วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. 2525 และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้ โดยเฉพาะเรื่องการขยายเขตทะเลของประเทศต่าง ๆ ที่มีทะเลติดต่อกับไทย ทำให้ไทยไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลหลวง และส่งผลกระทบต่อการเดินเรือประมงไทย นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องกฎหมายทะเลที่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเข้าเป็นภาคีนี้ เช่น การจัดตั้งองค์กร การแก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญา และการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติให้นําเสนอ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๒๕ มาสู่การพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้นะครับ ที่จริงเรื่องนี้ถ้าเราดู พ.ศ. ของอนุสัญญาฉบับนี้ จะเห็นว่า ค.ศ. ๑๙๘๒ ในปีนี้ ค.ศ. ๒๐๑๑ ๒๙ ปีเต็ม ๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้แล้ว แต่ไม่ได้ให้สัตยาบันนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูนะครับ ว่ารัฐบาลขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ที่จริงแล้วคงจะต้องอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐๕ ประกอบด้วยนะครับ เนื่องจากว่าอนุสัญญาฉบับนี้เป็นการดําเนินการเริ่มต้น มาแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ฉะนั้นใน (๕) บอกว่าให้นําส่วนที่ยังค้างอยู่มาเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภาแห่งนี้ ทีนี้เมื่อดูการพิจารณานะครับ ประเด็นปัญหาก็คือว่าในส่วนของ (๓) และ (๔) ในรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่าก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับ นานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ประเด็นคําถาม ก็คือว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๒๙ ปี รัฐบาลได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ อย่างไร คําตอบก็คือว่าคนที่รับผลกระทบหลักคือชาวประมงหรือว่าผู้ที่เดินเรืออยู่ในน่านน้ํา ระหว่างประเทศ ก็ไม่เคยได้รับการชี้แจง ได้รับข้อมูลนะครับ เมื่อมาดูในวรรคสี่ บอกว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน นั่นคือวันนี้ที่มาขอสัตยาบันเพื่อให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม คําถามต่อไปก็คือว่าตลอดระยะเวลา ๒๙ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดําเนินการ ในการที่จะเยียวยาผู้เดือดร้อนหรือไม่ แล้วกลับมาดูอนุสัญญาเองนะครับ อนุสัญญาฉบับนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายทะเลอย่างมหาศาล เป็นกฎหมายแม่บทรัฐธรรมนูญ ของกฎหมายทะเลทั้งหมดนะครับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือว่าทําให้ ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะ ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือเราถูกประเทศต่าง ๆ รอบบ้านเราที่มีทะเล ขยายเขตทะเล มาปิดล้อมทะเลของไทย ทําให้ประเทศไทยไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลหลวง อีกเลย อันนี้เกิดผลอะไรครับ เกิดผลต่อการเดินเรือครับ เพราะประเทศต่าง ๆ เมื่อมีการ ขยายเขตทะเลออกไป เขาก็จะไปตั้งเขตตั้งกฎหมายขึ้นมาเพื่อจะดําเนินการในการรักษาสิทธิ ประโยชน์ของเขานะครับ แล้วเรือประมงที่เดือดร้อนที่สุดในการเดินเรือออกนอกน่านน้ําไทย คือเรือประมงครับ ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ โดยมิชอบจากเรือประมงไทยนะครับ ได้รับผลกระทบอย่างมากนะครับ ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้ กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์โดยมิชอบจากเรือประมงไทย ได้รับผลกระทบอย่างมาก เราก็ไม่ได้ดําเนินการอะไรในการคุ้มครองตรงนั้น
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของกฎหมายทะเลฉบับนี้เมื่อประเทศต่าง ๆ ขยายเขตแล้ว ปิดล้อมประเทศไทยแล้ว พื้นที่เดิมของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน เคยเป็นแหล่งประมงของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า หรือแม้แต่ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ทําให้ทะเลของประเทศไทย หรือแหล่งประมงเราเสียไปประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางไมล์ เราพูดกันมานานแล้ว เป็นเวลา ๒๐ กว่าปี แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราไม่ได้มีการดูแลเยียวยาแก้ไขให้กับ ชาวประมงเลย แล้วก็ในสมัยนั้นก็มีการออกกฎหมายมาทําให้ชาวประมงเดือดร้อนด้วยซ้ํา แต่อย่างไรก็ตามด้วยเวลาเพียง ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้เราคงไม่สามารถที่จะกลับไปดูแล เยียวยาได้ทั้งหมด แต่อยากจะให้ทางรัฐบาลนี้ตั้งต้นนะครับ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น ความจําเป็น เนื่องจากว่าเป็นกฎหมายแม่บทของทะเลที่จะทําให้เรานี้ได้สิทธิ อีกหลายประการที่ขณะนี้เราไม่ได้ สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ นอกจากนี้ในเรื่องของ กฎหมาย ขณะนี้อนุสัญญาฉบับนี้ได้นําไปสู่การพัฒนากฎหมายย่อย กฎหมายลูกนี้ อีกหลายฉบับ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะเร่งเข้าเป็นภาคี เร็วเท่าไรเราก็จะสามารถใช้สิทธิในการเข้าประชุม เพราะทุกวันนี้เวลาเราไปประชุมนี่นะครับ เราก็นั่งอยู่นอกห้อง เป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น แต่การเป็นภาคีก็จะเกิดประโยชน์นอกจากนี้ ในเรื่องประเทศต่าง ๆ ได้ใช้กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์จากเรือเรา จากเรือประมงไทยเราก็สามารถที่จะคุ้มครองได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถใช้กฎหมายทะเลนี้ เข้าไปเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ให้กับชาวประมงได้ และโดยรวมนี้ก็เห็นว่า เป็นประโยชน์ที่จะให้ประเทศไทยรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้ แต่ประเด็นที่ สําคัญก็คือว่าเมื่อเข้าเป็นภาคีแล้วเราจะทําอย่างไรที่จะรักษาประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่จริงแล้วจะต้องมีการจัดตั้งองค์กร จะต้องมีการแก้กฎหมายภายในต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ อนุสัญญา จะต้องเร่งดําเนินการจัดเอกภาพมีความชัดเจนในเชิงนโยบาย ก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลได้มีความพยายามในการให้ความสําคัญกับกฎหมายทะเล เพราะว่า ทะเลนี้ถ้าเอาแผนที่โลกมาดู พื้นที่ทะเล ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราสามารถที่จะหาประโยชน์ได้ สุดขั้วโลกได้เลย แต่ประเด็นก็คือว่าวันนี้เรายังไม่ได้ให้ความสําคัญกับทะเล ผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล หรือแม้แต่การดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นจึงสนับสนุน ให้รัฐบาลได้เข้าเป็นภาคี แต่ขอฝากท่านประธานได้ช่วยกรุณาดูสักนิด ในอนาคตถ้ารัฐบาล ดําเนินการลักษณะนี้โดยการไม่มีเอกสารที่จะเห็น ที่จะชี้แจงในรายละเอียดว่ากฎหมาย อนุสัญญาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสู่รัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบนั้น ถ้าไม่มีรายละเอียดในเรื่อง ของความสําคัญ ในเรื่องของผลกระทบในเรื่องการเยียวยาแล้ว ผมคิดว่ารัฐสภาไม่ควรจะได้ พิจารณากฎหมายลักษณะนี้อีกต่อไป ขอให้ฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายที่ดําเนินการในลักษณะนี้ ขอขอบคุณครับ