รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๘/๒๕๕๐
วันจันทร์ที่ ๒๖ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
คณะกรรมาธิการครับ มีอะไรจะแถลงเพิ่มเติมนอกจากที่แถลงวันจันทร์ที่แล้วไหมครับ หรือจะมอบหมายให้ใครชี้แจง มีไหมครับ เอากรอบไหนก่อนครับ กรอบ ๒ นะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอให้ท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็นในกรอบที่ ๒ นะครับ ท่านสมาชิกจะแสดงความเห็นไหมครับ เชิญคุณพิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิก สสร. ที่เคารพรักทุกท่านนะครับ กระผม นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ สมาชิก สสร. หมายเลข ๐๔๕ ก็จะขออนุญาตอภิปรายในส่วนของกรอบที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถาบันการเมือง โครงสร้างอํานาจรัฐ ทั้งในเรื่องของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้งเรื่องการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งจะเปึนประโยชน์แด่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่กําลังรับชมรายการผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ รวมทั้งวิทยุรัฐสภา เอฟเอ็ม ๘๗.๕ เมกะเฮิร์ตซ์ (FM 87.5 Megahertz) กระผมอยากจะเสนอแนะเรื่องที่ได้รับฟังมาจากพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สสร. ของเราได้ลงพื้นที่ ในหลายจังหวัด หลายท้องที่ด้วยกันนะครับ ท่านประธานอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เอง ก็ได้ เดินทางลงในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กระผมได้เรียนสอบถามท่าน สสร. วัชรา ท่านบอกว่ามีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมในการสัมมนา รับฟังความคิดเห็นที่นครศรีธรรมราชมากมายถึง หก เจ็ดร้อยคนนะครับ แล้วก็ถัดมา เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์นี้เองที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านพลตํารวจโท ธรรมนิตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดสัมมนาใหญ่ ซึ่งมี ผู้ร่วมการสัมมนามากกว่า ๖๐๐ ท่านครับท่านประธาน เดินทางมาจาก ๑๙ จังหวัดของ ภาคอีสานนะครับ มาชุมนุมพร้อมกันที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระผมเองก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานครั้งนี้ร่วมกับผู้ใหญ่ของ สสร. และสมาชิกอีกมากมายหลายท่าน โดยเฉพาะท่านรองประธานสภาฯ นะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้นําทีม สสร. สิบกว่าท่านนะครับไปร่วมในงานครั้งนี้ โดยมีท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง แล้วก็ สสร. ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา และอีกหลายท่านไปร่วมในงาน ครั้งนี้ครับ พี่น้องประชาชนเข้าคิวกันยาวเหยียดเลยครับท่านประธาน เพื่อที่จะแสดง ความคิดเห็นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่โพล (Poll) บางโพลนี่นะครับ ได้มีการสํารวจแล้วบอกว่าพี่น้อง ประชาชนตั้ง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ (percent) ไม่รู้เรื่องว่ารัฐธรรมนูญเปึนอย่างไร ตรงนี้กระผมคิดว่า โพลนั้นอาจจะมีความคลาดเคลื่อนบ้างนะครับ ทั้งนี้เนื่องจากว่าเท่าที่พวกกระผมได้ลงพื้นที่ แล้วไปพบกับพี่น้องประชาชนมานั้น ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ขณะนี้มีความ ตื่นตัว อย่างยิ่งในการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็เสนอแนะสิ่งที่เปึนประโยชน์นะครับ
ในกรอบที่ ๒ นี้พี่น้องประชาชนจํานวนมากนะครับ ได้เสนอแนะดังนี้ อยากจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ๑. คือในเรื่องของจํานวน สส. นะครับ ก็ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าอยากจะเห็นจํานวน สส. ที่ลดน้อยลงมาจาก ๕๐๐ คน เหตุก็เพราะว่าพี่น้องส่วนใหญ่เห็นว่าเปึนการสิ้นเปลืองงบประมาณมาก อยากจะให้มี การลดงบประมาณในส่วนนี้ลงมาบ้าง แล้วก็ สส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) หรือ สส. ในระบบ บัญชีรายชื่อนั้น ตรงนี้พี่น้องประชาชนก็ยังมีความคิดเห็นเปึน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเห็นว่า ควรจะยกเลิกไปนะครับ เพราะว่า สส. ปาร์ตี้ลิสต์นั้นก็มีหลายคนบอกว่านอกจากจะมี นักวิชาการแล้วก็มีผู้รู้เข้ามาแล้วนี่ก็ยังมีนายทุนของพรรคการเมือง หรือว่ามีการไป ตอบแทนให้กับผู้สนับสนุนพรรคการเมือง เพื่อให้เข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้น ๆ อันจะมีโอกาสได้รัฐมนตรีนะครับ ตรงนี้เขาก็ไม่อยากจะเห็นว่าจะเปึนการตอบแทนกัน ทางการเมือง แต่ว่าในขณะเดียวกันปาร์ตี้ลิสต์นั้นก็เป่ดโอกาสให้กับนักวิชาการ ให้กับผู้รู้ บางส่วนที่อาจจะไม่มีโอกาสหรือว่าไม่ถนัดที่จะลงพื้นที่นะครับ ก็จะได้เข้ามาทํางาน ทําหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากเรื่อง สส. ปาร์ตี้ลิสต์แล้วนะครับ ก็คือ สว. ท่านประธานครับ สว. นี้ก็ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนมีความเห็นดังนี้ครับ คือจํานวน ๒๐๐ ท่านนี่ส่วนใหญ่ก็เห็นว่าสมควรที่จะให้ยังมีอยู่ ๒๐๐ ท่าน แต่ว่าวิธีการให้ได้มา ซึ่ง สว. นี่ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าน่าจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ควรจะป่ดจุดอ่อนในเรื่องของสภาเครือญาติ สภาผัวเมีย หรือว่าผู้ใกล้ชิดกับนักการเมือง จะมีวิธีอย่างไร เราอาจจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามเครือญาติของนักการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ไม่ทราบว่าจะเขียนได้หรือเปล่า คือประชาชนพูดอย่างนี้จริง ๆ เลย แล้วก็อันที่ ๒ ก็คือนอกจากให้มาจากการเลือกตั้งแล้ว บางส่วนก็ยังบอกว่าน่าจะ มาจากทั้งการเลือกตั้งและการแต่งตั้งนะครับ การแต่งตั้งนั้นก็มีหลายวิธี คือมีทั้งว่า มาจากการแต่งตั้งโดยการสรรหาจากวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้นะครับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง ระยองมีการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนจํานวนมากบอกว่าอยากจะเห็น สว. มาจากการสรรหาของกลุ่มวิชาชีพ ต่าง ๆ คล้าย ๆ กับการสรรหาสมัชชาแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยบอกว่าเพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆ อยู่ใน สว. ตรงนี้กระผมก็มาทําหน้าที่แทนท่านแล้วนะครับ ผมได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาในที่ประชุม
แล้วก็ยังมีการพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องของผู้เสียหายครับ ท่านประธาน ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบ ๒ นี้นะครับ แต่จะอยู่ในกรอบ ๓ เรื่องการตรวจสอบ อํานาจรัฐ พี่น้องประชาชนคนหนึ่งในจังหวัดระยองได้พูดถึงนิยามคําว่า ผู้เสียหาย ว่าประชาชน ทําไมไม่ได้เปึนผู้เสียหายตามกฎหมาย ปปช. มาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ ประชาชนน่าจะ มีสิทธิในการที่จะฟัองร้องนักการเมือง หน่วยราชการ แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่กระทํา มิชอบ หรือว่ากระทําทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ตรงนี้เขาก็ฝากมา ซึ่งกระผมคิดว่า ก็เปึนประเด็นใหญ่ที่สําคัญมากประเด็นหนึ่งนะครับ
ในส่วนของเรื่องอื่น ๆ นะครับ ก็ยังมีเรื่องของการกระจายอํานาจ และการ ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้หลายฝ์ายก็เห็นพ้องต้องกันนะครับว่าควรจะมีการกระจาย อํานาจออกไปให้ประชาชนในท้องถิ่นให้มากที่สุด แต่พี่น้องประชาชนก็พูดถึงปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. เทศบาล ว่ามีการเรียกรับเงินค่าก่อสร้าง อะไรต่าง ๆ ตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ก็อยากจะฝากถึงท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับว่า แนวทางเรื่องของการกระจายอํานาจออกไปสู่ส่วนท้องถิ่นนี้จะมีวิธีการใดที่จะทําให้เกิด การบริหารงานที่มีความสุจริต เที่ยงธรรม แล้วก็มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้มากที่สุดนะครับ
ในส่วนของเรื่องอื่น ๆ นะครับ ก็มีพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่เสนอแนะว่า เรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปึนหัวใจสําคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ยังเห็นว่านายกรัฐมนตรีนั้นควรมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้ง ทั้งนี้เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังหวาดระแวง แล้วก็กลัวว่าจะมีการสืบทอดอํานาจ โดยกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ว่าถ้าหากจะมีการเป่ดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ สส. มาเปึนนายกรัฐมนตรีได้ ตรงนี้นี่จะต้องมีการพูดคุยและอภิปรายกันอย่างมาก ว่าความจําเปึน ที่จะเป่ดโอกาสให้คนนอกมาเปึนนายกรัฐมนตรีได้นั้นมีความจําเปึนมากน้อยขนาดไหนครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีนั้น ควรมาจากการเลือกตั้งมากกว่ามาจากการแต่งตั้ง
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องของระบบเขตการเลือกตั้งครับท่านประธาน นี่จะเปึน ประเด็นสุดท้ายที่กระผมจะพูดในชั้นนี้นะครับ ก็คือเขตเลือกตั้งนี่เดิมนั้น เมื่อป้ ๒๕๔๐ เราใช้ระบบ วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) หรือเขตเดียว เบอร์เดียว เปึนเขตเล็ก ประมาณ ๒ ถึง ๓ อําเภอ แล้วก็พี่น้องประชาชนเลือกได้ ๑ คน ๑ เบอร์เท่านั้น ตรงนี้ทาง สสร. ทางยกร่างฯ ได้มีการประชุม แล้วก็เสนอแนะว่าน่าจะเปลี่ยนเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น มาเปึนเขต ที่มี สส. ได้ ๓ คน จาก ๒ ถึง ๓ อําเภอ อาจจะมาเปึน ๘ หรือ ๙ อําเภอ ตรงนี้พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับว่าอยากจะเพิ่มให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ๓ เบอร์ หรือ ๓ คนที่ท่านได้กล่าวถึงนี้ ทาง สสร. ยกร่างฯ บอกว่าให้เลือกได้แค่เบอร์เดียว ซึ่งพี่น้อง ประชาชนจํานวนมากก็ยังเห็นว่าถ้าเปึนเขตใหญ่ขึ้นแล้วน่าจะให้เขาเลือกได้ ๓ เบอร์เลย แทนที่จะเลือกได้เบอร์เดียว ในส่วนของพรรคการเมืองทั้งหลาย แม้กระทั่งคุณบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยก็ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ นะครับว่าถ้าขยายเขตให้ใหญ่ขึ้นเปึน ๓ เบอร์แล้ว แล้วก็ให้ประชาชนเลือกได้แค่เบอร์เดียว อันนี้จะไม่เปึนการส่งเสริมพรรคการเมือง ในท้ายที่สุดแม้กระทั่งพรรคเดียวกันก็ต้องไปแย่ง กันหาเสียง ตีกันตายครับในท้ายที่สุด แล้วก็ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ดังนั้นตรงนี้ น่าจะเปึนระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ คือให้เขตใหญ่ขึ้นแล้วก็มี ๓ เบอร์ แล้วก็ ให้ลงคะแนนได้ ทั้ง ๓ เบอร์ แทนที่จะลงได้แค่เบอร์เดียว นี่ก็เปึนประเด็นที่กระผมได้รับฟังมาจากพี่น้อง ประชาชนแล้วก็อยากจะเสนอแนะนะครับ ในส่วนของเรื่องแนวนโยบาย แห่งรัฐนะครับ ขอท้ายสุดเลย มีผู้ฝากมาเปึนนายทหารเกษียณแล้ว ท่านฝากกระผมมาว่าเรื่องแนวนโยบาย แห่งรัฐนั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่เรียกว่า เมกะโปรเจคต์ (Mega project) นะครับ เมกะโปรเจคต์ทั้งหลาย เช่น การสร้างรถไฟฟัาใต้ดิน ๕ สายที่กําลังจะสร้าง หรือแม้กระทั่ง โครงการใหญ่ เช่น โครงการขุดคอคอดกระ หรือขุดคลองกระ ซึ่งมีการศึกษามากในวุฒิสภา ชุดที่แล้ว แต่ขณะนี้ก็เงียบหายไป ท่านบอกว่าถ้าคิดว่าจําเปึนแล้วก็มีประโยชน์ก็ขอให้เดินหน้า ทําต่อไปเถอะนะครับ แต่ขอให้มีการประหยัดงบประมาณให้มากที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ แล้วก็ให้ระมัดระวังเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะการเขียน ทีโออาร์ (TOR – Terms of reference) อย่าให้เสียค่าโง่เหมือนกับค่าโง่ทางด่วนหกพันกว่าล้าน ซึ่งเราก็ได้ทางประธาน ศาลฎีกา ทางศาลฎีกามาช่วยไว้ จึงไม่ต้องเสียค่าโง่ทางด่วนหกพันสองร้อยล้าน กระผมก็ขอ อนุญาตเสนอไว้ ณ ที่นี้ และหวังว่าความคิดเห็นทั้งหลายที่กระผมได้เรียนนี้จะได้รับการรับฟัง จากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓๕ ท่าน ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
โพลว่าอย่างไร เราก็รับฟัง แล้วก็เราจะได้รณรงค์มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจรัฐธรรมนูญและสิ่งที่เราทํา เพราะว่า ในที่สุดเราต้องกลับไปหาประชาชนในขั้นประชามติ ขอเชิญท่านต่อไปเลยครับ ท่าน สสร. จรัส นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัส สุวรรณมาลา ครับ สสร. กระผมอยากจะเสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสถาบันการเมือง นะครับ ที่ใคร่จะให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณานะครับ ที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ จะไม่มีอยู่ในกรอบที่ท่านเคยเขียนไว้นะครับ เพราะว่าเท่าที่เห็นสถาบันการเมืองที่ท่านเขียน ที่มีอยู่ในประด็นหลักนี้นะครับจะเปึนการทบทวนปัญหาที่เกิดจากอดีตและก็เปึนการดู สถาบันในเชิงโครงสร้าง แต่กระผมที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเปึนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และประชาชนนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่อง การบริหารงานคลัง การบริหารการเงินของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับในช่วง ห้าสิบกว่าป้ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยซึ่งก็ไม่ต่างจากรัฐบาลในประเทศอื่น ๆ ในโลก ได้เข้าไป มีบทบาทในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคอย่างกว้างขวาง ในยุคโลกาภิวัตน์วันนี้ก็จะต้อง มีบทบาทมากขึ้น และก็พร้อมกับการเข้าไปมีบทบาทได้มากขึ้น รัฐบาลได้สร้างเครื่องมือ ทางการคลังขึ้นมาเปึนจํานวนมากในการระดมเงินออม เงินฝาก และก็การให้เงินกู้กับ ประชาชน และก็มีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลทํา หลายมาตรการเหล่านี้เราอาจจะ เรียกว่ามีความจําเปึน แต่ว่าเปึนที่น่าสังเกตว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เปึนมาตรการทางการคลัง นอกระบบ เราอาจจะเรียกว่า การคลังพันทาง หรือ มาตรการกึ่งการคลัง เปึนต้น มาตรการ การคลังเหล่านี้ได้นําไปสู่การทําลายวินัยทางการคลังของรัฐบาล ของภาครัฐในระยะยาว ป้นี้เปึนป้ที่ ๒ แล้วนะครับที่รัฐบาลปัจจุบันออกมาประกาศว่าภาครัฐของไทยมีหนี้ สาธารณะที่เกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลชุดที่แล้วเปึนคนสร้างและไม่ได้รายงานให้กับ ประชาชนทราบ
-๖/๑ ปัญหาเหล่านี้จะเกิดต่อเนื่องไปในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะว่าเรามีช่องว่างในเรื่อง กฎหมายการคลังและกฎหมายรัฐธรรมนูญค่อนข้างมากทีเดียว กระผมถึงอยากจะ เสนอมาตรการต่อไปนี้ให้คณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณานะครับว่าเราจะ จํากัดบทบาทของฝ์ายบริหารในทางการคลัง และจะเพิ่มบทบาทของฝ์ายรัฐสภาและ ฝ์ายประชาชนในเรื่องการควบคุมทางการคลังของรัฐบาลอย่างไรบ้าง
ประการที่ ๑ ก็คือการจํากัดอํานาจของรัฐบาลในการก่อหนี้สาธารณะ ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถที่จะใช้วิธีการก่อหนี้หรือสร้างภาระผูกพันทางการเงิน โดยที่ รัฐสภาไม่ได้มีส่วนหรือไม่มีโอกาสจะได้รับรู้ ไม่ได้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ที่ผ่านมา ถ้าเปึนการกู้เงินตามปกติเราจะเห็นว่ารัฐสภาจะต้องพิจารณากฎหมาย พรบ. เงินกู้ ต่าง ๆ แต่ถ้ารัฐบาลใช้วิธีการสร้างภาระผูกพันทางการเงินโดยการค้ําประกัน อันนี้ก็จะ ไม่มีกฎหมายไหนมารองรับนะครับ มี พรบ. การบริหารหนี้ฯ ป้ ๒๕๔๘ ที่ออกมา แต่ความจริงแล้ว พรบ. เหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะคุมการก่อหนี้รัฐบาลในระบบได้ จริง ๆ นอกจากนั้นรัฐบาลยังสามารถตั้งกองทุนสาธารณะต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็ใช้กองทุน สาธารณะเหล่านี้ในการระดมเงินฝาก ระดมเงินออม แล้วก็เอาไปลงทุนรวมทั้งให้กู้ ด้วย อย่างเช่น กองทุนวายุภักษ์ แล้วก็อีกหลาย ๆ อย่าง รัฐบาลสามารถที่จะก่อหนี้โดยผ่าน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ อย่างเช่น ธกส. ธนาคารออมสิน เอ็กซิมแบงก์ (Exim bank) หรือใด ๆ ก็ตามนะครับ การก่อหนี้เหล่านี้ทําโดยวิธีการแยบยล ก็คือว่าใช้วิธีการให้สินเชื่อ ไปก่อน เสร็จแล้วในระยะหลังก็เกิดปัญหาเรื่องหนี้สูญ แล้วก็กลายเปึนภาระที่รัฐบาล ต้องใช้คืน กระบวนการทางบัญชีของเราที่เปึนอยู่นี้ไม่รับรู้การก่อหนี้ภาระหนี้เหล่านี้ ในเวลาที่มีการตัดสินใจ แต่ไปรับรู้ทีหลังเมื่อเกิดหนี้สูญขึ้นแล้ว แล้วก็บังคับให้กระทรวง การคลังต้องจ่ายหนี้เหล่านี้โดยใช้เงินภาษี ปัญหาเหล่านี้เปึนปัญหาที่แสดงให้เห็นชัดว่า รัฐบาลมีอํานาจในการบริหาร ในการก่อหนี้ผูกพัน ในการใช้จ่ายเงิน โดยที่รัฐสภาไม่มีสิทธิ ไม่มีอํานาจ และไม่มีโอกาสที่จะได้ตรวจสอบหรือให้การอนุมัติ เปึนการก่อหนี้ที่ผิดหลัก การปกครองแบบประชาธิปไตย จึงอยากจะเสนอให้ลองพิจารณาว่าเราจะมีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญจํากัดการก่อหนี้ การสร้างภาระผูกพันทางการเงิน และการจ่ายเงินของรัฐบาล ให้อยู่ในกรอบที่น่าจะสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ และอยู่ในกรอบที่รัฐสภาเปึนผู้อนุมัติ เท่านั้นหรือไม่นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือในส่วนของการบริหารภาษีอากร ที่ผ่านมารัฐบาลออก กฎหมายเก็บภาษีจากประชาชนซึ่งก็แปลว่ารัฐสภาเปึนผู้อนุมัติ เปึนผู้ให้ความเห็นชอบ กฎหมายเหล่านั้นนะครับ แต่พอเวลาจะยกเว้นลดหย่อนภาษี ปรากฏว่าประมวลกฎหมาย ภาษีอากรของไทยนี่ไปให้อํานาจกับฝ์ายบริหารตั้งแต่คณะรัฐมนตรี กระทรวง แล้วก็ รวมทั้งหน่วยงาน อย่างเช่น บีโอไอ (BOI – The Board of investment of Thailand) เปึนต้น ในการยกเว้นลดหย่อนภาษีโดยที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ภาษีที่ได้รับการยกเว้น ลดหย่อนแต่ละป้เท่าที่ประมวลมาจากช่วงแปดเก้าป้ที่ผ่านมา ป้หนึ่งไม่ต่ํากว่าสองหมื่นกว่า ล้านบาท ที่สูญหายไปกับที่รัฐบาลสูญเสียไป รัฐสภาไม่ได้ทราบสิ่งเหล่านี้ แล้วรัฐบาลก็ไม่ได้ รายงานให้กับรัฐสภาทราบ กระผมคิดว่าเราน่าจะมีบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะให้การออกกฎหมายภาษี รวมทั้งกฎหมาย รวมทั้งการยกเว้นลดหย่อนภาษีใด ๆ ต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ไม่ใช่ให้อํานาจให้ดุลพินิจกับรัฐบาลเท่านั้นนะครับ
ในประการถัดมาก็คือเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาค ท่านประธาน ที่เคารพ ในช่วงที่ผ่านมาเราทราบดีว่าการบริหารการเงิน ซึ่งดําเนินการโดยธนาคาร แห่งประเทศไทย กับการบริหารงานคลังซึ่งดําเนินการโดยกระทรวงการคลังและ คณะรัฐมนตรี โดยหลักการแล้วควรจะเปึนอิสระจากกันนะครับ แต่ในทางปฏิบัติเราทราบ ดีว่ามีหลายกรณีในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลมีความพยายามที่จะเข้าไปใช้อิทธิพลเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และก็ทําให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดความเปึนอิสระ ในการบริหารนโยบายการเงิน ตัวอย่างที่เห็นชัดในช่วงที่ผ่านมาก็คือความพยายามที่จะ รวมบัญชีเงินทุนแผ่นดินนะครับ เงินสํารองเงินทุนแผ่นดินที่แบงก์ชาติดูแลอยู่ เพื่อที่จะให้ แบงก์ชาติสามารถที่จะรับภาระหนี้ที่เกิดจากกองทุนฟุ๋นฟูฯ ได้ อันนั้นเปึนอันที่ ๑ และ หลายครั้งที่เวลารัฐบาลจะขอกู้เงินจากแบงก์ชาติมาใช้ ถึงแม้ว่าแบงก์ชาติจะมีดุลพินิจ ที่จะให้กู้หรือไม่ให้กู้ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติก็คงไม่ให้กู้ไม่ได้ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ กระผม คิดว่าในหลายประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้นะครับ คือเขาเขียนให้ธนาคารแห่งชาติ เปึนอิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เปึนอิสระตามกฎหมายเฉพาะ ปัจจุบันนี้ถ้าไม่มี บทบัญญัติใด ๆ ในรัฐธรรมนูญนะครับ ถามว่าวันนี้รัฐบาลสามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือ แบงก์ชาติได้หรือเปล่าในการบริหารนโยบายการเงิน คําตอบก็คือสามารถทําได้ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่าอยากจะให้ลองพิจารณาว่าจะมีบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญเขียนให้แบงก์ชาติเปึนองค์กรอิสระโดยบทบัญญัตินี้ ส่วนจะเปึนองค์กร อิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระแบบ กกต. หรือ ปปช. หรือเปล่า ก็จะเปึนอีกเรื่องหนึ่งที่จะพิจารณา แต่ว่าถ้าไปดูในกฎหมายของหลาย ๆ ประเทศ เขาเขียนอย่างนั้นนะครับ ของเราไม่ได้เขียน โดยสรุปกระผมอยากจะเรียนว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรามีมาในช่วง ๕๐ ป้ที่ผ่านมา เราล้าหลังในการเขียนกฎกติกา มรรยาทในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลค่อนข้างมากทีเดียว ความล้าหลัง เป่ดโอกาสให้รัฐบาลใช้ดุลพินิจในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค บางทีก็ทําตัวเลขให้ดูโต ประมาณการเศรษฐกิจให้ดูผิด และการที่รัฐบาลพยายามที่จะทําให้เศรษฐกิจดูดี โดยการ ทําตัวเลข ก็ไม่ได้มีความผิดทําตามกฎหมายใด ๆ ในหลายประเทศเขาเขียนให้ กระบวนการเหล่านี้ต้องผ่านการเห็นชอบของสภา อย่างน้อยที่สุดก็คือในขั้นตอนของ การดูเศรษฐกิจมหภาคที่เขาเรียก อีคอนอมิก เอาต์ลุก (Economic outlook) ก็อยากจะ เสนอท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับว่าอยากจะให้ดูกรอบของอํานาจ ของรัฐบาลที่มันมีมากเกินไปในทางการคลังในวันนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็ท่าน สสร. อุทิศ ชูช่วย เชิญครับ
(นายอุทิศ ชูช่วย ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่นะครับ รายชื่อต่อไป ท่าน สสร. วิชัย รูปขําดี เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิชัย รูปขําดี ประเด็นที่ผมจะเรียนเสนอการอภิปรายไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือประเด็นที่เขียนไว้ในกรอบข้อที่ ๗ ที่เขียนไว้ว่า ให้พรรคการเมืองมีสถาบันเปึน สถาบันทางการเมืองที่แท้จริง และมีบทบัญญัติว่าด้วยการให้เงินสนับสนุนและเงิน บริจาคพรรคการเมืองอย่างชัดเจนและเหมาะสม ผมขอเสนอในประเด็นนี้ประเด็นเดียว นะครับ โดยมีเรื่องที่จะเรียนดังนี้นะครับ
ประเด็นแรกคือ ความเปึนมาและปัญหาของเรื่องนี้ พรรคการเมืองแท้ที่จริง ก็เปึนสถาบันทางการเมืองพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเปึนระบบประชาธิปไตยหรือว่าระบบอื่น ก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าในระบบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองเปึนสถาบันทางการเมือง ที่ใกล้ชิดกับประชาชน เปึนสถาบันที่ประชาชนสามารถจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้โดยตรง ประชาชนอาจจะเข้ามาสภายาก เข้าไปที่สถาบันการเมืองอื่นลําบาก แต่ว่าพรรคการเมืองนั้น ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นจึงเปึนเรื่องที่จะทําให้การเมืองใกล้ชิดกับประชาชน ได้อย่างดี แต่ว่าปัญหาของการอุดหนุนพรรคการเมืองในอดีตที่ผ่านมา เราก็ทราบว่า ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้มีการเป่ดช่องทางอยู่แล้ว แต่การอุดหนุนนั้น เปึนไปโดยระบบของงบประมาณแผ่นดิน โดย กกต. เปึนผู้จัดสรรงบประมาณให้กับ พรรคการเมือง แต่การจัดสรรดังกล่าวก็มีเกณฑ์ที่อาจจะยังมีปัญหาความไม่เหมาะสม สอดคล้องกับความเปึนจริง กล่าวคือว่า ๓ เกณฑ์ที่กําหนดไว้ในการจัดสรรงบประมาณ ก็มักจะมีความโน้มเอียงไปให้พรรคการเมืองที่ใหญ่ มีจํานวน สส. มาก มีจํานวนสมาชิก มาก ได้สัดส่วนของงบประมาณมากตามไปด้วย แล้วก็ทําให้พรรคการเมืองใหม่ ๆ เล็ก ๆ หรือว่าต้องการที่จะพัฒนาสถาบันอาจจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่าพรรคการเมืองส่วนหนึ่งมิได้มีความจริงจังที่จะทําการเมือง อาศัยช่องว่าง หรือว่าโอกาสที่มีการสนับสนุนพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งพรรคการเมือง แล้วก็นํางบประมาณไปใช้ในทางที่ไม่เปึนประโยชน์กับการพัฒนาสถาบันทางการเมือง ในเรื่องของพรรคการเมือง จึงทําให้มีการยุบหรือว่าลงโทษไปส่วนหนึ่ง ดังนั้นแสดงว่า การอุดหนุนพรรคการเมืองมันยังมีช่องว่าง มีประเด็นปัญหาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจจําเปึนต้องนํามาคิดกันอย่างละเอียดรอบคอบ ในเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการจัดสัมมนา แล้วก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามา ร่วมอภิปราย ผมได้รับเชิญไปในฐานะประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีข้อสรุปนะครับ ที่เราได้จากการสัมมนาเบื้องต้น บางประการ ผมอยากจะเรียนฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ในประเด็นนี้เรามองว่าที่แล้วมาเราร่างรัฐธรรมนูญภายใต้หลักคิดทางรัฐศาสตร์ ทางนิติศาสตร์ แต่เรามักจะไม่ได้นําเอาเรื่องที่เปึนเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องการเสียภาษี เรื่องการเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านอื่นของประชาชน ดังนั้นประเด็นที่ ที่ประชุมได้คุยกันก็คือว่า จะทําอย่างไรให้มีการอุดหนุนพรรคการเมืองโดยผ่านระบบภาษี บุคคลธรรมดา เบื้องหลังตรรกะตรงนี้ก็คือว่าถ้าหากว่าประชาชนสามารถจะมีส่วนร่วม ในการเสียภาษี แล้วก็ระบุได้ว่าเขาอยากจะแบ่งส่วนหนึ่งในภาษีที่เขาเสียให้กับพรรคการเมืองใดที่เขาชอบ ก็จะทําให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยตรง แทนที่จะเสียภาษีแล้วก็มีการจัดระบบทางอ้อม ดังกล่าวมาแล้วนะครับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าประชาชนสามารถที่จะเลือกว่า ป้แรกเสียภาษีให้กับ พรรคการเมืองนี้ แต่ว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ดีเหมือนกับที่เคยคิดไว้ก็สามารถ ที่จะเปลี่ยนพรรคการเมืองที่จะเสียภาษีให้ได้ด้วย แล้วเมื่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคนี่ มีช่องทางที่จะรับภาษีจากประชาชนส่วนหนึ่ง พรรคการเมืองก็จะผูกพันกับประชาชน โดยตรง แทนที่จะต้องการตัวเลขสมาชิก ต้องการ ส.ส. ต้องการสิ่งที่มันไม่เปึนข้อกําหนด เงื่อนไขจากประชาชนโดยตรง การที่เรานําเรื่องทางเศรษฐกิจมาสัมพันธ์กับเรื่องทางการเมือง นี่แท้ที่จริงเปึนวิถีชีวิตของประชาชนโดยตรง เปึนการบูรณาการทางด้านเศรษฐศาสตร์กับ ทางด้านรัฐศาสตร์เข้าด้วยกัน หรืออาจจะรวมไปถึงเรื่องสังคมศาสตร์ อื่น ๆ ด้วย
ในประเด็นที่ ๒ ที่เปึนเหตุผลเบื้องหลังก็คือว่า เรายอมรับว่าในทางสังคม วิทยาการเมืองนี่ ประเทศที่มีคนชั้นกลางสัดส่วนมากพอก็จะมีการพัฒนาทางการเมือง โดยอัตโนมัติ สําหรับประเทศไทยเรานี่คนชั้นกลางก็คงจะไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นบทบาทของคนชั้นกลางมีเท่ากับกลุ่มอื่น ก็คือวัน แมน วัน โหวต ๑ คนก็ลง คะแนนได้เท่ากัน แต่ว่าเราน่าจะให้บทบาทของคนชั้นกลางในฐานะผู้เสียภาษีโดยตรง อันนี้ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มอื่นไม่ได้เสียภาษี แต่ว่าการเสียภาษีทางอ้อมนั้นคนชั้นกลาง เสียด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกันก็เสียทางตรงมากกว่าคนกลุ่มอื่น ดังนั้นการที่ให้คนชั้นกลาง ได้มีโอกาสเลือกว่าเขาจะนําภาษีที่ตัวเองเสียไปสนับสนุนพรรคการเมืองใด จึงเปึนการ เพิ่มบทบาทของคนชั้นกลางให้มากกว่าสิ่งที่เขาได้โหวต (Vote) ตอนเลือกตั้ง ๑ เสียงเท่ากับคนอื่น ตรงนี้ก็จะชี้ว่าคนชั้นกลางในสังคมที่ยังมีสัดส่วนน้อยอยู่นี่น่าจะได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นตาม ความรับผิดชอบทางการเสียภาษีด้วย ลักษณะอย่างนี้เราก็หวังว่าการพัฒนาพรรคการเมือง น่าจะมีช่องทางมากกว่าช่องทางเดิม ก็คือการรับงบประมาณที่มีอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถจะมี การเพิ่มช่องทางงบประมาณอันนี้ด้วย ก็น่าจะทําให้พรรคการเมืองที่ดี ๆ ได้มีงบประมาณ เพิ่มเติมในช่องทางที่เสียภาษีของประชาชนโดยตรง ดังนั้นในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันศุกร์ ที่แล้วก็มีข้อสรุปว่า น่าที่จะกําหนดจํานวนของภาษีที่แต่ละบุคคลเสียนี่จํานวนหนึ่ง อาจจะ เปึนเปอร์เซ็นต์ก็ได้ของการเสีย หรือว่าอาจจะเปึนตัวเลขอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อระบุไปเลยว่า เขาสามารถจะบริจาคให้พรรคไหน ในที่ประชุมก็มีตัวแทนของพรรคการเมือง ๒ พรรค ๒ พรรค การเมืองเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ตั้งขึ้นมาเปึนประเด็นการสัมมนา ฝ์ายที่เปึนสื่อไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลว่าปัจจุบันนี่ประชาชนยังไม่เข้าใจพรรคการเมือง ยังมองว่าพรรคการเมืองรวยแล้ว หรือไม่ก็กลุ่มที่ไม่รวยก็อาจจะไม่ค่อยได้ทําอะไรเลย เพราะฉะนั้นอาจจะทําให้ประชาชนไม่เต็มใจก็ได้นะครับ ฝ์ายทางด้านวิชาการก็มีข้อสรุปว่า เห็นด้วย แต่ว่ามีเงื่อนไขจะทําอย่างไรให้กระบวนการปฏิบัตินี่มันสามารถจะเปึนจริง แล้วก็มีความเปึนธรรมสอดคล้องกับระบบการเสียภาษีที่เปึนมาแล้วก็เปึนอยู่ ผมได้ตรวจสอบ จากกรมสรรพากร ซึ่งเปึนผู้ปฏิบัติเรื่องนี้ ถามว่าถ้าจะทํามีข้อขัดข้อง มีกฎหมาย มีระเบียบอะไร ที่จะต้องยุ่งยากปฏิบัติไม่ได้ไหม ก็ทราบในเบื้องต้นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า อาจจะต้องมีการกําหนดให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ ดังนั้นผมก็อยากจะนําเอาผลของการ สัมมนาที่สถาบันพระปกเกล้าได้จัดทําเมื่อวันศุกร์ที่แล้วนะครับเรียนฝากท่านประธานว่า เรื่องนี้อยากจะขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยนําไปพิจารณา แล้วก็จัดเข้า เปึนประเด็นในเรื่องการอุดหนุนพรรคการเมืองผ่านระบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดาด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านกรรมาธิการคงจะรับไว้ได้นะครับ ลําดับต่อไปเปึนท่าน สสร. กรรณิการ์ เรียนเชิญครับ
เรียนท่านประธาน ขอเสนอความเห็นอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ นะคะ ประเด็นแรก ก็คือในส่วนของกรอบที่ ๒ ที่เรื่องของสถาบัน ทางการเมือง จากการที่ในส่วนของกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ ได้ออกไปพูดคุย แล้วก็รับฟังความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ พอจะประมวลได้ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเปึนการ กลับทิศกันในการพิจารณาของกรรมาธิการก็ได้ ซึ่งเปึนประเด็นที่ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น ของจังหวัดขอนแก่นที่อีสานนะคะว่าการจะมี สว. หรือไม่นั้น ถ้าเราตั้งธงว่าจะมี สว. มานี่เหมือนกับว่าเราตั้งธงว่ามีหรือไม่มี แต่ว่าที่ประชุมในที่นั้นเขาก็เสนอใหม่ว่า เอ๊ะ ทําไมเราไม่มาดูบทบาทหน้าที่ของ สว. ว่าบทบาทหน้าที่ของ สว. นี่เปึนอย่างไร แล้วถึงจะพิจารณาว่าควรจะมีหรือไม่มี ไม่ใช่บอกว่าตั้งธงว่ามี สว. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราจะพิจารณาต่อก็คือ สว. มาจากไหน แต่ที่เขาคิดกลับก็คือว่า สว. นี่จําเปึนหรือเปล่า โดยบทบาทหน้าที่ของ สว. อาจจะต้องมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์บทบาทหน้าที่ของ สว. กันใหม่ นี่ประเด็นของ สว. ส่วน สส. ก็เห็นด้วยว่าควรจะมีนะคะ ซึ่งตรงนี้จะทําให้เกิดว่า แล้วเราจะมาพิจารณาว่าจําเปึนไหมที่จะต้องมี สว. แล้ว สว. นี่ควรจะมีต่ออย่างไร นะคะ ทีนี้ประเด็นเรื่องของ สว. ซึ่งให้ความเห็นที่ดีมาก
ส่วนประเด็นของ สส. ตัวอย่างที่ดีของจังหวัดเชียงใหม่ภาคเหนือนะคะ ที่พอประมวลได้ที่โดดเด่นมาก ก็คือว่าการเลือกตั้ง สส. นี่เขากลับคิดกันใหม่ ไม่ใช่เลือกตั้ง จากเขต หรือว่าจากเขตเล็ก เขตใหญ่ พวงเล็ก พวงใหญ่นะคะ เขาเสนออย่างนี้ค่ะ เขาเสนอ เรื่องของว่าควรจะมีสภาหมู่บ้าน เขาคิดจากระดับหมู่บ้าน สภาหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑๐ คน จากหมู่บ้านละ ๑๐ คน เลือกผู้แทนมา ๑ คน นี่เปึนระดับหมู่บ้าน จากหมู่บ้านมาเปึนตําบล ก็เลือกตัวแทนเหล่านี้ขึ้นมาจนเปึนระดับจังหวัด ก็คือเปึนสมาชิกสภาผู้แทนระดับจังหวัด หมายความว่าตรงนี้ข้อดีก็คือว่าคนที่จะไปเปึน สส. นี่เปึนคนในท้องถิ่น จริง ๆ แล้ว เขามีมาตรการในการที่จะควบคุมดูแล สส. ซึ่งเปึนตัวแทนของเขา ซึ่งจะเปึนลงสู่ระดับ พื้นฐานของเขาก็คือระดับหมู่บ้าน ก็คือว่าประชาชนมีสิทธิที่จะยื่นถอดถอน สส. เหล่านี้ได้ โดยใช้หลักเกณฑ์ก็คือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเปึนสิ่งที่ เขาเสนอมาใหม่ อาจจะฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งประเด็นนี้อาจจะ ไม่ได้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากว่าเราก็มีกรอบของเรา ก็คือ สส. พวงเล็ก พวงใหญ่ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่จริง ๆ ระบบการคิดเหล่านี้ก็คือมาจากผู้แทนราษฎรจริง ๆ ก็คือ มาจากระดับชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งตรงนี้ก็เปึนอีกแนวทางหนึ่งที่อยากจะนําเสนอให้ทราบจาก การที่ได้ลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
ประเด็นที่ ๒ อยากจะนําเสนอในส่วนนี้ก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญการที่เราจะ ระบุ สส. สว. หรืออะไรก็ตามจะเห็นว่าที่ผ่านมาแม้กระทั่งของชุด สสร. เราเองก็ตาม หลังจากที่ยกร่างรัฐธรรมนูญสมมุติว่าผ่านประชามติแล้วก็จะมีการเลือกตั้ง ก็คงจินตนาการ ต่อได้เลยว่าคนที่จะมาลงเลือกตั้งก็คือคนหน้าเดิม อาจจะเปึนพรรคเดิมหรือพรรคใหม่ ก็แล้วแต่ แต่ก็เปึนลักษณะของภาพเดิม ๆ จะมีการเขียนในลักษณะที่จะสร้างสรรค์อย่างไร หรือมีมาตรการอย่างไรจึงจะเป่ดโอกาสให้คนดีที่ตั้งใจในการทํางานเพื่อชาติบ้านเมือง อาจจะมากกว่า สส. ในพื้นที่ หรือนักการเมืองอาชีพได้มีส่วนร่วมเข้ามาในการที่จะได้ รับเลือกให้เข้ามาเปึน สส. หรือ สว. ก็แล้วแต่ ทําอย่างไรจึงจะมีมาตรการ เพราะถ้าคิด อย่างนี้เราร่างรัฐธรรมนูญดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าหลังจากเลือกตั้งมา ถ้าไม่มีมาตรการในการที่จะดูแลตรงนั้น ที่สุดก็คือคนหน้าเดิมก็จะเข้ามาใหม่ จะไม่มี น้ําดีใหม่เข้ามาแทนที่เท่าไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเปึนสิ่งที่ทางพวกเราค่อนข้างจะ กังวลใจว่า ถึงแม้เราจะร่างรัฐธรรมนูญดีอย่างไร แต่ถ้าบุคคลที่จะเข้ามายังไม่มีจิตสํานึก ที่ดี ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังวนกลับมาเหมือนเดิม
ประเด็นที่ ๓ อาจจะเกี่ยวพันกับเรื่องของการกระจายอํานาจในกรอบที่ ๑ ก็ได้ แต่ตรงส่วนนี้ก็คือส่วนที่บอกว่า ในเมื่อการทํารัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้สิ่งที่อยากจะเห็น ก็คือทําอย่างไรจึงจะลดอํานาจของภาครัฐลง แล้วก็เพิ่มอํานาจของภาคประชาชน ตรงจุดนี้ จะเห็นได้ว่าทําอย่างไรให้มันเปึนจริง เช่นยกตัวอย่างขอนําเสนอเรื่องของการกําหนด นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของสังคม ส่วนใหญ่มักจะเปึนการกําหนดโดยภาครัฐบาล นโยบายจากรัฐเปึนส่วนสําคัญที่จะเปึนคนกําหนดนโยบายออกมา แล้วก็ลงไปทําทันที ไม่ว่าจะเปึนนโยบายประชานิยมหรือนโยบายอื่น ๆ ก็แล้วแต่ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าจากรัฐบาล ถือว่าเปึนอํานาจสูงสุดก็มีแต่กําหนดนโยบายลงไป ทําอย่างไรเราจึงจะมีนโยบาย ๒ ส่วน นโยบายจากภาครัฐที่กําหนดในเชิงการกําหนดนโยบายภาพรวมของประเทศก็กําหนด แต่ถ้าเปึนนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของสังคม ต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม นโยบายสาธารณะนั้นควรจะต้องผ่านประชามติ เราเริ่มใช้ คําว่า ประชามติ ในรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นการที่ประชามติก็คือการเป่ดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจากความรู้ที่มีก็มีด้วยกันอยู่ ๖ – ๗ ขั้นตอน การมีส่วนร่วมของประชาชน
ประเด็นที่ ๑ คือ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล การที่จะกําหนดนโยบายอะไรลงไป ในท้องถิ่นหรือกําหนดนโยบายอะไรไป ประชาชนตรงนั้นรู้หรือไม่ ก็คือการรับรู้ในเรื่องของข้อมูล
