้บอกว่ามันก็มีปัญหาเรื่องเทคนิคเท่านั้น เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งเทคนิคแล้วก็ต้องแปลใช้เวลานานมาก แล้วก็จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องกฎหมายภายในด้วย ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ผมได้กล่าวแล้วว่าถึงแม้ไม่เป็นภาคีในแง่ กฎหมายระหว่างประเทศก็มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ว่าในแง่กฎหมายภายในถ้าเราไม่เป็นภาคี เราจะเสียประโยชน์ คือว่าเราไม่มีกฎหมายเพื่อจะขยายสิทธิของเราตามที่เป็นที่ยอมรับในแง่ กฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ทีนี้มองในแง่รวมของอนุสัญญาฉบับนี้เป็นประโยชน์ หรือเสียประโยชน์แก่ประเทศไทย เราพิจารณาที่ตั้งของประเทศไทยก็ดังที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวแล้วว่าประเทศไทยมีเขตทางทะเลนับว่ายาวมาก ความยาวนั้นมีทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้าน ฝั่งอันดามัน และทางด้านอ่าวไทย แต่ความกว้างของเขตทางทะเลที่เราจะขยายไปนั้นขยาย ไม่ได้เต็มที่ ๒๐๐ ไมล์ทะเล ตามสิทธิเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจเฉพาะ ซึ่งให้สิทธิประเทศ รัฐชายฝั่ง เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ดังนั้นถ้าพูดโดยสรุปแล้ว เราก็นับว่าได้ประโยชน์เพราะเรามีเขตทางทะเล แต่เราขยายไปไม่ได้เต็มที่เพราะว่า มีประเทศตรงข้ามและประเทศประชิดเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศตรงข้ามนั้นทําให้เรา ขยายเขตทางทะเลไปไม่ได้ถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล เพราะว่าจะต้องแบ่งครึ่งในหลักทั่วไป แต่ว่ากฎหมายอนุสัญญาว่าด้วยการกฎหมายทะเลฉบับนี้นั้นทําให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ ในแง่ที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทําการประมงนับว่าติดอันดับต้น ๆ ของโลก เมื่อประเทศอื่นนั้นขยายเขตทางทะเลออกมา เขตเศรษฐกิจจําเพาะคือห้ามมิให้ ทําการประมง เราก็เสียสิทธิในการทําการประมงในเขตซึ่งเมื่อก่อนนี้เป็นเขตทะเลหลวง ซึ่งใครก็ทําการประมงได้ หรือพูดง่าย ๆ เป็นเขตซึ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกประเทศในการใช้ ประโยชน์ทางทะเล เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือว่าในการเข้าเป็นภาคีนี้ผมได้พิจารณาแล้วว่า เรายังทําข้อสงวนไว้ที่จะไม่ยอมรับพันธะบางกรณีดังที่ท่านจะเห็นในหนังสือที่แนบท้าย เกี่ยวกับข้อสงวนของประเทศไทยบางประการ และข้อสงวนนั้นความจริงนั้นผมเห็นว่า โดยเฉพาะข้อสงวนเกี่ยวกับคําประกาศตามข้อ ๓๑๐ ในข้อ ๔ นั้นกระผมขออนุญาตอ่าน สงวนเกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของรัฐชายฝั่ง และไม่รวมถึง การคุกคาม หรือการใช้กําลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน เอกราชทางการเมือง สันติภาพ หรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง ประโยคตอนท้าย ข้อความตอนท้ายนั้นเกินไปด้วยซ้ํา เพราะว่า การคุกคามโดยการใช้กําลังต่อบูรณภาพทางการเมือง ต่ออธิปไตยนั้นทําไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เขตทางทะเลหรือเขตบนบก ผมขออนุญาตจบเพียงแค่นี้ครับ