รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔

กษิต ภิรมย์ เสนอกรอบการเจรจาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะเขตแดนไทย-พม่า ตามหลักสืบสิทธิและสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงการต่างประเทศเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และจัดสัมมนาในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศ และรัฐบาลจะเริ่มเจรจาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนร่วมกับพม่าภายใต้เจบีซี

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ขอกราบประทานโทษ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาสภาทั้งหลายครับที่ผมมาช้าไปนิดหนึ่ง ประชุม ครม. กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเสนอร่างกรอบการเจรจา เพื่อสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-พม่า ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบ ดังนี้ครับ

กระผมขอกราบเรียนเสนอเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งระบุว่า ก่อนที่จะมีการเจรจาจัดทําความตกลงใด ๆ ที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง คณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ เขตแดนไทยกับพม่ามีความยาวทั้งสิ้น ๒,๔๐๑ กิโลเมตร และได้มีการปักปันและปักหลัก เขตแดนไว้ตลอดแนวแล้วในส่วนของเขตแดนทางบก โดยสนธิสัญญาระหว่างสยามกับอังกฤษ จํานวน ๙ ฉบับ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ หรือกว่า ๑๔๐ ปีมาแล้ว เรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๓ และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าอีก ๑ ฉบับ เกี่ยวกับ เขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ําสาย-แม่น้ํารวก ที่จัดทําขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๔ อย่างไรก็ดี หลักเขตแดน ที่ปักไว้มีระยะห่างกันมากและสูญหายเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับแผนที่ที่ทําขึ้นในสมัยนั้น ไม่ละเอียดเพียงพอ ก่อให้เกิดความแตกต่างในการอ้างสิทธิอธิปไตยของแต่ละฝ่าย ในส่วนของเขตแดนทางน้ําก็มีการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ําเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดังนั้น จึงมีความจําเป็นที่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะต้องสํารวจและพิสูจน์ทราบเส้นเขตแดนที่รับการปักปัน ไว้แล้วร่วมกัน โดยอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสํารวจเพื่อปักหลัก เขตแดนให้มีความชัดเจนและถูกต้อง โดยทําเป็นความตกลงฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งกระผมเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมการดําเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในภาพรวม และเสริมสร้างความร่วมมือและความมั่นคงบริเวณชายแดน ท่านประธานที่เคารพ สําหรับกลไกการเจรจานั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ประเทศไทยและประเทศพม่าได้ตกลงกัน จัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า หรือเจบีซี (JBC) ขึ้น เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหา ด้านเขตแดน และสํารวจ และจัดทําหลักเขตแดนทางบกตลอดแนว เจบีซีได้มีการประชุม มาแล้ว ๖ ครั้งคือ พ.ศ. ๒๕๓๖ พ.ศ. ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๕ และ พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงให้ประเทศพม่าเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งที่ ๗ ใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ประเทศพม่า แต่ประเทศพม่าก็ยังไม่สามารถจัดการประชุมได้ เนื่องจาก ประสบกับปัญหาการเมืองภายใน จากการหารือระดับนโยบาย ทั้ง ๒ ประเทศเห็นพ้องกันว่า ปัจจุบันมีประเด็นที่เกี่ยวกับเส้นเขตแดนที่ควรต้องหารือกันให้ชัดเจนในหลายจุด รวมทั้ง เขตแดนในบริเวณที่จะมีการเปิดด่านเพื่ออํานวยความสะดวกและความร่วมมือในการพัฒนา เศรษฐกิจระหว่างกัน และในกรอบของประชาคมอาเซียน (ASEAN) นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ได้มีการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการที่เมืองเมียวดี ประเทศพม่า สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศพม่าปิดด่านเมียวดี-แม่สอด โดยอ้างสาเหตุที่ประเทศไทย ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ําเมย และในการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้น ฝ่ายพม่าได้เสนอให้ฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจบีซีอย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง ก่อนที่ฝ่ายพม่าจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจบีซี ครั้งที่ ๗ อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งฝ่ายไทย ได้แจ้งฝ่ายพม่าถึงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังรอการตอบรับจากฝ่ายพม่าอยู่ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าสัญญาณ ในทางบวกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศพม่า เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพม่าแล้วในเดือนมีนาคม ศกนี้ การจัดประชุมเจบีซีครั้งต่อไปก็จะได้เกิดขึ้นในโอกาสแรก ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับการเจรจาตามกรอบการเจรจาดังกล่าวจะเป็นการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายระหว่างประเทศ และจะยึดแนวทาง ๔ ประการ คือ