อันที่ ๒ คือ ร่วมคิด พอรับรู้ข้อมูลแล้วมาช่วยกันคิด ต้องให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม และก็ร่วมวางแผนว่าจะดําเนินการอะไรต่อไป ร่วมดําเนินการ ร่วมประเมินผล และร่วมใช้ประโยชน์ ถ้าเรามีกระบวนการตรงนี้นโยบายสาธารณะที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเปึน นโยบายเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลก็จะทําให้เกิดความพึงพอใจ แล้วก็การมีส่วนร่วม ของประชาชนในทุกระดับ ตรงส่วนนี้คือกรณีประเด็นของนโยบายจากภาครัฐลงไป ซึ่งประเด็น เหล่านี้ยกตัวอย่างเช่น นโยบายอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้กําลังมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเปึนมาบตาพุดหรือว่า อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern seaboard) เซาเทิร์น ซีบอร์ด (Southern seaboard) แม้กระทั่งนโยบายแร่โพแทส (Potash) นโยบายเกลือของรัฐ เหล่านี้เปึนต้น ซึ่งเปึนสิ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะ ไม่ใช่เฉพาะแต่ร่างกาย ทางด้านจิตใจแล้วก็การอยู่ ด้วยกันในสังคม แล้วก็มีปัญหาต่อสังคมระดับประเทศต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ทําอย่างไรเราถึงจะส่งเสริมให้องค์กร ชุมชน ท้องถิ่น ในท้องถิ่นเองสามารถที่จะกําหนดนโยบายสาธารณะได้ด้วยตนเอง ที่เปึนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยกําหนดนโยบายสาธารณะของ ชุมชนออกมาได้ ตั้งแต่ระดับชุมชน ตําบล ท้องถิ่น จังหวัดออกมา ซึ่งถ้าหากว่าเรา สามารถกําหนดนโยบายสาธารณะแบบนี้ออกมาได้ จะทําให้เกิดการอยู่ร่วมกันในสังคม เล็ก ๆ ในพื้นที่อย่างมีความสุข ยกตัวอย่างเช่น บังเอิญได้มีโอกาสไปที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่หินลาดตะวันรอน ซึ่งเปึนร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าอยู่บนดอยสุเทพ แต่ว่าใช้พื้นที่สาธารณะก็คือน้ําตก ซึ่งเอกชนเข้าไปสัมปทาน แล้วก็ทํามาหากินบนพื้นที่ สาธารณะตรงนั้น ทีนี้ชุมชนไม่มีโอกาสที่จะจัดการได้ เหล่านี้เปึนต้น เพราะฉะนั้น อย่างนี้ก็คือนโยบายของรัฐลงมา เพราะฉะนั้นทําอย่างไรจึงจะให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถ ที่จะรวมกลุ่มกันในการกําหนดพื้นที่สาธารณะได้ การกําหนดนโยบายสาธารณะได้ เหล่านี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะลดอํานาจรัฐ และก็เพิ่มอํานาจของประชาชนนี่ควรจะทําให้มันเปึนจริง ไม่ใช่เขียน คือทุกอย่างเขียน ด้วยสวยหรู แต่ว่าปฏิบัตินี่ปฏิบัติด้วยความยากลําบาก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึน เสียงสะท้อนจากการที่เราได้มีโอกาสลงไปรับทราบ รับเห็น รับรู้ความต้องการของ ประชาชน จึงได้ขอเสนอทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ผมก็ไปรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านน้ําตกนั้นด้วยตนเอง ขอบพระคุณมาก ลําดับต่อไปก็เปึน สสร. อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉัน อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ สสร. จากที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้โยนคําถามออกไปสู่ ภายนอกเพื่อรับฟัง ดิฉันเองได้รับผลจากการรับฟัง ๒๑ จังหวัด ๒๑ เวที ยกเว้นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา และเวทีของจังหวัดเพชรบุรี ยกเว้นนะคะ ซึ่งเปึนส่วนหนึ่งของ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ ซึ่งก็เห็นว่าตรงประเด็นกับที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้สอบถาม เพื่อรับฟัง รวมทั้งเวทีของการสัมมนาสมาคมสตรีบัณฑิตทางกฎหมาย (ที่ถูก : สมาคมบัณฑิต สตรีทางกฎหมาย) ซึ่งเรื่องนี้ได้ฝากดิฉันมาโดยตรงเลยนะคะ ฉะนั้นเพื่อเปึนการประหยัดเวลา ดิฉันขออนุญาตที่จะนําข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคําถามเลยว่า จากการรับฟังมีข้อเสนอหรือ สรุปในส่วนของสถาบันนิติบัญญัติ รัฐสภา ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าในเรื่องของสภานั้นควรที่จะ มีเปึนระบบสภาคู่ คือสภาผู้แทนราษฎรและก็วุฒิสภา ทั้งนี้เพื่อเปึนการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และมีความรอบคอบในการออกกฎหมาย ก็ยั งยืนยันว่าขอให้มี ๒ สภา
ประเด็นต่อมาก็คือเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอให้เปึน การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะว่าระบบบัญชีรายชื่อนั้นอาจจะมีจุดด้อยคือไม่สนใจ ประชาชนและอาจจะเปึนนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลที่จะเข้าสู่การเมือง แล้วก็ทําให้เกิด ปัญหาการซื้อเสียงและก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชันติดตามมา สําหรับเรื่องจํานวน สส. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ก็มีความเห็นจากเวทีว่าขอให้ลดจํานวนลงมา เหตุผลก็คือ ไม่จําเปึนต้องมี สส. จํานวนมาก เพราะปัจจุบันในพื้นที่มีผู้แทนของราษฎรระดับท้องถิ่น ดูแลอยู่แล้ว ในด้านของคุณสมบัติ สส. นั้นไม่ควรกําหนดวุฒิการศึกษาปริญญาตรี เปึนความเห็นของส่วนใหญ่เลยนะคะ แต่ว่าควรกําหนดระดับการศึกษาภาคบังคับ เปึนขั้นต่ําไว้ คือตัวขั้นต่ํา ไม่จําเปึนต้องไปกําหนดตัวขั้นสูง ทั้งนี้โดยเหตุผลที่ว่าการศึกษาไม่ได้บ่งบอก คือเปึนการบ่งบอกความรู้ แต่ไม่ได้บ่งบอก ถึงความสามารถและจริยธรรมในการทําหน้าที่
สําหรับทางด้านวุฒิสมาชิก หรืออํานาจของวุฒิสภานะคะ ส่วนใหญ่มี ความเห็นว่าควรที่จะคงอํานาจการกลั่นกรองกฎหมายไว้ และควบคุมการทํางานของรัฐบาล อีกทั้งแต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระต่อไป แล้วก็ยังเสนอให้เพิ่มอํานาจ ในการเสนอกฎหมายอีกด้วย ในขณะที่มาของ สว. นั้นก็เสนอให้เปึนการสรรหาจาก กลุ่มอาชีพและเลือกตั้งกันเอง วุฒิสมาชิกควรมีวาระการดํารงตําแหน่ง ๒ ทางเลือก ทางเลือกที่ ๑ คือมีวาระ ๖ ป้เหมือนเช่นเดิม หรือเปึน ๒ วาระนะคะ วาระละ ๔ ป้ โดยเหลื่อมเวลากันกับ สส. อีกทั้งห้ามวุฒิสมาชิกไม่ให้มีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับ สส. ด้วยค่ะ
สําหรับทางด้านนายกรัฐมนตรีนั้นมีข้อเสนอว่าควรจะมาจากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียวนะคะ ทั้งนี้เหตุผลก็คือว่า เมื่อเปึนผู้แทนที่ มาจากประชาชนก็จะมีความเข้าใจ เมื่อมีอํานาจเข้ามาบริหารประเทศก็จะได้สามารถ ดําเนินกิจกรรมที่เปึนประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งมีความใกล้ชิดอีกด้วย
ทางด้านคุณสมบัติของรัฐมนตรี ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐมนตรีจะมาจาก สส. หรือไม่ก็ได้นะคะ แต่ว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและ สส. นั้นเกือบทั้งหมดเห็นว่าควรจะมี การกําหนดในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ให้ชัดเจน แล้วสิ่งสําคัญที่สุดก็คือการกําหนด ในเรื่องของมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมที่ชัดเจน และก็สามารถควบคุมติดตามได้โดยง่าย แล้วก็ให้มีการนําไปสู่การถอดถอนที่ยุติธรรม รัดกุม และปฏิบัติได้ง่าย โดยที่การเสนอ ถอดถอนนั้นควรให้ประชาชนที่เลือกตั้งมานั้นมีสิทธิโดยตรงในการที่จะฟัองร้อง นักการเมืองที่ทุจริตต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะว่า เมื่อเปึนผู้เลือกตั้งเขามาก็ควรที่จะมีสิทธิที่จะถอดถอนเขาได้โดยการฟัองร้องนะคะ
ในขณะที่เกี่ยวกับเรื่องรัฐบาลรักษาการมีความเห็นว่าถ้าหากว่ามีการ ยุบสภาก็ไม่ควรที่จะเปึนระบบรัฐบาลรักษาการ แต่ควรเปึนรัฐบาลเฉพาะกาล ทําหน้าที่ แทนระหว่างการเลือกตั้ง เหตุผลก็คือเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ปัองกันการใช้อํานาจรัฐ เอาเปรียบการเลือกตั้ง ซึ่งมีและเปึนเช่นนั้นมาโดยตลอด มีจริงมาโดยตลอดนะคะ ฉะนั้นดิฉัน ก็ขอนําเรียนต่อท่านประธานสภาฯ และกรรมาธิการยกร่างฯ ถึงประเด็นคําถามที่ท่านสอบถาม นะคะ ก็ได้รับฟังจากเวทีต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่าน สสร. อุทิศ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อุทิศ ชูช่วย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๙๙ ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ที่จะกราบเรียนท่านประธานใน ๒ กรณี กรณีที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียน รายงานท่านประธานสภาฯ เพื่อให้ท่านสมาชิกและคณะกรรมาธิการได้รับทราบว่า ขณะนี้การทํางานของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นภาคใต้เราได้ดําเนินการไป อย่างไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมของการรับฟังความคิดเห็นในภาคใต้และเพื่อเปึนการยืนยัน กับพี่น้องประชาชนว่าการที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นประชาชนฯ ในภาคใต้ และกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นฯ ประจําจังหวัดแต่ละจังหวัด ในภาคใต้นั้น เราได้ทําอะไรไปบ้าง และหลังจากนั้นผมจะสรุปข้อคิดความเห็นของพี่น้องประชาชน แนวโน้มในการเสนอแนะในกรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันทางการเมืองให้ท่านประธาน และกรรมาธิการยกร่างฯ และกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องได้รับทราบครับ กราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้นะครับว่า กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ภาคใต้เรารับผิดชอบ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ขณะนี้เราได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในภาพรวมเปึนเวทีขนาดใหญ่ เปึนเวทีที่รับฟัง ความคิดเห็น กระตุ้นให้พี่น้องประชาชนในภูมิภาคภาคใต้ทั้ง ๑๔ จังหวัดนะครับ ได้มีโอกาส เสนอข้อคิด เสนอความเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เวทีที่ได้จัดในจังหวัดต่าง ๆ นะครับ เราจัดที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมในการเสนอข้อคิด ความเห็นประมาณ ๒๐๐ คนนะครับ หลังจากนั้นเราได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง ที่จังหวัดสงขลา อําเภอหาดใหญ่ มีผู้เข้าร่วม ๒๐๐ คนนะครับ ต่อมาเราได้จัดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นที่จังหวัดพัทลุง ขอกราบเรียนท่านที่เคารพนะครับว่า ในแต่ละภูมิภาคนี่เราจะ มารวมกัน เช่น พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ก็จะมารวมกัน เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๓๐๐ คนนะครับ นอกจากนั้นในครั้งที่ ๔ เราได้จัดรายการ รับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชนโดยผ่านสื่อสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ หาดใหญ่ แพร่ภาพ รับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชน ๗๕ จังหวัดทั่วประเทศ ก็อยากจะกราบเรียนว่านี่คือ กิจกรรมที่คณะกรรมาธิการภาคใต้ ได้ลงไปทํากิจกรรมในภาพรวม
ท่านอุทิศครับ ขออนุญาตอภิปรายเข้าไปในเรื่องกรอบนะครับ เพราะว่าผมเรียนไว้ว่าเนื่องจากเรามีอีก ๒ กรอบ เราน่าจะพยายามให้เสร็จภายในช่วงเช้า ถ้าเปึนไปไม่ได้นี่ กรอบที่ ๓ เราอาจจะ ขอผลัดไป เพราะวันนี้จะต้องพูดเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการ เนื่องจากต้องนําหลักเกณฑ์ และวิธีการเข้ามาพิจารณา เพราะหลักเกณฑ์และวิธีการเปึนตัวร่างตัวแรกที่มันจะนําไปสู่ การออกกฎหมายซึ่งจะใช้เวลาครับ ขอฝากด้วยครับ
ท่านประธานครับ ขอนิดเดียวครับ เพื่อที่จะสรุปให้เห็นว่า สิ่งที่เราไปรับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชนมานะครับ ไปรับฟังมาจริง ๆ และก็นําไปเสนอแนะ จริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าพิมพ์เขียวเสร็จแล้ว แล้วก็เราฟังแค่ว่าได้ฟังแค่นั้นเอง ไม่ใช่นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ในส่วนของกรอบที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องสถาบันทางการเมือง จากการ ที่ได้ฟังในภาพรวมของภาคใต้นะครับ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในประเด็นของ จํานวน สส. นะครับ อยากจะกราบเรียนว่าแนวคิดความเห็นส่วนใหญ่อยากจะให้ สส. จํานวน ลดลงนะครับ เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึน อบต. อบจ. เทศบาลนะครับ เปึนผู้ดูแลพี่น้องประชาชน ทุกข์ สุข ด้านต่าง ๆ แทน สส.ในพื้นที่ต่าง ๆ นี่นะครับ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักของ สส. ก็น่าจะเปึนการดูแลเรื่อง นิติบัญญัตินะครับ เพราะฉะนั้นจํานวนก็ไม่จําเปึนต้องมากนะครับ
ประการต่อมาครับ ในเรื่องของปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งเปึนเรื่องที่พี่น้องประชาชน ได้อภิปรายกันเปึนจํานวนมากนะครับ ในลักษณะที่นําเหตุการณ์สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา มาเปึนตัวกําหนดว่ามีความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วยกับการมีปาร์ตี้ลิสต์ เพราะว่าจะเปึนแหล่งที่มาของนายทุนที่จะมาทําให้ระบบการเมืองในพรรคการเมืองผิดเพี้ยน ไปนะครับ
ประการต่อมา นายกฯ มาจาก สส. เท่านั้นนะครับ นี่คือการได้ฟังความคิด ความเห็นของพี่น้องประชาชน โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ในภาคใต้
ส่วนคุณสมบัติของ สส. ขอให้เป่ดกว้าง ไม่จํากัดว่าแค่ปริญญาตรีเท่านั้น ขอแค่ภาคบังคับก็พอ เพราะว่าปริญญาตรีก็ไม่ได้ประกันว่าคนเหล่านั้นจะมีคุณธรรม จริยธรรมพอ เพราะฉะนั้นขอให้สิ่งเหล่านี้เปึนการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนที่จะเลือก หรือไม่เลือกผู้ใด
ส่วนเขตการเลือกตั้ง แนวคิดของพี่น้องประชาชนที่นําเสนอมาเห็นด้วยกับ การขยายเขตเลือกตั้งเปึนเขตใหญ่ อย่างน้อยเขตละ ๓ คน สส. ๓ คน และก็ให้เลือก โดยวิธีการเรียงเบอร์ ไม่ใช่เบอร์เดียว นี่คือข้อเสนอแนะของพี่น้องประชาชนนะครับ
เรื่องต่อมา เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของนายกรัฐมนตรี ของ สส. และ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ แนวโน้มที่ประชาชนเสนอแนะมาว่าจะต้องมี มาตรการที่จัดการอย่างเด็ดขาด ตลอดจนการเสนอการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ผู้ที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม จะต้องมีองค์กรอิสระมาดําเนินการต่อหรือร่วมกับ พี่น้องประชาชนที่จะเปึนผู้ดําเนินการลงชื่อถอดถอน และก็ควรจะให้มีวิธีการและขั้นตอน ที่ดําเนินการได้ง่ายขึ้น
ต่อมาในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เห็นว่าการกระจาย อํานาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะรูปแบบของ อบต. อบจ. เทศบาล เห็นด้วยที่จะให้มีการ เพิ่มอํานาจหน้าที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องมี องค์กรตรวจสอบ หรือขั้นตอนการตรวจสอบ ขั้นตอนการถอดถอนของภาคประชาชน ของภาคพลเมืองต้องเข้มแข็งด้วย นี่คือสิ่งที่ได้รับฟังมาในเรื่องขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับในภาพรวมการรับฟังความคิดเห็นสรุปว่า ประชาชนต้องการที่จะลดอํานาจรัฐและก็เพิ่มอํานาจของภาคประชาชนภาคประชาสังคม ให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานสภา และก็ผ่านไปยังท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างฯ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่าน สสร. สมเกียรติ ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สมาชิกสภาร่างฯ ขณะนี้ผมทําหน้าที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ของจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดในภาคตะวันออกอีก ๕ จังหวัด รวมเปึน ๖ จังหวัด ก็ไปมาเกือบทุกจังหวัดแล้วตั้งแต่สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เมื่อวานนี้ไปเสร็จสิ้นที่ตราดในรอบแรก ไม่น่าเชื่อครับ ความคึกคักเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผมมองแล้วทีแรกนึกว่าจะจัดตั้งเสียด้วยซ้ํา แต่พอเข้าไปสัมผัสแล้วถึงรู้ว่ามันเปึนศรัทธา ของชาวบ้านจริง ๆ แต่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่เขารับรู้ รับทราบเปึนการประชาสัมพันธ์ ของกรรมาธิการประจําจังหวัดนั้น ๆ เท่านั้น จากส่วนภาคของส่วนรวมนี่ยังมิเห็นเลยว่า เราได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญกันแล้วหรือยัง ผมเคยเจอในช่อง ๑๑ บ้าง มีนิดหน่อย แต่ว่าชาวบ้านบอกว่าไม่รู้เลยว่าเรากําลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ หรือที่มาวันนี้ ที่พวกผมมา มารับฟังไปนี่จะทําให้กระบวนการนี่มันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ให้ภาพสวยเท่านั้นหรือ ตั้งกันไว้แล้วหรือยัง ร่างกันไว้แล้วหรือยัง อันนี้คือความเข้าใจของประชาชนในเกือบทุกจังหวัด ที่ผมผ่านมา ค่อนข้างที่จะบอกได้เลยว่าการประชาสัมพันธ์ของเราอ่อนมากนะครับ ก็เลยขอฝากไปยัง ท่านประธาน ขอความกรุณาเพิ่มความถี่แห่งการประชาสัมพันธ์ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ให้ด้วยนะครับ ณ โอกาสนี้ก็ยังต้องขออนุญาตฝากประเด็นปัญหา หรือประเด็นความเห็น ของประชาชนใน ๖ จังหวัดที่ผมได้สัมผัสมานะครับ ฝากไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วย ก็คือเอาเปึนประเด็นตามกรอบที่เรากําหนดไว้วันนี้นะครับ เอาไม่มากนะครับ เพราะว่า หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วก็ค่อนข้างที่จะตรงกันในเรื่องจํานวน สส. หรืออะไร ก็แล้วแต่นะครับ ที่จันทบุรีครับ ฝากเปึนพิเศษนะครับ ท่านประธานครับ ในแบบสอบถาม ของเราบอกว่า จะกระจายอํานาจลงไปในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ มันหายคําว่า ท้องที่ ไปหรือเปล่า ผมไม่ทราบ มีการพิมพ์ตกหรือเปล่า ไม่ทราบ กํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่ จันทบุรีประมาณ ๙๐๐ ท่าน มาประชุมพร้อมกันและให้ความเห็นว่า แล้วส่วนท้องที่ของผมล่ะ หายไปไหน ก็ฝากมาด้วยว่าถ้าเผื่อจะกระจายลงไปนะครับ ท้องถิ่นก็ดี อบต. อบจ. อะไร ทั้งหลายนะครับ ก็คํานึงถึงท้องที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย ท่านฝากมา วันนั้นได้รับความ ร่วมมือจากกํานัน ผู้ใหญ่บ้านประมาณ ๙๐๐ ท่านนะครับ ก็ฝากมาประเด็นนี้
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็เปึนประเด็นพื้น ๆ นะครับ ที่มีความเห็นใกล้เคียงกัน ในเรื่องการให้อํานาจประชาชนนะครับ เพิ่มอํานาจประชาชนให้มาก อยากเห็นประชาชน เปึนผู้มีอํานาจตรวจสอบได้ง่ายครับ สําหรับนักการเมือง ข้าราชการ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ทั้งหลาย อยากจะหาองค์กรของประชาชนจริง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาคู่ขนานแล้วให้อํานาจในการ ตรวจสอบสิ่งเหล่านี้นะครับ เขาฝากมานะครับ ก็คงต้องฝากไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยนะครับ ทีนี้การให้อํานาจประชาชนนี่มันกลายเปึนเหมือนกับว่ามันไม่มีรูปธรรมนะครับ มันเปึนนามธรรม กล่าวอ้างกันลอย ๆ จากรัฐธรรมนูญเดิมที่บอกว่า รัฐพึง รัฐต้อง รัฐอะไร ทั้งหลายนะครับ ผมไปอ่านอยู่ประมาณสามสี่สิบมาตรา ก็ยังไม่ได้ทําอะไร ขอความกรุณา เจาะจงลงไปได้เลยไหมครับว่าต้องทําอะไร อย่างไร เจาะจงให้ชัดเจนไปเลย จะออก กฎหมายลูกภายในกี่วัน จะออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญภายในกี่วัน กี่เดือน เขาขอให้ ฟ่กซ์ (Fix) ลงมาครับ ไม่ใช่เขียนกฎหมายแบบปลายเป่ดแบบนี้นะครับ บางมาตรานี่ แปดเก้าป้แล้ว ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ยังไม่ได้ตรากันเปึนกฎหมายลงมานะครับ ก็ยังถือปฏิบัติไม่ได้นะครับ
ขออนุญาตไปทางเรื่องสถาบันการเมืองนะครับ กรอบที่ ๒ ก็อยากจะเห็น สส. ลดจํานวนลงอย่างที่ว่านะครับ จํานวนที่เหมาะสมก็มีตั้งแต่สามร้อยสี่ร้อยคนนะครับ ส่วน สว. นี่ก็อยากให้คงไว้สัก ๒๐๐ คน แต่เพียงแต่บอกว่าน่าจะมาทางการคัดสรร โดยท่านองคมนตรีสัก ๑๐๐ คน แล้วก็มีการเลือกโดยอ้อมนะครับ จากตัวแทนส่วนต่าง ๆ แล้วถ้าเผื่อเปึนไปได้นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเปึนไปได้ตราไปในรัฐธรรมนูญ ได้ไหมครับว่า ตัวแทนจากองค์กรนั้นต้องเปึนอย่างนี้ อย่างเช่น นายกสมาคมประมง นายกสมาคมเกษตร นายกอะไรทั้งหลายนี่ครับ ฟ่กซ์ลงไปในตําแหน่งหน้าที่ แต่ไม่ใช่ ตัวบุคคลนะครับ ถ้าเผื่อใครอยู่ตรงนี้ก็มาโดยอัตโนมัตินะครับ เขาฝากไว้นะครับ และก็ปาร์ตี้ลิสต์นี่ก็เปึนอันว่าเกือบตลอดแนวนะครับ ทางภาคตะวันออกของผมนี่ บอกว่าไม่จําเปึนต้องมี มีเสียงส่วนน้อยมากยังอยากให้มี แต่ลดลงเหลือสัก ๕๐ คน มีบ้างนะครับ ปาร์ตี้ลิสต์นี่ก็คงไม่น่าจะมีแล้วนะครับ แล้วก็การสังกัดพรรคนะครับ การสังกัดพรรคการเมืองก็โดยส่วนมากที่บอกว่าเราจะออกรูปแบบอย่างไรที่จะให้ นักการเมืองนี่ขายตัวได้ยากขึ้นนะครับ มีบางคนบอกว่าสังกัดไปเลย ต้องสังกัดพรรค อย่างน้อย ๒ ป้ ๓ ป้ หรือไม่คนที่จะลงในพื้นที่ สมมติจังหวัดสมุทรปราการนี่คนที่จะลง ต้องไปอยู่ในพื้นที่อย่างน้อย ๒ ป้ ปัจจุบันนี้มันใช้ระบบเคยอยู่ตรงนั้น เคยเรียนที่นั้นได้แล้ว ต้องลงจริง ๆ จะได้คนท้องถิ่น ท้องที่มาเปึนตัวแทนจริง ๆ นะครับ ส่วนกําหนดเขตเลือกตั้งอะไรก็ได้ครับ จะอะไรก็ได้ จะพวงเล็ก พวงใหญ่ได้ทั้งนั้น ขอให้ได้เลือกเถอะ ขอให้ได้เลือก เที่ยวนี้หวังว่าอยากจะได้ เลือกตั้ง เลือกเร็วยิ่งดีนะครับ
นายกรัฐมนตรีก็อยากจะเห็นมาจาก สส. แล้วก็ไม่อยากให้ขาดอายุเลย นะครับ หมายถึงว่าไม่อยากให้ขาดสิทธิ ในกรณีมาเปึนนายกฯ แล้วขาดจากการเปึน สส. นี่ไม่ดี จะเปลืองงบประมาณเลือกตั้งอีก ก็ให้ท่านเปึน สส. ด้วย เปึนนายกฯ ด้วยก็แล้วกัน ก็ยังอยากให้นายกฯ มาจาก สส. อยู่นะครับ แล้วก็ไม่น่าอยู่เกิน ๘ ป้ หรือ ๒ วาระ ไม่น่าอยู่ ถ้าเผื่ออยู่มากรากจะงอกนะครับ
ส่วนห้ามนายกฯ และรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อน เขาไม่ได้ห้ามเฉพาะ นายกฯ และรัฐมนตรีนะครับ เขาขออนุญาตไปถึงโน่นเลยนะครับ วงศ์วานว่านเครือด้วย ถ้าเผื่อจะฉีกสาแหรกกันได้สัก ๒ ชั้น ๓ ชั้นก็ยิ่งดี เพราะว่าใครมีอํานาจตอนนี้ส่วนมาก ก็จะใช้วงศ์วานว่านเครือล่ะครับ เปึนผู้ที่ไปหาประโยชน์ทับซ้อนทางด้านอื่นที่พอจะมี ช่องทาง
สิ่งที่นายกฯ ควรกระทําในระบบนี้ก็คือมาสภาแล้วมาตอบกระทู้ ให้ความสําคัญของสภาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มาตอบกระทู้ด้วยครับ ไม่ใช่หา ตัวแทนมา ไม่ให้ความสําคัญสภา อันนี้น่าจะมีบทบัญญัติอะไรที่กําหนดไว้อย่างชัดเจน นะครับ
แล้วส่วนนักศึกษาเกือบทุกภาคส่วนขอฝากมานะครับ ขอฝากมาเลย ส่วนนักศึกษาบอกว่าน่าจะสนับสนุนให้การศึกษาเรียนฟรีไปจนถึงระดับปริญญาตรี แล้วต้องจริง ๆ ด้วยนะครับ ไม่เหมือนการเรียนฟรีในปัจจุบันนี้นะครับ แค่ ๑๒ ป้นี่มันไม่ใช่ เรียนฟรีจริงครับ โดยเฉพาะท่านผู้ปกครองทั้งหลายแหล่ ท่านบอกมาว่ามันไม่ใช่เรียนฟรี จริงหรอก มันมีเรื่องอื่น ๆ ยุบยับ ๆ เข้ามาเยอะแยะ แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะเบิกด้วย หนักกว่าเดิม เสียอีก เรียนฟรีก็ให้มันเรียนฟรีกันจริง ๆ ทุกวันนี้มันเรียนฟรีไม่จริงครับ
อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เปึนเรื่องที่ขอบชายแดนเขาฝากมาโดยเฉพาะ กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แล้วก็กลุ่ม เอ็นจีโอ (NGO – Non Government Organization) เขาบอกมาว่า เราจะทําอย่างไรครับ ถึงจะให้เด็กที่เกิดในประเทศไทย เด็กที่เกิดในประเทศไทยนะครับ ได้สัญชาติโดยการเกิด โดยอัตโนมัติ ปัจจุบันนี้เด็กที่เกิดในประเทศไทยที่มีบิดา มารดาเปึนคนต่างด้าว ที่เข้ามาผิด ก็คือหลบหนีเข้าเมืองมานี่มันผิด เด็กเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่มีโอกาสที่จะ ได้สัญชาติ และไม่มีโอกาสที่จะได้ทะเบียนราษฎร ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษา ไม่มีโอกาส ที่จะได้รับการดูแลทางด้านสาธารณสุข และเปึนประเด็นปัญหาของระบบการนับทะเบียน ราษฎรจริง ๆ แล้วการจะให้งบประมาณต่อทุน ต่อหัว ต่อคน มันก็ผิดเพี้ยน ทุกวันนี้ คนประเภทนี้ค่อนข้างที่จะเยอะในประเทศไทย แล้วก็กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ แล้วคน พวกนี้เกิดเจ็บไข้ได้ป์วยก็เข้าโรงพยาบาล ทีนี้เราให้งบในการที่ดําเนินการของโรงพยาบาล ต่อคน ต่อหัวไป ก็นับจํานวนคนที่มีอยู่ในทะเบียน แต่คนพวกนี้อยู่นอกทะเบียน ถึงเวลา มารักษาพยาบาลโรงพยาบาลจะไม่รับรักษาก็ไม่ได้ มันจึงมีการผิดเพี้ยนเกี่ยวกับเรื่อง ตัวงบประมาณ ทําอย่างไรถึงจะให้เขามีสัญชาติในการเกิดได้ ท่านประธานครับ ก็คงฝาก เรียนท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการช่วยออกแบบรัฐธรรมนูญให้มันมีสิทธิตามที่ ผมได้นําเสนอ กราบขอบพระคุณครับ
ท่าน สสร. สวิง ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิง ตันอุด นะครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงกรรมาธิการยกร่างฯ เรื่องเกี่ยวกับ ทางด้านสถาบันการเมืองสัก ๓ – ๔ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้อง ประชาชน ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่เขาตื่นเต้นมาก เรื่องหนึ่งที่เขาสนใจมากก็คือเรื่องเกี่ยวกับ การที่จะทําอย่างไรที่จะให้อํานาจประชาชนที่เปึนรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับ การฟัองรัฐหรือฟัองผู้มีอํานาจได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนวัฒนธรรมใหม่หรือเปึนกระบวนการ ใหม่ในทางสังคม ในทางการเมืองบ้านเรา ทีนี้ที่ผ่านมาก็คือว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในเรื่องนี้บางทีก็จะถูกกันออกไปว่าไม่ได้เปึนผู้เสียหาย ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องคิดให้เปึนรูปธรรม นะครับ ให้สําคัญที่สุดว่าประชาชนขนาดเท่าไรจะฟัองผ่านระบบไหน องค์กรอิสระที่จะมา รับเรื่องราวเหล่านั้นจะเปึนตัวแทนที่แท้จริงของเขาได้อย่างไร และก็รวมทั้งมีหลักประกัน ในการที่จะทําให้ระบบของเขาเองศักดิ์สิทธิ์ ผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่สําคัญ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น แล้วระบบตรวจสอบที่เราบอกว่าประชาชนสามารถที่จะตรวจสอบรัฐได้นี่ก็ไม่มี ความหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทําอย่างไรถึงจะทําให้ระบบตรวจสอบมีรูปธรรมและ เปึนกระบวนที่แท้จริง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญอย่างยิ่ง นอกเหนือจากการมีส่วนร่วม เพราะว่าจริง ๆ แล้วระบบที่เราบอกว่าจะเพิ่มอํานาจประชาชน ก็คือเพิ่มอํานาจในแง่ของการ คัดสรร เพิ่มอํานาจของการมีส่วนร่วมระบบตรวจสอบ แล้วก็ที่สําคัญก็คือเรื่องเกี่ยวกับการ ฟัองรัฐหรือการถอดถอน มีประชาชนบางคนเสนอเรื่องเกี่ยวกับขอคืนเสียงเสียด้วยซ้ําไป ระบบของการขอคืนเสียงจะทําอย่างไร เพราะว่าบางทีเสียงที่เขาให้ไปแล้วเขาไม่ชอบธรรม ผู้ที่ได้เสียงเขาไปแล้วไม่ชอบธรรม เขาขอคืนจะทําอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะ สําคัญ ก็ต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะต้อง คิดให้รอบคอบเพื่อที่จะทําให้ดุลอํานาจของฟากประชาชนเพิ่มมากยิ่งขึ้นนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสําคัญและก็เปึนเรื่องที่ ประชาชนเฝัาติดตาม ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระบบการพัฒนาการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมือง ของภาคพลเมือง เราให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองของฟากของผู้มี อํานาจมาโดยตลอด และเราคิดว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้ศักยภาพของฝ์ายการเมือง มั่นคงเพื่อที่จะพัฒนาประเทศไปได้ ซึ่งผมคิดว่าอันนั้นก็สําคัญ แต่ว่าสิ่งที่เราละเลยก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองของภาคพลเมือง เขาตื่นเต้นอยู่สองสามเรื่องครับ ทําอย่างไร สถาบันของการพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองถึงจะเกิดขึ้นได้จริง แล้วหยั่งรากลงไปสู่สังคม รากฐานได้อย่างแท้จริง ถ้าเปึนระบบแบบนี้นั่นแสดงว่าเราจะต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมือง ให้กับภาคประชาชน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือระบบตรวจสอบที่สําคัญ การเมืองถ้าหากว่า เปึนการเมืองของผู้มีอํานาจอย่างเดียวแล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะนําพาประเทศไปสู่ ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ประชาชนเฝัามอง แล้วก็อยากจะเห็นว่า การพัฒนาสถาบันการเมืองภาคพลเมืองจะอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ในรูปแบบใด จะคิดออกมา ให้เปึนรูปธรรมที่สําคัญได้อย่างไร ประชาชนอยากจะเข้าร่วมตรงจุดนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้สําคัญนะครับ นั่นก็คือหมายความว่านอกจากมีระบบ มีสถาบันของการมีส่วนร่วม แล้ว งบประมาณที่รัฐจะต้องอุดหนุน สนับสนุน ก็ต้องพอเพียงอยู่พอสมควรในการที่จะทําให้ เขานําไปสู่การเรียนรู้ สู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาเองในทุกระดับ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้หลายเวทีให้ความสนใจมากนะครับ ๒ เรื่องนี้คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคําถามที่ในกรอบ ของกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เสนอมา ผมคิดว่ามีอีกหลายเรื่องซึ่งไม่ได้อยู่ในคําถามและก็ เปึนประเด็นที่ค่อนข้างสําคัญที่จะทําให้เราต้องคิด แล้วก็ในหลายพื้นที่ก็ได้ตั้งข้อสังเกต เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องขอฝากท่านประธาน นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับ ระบบภาษี ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อกี้ได้อภิปรายไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ว่าทําอย่างไรเราถึงจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าเราจะสร้างระบบภาษีก้าวหน้า ที่เปึนระบบภาษีที่จะสร้างความยุติธรรมและความเปึนธรรมให้กับสังคมได้ จะเขียนไว้ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องคิดให้จริง เพราะว่าตอนนี้ระบบภาษีบ้านเราเปึนภาษีทางอ้อม และส่วนใหญ่เราก็รู้กันด้วยนะครับ ว่าเปึนภาษีของคนจนที่มาเลี้ยงดูประเทศอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเราเข้าไปซื้อแปรงสีฟันอันหนึ่ง คนจน ๒๐ คนเข้าไปซื้อ คนรวยไปซื้อ ๑ คน เสียภาษี เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่ระบบภาษีในระบบอื่น ๆ เราทําอย่างไรถึงจะพัฒนาระบบภาษีเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญครับ เพราะว่าถ้าเราจะพูดถึงเรื่องระบบสวัสดิการในด้าน การศึกษาก็ดี ระบบสวัสดิการทางด้านสาธารณสุขก็ดี เราไม่ได้มาพัฒนาระบบภาษีเรา ผมคิดว่าเปึนไปไม่ได้ ทําอย่างไรเราถึงจะพัฒนาระบบภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษี ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไปเกี่ยวพันกับอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน แล้วก็ ไม่ได้พูดไว้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน ตอนนี้นี่นะครับมีคนคํานวณบอกว่า ถ้าเราใช้ระบบของการปฏิรูปที่ดินอยู่ทุกวันนี้ที่เปึนไปอย่างเชื่องช้านี่นะครับ เราจะใช้ เวลาไม่ต่ํากว่า ๖๐๐ ป้ ในการที่จะทําการปฏิรูปที่ดินนี้ให้สําเร็จลุล่วงไปได้ ให้ประชาชน คนยากจนสําเร็จลุล่วงไปได้ เพราะว่าสิ่งที่เราทําอยู่ทุกวันนี้ทําได้เพียงแค่พอเปึนพอไป ไม่สามารถที่จะทําเรื่องนี้ให้อย่างเปึนจริงเปึนจังได้ ถ้าเราสามารถทําแบบนี้ได้นั่นก็คือว่า ถ้าเราสามารถที่จะจัดการเรื่องระบบภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษี เรื่องที่ดิน ถ้าสามารถที่จะทําให้ที่ดินถูกลงด้วยระบบภาษี แล้วก็สามารถที่จะตั้งกองทุน ในเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิรูปที่ดินและให้ประชาชนคนจนสามารถที่จะซื้อหาที่ดินได้ในราคาถูก ผมคิดว่าอันนี้ นะครับก็จะเปึนระบบของการที่จะหนุนเสริมเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งยังไม่เห็นนะครับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ตรงไหน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ก็อาจจะต้อง เขียนหรือพัฒนาไว้ เพื่อที่จะทําให้เปึนระบบในการที่เราจะต้องคิดนะครับ ซึ่งจะสัมพันธ์ กันระหว่างเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินแล้วก็เรื่องภาษี
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน เรื่องสุดท้ายซึ่งผมอยากจะตั้งเปึนข้อสังเกต ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกอยู่ในเรื่องไหน อุปสรรคสําคัญที่เราพูดกันตอนต้นเรื่องเกี่ยวกับ งบประมาณแผ่นดิน ตอนนี้สิ่งที่สําคัญก็คือเราทําอย่างไรถึงจะปัองกันคนมีอํานาจไม่ให้ ใช้ภาษีของเราหรือเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินได้โดยง่าย ให้มีระบบอื่น ๆ ตรวจสอบ แต่ระบบที่เปึนอุปสรรคสําหรับประชาชนในตอนนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระเบียบวิธีงบประมาณ ครับท่านประธาน ระเบียบวิธีงบประมาณของเราในขณะนี้เปึนอุปสรรคในแง่ของการ พัฒนาประเทศเปึนอย่างยิ่ง ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้ระเบียบวิธีงบประมาณของเราก้าวหน้า ไปกว่านี้ มีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบในยุคของเทคโนโลยีทั้งหลายที่ก้าวหน้าไปได้ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนอุปสรรคอย่างยิ่งสําหรับประชาชนคนเล็กคนน้อย ในการที่จะเข้ามา ใช้ระเบียบที่จะใช้แล้วเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับระเบียบวิธีงบประมาณของรัฐ ในขณะที่คนใหญ่ คนโตใช้เงินจํานวนมากโดยไม่มีระบบตรวจสอบ แต่เงิน ๑๐ บาท ๒๐ บาท ประชาชน เข้ามาใช้ได้โดยยากมาก ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เราอาจจะต้องถูกเขียนไว้ตรงใดตรงหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ก็ต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เรามีรายชื่อ กระผมขออนุญาตอ่านเสียก่อนนะครับ จะเห็นว่ามีผู้ต้องการอภิปรายวันนี้มากครับ มีท่านปริญญา ท่านมนตรี ท่านมนูญศรี ท่านเจิมศักดิ์ ท่านอรรครัตน์ ท่านประดิษฐ์ นะครับ ก็ขออนุญาตเรียงลําดับต่อไปเลย ท่าน สสร. ปริญญา ศิริสารการ เรียนเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปริญญา ศิริสารการ สสร. นะครับ ขอหารือเรื่องแรกแล้วกันนะครับ หารือท่านประธานว่าจะดีหรือไม่นะครับ ถ้าเรามีจอเรียงลําดับผู้จะเข้าคิวอภิปรายให้ฝ์ายสมาชิกได้เห็นด้วย เพื่อจะได้จัดระเบียบ ตัวเองและได้เห็นว่าสมควรจะยื่นเสนอชื่ออภิปรายหรือไม่นะครับ ผมว่าถ้าท่านเห็นด้วย ขอกรุณาช่วยจัดการด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะเปึนนักอภิปราย ที่ไม่คล่องตัวเท่าไร แต่ว่าขอให้ฟังในประเด็นแล้วกันนะครับ ในอดีตที่เราเห็นมา ตลอดเวลานะครับว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลพยายามจะให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจช้าที่สุด หรือเมื่อมีการอภิปรายก็จะพยายามที่จะให้สั้นที่สุด เหมือน ๆ กับการหนีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนะครับ จนกระทั่งรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีตรวบรวม สส. ไว้ในมือให้มาก ๆ หรือรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยให้มาก จนกระทั่งเปึนประเด็นหนึ่งซึ่งเกิดวิกฤติ ทางการเมืองและนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ กระผมกําลัง คิดว่าผมจะเสนอรายละเอียดดังต่อไปนี้ก็คือวิถีทางที่น่าจะแก้ไขได้ ก็คือตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในมาตรา ๑๘ ระบุไว้ว่า รัฐบาลต้องเสนอผลงาน กับรัฐสภาทุกป้ ป้ละ ๑ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเสนอว่าเราควรจะมีอย่างนี้ นะครับ คือเมื่อมีการเสนอผลงานกับรัฐสภา รัฐสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถ จะอภิปราย แนะนํา เสนอแนะ พร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามด้วยการลงมติป้ละ ๑ ครั้ง เปึนหลักเกณฑ์ตายตัวซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทํา ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในกรณี วิสามัญต่าง ๆ ก็ใช้การยื่นญัตติและใช้จํานวน สส. รับรอง แล้วแต่ที่กฎหมายจะกําหนด ต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้เปึนการแก้ปัญหาในอดีตที่เกิดมาของการซักฟอกต่าง ๆ อันนี้ เปึนการคิดนอกกรอบหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ ตามหลักการร่างรัฐธรรมนูญผมก็ไม่แน่ใจ ว่ามันจะร่างลงไปได้หรือเปล่า แต่กระผมก็เสนอกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญว่าพยายาม เสนอสาเหตุนี้ ประเด็นนี้สู่การร่าง เพราะประเด็นที่ผมเสนอประเด็นแรกนี้ ผมได้สอบถาม หรือได้ฟังความคิดเห็นของประชาชนมามากมายแล้ว เหมือนกับเกาถูกที่คันของประชาชน ว่าเพื่อไม่ให้รัฐบาลทุกรัฐบาลซื้อพรรค ดึง สส. หรือว่าบิดพลิ้วในการชี้แจงกับรัฐบาล ฉะนั้นเราจึงมีการซักฟอกป้ละ ๑ ครั้ง โดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น เปึนหน้าที่นะครับ
ประการต่อมาที่ผมจะเสนอก็คือ ท่านประธานที่เคารพ เรามักจะเห็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจต่าง ๆ ของ สส. ฝ์ายค้าน ซึ่งนําเหตุและผลข้อมูลต่าง ๆ หลักฐานมาอภิปรายในสภา ทําให้สังคมที่ฟังมีความรู้สึกว่ามีมูลเหตุแห่งความผิด แต่เมื่อเวลาลงมติครั้งใด เราก็จะเห็นว่าการลงมติทุกครั้งผ่านการรับรอง ผมมองว่าสังคม คาใจเรื่องนี้มานานแต่ไม่ได้รับการแก้ไข ทุกอย่างเปึนไปโดยเหมือนกับซักฟอกคนได้ ในการยกมืออภิปรายรับรอง จนกระทั่งมีบทบัญญัติกลับมาว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องนําสํานวนไปให้องค์กรอิสระตรวจสอบและนําสู่ศาลฟัอง กระผมเลยเสนอต่อไป ท่านประธานที่เคารพ หากมีการตัดสินจากคําพิพากษาว่ามีความผิดและรับโทษ กระผม ก็เสนออีกเรื่องหนึ่งก็คืออันนี้อาจจะเปึนการที่หลายคนฟังแล้วไม่สบายใจ หลายคน ฟังแล้วสะใจ ก็คือผมคิดว่า สส. ที่อภิปรายรับรองหรือไว้วางใจกับรัฐมนตรีหรือผู้บริหาร รายใดจะต้องรับผิดชอบและรับผิดเช่นกัน จากการที่ผมฟังความคิดเห็นของประชาชน มากมายก็พบว่า เขาตั้งตุ๊กตาไว้ดังนี้ว่าเมื่อ สส. อันนี้เปึนตุ๊กตานะครับ ท่านจะทําอย่างนี้ หรือจะทํายิ่งกว่านี้ก็ได้นะครับ เมื่อ สส. อภิปรายไว้วางใจกับรัฐมนตรีผู้ถูกตัดสินว่าผิดและ ถูกลงโทษจะต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน เพราะท่านมีสิทธิที่จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และก็ไม่ออกเสียงได้ แต่เมื่อท่านออกเสียงรับรองประหนึ่งชาวบ้านบอกว่าอุ้มโจรที่ผิด ท่านต้องรับผิดด้วยกัน ตุ๊กตาก็เสนอว่า อาจจะให้พรรคการเมือง หรือ สส. ท่านนั้น จะต้องพ้นจากหน้าที่ไปเลย หรือว่าเมื่อพ้นจากหน้าที่อาจจะต้องเว้นวรรคทางการเมือง นี่ตุ๊กตาแห่งความผิด หากเปึนการลงมติตามมติพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้น ก็ต้องรับผิดชอบ เช่น ยุบพรรคไปเลย โดยไม่มีอภิสิทธิ์ทางการเปึน สส. ใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้ อาจจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้มากมายนะครับ ถามว่าประชาชนจะได้อะไร ประเทศชาติ จะได้อะไรจากข้อนี้ ผมว่าประชาชนจะได้ความสุขใจที่ได้ผู้แทนราษฎรที่มีมาตรฐานที่ ทํางานจริง ๆ และเปึนความภูมิใจที่ไม่รู้ลืม ถามว่าประเทศชาติได้อะไร ผมว่าสิ่งที่ ประเทศชาติจะได้ก็คือ ความเปึนเอกเทศของอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร จะเปึนเอกเทศกันมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนในอดีตที่มีความรู้สึกว่าผูกพันกันบ้าง แต่นี่ก็ ไม่ใช่ประเด็นที่จะแก้ความเปึนเอกเทศของอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เปึนการแก้ปัญหาประการหนึ่ง กรณีอย่างนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ เราเกาถูกที่คัน
เรื่องต่อไปที่ผมไม่แน่ใจว่าจะฝากไว้ในเรื่องของ กกต. หรือกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ขอให้เปึนประเด็นที่เปึนกฎหมายที่ผู้รู้มากกว่าผมไปเขียน แล้วกันนะครับ มีของฝากจากชาวบ้านมาอย่างนี้นะครับว่า ทุกครั้งเรามีความรู้สึกการซื้อ สิทธิขายเสียงมันมีจริง มันเหมือนเงาที่เวลามีแสงไปตรงไหนเราเห็นหมด แต่เราจับไม่ได้ เสียที เพราะว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายผิดทั้งคู่มันก็เลยไม่ได้ ชาวบ้านก็ฝากผมมาบอกว่าถ้าจะเอาผิดจริงขอให้ผู้ซื้อมีความผิด ผู้ขายเปึนพยานมันจะ ได้จับกันได้เสียที แล้วเมื่อผู้ขายเปึนพยาน ผู้ซื้อถ้าถูกลงโทษว่าผิด ถูกตัดสินว่าผิดและ ถูกลงโทษนะครับ ก็ควรที่จะยึดทรัพย์แล้วก็เปึนรางวัลนําจับให้กับผู้ชี้นํา ชี้แนะน่าจะเปึน วิธีหนึ่งที่ล้างการซื้อเสียงได้อย่างหนึ่ง นี่คือความคิดของผมที่ได้สอบถามประชาชน แล้วประชาชนก็ได้เสนอความคิดเห็นมา ต่อไปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในอดีตมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกันว่า เมื่อถึงระยะเวลากี่ป้ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจาก ที่ผ่านมาเราไม่เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เลยมีความคิดจากประชาชนที่ฝากผมมาว่า จากเวทีต่าง ๆ ที่เราฟังก็พบว่า ท่านประธานครับ เขาคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่แอบแฝงหรือว่า ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดการแก้ มีอะไรมากมายที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ทํา แต่ระบุไว้ เขาก็เลยเสนอว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปขอให้เปึนองค์กร อิสระองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือหลายองค์กรก็ได้ ที่เข้ามาแบบ สสร. หรือการเลือกตั้ง สสร. แล้วทําการแก้ เพื่อไม่ให้แฝงผลประโยชน์ในสภา และเมื่อการแก้เสร็จโดยวิธีการ ต่าง ๆ ใด ๆ ที่จะระบุต่อไปนี้นะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระยะเวลา เพียงแต่ให้ สส. รับรองผ่านเท่านั้น ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ นี่คือข้อฝากจากชาวบ้านมาที่เราไป หลาย ๆ เวทีนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ผมลืมพูดไปก็คือ เมื่อกี้ก็บอกว่าถ้าเผื่อ สส. ที่ยกมือรับรองผู้กระทําผิด และเมื่อถูกลงโทษ ผมลืมเติมไปว่า แม้แต่อยู่ในวาระ หรือแม้แต่พ้นวาระความผิดนั้นก็ไม่ได้หมดไปนะครับ แต่ต้องรับผิดชอบต่อการยกมือ รับรอง หรืออุ้มผู้กระทําความผิด ก็เปึนประการเช่นนี้ครับ
อีกประการหนึ่งครับ ไม่ทราบว่าผมจะเสนอเปลี่ยนชื่อกรรมาธิการในห้องนี้ ได้ไหมครับ พอดีผมไปรับตําแหน่งดูแลกรรมาธิการในภาคอีสาน แล้วก็พบว่ามีชื่อ นามสกุลซ้ํากัน
คนละเรื่องครับ รอไว้เรื่องอื่น ๆ ดีกว่าครับ
เพราะเห็นว่ามันแป็ปเดียว ยกมือก็เลยนึกว่า ใช้ได้ ถ้าคนละเรื่องก็ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่าน สสร. มนตรี เพชรขุ้ม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคนเดียวของ ประเทศนะครับ ที่ได้เข้ามาทําหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะพูดกรอบที่ ๒ เรื่องของ สถาบันทางการเมืองนะครับ แต่ก่อนจะพูดผมขอนําเรียนว่า ตลอดเวลาที่ได้ลงพื้นที่นะครับ ก็ได้รับฟังความคิดเห็นแล้วก็ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากประชาชนเปึนอย่างดีนะครับ ในสิ่งที่ไปเจอมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็วันที่ ๒๓ ที่ผ่านมาที่จังหวัดตรังนะครับ คือ สมาคม คนพิการแห่งประเทศไทยเขาก็จัดประชุมที่นั่น แล้ววันนั้นบังเอิญ ท่านเดโช ท่านรองประธาน ก็ไปเปึนประธานในพิธีด้วยนะครับ ผมก็ได้ไปเปึนผู้บรรยายและเปึนวิทยากรที่นั่นนะครับ ผมก็สลดใจพอสมควรนะครับ ที่สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยได้จัดประชุมกัน ๔ ครั้ง ทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑ ที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดตรัง ครั้งที่ ๓ ก็ที่ภาคอีสาน ครั้งที่ ๔ ที่เชียงใหม่ เมื่อผมได้สอบถามเขาบอกว่า เขาจะมีงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันพระปกเกล้า ประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท จากมูลนิธิ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมแล้ว ๑๔๐,๐๐๐ บาทนะครับ ผมถามว่างบประมาณที่จะมาจัดตรงนี้ได้มาจากที่ไหนกัน เขาก็ ตอบว่าเขาต้องเรี่ยไรและเก็บกันเองนะครับ เพื่อที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉะนั้นผมว่าสภาแห่งนี้น่าจะเห็นใจสมาคมคนพิการ นะครับที่เขาได้ดําเนินการของเขาเพื่อที่จะมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งลง ประชามติ เท่าที่ผมไปดูและก็ศึกษาตามทะเบียนประวัตินะครับ ตอนนี้มีคนพิการในประเทศ ไทยเกือบสิบล้านคนที่ลงทะเบียนแล้ว ฉะนั้นเปึนองค์กร ๆ หนึ่งที่กําลังเรียกร้องสิทธิ ของเขาเองในความเปึนคนไทย ในความเปึนมนุษย์ของเขานะครับ ฉะนั้นขอให้สภาแห่งนี้ ได้รับทราบแล้วก็ได้พิจารณาว่าคนพิการกําลังเคลื่อนไหวแล้วก็กําลังที่จะมีส่วนร่วมในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ด้วยนะครับ ผมเองลงพื้นที่ตลอดนะครับ ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเปึน กิจกรรมใดที่มีประชาชนเยอะ ๆ นะครับ จะต้องเข้าไปทําหน้าที่เพื่อชี้แจงและอธิบายเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็หลาย ๆ ที่เหมือนกันก็ถามผมว่าจริงหรือเปล่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้เสร็จแล้ว แล้วเอาพวกผมมานั่งเปึนฉากกันอยู่นี้ ผมยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่ และการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดําเนินการกันอยู่ พวกผมก็ออกพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นตลอด ก็ส่งข้อมูลข่าวสารให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ตลอดเพื่อพิจารณา อันนั้นก็เปึนสิ่งที่ ได้ดําเนินการและปฏิบัติตลอด
เรื่องของสถาบันทางการเมือง ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ ผมคนหนึ่ง แล้วก็ประชาชนอีกส่วนใหญ่ที่ผมได้รับฟังมาเปึนจํานวนมากอยากให้มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าท้องถิ่นระดับล่าง อบต. เทศบาล อบจ. สส. สว. นายกรัฐมนตรีสมควรมาจาก การเลือกตั้งเปึนอย่างยิ่ง และที่ทราบข่าวว่าตอนนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ กําลังเขียน และกําลังพิจารณาว่า สว. น่าจะมาจากการแต่งตั้ง ที่ผมทราบนะครับ จะชัดเจนหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ แต่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะชาวท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับท้องถิ่นที่สุด ซึ่งมี อบต. ทั้งหมดในประเทศก็เกือบหมื่น อบต. ทุกคนก็ให้ความคิดเห็นเหมือนกันว่าการเลือกตั้ง จะเปึนเรื่องดีที่สุด เพราะประเทศไทยเปึนประเทศประชาธิปไตย ฉะนั้นประชาชนคนไทย ทุกคนต้องมีสิทธิที่จะกําหนดผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่บริหารประเทศ กรณีที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ได้นําเสนอข่าวยังไม่ชัดเจน นําเสนอว่า สว. น่าจะมาจากการแต่งตั้ง ผมเองก็ต้อง ถามกลับไปว่าการแต่งตั้ง แต่งตั้งโดยใคร แล้วใครเปึนผู้กําหนด ถ้าถามว่าผู้ที่กําหนดจะ แต่งตั้งบุคคลคนใดคนหนึ่งในจังหวัดนั้น ๆ บุคคลคนนั้นแต่งตั้งใคร ก็ไม่พ้นหรอกครับ ต้องเปึนคนที่รู้จัก หรือลูกน้องเก่า หรือพรรคพวกอยู่เช่นเดิม ก็อย่างนั้นอยู่ดี สิ่งที่ผม อยากเห็นแล้วก็ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นคือ การเลือกตั้งที่เปึนการกําหนดของ ประชาชนจะให้ใครเข้ามาทําหน้าที่ นี่คือเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนในพื้นที่ ประชาชน ในท้องถิ่น อย่าง สส. เหมือนกัน ประชาชนกําหนดบอกมาว่าอยากจะให้มีการเลือกตั้ง เอาจังหวัดเปึนเขตเสียเลยดีกว่า จะได้ไม่มีพรรคมีพวกของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมาผมเชื่อเหลือเกินจะมีแต่พรรค จะมีแต่พวกของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งตลอดในจังหวัดนั้น ๆ เพราะการเลือกตั้งแบ่งเขตใช้เขตพื้นที่ ๒ – ๓ อําเภอเปึน ๑ เขต เลือกตั้ง สส. ได้ ๑ คน แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าเอาจังหวัดเปึนเขตแล้ว ให้เลือกได้คนเดียวคือ วัน แมน วัน โหวต ผมเชื่อเหลือเกินว่าพรรคการเมืองที่มีพรรค มีพวก จะเอาลูก เอาหลาน เอาญาติพี่น้องเข้ามาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ที่จะมาเปึน สส. ผมว่ายาก เผลอ ๆ ตกไปเปึนแถว นั่นคือเรื่องดีที่ประชาชนต้องการ เพราะผมเชื่อมั่นว่า คนที่มีความรู้ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรมมากมายในพื้นที่นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ ในประเทศมีคนมีความรู้ความสามารถเยอะแยะ แต่ที่ผ่านมาเขาไม่มีโอกาสที่จะทําหน้าที่ ตรงนี้ ไม่มีโอกาสที่จะได้ลงสมัคร เพราะเขาไม่มีโอกาสได้เข้ามาสังกัดพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองไม่ต้องการ คนที่พรรคการเมืองต้องการคือคนที่พรรคการเมือง กําหนดไว้แล้วว่าเปึนใคร นั่นคือส่วนหนึ่ง และเรื่องของวาระผมเองผมมองถึงประเทศ ต่าง ๆ ที่เขาเจริญแล้ว นายกรัฐมนตรีอยู่หลายสมัย อยู่ตลอด ไม่จําเปึนต้องอยู่ ๒ วาระ แล้วก็หมดไป ฉะนั้นเช่นเดียวกับท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องอยู่ได้ตลอดเมื่อประชาชนต้องการ สิ่งนี้ต้องสอดคล้องทั้งท้องถิ่นแล้วก็รัฐบาลกลาง ก็หมายถึงว่ารัฐบาลกลางก็อยู่ได้ตลอด เมื่อประชาชนเลือกพรรคนั้น ๆ ขึ้นมาเสียงข้างมาก แล้วพรรคนั้น ๆ ก็ส่งตัวแทนขึ้น เปึนนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. และเช่นเดียวกันกับท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตําบล นายกเทศมนตรี ของเทศบาล ก็ต้องมาจากเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วก็อยู่ในวาระได้ตลอดหลายสมัยก็ได้ ถ้าประชาชนยังต้องการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าอํานาจอิทธิพลหรือความร่ํารวยจะทําให้บุคคลนั้นอยู่ในฐานะตลอดไป เปึนไปไม่ได้ เพราะประชาชนเดี๋ยวนี้หูตาสว่าง ประชาชนเขารู้อยู่ว่าบุคคลนั้นทําหน้าที่ ได้ไหม ทําหน้าที่ดีไหม ถ้าเขาเข้าไปไม่ทําหน้าที่ ผมก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่าประชาชน ไม่เอาแน่ ครั้งต่อไปประชาชนไม่เลือกแน่ แต่ถ้าคนเหล่านั้นทําผลประโยชน์ให้กับ ประชาชน สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ ผมเชื่อว่า ประชาชนยังต้องการอยู่ตลอด ก็อย่างที่ผมนําเรียนเมื่อกี้ว่าต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ที่เขาเจริญ เขามีนายกรัฐมนตรีเปึนมาหลายสิบป้ หลายสิบสมัย ก็ไม่เห็นเปึนอะไร ก็เปึนได้ตลอดนะครับ อันนั้นคือส่วนหนึ่ง และท่านอย่าวิตกกังวลว่าถ้าอยู่ในอํานาจ ๒ สมัย ๓ สมัย แล้วกลัวจะมีอิทธิพลมีอํานาจสืบทอดต่อหรือว่าบังคับจิตใจประชาชนได้ ไม่ใช่เปึนการเข้าใจผิดแน่นอนเรื่องนี้นะครับ นั่นคือเรื่องของวาระนะครับ
แล้วก็ผมขอย้อนกลับไปเรื่องของการกระจายอํานาจผมอยากให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้กําหนดให้ชัดเจนว่าการกระจายอํานาจของภาครัฐลงสู่ท้องถิ่นนี่จะกี่เปอร์เซ็นต์ จะเท่าไร ตอนนี้ที่ได้รับอยู่ประมาณ ๒๔.๙ เปอร์เซ็นต์ลงสู่ท้องถิ่น แต่ขอให้ท่านได้เข้าใจ ว่าท้องถิ่นต้องทําหน้าที่รับผิดชอบอย่างมากมายกว้างขวาง นะครับ และโดยเฉพาะ อบต. นะครับ ผมซึ่งเปึนนายกองค์การบริหารส่วนตําบลก็มีความน้อยใจแทนเพื่อนนายกฯ ทั่วประเทศ ที่นายก อบต. หรือว่าองค์การบริหารส่วนตําบลทั่วประเทศได้รับงบประมาณจาก รัฐที่อุดหนุนเข้ามา ถ้าคิดตามหัวประชากรประมาณ หัวละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าถามว่า เทศบาลหัวละ ๕,๐๐๐ บาทต่อป้ ในขณะเดียวกันพื้นที่ของ อบต. หลายร้อยตารางกิโลเมตร ต่อองค์การบริหารส่วนตําบล แต่ถ้าถามว่าในขณะเดียวกันพื้นที่ของเทศบาลอาจจะ ๒ ถึง ๓ กิโลเมตร ต่อ ๑ พื้นที่รับผิดชอบของเทศบาล ถ้าถามว่าเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรกล อบต. ไม่มีโอกาสได้ซื้อเลย เพราะงบประมาณน้อย แต่ถ้าถามว่า อบจ. เทศบาลเขาซื้อกันมากมายเต็มไปหมด ไม่รู้จะเอาไปไหนแล้ว เหลือใช้ กรณีจะเกิดภัยแล้ง ไม่กี่วันข้างหน้า หรือตอนนี้ที่เกิดภัยแล้งอยู่ อบต. แม้แต่รถน้ําเขายังหาไม่ได้ ต้องหายืม เทศบาล อบจ. หรือจังหวัดก็ช้ามากที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ถ้าถามว่าเทศบาล อบจ. มีพร้อม รวมทั้งเครื่องจักรกลทุกชนิดที่จะพัฒนาพื้นที่ได้ตลอด ก็เช่นเดียวกับ อบจ. ที่ผมได้นําเรียนแล้วว่า อบจ. มีงบประมาณหลายร้อยล้าน เปึนพันล้าน แต่พื้นที่รับผิดชอบ ของ อบจ. ไม่มี มีพื้นที่ของ อบจ. อยู่นิดเดียวคือที่ตั้งตัวอาคารแค่นั้นเอง ผมพูดยืนยันได้ ชัดเจน แต่งบประมาณของ อบจ. มีเปึนหลายร้อยล้าน เปึนพันล้าน ซึ่งซ้ําซ้อนกับเทศบาล และ อบต. จริงอยู่ อบจ. กระจายอํานาจลงสู่พื้นที่ในจังหวัดนั้น ๆ แต่ถามว่าบางพื้นที่จะได้ หรือเปล่า ก็อยู่ว่านายก อบจ. รองนายก อบจ. รู้จักสนิทสนมกับพื้นที่นั้น ๆ ไหม มีที่ของ ญาติ อบจ. ผ่านไหมที่จะสร้างความเจริญให้กับตรงนั้นนะครับ นี่คือส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ มีคนประท้วง เชิญให้เขาประท้วงก่อนครับ ผมยินดีครับ
เขายังไม่ได้ประท้วงครับ ยังไม่ได้ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ยังไม่ได้ลุกขึ้นยืน
ยังใช่ไหมครับ
ไม่ใช่ประท้วงครับ
ก็แสดงว่าผมพูดต่อได้ใช่ไหมครับ อันนี้ผมไม่ได้ หาเรื่องทะเลาะกับใครนะครับ แต่ผมพูดเรื่องจริง แล้วเอาข้อมูลความจริงเข้ามาว่านะครับ อีกประการหนึ่งครับ อย่างที่ผมได้นําเรียนว่าท้องถิ่นอย่าง อบต. มีพื้นที่หลายร้อยตาราง กิโลเมตร ที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทําถนน ต้องทําประปา ต้องดูแลเรื่องไฟฟัา อย่างเมื่อกี้ ผมพอจะนึกขึ้นได้เดี๋ยวจะลืมเสียอีก คุณกรรณิการ์ได้พูดถึงนโยบายสาธารณะของ ท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องกําหนดนโยบายขึ้นอย่างชัดเจน ผมก็ขอพูดเสียก่อน แล้วเปึนนโยบายที่ผมกําหนดขึ้นมาเองในองค์การบริหารส่วนตําบล ของผม และพี่น้ององค์การบริหารส่วนตําบลทั่วประเทศคงจะมีนโยบายสาธารณะคล้าย ๆ กับผม และนโยบายสาธารณะเปึนนโยบายสาธารณะตอนที่ผมหาเสียงลงนายกฯ และก็ ได้เอามาใช้อยู่ถึงทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ ผมก็ขออนุญาตนําเรียนให้ท่านประธานและเพื่อน สมาชิกในห้องนี้ได้รับทราบนิดหนึ่งว่านโยบายสาธารณะที่ผมกําหนด เมื่อกี้ทาง คุณกรรณิการ์ก็ได้พูดว่าน่าจะกําหนดนโยบายให้ชัดเจน จริง ๆ ท้องถิ่นก็มีนโยบายชัดเจน อยู่แล้ว และเปึนนโยบายที่ครอบคลุมพื้นที่อยู่แล้ว นโยบายสาธารณะ ข้อที่ ๑ ส่งเสริม การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น ข้อที่ ๒ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ มั่นคง ถนน ไฟฟัา ประปา โทรศัพท์ ข้อที่ ๓ ส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในชุมชน ให้เข้มแข็ง ข้อที่ ๔ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตสตรี เด็ก เยาวชน คนชรา คนพิการ และ ผู้ด้อยโอกาส ข้อที่ ๕ ส่งเสริม สนับสนุนกีฬา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร และ ต่อต้านยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ข้อที่ ๖ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของชุมชนของอาณาเขตนั้น ๆ ข้อที่ ๗ ส่งเสริม สนับสนุนด้านสาธารณสุข ข้อที่ ๘ ส่งเสริมและช่วยเหลือปัองกัน และบรรเทาสาธารณภัยฝ์ายพลเรือน ข้อที่ ๙ ส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน นี่คือนโยบายหลัก นโยบาย สาธารณะ ๙ ข้อ ของผมเอง และก็ทั่วประเทศ นายกองค์การบริหารส่วนตําบล คงจะใช้ อยู่นะครับ
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะนําเสนอก็คือเรื่องของกระทรวงนะครับ กระทรวงมหาดไทยซึ่งเปึนกระทรวงที่ต้องดูแลหลาย ๆ เรื่อง เฉพาะตอนนี้ก็เรื่องของ ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และเรื่องอื่น ๆ ที่มหาดไทย ดูแลอยู่ ผมเองในนามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยากให้แยกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นออกจากมหาดไทย ไปอยู่ในกระทรวงส่งเสริมท้องถิ่น ความเห็นของท้องถิ่น ก็เสนอมาอย่างนี้ ฝากผมมาอย่างนี้ เพราะกระทรวงมหาดไทยถ้าถามว่าให้รักท้องถิ่น คงจะน้อย ถ้าถามว่าลูกก็ลูกเมียน้อย ไม่ได้เปึนลูกที่รักของกระทรวงมหาดไทยมาตลอด ฉะนั้นการที่ท้องถิ่นอยู่ได้ตอนนี้ก็มีการดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ฉะนั้นถ้าแยกออกไปเปึนกระทรวงส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมว่าน่าจะดี เพื่อเปึนการจัดการบริหารที่ดีของชาวท้องถิ่น ก็อย่างที่ผมนําเรียนตอนต้นว่าท้องถิ่น อยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ ครอบคลุมประเทศอยู่ทุกพื้นที่ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เหมือนกัน พี่น้องชาวท้องถิ่นคงจะให้ความเห็นชอบ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแล้ว ให้ความสําคัญกับท้องถิ่น ให้โอกาสกับท้องถิ่น ให้หลักการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นที่ ท้องถิ่นสามารถที่จะดําเนินการกระจายอํานาจลงพื้นที่ ลงสู่สาธารณชน เพื่อประชาชน ได้เต็มที่ เพื่อความ สงบสุข เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน นั่นคือสิ่งที่ชาวท้องถิ่นต้องการ และก็รอคอยอยู่ ฉะนั้นผมก็ต้องฝากไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าการเขียน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอให้ท่านเขียนถึงความสําคัญของท้องถิ่นให้ชัดเจน และงบประมาณ การถ่ายโอนลงสู่ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ระบุว่า ป้ พ.ศ. ๒๕๔๙ ท้องถิ่นจะได้รับการกระจายอํานาจ ๓๕ เปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เมื่อ เกิดการยึดอํานาจ การปฏิวัติทํารัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกฉีกทิ้งไป รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ที่ คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้เขียนขึ้นก็บอกว่า หลักการกระจายอํานาจ ๓๕ เปอร์เซ็นต์สู่ท้องถิ่น ให้รอไปก่อน ก็ไม่เปึนอะไร ก็รอได้ แต่หมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณา ได้เขียน ให้กับท้องถิ่นที่เปึนรูปอย่างชัดเจนนะครับ โอกาสนี้ขอขอบคุณก่อน สวัสดีครับ
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร (ประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ) ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
ขอบคุณมากครับ เนื่องจากบอกไว้แล้วว่าเราจะมีเรื่องต้องพูดกันยาว เพราะฉะนั้นเราจะไม่พัก ถ้าท่านจะ ทยอยไปรับประทานอาหารแล้วก็เข้ามาเร็ว จะได้ดําเนินเรื่องต่อไปเลย ท่านต่อไปตามที่ เรียนไว้แล้ว ท่าน สสร. จุตินันท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ก็อยากจะฝากเรื่องที่จะคาบเกี่ยวกับทั้งกรอบที่ ๑ และกรอบที่ ๒ ว่าด้วยจริยธรรม และคุณธรรม
ขอประทานโทษ คุณจุตินันท์นิดหนึ่ง ปรากฏว่าในรายการพลาด เขาเรียงไว้อย่างนี้ ขอประทานโทษ ท่านมนูญศรี มีอยู่ในรายชื่อ คือรายชื่อสลับ ที่เรียงไว้เดิม ท่านมนูญศรี ท่านจะสรุปหรือ
ท่านใดก่อนคะ ดิฉันก่อน หรือว่าท่านที่ยกมือคะ ดิฉัน มนูญศรี ค่ะ
ท่านจะสรุป หรืออย่างไรครับ
ดิฉันมี ๒ เรื่องที่อยากนําเสนอนะคะ
ถ้าท่านไม่สรุป เดี๋ยวท่านพูดไปเลย เพราะท่านอยู่ใน ลิสต์ (List) แล้วจะตามด้วยท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เปึนไปตามที่เข้าคิวไว้นะครับ ผมขออนุญาต ขอโทษ เมื่อกี้เขาสลับ เชิญครับ
ดิฉัน สสร. มนูญศรี จากภาคเอกชน ดิฉันวันนี้ อยากจะพูดถึงเรื่องของสถาบันการเมือง ซึ่งอยู่ในกรอบที่พูดถึงเรื่องการเมือง และเมื่อเช้านี้ ก็มีการนําเสนอทางภาคของการเมืองจํานวนมาก แต่ว่าในภาคของเอกชนซึ่งดิฉันเปึน สสร. ภาคเอกชนก็อยากจะนําเสนอในเรื่องของภาคเอกชนในกรอบของการเมืองด้วย ในการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในการพูดถึงเรื่องระบอบประชาธิปไตย การที่มีประชาธิปไตย และการให้สิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็นนี่เปึนสิ่งที่ดี แต่ว่าถ้าเรามามองว่า ถ้าหากว่านักคิดกับผู้ที่ไม่ได้คิด จะมีความแตกต่างกันในการที่จะเสนอความคิดเห็น คนคิดมีน้อย แต่คนไม่คิดอาจจะมีมาก ถ้าหากว่าเรามาว่ากันที่จํานวนเอามาเปึนที่ตั้ง ในการออกเสียงแล้ว เอาเสียงข้างมากมาเปึนเสียงที่ชนะ มันก็อาจจะบิดเบือนจาก ความเปึนจริงได้ในเรื่องของการแสดงออกถึงระบอบประชาธิปไตย ถ้าในเรื่องของการเมือง ดิฉันมีประเด็นที่อยากจะเรียนว่าดิฉันก็เคารพในคณะกรรมาธิการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ในเรื่องว่าด้วยให้พรรคการเมืองเปึนสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง แล้วก็มี บทบัญญัติว่าด้วยการให้เงินสนับสนุน และเงินบริจาคพรรคการเมืองอย่างชัดเจนและ เหมาะสม การใช้จ่ายเงินในเรื่องของสถาบันการเมือง ถ้าทางภาครัฐให้การสนับสนุน ก็เปึนสิ่งที่ดี แต่ดิฉันจะเสนอประเด็นที่ว่าถ้าหากว่าการสนับสนุนถ้ามาจากนักธุรกิจ หรือบริษัทนี่ก็ควรจะให้มีการสนับสนุนอย่างมีเหตุผล หรือควรห้ามสนับสนุน ถ้าหากว่า เปึนประเด็นที่จะขาดความชอบธรรมทางสังคม เพราะที่ผ่านมาถึงแม้จะมีการให้ แต่ก็ อาจจะเปึนการให้ที่ไม่เป่ดเผย แต่มันก็ขาดความชอบธรรม เพราะว่าตําแหน่งรัฐมนตรี อธิบดีแต่ละตําแหน่งก็ต้องใช้เงินเยอะ แล้วจะเอาเงินมาจากไหนถ้าหากว่าทางภาค เอกชนไม่มีการสนับสนุน แต่ดิฉันก็เรียนว่ามันขาดความชอบธรรมทางสังคม นี่คือมุมมอง ในฐานะของภาคเอกชน ซึ่งอยากจะให้ทางท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เล็งเห็นถึงประเด็น ทางนี้เอาไว้ด้วย และนอกจากนี้แล้วดิฉันก็ยังมีความเห็นว่าควรมีบทบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมและคุณธรรม ของนักการเมืองและข้าราชการ อันนี้คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ข้าราชการควรจะ รวบรวมไปถึงและของนักธุรกิจด้วยนะคะ ดิฉันก็อยากจะให้เล็งเห็นถึงความสําคัญของ ภาคเอกชนให้มากนะคะ เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศก็มาจากทางภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจเปึนหลัก เพราะว่าการแข่งขันในเรื่องการค้าถ้าขาดความชอบธรรมมันก็ไม่สามารถ ที่จะแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกนะคะ ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ช่วยมองเห็น ถึงบทบาทของภาคอุตสาหกรรมนักธุรกิจไว้ด้วยนะคะ รวมทั้งบทกําหนดโทษด้วยนะคะ ถ้าหากว่าได้มีการกําหนดบทลงโทษที่รุนแรงให้กับผู้ที่ให้และก็ผู้ที่รับ หมายถึงว่าการให้ การสนับสนุนนะคะ ถ้าหากว่าข้าราชการและนักธุรกิจได้กําหนดบทลงโทษที่รุนแรงทั้งผู้ให้ และผู้รับ โดยเฉพาะผู้ให้คือผู้ที่ทําผิดกฎหมายควรที่จะลงโทษอย่างสูงสุดนะคะ ดิฉันก็เห็น ว่าอยากจะบรรจุประเด็นในเรื่องของความไม่ชอบธรรมในเรื่องของการให้สินบนในเรื่องนี้ นะคะ ในเรื่องของกรอบของทางการเมือง ดิฉันก็ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าขอให้ ความสําคัญกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจด้วยนะคะ เพราะที่ผ่านมาจะพูดถึงแต่เรื่องของ สถาบันการเมืองค่ะ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานไว้เปึนอย่างสูง แล้วในรอบที่ผ่านมา ในช่วงตั้งแต่ท่านประกาศแต่งตั้งกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนภาคกลาง ซึ่งดิฉันเปึนรองประธานภาคกลางอยู่นะคะ ก็ได้รับฟังความคิดเห็น ของประชาชนค่อนข้างมาก และก็วันนี้ทางภาคเอกชนของเราก็จะไปรับฟังความคิดเห็น ของกลุ่มนักอุตสาหกรรม ของสภาอุตสาหกรรมด้วย ก็อาจจะมีประเด็นที่สําคัญ ๆ นํามา เรียนท่านประธานในโอกาสต่อไป และก็คงจะเปึนประเด็นอีกมากนะคะ ซึ่งก็คงจะต้อง เขียนเข้ามาเพื่อที่จะให้ท่านได้นํามาพิจารณานะคะ ดิฉันก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ เปึนอย่างสูงนะคะ ขอให้ท่านช่วยพิจารณาในสิ่งที่ได้นําเสนอมาด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ตามด้วยท่าน สสร. เจิมศักดิ์นะครับ ต่อด้วยท่าน สสร. อรรครัตน์นะครับ และก็ท่านประดิษฐ์ตามที่ท่านกล่าวไว้ เชิญท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความชื่นชมที่ท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างฯ ยังอยู่ในห้องประชุมนะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาท่านช่วยฟังกระผมสักนิดหนึ่ง ตรงนี้ เพราะว่าเมื่อกี้พอท่านประธานบอกว่าเราไม่หยุดพัก แต่ว่าให้แต่ละคนไปกินข้าวนี่ ผมใจหายวาบว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมว่าเปึนของที่สําคัญ และก็ผมไปได้มาจาก ประชาชนนะครับ ผมมีอยู่ ๕ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ ผมได้มาจากการที่ผมไปที่จังหวัดระยองเมื่อวานนี้ ที่ระยอง ผมไปอยู่ ๒ วัน ไปร่วมกับกรรมาธิการของจังหวัด ๑ ครั้ง และที่สําคัญเมื่อวานนี้ชาวบ้าน เขาดึงผมไปเพื่อที่จะไปฟัง ชาวบ้านที่อําเภอมาบตาพุด (ที่ถูก : ตําบลมาบตาพุด) เขาเชิญผมไป แล้วเขาก็จะเปึนกุศโลบายหรืออย่างไร ไม่ทราบ ให้ผมได้ไปเจอประสบการณ์จริง ไปในบริเวณที่ มีปัญหาจริง ได้เห็นของจริง และเขาสรุปสุดท้ายว่าท่านจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อที่จะ แก้ปัญหาอันยิ่งใหญ่อันนี้ได้ ท่านประธานคงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่าโรงเรียนพันวิทยาคม (ที่ถูก : โรงเรียนพันพิทยาคาร) ชื่อเต็มว่า โรงเรียนมาบตาพุด พันวิทยาคม (ที่ถูก : โรงเรียน มาบตาพุด พันพิทยาคาร) เปึนโรงเรียนใหญ่ มีตึกอยู่หลายชั้น แล้วก็มีอยู่หลายตึก ประมาณ สามสี่ตึก มีสนามบาสเกตบอล (Basketball) มีสนามฟุตบอล (Football) อย่างงดงาม แต่ ปรากฏว่าทั้งนักเรียนและครูหนีจากโรงเรียนนี้ไปทั้งหมด ปัจจุบันนี้เปึนโรงเรียนร้าง ทั้งหมดนี้ เปึนเพราะว่าล้อมรอบไปด้วยสิ่งแวดล้อม ล้อมรอบไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมที่เลวทราม อย่างมาก ท่านประธานครับ ผมกล้าพูดด้วยความรุนแรงอย่างนี้ เพราะผมไปนั่งฟังประชาชนที่นั่น เขาให้ผมเข้าไปที่โรงเรียนแห่งนี้และนั่งอยู่ที่ในสนามหญ้า ผมนั่งอยู่ ๒ ชั่วโมงเศษ ท่านประธานครับ ผมได้ประสบการณ์ตรง ตรงคืออะไรครับ เขาบอกน่ะ ผมฟังทีแรกผมไม่เชื่อ แต่ผมไปนั่งอยู่ ๒ ชั่วโมงเศษ ประการแรกเลยนั้นคอแห้งไปหมด หายใจเริ่มติดขัด และน้ําตานี่ไหล พอถึง ๒ ชั่วโมงน้ําตาผมเริ่มไหลอยู่ตลอดเวลา สมองนั้น เริ่มมีอาการปวดหัวและมึนอย่างมาก ท่านประธานครับ ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ ๙ โมงเศษ จนถึงเที่ยงสิบนาที ผมนั่งฟังประชาชนที่นั่น ผมเสียใจมากว่ามีข้าราชการที่ไปเพียงแค่ คนเดียวคือรองผู้ว่าราชการจังหวัด นิคมอุตสาหกรรมผู้เปึนต้นเรื่องบอกจะไปแล้วไม่ไป กรมควบคุมมลพิษไม่ไป ชาวบ้านเขาเชิญไปฟังเพื่อที่จะดูว่านั่นน่ะของจริงครับเราจะทํา อย่างไรได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานอนุกรรมาธิการกรอบสิทธิฯ นั่งอยู่ตรงนี้ ผมขออนุญาตสักนิดหนึ่งเถอะที่จะต้องพูดในเรื่องนี้สักนิดหนึ่งท่านประธานทราบไหมครับ ว่าที่นั่นมลภาวะนั้นหนักอย่างมหาศาล ผมเชื่อว่าเปึน อีเมอร์เจนซี (Emergency) นะครับ
ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นิดหนึ่งครับ ไปกรอบอื่นนิดเดียวนะครับ เพราะว่าในกรอบนี้เรื่องเมื่อกี้ใครพูดเกิน ผมก็ต้องติง เชิญครับ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ผมไปฟังประชาชนมาและเขาก็คงอยากจะรู้ว่าพอจะได้อะไรบ้างไหม ท่านทราบใช่ไหมครับ ว่าสารพิษที่ปรากฏอยู่ในบริเวณนั้นมันหนักหนา เหมือนกับเรานั่งอยู่นี่ถูกรมด้วยควันพิษ นะครับ ผมนี่ไม่ได้เข้าไปจะไม่รู้เลยว่าเปึนอย่างนั้นจริง ๆ แต่มันเปึนจริง ๆ ครับ ผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ตัวเลขทางวิทยาศาสตร์นี่ปรากฏว่ามาตรฐานสูงสุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับในบริเวณนั้นนี่ ปรากฏว่าข้อเท็จจริงสูงกว่า ๖๐ เท่า ไม่ใช่ ๖ เท่านะครับ ๖๐ เท่านะครับ ถ้ามาตรฐาน ๑๐๐ นี่มัน ๖,๐๐๐ นะครับ แล้วประชาชนเขาจะอยู่กันได้ อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูจากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ชาวบ้านเขาหยิบขึ้นมาให้ผมดู นะครับว่ารัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ แต่ช่วยอะไรเขาไม่ได้ รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๖ สิทธิของบุคคล ที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบํารุงรักษา ได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คุ้มครอง ส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดํารงอยู่อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพของชีวิตย่อมได้รับการ คุ้มครอง ท่านประธานครับ มีอีกบอกว่าการดําเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อมจะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและ ประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนการดําเนินการ สิทธิของบุคคลจะฟัองหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ บัญญัติไว้ตามกฎหมายย่อมได้รับการคุ้มครอง ท่านประธานครับ เขาถามผมว่ารัฐธรรมนูญ ที่ร่างไว้ ป้ ๒๕๔๐ แต่ไม่เคยทําอะไรได้เลย เขาถามผมฝากมาถึงท่านประธานประสงค์ ถามมาถึงท่านประธานอนุกรรมาธิการ ชูชัย ว่าแล้วท่านจะทําอย่างไร ผมกราบเรียนนะครับ ตรงนั้น เปึน อีเมอร์เจนซี จริง ๆ นะครับ ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ในที่รมควัน แก๊ส (Gas) กลิ่นต่าง ๆ โชยไปโชยมาตลอดเวลา แล้วที่ไม่ได้มีกลิ่นนี่อันตรายต่อร่างกายขนาดไหน ที่นั่นพบว่ามะเร็งสูงสุดในประเทศไทยขณะนี้ ผมไปดูตัวเลขทางการปรากฏว่าเปึน มะเร็งสูงสุด โรคทางเดินหายใจสูงสุด หลอดลม มีปัญหาอย่างมากมาย และก็เปึนโรค ผิวหนังด้วย น้ําก็ต้องซื้อกิน ไม่สามารถที่จะใช้น้ําได้ มาถึงนี่ผมนั่งค้น ผมได้เห็นกรอบที่ ท่านเขียนนะครับ แล้วก็บอกว่ารายงานการดําเนินการของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ผมว่าดีมาก ๆ เราจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เห็นนะครับว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ครั้งนี้ได้เขียนกรอบความคืบหน้าในเรื่องอํานาจชุมชนและสิทธิชุมชน หน้า ๗ ท่านประธาน เป่ดดูเถอะครับ ผมคิดว่าถ้าประชาชนเห็นจะได้มั่นใจว่าพวกเรานี่กําลังจะต้องคุ้มครอง ให้ได้ เขียนอยู่ ๓ ข้อครับท่านประธาน ข้อที่ ๑ บอกชุมชนต้องมีอํานาจในการต่อรองเพิ่มมากขึ้น ในการมีสิทธิดูแลรักษาและ จัดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ เพราะเปึน ฐานในการดํารงชีวิตของบุคคลในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นข้อ ๑ ที่ท่านประธานนั่งอยู่ที่นี่ส่งเอกสารนี่ให้ผม ผมพอใจ ประการที่ ๒ บอกว่าชุมชน ในฐานะผู้เสียหายจะต้องมีสิทธิในการฟัองร้องได้ ผมคิดว่าเขาได้ยินเขาต้องพอใจ ประการที่ ๓ ชุมชนสามารถเรียกร้องในการปกปัองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ผมคิดว่าเขาต้องพอใจ เพราะฉะนั้นผมหยิบอันนี้ขึ้นมา นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะถามเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ผมพอใจแล้วที่ ท่านเขียนอย่างนี้ ถามว่าท่านจะทําอย่างไรให้เปึนจริงให้ได้ จะใส่รัฐธรรมนูญอย่างไรให้ได้ ตรงนี้ อันนั้นอันที่ ๑ เมื่อท่านประธานเร่งรัดผมว่าไม่อยากให้พูดเรื่องนอกกรอบอันนี้ มากไป เพราะว่าไปถึงกรอบที่ผ่านมา แต่ผมกราบเรียนว่าผมมีประสบการณ์ตรงเมื่อวานนี้ นะครับ และผมเรียนว่าผมพูดได้เลยว่าผมเจ็บป์วยเมื่อวานไปทั้งวัน และบัดนี้ผมยัง หายใจติดขัด ทั้ง ๆ ที่ผมนั่งอยู่ ๒ ชั่วโมงเศษ ท่านประธาน ชาวบ้านเขาอยู่ที่นั่นเขาจะทํา อย่างไร ผมรู้สึกว่าเปึน อีเมอร์เจนซี อย่างยิ่ง แล้วท่านนาวาอากาศตรี ประสงค์ ก็เปึน สนช. อยู่ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องพยายามให้รัฐบาลเยียวยาปัญหาเร่งด่วนตรงนี้นะครับ ผมจะกราบเรียนท่าน
ประการที่ ๒ ผมจะเข้ากรอบพรรคการเมือง ท่านอาจารย์วิชัย รูปขําดี เมื่อเช้าพูดถึงเรื่องของการให้เงินอุดหนุนพรรคการเมือง ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานประสงค์ สุ่นศิริ พรรคการเมืองในอุดมคติที่เราคิดกันอยู่ว่าเราอยากจะให้ เงินอุดหนุนพรรคการเมือง แต่ถ้าท่านฟังผมต่อไปนี้แล้วท่านคงต้องคิดหนัก และที่ ท่านอาจารย์วิชัยบอกว่าควรจะใช้ให้ผู้เสียภาษีระบุ ผมคิดว่ามันพอจะไปด้วยกันได้กับ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ท่านประธานครับ พรรคการเมืองบางพรรคไม่ได้เปึนพรรคการเมือง ที่แท้จริง แต่เปึนบริษัทจัดหาคนไปลงสมัคร ไม่ใช่บริษัทที่จัดหาคนไปลงสมัครเท่านั้น แต่เปึนบริษัทที่ต้องการ สส. เขาต้องการคัด สส. ไม่ได้ต้องการคัดผู้ไปสมัคร สส. ท่านฟังผมออกไหมครับ พรรคการเมืองบางพรรคที่ปรากฏในอดีตที่ผ่านมา ช่วงไม่กี่ป้ ที่ผ่านมานี้ห้าหกป้ที่ผ่านมานี้ ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ เขาใช้วิธีใครอยากจะสมัครพรรคนี้ ไปติดประกาศก่อนเลยในพื้นที่ตัวเอง นี่ผมได้มาจากชาวบ้านเหมือนกัน เมื่อไป ติดประกาศแล้วก็บอกว่าชื่อพรรคพรรคนี้ แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาจริงเขตนี้ลงได้คนเดียว แต่ว่ามีคนติดพรรคนี้ ๓ คน พอถึงเวลาจริงใกล้วันสมัครเลือกตั้ง เขาก็ใช้วิธีทําโพลว่า คนไหนจะมีคะแนนที่จะได้มา ตกลงก็จัดแจงซื้อและหยิบคนนั้นทันที คนอื่นตัดทิ้ง พูดง่าย ๆ ว่าเขาต้องการเอา เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาต้องการได้ สส. เขาไม่ได้ต้องการ คนไปสมัคร เขา เวิร์ก (Work) กลับกันนะครับ เขาทํางานกลับกันกับที่พวกเราเข้าใจ เราคิดว่าผู้สมัครจะมีอุดมการณ์ มีปรัชญา มีแนวนโยบายเหมือนกันจึงเข้าพรรคนี้ แล้วพรรคนี้จึงส่งไปสมัคร แล้วให้ประชาชนตัดสิน แต่เขาไม่สนใจคุณจะ เปึนใครไม่ว่า แต่ขอให้คุณนั้นกําลังจะได้คะแนนเสียงจากประชาชน เขาก็คว้าบุคคลคนนี้เข้ามา แล้วเขาก็สัญญาง่าย ๆ ว่าจะให้ ๑๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ ถ้าบุคคลคนนี้เข้ามา แล้วได้คะแนนนําอย่างชัดเจนเขาจะให้เงินลดลง แต่ถ้าบุคคลคนนี้เข้ามาแล้วคู่คี่เขาจะ ทุ่มไม่อั้น ท่านประธานครับ อย่างนี้คือพรรคการเมืองหรือเปล่า แล้วอย่างนี้เรายังจะสนับสนุน ส่งเสริมเงินให้กับเขาหรือเปล่า ผมคิดว่าอาจารย์วิชัย รูปขําดี ได้พูดเมื่อเช้านี้ว่า ถ้าเราให้ผู้เสียภาษีกําหนดเสียว่า เขาอยากจะเอาเงินภาษีที่เขาจ่ายนี่จะแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ให้กับพรรคการเมืองใดเสียเลยนี่ ประชาชนจะได้มีทางเลือกด้วยว่า พรรคการเมืองใดเปึนพรรคการเมืองที่แท้จริง หรือพรรคการเมืองใดเปึนพรรคการเมืองเพียงแค่เหมือนกับไปหาเซลส์แมน (Salesman) ถ้าเซลส์แมนหายอดขายได้ เอาไว้ เซลส์แมนไหนหายอดขายไม่ได้ เอาออก แล้วรู้ไหมครับ หลังจากอยู่มา ๔ ป้ พอลงสมัครครั้งถัดไป ถ้าคนไหนทํางานดีประชาชนรัก แล้วจะลง เลือกตั้งกลับให้เงินน้อย แต่คนไหนที่พอไปทําโพลแล้วตกแน่นอน ตัดทิ้งเลย คนไหนที่สูสี ทุ่มไม่อั้น ท่านประธานครับ แบบนี้มันเปึนวิธีคิดทางด้านการตลาด และวิธีคิดแบบเซลแมน ไม่มีผิด เซลแมนคนไหนทํายอดฉันเอา เซลแมนทํายอดไม่ถึงฉันตัดทิ้ง อย่างนี้พรรคการเมือง เราจะพัฒนากันอย่างไร สถาบันพรรคการเมืองเปึนสถาบันที่สําคัญ ผมเห็นด้วยกับ ท่านอาจารย์วิชัยนะครับ จะต้องแก้ไขประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธาน ผมคิดว่าเราคงจําเปึนที่จะต้องพูดถึงเรื่อง วุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมฟังเมื่อครั้งทื่แล้ว ผู้ที่เสนอเรื่องวุฒิสภา แต่ตอนนี้ ท่านอาจารย์จรัญไม่อยู่ที่นี่ ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ใน สสร. แห่งนี้ มีวุฒิสภาอยู่ สามสี่คน มีท่านพลตํารวจเอก มีชัย นุกูลกิจ มีผม มีคุณการุณ ใสงาม ท่านประธานครับ พวกเรายังไม่ได้รับ ไม่ได้เรียก ไม่ถูกเรียก ไม่ถูกเชิญ ไม่ถูกถามเลย ผมคิดว่ากรรมาธิการ ยกร่างฯ อาจจะยังเข้าใจเรื่องวุฒิสภาดีน้อยกว่าผมแน่ ผมกล้าพูด เพราะว่าผมนั่งอยู่ ในวุฒิสภา ๖ ป้ แล้วก็ต่อสู้กับพวกวุฒิสภาด้วยกันมามากพอสมควร แล้วผมเปึนคนต่อสู้ เรื่ององค์กรอิสระ เปึนคนที่ตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นที่สุด เพราะฉะนั้นผมเองฟังแล้ว มันยังมีอะไรแปลก ๆ อยู่ ที่จะต้องขออนุญาตที่จะให้ความเห็นตรงนี้ ถึงแม้ว่ากรรมาธิการ ยังไม่เคยเชิญพวกผมไปถาม ท่านประธานครับ วุฒิสภานี่มีความจําเปึนที่จะต้องพิจารณา เรื่องหน้าที่ควบคู่ไปกับเรื่องของที่มา ผมคิดว่าหน้าที่นี่เปึนตัวที่จะต้องมาก่อนถึงจะถามได้ ว่าเราต้องการบุคคลหน้าตาเปึนอย่างไรที่จะไปทําหน้าที่อย่างนั้น ถ้าเราอยากจะได้คน ไปเล่นบาส เราก็ต้องการคนที่รูปร่างสูงใหญ่ แต่ถ้าเราต้องการไปเล่นกีฬาอีกประเภทหนึ่ง เราก็คงจะต้องการคนอีกประเภทหนึ่ง ผมฟังหน้าที่นี่นะครับ ในสมัยที่พวกผมเปึนวุฒิสภา มีอยู่ ๔ หน้าที่ แต่ฟังดูแล้วนี่ท่านจะคงไว้ซึ่งการกลั่นกรองกฎหมาย ฟังดูแล้วท่านจะคงไว้ ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาล ฟังดูแล้วท่านจะลดจากการแต่งตั้งองค์กรอิสระเปึนเพียงแค่ ผู้รับรอง และฟังดูแล้วท่านถอดเรื่องการถอดถอนทิ้ง พูดง่าย ๆ ว่าท่านกําลังจะลดบทบาท ของวุฒิสภาลง ลดอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาลง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านต้องพิจารณาควบคู่ไปกับบทบาทและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะพรรค ฝ์ายค้าน โดยเฉพาะผู้ที่เปึนฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในฉบับ ป้ ๒๕๔๐ เขาลดอํานาจการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร แล้วไปเพิ่มอํานาจให้กับ วุฒิสภาในการตรวจสอบ แต่งตั้ง แล้วก็ถอดถอน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะลดบทบาทของ วุฒิสภา ท่านจะต้องไปเพิ่มอํานาจให้กับพรรคฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านมีความ จําเปึนเหลือเกินที่จะต้องดูว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภาจะทําอะไรได้ ทําอะไรไม่ได้ ซึ่งจะสอดคล้องกันกับการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ท่านจะทํา ท่านจะลดบทบาทลง เพียงแค่รับรอง ท่านประธานครับ ถ้าเราเรียนจากอดีตการรับรองของวุฒิสภาเคยกระทํา เพียงแค่ ๒ องค์กร องค์กรที่ ๑ คือ การหาตุลาการศาลปกครองสูงสุด วุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วทําหน้าที่ในการรับรองหรือไม่รับรองเท่านั้น ท่านก็จะ บอกว่าผมนี่เปึนกรรมาธิการตรวจสอบฯ ผู้ที่จะมาเปึนตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผมเปึนประธานกรรมาธิการตรวจสอบกระบวนการสรรหาและตรวจสอบคุณสมบัติ ของแต่ละคน ท่านประธานครับ พิจารณาเพียงแค่การรับรองอย่างเดียว และท่านบอกว่า ศาลปกครองสูงสุดนี่เขาทําได้ดีพอสมควร เพียงแค่รับรองอย่างเดียวไม่ได้ ศาลปกครอง สูงสุดนั้นที่เขาหาตุลาการสรรหา เขาไม่ได้ใช้วิธีสรรหา แต่กระบวนการสรรหาของเขานั้น ใช้วิธีเหมือนการสอบ ใช้วิธีเหมือนการเฟันหานักวิชาการ ขอให้เสนอผลงานในอดีต ขอให้เสนองานวิจัยหรือผลงานที่จับต้องได้ แล้วมีการประเมินงาน หลังจากนั้นมีการให้ คะแนน ตัดออกจํานวนหนึ่งมาสอบสัมภาษณ์ สอบแล้วสอบอีกจนกระทั่งเขาต้องการ คนถึงสิบกว่าตําแหน่ง แต่เขาคัดมาให้พวกผม ๔ คนเท่านั้นเอง และผมนี่เปึนคนตรวจสอบ ว่า ๔ คนนี้คุณสมบัติเปึนอย่างไร กระบวนการสรรหาเปึนอย่างไร เราจึงมั่นใจพอสมควร และผ่านทั้ง ๔ คนโดยที่ไม่ได้ข้องแวะเลย ท่านประธานจะแปลกใจว่าผมนี่ปกติเวลาตรวจสอบ องค์กรอิสระดูจะเอาเปึนเอาตายและดูจะไม่ยอมให้มันผ่านไปง่าย ๆ ก็เพราะมันไม่ควรผ่าน แต่ศาลปกครองที่เขาทํามานี่เขาทําค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นผมเปึนคนอภิปรายเองว่า ผมเปึนประธานตรวจสอบเรื่องนี้ ปล่อยไปทั้งหมดเลย ๔ คนโดยไม่ต้องไปยุ่งกับเขา แต่ท่านประธานครับ มันอยู่ที่กระบวนการสรรหาศาลปกครองสูงสุดด้วยว่า เขาหาอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านได้แต่ลงอย่างเดียวว่าองค์กรอิสระต่อไปนี้จะให้ วุฒิสภาทําหน้าที่เพียงแค่รับรองหรือไม่รับรอง ท่านต้องดูภาพองค์ประกอบรวมด้วยว่า ท่านจะสรรหากันอย่างไร ท่านฟังผมออกแล้วใช่ไหมครับ ผมฟังดูการสรรหานี่ผมยัง ไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ผมยังไม่ลงรายละเอียด วันหลังจะต้องไปนั่งคุยกับท่านในกรรมาธิการ ผมยังไม่ค่อยมั่นใจนักในกระบวนการสรรหาที่ท่านไปประดิษฐ์คิดค้น ผมยอมรับว่าดีกว่าเดิม