๑. การยึดถือสนธิสัญญาที่กรุงสยามทําไว้กับกรุงอังกฤษตามหลักสืบสิทธิ

๒. การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการเจรจาหารือ

๓. การแยกประเด็นเขตแดนออกจากการดําเนินความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในด้านอื่น ๆ และ

๔. การให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

สําหรับกรอบการเจรจาที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาล มีสาระคือ ให้ดําเนินการ เจรจาและสํารวจ และจัดทําหักเขตแดนไทย-พม่า ตลอดแนว โดยให้เป็นไปตามสนธิสัญญา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่จัดทําขึ้นระหว่างไทยกับอังกฤษ รวม ๙ ฉบับดังกล่าว คือตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๖๘ พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ค.ศ. ๑๙๔๐ พ.ศ. ๒๔๘๓ และสนธิสัญญาระหว่างไทยกับพม่า ๑ ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ําสาย-แม่น้ํารวก ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๑ พ.ศ. ๒๕๓๔ ทั้งนี้การเจรจาตามกรอบการเจรจาดังกล่าวเป็นการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายระหว่างประเทศ

ท่านประธานที่เคารพครับ พร้อมกับการเสนอกรอบการเจรจาขอความเห็นชอบของ รัฐสภา ที่ถือเป็นขั้นตอนแรกของการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ขั้นตอนที่ ๒ คือการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันได้แก่ การให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเขตแดนไทย-พม่า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เปิดเว็บไซต์ (Website) ให้ข้อมูลแก่สาธารณชน โดยผู้สนใจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความคิดเห็น ผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้ นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนไทย–พม่า เป็นระยะ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศควบคู่กันไปจนกว่าการเจรจาเขตแดนไทย–พม่า จะเสร็จสิ้น โดยได้ดําเนินการจัดสัมมนาในเบื้องต้นไปแล้ว ๔ ครั้ง คือที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๓ ที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ และล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ขั้นตอนที่ ๓ ในการดําเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ คือรัฐบาลจะเริ่มดําเนินการเจรจาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนร่วมกับพม่า ภายใต้เจบีซี ตามกรอบการเจรจา โดยให้ความสําคัญสูงสุดแก่ผลประโยชน์ของชาติและ ประชาชน และจะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาและการดําเนินงานสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนต่อรัฐสภาเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้จนกระทั่งการเจรจาเสร็จสิ้นและได้มีการ ลงนามร่างสัญญาบันทึกผลการเจรจาของเจบีซีแล้ว ขั้นตอนที่ ๔ คือรัฐบาลจะดําเนินการ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือก่อนที่ฝ่ายไทย จะแสดงเจตนาให้หนังสือสัญญามีผลผูกพัน รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว เกิดผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลจะแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ซึ่งเมื่อรัฐบาลดําเนินการครบถ้วนตามกระบวนการดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การที่รัฐบาลจะเสนอร่างสัญญาตามผลการเจรจาของเจบีซีต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนที่จะดําเนินการให้มีผลผูกพันกับทางฝ่ายพม่าต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเรียนว่าหากประเทศไทยและประเทศพม่า สามารถรักษาความต่อเนื่องและความก้าวหน้าในการเจรจาแก้ไขปัญหาเขตแดน เพื่อดําเนินการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนได้ ผลลัพธ์ที่ตามมานอกเหนือไปจากการ ลดความตึงเครียดและป้องกันความขัดแย้งที่อาจมีขึ้นได้ในบริเวณพื้นที่ชายแดนแล้ว คือการกําหนดเขตแดนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ ที่จะรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด สมดังจุดมุ่งหมายที่ได้แสดงไว้ในความตกลงทั้ง ๑๐ ฉบับ ดังนั้นการพิจารณาร่างกรอบการเจรจา ของรัฐสภาในวันนี้จึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้กระบวนการเจรจาเขตแดนไทย-พม่า ดําเนินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความชอบธรรมและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รวมทั้งจะช่วยเกื้อกูลต่อความร่วมมือทวิภาคี ด้านอื่น ๆ ให้รุดหน้าไปด้วยดี อาทิ การเปิดจุดผ่านแดนในพื้นที่ต่าง ๆ การพัฒนาแนวพื้นที่ เศรษฐกิจภายใต้การเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมของภูมิภาค และการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง เกี่ยวกับเส้นเขตแดนอย่างยั่งยืน ขอกราบขอบพระคุณครับ