ประเด็นที่ ๒ ที่ในเรื่องของวุฒิสภา ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าในเรื่อง ของการถอดถอน รู้สึกว่าท่านจะตัดทิ้งเรื่องการถอดถอน ปัญหามีอยู่ว่าถ้าอย่างนั้นเราจะ ให้ใครเปึนผู้ถอดถอน เราจะให้องค์กรอิสระที่ไหนถอดถอนหรือ หรือจะทําอย่างไร ท่านยังไม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ ผมพยายามฟังอยู่ ผมคิดว่าเรื่องการถอดถอนยังจําเปึน อยู่นะครับ
คราวนี้เรื่องของที่มา ท่านประธานครับ เราเคยฝันในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วว่าเราเลือกวุฒิสภาโดยอิสระ ไม่ให้สังกัดพรรคการเมือง เราจะได้ วุฒิสภาแบบอิสระ แล้วในที่สุดเราก็ได้เหมือน สส. อิสระเลยครับที่ขายตัวอยู่สักพักหนึ่ง ก็จะมีคนจํานวนหนึ่งขายตัวไปทีละน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลืออิสระจริง ๆ นี่ไม่ถึง หนึ่งในสี่ท่านประธานครับ คําถามที่น่าสนใจก็คือว่า ท่านยังเชื่อในการเลือกตั้งแบบอิสระ แล้วให้เปึนอิสระได้จริงหรือเปล่า ถ้าท่านเชื่ออย่างนี้ผมคิดว่าท่านมีสภาเดียวดีกว่า ท่านยุบไปเลยวุฒิสภา เพราะว่าถ้ามันเปึนอิสระไม่ได้จริง ๆ นี่ผมคิดว่ามีเสียสภาเดียว ก็ไม่แตกต่างอะไรกัน แล้วก็ให้สภาผู้แทนราษฎรเขาทํา เราประหยัดงบประมาณอีกป้ละ พันล้านบาท ไม่ต้องมีเสียดีกว่า เพราะฉะนั้นโจทย์ในเรื่องนี้ท่านอย่าฝันเอาเอง นะครับ ท่านอย่าคิดเอาเองว่าเลือกตั้งดี หรือแต่งตั้งดี หรือจะแบบผสม หรือท่านจะเอาแบบ มีเลือก ๒ ชั้น มีการไปสรรหามาชั้นหนึ่งแล้วเลือกอีกชั้นหนึ่ง จะเอากันอย่างไรดี ผมเห็นท่านยังไม่ลงตัวในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนนะครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ท่านควรจะต้อง ตั้งคณะทํางานขึ้น และเอาคนที่มีประสบการณ์ตรงคุยกับท่าน ท่านจะพอมองเห็นภาพ มากขึ้น อย่าได้คิดเอาเองนะครับ เวลาคนที่มาจากการเลือกตั้ง ผมบอกท่านประธาน นะครับ มันเซียนทุกคนนะครับ อย่าได้ประมาทเด็ดขาด สส. และ สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนนี่เซียนหมดทุกคน คุณจะมากติกาไหนมันเล่นได้หมดทุกกติกา ผมนี่ยอมรับเลยว่า พวกนี้เซียน พวกนี้เก่งจริง ๆ ไม่เก่งจริงเขาไม่ผ่านการเลือกตั้ง พอเขามาแล้วไม่ว่ากติกาคุณจะเปึนอย่างไร เขาแหกได้ เขาแทรกได้ เขาจัดการได้หมด คําถามตรงนี้นะครับ เราจะหาหนทางอย่างไรที่จะได้ ถ้าจะมีวุฒิสภาก็ต้องมีวุฒิสภาที่เปึนผู้ทรงคุณวุฒิ เปึนราษฎรอาวุโส เปึนบุคคลที่จะคอย กระตุกสภาผู้แทนราษฎร คอยกระตุกรัฐบาล ตรงนี้คือจะต้องใช้ปัญญากันเยอะพอสมควร ผมยังไม่ลงรายละเอียดตรงนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๔ ที่จะต้องพูดถึงคือเรื่ององค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ผมฟังเรื่ององค์กรอิสระที่เล่าให้เราฟังเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ผมคิดว่าปัญหาขององค์กร อิสระปัจจุบันนี้ก็คือรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในป้ ๒๕๔๐ ไม่ชัดเจน จนกระทั่งองค์กรอิสระ คิดว่าตัวเองเปึนรัฐอิสระเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่มีใครคานและดุลได้เลย ตอนที่พวกผม เลือกเขาไปเปึนองค์กรอิสระเขาดูจะดี ดูจะอ่อนน้อมถ่อมตน ดูจะมาแถลงวิสัยทัศน์ว่า พร้อมเสมอที่จะต้องมาชี้แจงกับสภา แต่ท่านประธานครับพอเขาเปึนองค์กรอิสระ เขาคิดว่าเขาเปึนอิสระเสีย สภาไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเชิญมาเพื่อที่จะชี้แจง ว่าทําไมเขาทําอย่างนี้ ทําไมเขาให้ใบเหลือง ใบแดงอย่างนี้ ทําไม ปปช. ทํางานอย่างนี้ ทําไมศาลรัฐธรรมนูญทํางานอย่างนี้ เขาตอบอย่างไรรู้ไหมครับ เขาเปึนองค์กรอิสระ เขาให้เลขาฯ มา เขาไม่ยอมมาที่จะถูกตรวจสอบ คานและดุลอํานาจ แต่ขณะเดียวกัน แอบไปขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง เพราะคิดว่าเปึนรัฐอิสระทําอะไรก็ได้ ศาลรัฐธรรมนูญ เลยเปึนต้นแบบในการขึ้นเงินเดือน ถัดมา ปปช. ถัดมา กกต. ถัดมาผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา ๔ องค์กรแอบขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองเดือนละ ๔๐,๐๐๐ ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ผมจัดการได้แต่ ปปช. แล้วก็หมดความอยู่ ตอนนี้เรื่องยังคาราคาซัง อยู่กับศาลรัฐธรรมนูญและอื่น ๆ ท่านประธานครับ อันนี้ท่านจะร่างอย่างไร ที่จะต้องคาน และดุล อย่าให้เขาเปึนรัฐอิสระที่อิสระลอยออกไป ท่านประธานครับ ผมได้ยินอันหนึ่ง ที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้แถลงเมื่อคราวที่แล้ว ผมค่อนข้างพอใจ ก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะต้องแยกเปึน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือส่วนที่พิจารณาว่ากฎหมายใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ อาจจะเปึนองค์คณะถาวร ผมคิดว่าพอจะได้ แต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องซุกหุ้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนักการเมือง และบทบาททางการเมืองหรือยุบพรรคการเมือง ท่านประธานครับ ถ้าเราจะเอาองค์คณะที่ถาวรอยู่เหมือนเดิม ผมคิดว่ามีปัญหา พรรคการเมือง นักการเมือง ท่านอย่าเล่นกับเขานะครับ พวกนี้เซียนทุกคนนะครับ เขาจะแทรก เขาจะโน้มน้าว จูงใจบุคคลที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแต่ต้น จะมาซึ่งกระบวนการในการสรรหาแต่ต้นที่จะ ได้คนของเขาขึ้นไปศาลรัฐธรรมนูญ และท่านก็จะปวดใจ อย่างเช่น สี่ห้าป้ที่ผ่านมา เราไม่สามารถจะกระทําอะไรได้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าแนวของท่านถูกแล้ว ขอความกรุณาช่วยยึดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึนหลัก เขาทําอย่างไรครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เมื่อมีคดี นายรักเกียรติ สุขธนะ ทุจริตยาเข้ามา เขาประชุมใหญ่ศาลฎีกาทั้งหมด แล้วเขาเอาคดีนี้ ขึ้นมาแล้วให้ศาลฎีกาทั้งหมดได้พิจารณาว่าคดีอย่างนี้ จะส่งใครไปเปึนองค์คณะ ถึงจะเหมาะสม แล้วเลือกกันในที่ประชุมใหญ่ ลงคะแนนแบบวิธีลับ ใครได้คะแนนสูงสุด ต้องตามจํานวน อันนี้จะทําให้ไม่สามารถจะล็อก (Lock) ผู้พิพากษาเก่าเอาไว้ได้ แล้วขณะเดียวกันสามารถที่จะให้องค์คณะเปลี่ยนแปลงพิจารณาสอดคล้องกับคดี ได้อย่างเหมาะสม เมื่อครั้งที่ผมฟัองเรื่อง ปปช. ๙ คน ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ลงมติเลือกกันเอง ได้ประธานองค์คณะ ที่เปึนบุคคลที่เข้มแข็ง แล้วก็ทํางานอย่างได้ผล เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย นะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องแยกเปึน ๒ ส่วน ส่วนเรื่อง ปปช. นะครับท่านประธาน เห็นท่านประธานเป่ดไฟ ท่านประธานจะไม่ให้ผมพูดหรืออย่างไร
ให้ท่านพูด เมื่อกี้นึกว่า ท่านจะจบ
ตกลงผมพูดต่อนะครับ ท่านประธานครับ เรื่อง ปปช. นี่นะครับ ผมเองเปึนคนที่ตรวจสอบ ปปช. และตรวจสอบพวกนี้มาโดยตลอด ผมเสียดายว่าวันนี้คงมีเวลาให้ผมพูดได้ไม่มาก ปปช. ๙ คน ที่มามีปัญหามากในตอนที่ เข้ามา แล้วเราก็ได้ตัวบุคคลที่มีปัญหา เมื่อเราได้ตัวบุคคลที่มีปัญหาคดีความต่าง ๆ ก็จะมีปัญหาตามไปหมด เราได้บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรี ตกลงเราจะทําอะไรก็ติดขัดไปหมด เพราะฉะนั้นที่มาของ ปปช. ผมขอกราบเรียนนะครับ ช่วยกรุณาพิจารณาให้รอบคอบ เพราะถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ปปช. และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเก่ายังอยู่ ปปช. คือศูนย์กลางแห่งอํานาจในการ ตรวจสอบทั้งหมด ท่านจะดําเนินการไม่ว่าจะตรวจสอบ ไม่ว่าจะเอาผิดทางทุจริตประพฤติ ไม่ชอบ หรือไม่ว่าจะถอดถอน ท่านต้องผ่าน ปปช. ไปทั้งหมด ถ้า ปปช. บอกว่าไม่มี มูลความผิดแล้ว เอาผิดอะไรใครไม่ได้เลย เรื่องตกไปทันที ไม่ว่าเรื่องถอดถอนที่ผ่าน วุฒิสภา วุฒิสภาต้องส่ง ปปช. แล้วถ้า ปปช. บอกว่ามูลความผิดไม่พอ จบ ท่านประธาน รู้ไหมครับว่า ปปช. มีอยู่ ๙ คน เขาไปตั้งเกณฑ์ว่าถ้ามีการถอดถอนเกิดขึ้นจะต้องใช้ คะแนนสองในสาม ก็คือ หกในเก้า หลายกรณีคดีมีมูล มีผู้ลงมติว่ามีความผิดห้าต่อสี่ แต่ปรากฏ ว่า ปปช. ก็ทิ้งไปเลยบอกว่าเรื่องนี้ไม่พอเกณฑ์คือ หกจากเก้า การถอดถอนก็ไม่เกิด ประโยชน์ การถอดถอนก็เกิดไม่ได้ ท่านประธานยกร่างฯ ช่วยกรุณาพิจารณาเรื่องพวกนี้ ด้วยนะครับว่าเราจะทําอย่างไรที่จะได้ ปปช. ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงและเอาจริง ท่านประธานครับ ปปช. ระดับกระทรวงลองพิจารณาบ้างได้ไหม ในบางประเทศเขามี ปปช. ที่แยก กํากับตรวจสอบเรื่องทุจริตระดับกระทรวง จะมีบ้างไหม หรือว่า ๙ คนนี่ ดูแลตลอดไป เราควรจะแยกเรื่องทุจริตโดยข้าราชการออกไปไหม เหลือแต่นักการเมือง แยกเปึน ๒ ปปช. หรือไม่ โจทย์พวกนี้เปึนโจทย์ที่ผมคิดว่าเราจะต้องปรึกษาหารือกัน มากพอสมควรในประเด็นนี้นะครับ วันนี้เพียงแค่สะกิดท่านว่าผมฟังแล้วยังมีอะไร บางอย่างที่เราคงจะต้องพิจารณากันอีกเยอะพอสมควร ท่านประธานครับ เรื่ององค์กรอิสระ อีกองค์กรหนึ่ง ผมอยากจะอย่างนี้เพื่อให้ความรวดเร็ว ท่านประธานครับ ที่ผมพูดองค์กร อิสระมาแต่ต้น เปึนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเดิมที่มีอํานาจในตัวเองหรือที่เรียกว่า ดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์คือดาวที่มีอํานาจในตนเอง ไม่ว่าจะเปึนศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. กกต. พวกที่มีอํานาจในตัวเองท่านจงระมัดระวังให้หนัก เพราะเมื่อมีอํานาจแล้วพรรคการเมือง มันจะแทรก แต่พอองค์กรอิสระประเภทดาวพระเคราะห์ก็คือกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา นี่ยกตัวอย่าง พวกนี้พรรคการเมืองไม่ค่อยแทรก แต่ตอนหลังไปแทรกผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพราะรู้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาควรจะต้องทําหน้าที่แทนประชาชนในการฟัองร้องศาลปกครอง ฟัองร้องศาล รัฐธรรมนูญให้ได้ แล้วผมถามท่านเถอะครับ ท่านกําลังรวมระหว่างกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ผมคิดว่าอันนี้ท่านควรจะต้องทบทวนอย่าง ยิ่งใหญ่ ผมยอมรับครับว่าที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาควรจะถูกยุบ เพราะที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามี ๓ คน ทําหน้าที่เหมือนผู้ตรวจการ กระทรวงไม่มีผิดเลยทั้ง ๓ คน เขาใช้วิธีแยกกันทํางานด้วย ๓ คนนี้ คนนี้รับเรื่องราวที่ไปจากสภา คนนี้รับเรื่องราวที่ มาจากประชาชน คนนั้นรับเรื่องราวที่ไปอีกฝ์ายหนึ่ง เสร็จแล้วต่างคนต่างทํางานเหมือน ผู้ตรวจ เอาสิ่งที่ร้องเรียนมา แทนที่จะดําเนินการจัดการ ส่งเรื่องที่คนร้องเรียนมาเอาไปให้ ฝ์ายบริหารว่าคุณถูกเขาเล่นงานอย่างนี้ ตกลงฝ์ายบริหารรู้อีกว่ามีคนเขามาเล่นงานว่าอย่างไร แล้วให้ฝ์ายบริหารช่วยชี้แจงมาได้ไหมว่าฝ์ายบริหารจะทําอย่างไร นั่งรอเปึนเดือน เปึนป้ว่า เขาจะชี้แจงมาว่าอย่างไร พอชี้แจงมาว่าอย่างไร ท่านประธานครับ นี่ประสบการณ์ตรง ผมเจ็บปวดกับผู้ตรวจการแผ่นดินมาก ผมส่งเรื่องถึงเขา เขาส่งไปให้รัฐบาลชี้แจง รัฐบาลส่งกลับมาเขาก็ส่งคําชี้แจงมาให้ผม บอกเขาชี้แจงแล้วจบ ผมบอกว่าอันนี้คือหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาหรือครับ คุณไม่ใช่ผู้ตรวจการกระทรวง แต่คุณเปึน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แปลว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของประชาชนทั้งประเทศ คุณไม่มีอะไรที่จะริเริ่มเองเลย รอร้องเรียน นั่งอยู่ชั้น ๒๐ กว่าตึกสูง ๆ ผมจะเข้าไปจะต้อง ให้เขามารูดบัตรถึงจะเป่ดได้ แค่สถานที่ก็ผิดแล้ว แล้ววิธีการทํางานแบบนี้มันจึงไม่มีผลงาน อย่างไรล่ะครับ แต่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่เปึนดาวพระเคราะห์เหมือนกัน ทํางานตรวจสอบแหลกลาญ แต่ท่านเล่นเอา ๒ อันนี้มารวมกัน ผมคิดว่าท่านกําลังทําผิด นะครับ ผมคิดว่าท่านต้องปรับปรุงผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาใหม่ และจะต้องเขียน อํานาจหน้าที่ใหม่ให้เขาริเริ่มได้ และคุณสมบัติต้องเปลี่ยนใหม่ ท่านได้คนอย่างที่เปึนอยู่ ทั้งหมดเคยมีมา ๔ คน ผมสรรหามาหมด ๔ คน เกษียณหรือหลุดจากตําแหน่งไปแล้ว ๑ เหลือ ๓ ท่านรู้ไหมครับ ๓ คนนี้นะครับ ทั้ง ๔ คนเลยครับ ข้าราชการเก่าหมดเลย ข้าราชการ ระดับ ซี ๑๐ ซี ๑๑ หมดเลยทั้ง ๔ คน แล้ววิธีการทํางานก็ยึดแบบแผนราชการไม่มีผิด ไม่ใช่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเลยแม้แต่น้อย แต่พอถึงเวลาขึ้นเงินเดือนตัวเองจัดแจง บอกว่าเราเปึนองค์กรอิสระ ไม่ได้เหมือนข้าราชการ ขึ้นได้เลยเงินเดือน ท่านดูเขาทําสิครับ ท่านปล่อยได้ไหมอย่างนี้ ผมคิดว่าต้องรื้อแต่อย่ายุบทิ้ง ท่านใช้คํา ควบรวม จะทําเหมือน พรรคการเมืองบ้าง เสรีธรรมไปควบรวมกับไทยรักไทย ชาติพัฒนาไปควบรวม จริง ๆ ยุบทิ้ง ทั้งนั้นไปอยู่กับไทยรักไทย และท่านอย่าไปควบรวมเลย ผมคิดว่าถ้าจะมี ปรับปรุงเสียใหม่ และจะเกิดประโยชน์ให้เขาเปึนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองของเก่าทํางานได้ดี ผมคิดว่า ท่านน่าจะเปึนแบบอย่างที่ดีในการสรรหา ในการดูกระบวนการทั้งหลายที่จะเปึนแบบอย่าง ให้ดัดแปลงในองค์กรอิสระอื่น ๆ และวิธีการทํางาน ผมคิดว่าอันนี้เปึนสิ่งที่ผมตรวจสอบ มาโดยตลอดและผมชื่นชม ผมคิดว่าไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมแนะให้ในชั้นนี้ว่าควรที่ จะต้องดูกระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมคิดว่า เราจะพอที่จะพัฒนาเรื่องนี้ไปได้ดี
เรื่องสุดท้ายท่านประธาน เรื่องที่ ๕ ผมจะเพียงแค่อยากจะตอกย้ําที่ ศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา พูดเมื่อเช้านี้ อาจารย์จรัสมองจากนักรัฐศาสตร์เข้ามา หาประเด็นทางเศรษฐกิจ เข้ามาหาประเด็นในเรื่องของคลัง ผมเปึนนักเศรษฐศาสตร์ อยากจะมองจากคลังกลับเข้าไปหาในกระบวนการทางการเมืองคือรัฐศาสตร์ ผมขอ สนับสนุนอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา เปึนอย่างยิ่ง อาจารย์จรัสหยิบยกปัญหาของ บ้านเมืองในช่วง ๕ ป้ที่ผ่านมา ในยุคระบอบทักษิณ ท่านไม่ได้พูดตรงว่าปัญหามันเกิดขึ้น ในระบบทักษิณ ที่ได้ทําให้กระบวนการในการสร้างภาระผูกพันทางการเงินกับกระทรวง การคลัง ความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองก็คือรัฐสภา ท่านประธานครับ ในหลักการของ การคลังและในหลักการทางการเมืองแล้ว เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราจะใช้เปึนเงิน ของประชาชน ย่อมต้องผ่านการเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชน คือ สส. และ สว. ทุกบาททุกสตางค์ต้องผ่านการเห็นชอบก่อนแล้วจึงนําไปใช้ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลที่แล้วทํา ก็คือไปบีบบังคับให้ธนาคารออมสิน ธกส. กรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เอาเงินไปใช้ก่อน แล้วบอกว่ารัฐบาลไปค้ําประกัน เมื่อค้ําประกันเสร็จ เมื่อมีหนี้ไม่ได้ ชดใช้กับธนาคารดังกล่าว ก็กลับเข้ามาใส่ในพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินในป้ถัดไป ท่านประธานครับ พวกผมเจ็บปวดมาก ผมเปึนวุฒิสมาชิกมาก่อน ป้นี้หกหมื่นล้าน ป้นี้แปดหมื่นล้าน เอาไปใช้หนี้ ธกส. ถามว่าไม่ให้ได้ไหม บอกไม่ให้ธนาคารเดือดร้อน ถามว่าแล้วคุณทําได้อย่างไร เงินทุกบาททุกสตางค์เปึนของประชาชน คุณเล่นเอาเงินไปใช้ ก่อนแล้วมาตั้งให้เราใช้หนี้ทีหลัง เขาบอกเขามีสิทธิในการค้ําประกัน ท่านประธานครับ อาจารย์จรัสพูดไว้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญควรจะต้องดูแลในประเด็นนี้ไหม เรื่อง ควาไซ ฟ่สเคิล โพลิซี (Quasi fiscal policy) ใช้ศัพท์ทางเทคนิค (Technic) นิดหนึ่ง จริง ๆ ก็คือเปึนเรื่อง นโยบายทางการคลังที่มันกึ่ง ๆ มันมีลูกเล่น ที่มันไม่ใช่นโยบายโดยการคลังที่แท้จริง แต่ใช้วิธี ใช้สถาบันการเงินเอาเงินไปใช้ก่อน ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่อาจารย์จรัสพูด ก็คือเรื่องของการลดหย่อนภาษี ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลได้ภาษีมาจะใช้อย่างไร ตัวแทนของประชาชนควรจะรู้ แต่การที่ได้เงิน มาแล้วไปยกเว้นเลย ยกเว้นภาษี สิ่งที่ควรจะได้มันก็เหมือนกับรัฐบาลได้มาแล้วใช้ไป ใช่ไหมครับ แล้วถามว่าตัวแทนของประชาชนคือรัฐสภาควรจะต้องรับรู้ ควรจะต้อง อนุมัติหรือเปล่า ท่านประธานคงจะเคยได้ยิน ผมพูดด้วยความเจ็บปวดมาตลอด ดาวเทียมไทยคม ดวงที่ ๔ ที่ชื่อว่า ไอพีสตาร์ (IPSTAR) เงินลงทุนหมื่นหกพันสี่ร้อยล้าน เขาขอยกเว้นภาษีรายได้จากดาวเทียมไทยคม ขอสิทธิพิเศษเหมือนกับอยู่ในเขตทุรกันดาร ๘ ป๋ ขอยกเว้นภาษีรวมกันหมื่นเจ็ดพันกว่าล้าน แต่ว่ากฎหมายไปให้อํานาจว่ายกเว้น ได้ไม่เกินเงินลงทุน ตกลงเขาเลยได้ไปหมื่นหกพันสี่ร้อยล้าน เท่ากับเงินลงทุน เขาไม่ต้อง เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวเซฟ (Save) เงิน ประหยัดเงินไปอีกหมื่นหกพันสี่ร้อยล้าน ท่านประธาน ครับ เหมือนกันไหมครับกับการที่เราเก็บเงินหมื่นหกพันสี่ร้อยล้านเข้ามาที่กระทรวงการคลัง แล้วตั้งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ๑๖,๔๐๐ ล้านบาท ให้กับบริษัทไทยคม เหมือนกันไหมครับ เหมือนกันไม่มีผิดเลย แต่นี่เขาเล่นยกเว้นไม่ต้องเก็บ มันก็เหมือน กับเก็บ แล้วเอาไปให้บริษัทชินฯ ท่านประธาน ถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ว่าใครมาบริหาร ประเทศ แล้วสามารถทําได้โดยที่รัฐสภาไม่ต้องให้คําอนุมัติ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะเปึนแหล่งในการใช้เงินหลวง โดยที่ไม่ต้องผ่านสภา รัฐธรรมนูญช่วยดูแลตรงนี้ หน่อยดีไหมครับ กระทั่งกรรมาธิการยกร่างฯ ผมรู้ว่าท่านก็เจ็บปวดในเรื่องนี้ เราคุยกัน มาเยอะ เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ทําอย่างไร ต้องให้ประชาชนรู้ด้วยว่ามันมีการซิกแซก (Zigzag) นักการตลาด นักการเงินมันเล่นกลเก่งเรื่องการเงิน เรื่องการตลาด แล้วมันก็ทําอย่างนี้ ทําให้บ้านเมืองเสียหายมาเท่าไหร่ โดยที่คนไม่รู้เลยเพราะมันเล่นทางบัญชีหมด
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ได้พูดไว้ในเรื่อง ความอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าสําคัญนะครับ รัฐธรรมนูญ ไม่เคยพูดถึงเลยทุกฉบับ แต่ของในหลายประเทศได้พูดถึง ทําอย่างไรที่ท่านจะระบุ ให้ชัดเจนได้ไหมว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอิสระได้มากน้อยแค่ไหน ท่านประธาน รู้จักกับท่านประธานปิวย อึ้งภากรณ์ ผมก็รู้จักอาจารย์ปิวย อึ้งภากรณ์ ท่านประธาน เคยทํางานกับท่านอาจารย์ปิวย ผมก็เคยทํางานกับท่านอาจารย์ปิวย ท่านประธาน ทราบดีว่าอาจารย์ปิวยเปึนคนที่ต่อสู้เรื่องนี้ แล้วอาศัยบารมีของอาจารย์ปิวยเอง ที่ทําให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนอิสระ ท่านประธานจะหวังที่เราจะมีบารมีอย่าง ดร.ปิวย อึ้งภากรณ์ ไปเรื่อย ๆ ไหมครับ อาจารย์ปิวยเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อถูกรัฐบาลแทรกแซง ไม่ใช่รัฐบาลเขาไม่ให้แทรกแซง อาจารย์ปิวยถึงจุดหนึ่งอาจารย์จะบอกว่า เปึนผู้ว่าฯ แบงก์ชาติจะต้องลาออก แล้วไม่ใช่ ลาออกเงียบ ๆ แล้วไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ต้องลาออกแล้วก็ให้สื่อมวลชนให้ประชาชนรู้และ ทําหน้าเครียด ๆ ทําหน้าจริงจัง แล้วก็ลาออก ท่านประธานก็คงจะทราบ ท่านก็ทํางาน กับอาจารย์ปิวยมาก่อน ผมคิดว่าเราจะใช้บารมีอย่างนี้ ใช้เทคนิคธรรมาภิบาล ใช้เทคนิค ของคนที่มีอาวุโส เปึนที่นับหน้าถือตา มีบารมีมากขนาดนี้ไปได้อีกกี่น้ําในบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา นั้นได้ให้ข้อคิดที่เปึนประโยชน์ แล้วก็น่าที่จะคิดดูนะครับว่าจะใส่อย่างไรได้ แล้วเรื่องสุดท้ายเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาค ผมคงไม่ต้องพูดอะไรซ้ํา ผมดีใจที่เห็นนักรัฐศาสตร์มองกลับเข้ามาหาเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ก็มองกลับเข้าไปว่ารัฐสภา สถาบันการเมืองควรจะได้ควบคุมฝ์าย บริหารอย่างแท้จริง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วฝ์ายนิติบัญญัติจะไม่มีน้ํายาอะไรเลย สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากประเด็นเล็ก ๆ กลับไปหาเรื่องสภาผู้แทนราษฎรนิดหนึ่ง กับวุฒิสภา ขอ ๒ นาทีตรงนี้ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่าแต่เดิมนี่ที่กฎหมาย มีความจําเปึน และพวกท่านหลายคนไปประเมินผลงานมา สถาบันพระปกเกล้าก็ไปประเมิน ผลงาน ใคร ๆ ไปประเมินผลงานวุฒิสภา แล้วก็บอกวุฒิสภาพวกผมทําหน้าที่ในการ กลั่นกรองกฎหมายได้ดีพอสมควร เปึนเครดิตของพวกผม แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนที่พวกผมกลั่นกรองกฎหมายได้ดีพอสมควรเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะกฎหมายที่มันออกมาจากสภาผู้แทนราษฎรมันเละตุ้มเป็ะ มันดูเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่า มันต้องแก้ไข ถามว่าทําไมถึงต้องแก้ไข ถึงต้องกลั่นกรอง ก็เพราะว่าในสภาผู้แทนราษฎร เรามีปัญหาที่พรรคการเมืองครอบงํา สส. เสียทั้งหมด ฝ์ายบริหารครอบงําเสียทั้งหมด โดยผ่านวิป (Whip) ผ่านคณะกรรมการประสานงาน แล้วบรรดา สส. ทั้งหลายเข้ามา ไม่อยากจะนั่ง ประชุมหรอกครับ เพราะอะไรครับ เข้ามาถ้าเขาไม่มีชื่อก็พูดไม่ได้ ถ้ามีชื่อก็ต้องพูด ตามวิป ที่สั่งให้เห็นด้วย ตกลงฝ์ายรัฐบาลก็ไม่อยากจะไปแก้ไขอะไรกฎหมาย เพราะว่าตัวเองก็พูดไม่ได้ ถ้าจะพูดก็ต้องพูดตามสั่ง ฝ์ายค้านมีอยู่นิดเดียวร้อยคน ร้อยกว่าคน ทําอะไรไม่ได้ แก้ไขอะไรไม่ได้ จะแก้อะไร พอโหวตทีไรก็แพ้ทุกทีในสภา ตกลงกฎหมายที่มาจาก สส. มาหาวุฒิสภาก็ดูว่าจะมีปัญหาหนัก พวกผมก็แก้ไขกันน่าดู ก็เลยดูเหมือนจะมีผลงาน แต่อย่าคิดว่าเปึนผลงานที่จะต้องคงไว้ตลอด ถ้าท่านจะยุบ วุฒิสภา ท่านทําอย่างไรให้ สส. มีอิสระในการพิจารณากฎหมายตามสมควร ผมคิดว่า ท่านยุบไปเลยวุฒิสภา ท่านอย่าได้อาลัยอาวรณ์เรื่องกลั่นกรองกฎหมาย แต่ถ้าท่าน อยากจะให้วุฒิสภาช่วยทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายจริง ท่านทําเปึนสภาคู่ได้ไหมเรื่อง กฎหมาย คือไม่ใช่ให้วุฒิสภาไม่มีอํานาจในการเสนอกฎหมายเลย ควรจะให้กฎหมายมาจาก สส. ก็ได้แล้วไปวุฒิสภากลั่นกรอง แต่ให้วุฒิสภาเสนอกฎหมายแล้วให้ สส. กลั่นกรองบ้างได้ไหม ออสเตรเลีย (Australia) ก็ทํา หลายต่อหลายแห่งก็ทํา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ขอกรุณา ใคร่ครวญสักนิดหนึ่ง ที่มีคนบอกว่าวุฒิสภาพวกผมทํางานด้านกฎหมายได้ดีพอสมควร ได้ดี เพราะว่ามาตรฐานที่ผ่านมามันต่ํามาก และที่มันต่ํามากก็เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราถูก ครอบงําจาก พรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่ง และมีวิป มีการกําหนดมาเลยว่าเรื่องนี้ต้อง ผ่าน เรื่องนี้ต้องไม่ผ่าน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ คือผมเรียนว่าท่านประธานท่านไม่อยู่ แต่กรรมาธิการของท่านอยู่ จดเอาไว้เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านก็เวียนกันออกไปได้ ผมเรียนถามท่านชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ว่าเมื่อกี้ ท่านยกมือ ท่านจะประท้วงหรืออย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นต้องเปึนไปตามลิสต์ ว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมไม่ถึงกับ ประท้วงนะครับ ก็จะขออนุญาตที่จะได้เรียนสั้น ๆ นะครับ
ตอบสั้น ๆ คนที่ พูดก่อนนะครับ
สั้น ๆ นะครับ พอดีอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่นะครับ ท่านมนตรี เพชรขุ้ม ได้เรียนต่อสภาในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จริงกรอบนี้ ผมคิดว่าน่าจะเปึนกรอบที่ ๒ นะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นะครับท่านประธานเพื่อไม่ให้ ยืดเยื้อนะครับ กรอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ ที่อยู่ตามต่างจังหวัดตามภูมิภาคนี่ จะมีองค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลและมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ขออนุญาต ที่จะได้เรียนนิดหนึ่งครับ ต้องขอประทานอภัยด้วยครับ ท่านมนตรี เพชรขุ้ม ในเรื่องของ ท้องถิ่นนะครับ ก็คือท่านได้บอกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาลมีเครื่องจักร เครื่องมือเยอะแยะมากเลยนะครับ แล้ว อบต. ประสบปัญหาในเรื่องของงบประมาณ อบจ. ก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดนี่บางพื้นที่ลงไปพัฒนาในกลุ่มเครือญาติ ผมคิดว่าถ้า อบจ. หรือเทศบาลเหล่านั้นลงไปทําในกลุ่มเครือญาติ ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควร กระทําอย่างยิ่งด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นยังมีอีกหลายพื้นที่ครับ ที่ท้องถิ่นด้วยกันนะครับ วันนี้เมื่อสักครู่ท่านประธานครับ ท่านคุณหมอชูชัย ที่อยู่อนุกรรมาธิการของกรอบที่ ๑ ก็มานั่งอยู่ด้วย นะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องของท้องถิ่นด้วยกันนี่คงจะต้องรักกัน เยอะ ๆ เพราะว่ามีตัวแทนจากทั้งองค์การบริหารส่วนตําบล มีตัวแทนของเทศบาล และมีตัวแทนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนะครับ ที่ได้มามีส่วนร่วมในการที่ได้ เข้ามาประติมากรรมร่างรัฐธรรมนูญ การที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเราจะใช้ในป้ ๒๕๔๕ เปึนกฎหมายที่จะต้องใช้เหมือนกันทั้งประเทศ เรายังมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อีกหลายฉบับที่จะต้องเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหานะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นมีความใกล้ชิดกับประชาชนจริง ๆ แล้วนะครับ เพราะว่าจุดมุ่งหมาย แล้วก็เปัาประสงค์ก็มีอย่างเดียวกัน ก็คือการที่จะได้การพัฒนาและการแก้ปัญหา นะครับ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในป้ ๒๕๔๙ เราประสบปัญหาเยอะมากครับ ในเรื่องของภูมิภาคแล้วก็มาสู่ในประดับประเทศ เช่น ในเรื่องของอุทกภัย ในป้ที่ผ่านมา ท่านจะเห็นว่าหลายจังหวัดประสบอุทกภัย ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร แล้วรวมมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ สุดท้ายแล้วนี่ก็มาเกิดที่อยุธยาบ้าง อ่างทองบ้าง เกิดความเสียหายทั้งระบบสาธารณูปโภค เสียหายทางด้านทรัพย์สิน ผมคิดว่าเปึนหมื่น ๆ ล้านบาทนะครับ ตรงนี้ถือว่าเปึนปัญหาในระดับภูมิภาคและเปึนปัญหาระดับประเทศด้วย ที่เปึนปัญหาอย่างนี้ก็เพราะว่าพื้นที่เหล่านี้มีลําน้ําน่าน ลําน้ํายม ลําน้ําป่ง ลําน้ําวัง ลําน้ํายม ไม่มีเขื่อนนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเปึนปัญหาซ้ําซากในเรื่องอุทกภัยนะครับ เพราะฉะนั้น ในอนาคตนี่ขออนุญาตที่จะได้เรียนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายประเภทเดียวกัน ทั่วประเทศ กฎหมายลูกก็เหมือนกัน บางครั้งสภาพพื้นที่แต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ภาคอีสานอาจจะมีปัญหาในเรื่องของภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นนะครับ อาจจะมีปัญหาในเรื่อง อุทกภัย แต่ภาคเหนือจะมีปัญหาก็คืออีกเดือนเศษ ๆ จะเกิดปัญหาภัยแล้ง เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ว่าปัญหา บางปัญหาเมื่อเราได้นํากฎหมายเหล่านี้ไปใช้แล้วนะครับก็อาจจะต้องดูด้วยว่าสภาพ ข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่นั้นมีปัญหาอย่างไร ขอบคุณครับที่อนุกรรมาธิการ แล้วก็ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับได้เล็งเห็นความสําคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ผมได้รับฟังมาว่าจะมีการกระจายอํานาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น คงไม่ต่ําไปกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และก็มากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนว่าเมื่อกระจายอํานาจแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คงจะต้องยอมรับด้วย ในเรื่องของระบบการตรวจสอบ หรือระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้ามาดู ในเรื่องของพื้นที่ ฝากท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ การถ่ายโอนหลายกรณีครับ แต่ว่ารับถ่ายโอนมาในสภาพที่ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ นะครับ เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานอีกหลาย ๆ กรณีได้รับมาค่อนข้างที่จะแย่มาก ก็ฝาก ท่านประธานนิดหนึ่งในเรื่องของกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คงจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ ที่จะได้ให้กฎหมายลูกได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนในการพัฒนาและ การแก้ปัญหาอย่างชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตสรุปได้ว่าท้องถิ่นนั้นก็คงจะได้ เข้ามามีส่วนร่วมกับฝ์ายปกครองที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา มิฉะนั้นแล้วคนที่ อยู่ในท้องถิ่นก็จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่มากมาย ขออนุญาตที่จะวกไปกรอบที่ ๑ พอดี ท่านมนตรี เพชรขุ้ม จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ประท้วงหรอกครับ แต่ผมคิดว่าผู้นําของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะได้นําเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ (Backhoe) รถเกรด (Grader) ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ถ้าไปทําในเครือญาติก็คงจะไม่ดี ผมคิดว่าก็เปึนการดีที่ได้เตือน ในสภาแห่งนี้นะครับ แต่ผมคิดว่า อปท. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่นั้นก็คงจะเห็น ความสําคัญของภาพรวม สั้น ๆ นิดเดียว ท่านประธานครับ ในเรื่องของวาระผู้นํา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เช่นกันครับ ในป้ ๒๕๔๗ มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดทั้งประเทศ กฎหมายเขียนว่าวาระนั้น ๔ ป้ แต่บางจังหวัดกว่าที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งนั้นจะรับรองเกือบป้ครับ บางครั้งสภากว่าจะได้ประชุมเกือบป้ เพราะฉะนั้น จริง ๆ เรื่องวาระเหลือ ๓ ป้ เห็นด้วยกับ คุณมนตรี เพชรขุ้ม ว่าวาระของผู้นํา องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ควรไปจํากัด เพราะว่าถ้าเรามีเรื่องของการตรวจสอบ เรามีการที่มีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ผมคิดว่าอย่าไปป่ดกั้น เพราะว่าประชาชน นั้นก็คงจะดูอยู่ว่าใครนั้นเปึนผู้ได้เข้ามาพัฒนาบ้านเมือง ก็ขออนุญาตที่จะได้สรุปสั้น ๆ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตหารือท่านนิดหนึ่งว่าในการอภิปราย เรากําลังอภิปรายอยู่ในกรอบที่ ๒ ผมเข้าใจเพื่อนสมาชิกเวลาเสนอประเด็นปัญหา ก็อยากจะให้ครบ เตรียมมาคิดมาก็อยากจะให้เปึนประโยชน์มากที่สุด เพียงแต่ว่า เราต้องมีการบริหารเวลาตามสมควร เนื่องจากว่าตอนนี้เราอยู่ในวาระที่ ๒ เดี๋ยวจะมี วาระที่ ๓ เรื่องสําคัญก็คือเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการออกเสียง ประชามติในวาระที่ ๑ จะรับหลักการหรือไม่ ถ้าท่านสมาชิกใช้เวลากันเยอะ เราก็จะ มีปัญหาเรื่องการบริหารเวลา แล้วถ้าหากว่าอยู่ในกรอบที่ ๒ ก็อยากอภิปรายในกรอบที่ ๒ จริง ๆ ต้องขอความกรุณา บางท่านอาจจะเสนอมาก็เห็นเปึนประโยชน์ แต่ถ้าหากว่า เราพูดกรอบที่ ๒ แล้วเราก็ไปกรอบที่ ๑ แล้วท่านก็เสนอมาอีกเราก็จะสับสน เพราะฉะนั้น ผมอยากหารือท่านสมาชิกอย่างนี้ครับ พอท่านอภิปรายดูเนื้อหาสาระที่จะให้กรรมาธิการ ยกร่างฯ เขาจะนําความคิดเห็นของประชาชน หรือความคิดเห็นของท่านไปพิจารณา อย่างไร บางทีเราไปอภิปรายเรื่องในท้องถิ่นของเรา จริง ๆ ก็เปึนความทุกข์ร้อน แต่อยากให้ตรงในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญก่อน ขอหารืออย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ แล้วขอความกรุณานิดหนึ่ง ผมพยายามจะไม่จํากัด เพราะว่าเปึนสิทธิในการที่จะให้ ประชาชนรับฟัง แต่เราต้องช่วยกันบริหารกันเองด้วยนะครับ ให้ใช้เวลาตามสมควร ในประเด็นที่มันตรงประเด็นจริง ๆ นะครับ และอันไหนที่เพื่อนอภิปรายไปแล้วถ้าจะซ้ํา เดี๋ยวเราเอาไว้โอกาสหน้าก็ยังมีอภิปรายกันอยู่เรื่อย เพราะการรับฟังความคิดเห็น การแถลงความคืบหน้าของกรรมาธิการยกร่างฯ ก็จะจัดอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าไม่ได้อภิปรายวันนี้แล้ว วันหน้าจะไม่ได้อภิปรายอีกก็ไม่ใช่ ขอให้ช่วยกันบริหาร ท่านอรรครัตน์ รัตนจันทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผม อรรครัตน์ รัตนจันทร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากการที่ได้มีการจัดเวทีประชุม รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดมุกดาหาร ผมได้สรุปประเด็น ในส่วนของกรอบที่ ๒ ไว้ และก็มีประเด็นที่สําคัญ ซึ่งอยากจะนําเรียนต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเปึนประเด็นที่เปึนประเด็นสําคัญ และก็มีเหตุผล ที่กระชับ ผมขออนุญาตกราบเรียนในเรื่องแรก ก็คือมีประชาชนในจังหวัดมุกดาหารเสนอแนะ ความคิดเห็นว่า ถ้ายังมีการคงไว้ในเรื่องของบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียง น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของจํานวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีนั้น ได้รับเลือกตั้งนั้น ขอให้ปรับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ ๑ เพื่อเป่ดโอกาสให้ผู้สมัครจาก พรรคเล็กที่มีศักยภาพได้มีโอกาสเข้ามาเปึน สส.
ในเรื่องต่อไป หากผู้สมัคร สส. ถูกวินิจฉัยว่ากระทําความผิด หรือทุจริต ในการเลือกตั้งจนกระทั่งถูกให้ใบแดง ควรมีบทกําหนดโทษกับกรรมการบริหารพรรค ต้นสังกัดไว้ด้วย เนื่องจากเปึนบุคคลที่คัดสรรผู้สมัคร จึงควรจะต้องรับผิดชอบในเรื่อง ดังกล่าวด้วย
ในส่วนของการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง มีผู้เสนอแนะว่าเมื่อมีการ ถูกฟัองร้อง และศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาว่ามีความผิด ให้ผู้นั้นยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที และก็ในการประกาศผลการเลือกตั้งควรจะทําโดยเร็ว โดยมีกําหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน เพื่อไม่ให้งานสะดุด
ในประเด็นต่อไป ในเรื่องของนายกรัฐมนตรีควรถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถูกตรวจสอบได้ง่าย ในส่วนนี้ประชาชนควรเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย โดยให้ลดจํานวน ประชาชนจํานวน ๕๐,๐๐๐ คน ในการเข้าชื่อ โดยให้ลดลงมาอีกครับ ในส่วนของ สส. บัญชีรายชื่อไม่ควรมีต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมามีการพบว่ามีการจ่ายเงินให้พรรคการเมือง เพื่อแลกกับตําแหน่ง
ในข้อต่อไป เห็นว่า สส. ไม่จําเปึนต้องจบปริญญาตรี เนื่องจากเปึนการ แบ่งชนชั้น และเปึนการกีดกันสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งทําให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ในส่วนของ สว. เห็นด้วยในการที่จะมามีการสรรหาจากทุกกลุ่มอาชีพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้คณะกรรมาธิการสรรหาต้องเปึนกลางและมีความเที่ยงธรรม ในวาระการดํารงตําแหน่ง ของ สส. ควรดํารงตําแหน่งได้เพียง ๒ วาระเท่านั้น จะติดต่อกัน หรือไม่ติดต่อกันก็ได้ เพื่อเป่ดโอกาสให้ผู้อื่นได้มีโอกาสเข้ามาทําหน้าที่ สส. ด้วย แล้วก็รัฐมนตรีควรจะมาจาก สส. หรือจากบุคคลภายนอกก็ได้ เพื่อให้มีความหลากหลาย โดยบุคคลภายนอกนั้น ควรจะ เปึนบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในเชิงบริหารได้ ในส่วนของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ไม่ควรจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในระหว่างการดํารงตําแหน่ง และเมื่อพ้นจากตําแหน่ง แล้ว และควรมีการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับการดําเนินธุรกิจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เข้าไปด้วย
ในส่วนของการกําหนดจริยธรรม และคุณธรรมของนักการเมือง ควรมีบท ลงโทษที่ชัดเจน เนื่องจากนักการเมืองเปึนผู้มีบทบาทในการกําหนดชะตากรรมของประเทศ จึงต้องมีคุณธรรม และจริยธรรมมากกว่าประชาชนทั่วไป
ในส่วนของการเลือกตั้ง สส. ควรจํากัดวงเงินค่าใช้จ่ายในการหาเสียง รวมทั้งจํากัดพื้นที่ในการติดตั้งปัายต่าง ๆ โดยควรให้ กกต. เปึนผู้ดําเนินการจัดทําปัาย โฆษณาหาเสียง รวมทั้งจัดทําใบปลิวโฆษณา แล้วก็กําหนดจํานวน และกําหนดที่จะติดตั้งปัายไว้ด้วย ในส่วนของ สส. ควรสังกัด พรรคการเมือง มีประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งเพื่อปัองกันการซื้อขายตัว แต่ควรลดระยะเวลา ในการเปึนสมาชิกพรรคการเมืองนับแต่วันที่สมัครรับการเลือกตั้งติดต่อกัน ให้เหลือเพียง ไม่น้อยกว่า ๓๐ วันครับ
ในส่วนของการกระจายอํานาจให้กับชุมชน ประชาชนเห็นว่าควรกระจายอํานาจ ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้น และควรกําหนดระยะเวลาในการออกกฎหมายลูกไว้อย่างชัดเจน ในรัฐธรรมนูญ ผมมีปัญหาที่ความจริงอยากจะสอบถามท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญในเรื่องของแบบสอบถามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําออกมาให้เปึน แบบสอบถาม แล้วก็มีของคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ ทําไว้ซึ่งเปึน ๒ แบบ พอดีท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกไปก่อน ไม่ทราบว่าถ้าท่านคณะกรรมาธิการยังอยู่ก็อยากจะขอความกระจ่างตรงนี้เพื่อเวลาที่ คณะกรรมาธิการระดับจังหวัดลงไปในพื้นที่จะได้ทราบว่าควรจะใช้แบบสอบถามจากที่ไหนครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ จริง ๆ ถ้าท่านจะถามนี่ท่านถามได้เลยนะครับ เพราะว่าท่านประธานก็ดี หรือคณะกรรมาธิการก็ดี แม้ไม่อยู่ห้องนี้ท่านก็ฟังอยู่ข้างนอก อาจจะอยู่ห้องอาหาร ทีนี้ผมเรียน ท่านนิดหนึ่งนะครับ สิ่งที่ท่านเสนอตกลงอย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าหากว่าเปึนข้อเสนออยากให้ ท่านบอกด้วยว่าความเห็นที่ท่านถามกรรมาธิการหรือเสนอกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นจาก เวทีไหน จะได้มีฐานว่ามาจากเวทีนี้นะ ไปฟังมาแล้วประชาชนที่มาอยู่ในเวทีเขาเห็นอย่างนี้ เปึนภาพรวม ๆ มา ผมก็ห่วงว่าเดี๋ยวกลายเปึนเสนอรายบุคคลไป คนนี้เสนออย่างนี้ เราก็มา อ่านให้ฟังไปเรื่อย ๆ ภาพรวมมันก็ไม่เกิดนะครับ ถ้าจะเสนอความเห็นในลักษณะนี้ให้บอก เวทีด้วย ก็จะขอบพระคุณมากนะครับ ส่วนอย่างที่ท่านยกตัวอย่างสักครู่นี้ ท่านบอกว่า กรรมาธิการยกร่างฯ ช่วยตอบทีหนึ่งนะครับ ว่าแบบสอบถามมีปัญหาอย่างไร ผมว่าอันนี้ถูก พอเราประชุมร่วมก็คือให้ทั้ง ๒ ฝ์ายหาทางที่จะทํางานร่วมกันนะครับ ถ้าเปึนคําถาม ก็อยากให้เปึนคําถามรวมนะครับ ท่านที่มีรายชื่อไว้แล้ว ถ้าไม่มี ไม่อยู่ ผมก็จะผ่านนะครับ ท่านประดิษฐ์อยู่ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ เหลืองอร่าม จากการที่ได้ทําการเป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในจังหวัดเพชรบุรี และมีหลายท่านที่ให้ความเห็นผ่านมายังกระผมนั้น สรุปประเด็นดังนี้นะครับ ส่วนประเด็นที่ซ้ํานั้นเราจะไม่นําเสนอท่านนะครับ เพื่อเปึนการไม่รบกวนเวลานะครับ ประเด็นที่มาของ สว. นั้นส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะมาจากการสรรหา มีบางส่วนที่เห็นว่ามาจาก การเลือกตั้ง แต่มีตรงประเด็นที่ว่าถ้ามาจากการเลือกตั้งไม่ควรที่จะให้มีการแต่งตั้งองค์กรอิสระ นะครับ ส่วนถ้าหากว่ามีการสรรหานั้นให้แต่งตั้งองค์กรอิสระได้ เนื่องจากว่ารัฐบาลกับองค์กร อิสระนั้นจําเปึนต้องมีการตรวจสอบ ทีนี้ถ้าหากว่าที่ผ่านมาเรามี สว. ซึ่งส่วนหนึ่งเปึนแนวร่วม หรือมีพันธมิตรกับรัฐบาลก็จะทําให้การตรวจสอบขององค์กรอิสระนั้นทําได้ยากขึ้นนะครับ ประเด็นต่อมาคือ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรมีเนื่องจากไม่ได้เปึนตัวแทน ของประชาชนโดยแท้จริง มีบางส่วนที่เห็นควรให้มี แต่ต้องแบ่งตามกลุ่มสาขาอาชีพครับ ในเรื่องของคุณสมบัติการสังกัดพรรคการเมืองนั้นประการสําคัญอยู่ที่จะต้องกําหนดวัน เลือกตั้งให้หลังจากจํานวนวันในการสังกัดพรรค อย่างเช่น ถ้าหากว่าสังกัดพรรค ๓๐ วัน จะต้องเลือกตั้งหลังจาก ๓๐ วัน เพื่อให้ สส. สามารถย้ายพรรคได้ครับ ในส่วนของการ แบ่งเขตหรือรวมเขตนั้นส่วนใหญ่เห็นว่าแบ่งเขตเหมือนเดิม ซึ่งมีข้อดีดังนี้คือประชาชนรู้จักตัวแทนของเขาที่ดีขึ้น แล้วก็เปึนการแบ่งเบาภาระของ สส. เพราะว่าถ้าหากว่ารวมเขตใหญ่ขึ้นนั้น สส. ต้องทําหน้าที่ในหลายอําเภอ ทําให้ต้อง สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น และสามารถคัดคนเข้าสู่การเมืองได้ดีขึ้น ส่วนข้อเสีย นั้น สส. แบ่งเขตนั้นไม่ได้เปึนตัวแทนของบุคคลทั้งจังหวัด ข้อเสียประการต่อมาคือ เกิดการพัฒนาแต่ละเขตไม่เท่าเทียมกัน กรณี สส. ท่านหนึ่งอยู่พรรคฝ์ายค้าน ท่านหนึ่ง อยู่ฝ์ายรัฐบาล ทําให้ในจังหวัดนั้นพัฒนาไม่เท่ากัน ประการต่อมาคือเพิ่มภาระให้ สส. ที่ต้องดูแลทั้งจังหวัด และจะเกิดการซื้อเสียงมากขึ้นกว่าเดิม และซื้อหนักกว่าเดิม ถ้าหากกรณีรวมเขตมีข้อเสียดังนี้นะครับ
ส่วนการที่เราจะกําหนดให้ สส. หรือ สว. ถ้าเปึน สส. ห้ามส่งเครือญาติ เปึน สว. นั้น ผมมีประเด็นนําเสนอให้มีการชี้แจง หรือวิเคราะห์ในรายละเอียดว่า คําว่า เครือญาติ นั้นเราหมายถึงกี่ชั้น โดยที่จะได้ไม่ต้องตีความในอนาคตนะครับ
อีกประการหนึ่งคือเรื่องของนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ประชาชน เห็นด้วยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีข้อสังเกตว่า ถ้าหากว่าการเมืองถึงทางตัน อย่างกรณี ที่ประชาชนนับแสนคนเคลื่อนไหวมาคัดค้านต่อต้านรัฐบาล และรัฐบาลก็ไม่ดําเนินการ แก้ไข ไม่ลาออก ไม่ยุบ ตรงนี้จะถือว่าเปึนวิกฤติหรือไม่ แล้วก็เราจะมีกรอบในทางแก้ไขอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหารอย่างที่เปึนมา ส่วนคําว่า วิกฤติ นั้นเราจะตีความอย่างไรว่า คนเท่าไรเปึนวิกฤติ หรือการกระทําอย่างไรของประชาชนเปึนคําว่าวิกฤติ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ รายชื่อที่แจ้งไว้นะครับ ถ้าไม่อยู่ในห้องผมผ่านนะครับ ท่านจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี สสร. นะครับ ประเด็นที่จะพูดนี่นะครับคงจะเปึนคาบเกี่ยวระหว่าง กรอบที่ ๑ และกรอบที่ ๒ นะครับ ซึ่งว่าด้วยถึงจริยธรรมและคุณธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ในมาตรา ๗๗ ซึ่งระบุไว้ว่ารัฐบาลต้องจัดให้มีมาตรฐานทางคุณธรรม และจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ซึ่งก็ได้มีเอกสารทําขึ้นมา ๒ อันคือ ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ ฉบับป้ ๒๕๔๒ นะครับ แล้วก็ประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ ป้ ๒๕๔๕ ซึ่งทั้ง ๒ ฉบับนี่ ก็คงต้องถือว่าเปึนเสือกระดาษนะครับ เพราะว่าในหกเจ็ดป้ที่ผ่านมานี้ไม่ได้มีอะไรที่เปึน รูปธรรมเห็นชัดในการประเมิน ผมเลยจะขอกรุณาเสนอสั้น ๆ ๒ ประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรา ๗๗ ซึ่งจะให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะครับ คือ
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องเพิ่มอํานาจในการตรวจสอบพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม ของ สส. และ สว. เพราะปัจจุบันนี้อํานาจในการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการประมวล จริยธรรมไม่สามารถทําได้หากไม่มีการร้องเรียน แล้วก็คงเปึนที่ทราบดีว่า สส. หรือ สว. ที่ผ่านมา ก็ไม่ค่อยอยากร้องเรียนหรือกล่าวหากันเอง เพราะว่าอาจจะคํานึงถึงประเด็น ภาพลักษณ์ส่วนรวม ฉะนั้นจึงขอเสนอนะครับ ให้ออกเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพิ่มอํานาจในการตรวจสอบ และให้อํานาจตรวจสอบเปึนไปตามระบบการไต่สวน กล่าวคือ เมื่อความปรากฏต่อสาธารณะคณะกรรมาธิการมีสิทธิที่จะเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือพาดพิง เข้าชี้แจงได้ โดยไม่จําเปึนต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องเรียนก่อน
ส่วนภาคที่ ๒ ของจริยธรรมนี่ก็คือขาดสภาพบังคับ ซึ่งประมวลจริยธรรม ปัจจุบันนี้มีบทลงโทษที่น้อยหรือไม่มีเลย สิ่งที่ผมอยากจะขอเสนอก็คือเสนอให้ลงโทษตาม หมวด ๒ ความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา ๑๕๗ กล่าวคือ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ ๑ ป้ ถึง ๑๐ ป้ รวมทั้งปรับ หรือทั้งจําและปรับ สองอย่างนี้ผมคิดว่าที่เราพูดกันมาหลายอาทิตย์มานี้มันเปึนการซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน แต่สิ่งที่ผมอยากจะดึงความสนใจมาคงเกี่ยวกับเรื่องทําอย่างไรให้ผู้ที่จะเข้ามาอยู่อาศัย ในบ้านนี้ประพฤติตัวอยู่ในกรอบนะครับ ก็เลยอยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไว้ ณ ที่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ รายชื่อท่านต่อไป คุณชาติชาย แสงสุข กรอบไหนครับ ถ้ากรอบ ๑ ผมขอคราวหน้าแล้วกัน คราวต่อ ๆ ไปนะครับ ไม่อย่างนั้นมันย้อน กรอบ ๒ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านครับ กระผม ชาติชาย แสงสุข สสร. ท่านประธานครับ สําหรับเรื่องที่ผมจะอภิปรายอย่างชัด ๆ แล้วก็ สั้น ๆ ซึ่งเปึนเรื่องเกี่ยวกับ ได้ทําการสํารวจความคิดเห็นจากผู้นํานิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ถ้าเกิดว่าผมไม่นําเรื่องนี้ มาพูดเลย เรื่องที่พี่น้องผู้นํานักศึกษาทั้งประเทศที่จัดให้อยู่ในสารบบการประชุมที่มหาวิทยาลัย บูรพาที่ผ่านมาไม่กี่อาทิตย์ก็จะไม่เปึนผล ผมก็เลยต้องมาเสนออภิปรายในสภาอันทรงเกียรติ ผ่านท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้จัดอยู่ในสารบบด้วย ก็คือยังไม่มี กฎหมายรัฐธรรมนูญข้อไหนที่ระบุเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพ บทบาทของผู้นํานิสิตนักศึกษา หรือนักศึกษา แต่ระบุไว้เพียงอย่างกว้าง ๆ ว่า สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย อันนั้นก็เปึน อีกส่วนหนึ่ง
ท่านชาติชายครับ ขออภัยท่านนิดหนึ่งนะครับ คือตกลงกันไว้ขอให้เปึนกรอบที่ ๒ ก่อน ส่วนที่ท่านไปฟังนิสิตนักศึกษา ทางเราไม่ปฏิเสธ แต่เราจะร่างรัฐธรรมนูญทั้งทีเราก็ต้อง มีกฎเกณฑ์ถูกไหมครับ เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานี้เราพิจารณากรอบที่ ๒ ก็กรอบที่ ๒ ส่วนท่าน จะไปกรอบที่ ๑ เดี๋ยวเรามีเวลาเราก็ค่อยว่ากรอบที่ ๑ จะวันนี้หรือคราวหน้า ยังมีอีกหลายเวลา ไม่ปฏิเสธเลยนะครับ ขอกรอบที่ ๒ ไม่อย่างนั้นไม่จบ ท่านครับ
ก็ขอเสนอเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้นํานิสิต นักศึกษาให้มีอยู่อย่างเหมาะสมในกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ เดี๋ยวท่านยังมีเวลาส่วนอื่นด้วยนะครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านวัชรา หงส์ประภัศร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมขอกล่าวในกรอบที่ ๒ และเพียง ย่นย่อเท่านั้นนะครับ คือจะเข้าประเด็นเลยในเรื่องของวุฒิสมาชิก โดยกระผมได้ไปรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนี้ได้รับฟังมาเกือบครบ ทุกอําเภอแล้วนะครับ วันนี้เปึนวันสุดท้ายที่จะครบทุกอําเภอ ผลของการรับฟังปรากฏว่า การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนี้จะต้องเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในลักษณะที่ว่าได้มา โดยการเลือกตั้งโดยตรง ที่คณะอนุกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้ว่าการได้มามี ๒ วิธี วิธีที่ ๑ คือการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้ง และวิธีที่ ๒ คือวิธีการเลือกตั้งโดยทางอ้อมนั้น ไม่ตรงกับ ความต้องการหรือความคิดเห็นของประชาชนที่ผมรับฟังมา โดยเหตุผลที่ว่าเดี๋ยวนี้นั้น เราก้าวเดินในเส้นทางของประชาธิปไตยมาจนถึงขั้นที่ประชาชนรู้ในเรื่องของการเลือกตั้งดี เพียงแต่ว่ายังมีส่วนหนึ่งที่ได้มาโดยการซื้อเสียงก็ดี โดยการสนับสนุนของนักการเมือง ซึ่งไม่ต้องวัตถุประสงค์ของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก แต่ก็เปึนเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับคะแนน เสียงที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ และผู้ที่ได้มาเปึนวุฒิสมาชิกนั้น ส่วนใหญ่จะได้มาโดยการที่มีชื่อเสียง ของตนเอง กระผมจะไม่ขอยกตัวอย่างนะครับ แต่เปึนที่ทราบดีอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่ง ในเรื่องคุณสมบัติของวุฒิสมาชิกนั้น มีความคิดเห็นว่า ควรที่จะกําหนดคนที่จบปริญญาตรีเปึนหลัก แต่ก็ควรมีข้อยกเว้นไว้สําหรับผู้ที่มีความรู้ โดยการปฏิบัติ เช่น กระผมขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม คือ คุณประยงค์ รณรงค์ ซึ่งเปึนผู้ที่ ได้รางวัลแมกไซไซ (Magsaysay) ท่านผู้นี้ไม่ได้จบปริญญา แต่ท่านมีความรู้มีความสามารถ ที่จะแก้ปัญหา แม้กระทั่งระดับชาติได้โดยดี ในเรื่องของปัญหาที่ว่า สว. ถูกครอบงําโดยฝ์าย บริหารก็ดี โดย สส. ฝ์ายรัฐบาลก็ดีนั้น จากการรับฟังมีความเห็นว่าไม่ควรที่จะไปลดอํานาจ หน้าที่ของวุฒิสมาชิก แต่น่าจะแก้ไขด้วยวิธีที่ว่าถ้ามีกรณีที่วุฒิสมาชิกนั้นไปเกี่ยวข้องกับรัฐบาล หรือ สส. ฝ์ายรัฐบาล หรือกลับกัน รัฐบาลหรือ สส. ฝ์ายรัฐบาลสามารถที่จะครอบงํา สว. ได้ ก็ต้องใช้มาตรการที่ว่า พิจารณาถึงกรณีที่จะนํามาพิจารณาว่ามีกรณีต้องห้ามหรือไม่ เปรียบเทียบกับวิธีพิจารณาความแพ่งที่ห้ามผู้พิพากษามิให้พิจารณาในเรื่องที่ญาติของตน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ของตนเปึนคู่กรณีอยู่ โดยเทียบเคียงอันนั้น แต่ไม่ตัดสิทธิ ไม่ให้สมัคร สว. เพราะเหตุว่าสิทธิในการสมัครเปึน สว. นั้นเปึนสิทธิทางการเมืองที่เราไม่ควรจะไปห้าม
อีกประการหนึ่งในเรื่องการที่กําหนดว่าจะต้องมีสมาชิกครบจํานวนเท่านั้นเท่านี้ จึงจะเป่ดประชุมได้นั้นขอให้มีการแก้ไขเปึนว่า เป่ดประชุมได้เมื่อมีสมาชิก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่กําหนดตายตัวเปึนตัวเลข อันเปึนอุปสรรคในการที่จะเป่ดประชุม อย่างที่แล้ว ๆ มา กระผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า กระผมได้เสนอที่จะให้ถือ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนหลักนั้น ก็เพื่อที่จะให้สิ่งที่มันกว้างขวางเปึนมหาสมุทรที่เราจะต้อง ไปค้นหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดในมหาสมุทร กลับเปึนว่าเรามาหาของในคลองซึ่งแคบลง อันนี้เปึนตัวอย่างที่กระผมยกมาคือเรื่อง สว. เราได้มาพิจารณากันในสิ่งที่ได้คิดไว้ดีแล้วในป้ ๒๕๔๐ แล้วเรามาต่อยอด เรามาปรับปรุง ไม่ถึงขนาดต้องไปรื้อขึ้นมาใหม่ ผมขอจบสําหรับเรื่องกรอบ ๒ โดยหยิบยกเพียงเรื่องเดียว ทั้งที่ได้ฟังมาหลายเรื่อง แต่เห็นว่าเรื่องที่สําคัญมีอยู่แค่นี้ แล้วขอกรอบ ๓ ต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ พอดีท่านบอกสั้น ๆ นะครับ ผมก็ฟังดูสั้นของท่านนี่มันแค่ไหน แต่มันไม่สั้น นะครับ ท่าน สสร. เสรี นิมะยุ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเสรี นิมะยุ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๘๘ ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมจะมาพูดในกรอบที่ ๒ สถาบันการเมืองครับ สถาบันการเมือง จากที่ผมเองนั้นได้ไปออกประชาพิจารณ์ที่จังหวัดสงขลา อําเภอหาดใหญ่ ก็ได้รับเสียง สะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่ได้ทําประชาพิจารณ์ก็มีความคิดที่ว่าระบบการเลือกตั้งนั้น จะพูดในประเด็นระบบการเลือกตั้ง ระยะเวลาสังกัดพรรค สส. เพื่อให้มีสิทธิลงสมัคร รับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ กําหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ ๙๐ วัน นั้น กระผมขอเสนอว่าการเลือกตั้งนั้นควรจะกําหนดระยะเวลา ๖๐ วัน หรือว่า ๓๐ วัน ในประเด็นนี้ แต่ถ้าเกิดว่าในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นมีการยุบสภา ในประเด็นนี้ไม่ควรที่ จะมีการกําหนดระยะเวลาในการที่เปึนสมาชิกพรรค ทั้งนี้เพื่อเป่ดโอกาสให้ผู้ที่จะมี ความประสงค์ในด้านที่จะใช้ชีวิตในทางการเมืองนั้นสามารถที่จะลงเปึนนักการเมืองได้ สามารถที่จะสมัครเปึนผู้แทนได้ ไม่ต้องกําหนดระยะเวลา ๙๐ วันในส่วนนี้ เพราะว่า ถ้าเกิดว่าเรากําหนดระยะเวลา ๙๐ วันนั้น ในบางครั้งโอกาสที่นักการเมืองที่จะไปสู่เวที การเมืองนั้นคงจะลําบาก ต้องขึ้นอยู่กับว่าหัวหน้าพรรคจะพิจารณา ดังที่ในอดีตได้ ปรากฏการณ์มาแล้วครับ ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นนี้ครับ
ส่วนในกรอบต่อไปนั้น ผมจะพูดในกรอบการเมือง หัวข้อที่ ๓ ครับ ในสถาบัน การเมือง ในหัวข้อที่ ๓
ท่านเสรีครับ ขอประทานโทษ กรอบที่ ๓ หรือเปล่าครับ
กรอบ ๒ ขอโทษครับ กรอบ ๒ ในสถาบันการเมืองครับ ในหัวข้อที่ ๓ ควรจัดระบบการควบคุมการเลือกตั้งให้เปึนไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม และมีประสิทธิภาพ ในหัวข้อนี้ครับผมเองนั้นในฐานะเปึนกํานัน แล้วก็ในฐานะที่ได้ดู ประสบการณ์การเลือกตั้งในอดีตหลายครั้งในเวทีการเมืองระดับชาติ ทีนี้ผมมีความเห็น ในจุดนี้ว่าการเลือกตั้งเพื่อจะให้มีความสุจริตยุติธรรมควรจะให้มีการนับคะแนนอย่างไรนั้น ในส่วนตัวแล้วจากการที่ได้ประเมิน แล้วก็จากการใช้ประสบการณ์ และจากการที่ ได้รับฟังประชาพิจารณ์ในระดับจังหวัดสงขลาก็ดี ที่ปัตตานีก็ดี หรือที่บ้านผมก็ดี การสอบถามนั้นเขาบอกว่าน่าจะมีการแบบรวมเขต ผมเห็นว่ามันไม่ดีครับ การนับที่เขต สืบเนื่องที่ว่าการนับที่เขตในลักษณะการรวมเขตนั้น ๑. จะทําให้มีความล่าช้าในด้าน การนับคะแนน ๒. อาจจะมีการครหาในการที่จะดูว่า การเคลื่อนย้ายหีบการเลือกตั้งก็ดี หรือว่ากระทําการใด ๆ ก็ดี ซึ่งครหาในทางที่ทุจริต ในข้อนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการว่าควรจะนับที่หน่วย นับที่หน่วยนั้นอย่างน้อยประชาชน จะได้มีส่วนร่วมในด้านการที่จะดูในหน่วยการเลือกตั้งของท่าน แล้วประชาชนก็จะได้ สังเกต โดยเฉพาะพื้นที่ของผมในทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การนับที่รวมเขตนั้น จะมีปัญหาในการที่จะเคลื่อนย้ายหีบการเลือกตั้ง หรือว่าการนับคะแนนนั้นย่อมมีปัญหา อุปสรรค ผมเห็นว่านักการเมืองนั้นควรที่จะมีการนับที่หน่วยดีกว่ากับการที่รวมเขต ในจุดนี้ครับ จากประสบการณ์ที่ได้เปึนกํานันมา ในหัวข้อนี้ครับ ทีนี้พอมาดูว่าการที่จะ ได้ผลหรือไม่นั้น บางคนอาจจะแย้งว่าการนับที่หน่วยนั้นอาจจะใช้ระบบหัวคะแนน แต่ผมว่าเปึนข้อดีครับ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าหัวคะแนนนั้นทําหน้าที่ได้สมบูรณ์หรือไม่ ที่ผมพูดในจุดนี้ก็เพื่อจะแย้งในจุดที่ว่าต่อไปนั้นนักการเมืองจะได้ไม่โดนหัวคะแนนหลอก ในด้านการหาเสียง ถ้าเกิดว่ารับปากกับนักการเมืองแล้วถ้าทําไม่ได้แล้วก็ปัญหาต่อไป ก็คงจะไม่มีในจุดนี้ เห็นอย่างยิ่งว่าควรที่จะนับที่หน่วยเพราะเวทีการเมืองนั้นชาวบ้าน จะต้องมีการรับรู้เกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในส่วนนี้ ผมว่ายังมีประสิทธิภาพแล้วก็ มีประสิทธิผล โดยเฉพาะในทางที่จะครหาดังที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่นั้น ในประเด็นนี้หัวข้อ ในการเมืองนั้น จะขออนุญาตพูดสักนิด ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมนตรี สสร.จาก สุราษฎร์ธานี เขาพูดในจุดนี้ ท่านบอกว่า นายก อบต. นั้น ท่านได้มาด้วยหนึ่งเดียว ของประเทศไทย ผมเองก็หนึ่งเดียวของกํานัน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ในจุดนี้ผมต้องเปึนกระจกสะท้อนชีวิตความเปึนกํานันของคณะ กระผมบ้าง และอีกอย่างหนึ่งผมนั่งอยู่ในฐานะที่ว่ารองเลขาธิการสมาคมกํานัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็ได้พูดตลอดเวลาว่า ตามรัฐธรรมนูญนี้ควรจะมีส่วนท้องที่ไว้บ้าง ส่วนภูมิภาคไว้บ้าง ท่านบอกว่า นายก อบต. นี่น้อยใจ ถ้าท่านน้อยใจ ๑ เท่า ผมชีวิตการเปึนกํานันก็คงจะ ๑๐ เท่าในจุดนี้ครับ ท่านประธาน เรียกได้ว่าของเรานั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญผมได้พูดตลอดเวลา เมื่อวันนั้น ก็ได้พูดผ่านกรรมาธิการว่าผมดูรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีเขียนในส่วนของท้องที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านเลย แม้กระทั่งที่จะแก้กฎหมายลูกต่อไปนั้น อย่าลืมว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ เปึนกฎหมายสูงสุด เมื่อไม่มีในเจตนารมณ์แล้วจะมีปัญหาในทางปฏิบัติต่อไปของ กฎหมายที่จะตามมาในจุดนี้ครับ ดังนั้นผมอยากจะให้ควรที่จะพิจารณาด้วยว่าส่วนของ กํานัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นจะอยู่ในจุดไหน มิใช่ว่าให้แต่งานมาครับ ผมจะพูดผ่านทางทีวี ให้เขาเห็นว่าชีวิตการเปึนกํานันนั้น ในบางครั้ง ๒๐ กระทรวงหลักมาอยู่ที่กํานัน แต่ให้ในเรื่องงาน แต่เรื่องงบประมาณนั้นไม่ค่อยจะให้ จุดนี้ก็ไม่อยากจะใช้คําพูดว่า คํานึงถึง แต่ควรจะพิจารณาผ่านประธานในวันนี้ไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในสภา แห่งนี้เพื่อพิจารณาในข้อนี้ด้วยครับ ผมเองก็คงจะไม่มากไปกว่านี้ เนื่องจากว่า ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไว้แล้ว ก็อยากฝากว่าท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านนั้นควรคํานึงถึง แล้วก็โดยเฉพาะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นควรจะคํานึงถึง ในส่วนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน พรบ. ท้องที่ส่วนภูมิภาคบ้างครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ คือตอนนี้มีอยู่ ๓ ท่านนะครับ ท่านชํานาญ ภูวิลัย ท่านกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ท่านเศวต ทินกูล เพราะฉะนั้นในกรอบนี้ขอเฉพาะเท่านี้นะครับ จะได้ไป กรอบอื่น ท่านกํานันชํานาญ ท่านติดใจอยู่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม กํานันชํานาญ ภูวิลัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
-๔๕/๑ หมายเลข ๐๒๑ จากอุดรธานี จากสมาคมกํานันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยครับ ในกรอบที่ ๒ นี้ ผมก็คงจะมาขอย้ําที่ท่านกํานันเสรีได้พูดไปนะครับ ว่าในเรื่องการควบคุม การเลือกตั้ง ซึ่งเปึนปัญหามาตลอดตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาตลอดทุกครั้ง ตัวกระผมเอง อยู่ในเกมการเลือกตั้งมานับสิบ ๆ ป้นะครับ ได้เห็นการเลือกตั้ง ได้เห็นการจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเปึนคนดําเนินการ แล้วก็มาเห็น กกต. ดําเนินการ ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง ประชาชนที่มีส่วนร่วมต่าง ๆ แทบจะ หมดความหวังแล้วในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมนะครับ แต่ว่าในสิ่งที่เราคาดหวังว่า การเลือกตั้งจะต้องบริสุทธิ์มีประสิทธิภาพ จุดเริ่มต้นที่สําคัญที่สุดก็คือหน่วยเลือกตั้ง นะครับ หน่วยเลือกตั้งโดยมากจะมอบหมายให้ อบต. เปึนผู้เสนอรายชื่อโดยผ่านมาทาง กํานัน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง ส่วนมากก็มีนะครับ อยากจะเสนอว่าผู้เปึนกรรมการในหน่วยเลือกตั้ง ไม่ควรจะมีหลายรอบ ควรจะให้เปึนครั้งเดียวแล้วก็เปลี่ยนไปใหม่เลย ไม่ต้องให้ซ้ําคนเดิม ในคราวต่อ ๆ ไป ปัญหาใหญ่ในการที่จะทําให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมส่วนหนึ่ง คือคณะกรรมการในหน่วยเลือกตั้ง ท่านประธานอาจจะเคยได้ยินว่า ซื้อยกหน่วย ลักษณะนี้ นะครับ เพราะว่าความที่ประชาชน คุณภาพของประชาชนในท้องถิ่นเปึนเช่นใดกรรมการ ก็เปึนเช่นนั้น พวกเรากํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็เหมือนกัน จะให้พวกเรามีคุณภาพมากมาย เกินกว่าประชาชนก็ไม่ได้ เพราะว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านคือตัวแทนมาจากพื้นที่ มาจาก ประชาชนแต่ละพื้นที่นะครับ ก็อยากจะนําเสนอว่าอยากจะให้สถาบันการศึกษาและ บรรดานิสิตนักศึกษามีส่วนร่วมมาก ๆ เพราะว่านิสิตนักศึกษาเปึนผ้าขาวที่บริสุทธิ์ เปึนผู้ที่ยังไม่ผ่านชีวิตมากมายที่จะมีญาติ มีผู้เกี่ยวข้อง มีเจ้าหัวใจมากมายเหมือนฝ์าย อื่น ๆ คนกลุ่มนี้จะเปึนกลุ่มที่มีความบริสุทธิ์ตั้งใจเพื่อประเทศชาติ ยังมีอุดมการณ์ มากมายในคนกลุ่มนี้ ตัวกระผมเองเคยผ่านชีวิตเปึนนิสิตนักศึกษามา เคยรู้ เคยมั่นใจว่า ตัวเองมีความรัก มีความเทิดทูนสถาบัน ต้องการจะให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านประธานได้พิจารณาผ่านไปถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ถ้าเปึนไปได้ ก็น่าจะให้สถาบันการศึกษาร่วมกับนิสิตนักศึกษาเปึนผู้เข้ามารับผิดชอบมากขึ้นโดยให้ ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ผู้ที่มีส่วนอื่น ๆ ได้เปึนเพียงผู้ช่วย ผู้ช่วยเหลือให้เข้าไปสู่กรอบ เข้าไปสู่กระบวนการที่ถูกต้องเท่านั้นนะครับ การนับคะแนนตามที่ท่านกํานันเสรีได้พูดไป ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมมีข้อกล่าวหาว่าด้วยการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เปึนปัญหา อย่างหนึ่งที่ทําให้เกิดการใช้อิทธิพล เกิดการใช้กระบวนการครอบงําประชาชนในพื้นที่ แล้วก็สามารถตรวจสอบการครอบงําของตนได้ เรื่องนี้อาจจะเปึนปัญหาเหมือนที่ว่านะครับ แต่ว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือการครอบงําการนับคะแนนรวม จะเปึนปัญหาเปึนอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องนี้มากนัก ถ้าเขาสามารถครอบงําประชาชนได้ ก็ให้เขาไปเถอะ แต่การนับคะแนนที่รวมหน่วยเปึนปัญหายิ่งใหญ่กว่าการนับคะแนน ที่หน่วยมากมาย ถ้าสามารถครอบงํากรรมการในหน่วยเลือกตั้งได้ คะแนนที่ประชาชน ลงไปในหน่วยเลือกตั้งไม่มีความหมายเลยนะครับ เพราะว่าเมื่อไปถึงบริเวณที่จัดไว้ สําหรับนับคะแนนรวมของเขตเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไปแล้ว นี่คือความสงสัย ของสังคมที่ต่อเนื่องมาสองสามครั้ง ที่มีการเลือกตั้ง นี่คือปัญหาใหญ่มาก เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนไปถึงผู้มีอํานาจกรรมาธิการยกร่างฯ หรือผู้ที่จะทํากฎหมายลูกในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป โปรดได้ให้มีการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งเพื่อจะได้พิสูจน์ความถูกต้อง โดยประชาชนในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ นะครับ ประเด็นจํานวน สส. จํานวน สว.ที่ ดําเนินการมา ที่เปึนมาตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ผมได้รับฟังความเห็นของพี่น้อง ประชาชนเปึนส่วนมาก จํานวนมาก ต้องการ สส. จํานวนเท่าเดิมนะครับ แต่ว่าการให้ เขตเลือกตั้งละ ๑ คน เปึนปัญหามาก เปึนความกดดันอย่างมากในการลงคะแนน และก็เกิดการแบ่งแยกผู้แพ้ ผู้ชนะ ชัดเจนเกินไป น่าจะต้องให้เปึนการรวมเขต ๓ เบอร์ นะครับ แล้วแต่ว่าประชาชนจะเลือกใครให้มีผู้ได้เสียอยู่ในกลุ่ม ๓ เบอร์ในเขตเลือกตั้ง เดียวกัน เพื่อจะได้ลดความกดดัน ลดผู้แพ้ ผู้ชนะลง ซึ่งบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง จะเปึนบรรยากาศที่ดีมาก ซึ่งผมเคยประสบมา แต่บรรยากาศหลังจากนั้นที่มาใช้วัน แมน วัน โหวต เขตเดียวเลือกได้คนเดียวอย่างนี้ความกดดันมีสูงมาก การที่จะช่วงชิงผลแพ้ ชนะนี้ใช้วิธีการที่หนักหน่วงรุนแรงมาก เปึนปัญหา เปึนความกดดันที่ส่งผลไปถึงพวกเรา กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบต่าง ๆ นะครับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา ก็ยังเห็นด้วยที่จะต้องมีจํานวน ๒๐๐ คน แต่ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่ผมได้สัมผัส มาเปึนจํานวนมาก ยังมีความเชื่อมั่นว่าระบบการคานอํานาจโดยการแต่งตั้งเข้าไปใน จํานวนหนึ่ง หรืออาจจะเปึนครึ่งต่อครึ่งลักษณะนี้ จะเปึนประโยชน์อย่างมาก และจํานวน ที่ดําเนินการเลือกตั้งก็ทําไป อีกจํานวนหนึ่งที่จะต้องแต่งตั้งก็ขอให้กระจายไปตามกลุ่ม อาชีพในสังคม ในประเทศให้เปึนอัตราเฉลี่ยที่พอเหมาะพอควรที่จะได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาสู่วุฒิสภา นะครับ
หมดหรือยังครับ
ในการสนับสนุนพรรคการเมือง อันนี้เปึนความรู้สึกที่ ลึกล้ําจริง ๆ ของพี่น้องประชาชน ไม่เห็นด้วยอย่างมากในการตั้งงบประมาณมาสนับสนุน พรรคการเมือง อาจจะเปึนความไม่เข้าใจของประชาชนหรืออย่างไร แต่ว่าโดยส่วนตัว หรือโดยส่วนภาพรวมของประชาชนทั่วไป เขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะจัดสรรงบประมาณ แผ่นดินไปสนับสนุนพรรคการเมืองนะครับ ตัวกระผมเองก็ได้ผ่านประสบการณ์ ผ่านชีวิต การอยู่กับพรรคการเมืองมานาน ส่วนพรรคการเมืองจริง ๆ เขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้ มีการสนับสนุนลักษณะนี้ แต่ว่าในการทํารัฐธรรมนูญคราวที่แล้วได้ใส่ตัวนี้เข้าไป แล้วก็ เปึนความอึดอัดอย่างยิ่งของพี่น้องประชาชน จึงอยากจะนําเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อจะได้แก้ไข ปรับปรุงในจุดนี้ นอกจากนี้ผมก็ยังมีเรื่องของครูบาอาจารย์ฝากมา ขออนุญาตท่านประธาน อีกสักนิดนะครับ ผมจะเอาเอกสารเกี่ยวกับการศึกษา เพราะว่าสภาแห่งนี้ไม่ค่อยได้พูด ถึงการศึกษาสักเท่าไรนะครับ คือสํานักมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติที่ได้มีการว่าจ้าง เอกชนไปดําเนินการเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งเปึนปัญหา อย่างมากในขณะนี้ แล้วก็ใช้เงินงบประมาณผ่านเอกชนไปป้ละหลายพันล้านบาท ผมได้นําเอกสารนี้มาเพื่อจะยื่นต่อท่านประธาน เพื่อผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เพื่อขอแก้ไขโดยการตั้งสภาครูขึ้นมาตรวจสอบสํานักมาตรฐานการศึกษา ด้วยนะครับ
เดี๋ยวท่านส่งมาจะได้ฝากผ่านนะครับ แล้วก็ขอให้อยู่ในกรอบที่เราพิจารณาด้วยนะครับ อย่างที่กราบเรียนนะครับว่าในการพิจารณาอยากให้ท่านสะท้อนภาพที่ท่านไปรับฟัง เสียงประชาชนมา มิฉะนั้นแล้วท่านจะเสนอประเด็นเปึนส่วนตัวไป ซึ่งถ้าพูดหมด ๖ เดือน ก็ไม่หมดนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้เปึนประเด็นที่เปึนภาพสะท้อนจากประชาชนนะครับ ท่าน สสร. กฤษฎา เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล นะครับ สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๐๓ ครับ ท่านประธานครับ จากการที่ผมในฐานะ เปึนกรรมาธิการการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคกลางนะครับ ซึ่งจะต้อง ดูแลทั้งหมดถึง ๒๕ จังหวัด กับอีก ๑ กรุงเทพมหานครนะครับ และในฐานะที่ต้องเปึน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัดราชบุรีนะครับ จากการลงรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ ในหลายภูมิภาค ในทั้งซีกฝัืงตะวันตกและฝัืงตะวันออกนะครับ เราพบประเด็นสําคัญ ๆ นะครับ ที่จะนํามาเรียนเพิ่มเติมจากท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ได้พูดไปแล้วนะครับ เช่น กรณีคุณสมบัติของ สส. นะครับ เรามักจะพูดถึงเอา ปริญญาตรีเปึนตัววัดกันว่าเอาหรือไม่เอานะครับ มีผู้ร่วมเวทีหลาย ๆ ท่านก็บอกว่า ถ้าเปึนไปได้ไหมว่าให้ยึดแนวปริญญาตรีเปึนหลักไว้ก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็เป่ดช่องไว้ สักนิดหนึ่ง เช่น อาจจะเปึนผู้ที่เปึนปราชญ์ ชาวบ้าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ในส่วนตรงนี้ทาง คณะกรรมาธิการก็คงจะต้องไปทําหน้าที่นะครับว่าจะตีความตรงนี้เพิ่มเติมได้อย่างไร เหมือนอย่างหลาย ๆ คนยกชื่อเหมือนเมื่อสักครู่นะครับ ท่านผู้ทรงเกียรติท่านก็ยกชื่อ คุณพ่อประยงค์มาเช่นเดียวกันนะครับ ทุกเวทีจะยกชื่อท่านคุณพ่อประยงค์เปึนตัวหลัก เลยนะครับ ซึ่งเปึนสิ่งที่น่าสังเกตอยู่เหมือนกันนะครับ สําหรับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี นั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าอยากให้มีกํากับเรื่องคุณสมบัติของนายกฯ ไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ควรจะมีลักษณะในตัวบทกํากับ ในลักษณะความมีคุณธรรมและจริยธรรมไว้ด้วยนะครับ ทุกที่ครับไม่ต้องการให้มี ปาร์ตี้ลิสต์ครับ หรือ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ เหตุผลก็เห็นชัดว่า สส. ระบบบัญชี รายชื่อที่ผ่านมานั้นไม่ได้ลงมาให้ความช่วยเหลือ หรือลงมาเปึนตัวแทนที่แท้จริงให้กับ ประชาชนทั้งหลายเลยนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์เลยกับประชาชนในท้องถิ่น สําหรับ ในเรื่องของ สส. ที่จะต้องสังกัดพรรคนั้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าจะต้องมีความจําเปึน ในการสังกัดพรรคนะครับ แต่ในเรื่องของความอิสระในการที่จะต้องแสดงเสียง หรือในเรื่อง ของการมีมติ ตรงนี้ควรจะเปึนเรื่องของความมีอิสระของ สส. แต่ละท่านนะครับ โดยที่ไม่ใช่ ว่าพรรคการเมืองมาครอบงําหรือมีบทลงโทษ เมื่อเกิดมีสภาแล้วนะครับคณะรัฐมนตรี หรือท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าร่วมประชุมสภา แล้วก็เข้าร่วมฟัง การอภิปราย แล้วก็มีการตอบกระทู้ซักถามทุกครั้งนะครับ สิ่งที่สําคัญครับ ประชาชน ให้ข้อคิดเห็นมาว่าในกรณีถอดถอน สส. สส. บางท่านได้เปึน สส. คะแนนเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ คะแนน สองหมื่นกว่าคะแนนก็ได้รับการเปึน สส. แล้ว ในกรณีถอดถอนในรัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ผ่านมานั้น ต้องให้ประชาชนมีรายชื่อ ถึง ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ประชาชนพี่น้องชาวตราดเขาให้ความเห็นมาว่า ถ้าจะถอดถอน สส. ถ้าเปึนไปได้ไหมว่าเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ได้รับของ สส. นั้นก็สามารถ ที่จะรวบรวมรายชื่อ แล้วมีส่วนในการถอดถอน สส. ของตนเองได้ ทั้งนี้ให้ระมัดระวัง นิดหนึ่งว่า โดยประชาชนที่ร่วมกันต้องไม่มีต้นทุนแห่งความเสี่ยง ต้นทุนแห่งความเสี่ยง หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ารายชื่อสมมุติว่าเราต้องใช้รายชื่อถึง ๓,๐๐๐ ชื่อ มันอาจจะมีรายชื่อจากความสะเพร่าหรือเหตุอันใดไม่ทราบ เช่น อาจจะมีบัตรประชาชน แปลกปลอม หรืออะไรมานี่ ไม่จําเปึนจะต้องให้ตัวประชาชนที่เปึนคนดําเนินการ หรือเปึน ผู้นํานั้นต้องรับผิดชอบ เพราะว่าก็ให้ตัดตรงนั้นออกไป เพราะเนื่องจากว่าจํานวนมากขนาดนั้น ผู้รวบรวมนั้นไม่สามารถที่จะรู้หรือเข้าใจได้ จึงไม่อยากให้ประชาชนผู้ที่เปึนผู้นํานั้นต้องมีต้นทุน ในการรับผิดชอบความเสี่ยงด้วยนะครับ ว่าถ้ารายชื่อมาผิดพลาดบางชื่อหรือบางส่วนนั้น คนรวบรวมรายชื่อก็ต้องรับผิดชอบ ตรงนั้นเปึนสิ่งที่ไม่สมควรนะครับ การเลือกตั้งสิ่งที่ สําคัญเขาต้องการให้มีความบริสุทธิ์ที่ยุติธรรมเปึนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้นของ กระบวนการในการเลือกคัด สรรหา กกต. จนถึงขั้นการลงรับสมัคร ระบบการตรวจสอบนั้น น่าจะมีระบบที่ชัดเจน ที่จะให้ประชาชนนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้ ตั้งแต่ เริ่มกระบวนการทั้งหมดทั้งปวงเลย ผมคงเพิ่มเติมในบางส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่าน ไม่ได้นําเสนอมา ซึ่งเปึนสิ่งที่ผมได้รับข้อมูลจากทั้งซีกภาคตะวันออกของประเทศไทย จนจรดจังหวัดตราด แล้วก็ซีกภาคตะวันตกตั้งแต่กาญจนบุรีไปถึงประจวบฯ นําเสนอเพิ่มเติม แค่นี้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ในกรอบที่ ๒ นี้ท่านเศวต ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม เศวต ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตัวแทนเกษตรกรครับ ผมก็ไม่อ้อมค้อมเพราะเสียเวลาสภามาก ผมฟันธงเลยครับ ในกรอบของสถาบันการเมือง กรอบที่ ๒ ประชาธิปไตย ประชา แปลว่าประชาชน ธิปไตยแปลว่าการปกครอง การปกครองโดยประชาชนมันชัดเจนอยู่แล้ว ครับ เพราะฉะนั้นต้องมาจากประชาชน ผมมีความภูมิอกภูมิใจในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มันนานมาแล้วไม่ทราบว่าฉบับไหนที่บอกว่า ผู้แทนราษฎรเปึนผู้แทนปวงชนชาวไทย อันนี้กินใจ ผมมากเลย แต่วันนี้ผู้แทนราษฎรคือเปึนผู้แทนของคนสองสามหมื่นคน อันนี้มันผิด ไปแล้ว มันเบี่ยงเบนไปแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น สส. ก็แปลว่าสมาชิกผู้แทน ราษฎร ก็แปลว่าผู้แทนของราษฎร มันก็ไม่ควรเปึนผู้แทนของคนสองสามหมื่นคน ควรจะเปึนผู้แทนราษฎรของจังหวัดไหนก็ว่าไปเลย นี่คือเปึนหลักการ ตรรกะง่าย ๆ อยากให้ฝากคิดไปยังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเราร่างรัฐธรรมนูญ ผิดหลักธรรมะ ผิดหลักความเปึนจริง มันก็เกิดวิกฤติอย่างที่เห็น นี่แหละครับถ้าเราเอา ผู้แทนราษฎรเปึนผู้แทนของปวงชนชาวไทยให้มันใหญ่เข้าไว้ มันก็จะเกิดผลดี ไม่เกิดวิกฤติ อย่างนี้ คราวนี้ สส. คําว่า ผู้แทนราษฏร ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมกินใจกับเพลงของ แอ๊ดคาราบาว นะครับ เขาบอกว่านาย ก นายต้องมาจากเลือกตั้ง ไม่ได้มาด้วยกําลังและ ไม่ได้มาด้วยเงินทอง นี่มันชัดครับท่านประธาน คือไม่ได้มาโดยกําลัง คือรองเท้าบูต (Boot) ก็ดี ยกหีบเลือกตั้งก็ดี กําลังนะครับ แล้วก็ไม่ได้มาด้วยเงินทอง คือไม่ต้องมีเงินไปแจกหัวคะแนน แกนนํา ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ผมคลุกฝุ์นมาตลอด ผมก็รู้ก็เห็น รู้เช่นเห็นชาติความเปึนมา เปึนไปของพวกหัวคะแนน แกนนํา พวก สส. พวกที่ว่าเปึนผู้รากมากดี อ้างว่าเปึนเสียงสวรรค์ เสียงประชาชน แล้วก็ทําตัวน่าเบื่อหน่าย แล้วก็เอาเงินไปไล่แจกพี่น้องประชาชน ซื้อสิทธิ ขายเสียง แล้วก็ลอยหน้าลอยตาเข้าสภา แล้วก็มาทําผลประโยชน์ทับซ้อน ก็เกิดวิกฤติ ขึ้นมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงฝากว่าหลักง่าย ๆ ที่ผมนําเสนอเพลงแอ๊ดเมื่อกี้ ค ือหลักนั้นละครับ
ต่อไปก็เปึนเรื่องของนายกฯ นายกรัฐมนตรีนี่เราพูดกันนักกันหนาว่ามาจากการ เลือกตั้ง มาจาก สส. แล้วสรุปกันค่อนข้างจะลงมาเปึน สส. แล้วมาจากสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่รู้ว่ามันมาจาก สส. หรือเปล่า คือผมก็เรียนว่าแล้วแต่การออกแบบ ประชาธิปไตย ก็มาจากประชาชน โดยผู้แทนมาแล้วออกแบบให้มาจาก สส.ก็ได้ มาจากสภาบ้างก็ได้ ก็แล้วแต่ มันไม่ได้จุดใหญ่ความสําคัญอะไร เพียงแต่ว่าจะเอาแบบไหนก็แบบนั้น จะออกแบบ เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel) ก็ไปดีเซล จะออกแบบเครื่องยนต์เบนซิน (Benzine) ก็ไปเบนซิน ถ้าจะเอานายกฯ มาจาก สส. รัฐมนตรีก็ต้องมาจาก สส. ไม่ใช่หัวมังกุท้ายมังกร อย่างนี้เปึนต้น ครับท่านประธาน มันไม่ได้ดูดีเลย มันไม่มีเหตุผลที่จะบอกชาวบ้านว่าทําไมนายกฯ มาจาก สส. แล้วรัฐมนตรีจะต้องมาจากคนธรรมดา มันไม่ใช่ ถ้าจะเอาก็เอาไปทั้งเรื่องทั้งราว อย่างนี้เปึนต้นครับท่านประธาน แล้วยกตัวอย่าง อย่างเช่นว่าเมื่อกี้เราเลือก สว. กับ สส. กัน สส. นี่ไปนับคะแนนรวม ณ ที่ใดที่หนึ่ง รวมการนับคะแนน พอเลือก สว. นับตาม หน่วย ผมบอกว่า เอ๊ะ อะไรกันแน่ ถ้าชอบแบบใดก็เอาแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ว่า เพราะว่า เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเรื่องการยกหีบมาเยอะแล้ว แล้วผมก็เคยสมัย กกต. ชุดที่แล้ว ผมให้ลูกน้องไปแอบถ่ายวีซีดี (VCD – Video Compact Dise) ยกหีบจนกระทั่ง ได้ใบเหลือง มาแล้ว ใบแดงไม่ได้นะครับ ก็มีอยู่ ก็ประมาณอย่างนั้นท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง มาดูเหตุและผลว่าเราจะออกแบบ สส. อย่างไรเรื่องพรรคการเมือง หลักก็มีอยู่ว่าถ้าเราเอาหลัก อิสระปราศจากอาณัติสัญญาณใด ๆ เราก็ไม่ต้องไปพูดถึงพรรคการเมืองแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึง มีความพยายามที่จะบอกว่า สส.ไม่สังกัดพรรคการเมืองเปึน สส. ขายตัว ก็ขายตัวให้ใครล่ะ ขายตัวให้พวกที่เปึนพรรคการเมืองบ้าง พวกอยากเปึนนายกฯ บ้าง อยากเปึนรัฐมนตรีบ้าง อยากจะออกกฎหมายนั่น ผ่านร่างงบประมาณบ้าง พูดกันว่าเขาขายตัว แต่คนซื้อไม่ยอมพูด แปลกสภาที่ผ่านมานี่ แปลกจริง ๆ เลย ทําไมไม่บอกมาว่าพรรค ก ส่งอิทธิพลไปกว้านซื้อ ตัว สส. คนนั้นคนนี้เพื่อจะผ่านร่างงบประมาณ ผ่านนั่นผ่านนี่ ไม่พูด พูดว่า สส. คนนั้นมันไม่ดี ไปขายตัว ผมก็เคยได้ยินว่าพรรคการเมืองมันไม่ดี เพราะสิ่งที่มันเปึนอยู่ที่ผ่านมาคือว่า มันไม่ใช่ พรรคการเมือง มันบริษัทพรรคการเมืองไม่จํากัด ผมไม่ต้องพาดพิงคนอื่น สมมุติผมอยากเปึน สส. ท่านครับ ท่านหัวหน้าพรรคครับ ผมอยากจะเปึน สส. เหลือเกิน คุณจะช่วยพรรคได้ เท่าไรล่ะ มีไหมเงิน ช่วยตัวเองนะพรรคไม่มีเงิน เขาก็จะพูดอย่างนี้นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราต้องคิดให้ดี เราต้องออกแบบให้ดีว่าเราจะเอาหลักปราศจากอาณัติสัญญาณ ใด ๆ คือประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรือจะเอาประชาธิปไตยแบบบริษัทพรรคการเมือง ถ้าจะเอาแบบบริษัทพรรคการเมืองก็ต้องมีกฎ มีเกณฑ์ เปึนสถาบันทางการเมือง ยกตัวอย่าง เช่น พรรคการเมือง ก ถ้าใครอยากเปึนหัวหน้าพรรคก็เอาไปทํา ไพรมะรี โหวต (Primary vote) มา โน่นมาเลยจังหวัดต่าง ๆ ผมอยากเปึนหัวหน้าพรรค ให้เขาเลือกมาทั่วประเทศ แล้วให้เปึน หัวหน้าพรรค ไม่ใช่ว่าผมอยากเปึนหัวหน้าพรรคเพราะผมมีเงินเยอะ มันไม่ใช่ แล้วใครอยาก จะสมัคร สส. อย่างนี้ จังหวัดผม สมมุตินครพนม คุณเปึนสมาชิกพรรค ก มีอยู่ ๒๐ คน จัดสรรหรือว่าอยากจะรับใช้บ้านเมืองก็สุดแท้แต่จะพูดไป คุณก็ไป ไพรมะรี โหวต มาว่า สมาชิกพรรคของจังหวัดคุณเลือกคุณเปึนหรือเปล่า อันนี้คือประชาธิปไตย คือประชาชน เลือกมา ไม่ใช่ว่าคุณมีเงินไหม คะแนนเสียงดีนะ เสียงดี ฐานเสียงดี ไม่ใช่ มันไม่ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนแปลง บิดเบือนความเปึนจริง มันถึงเกิดวิกฤติที่ผ่านมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นขอฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยครับในเรื่องนี้นะครับ แล้วคราวนี้ เราแก้ไขว่าไม่ได้มาด้วยกําลัง ไม่ได้มาด้วยกําลังก็คือยกหีบ ยกหีบเราก็ต้องไปดูว่า เราทําอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วม เราพูดกันนักกันหนา วิธีการคือเราจะต้องติดกล้อง ซีซีทีวี (CCTV – Closed Circuit Television) ทั่วหีบเลือกตั้ง แต่เราไม่มีงบประมาณติด เราจะต้องติด ซีซีทีวี ในหัวใจ ในสายตาของพี่น้องประชาชนคนไทย ทุกคนให้ช่วยเปึนหูเปึนตา คอยดู คอยแลว่าใครโกงเลือกตั้ง ใครทําประพฤติไม่ดี เพราะฉะนั้นนี่คือการที่ประชาชนมี ส่วนร่วม การที่เขานับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งประชาชนเขาก็จะได้ดู เขาอยู่ใกล้บ้าน เขาจะได้ เปึนหูเปึนตา ชี้แจงช่วยเหลือทางราชการมันก็เปึนบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นมาในระดับหนึ่ง อันนี้เปึน ดับเบิล สแตนดาร์ด (Double standard) สว. เลือกนับคะแนนที่หน่วย สส. ไปเลือกนับ ที่อําเภอ อะไรอย่างนี้ประมาณแบบนี้มันก็แย่ อันนี้คือใช้ประชาชน กฎหมายเราก็ต้องออกด้วย ออกบอกว่า ใครซื้อสิทธิ ขายเสียง เปึนหัวคะแนนแกนนํา เราจะต้องให้รางวัลนําจับ โทษฐานความผิด ปปง. ก็ยึดทรัพย์ เอาไปแบ่งคนที่เปึนสายลับ นักสืบ คนที่แจ้งเบาะแส อันนี้ให้เขาแจ้งเบาะแสเปึนกล้อง ซีซีทีวีให้ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเจออํานาจเถื่อน อํานาจมืด ก็เกิดความไม่รวมตัวกันขึ้นมา ลองยึดทรัพย์กันดูสิว่าคนไหนทําตัวเปึนหัวคะแนนยึดเท่านี้บาท ใครเปึนตัวการยึดเท่านี้ ยึดเท่าไร แล้วได้เงินเท่าไรเอามาแบ่งกับคนที่ไปแจ้งความ แล้วก็ทําหลักฐานให้ถึงที่สุด รับรองขี้คร้านจะมีสายลับเกิดขึ้นในบ้านในเมืองเต็มไปหมด ติดกล้อง ซีซีทีวี ทั่วไปหมด ทั่วประเทศ อย่างนี้เปึนต้นครับท่านประธาน
แล้วอย่างที่ ๒ เรื่องทําอย่างไรให้คะแนนมันเปึนของผู้แทนปวงชน อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ผู้แทน ๒๐,๐๐๐ คะแนน ๓๐,๐๐๐ คะแนน เขตมันแคบเขาก็ซื้อเสียง กันสนั่นหวั่นไหว เขาก็ยิงแม่นบ้าง อะไรบ้างตามเรื่องตามราว วิธีการก็คือว่าถ้าเราทํา เขตใหญ่ เขตใหญ่นี่เขาจะต้องเอาเงินมาซื้อเสียงไม่ไหว เมื่อ สส. เขาซื้อเสียงไม่ไหว เขาก็จะเลิกซื้อ เมื่อไม่มีคนซื้อมันก็ไม่มีคนขาย เอาง่าย ๆ เราก็ต้องทําเขตให้มันใหญ่ เมื่อเขตใหญ่แล้วซื้อไม่ไหว คนแข่งกันทําความดีก็จะพยายามไปหาเสียงปราศรัย ไฮด์ปาร์ก (Hyde Park) นําเสนอแนวนโยบาย อุดมการณ์ เหตุผลต่าง ๆ ขึ้นมา ก็เหนี่ยวนําไปสู่ การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม คนดีที่อยู่ในสังคมตามซอกหลืบต่าง ๆ เขาก็จะออกมาตาม ซอกหลืบเพื่อมานําเสนอข้อคิด ความเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ทุกวันนี้ทําเขตให้มัน แคบเข้า แล้วก็พวกนักการเมืองประเภทกระเปิา เจมส์ บอนด์ (James Bond) ก็หิ้วกระเปิา เจมส์ บอนด์ มาก็ยิงพั่บ ยัดกระสุนดินดํายิงพั่บ เปึนอย่างนั้น
แล้วผมนําไปสู่ตุ๊กตาเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งเขตเรียงเบอร์ ที่กําลังจะทํา กันอยู่ ๓ เบอร์นี่ พฤติกรรมป้ ๒๕๓๙ เห็นแล้ว ผมเคยเอาไมโครโฟน (Microphone) ติดเครื่องขยายเสียงกับรถไป พี่น้องสามอย่างบาท สามเบอร์ร้อย ผมบอกพี่น้อง สามอย่างบาท สามเบอร์ร้อย ผมไปว่ามาแล้วทั้งบ้านทั้งเมือง คือผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือเขาใช้ขาใหญ่มุมโน้น มุมนี้ มุมนี้ ๓ มุมมาแล้วก็รวมฮั้วกัน แล้วก็บอกว่าเลือก ๓ เบอร์ นะพี่น้องนะ แล้วก็ยิงกระสุนก็คือแจกเงินคนละ ๑๐๐ บาท ๓ เบอร์ แหม ซื้อถูกจริง ๆ ยิ่งซื้อถูก ถ้าประเภทเอาเบอร์เดียวในเขตเลือกตั้ง ๓ เบอร์นี่ ก็เอา วัน แมน วัน โหวต มันก็ใช้ วิธียิงแม่นครับท่านประธาน ศัพท์ของเขาคือยิงแม่น คือไปซาวเสียง ไปหาหัวคะแนนแกนนํา เอาญาติ เอาสมาชิก แล้วก็จ่ายหัวละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท เอายิงแม่น เขาเรียกอย่างนี้ คะแนนมันดาวน์โหลด (Download) ลงมา ถ้าเรียงเบอร์มันก็ยังจ่ายเยอะ แต่ว่าก็บริหารเงิน จ่ายน้อย เขาเก่ง พวกนี้เขาเก่งหมด ผมมีข้อเสนอคือรวมเขตจังหวัดไปเลย มันจะซื้อทั้ง จังหวัดต้องใช้บัตรไดเนอร์ส (Diners Card) มันซื้อทั้งจังหวัด มันเอาเงินที่ไหนมาซื้อ มันไม่มีเงินมาซื้อ มันก็แข่งขันกันทําความดี แข่งขันกันปราศรัยหาเสียง ชี้แจงข้อเท็จจริง ชี้แจงนโยบาย กับพี่น้องประชาชน คราวนี้ก็จะมีคนแย้งอีกล่ะ จังหวัดนั้นไม่เท่ากัน จังหวัดนี้ไม่เท่ากัน คําว่า ตัวแทนของจังหวัด ก็คือให้จบอยู่ที่จังหวัด ถ้าจะเปึน อิควอลิที (Equality) คือเปึน เท่ากันเป็ะ ๆ เหมือนกับเราไปซื้อหมู ๑ กิโลกรัม (Kilogramme) ไม่มีทางได้ ๑ กิโลกรัมเป็ะหรอกครับ ๑ กิโลกรัม ๑ มิลลิกรัม (Milligramme) ๑ ขีด ครึ่งขีด มันก็เกินกันอยู่นั่นล่ะ กรุงเทพฯ มันใหญ่ก็ไป ตามใหญ่เพราะว่าสื่อเขามันดี จังหวัดไหน มันเล็กก็ว่าไปตามจังหวัดไป กลบเกลี่ยเฉลี่ย กันไป อย่างนี้ธงเราตั้งอยู่ที่ไหน ธงเราตั้งอยู่ที่การไม่ให้มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง ดังนั้นเรา จะมาแคร์ (Care) ทําไมในเรื่องว่าความเท่ากันของ ๓ คน เขตละสาม สามถึงออกแบบ เขตละสาม มันก็ต้องมีเศษเขตละสองอยู่เหมือนเดิมล่ะครับ มันก็ไม่เท่ากันอยู่เหมือนเดิมล่ะ ถ้าว่าเอาความเท่ากัน มันก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยว่ามันจะต้องแบบนี้นะครับ ผมก็ขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องสถาบันการเมือง เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบพระคุณครับ คือเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่าเดี๋ยวหลังจากที่เราพิจารณาในวาระ นี้เสร็จ เราต้องพิจารณาเกี่ยวกับร่างหลักเกณฑ์วิธีการออกเสียงลงประชามติ และการออก เสียงประชามติ ซึ่งเมื่อถึงวาระนั้นแล้วท่านสมาชิกจะต้องลงคะแนนด้วย เพราะฉะนั้นท่านที่ อยู่ที่ใด ท่านต้องมาลงคะแนน อยู่นอกห้อง ห้องไหน ไปประชุมอะไรนี่นะครับ ต้องลงคะแนนด้วยนะครับ แล้วจะบันทึกไว้ ก็เลยต้องเรียนก่อน เดี๋ยวท่านเข้าใจว่าพออภิปรายในวาระนี้จบแล้วก็ไม่มีการลงคะแนนอะไร กรอบที่ ๒ นี่น่าจะจบนะครับ เดี๋ยวเรายังมีอีกหลายวาระ ท่านศักดิ์ชัย พอท่านขอคนหนึ่ง เดี๋ยวคนอื่นก็ขออีก แล้วก็ต้องให้กันไปเรื่อย ๆ ขอความกรุณาเถอะครับท่าน เรายังมีอีกเยอะ กับการที่ต้องอภิปราย ขอบพระคุณท่านศักดิ์ชัยครับ จบกรอบที่ ๒ นะครับ
กรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์การตรวจสอบอิสระและศาล ผมขอถามท่านก่อน ได้ไหมครับว่าในห้องนี้มีท่านที่ติดใจจะอภิปรายสักกี่ท่าน ช่วยยกมือหน่อยครับ ขอทราบ จํานวนหน่อยครับ ในกรอบที่ ๓ นะครับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด อาจารย์สมเกียรติ ท่านอาจารย์ เจริญศักดิ์ นับแล้ว ผมกําลังดูอย่างนี้ครับว่าถ้าหากว่าเยอะท่าน ผมจะขอเลื่อนกรอบที่ ๓ ไปวันศุกร์ เพราะว่าหลักเกณฑ์จะต้องพิจารณากันในคราวนี้ให้จบ เนื่องจากจะต้อง รับหลักการ แล้วก็ถ้าที่ประชุมเห็นด้วยก็อาจจะต้องตั้งโดยให้กรรมาธิการชุดเดิม แล้วก็ให้ ท่านแปรญัตติ เหมือนพิจารณากฎหมาย ก็เลยจะหารือ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกยกมือเยอะ ผมว่าเราก็ต่อวันศุกร์ได้ เพราะอย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ก็คงต้องเข้าวันศุกร์อีกรอบหนึ่ง จึงขอหารือนะครับ ถ้าจํานวน ๖ ท่าน ไม่เกิน ๑๐ ท่าน อย่างนั้นเอาวันนี้ให้จบ เพื่อเพื่อนที่ อยู่ข้างนอกจะได้กลับมาลงคะแนนได้ โดยประมาณคนเท่านี้นะครับ อย่างนั้นเชิญในกรอบ ที่ ๓ ครับ ถ้าคนไม่มาก เชิญท่านอาจารย์กิตติ ใช่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ในเรื่องของกรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล ขออนุญาตใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้เพียงสั้น ๆ ที่จะพูดถึงเรื่องประเด็นที่น่าจะมีการ ทบทวนหรือพิจารณา เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงจะมีความเห็นเช่นเดียวกันนะครับว่า ในเรื่องขององค์กรตรวจสอบอิสระนั้น เราคงต้องการให้องค์กรเหล่านี้เปึนองค์กรที่เข้มแข็ง จริง ๆ มีอิสระในการที่จะทํางานเพื่อการตรวจสอบ และก็ปลอดจากการแทรกแซง กดดัน ไม่ว่าจะฝ์ายบริหาร ฝ์ายการเมือง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ๆ ก็ตาม ในอันที่จะทําให้การ ตรวจสอบไม่เปึนไปเปึนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการนะครับ
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะขอนําเสนอก็คือเรื่องของการเพิ่มคุณสมบัติของ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพิ่มขึ้นอีก ๑ มาตรา ในข้อ ๘.๒ ตามที่คณะอนุกรรมาธิการที่ได้ดําเนินการพิจารณาเรื่องของกรอบที่ ๓ ได้นําเสนอ โดยได้เพิ่ม (๓) ว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ เคยเปึนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน เคยรับราชการไม่ต่ํากว่าระดับรองอธิบดีหรือเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า ข้าราชการพลเรือน ระดับเก้า หรือผู้ที่องค์กรวิชาชีพเสนอ หรือดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า รองศาสตราจารย์ อันนี้ของเดิมจะเปึนระดับอธิบดีขึ้นไป แล้วในส่วนนี้มีการแก้ไขให้ลดลง ซึ่งก็ต้องขอขอบพระคุณท่านอนุกรรมาธิการที่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากจะมีข้อคิดเห็นที่ฝากนําเสนอก็คือ ในความเปึนจริงแล้วอันแรกที่อยากจะ พูดถึงก็คือตําแหน่งรองศาสตราจารย์ ถ้าพูดถึงตามกฎหมายของข้าราชการพลเรือน ในมหาวิทยาลัย หรือข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา รองศาสตราจารย์สามารถ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ระดับ ๗ ถ้าเทียบระดับ ซึ่งอันนี้ก็จะทําให้ระดับถูกลดลงมาจากเดิมที่ กําหนดไว้ว่าเปึนศาสตราจารย์ ระดับ ๑๐ จะถูกลดลงมาเหลือที่ระดับ ๗ หรือ ๘ หรือ ๙ และอีกอย่างหนึ่งก็ถ้าหากว่าเมื่อกําหนดในระดับรองศาสตราจารย์ ซึ่งถ้ามองถึงข้าราชการ พลเรือนในระดับ ๙ แล้วก็จะมีตําแหน่งอีกหลายตําแหน่ง เช่น ผู้อํานวยการโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันก็เปึนผู้ที่ดํารงตําแหน่งในระดับ ๙ นะครับ อันนี้ก็คงจะต้องฝากให้ท่านไป พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าเปึนในระดับรองศาสตราจารย์ขึ้นไปแล้วจะทําให้คุณสมบัติ ของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินี้มีบุคลากรที่จะมีอยู่ ในข่ายเพิ่มขึ้นมาก แล้วก็อาจจะทําให้เรื่องของกระบวนการในการที่จะคัดสรรก็ต้องใช้ เวลามากขึ้นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่จะขออนุญาตนําหารือก็คือเรื่องของประเด็นของการสรรหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งแต่เดิมจะกําหนดไว้ในมาตรา ๒๕๗ นะครับว่า คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเปึนองค์คณะชุดใหญ่ที่มีตัวแทน พรรคการเมือง มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หรือตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้ง ตําแหน่งของอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษานะครับ ซึ่งมีจํานวน ๖ ท่าน ถ้าจําของเดิม ไม่ผิดนะครับ ในส่วนนี้ก็จะถูกตัดทิ้งไป เหลือเพียงคณะกรรมการสรรหาที่มีเหลือเพียง จํานวน ๕ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นกรอบในการสรรหาก็จะขึ้นอยู่กับจํานวนบุคคลเพียง ๕ คน ซึ่งเดิมในอดีตจะมีการสรรหาด้วยกลุ่มคนจํานวนไม่น้อยกว่า ๑๐ คนขึ้นไป แล้วหลักเกณฑ์ในการที่จะผ่านหรือได้รับการคัดเลือกก็ไม่น้อยกว่าสามในสี่นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการลดจํานวนลงมาแล้ว ในส่วนนี้ก็คิดว่าก็อาจจะทําให้เกิดปัญหาในเรื่อง ขององค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาที่มีเพียงจํานวน ๕ ท่านนะครับ ก็อยากจะฝากขอให้ ท่านได้ทบทวน ซึ่งอันนี้อาจจะก้าวเลยไปในกรอบที่ ๒ ในเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เช่นเดียวกันนะครับ แล้วในประเด็นที่เกี่ยวข้องกันก็เช่นเดียวกันนะครับ ในเรื่องของ คณะกรรมการการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเดิมเคยมีกรรมการสรรหาที่มา จากฝ์ายวิชาการคืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ถึง ๖ ท่านอยู่ในนั้นก็จะถูกตัด ทิ้งหมดนะครับ ฉะนั้นก็อยากจะเรียนปรึกษาไปยังท่านคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าในส่วนนี้ น่าจะพิจารณาทบทวนใหม่ และควรจะเป่ดให้มหาวิทยาลัยเอกชน หมายถึงผู้บริหารของ มหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งก็จะมีความเท่าเทียมกันในเรื่องของเชิงวิชาการเข้ามา เปึนคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมการสรรหาหรือไม่ อย่างไรนะครับ เพราะอันนี้คิดว่า สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญควรจะได้รับความเท่าเทียมกันในกรอบของลักษณะงานที่มี การพิจารณาในระดับเดียวกันนะครับ
ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่กําหนดไว้ในกรอบ ก็คือเรื่องของการขยายเวลา ของการดํารงตําแหน่งของผู้พิพากษาจนถึงอายุ ๗๐ ป้บริบูรณ์ โดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และควรดําเนินการเช่นเดียวกันในทุกชั้นศาลนะครับ กระผมทราบดีว่าในปัจจุบันนี้ ผู้พิพากษามีจํานวนไม่เพียงพอ เช่นเดียวกันกับตําแหน่งอัยการก็ดี หรือแพทย์ก็ดี ก็จะมี จํานวนของบุคลากรในสายวิชาชีพเหล่านี้ไม่เพียงพอเช่นเดียวกันนะครับ การที่จะ บัญญัติเฉพาะตําแหน่งของผู้พิพากษาก็อาจจะทําให้เกิดการมองไปในแง่ที่อาจจะทําให้ ศักดิ์และสิทธิของความยุติธรรมของศาลสถิตยุติธรรมลดลงนะครับ แล้วก็สายอาชีพ อื่น ๆ ก็อาจจะใช้เปึนข้อพิจารณาเช่นเดียวกันด้วยว่าจําเปึนจะต้องมีการขยายเวลา รับราชการ หรือการดํารงตําแหน่งให้ยาวนานขึ้นเช่นเดียวกัน และก็เปึนเรื่องของการ ป่ดกั้นโอกาสของบุคคลใหม่ที่จะเข้าสู่สายอาชีพทางด้านการเปึนผู้พิพากษา เนื่องจาก ว่าระยะเวลาของผู้ดํารงตําแหน่งจะขยายยาวนานขึ้น กรอบอัตราว่างที่จะมีอยู่เพื่อใช้ ในการรองรับบุคคลเข้ามาใหม่ก็จะน้อยลงนะครับ รวมทั้งอาจจะก่อให้เกิดการบิดเบือน ในเรื่องของแนวทางของการศึกษาในอนาคต ทําให้มีผู้อาจจะมาสนใจศึกษาทางด้านนี้ มากขึ้น เพราะเห็นว่าสามารถรับราชการได้ยาวนาน อันนี้ก็อยากจะขอฝากไว้นะครับ
และประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเรียนด้วยความเคารพ และด้วยความเข้าใจ ในเจตนาที่ดีเปึนอย่างยิ่งของท่านอนุกรรมาธิการในการที่จะให้มีการจัดทํากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้จะมีเขียนไว้ในหน้าสุดท้ายในข้อ ๓ นะครับ ที่เขียนว่า ดังนั้นสมควรให้มีบทเฉพาะกาลให้มีการจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จก่อนมีรัฐสภาชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้เปึนสิ่งที่หลายท่าน หรือเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านรวมทั้งผมเองก็คิดว่าเปึนเรื่องที่ดี แต่จะต้องไม่ทําให้เกิด ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปว่า การกําหนดให้มีบทเฉพาะกาลแล้วจะเปึนตัวเงื่อนไข ที่จะทําให้มีการขยายระยะเวลาของการทํางานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี หรือแม้กระทั่งของรัฐบาลก็ดี ให้ยาวนานเกินกว่า ๑ ป้ ซึ่งจะเปึนประเด็นที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ กระผมจึงขออนุญาตกราบเรียนมายัง ท่านประธานอนุกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ขอให้ได้กรุณาพิจารณาในส่วนนี้ด้วย และก็ให้ความชัดเจนแก่สังคมหรือแก่เพื่อนสมาชิกทุกท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์กิตติครับ ท่านสมาชิกครับ ตอนนี้มีคณะของนักศึกษาปริญญา โท สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาฟังการ ประชุมด้วย สภาร่างรัฐธรรมนูญขอต้อนรับทุกท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ ตอนนี้ท่านสมาชิก มีเสนอความเห็นรายชื่อไว้ประมาณอีก ๘ ท่านนะครับ เพียงแต่ว่าการอภิปรายนี้ ผมเข้าใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญ การเสนอความเห็นนั้นเปึนเรื่องสําคัญ การรับฟังความ คิดเห็นนั้นถ้าฟังน้อยไปก็ไม่ดี แต่ถ้าฟังมากนี่นะครับที่ประชุมก็มีปัญหา ผมขอเปึน อย่างนี้ได้ไหมครับ ขอหารือว่าในการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกนั้นช่วยกันบริหารนะครับ ท่านก็ตั้งหลักไว้ในใจของท่านสักคนละ ๕ นาที ตั้งหลักไว้ในใจ แต่ถ้าจะเกินอะไรก็ดูที่ เนื้อหานะครับ คงไม่ได้บังคับ เพียงแต่ว่าอยากให้ท่านตั้งหลักไว้ก่อน ถ้าไม่มีหลักเลยพูดไป เยอะ ๆ นี่ คนหลัง ๆ เดี๋ยวก็ไปถูกเร่งรัดอีกนะครับ ช่วยกันบริหารนะครับ ท่านอาจารย์วัชรา หงส์ประภัศร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมขออภิปรายในกรอบ ๓ ๒ เรื่อง ตอนนี้ สั้นจริง ๆ ครับ เรื่องที่ ๑ คือเรื่องศาลยุติธรรม กระผมเห็นว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการ ตุลาการศาลยุติธรรมนั้นน่าจะเปึนในลักษณะของป่รามิด (Pyramid) หัวลงนะครับ คือจํานวน มาก ในศาลชั้นต้นนี่ควรจะมีกรรมการแต่จํานวนน้อย ขึ้นมาระดับศาลอุทธรณ์ก็มากขึ้นมา นิดหนึ่ง แล้วมากที่สุดคือระดับผู้ใหญ่ ระดับศาลฎีกา โดยที่ผมมีความเห็นว่าผู้ที่จะดํารง ตําแหน่งเปึนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมนั้นน่าที่จะได้เปึนผู้ที่มีประสบการณ์สูง ได้ผ่านงานมามาก รู้ในเรื่องการบริหารงานบุคคลดี และเหตุอื่น ๆ อีกหลายสาเหตุ เพราะฉะนั้น จึงน่าที่จะมีจํานวนมากน้อยแตกต่างกันดังกล่าว สําหรับเรื่องการขยายอายุราชการของ ตุลาการนั้น กระผมไม่คัดค้านครับที่ว่าจะมีถึงอายุ ๗๐ ป้ แต่ถ้าไม่สามารถจะเปึนไปได้เช่นนั้น แต่จะมีผู้พิพากษาอาวุโสเช่นในปัจจุบันนี้นั้น กระผมเห็นว่าน่าที่จะให้มีผู้พิพากษาอาวุโส ตามชั้นศาล คือผู้พิพากษาที่เกษียณอายุในชั้นศาลฎีกาก็เปึนผู้พิพากษาอาวุโสในชั้นศาลฎีกา ผู้พิพากษาอาวุโส ผู้พิพากษาที่เกษียณ ในชั้นศาลอุทธรณ์ก็เปึนผู้พิพากษาอาวุโสในชั้นศาล อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นก็เปึนในชั้นศาลชั้นต้นครับ นี่ในเรื่องที่ผมเสนอเพิ่มเติมจากที่ได้ปรากฏ ไว้ในการทํางานของคณะอนุกรรมาธิการครับ
อีกเรื่องหนึ่ง สําหรับเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานั้น กระผมเห็นว่า ในลักษณะงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาน่าจะมีการเพิ่มการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการทํางานขององค์กรอิสระ แล้วรายงานต่อรัฐสภาเพิ่มเติมเข้ามาด้วย ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านต่อไป ท่านสมเกียรติอยู่ไหมครับ เพื่อเตรียมตัว ก็จะมีรายชื่อ ท่านสมเกียรติ รอดเจริญ ท่านสวิง ตันอุด ท่านศักดิ์ชัย อาจารย์เจริญศักดิ์ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านเศวต ท่านการุณ ใสงาม ขอเท่านี้นะครับ รายชื่อที่แจ้งไว้แล้ว เชิญท่านสมเกียรติครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขออนุญาตเข้ากรอบที่ ๓ ก็เหมือนเดิมครับ จากการแสดง ความคิดเห็นมาจากประชาชนภาคตะวันออก ๖ จังหวัด สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เหมือนเดิมครับ ก็รวบรวมมาในฐานะที่ท่านมอบหมายให้พวกเราลงไป รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เราก็มีหน้าที่ไปนั่งฟังเขา แล้วก็เก็บรวบรวมมาตาม ประเด็นตามกรอบอย่างที่ได้นําเรียนท่านไปเมื่อช่วงเช้าแล้ว ๒ กรอบ ประชาชนส่วนมาก ก็อยากจะเห็นการกําหนดกลไกหรือมาตรการตรวจสอบการใช้อํานาจฝ์ายการเมืองที่ขณะนี้ กระทํากับข้าราชการ ข้าราชการดําเนินการอะไรทุกวันนี้ค่อนข้างจะอึดอัด ถ้าเผื่อว่ายังให้ ข้าราชการและการเมืองมีปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติงานตามโครงการต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างจะ อึดอัดสําหรับข้าราชการ เพราะว่าการเมืองสามารถที่จะชี้เปึน ชี้ตาย จะชี้ย้าย ชี้โยก ชี้อะไรกับข้าราชการก็ได้ จะทําอะไรก็ถนัดที่สุด ขณะนี้เพื่อความปลอดภัย ถูกต้องครับ ใช่ครับ เหมาะสมครับ อยู่อย่างนี้ครับ ไม่กล้าที่จะดําเนินการอะไรอย่างอื่น ถ้าเผื่อว่า มีความคิดเห็นอะไรอย่างอื่นผิดแผกแตกต่างไปแล้วก็ค่อนข้างจะอันตราย เราจะมีวิธี ออกแบบอย่างไรให้ข้าราชการกับการเมืองให้มันห่างกันหน่อย ห่างกันได้ดี มีสายบังคับ บัญชาได้ แต่น่าจะมีอะไรมาป่ดกั้นไว้หน่อย มาคั่นไว้เสียหน่อย อย่าสายตรงมากนะครับ เพราะว่าเขาค่อนข้างจะเสียว ไม่ทําตามแล้วเสียวแน่
ส่วนการลดจํานวนประชากรเพื่อจะดําเนินการถอดถอน ไม่ว่าจะเปึน นักการเมือง รัฐมนตรี หรือ สส. ทางการเมือง เขาบอกว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ค่อนข้างจะมากมาย ไปเพราะกว่าจะเอารายชื่อที่ได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ มาตรวจสอบครบมันก็หมดวาระของการบริหาร ของชุดนั้นไปแล้ว กว่าจะตรวจบัตรประชาชนกันครบ กว่าจะตรวจสําเนาทะเบียนบ้าน กันครบ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ อย่างที่พันธมิตรดําเนินการล่ารายชื่อนักศึกษากันมาเพื่อปลด ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่แล้ว ขณะนี้ยังตรวจสอบได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่งเลยครับ รัฐบาลก็มี อันเปึนไปเสียแล้ว ก็อยากจะลดลงมา ถ้าเผื่อว่าเปึนไปได้ลดมาเหลือสักหนึ่งในห้า จาก ๕๐,๐๐๐ เหลือสัก ๑๐,๐๐๐ มันน่าจะเปึนจํานวนที่เหมาะสมนะครับ
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะทําอย่างไรถึงจะให้ทางฝ์ายบริหาร หรือฝ์ายการเมืองเข้าไปครอบงําได้อย่างคราวที่แล้วมองเห็นชัดนะครับ ผมต้องกราบ ขออภัยสําหรับที่ผมจะเอ่ยถึงศาลหัวหมู มีศาล ๆ หนึ่งพวกเราได้ดําเนินการเอาหัวหมู ไปตั้ง และศาลพระภูมิตั้งไว้ แล้วก็พยายามบอกว่าศาลนี้น่าจะเปึนศาลหัวหมู เพราะในการตัดสินในแต่ละครั้งค่อนข้างที่จะเปึนไปตามใบสั่งของทางฝ์ายบริหาร ขออนุญาตถ้าเผื่อพาดพิงถึงใครก็ต้องกราบขออภัย ช่วงนั้นเปึนช่วงของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการดําเนินการอะไรที่ค่อนข้างที่จะหมิ่นเหม่ต่อความรู้สึกของประชาชนมาก จึงมีการ แห่แหนศาลพระภูมิ และศาลหัวหมูไปตั้งไว้ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ลักษณะแบบนี้ มันเห็นชัดว่าการเมืองเข้าไปครอบงําชัดเจนนะครับ หรือไม่ก็ กกต. นะครับ อย่าง กกต. ชัดที่สุดแล้ว บทสรุปสุดท้ายชัดมากนะครับ ถึงขนาดเข้าคุกเข้าตะรางกัน เพราะว่า ข้อเท็จจริงนี่ กกต. จังหวัดบอกว่า นาย ก. มีพฤติกรรมที่จะใบแดง แต่ขึ้นมาสู่ข้างบน กกต. ใหญ่บอกว่าไม่เปึนไร ใบเหลืองก็ได้ หรือบางทีอาจจะถึงเขียวเลยนะครับ บางที กกต.ข้างล่างบอกคนนี้บริสุทธิ์ยุติธรรมมาก ประชาชนเลือกด้วยความรัก แต่ข้างบน ไม่ชอบ ให้ใบแดงเลย อํานาจอยู่ในตัวเองทั้งหมดนะครับ ทั้งทางด้านนิติ ทางด้านบริหาร ทางด้านตุลาการ ท่านตัดสินดําเนินการหมด ลักษณะแบบนี้ก็ค่อนข้างที่จะลําบากแล้วไป โดนครอบงําโดยฝ์ายบริหาร ทีนี้ก็ซ้ายหัน ขวาหันได้ตามสะดวก ตามที่ฝ์ายบริหารต้องการ ซึ่งก็เปึนวิกฤติที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ผ่านมาจะทําอย่างไรเราถึงจะหาวิธีที่จะดําเนินการ ไม่ให้ถูกครอบงํานะครับ ที่จริงขออนุญาตได้รับความเห็นมาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านบอกว่า เขาออกแบบมาดีแล้วนะ องค์กรอิสระนี่ วิธีการต่าง ๆ ดี แต่ว่าคนที่เข้าไปอยู่ค่อนข้างที่ จะมีปัญหา เราจึงน่าจะหาวิธีที่จะเอาคนเข้ามาอยู่ตรงนี้ให้มันดีขึ้น ไปออกแบบมาซิว่า จะทําอย่างไร จะหาวิธีคัดสรรคนที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ให้มันดีขึ้น อย่างคราวก่อน ๆ อย่างคราว ที่ผ่านมานี่ก็ให้อํานาจวุฒิสภา ให้อํานาจใครทั้งหลายแหล่ แล้ววุฒิสภาก็โดนครอบงํา เข้าไปอีกก็ยิ่งไปกันใหญ่ เละเทะไปหมด อันนี้จะทําอย่างไรถึงจะทําให้กลับมาเปึนภาพ ที่ดีขึ้นในส่วนขององค์กรอิสระนะครับ ถามว่า กกต. สตง. ปปช. องค์กรอิสระเหล่านี้ ควรจะคงไว้ไหม ก็ถ้าเผื่อว่าในรูปแบบอํานาจหน้าที่เดิม ถ้าเผื่อคนดีนะครับก็น่าจะคงไว้ที่สุด แล้วก็กลับมาที่เดิมก็คือหาทางปรับปรุงวิธีการที่จะนําคนเข้ามาสู่องค์กรเหล่านี้นะครับ แล้วก็มีผู้เสนออันนี้จากประชาชนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นะครับ อยากเห็นว่า สตง. ไม่ควรมี บอร์ด (Board) มากํากับอีก เปึนองค์กรอิสระอยู่แล้ว แล้วยังมีบอร์ดมากํากับ บังเอิญบอร์ด ถ้าเผื่อว่าเปึนบอร์ด หรือคณะกรรมการบริหารที่มีคุณธรรม ที่มีความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ กํากับอยู่ คนที่เปึนผู้ว่า สตง. ค่อนข้างจะเบาใจ ทํางานด้วยความสบายอก สบายใจ แต่ถ้าเผื่อบังเอิญบอร์ดในการกํากับดูแล สตง. เกิดเปึนบอร์ดอย่างคราวที่แล้ว ปัญหามันก็เกิดระหว่างผู้ว่าฯ กับบอร์ดขัดกันไปขัดกันมา ผลที่จะเกิดกับประเทศชาติ กลับกลายเปึนเสียหายมากมาย อย่างที่เห็นที่ผ่านมานะครับ ก็คงจะต้องมีการนําเสนอว่า เมื่อมี สตง. แล้ว มีผู้ว่าฯ แล้ว ก็มิสมควรที่จะมีบอร์ดมากํากับอีกที แต่ถ้าเผื่อจะตั้งองค์กร ขึ้นมานะครับ ประชาชนอยากเห็นเหลือเกินว่าทุกองค์กรอิสระเหล่านี้น่าจะออกแบบให้มี ประชาชนทุกภาคส่วนเปึนผู้มาตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อีกทีหนึ่ง เปึนคู่ขนานครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณ ครับท่านสมเกียรติครับ ท่าน สสร. สวิง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สวิง ตันอุด ครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกตกับกรอบที่ ๓ อยู่สองสามเรื่องครับ เรื่องแรกก็คือ เราไปรับฟังความคิดเห็นตามจังหวัดทั้งหลาย เขามีสังเกตเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ผ่านมานี้นะครับ องค์กรอิสระไม่ค่อยจะมีอํานาจในแง่ของ การที่จะดําเนินการในเรื่องของประชาชน คือเปึนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง ทําอย่างไรเราถึงจะ เพิ่มอํานาจเรื่องนี้เข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ ได้รับเสียงสะท้อนจากทุกจังหวัด ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คงจะคิด เรื่องนี้ไว้รอบคอบพอสมควรว่าจะทําอย่างไรจึงจะเพิ่มอํานาจเรื่องนี้ อันนี้เปึนเรื่องข้อท้วงติง ที่เขาท้วงติงมาจริง ๆ นะครับ
อันที่ ๒ ผมคิดว่าสิ่งที่เขาสะท้อนมาก็คือการที่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามา ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ทําอย่างไรถึงจะลดเงื่อนไขของคุณสมบัติเหล่านี้ลงมา ให้มากที่สุด ผมคิดว่าเรื่องนี้บางทีเราพอไปกําหนดเกณฑ์ ไปกําหนดกรอบเราจะถูกกัน ประชาชนจะถูกกันออกไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปริญญาตรี ตั้งแต่วุฒินั้น ตั้งแต่ระดับซีนั้น ซีนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ทําอย่างไรถึงจะเป่ดช่องให้ประชาชนได้เข้ามามีสถานะตําแหน่งในเรื่อง เหล่านี้ได้ เรามีศาล ที่ผ่านมานี่เราก็ยังสร้างศาลสมทบขึ้นมาได้ด้วย คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้นี่ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือข้อท้วงติง จริง ๆ ว่าประชาชนจะมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร แต่ถึงที่สุด เอาละ ถ้าสมมุติว่าองค์กร อิสระต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านั้นอยู่ เขาขออีกเรื่องหนึ่งได้ไหมครับ เขาขอว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้กลไกขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้หยั่งรากลงไปในระดับ ภูมิภาค ในระดับของภาค และในระดับของจังหวัด เรื่องนี้สําคัญครับ เพราะว่าถึงที่สุด ถ้าประชาชนเดือดร้อน ไม่มีทางหรอกครับ ประชาชนคนยากคนจนจะวิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อที่จะมาหาองค์กรอิสระซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน ตอนนี้องค์กรอิสระที่มีอยู่ ที่มีกลไก อยู่ในระดับจังหวัดก็อาจจะมีเฉพาะ กกต. เท่านั้นเอง อาจจะมีศาลปกครองที่มีอยู่ในระดับ ภาคเท่านั้นเอง แต่ทําอย่างไรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดี คณะกรรมการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ดี หรือองค์กรอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างไรก็แล้วแต่ ทําอย่างไร ถึงจะมีกลไก หรือ สตง. การตรวจสอบเงินแผ่นดิน อะไรก็แล้วแต่ที่จะมีกลไกในระดับจังหวัด และในระดับภาคที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย มีระบบเชื่อมโยง มีระบบ ของท้องถิ่นได้เข้ามาในแง่ของการมีส่วนร่วม แล้วก็สร้างกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาด้วย ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่ารับฟังอย่างยิ่ง เพราะไม่เช่นนั้นเองเข้าใจว่าคนที่จะเข้าถึงองค์กรอิสระได้ ก็เปึนคนไม่กี่กลุ่มในสังคมนี้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เขาก็ตั้งเปึนข้อสังเกตมาก็คือเรื่องเกี่ยวกับ เสียงส่วนน้อย ผมคิดว่าได้ฟังมาเหมือนกันนะครับว่า จริง ๆ แล้วทําอย่างไรสังคมนี้ถึงจะได้ รับฟังเสียงส่วนน้อย ประเด็นก็คือว่าถึงที่สุดนี่นะครับ ถ้าสมมุติเราสร้างระบบ ๒ อันขึ้นมา ระหว่างประชาพิจารณ์กับประชามติควบคู่กันไป เพราะไม่เช่นนั้นถึงที่สุดคนก็จะไปเทเรื่อง เกี่ยวกับประชามติ ถึงที่สุดประชามติก็กลายเปึนเสียงข้างมาก และเสียงส่วนน้อย เสียงข้างน้อย ก็จะหมดความหมายไปในสังคมไทย การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําอย่างไรถึงจะทํา ให้ระบบของประชาพิจารณ์ควบคู่ไปกับประชามติ แล้วก็สร้างระบบของประชาพิจารณ์ให้มาก ยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทําให้เรื่องนี้เปึนเสียงของประชาชนส่วนน้อยที่เราควรจะรับฟังในสังคมนี้อยู่ นะครับ
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จํากัด ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ อย่างยิ่ง เรื่องที่เกิดมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา โดยผู้บริหารก็ดี แล้วโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน ไม่ได้สร้าง การมีส่วนร่วม แล้วก็ถึงที่สุดไปสร้างผลกระทบมากมายในพื้นที่ ปัญหาที่เกิดขึ้น มีเต็มไปหมด หลายโครงการได้ดําเนินการ หลายโครงการก็หยุดดําเนินการไปเลย ถึงที่สุด ก็ไม่มีใครสามารถที่จะชี้ได้ว่าโครงการอันนั้นเองสมควรที่จะสร้างหรือไม่สร้างอย่างไร ผมได้อภิปรายไปแล้วบ้างนะครับ เรื่องเกี่ยวกับว่าทําอย่างไรเราถึงจะสร้างคณะกรรมการ ประเมินผลกระทบขึ้นมาที่จะเปึนกลาง เพราะตอนนี้ถึงที่สุดก็คือว่าเจ้าของโครงการนั่นเอง เปึนผู้ว่าจ้างทีมประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และทางด้านสุขภาพ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ถึงที่สุดผลจะออกมาอย่างไรก็เถียงกันอยู่ดี เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ บอกไว้หน่อยได้ไหมครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะด้วยเรื่องไหนก็แล้วแต่ที่จะมีคณะกรรมการหรือกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นที่จะทําให้เปึนกลางในการที่จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ที่จะทํา ให้ประเมินได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเปึนของการสร้างเขื่อนก็ดี เรื่องเกี่ยวกับลิกไนต์ (Lignite) ก็ดี เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดี ทําให้เกิดการยอมรับของประชาชน ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเราสามารถที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้ชัดเจนอีกกลไกหรืออีก องค์กรหนึ่ง เราก็จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ มีรายชื่ออยู่นะครับ เพื่อเตรียมตัวอภิปราย ท่านศักดิ์ชัย อาจารย์เจริญศักดิ์ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านเศวต คุณการุณ นะครับ ท่าน สสร. ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สสร. ครับ กระผมอยากจะขอพูดถึงองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าอํานาจตามรัฐธรรมนูญนั้นในอดีตที่ผ่านมา เราจะพบว่าจะมี อํานาจอยู่เพียง ๓ ส่วนที่ใช้กัน นั่นก็คืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ ตุลาการ เราเพิ่งจะมีอํานาจที่ ๔ เข้ามาในรัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั่นก็คืออํานาจ การตรวจสอบหรือองค์กรอิสระนั่นเอง แต่สิ่งที่เราพบเห็นก็คือว่าในองค์กรอิสระที่เกิดขึ้น ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น ค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นมาแล้วมีปัญหาซึ่งเราก็จะได้พบเห็น มากมาย ทีนี้ก็ถามว่าแล้วเรายังคงจะต้องมีองค์กรอิสระไว้หรือไม่ กระผมคิดว่าอํานาจ การตรวจสอบนั้นเปึนอํานาจที่จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีการถ่วงดุลของฝ์ายนิติบัญญัติ และฝ์ายบริหารที่ทํางานให้กับชาติ แต่ที่ผ่านมาเราก็จะพบว่าองค์กรอิสระนั้นเริ่มต้น จากกระบวนการสรรหาก็เปึนสิ่งที่เริ่มผิดเพี้ยนตั้งแต่ต้น เพราะกระบวนการสรรหานั้น อย่างเช่น กระบวนการสรรหา กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ปรากฏว่ากระบวนสรรหานั้น จะต้องมีพรรคการเมืองเข้ามาด้วย ตรงนี้แหละครับมันก็จะเปึนประเด็นว่าเมื่อเราเอา พรรคการเมืองเข้ามาแล้วเราจะบอกว่าให้มาสรรหาคนที่จะไปตรวจสอบอํานาจนิติบัญญัติ และฝ์ายบริหารซึ่งมาจากพรรคการเมืองนั้นมันก็เปึนสิ่งที่เริ่มผิดแล้วนะครับ เมื่อกระบวนการ สรรหาต่อมานะครับ กระบวนการสรรหาองค์ประกอบขององค์กรอิสระต่าง ๆ นั้นในรัฐธรรมนูญ ที่เราพบเห็นที่ผ่านมาเราจะพบว่าเราไม่มีภาคประชาชน เข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนี้เลย เราจะพบเห็นว่าจะต้องประกอบไปด้วยข้าราชการ ที่มีประสบการณ์ ที่มีระดับซีสูง ๆ ขึ้นไป ผ่านต่าง ๆ มา เคยเปึนอดีตรัฐมนตรี หรืออะไรก็ตามเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าแล้วตรงนี้ละครับ เราบอกว่าต่อไปนี้เราอยากจะเห็นประชาชนนั้น มีส่วนร่วมในการที่จะดูแลประเทศชาติในการ ที่จะถ่วงดุลอํานาจของรัฐ แต่ปรากฏว่าตรงนี้เราก็ไม่มีภาคประชาชนเข้ามา ทีนี้มาถึงสรรหา แล้วก็มาถึงกระบวนการคัดเลือก ถามว่ากระบวนการคัดเลือกที่ผ่านมาเราก็พบว่ากระบวนการ คัดเลือกนั้นก็ไปอิงอยู่กับนิติบัญญัติ หรือ สว. ประเด็นก็คือว่าถ้าการมาซึ่งอํานาจของ นิติบัญญัตินั้นไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใส มีการซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามา แล้วมาทําหน้าที่อยู่ใน อํานาจนิติบัญญัตินั้น ก็จะทําให้การคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบนั้นก็เกิดปัญหา นี่เปึนสิ่งที่ มันโยงกันไปโยงกันมาที่ไม่รู้จักสิ้นสุดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในกระบวนการของ องค์กรอิสระนั้นเปึนสิ่งที่จําเปึน แต่กระบวนการสรรหาและกระบวนการคัดเลือกนั้นยังเปึน ปัญหาของเราอยู่ ที่สําคัญคือจะทําอย่างไรให้คนที่จะเข้ามาทําการตรวจสอบ บุคคลที่จะเข้ามา ทําการตรวจสอบนั้นจะต้องมีความโปร่งใส จะต้องไม่มีประวัติในทางที่เสื่อมเสียมาก่อน สิ่งเหล่านี้ควรจะมีการตรวจสอบที่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะอภิปรายในส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของศาลเราจะพบ เห็นว่าในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ตรงนี้นะครับ เราพยายามที่จะมองดูว่า เมื่ออํานาจการตรวจสอบมันมีปัญหา แล้วเราก็ไม่อยากให้อํานาจการตรวจสอบนั้น สามารถที่จะเปึนผู้ชี้ขาดหรือตัดสิน เราก็พยายามที่จะนําอํานาจเหล่านี้กลับขึ้นไปให้กับ ตุลาการ สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่ดีครับท่านประธาน เรามองว่าตุลาการนั้นเปึนสถาบัน ซึ่งเรายังหลงเหลือที่เรายังจะเคารพและศรัทธาอยู่ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน การถ่วงดุล กระบวนการถ่วงดุล ทุกอย่างจะต้องมีกระบวนการถ่วงดุล ไม่ว่าผู้ใดจะตรวจสอบ ใครก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมีกระบวนการถ่วงดุลเพื่อตรวจสอบไม่ให้กระบวนการตรวจสอบ นั้นมีปัญหา การตัดสินนั้นมีปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียน ๒ เรื่อง ที่ผ่านมาก็คือเรื่องกระบวนการศาลที่จะทําหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบนั้น อยากให้มีการ ถ่วงดุลครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านต่อไปนะครับ อาจารย์เจริญศักดิ์ เชิญครับ
สวัสดีครับท่านประธาน ผม เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ สสร. หมายเลข ๐๑๓ นะครับ ของผมมีประเด็นสั้น ๆ ๓ ประเด็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้อภิปรายมาแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องการขยายอายุของผู้พิพากษาถึงอายุ ๗๐ ป้นี่นะครับ ท่านประธานผมเห็นด้วยนะครับ แต่ผมมีความเห็นว่าเราไม่ควรจะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ใช่ไหมครับ เพราะว่ามีข้าราชการหลายฝ์าย ถ้าทุกฝ์ายบรรจุไว้หมดมันอยู่ในกฎหมายลูก ได้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ การสรรหาผู้จะมาเปึนกรรมการในองค์กรอิสระนะครับ อย่างท่านอาจารย์ ดร.เจิมศักดิ์เคยพูดเมื่อคราวที่แล้วว่าเรามอบอํานาจมาทาง ผู้พิพากษา ซึ่งเปึนองค์กรที่ยังเหลือความยุติธรรมอยู่ในสังคมเราค่อนข้างจะมาก ผมกังวลอยู่นิดหนึ่งนะครับ กังวลอยู่นิดหนึ่งเพราะว่าผู้ใหญ่หลายท่านก็บอกมาว่า ที่เราคงรักษาความยุติธรรมได้ เพราะไม่มีผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าเราโยนอํานาจมา ให้กลุ่มจากจํานวนมากเหลือเพียง ๔ – ๕ ท่านนี่นะครับ ตามที่ภาษิตภาษาอังกฤษบอกว่า เพาเวอร์ เทนดส์ ทู คอรัปต์ (Power tends to corrupt) แปลเปึนไทยง่าย ๆ ว่า อํานาจจะทํา ให้เสียคน อันนี้ผมไม่ได้หมิ่นประมาทใครนะครับ แต่ว่าอยากจะฝากท่านประธานว่า ผมเปึนห่วงในอนาคตนะครับ
แล้วก็อีกอันหนึ่ง สมัยเปึนนักศึกษานะครับ ป้ ๒๕๑๕ ผมรู้จัก กกต. ครั้งแรก เราไม่เคยประท้วงรัฐบาลเลย ถ้าผมจําไม่ผิดป้นั้นนี่นะครับนักศึกษาลุกฮือ เปึนครั้งแรกในรอบ ๑๐ ป้ ว่า กกต. จะไม่มีอิสระเพราะว่ารัฐบาลมอบอํานาจให้ ตอนนั้น เขาเรียก กฎหมายโบว์ดํา มอบอํานาจให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง กกต. ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึน เรื่องใหญ่ เมื่อกี้นี้พอผมดู ผมเป่ดรัฐธรรมนูญเก่าดูนี่นะครับ เดิมนี่มันเท่ากัน ศาลละ ๔ ท่าน เรา ๓๕ ท่าน มาแก้เปึน สาม สี่ ห้า ผมไม่ทราบ ผมอยากจะให้เรื่องนี้เปึนความคิดเห็น ส่วนตัวว่าอยากจะให้ทางฝ์ายตุลาการทั้งหมดทุกศาลไปประชาพิจารณ์มา ไม่ควรจะ กลุ่มน้อย ๆ มาเสนอกัน เปึนเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์กรรณิการ์ครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร มีข้อคิดเห็นต่อกรอบที่ ๓ อยู่สองสามประเด็นค่ะ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้นะคะ เราก็อยากจะให้เปึน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมแล้วก็เข้าถึง แล้วก็กินได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในกรอบ ที่ ๓ คิดว่ากินไม่ได้เท่าไร ก็หมายความว่าเมื่อพูดถึงองค์กรอิสระ สิ่งที่พวกเราคุยกัน ในสภาแห่งนี้ หรือในส่วนที่อยู่ในส่วนกลางที่พูดกันมานั้นนี่นะคะ องค์กรเหล่านี้มักจะอยู่ ในส่วนศูนย์กลางตรงนี้มาก การเข้าถึงต่อองค์กรอิสระเหล่านี้ค่อนข้างน้อยสําหรับต่างจังหวัด นะคะ แล้วก็แม้กระทั่งเรื่องการทําความเข้าใจต่อองค์กรอิสระเหล่านี้เปึนไปด้วยความยากลําบาก เวลาจัดเวทีจะต้องทําความเข้าใจว่าองค์กรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเปึน กกต. กรรมการสิทธิฯ ไม่ว่าจะเปึนศาลยุติธรรม สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาต่าง ๆ เหล่านี้ เปึนเรื่อง ที่เข้าใจยากสําหรับคนที่อาจจะเปึนประชาชนโดยส่วนใหญ่ที่ถ้าไม่ได้สนใจมากนักก็จะ ไม่ทราบ แต่เมื่อมาเขียนในรัฐธรรมนูญจะทําอย่างไรจึงจะให้การเข้าถึงองค์กรเหล่านี้ ของประชาชนในต่างจังหวัดจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ก่อนอื่นที่จะพูดถึงเรื่ององค์กรอิสระ มีข้อคิดเห็นว่าพอเราหยิบยกมาเปึนองค์กรอิสระชื่อนั้นชื่อนี้ปัูบ มันก็จะมาบล็อก (Block) ความคิดของเราว่าต้องมีองค์กรนั้น องค์กรนี้ ทําไมไม่ย้อนกลับไปดูในหลักการของ การทําองค์กรอิสระ ยกตัวอย่างเช่น องค์กรที่เรามีอยู่น่าจะมีการวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ ขององค์กรเหล่านี้ไหมว่าที่ผ่านมาได้ดําเนินการอย่างไร การทํางานขององค์กรเหล่านี้ ซ้ําซ้อนกันไหม และก็มาวิเคราะห์บทบาท และหลังจากนั้นถึงจะมาดูว่าจําเปึนต้องมีไหม ถ้ามีจะวางบทบาทหน้าที่กันอย่างไรเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานจริง ซึ่งท่านสมาชิก สสร. หลาย ๆ ท่านได้พูดคุยกันในสภาแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่า องค์กรเหล่านี้บางองค์กรก็เปึน ดินแดนมหัศจรรย์ เปึนหลุมดําบ้าง เปึนดินแดนที่เข้าไปไม่ถึงบ้าง เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร จึงจะให้องค์กรอิสระเปึนจริงและก็เปึนที่พึ่งของประชาชน การตั้งองค์กรอิสระตั้งขึ้นมาเพื่อ อะไร เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิและก็เข้าถึงองค์กรเหล่านี้เพื่อการช่วยเหลือนอกเหนือ จากภาครัฐที่จะช่วยเหลือแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความเห็นว่าก่อนจะทํากรอบที่ ๓ อยากให้มีการวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระเท่าที่ผ่านมาว่ามีความจําเปึน มากน้อยเพียงใด แล้วก็จะซ้ําซ้อนกันไหม แล้วก็จะทําอย่างไรจึงจะไม่ผูกขาดเหมือนกับ ที่ท่านสมาชิกได้นําเสนอไปแล้วนะคะ แล้วทําอย่างไรถ้าจําเปึนต้องมีประชาชนจะเข้าถึง องค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร ตรงนี้เปึนประเด็นสําคัญนะคะ เพราะว่าขณะนี้ในต่างจังหวัด ที่ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นปรากฏว่าชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงองค์กรเหล่านี้ได้ มีบางจังหวัดก็เรียกร้องถึงขั้นว่าน่าจะมีระดับจังหวัดไปทั้งหมดเลยเพื่อให้ประชาชน เข้าถึงองค์กรเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเปึนกรรมการสิทธิฯ เอย สํานักงานทั้งหลาย หรือแม้กระทั่ง สป. ต่าง ๆ ถึงแม้จะเปึนตัวแทนจังหวัดก็ตามนะคะ แต่ว่าการที่จะลงไปทํางานในพื้นที่ เข้าถึงจริง ๆ ยังน้อย
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ามีข้อเสนอว่าองค์กรอิสระจะมีองค์กรหนึ่งไหมที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งตรงนี้หลาย ๆ จังหวัดนะคะ มีข้อเสนอมาว่า น่าจะต้องมีองค์กรตรวจสอบคุณสมบัติในเชิงคุณธรรม จริยธรรม ของนักการเมือง ซึ่งจริง ๆ ว่าแล้วองค์กรอิสระทั้งหลายแหล่ที่เรามีอยู่ ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ว่าจะ จําเปึนหรือไม่ ก็น่าจะต้องทําหน้าที่ในการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม แต่ว่าจากประสบการณ์ ที่ผ่านมาเราพบว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ยังทําในเชิงการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ของนักการเมืองได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีข้อเสนอว่าน่าจะได้มีองค์กรอิสระขึ้นมา ตรวจสอบ ซึ่งในบางประเทศยกตัวอย่างประเทศไต้หวัน (Taiwan) ก็จะมีองค์กรที่ทําหน้าที่ควบคุม ดูแลคุณธรรม จริยธรรม จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง ข้าราชการทั้งหมดที่จะต้องถูก ควบคุมดูแลจากสภาเรื่องของการตรวจสอบนะคะ
อีกส่วนหนึ่งที่เสนอก็คือว่า การที่เราบอกว่าประชาชนจะเข้าถึงองค์กรเหล่านี้ หรือว่าจะเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เปึนไปได้ไหมที่จะมีองค์กรอิสระที่เปึนที่ปรึกษา ด้านกฎหมายให้กับภาคประชาชน ภาคประชาชนโดยส่วนใหญ่แล้วพอพูดถึงกฎหมายหรือ แม้กระทั่งการขึ้นศาล หรือการคดีความก็จะตกใจ เพราะว่าจะไม่ได้เข้าใจในกระบวนการ เพราะฉะนั้นการที่จะทําอย่างไรจึงจะให้เกิดเรียกว่า นิติรัฐ นะคะ ที่ทําให้ทางด้านกฎหมาย จะเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง แล้วประชาชนมีผู้ได้รับความเดือดร้อน ผู้ได้รับความเสียหาย มีที่ปรึกษาอย่างแท้จริงจากองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนสิ่งที่เรารับฟังมา และส่วนสุดท้ายนะคะถึงแม้จะไม่ได้อยู่ ในกรอบที่ ๓ แต่เปึนกรอบอื่น ๆ นะคะ ที่มีคนเสนอมาก็คือว่าในการทําตรากฎหมาย เพื่อเปึนไปตามรัฐธรรมนูญนั้นควรจะกําหนดกรอบระยะเวลาในการตรากฎหมาย ให้ชัดเจน ตรงส่วนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในกรอบใดก็ตาม แต่ว่าส่วนนี้มีคนเสนอ ความคิดเห็นมาว่าการตรากฎหมายซึ่งบอกว่าจะต้องถูกตรากฎหมาย ถูกบัญญัติเข้าไป ตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อกฎหมายลูกไม่ออกมา การปฏิบัติจริงจึงไม่มี แล้วก็ไม่มีเวลา มากําหนดด้วย เพราะฉะนั้นจึงขอเสนอให้มีกรอบระยะเวลาในการทํางานตรงส่วนของ การตรากฎหมายด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับ ลําดับต่อไป ท่าน สสร. เศวต นะครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเศวต ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกรครับ กระผม ไม่มีความรู้เรื่องขององค์กรอิสระ แต่ว่าผมในฐานะตัวแทนชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ผมอยากจะสะท้อนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนรากแก้วนะครับ ผมยกตัวอย่าง เช่น ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนรากหญ้ารากแก้วทั้งหลาย เขารู้สึกว่าองค์กรอิสระ มันไม่เวิร์คครับ มันไม่เดินเครื่องไปได้ดีครับ มีความติดขัดอยู่หลายประการครับ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ นะครับ อย่างผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เขาจะสะท้อนออกมา ว่าทุกเสียงร้องเรียนมีความหมาย ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แต่ผลปรากฏว่าจับใครเข้าคุก ไม่ได้สักคนครับ อันนี้เปึนคําพูดของชาวบ้านเขาสะท้อนออกมานะครับท่านประธาน อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ อยู่แถว ๆ ถนนพญาไท ตึกสูง ๆ นะครับ เวลาชาวบ้านเขาจะไป เขามีซีเคียวริตี (Security) มียาม มีอะไรปกปัองคุ้มกัน ขึ้นไป ก็ยาก ไม่ได้แลกบัตรแล้วไปดึงดันขันขอบที่จะขึ้นไป แล้วก็ไปอยู่ในห้องอันที่ลึกลับจํากัด เอาเจ้าหน้าที่มารับเรื่อง รับอะไร แล้วก็พยายามผลักดันกลับไปนะครับ อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ สะท้อนให้เห็นถึงความเปึนมาเปึนไปที่มันเปึนอยู่นะครับผม อีกเรื่องหนึ่งก็เปึนเรื่องของ ปปช. นะครับ ปปช. คดีก็ค้างอยู่เปึนหลายหมื่นคดี เปึนหมื่นกว่าคดี สองหมื่นคดี อะไรแบบนี้ คือเรื่อง ปปช. ผมอาจจะพูดมากหน่อยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เหตุเกิดที่บ้าน หนองหมาว้อนะครับ อบต. เขาโกงเขากินกัน นายอําเภอหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ เขาก็ร้องเรียน กันไป เอาพยานหลักฐานไป ปรากฏว่าจะไปร้องอย่างไร ในเมื่อ ปปช. อยู่ข้าง ๆ ทําเนียบ รัฐบาล ประมาณถนนพิษณุโลก อะไรแบบนี้ ไม่รู้เขาจะส่งไปอย่างไรแบบไหน แล้วก็ทําดี ไม่ดีก็ถูกอํานาจรัฐ หรือว่าพวกที่มีอํานาจทางการเมือง หรืออํานาจเถื่อนอย่างอื่น อํานาจมืด อย่างอื่นเข้ามาครอบงําอีกให้ดําเนินการถอนเรื่องราวแจ้งความ หรือร้องเรียน หรืออะไรแบบนี้ ก็เปึนเรื่องที่หวาดผวา หวาดเกรง แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปพึ่งพาอาศัยใคร แล้วก็เรื่องราว จะเปึนอย่างไร จะตรวจสอบอย่างไร มีการสอบสวนอย่างไร เพราะฉะนั้นโครงสร้างของ ป.ป.ช. มันน่าจะมีโครงสร้างอําเภอ จังหวัดนะครับ เพื่อให้ครอบคลุมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ใช่มีอยู่ที่เดียวแถว ๆ ข้าง ๆ ทําเนียบอย่างนี้แล้วมากองรวมกัน เวลาอยากจะสอบสวนเรื่องอะไร ตรวจสอบเรื่องอะไรที่น่าสนใจถึงตั้งกรรมการ คณะทํางาน ไปลงพื้นที่ออกต่างจังหวัดเหมือนกรรมาธิการเรามันใช้ไม่ได้ เพราะการทุจริตประพฤติ มิชอบในวงราชการมันมีอยู่ทั่ว ๆ ไปนะครับ ตราบใดที่ยังมีคนหมู่มากอยู่อย่างนี้นะครับ จึงขอฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ให้ออกแบบระบบให้มันเปึนการ ครอบคลุม แล้วก็ส่งเสริมพี่น้องประชาชนรับฟัง หรือว่ารับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ สอบสวนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทยครับ
อันดับต่อไปก็เปึนเรื่องของศาลครับ เรื่องของศาลนี่ผมค่อนข้างจะ ไม่สบายใจที่มีท่านผู้มีเกียรติสมาชิกของเราพูดถึงเรื่องการถ่วงดุลอํานาจตุลาการ ประมาณอย่างนี้นะครับ แล้วผมก็ไม่ค่อยสบายใจที่มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับ การให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการที่เปึนสมาชิกของเรา เกี่ยวกับเรื่องว่ามีแนวโน้มจะเพิ่ม อํานาจตุลาการในรัฐธรรมนูญและชาวบ้านมีกระแสสนับสนุน ขออนุญาตท่านประธาน อ่านนิดหนึ่งครับ เพราะเปึนเนื้อหาสาระที่จําเปึนมากนะครับ ตนรู้สึกห่วงว่าหากให้อํานาจ ตุลาการกันมากเกินไปจะทําให้อํานาจสั่นคลอน เพราะตุลาการไม่ได้สัมพันธ์กับประชาชน และไม่มีระบบตรวจสอบจากประชาชน ดังนั้นจึงอยากเสนอว่าควรให้ฝ์ายนิติบัญญัติ รับรองตําแหน่งสําคัญในฝ์ายตุลาการเพื่อจะคานและดุลอํานาจกันนะครับ เราจะต้องตัดสินใจถ้าจะให้ตุลาการสี่พันกว่าคน ในบ้านเมืองมีอํานาจปลดคนได้ทําอะไร คนก็ได้ แต่ไม่ให้มีฐานมาจากประชาชนเลย ประมาณอย่างนี้ คือผมค่อนข้างวิตกและห่วง คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มาก็แล้วแต่ ป้ ๒๕๔๐ ก็ดี ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๑๘๖ พูดถึงเรื่องการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปึนอํานาจของศาล ซึ่งต้องดําเนินการตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นก็จะมีเกี่ยวข้องเรื่องผู้พิพากษาไม่สามารถ เปึนข้าราชการการเมืองได้ เกี่ยวข้องเรื่องต้องมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากองค์พระมหากษัตริย์ นะครับ ตุลาการ แล้วก็มีเรื่องของก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องให้สัตย์ปฏิญาณตน ซึ่งตุลาการ ไม่เหมือนกับข้าราชการฝ์ายการเมือง หรือข้าราชการประจําทั่วไป ซึ่งเปึนพระราชอํานาจ อย่างแท้จริง ผมวิตกว่าความคิดเห็นนั้นจะไปก้าวล่วงพระราชอํานาจหรือไม่ เปึนประเด็น ที่ตั้งข้อสังเกต ฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อข้อกังวลใจของผม ในส่วนนี้ด้วย ผมเคยได้รับความกรุณาวิสาสะจากท่านจรัญ ภักดีธนากุล ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ซึ่งผมก็เปึนห่วงอยู่ว่า ผมไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยท่านตุลาการสมัยเก่า แต่สมัยใหม่นี้อาจจะ มีผิดเพี้ยนไปบ้าง ผมก็อยากจะนําเสนอ แล้วก็เรียนท่านว่าอยากให้สถาบันพัฒนาตุลาการ ทําติวเข้มอย่างเข้มข้น คืออยากจะทําโครงการที่นําเข้าไปสู่กระบวนการตุลาการที่เปึนคุณธรรม จริยธรรมอย่างแท้จริง ผมอยากให้เรื่องนี้เปึนข้าราชการของ กต. ของตุลาการเขาทํากันเอง เพราะเปึนเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเปึนสิ่งเดียวที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันและวินาทีนี้ ตุลาการภิวัตน์เปึนสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวอยู่ในใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งผมด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยัน นอนยันว่าเราจะต้องไม่ก้าวล่วงในสิ่งนี้ ผมอยากยืนยัน เพียงแต่ว่า อยากจะฝากถึงทางตุลาการว่าให้มีสถาบันพัฒนาตุลาการที่เข้มข้น แล้วก็เปึนระบบระเบียบ มีจริยธรรม มีสอน อบรมอย่างเข้มข้น แค่นี้ก็จะทําให้ประเทศชาติเราไปได้ มีที่พึ่ง ที่หวัง อย่างแท้จริง
แล้วลําดับต่อไปอันดับสุดท้าย ก็คือเรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครับ ส่วนที่มาที่ไปก็เห็นมาแล้วในรัฐธรรมนูญ ผมไม่กล่าวซ้ําอีก แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหลายคน แล้วก็เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย แล้วทําความเห็นไป คนละทิศคนละทาง ผมสะท้อนถึงระบบการพิพากษาอรรถคดี เขาจะคิดถึงฟันข้อกฎหมาย ฟันเรื่องของเจตนาว่าเปึนเจตนากระทําผิดหรือไม่ องค์ประกอบความผิดนี่จะผิดตามกฎหมาย แล้วต้องมีเจตนาด้วย แต่เรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีเสียงข้างมากข้างน้อย เท่าที่ติดตามก็เขียนวินิจฉัยไปคนละทิศคนละทาง แล้วก็ยกมือว่าใครได้มากได้น้อย กลายเปึนพวกมากลากไป ไม่ได้กลายเปึนว่าผิดหรือถูก พี่น้องประชาชนเขาอยากฟังว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี่ผิดไหม ถูกไหม กลายเปึนว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลายเปึน ประชาธิปไตยแล้ว ยกมือเสียงข้างมากแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างเช่นนี้แล้ว เปึนหลักบิดเบือน เปึนหลักอวิโรธธรรม (อวิโรธ ธมฺม) มันก็ทําให้เกิดวิกฤติเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง อย่างที่ปรากฏอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่นมีคนไปฟัองศาลปกครองเกี่ยวกับเรื่อง กกต. รุ่นเก่า ศาลปกครองปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ท่านเศวตครับ นั่นมันเรื่องอดีตยกเลิกไปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนั้น จะเสนออย่างไรต่อไป กรุณาเสนอ
ผมสะท้อนให้กรรมาธิการฟัง
ก็สะท้อนพอแล้วล่ะครับ เปึนที่เข้าใจแล้วครับ
ผมสรุปลงแล้วครับ คือศาลปกครองก็วินิจฉัยตัดสิน อรรถคดีแล้วว่า กกต. ผิดพลาด นี่ศาลปกครองสูงสุดนะครับ คือจบแล้ว มันน่าจะจบ แต่มันไม่จบ กกต. ก็บอกว่าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญกลับคําวินิจฉัยบอกว่า กกต. เปึนที่ยุติแล้ว ที่สุดแล้ว ด้วยเสียงข้างมากกับข้างน้อย แล้วก็ผูกพันทุกองค์กร เมื่อผูกพันทุกองค์กรก็เปึนการหมิ่นเหม่ ผมก็ไม่อยากจะพูดต่อเรื่องแบบนี้ ไม่รู้องค์กรไหน เพราะฉะนั้นผมก็ขอฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยครับ ให้คิดถึงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งอาจจะเปึนสิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าเปึนสิ่งที่สําคัญมาก ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้มีแขกผู้มีเกียรติมาเยี่ยมชมฟังการประชุมของคณะเรานะครับ คือคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านบางลาง อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จํานวน ๙๒ ท่าน ขอยินดีต้อนรับนะครับ รายสุดท้ายครับ ท่าน สสร. การุณ ใสงาม ครับ เรียนเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ สสร. คงจะพยายามรวบรัดและพูดในประเด็นที่เปึนหลัก ๆ ขององค์กรอิสระอย่างสั้น ๆ โดยย่อที่มีปัญหาและควรจะปรับปรุงนะครับ แต่ครั้นจะพูดไม่เกี่ยวโยงกับอํานาจ ส่วนอื่นบ้างก็จะมองไม่เห็นภาพ จึงจะขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับท่านประธานครับ เราคงจะต้องทําความเข้าใจกันเสียใหม่ ไม่ว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่อํานาจ ที่ ๔ เพราะอํานาจนั้นมีอยู่ ๓ อํานาจเท่านั้นครับ คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ แล้วเราจัดสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาคงไม่ใช่เปึนการสถาปนาหรือจัดสร้าง ประดิษฐกรรมใหม่ขึ้นมาเปึนอํานาจที่ ๔ คงไม่ใช่ เปึนแต่เพียงเราสร้างเครื่องมือชนิดหนึ่ง ขึ้นมาให้เปึนเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบปัญหาการบริหารรัฐกิจหรือการดําเนินธุรกรรม ทางรัฐกิจ กิจกรรมทางรัฐกิจ เพราะการดําเนินกิจกรรมทางรัฐกิจมันมีปัญหาเยอะ มันมีทั้ง การเอารัดเอาเปรียบ มันมีทั้งการแทรกแซง มันมีทั้งการข่มเหงรังแก มันมีทั้งการทุจริต มันมีทั้ง การคดโกง มันมีทั้งคุณธรรมและไม่คุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ อยู่มากมายประกอบกันไปด้วย เราจึงสร้างประดิษฐกรรมขึ้นมาใหม่เปึนเครื่องมือของรัฐชนิดหนึ่งเพื่อทําการช่วย ๓ อํานาจ คือช่วยอํานาจนิติบัญญัติ ช่วยอํานาจบริหาร และช่วยอํานาจตุลาการ ให้สามารถเดินไป ได้อย่างถูกทิศถูกทาง เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระจึงไม่ใช่อํานาจอะไรเลยที่เกิดขึ้นมาใหม่ ท่านประธานครับ ประดิษฐกรรมที่สร้างขึ้นมานี้เพื่อช่วย ๓ อํานาจในการทํากิจกรรมทาง การบริหารรัฐกิจนั้น เราอาจจะสถาปนาและตั้งชื่อขึ้นอีกมากมาย จริง ๆ ไม่จําเปึนต้องเปึน เจ็ดแปดสถาบัน เจ็ดแปดองค์กรที่ว่านี้ เราอาจจะเพิ่มเติมเปึน ๙ เปึน ๑๐ เปึน ๑๕ หรือเปึน สัก ๓๐๐ องค์กรก็ได้ ถ้ามันจําเปึน แต่ถ้ามันไม่จําเปึนเราก็อาจจะตัดออกจาก ๓๐๐ ที่เรา ว่าเหลืออยู่ ๒๐๐ เหลืออยู่ ๑๐๐ หรืออยู่ ๗ แม้แต่มีอยู่ ๗ นี้ก็ตามเราอาจตัดเหลืออยู่ ๓ ก็ได้ ถ้ามันจําเปึนต้องมีแค่ ๓ ประดิษฐกรรมที่ผ่านมาท่านประธานที่เคารพครับ องค์กรที่เอาออก ยากที่สุด องค์กรอิสระที่ท่านมีอยู่ที่ผ่านมาองค์กรที่เอาออกยากที่สุด ท่านทราบไหมองค์กรอะไร ท่านประธาน ไม่ทราบ องค์กรที่เอาออกยากที่สุดคือ ปปช. ท่านประธาน เอาองค์กร ปปช. เอาออกยากที่สุดเลย เพราะองค์กรอื่น ๆ นี้มันเอาเข้าคุกเข้าตะราง ก็วิธีการเอาเข้าคุก เข้าตะรางอีกแบบหนึ่งไป วิธีการถอดถอนก็มีวิธีกระบวนการถอดถอนอีกแบบหนึ่ง แต่เจ้าองค์กร ปปช. นี่ ท่านประธานครับ มันมีกระบวนการ ถ้าจะถอดถอนก็เฉพาะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๙ ถ้าจะเอาเข้าคุกเข้าตาราง ปปช. นี่ก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ เฉพาะอย่างตนเองพิเศษเลยครับ ท่านประธาน แล้วถ้าจะถอดถอนนี่ จะต้องใช้ทั้งผู้แทนฯ ทั้ง สว. สมคบกันนะครับ สมคบนะ ร่วมกันเซ็นชื่อถึงจะพอนะ จํานวนผู้แทนฯ และ สว. ที่จะมาสมคบกันเซ็นชื่อจะต้องมากเพียงพอนะครับ ถึงหนึ่งในสี่ ของจํานวน ๗๐๐ ท่านเห็นไหมมันยากขนาดหนักเลย แล้วถอดถอนท่านประธานครับ ขึ้นไปแล้วไต่สวนเสร็จกระบวนความเรียบร้อยแล้วส่งมาถอดถอนที่วุฒิสภา มาตรา ๒๙๙ บอกไว้ว่า การถอดถอนต้องใช้เสียง สว. ถึงสามในห้า คือ ๑๕๐ เสียง ของ สว. ในจํานวน ๒๐๐ ขึ้นไป จึงจะถอดถอน ปปช. ได้ แต่ถอดถอน ท่านประธาน ถอดถอน กกต. ถอดถอน ศาลรัฐธรรมนูญ ถอนถอนนายกฯ ถอดถอนรัฐมนตรี นั่นเปึนการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ มาตรา ๓๐๔ มาตรา ๓๐๕ ไปมาตรา ๓๐๖ ส่งกลับมา แล้วมามาตรา ๓๐๗ ถอดถอนโดย สว. สว. ใช้มติเพียงสามในห้า คือ ๑๒๐ ต่อ ๒๐๐ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็น ว่าถอดถอน ปปช. ใช้เสียงสามในสี่ คือ ๑๕๐ ต่อ ๒๐๐ แค่การถอดถอนก็ยากที่สุดแล้ว ถ้าจะเอาเข้าคุกอีกเหมือนที่เอา ปปช. เข้าคุก ป์านนั้นก็ยังเข้าคุกไม่ได้ ศาลฎีกาแผนก คดีอาญายังรอลงอาญาได้ เจ็บใจมาก หลุดไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ เอาล่ะเปึนคําพิพากษา ศาลฎีกา ไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ที่จริงถ้ามาเทียบเคียงกรณี กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบนั้นไม่รอลงอาญา ศาลอาญาพิพากษาอย่างนั้นไม่เทียบเคียงนะครับ เปึนอันว่าปล่อยผ่านไปตรงนี้ น่าเสียดายหลุดมือไป เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในกรณี ปปช. ก็ตาม องค์กรอิสระที่เรียกชื่อว่า กกต. ก็ตาม คตง. คณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่กําลังจะเดินทางเข้าคุกอีกไม่นานนี้ต่อไป ก็ตาม เพราะเปึนพวกที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและทุจริต ผมอภิปรายในสภา ในวุฒิสภา ก็หลายครั้ง อภิปรายที่นี่ พูดในที่ชุมชน ในที่ไหนก็ตาม ในทีวีทุกแห่ง พวกนี้ควรเดินทางเข้าคุก เพราะปฏิบัติหน้าที่มิชอบและทุจริตว่าด้วยเรื่องการขึ้นเงินตัวเอง ผมเขียนทั้งหมดนี้ ปปช. ก็ผมยกร่างเขียนให้ไป ที่อาจารย์เจิมศักดิ์พูด ๆ นั่นผมยกร่างให้ทั้งนั้น ผู้ตรวจการนี่ ก็ใช่ผมอีก ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช่ ผมเขียนเอง ยกร่างหมด ตอนนี้มีทั้งหมด กกต. ก็เหมือนกัน อยู่ที่ ปปช. ทั้งนั้นตอนนี้ เมื่อเช้าถาม ปปช. ท่านกล้านรงค์ แต่เปึนความลับ เรื่องของท่าน ไปคุยมาแล้วเมื่อกี้ พวกเหล่านี้ควรจะเดินทางเข้าคุกโดยด่วน ไม่ใช่ต้องมาทําหน้าที่ที่ ไร้สาระ ที่เหลวไหล อย่างนี้ ๕ ป้ ๖ ป้ที่ผ่านมาเปึนความล้มเหลวอย่างมากของผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิฯ ศาลรัฐธรรมนูญ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เรื่องแรกขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ ขอเสนอวิธีการสรรหา ท่านประธานครับ การสรรหาที่ผ่านมาเหลวไหลมาก ถ้าท่านยังขืนปล่อยให้มีการสรรหาอย่างที่ ผ่านมาหรือใกล้เคียง ถ้าท่านจะปรับปรุงนะครับ ถ้าท่านจะปรับปรุงพัฒนาการสรรหาใหม่ และก็ให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับของเดิม ล้มเหลว บอกให้ ถ้ายังขืนดื้ออยู่ต่อไป องค์กรอิสระ เหล่านี้จะถูกแทรกแซงอีกเหมือนเดิม ไม่รอด กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งหมดที่ผ่านมา ผมเห็น ผมดู ผมรู้ ผมเคยเห็นมาหมดแล้ว ถ้าปล่อยอย่างนี้ล้มเหลวหมด ท่านต้องเปลี่ยนครับ ต้องเปลี่ยนระบบคิดใหม่ เพราะถ้าท่านเปลี่ยนระบบคิดอันนี้ ท่านจะต้อง เปลี่ยนระบบคิดว่าด้วยเรื่องอํานาจนิติบัญญัติด้วยว่าเอาอย่างไร ถ้าท่องมนต์คาถา เหมือนอํานาจนิติบัญญัติที่ท่านกําลังจะทํานี้ ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้ง วิธีการเลือกตั้ง สส. จะมี สส. เขตแบบไหน ไม่เอาเขตไหน จะมีปาร์ตี้ ลิสต์ ไม่มีปาร์ตี้ ลิสต์ ๓๐๐ หรือ ๔๐๐ ๔๐๐ มีปาร์ตี้ ๑๐๐ ไหม ท่องตํารา ท่องมนต์คาถาแบบนี้ แล้วควรมี สว. ถ้า สว. ควรจะ เลือกตั้ง หรือควรจะแต่งตั้ง ถ้าแต่งตั้งเอาเท่าไร สลับกับเลือกตั้ง ถ้ามนต์คาถาแบบนี้ อํานาจนิติบัญญัติแบบนี้ท่านก็จะเจอปัญหาแบบเดิมอีก ตําราเดิมที่มาของนิติบัญญัติ ก็จะกลายเปึนที่มาของนิติบัญญัติที่มาแห่งความชั่วร้าย คดโกง ซื้อเสียง ทุจริต เงินไม่มา กาไม่เปึน เพราะฉะนั้นต้องปรับปรุงครับถ้าท่านคิดจะแก้ ถ้าไม่คิดแก้ตรงนั้น เอาใกล้เคียงเดิม แบบเดิม คล้ายคลึงเดิม แต่ฟังดูคล้ายแบบนั้น เพราะตรวจสอบ อุณหภูมิ คลําอุณหภูมิดูแล้ว ฝ์ายยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ค่อยสนใจ ท่านคลําดูอุณหภูมิหรือยัง นี่คลําดู มือผมคลําเห็นไหม ไม่ค่อยสนใจจะฟังอะไรพวกเรา เพราะคิดเอาเองอยู่แล้ว ในใจมีอยู่แล้ว คุณจะพูดมาอย่างไร ฉันก็จะเขียนตามใจข้าพเจ้า นี่ผมคลําอุณหภูมิกี่คนอยู่นี่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ใช่ไหม ท่านประธาน ผมเดินอยู่ตรงนี้ ผมยืนอยู่ตรงนี้ ๒๔ ป้ ไม่ใช่เพิ่งมายืน ดูอุณหภูมิแค่นี้ดูรู้ ประธานที่เคารพ กรรมการสรรหา การสรรหานะครับ เมื่อเปึนอย่างนี้ผมขอเสนอได้ไหม อันนี้ผมสมมุติว่านี่ อํานาจนิติบัญญัติสีฟัา อํานาจบริหารผมสมมุติว่าสีน้ําตาล อํานาจตุลาการสมมุติว่าสีขาว องค์กรอิสระเปึนประดิษฐกรรมชนิดหนึ่งขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ เพื่อมาช่วย ๓ อํานาจนี้ให้ทํา กิจกรรมรัฐกิจอย่างลุล่วง เพื่อให้ประชาชนร่มเย็นและเปึนสุข นี่ผมสมมุติ ประดิษฐกรรมตัวนี้ ถ้าท่านยังขืนให้เกิดการสรรหา โดยพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริหาร สีน้ําตาลนี้ มันก็จะสกปรก อีกเหมือนเดิม เข้าแทรกแซงอีกเหมือนเดิม ใช้ทั้งระบบอุปถัมภ์ ใช้ทั้งอํานาจ ใช้ทั้งฤทธิ์เดช ใช้ทั้งความเกื้อหนุน ใช้ทั้งความช่วยเหลือ ใช้ทั้งเงินตราซื้อ ใช้ทุกชนิด มีพี่มีน้องอยากเปึนอะไร ให้เปึนหมด มีลูกมีเต้าอะไรต่าง ๆ จะฝากตําแหน่งอะไรต่าง ๆ เอาให้หมด เพราะฉะนั้น ประดิษฐกรรมนี้ก็ล้มเหลวอีก นี่ถ้ามาจากกลุ่มคนที่มีส่วนเปึนฝ์ายบริหาร ไม่ว่าคนเหล่านั้น จะเรียกมันชื่อว่าอธิการบดี มาคัดเลือกกันเองให้เหลือเท่ากับ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเรียกมัน ว่าอะไรก็ตาม เหมือนกันหมด เพราะมันเปึนกลุ่มคนที่สามารถถูกแทรกแซงโดยอํานาจของฝ์าย บริหารได้ ให้คุณ ให้โทษ ให้ประโยชน์ ให้ศักดิ์ ให้ศรี ให้เกียรติ ให้ยศ ให้ตําแหน่ง ให้เงินตรา ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นท่านต้องระวังตัวนี้ ในขณะเดียวกันถ้าเมื่อกลุ่มสรรหาเหล่านี้มาแล้ว ส่งมาให้ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายนิติบัญญัติให้ความเห็นชอบ ให้ความรับรอง ให้ทําคัดเลือก ให้สรรหา จากการสรรหา ๒ เท่า ให้เหลือ ๑ เท่า กกต. ๕ ให้ส่งมา ๑๐ แล้วให้เลือกเหลือ ๕ แล้วมาให้ฝ์ายนิติบัญญัติ และนิติบัญญัติถ้าท่านออกแบบมาอย่างนิติบัญญัติที่มา อย่างทุกวันนี้ ชีวิตทุกวันนี้ เปึนทุกวันนี้ เอาอีก ก็นิติบัญญัติเหล่านี้มันสกปรกมาอีกแล้ว มันจะเอื้อมมือเปุ๋อนส่งความสกปรกต่อไปอีก ส่งความสกปรกถ่ายทอดต่อไปอีก ท่านเห็น หรือยังครับ ถ้าอย่างนี้จะเอาอย่างไร เพราะตรงนี้ก็ดูจะไม่เข้าท่า ให้นิติบัญญัติคัดสรรแล้ว จาก ๒ เท่า ให้เหลือ ๑ เท่า ก็ดูจะไม่เข้าที ทีนี้มันจะไปที่ไหน ท่านประธาน องค์กรอิสระเหล่านี้ จะตกมาจากสวรรค์ก็คงไม่ใช่ ไม่ใช่ มันก็อยู่ในโลกมืด อยู่ในเพื่อนเรานี่ล่ะ อยู่แถวนี้ล่ะ ท่านประธาน ผมก็เลยมาคิดแบบนี้ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ไหน ๆ เปึนองค์กรที่จะช่วยทํา การควบคุม กํากับตรวจสอบทั้ง ๓ องค์กร ในการทํากิจกรรมรัฐกิจแล้ว มันมีอยู่องค์กรหนึ่ง ท่านประธานครับ คือองค์กรตุลาการ ผมยังคิดว่าควรจะออกแบบกันใหม่ไหม เมื่อเช้าผมชอบ ใจมาก มีเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาการเมื่อมีการยุบสภา เมื่อมีการ ยุบสภา หรือเมื่อสภาครบวาระให้เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลที่รักษาการ หรือเฉพาะกาลนั้น มาจากไหนดี ควรให้รัฐบาลที่เปึนนักการเมืองเหล่านั้นรักษาการหรือไม่ อะไรต่าง ๆ หรือไม่ ผมชอบใจมาก มีอยู่ท่านหนึ่งอภิปรายบอกว่าควรจะให้ตุลาการดําเนินการดูแลกิจการ ของรัฐเปึนการชั่วคราวในระหว่างเลือกตั้ง นี่คือ หนึ่งในสามอํานาจ ท่านประธาน เมื่อนิติบัญญัติ ถูกยุบ หรือครบวาระ หมดไป บริหารซึ่งมาจากนิติบัญญัติ คุณเกิดเองไม่ได้บริหาร เกิดมาจาก นิติบัญญัติ สร้างมาโดยนิติบัญญัติ เปึนลูกชาย ลูกสาวของนิติบัญญัติ อย่ากระนั้นเลย เมื่อพ่อแม่ของคุณจบชีวิต ฝ์ายบริหารก็จบไปด้วย เหลืออํานาจอีกอํานาจหนึ่งที่ยังอยู่ต่อไป คืออํานาจตุลาการ ท่านประธานครับให้อํานาจตุลาการเขาดูแลบ้านเมืองชั่วคราว กําหนดนโยบายไม่ได้ สั่งนโยบายไม่ได้ ดําเนินนโยบายไม่ได้ เรียกว่า ดูชั่วคราว ดูเฉพาะกาล ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองมาช่วยดูแล โดยมีปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงเปึนผู้กํากับดูแล แต่คุณห้ามเรื่องนโยบาย ห้ามเรื่องการเงิน ห้ามเรื่องบุคคล อย่างนี้เปึนต้น ออกแบบรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ไปดีไหม มาถึงองค์กรอิสระที่ว่าที่ก่อกําเนิดเกิดขึ้นมานี้ เมื่อท่านเห็นว่าบุคคลที่ สรรหาโดยกลุ่มบุคคลที่มาจากฝ์ายบริหารก็จะมีปัญหาอุปสรรคแน่แทรกแซงได้ แล้วให้ สภานิติบัญญัติเห็นชอบหรือเลือกสรรหา จากสรรหา ๒ เท่าให้เหลือ ๑ เท่าก็ตามก็ยังจะ ยุ่งอีก อย่ากระนั้นเลยครับ ให้ฝ์ายตุลาการเปึนผู้สรรหามาให้ ทุกองค์กรอิสระทั้งหมด แต่รูปแบบขององค์กรแต่ละองค์กร คุณสมบัติของแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน ลักษณะ กกต. ต้องทําหน้าที่อะไร บุคคลที่มีลักษณะของคนแบบนี้ที่จะไปเปึน กกต. เปึนอย่างไร คุณสมบัติเปึนอย่างไรก็ต้องอีกแบบหนึ่ง กลุ่มบุคคลที่จะมาเปึนคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวข้องกับภาษี เกี่ยวข้องกับการเงิน เกี่ยวข้องกับบัญชี คนที่จะเข้ามาสู่องค์กรนี้ก็อีกแบบหนึ่ง คนที่ซื่อสัตย์สุจริตที่จะไปเกี่ยวข้อง กับ ปปช. ก็อีกแบบหนึ่ง คนที่จะเปึนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็อีกแบบหนึ่ง คนที่จะ ไปเปึนกรรมการสิทธิมนุษยชนก็อีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เปึนต้น อย่ากระนั้นเลยครับ เปึนไป ได้ไหมให้ฝ์ายตุลาการคือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทําการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งเสีย ให้หมดทุกองค์กรอิสระ เรื่องนี้ไม่ใช่เปึนเรื่องที่เราไม่เคยเสนอท่านประธานครับ ตอนที่ เกิดปัญหาเรื่องเลือกตั้ง ปปช. เรื่องพรรคการเมือง ๔ พรรค ๕ พรรค ๕ พรรคไม่มี ๕ พรรค แต่เหลืออีก ๔ พรรคจะทําอย่างไรดี จําได้ไหมท่านประธาน ตอนนั้นก็มาทําการแก้ไข รัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องกระบวนการสรรหาจะทําอย่างไร รูปแบบ ตัวแบบนี้เราได้เคย เสนอแล้ว ท่านประธานครับ สว. พวกผมนี่แหละครับ นําโดยท่าน พลตํารวจเอก ประทิน สันติประภพ เราเสนอรูปแบบนี้ครับว่าเปลี่ยนการสรรหาเสียใหม่เถอะ ให้เปึนการสรรหา โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาส่งมาให้ ๒ เท่า แล้วให้ สว. เลือก ในวันนั้นรัฐธรรมนูญ มันมี สส. และมี สว. ในวันนั้นรัฐธรรมนูญบอกว่าในการเลือก ๒ เท่าให้เหลือ ๑ เท่า โดยให้ สว. เปึนผู้เลือก เราจึงบอกอย่างนี้ แต่ของผมไปไกลกว่านั้นท่านประธาน ผมเชื่อว่า กรรมาธิการยกร่างฯ ก็ไม่เข้าใจและไม่เอาด้วย ถ้าให้ศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่สรรหาองค์กรอิสระ ให้แล้วนะครับ ส่งมาที่ไหนครับ ส่งมาฝ์ายนิติบัญญัติเปึนผู้ให้ความเห็นชอบ มันจําเปึนนี่ครับ เพราะโลกนี้มันตกมาจากที่อื่นไม่ได้แล้ว มันมี ๓ อํานาจ ให้รัฐบาลแต่งตั้ง แล้วแต่งตั้ง ให้คนผู้ถูกแต่งตั้งมาตรวจสอบตัวเองมันจะไปตรวจอย่างไร ไม่ได้ อันนี้ตัวการ นี่ตัวร้าย ต้องวางไว้เฉย ๆ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ แล้วส่งให้ สภานิติบัญญัติเพื่อให้สภานิติบัญญัติรับรอง เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เปึนปัญหาอยู่ว่า ถ้าส่งมาครั้งที่ ๑ ปรากฏว่านิติบัญญัติ ไม่เห็นชอบก็ให้ส่งกลับไปครับ ให้นิติบัญญัติส่งกลับไป ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคืน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะทําการคัดครั้งที่ ๒ หรือยืนยันแล้วส่ง มาให้นิติบัญญัติรับรองเห็นชอบอีก แล้วถ้านิติบัญญัติไม่เห็นชอบอีกล่ะ ครั้งที่ ๒ ให้ตุลาการ ทางนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ เลย ตอนนี้ตุลาการรับผิดชอบเองแล้ว รับสนองพระบรมราชโองการ รับผิดชอบเอง ไม่ถือว่าการไม่เห็นชอบครั้งที่ ๒ และถ้าฝ์ายตุลาการที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ยืนยันอย่างเดิมให้ตุลาการรับผิดชอบเลย ขึ้นทูลเกล้าฯ เลย เห็นไหมครับ และการรับผิดชอบ ของตุลาการครั้งนี้ให้ถือว่ารัฐธรรมนูญทั้งหมดรับรองด้วย องค์กรอิสระก็เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ไม่ชักช้า ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เสียเวลาเหมือนกรณีเลือกตั้ง ปปช. ไม่มีปัญหาอุปสรรคเหมือน กกต. ไม่มีอุปสรรคเหมือนตอนกรณี คตง. ยุ่งมากตอนนั้น โดยเฉพาะ ปปช. สับไป สับมา เสนอไปเสนอมา ตีกลับไป ตีกลับมา ๑๘ ลาออก ๑ เหลือ ๑๗ ยังยืนยัน ๑๗ เหมือน ๑๘ ๑๘ เท่า ๑๗ ๑๘ ลบ ๑ เหลือ ๑๘ เหมือนเดิม นี่ล่ะเปึนการลบเลขของวุฒิสภา ลบจริง ๆ ท่านทําอย่างนั้นจริง ๆ สุดท้ายก็เลยส่งกลับมาอีกสองสามรอบเห็นไหมครับ เอาละครับ ท่านประธานครับ อันนี้อย่างย่อ ๆ ของวิธีการสรรหาและวิธีการกระบวนการได้มาของ องค์กรอิสระ ถ้าได้มาอย่างนี้ก็คงจะพอทําเนาว่าพึ่งได้ ต่อจากนั้นองค์กรอิสระเหล่านี้ เมื่อเปึนองค์กรอิสระแล้ว พึ่งได้แล้วอย่างนี้นะครับ จะต้องอยู่ภายใต้กํากับตรวจสอบ ถ้าจะถอดถอนองค์กรอิสระให้ถอดถอนโดยฝ์ายนิติบัญญัติ เพราะนิติบัญญัติเปึนผู้เห็นชอบ ถ้าจะถอดถอนต้องถอดถอนโดยฝ์ายนิติบัญญัติ และเสียงในการถอดถอน ท่านประธาน ผมเกริ่นมาแล้ว ถอนถอน ปปช. ใช้เสียงสามในสี่ ๑๕๐ เสียงของ สว. ใน ๒๐๐ คน ขึ้นไป เปลี่ยน ถ้าถอดถอนโดยนิติบัญญัติท่านเปลี่ยนเถอะครับ อย่าให้ถอดถอนยาก ขนาดนี้ และองค์กรนั้นไม่ใช่ว่าจะเปึนองค์กร ปปช. ถอดยาก องค์กร กกต. ถอดง่าย นายกฯ ถอดง่าย ไม่ใช่ ให้มันถอดในมาตรฐานเดียวกัน ใกล้เคียงกัน อย่างเดียวกัน นั่นคือ เกินกึ่งหนึ่งของฝ์ายนิติบัญญัติเห็นว่าคุณชั่ว ถอดตัวนี้ครับ หาคนใหม่มาหกสิบล้านคนยังมี อีกเยอะ คนอยากเปึนยังมีอีกเยอะ คนที่สามารถมาเปึนได้เยอะ การถอดถอนใช้อํานาจ นิติบัญญัติถอดถอน แล้วจะเอาองค์กรอิสระเข้าคุกล่ะ ก็ให้ฝ์ายตุลาการ ผู้สรรหามาทํา การพิพากษาอรรถคดี ถ้าหากว่าการกระทําความผิดนั้นเปึนอาญาและเข้าคุก ผมคิดว่า ดูค่อนข้างจะครบแล้วครับว่าเขาเปึนอย่างไรองค์กรอิสระ ถ้าเปึนอย่างนี้นะครับ
ประการที่ ๒ ครับ ปปช. กกต. มี กกต. จังหวัด แต่ต้องปรับปรุงนะครับ ไม่ใช่ปล่อยแบบเดิม แบบเดิมใช้ไม่ได้ ปปช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๔ องค์กรนี้นะครับ จะต้องกระจายออกไปสู่ระดับจังหวัด ท่านประธานรู้หรือเปล่าขณะนี้การละเมิดสิทธิมนุษยชน ระดับจังหวัด พี่น้องชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเต็มไปหมด เยอะ งานเยอะ จังหวัดเล็ก อาจจะมีคณะกรรมการ ๓ คน ใหญ่ขึ้นอาจจะมี ๔ คน ๕ คน ๖ คน ๗ คน ท่านต้องเชื่อว่าคน ในจังหวัดเขาเก่งเหมือนกับท่านที่อยู่กรุงเทพฯ นี่แหละ ผม การุณ ใสงาม บุรีรัมย์ ไม่เลว กว่าพวกท่านอยู่กรุงเทพฯ หรอกน่า เหมือนกันละครับ ท่านต้องเชื่ออย่างนี้ ถ้าท่านไม่เชื่อ อย่างนี้ท่านปล่อยกระจายอํานาจไม่ได้หรอก ท่านต้องเชื่อคน เชื่อว่าเขาพึ่งตนเองได้ เชื่อว่าเขาพัฒนาตนเองได้ เชื่อว่าเขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เมื่อท่านเชื่อถือคนแล้ว เคารพคนแล้ว นะครับท่านต้องกล้ากระจาย ปปช. ท่านต้องกระจายไปอยู่จังหวัดให้หมด คดีต่าง ๆ ที่อยู่ ในการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้ง อบต. ทั้งเทศบาล ทั้ง อบจ. นะครับ และข้าราชการส่วนภูมิภาค เยอะแยะมากมายครับ นี่คุณหญิงจารุวรรณบอกเลย ยอมรับเลยว่าสามารถไปตรวจสอบ เงินของการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ ในท้องถิ่นท่านประธานรู้ไหมเท่าไรทั้งประเทศ ตรวจได้ ประมาณป้ละ ๓๐๐ แห่ง แต่ท้องถิ่นนะครับ อบต. เจ็ดพันกว่า เทศบาล ทั้งเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง เทศบาลนครอีกพันกว่า อบจ. อีกเจ็ดสิบกว่า เบ็ดเสร็จโหลงโจ้งก็แปดพัน กว่าแห่ง ป้หนึ่งตรวจสามร้อยกว่าแห่ง และทั้งสามร้อยกว่าแห่งเจอทุจริตหมด และแปดพัน กว่าแห่ง ไม่ได้ตรวจล่ะครับ คงตอบเหมือนกันกระมังครับ เพราะ ๓๐๐ แห่งเจอหมดเลยนี่ เอาล่ะ ปปช. กกต. คตง. ผู้ตรวจการฯ กรรมการสิทธิฯ มีระดับจังหวัดเสียให้ครบถ้วน
ต่อไปครับ กกต. ครับ อีกเรื่องหนึ่ง กกต. อยากฝาก การที่ท่านมี ๓ อํานาจ ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอกครับ กกต. ท่านจะต้องไปครับ ต้องจัดให้มีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ผมนี่เปึนทั้งทนายความ เปึนทั้งนักเลือกตั้ง ท่านครับ ผมนี่เปึนผู้ฟัองคดีเลือกตั้งแทบจะเรียกว่ามากที่สุดในประเทศไทย ทั้งระดับท้องถิ่น ทั้งระดับจังหวัด ทั้งระดับประเทศ สส. ระดับอะไรต่าง ๆ ที่ศาลยุติธรรมก็ตาม ที่อื่นก็ตามเขาพึ่งพาอาศัยผม บางทีผมฟัองให้เขา บางทีผมเปึนทนายให้เขา บางทีก็ไปเปึน ที่ปรึกษาให้เขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องการฟัองการเลือกตั้ง แต่เดิมครับ แพ้ไม่มี สืบพยาน โจทก์ สืบพยานจําเลย
ไม่ต้องยกตัวอย่างก็ได้ครับ ชัดเจนแน่นอนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานชอบไหม ว่าดีไหมครับ
ดีครับ แต่ว่าเข้าประเด็นเลยครับ
นี่ กกต. ต้องศาลเลือกตั้งครับ ท่านประธาน ปัญหาแต่ก่อน เปึนอย่างไร ก็คือว่าจําหน่ายคดีออกจากสารบบความด้วยเหตุบัดนี้มีการยุบสภาแล้ว ไม่มี ความจําเปึนจะต้องพิจารณาคดีต่อไป ท่านผู้พิพากษาท่านยังยิ้มเลยเห็นไหม อย่างนี้ทั้งนั้น เพราะอะไร สมัยแต่ก่อนสรรพสํานวนที่จะเอาคนเข้าคุกมันอยู่กับผู้ต้องหา มันอยู่กับจําเลย มันอยู่บนที่ว่าการ นายอําเภอถูกฟัอง ผู้ว่าถูกฟัอง มันเปึนจําเลยที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ หมดเลย ปรากฏว่าเอกสารทั้งหมดที่จะเอามันเข้าคุกมันอยู่กับจําเลยหมดเลย การสืบพยานก็โน่น ล่ะครับ เลื่อนไปก็เลื่อนมา คนมาศาลบุรีรัมย์เห็นกล่องเลือกตั้งมา ปรากฏในกล่องไม่มีอะไรเลย สักชิ้นเดียว เป่ดเลย บอกว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือคุณการุณ บอกอย่างนี้ท่านบันทึกรายงาน ดูพิจารณาก็แล้วกัน เอาล่ะ เปึนรายละเอียด อันนี้นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านจะต้อง ทําให้เกิดศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ได้ด้วยความรวดเร็ว วิธีการรายละเอียดผมมีวิธีอยู่ พอจะคุยกับท่านได้เอาย่อ ๆ
ต่อไปครับ คณะกรรมการสิทธิฯ เท่าที่เราพบคืออะไร ผมไปกรณีที่กรือเซะ ไปกรณีที่ตากใบ ผมไปภาคใต้หลายครั้งมากจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ๑ ป้ ๒ ป้ ผมพยายามบอกให้ผู้เสียหายฟัองทั้งแพ่ง ทั้งอาญาเอง ในการถูกละเมิดสิทธิ ในการถูก ทําให้ตายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมบอกให้พี่น้องผู้เสียหายทําการฟัองเอง ท่านประธาน รู้ไหม ผู้เสียหายไม่ฟัองครับ พูดเรื่องนี้ปัูบทีไรผู้เสียหายมืออ่อน ตีนอ่อนเลยรู้หรือเปล่า เขาไม่รู้จะสู้อะไรกับอํานาจรัฐ เขากลัวมาก ว่าถ้ายื่นฟัองปัูบพรุ่งนี้เช้าญาติเขาถูกอุ้มอีก ตัวเขาถูกอุ้มอีก หายอีก เรียกร้องครับ ปรับปรุงเสียครับ ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนสามารถ เปึนผู้เสียหายได้ด้วย ช่วยประชาชนเถอะครับ ในกรณีประชาชนถูกละเมิดสิทธิต้องเขียน เพื่อให้กรรมการสิทธิฯ สอบพบ พบแล้วให้กรรมการสิทธิฯ สามารถเปึนผู้เสียหายได้ด้วย เพื่อช่วยชาวบ้านที่ไม่กล้าฟัอง แต่กรรมการสิทธิฯ สามารถนําพยานหลักฐานอะไรต่าง ๆ ที่ได้มาในสรรพสํานวนทั้งหลายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
อีกอันหนึ่งครับท่านประธาน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปลี่ยนเถอะครับ ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้โล้ได้พาย ทําให้มันเปึนฤทธิ์ เปึนเดชหน่อยได้ไหม ปรับปรุงเสียหน่อยให้มันเปึนสภาพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติอะไรอย่างนี้ รวมเสียเลย ที่กําลังจะมีแผนตั้งสภาพัฒนาการเมือง หรือสถาบันพัฒนาทางการเมืองอะไรต่าง ๆ รวมตรงนี้เลยดีไหม ท่านประธาน แล้วก็ให้ มีฤทธิ์มีเดชเสียหน่อย ไม่ใช่เสนอไปแล้วปรากฏว่ารัฐบาลไม่เคยทําตามเลย และไม่เคย ฟังเลย ที่ผ่านมา ๕ ป้ไม่เคยฟังเลย ไม่ได้อะไรสักอย่าง ถ้าส่งไป เสนอไป มีข้อสรุปไป ให้รัฐบาลจะต้องตอบภายใน ๑๕ วัน ๓๐ วัน ๓ เดือน อย่างนี้เปึนต้น ถ้าเรื่องใดทําได้ ทําไม่ได้ ถ้าทําไม่ได้จะทํากันอย่างไรต่อ ถ้าสภาเศรษฐกิจยืนยันหลักการนี้จะสามารถ ทําอะไรได้อีก คือให้มันออกฤทธิ์ออกเดชได้บ้าง
ลําดับสุดท้าย ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมเรื่องกรณีที่ ผมพูดบอกว่าเอาคนเข้าคุก ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็ควรเข้าคุก กกต. ก็ควรเข้าคุก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ควรเข้าคุกในกรณีขึ้นเงินเดือนตัวเอง ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และทุจริต ท่านประธาน กลุ่มบุคคลเหล่านี้เวลาจะเกิดกระบวนคดีอะไร ตอนนี้พวกเรา ส่งไปที่ ปปช. แล้วครับ ปปช. กําลังตรวจอยู่นะครับ ท่านประธานรู้ไหมเขาส่งไปศาลไหน
พูดเลยดีกว่า ไม่ต้องถามหรอกครับ มันจะได้ประหยัดเวลาหน่อยครับ
ท่านประธานครับ ตรวจสอบเผื่อท่านประธานจะช่วย แนะนําผมได้ ท่านประธานครับ ไม่ได้ ปรากฏส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง ไม่ได้ เพราะบุคคลที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ บุคคลที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยเรื่องการ จัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเขาบอกไว้ว่า บุคคลที่จะ ขึ้นศาลนี้ ก็คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ผู้แทนราษฎร สว. สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ องค์กรอิสระทั้งหลายเหล่านี้ไม่ขึ้น ไม่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญา เฉพาะ ปปช. เท่านั้นที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ ที่บอกว่า ให้ผู้แทนกับ สว. ยื่นเสร็จส่งศาลฎีกาเลย เฉพาะ ปปช. แต่องค์กรอิสระอื่น ๆ เหล่านี้ที่ว่าไม่ได้ส่งไปศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ปรากฏว่าถ้าชี้มูลมีความผิดส่งอัยการ อัยการฟัอง โน่นครับ ไปศาลอาญา ท่านประธาน กว่าจะขึ้นไปศาลอุทธรณ์ กว่าสืบพยานไปศาลฎีกา ท่านประธานเอย ๗ ป้ นี่ล่ะ เพราะฉะนั้นแก้ได้ไหม ปรับปรุงได้ไหมกฎหมายรัฐธรรมนูญ บุคคลที่อยู่ในองค์กรอิสระทั้งหมด ทั้งสํารับให้ถือเปึนส่วนหนึ่งของบุคคลที่อยู่ในตําแหน่งทาง การเมือง มีสถานะใกล้เคียงหรือเปึนตําแหน่งที่กําหนดไว้ในเขตอํานาจของศาลฎีกาแผนก คดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเสีย ให้บุคคลเหล่านี้เมื่อกระทําความผิดในฐานความผิด ดังต่อไปนี้ ไม่ใช่ไปฆ่าคนตายนะ ไม่ได้ไปข่มขืนเขานะ ถ้าเปึนความผิดดังต่อไปนี้ ปฏิบัติหน้าที่ มิชอบ ทุจริต ร่ํารวยผิดปกติ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ให้ขึ้นไปทีเดียวเลยครับ ไปศาลฎีกาแผนก คดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเสียเลยทีเดียว แก้ปัญหาเสีย ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ก็ถ้าจะเอารายละเอียดมากท่านประธานก็ท้วงอยู่เลยนะ ก็เอาแค่นี้พอหอมปากหอมคอ ท่านประธานนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากนะครับ ท่านสมาชิกครับก็เปึนอันว่ารายการเราหมดแล้วนะครับ กระผม ก็ถือว่าที่ประชุมก็ได้รับทราบการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว นะครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ก็เสร็จภารกิจของท่านแล้ว นะครับ เชิญกลับเข้าที่ได้
ต่อไประเบียบวาระที่ ๓ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดําเนินงาน ของคณะกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ วิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติ
ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ระหว่างนี้ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาที่ประชุมได้นะครับ ถ้าไม่ติดธุระประชุมสําคัญ เพื่อว่ากําลังจะพิจารณาเรื่องที่อยากจะต้องลงมติกันด้วยนะครับ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณา ในเรื่องร่างหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติ ผมใคร่ ขออนุญาตที่ประชุมปรึกษาหารือถึงแนวทางในการพิจารณาดังนี้นะครับ ว่าในการพิจารณา เราจะพิจารณาเปึน ๓ วาระ เช่นเดียวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยอาศัยอํานาจ ตามข้อบังคับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในหมวด ๖ ว่าด้วยการเสนอ และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยอนุโลม ซึ่งหลักเกณฑ์นั้นมีดังต่อไปนี้นะครับ
๑. การพิจารณาให้กระทําเปึน ๓ วาระ ตามลําดับ
๒. การพิจารณาในวาระที่ ๑ ให้พิจารณาและลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่รับ หลักการ
๓. เมื่อรับหลักการแล้วจะเปึนการพิจารณาวาระ ๒ โดยสภาจะมอบหมายให้ คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการ เต็มสภาเปึนผู้พิจารณา
๔. ในการเสนอคําแปรญัตติ สมาชิกผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติม ให้เสนอ คําแปรญัตติล่วงหน้าเปึนหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในกําหนดเวลาที่สภาได้ กําหนดไว้
๕. เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้เสนอร่างเดิมและการแก้ไข เพิ่มเติม พร้อมทั้งรายงานต่อประธานสภา
๖. เมื่อประธานสภาได้รับรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว ให้สภาพิจารณา โดยเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลําดับข้อ และให้อภิปรายได้ เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือที่ผู้แปรญัตติสงวนคําแปรญัตติ หรือที่กรรมาธิการสงวนความเห็นไว้
๗. เมื่อพิจารณาจนจบร่างแล้ว ให้สภาพิจารณาเปึนการสรุปอีกครั้งหนึ่ง และในการพิจารณาครั้งนี้สมาชิกอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคําได้ แต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหาใดไม่ได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้งกันอยู่
๘. เมื่อพิจารณาวาระที่ ๒ เสร็จแล้ว ให้สภาพิจารณาวาระที่ ๓ โดยลงมติ เห็นชอบกับร่างหลักเกณฑ์ฉบับนี้หรือไม่ และก็ในการพิจารณาในวาระนี้จะไม่มีการอภิปราย
จะมีท่านสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้ ทางกรรมาธิการพร้อมนะครับ ขอเรียนเชิญ ท่านคณะกรรมาธิการแถลงนะครับ เรียนเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นอยากจะขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการได้เข้าร่วมประชุมด้วยครับ
อนุกรรมาธิการครับ ท่านขออนุญาตให้คณะอนุกรรมาธิการเข้าร่วมประชุมด้วย คงไม่มี ใครขัดข้องนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสวัสดิ์ โชติพานิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ ออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติ ขอกราบเรียนว่า ในการดําเนินการ ยกร่างการออกเสียงประชามตินั้น เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ (๒) ให้ดําเนินการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ออกเสียง ประชามติ ทางสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มอบหน้าที่อันนี้ให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่าง หลักเกณฑ์ วิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติ ให้ดําเนินการร่าง หลักเกณฑ์และวิธีการเผยแพร่รัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติขึ้น ซึ่งได้นํา กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับ สําหรับในร่างหลักเกณฑ์และวิธีการนี้มีทั้งหมดอยู่ ๒๗ ข้อ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ กระผมจะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการเปึน คนได้กราบเรียนให้สภาได้ทราบอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมขอขอบพระคุณนะครับ จะให้ ท่านประธานอนุกรรมาธิการเปึนคนชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ ประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ ร่างประกาศ สภาร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติฉบับนี้เปึนร่างซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๒๙ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้เผยแพร่ให้ ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทําไม่เร็วกว่า ๑๕ วันและไม่ช้ากว่า ๓๐ วัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภา ร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนด จึงจําเปึนที่จะต้องมีประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ในข้อ ๑ เปึนชื่อ ผมอยากจะสรุปเพื่อให้รวดเร็วนะครับ เพราะมีหลายข้อ ในข้อ ๑ เปึนชื่อประกาศนะครับว่าเปึนประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วย การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ....
ข้อ ๒ ประกาศนี้ใช้บังคับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปึนต้นไป
ในข้อ ๓ เปึนคํานิยามครับ
ในข้อ ๔ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ประกาศ กําหนดวันที่นําร่างรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่ให้ประชาชนทราบในราชกิจจานุเบกษา วันประกาศ เผยแพร่ อันนี้มีความสําคัญนะครับ เพราะว่าระยะเวลาในการลงประชามติก็จะนับจาก วันประกาศในข้อ ๔ นะครับ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า ๑๕ วันและไม่ช้ากว่า ๓๐ วันนับจากที่ มีการประกาศตามข้อ ๔ นี้ครับ
ในหมวด ๑ เปึนเรื่องการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการออกเสียง ขั้นตอนการออกเสียง
ในข้อ ๕ ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญตาม ข้อ ๔ ให้คณะกรรมาธิการที่รับ แต่งตั้งจากสภาร่างรัฐธรรมนูญทําหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและจัดทําเอกสารชี้แจง ให้ประชาชนรับทราบ รู้สึกมีแค่แก้คําผิดนะครับ และทําความเข้าใจอย่างทั่วถึงว่าร่าง รัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่นั้นมีสาระสําคัญอย่างไร และมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในเรื่องใด นอกจากการทําเอกสารเผยแพร่แล้ว ให้กรรมาธิการตามวรรคหนึ่งพิจารณารูปแบบแนวทางและวิธีการในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ โดยประสานความร่วมมือกับสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เปึนไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ทั้งนี้อาจมอบหมาย ให้บุคคล หรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง หรือหลายคณะดําเนินการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ด้วยก็ได้
ในข้อ ๖ ในการออกเสียง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่กระบวนการ และขั้นตอนการออกเสียงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงโดยให้พิจารณารูปแบบ แนวทางและวิธีการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้อาจมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคล คณะหนึ่งหรือหลายคณะดําเนินการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้ ในข้อ ๕ นี้เปึนการ เผยแพร่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งจะดําเนินการโดยคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ที่สภาร่างฯ แห่งนี้ได้มีการแต่งตั้งนะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมาธิการก็จะมีหน้าที่ ที่สําคัญนะครับ คือทําการเผยแพร่ ทําเอกสารชี้แจง และต้องทําความเข้าใจกับประชาชน ด้วยนะครับ ซึ่งเปึนภาระของกรรมาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งไปหรือจะได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้ ดําเนินการนะครับ ส่วนในข้อ ๖ นั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่เฉพาะในส่วน กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง ด้วยเหตุว่าในการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการ การเลือกตั้งจะต้องดําเนินการด้วยความเปึนกลางนะครับ เหมือนกับการจัดเลือกตั้งทั่วไป นะครับ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทําหน้าที่เพียงประชาสัมพันธ์ให้คนมาใช้สิทธิเท่านั้น นะครับ ประชาสัมพันธ์วิธีการออกเสียงนะครับ แต่จะไม่ได้ประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนะครับ
ในหมวดที่ ๒ นะครับ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกเสียง
ในส่วนที่ ๑ บททั่วไปในข้อ ๗ ในการจัดทําประชามติตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเปึนผู้ดําเนินการจัดและควบคุมการออกเสียงให้เปึนไปด้วยความสุจริตและ เที่ยงธรรมตามที่สภาร่างรัฐธรรมนูญมอบหมาย โดยให้มีอํานาจออกประกาศและระเบียบ อันจําเปึนแก่การปฏิบัติในการดําเนินการตามประกาศนี้ วรรคสอง สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจแต่งตั้งบุคคล
-๗๑/๑ หรือคณะบุคคลคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อทําหน้าที่ประสานให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน หรือให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งในการปฏิบัติการตามประกาศนี้
ในข้อ ๘ นะครับ เปึนเรื่องการกําหนดวันออกเสียง ซึ่งในการจัดทําประชามติ ตามข้อ ๗ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญกําหนดวันออกเสียง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งวันออกเสียงต้องไม่เร็วกว่า ๑๕ วัน และไม่ช้ากว่า ๓๐ วัน นับแต่วันเผยแพร่ร่าง รัฐธรรมนูญตามข้อ ๔ และการออกเสียงนั้นต้องกระทําภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้นกําหนดวันออกเสียงก็จะมีส่วนสัมพันธ์กับประกาศของสภาร่างฯ ในข้อ ๔ นะครับ ในข้อ ๔ เมื่อมีการประกาศเผยแพร่แล้ว ในข้อ ๘ ก็จะต้องกําหนดวันออกเสียง ซึ่งจะต้อง ไม่เร็วกว่า ๑๕ วัน และไม่ช้ากว่า ๓๐ วันครับ
ในข้อ ๙ การออกเสียงให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและลับนะครับ ในส่วนต่าง ๆ ต่อมานะครับ ส่วนที่ ๒ เรื่องเขตออกเสียงและหน่วยออกเสียง เหล่านี้ จะเปึนแนวทางในการปฏิบัติในการออกเสียงประชามติแล้วนะครับในส่วนต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากว่ากระผมได้อ่านไปหรือสรุปไปก็จะใช้เวลานาน ผมก็จะสรุปหัวข้อว่า ในส่วนที่ ๒ ว่าด้วยเขตออกเสียงและหน่วยออกเสียง ซึ่งในการออกเสียงในข้อ ๑๐ ก็จะใช้เขตจังหวัดเปึนเขตออกเสียง ทํานองเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครับ
ในส่วน ๓ นะครับ ผู้มีสิทธิออกเสียงและบัญชีผู้มีสิทธิออกเสียง ก็คือจะ กําหนดในรายละเอียดว่าใครจะเปึนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งก็จะล้อมากับในรัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๐ ในมาตรา ๑๐๕ นะครับว่าคุณสมบัติของผู้มีสิทธิออกเสียงจะเปึนใครบ้าง
ต่อไปในส่วนที่ ๔ เจ้าพนักงานผู้ดําเนินการออกเสียง ก็ในข้อ ๑๗ ก็ให้ คณะกรรมการเลือกตั้งมีอํานาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ บุคคลหรือคณะบุคคล คณะหนึ่ง หรือหลายคณะ หรือผู้แทนองค์การเอกชนเพื่อปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียงตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายได้นะครับ
ในส่วนที่ ๕ พูดถึงเรื่องหีบบัตรออกเสียงและบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งในแนบท้ายของประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะมีตัวอย่างของบัตรออกเสียง ประชามติไว้ด้วยนะครับ ซึ่งจะมีช่องให้ลงความเห็นว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนะครับ
ในส่วนที่ ๖ การลงคะแนนออกเสียง การลงคะแนนสําหรับผู้มีเสียงออกเสียง นอกเขตจังหวัดและการนับคะแนน ในส่วนที่ ๖ นี้ก็จะบัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการ ลงคะแนนต่าง ๆ และการนับคะแนน รวมทั้งจะบัญญัติว่าบัตรอันไหนเปึนบัตรดีบัตรเสีย ต่าง ๆ ในข้อ ๓๒ นะครับ
ในส่วนที่ ๗ นะครับ ก็จะพูดถึงเรื่องการคัดค้านการออกเสียง ในกรณีซึ่งหาก จะมีผู้คัดค้านการออกเสียงก็จะต้องดําเนินการตามข้อ ๓๖ ข้อ ๓๗ ซึ่งจะต้องไม่ช้ากว่า ๓๐ วัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ในส่วนที่ ๘ ว่าด้วยการประกาศผลการออกเสียง เมื่อได้มีการจัดออกเสียง ประชามติแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องแจ้งผลการออกเสียงและจํานวนผู้มาใช้สิทธิ ออกเสียงให้ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญทราบโดยเร็ว เพื่อประกาศผลการออกเสียง ในราชกิจจานุเบกษา การประกาศผลการออกเสียงของประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม วรรคหนึ่งให้ถือเปึนที่สุด ฉะนั้นสภาแห่งนี้โดยประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเปึน ผู้ประกาศผลการออกเสียง
ในส่วนบทสุดท้าย ซึ่งจะพูดว่า ผู้ใดกระทําการด้วยประการใดที่ทําให้การ ออกเสียงไม่เปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย อันนี้ก็ต้องการ แสดงเจตนารมณ์ให้เห็นว่าการออกเสียงประชามตินี้ต้องการจะให้มีการดําเนินการด้วย ความสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนรายละเอียดของกฎหมายคงจะต้องไปออกเปึนพระราชบัญญัติ อีกฉบับหนึ่งเสนอไปที่คณะรัฐมนตรี เสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ
อันนี้ก็เปึนสรุปสาระสําคัญคร่าว ๆ ของประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปก็ต้องขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดง ความคิดเห็นกันนะครับ มีในรายการขอผู้ร่วมอภิปรายในบัญชีขึ้นมาแล้ว ๑ ราย แต่ว่า ใครต้องการจะอภิปรายเรื่องนี้กรุณาขอได้ยกมือขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่จะได้จดเอาไว้นะครับ ฝ์ายท่านเลขาฯ จดเอาไว้ ในชั้นแรกนี้ขอเชิญท่านอัครวิทย์นะครับ ท่านอัครวิทย์ซึ่งขึ้นบัญชี ไว้ก่อนแล้วครับ
(นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่หรือครับ ท่านสมเกียรติครับ
กราบขอบคุณครับท่านประธาน ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สมาชิกสภาร่างฯ ขอปรึกษาท่านประธาน เพราะว่ารายงานของคณะกรรมาธิการ ยกร่างหลักเกณฑ์ วิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติ เปึนเรื่องสําคัญ ซึ่งพูดได้ว่าพวกเราสมาชิกสภาร่างฯ น่าจะมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกัน ถ้าเผื่อว่าดูจาก บรรยากาศในวันนี้เราคงไม่พร้อม เพราะว่าสมาชิกเราติดภาระในการประชุมกรรมาธิการในชุด ต่าง ๆ เกือบทั้งหมด จริง ๆ ก็อยากจะปรึกษาท่านประธานว่าเรามีโอกาสที่จะเลื่อนไปสักหน่อย ได้ไหมครับ แล้วก็ได้เอาเอกสารที่กรรมาธิการชุดนี้นํามาเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงเช้า เราจะได้ ไปศึกษา แล้วก็มาวิพากษ์วิจารณ์ ติติง ตัด ต่อ แต่ง เติม กันตามเห็นสมควรแล้วค่อยมี มติกันต่อไป ผมขอปรึกษาหารือท่านประธานแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ความจริงเรื่องนี้เปึนเรื่องที่เร่งด่วนอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะจริง ๆ ก็ต้องไปพิจารณา กฎหมาย ซึ่งท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ออกเสียงมาแล้วว่าอยากจะให้ตัว กฎหมายนั้นออกมาล่วงหน้าสัก ๒ เดือน เพื่อมีผลในทางปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การพิจารณาเรื่องนี้ค่อนข้างจะเปึนเรื่องรีบด่วน ทีนี้ผมไม่แน่ใจว่าที่ขอปรึกษาหารือวันนี้นั้น เนื่องจากที่ไม่อยู่ในที่ประชุมในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มาประชุมวันนี้ เห็นเสียงประกาศ ว่ามีการประชุมคณะกรรมาธิการอยู่คณะไหน ผมก็ว่าอาจจะมีข้างนอกอยู่ ก็เรียนเชิญมา เข้าร่วมประชุมกันให้พร้อมหน้าพร้อมตา หรือท่านจะมีความเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับที่เขา เสนออย่างนี้ครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สสร. นะครับ ความจริงอยากที่จะสนับสนุนท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้คือท่านสมเกียรติ ว่าเรื่องนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญมาก แล้วผมเองก็เพิ่งมาเห็นเรื่องของเอกสารในวันนี้เอง แล้วก็มีเวลาอ่าน แป็บเดียวนะครับ พยายามจะเทกโน้ต (Take note) ว่าเรื่องอะไรบ้างที่เปึนเรื่องสําคัญ แต่ก็เข้าใจว่าเปึนเรื่องเร่งด่วนจริง แต่ว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องครั้งแรกในประเทศไทยที่เรามีเรื่อง ของการลงประชามติ แต่ความเข้าใจของผู้คนนั้นก็เข้าใจในลักษณะที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ของคําว่า การลงประชามติ กับ การไปลงคะแนนเลือกตั้ง ไปลงคะแนนออกเสียงประชามติ เพราะฉะนั้นในการดําเนินการในเรื่องนี้ถ้าเปึนไปได้ เราบรรจุวาระแรกของการประชุม ในสัปดาห์หน้าหรือว่าสัปดาห์ต่อไป ก็อาจจะทําให้สมาชิกทั้งหลายสนใจและเอาใจใส่ในเรื่องนี้ มากยิ่งขึ้น นี่เพราะว่ามีประเด็นหลาย ๆ ประเด็นที่มันอาจจะเปึนเรื่องที่แม้คณะอนุกรรมาธิการ ยกร่างฯ จะกลั่นกรองแล้ว แต่บางครั้งบางคราวอาจจะมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการลงประชามติในลักษณะเช่นนี้ ในเมื่อมีประเทศอื่น ๆ ได้ทํากัน เขาทําในรูปแบบใด ในลักษณะเช่นใด แล้วมีวิธีการเรื่องใดบ้าง เท่าที่ดูร่างอย่างคร่าว ๆ มันจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับ ว่าเราจะไปเน้นที่เรื่องของรูปแบบของการออกเสียง แล้วก็การลงคะแนน แต่ปัญหาใหญ่ ที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้นี่ก็คือว่าทําอย่างไรที่เราจะเผยแพร่รัฐธรรมนูญให้เกิดความเข้าใจ ร่วมกันอย่างชัดเจน แล้วมีระยะเวลาที่ทอดอยู่พอสมควรระหว่าง ๒ ช่วง เช่นนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อาจจะเปึนประเด็นที่อยากจะปรึกษาหารือในเบื้องต้นก่อนที่จะอภิปราย ต่อไปครับ
ความจริงเรามีระยะเวลาที่แปรญัตติอีกด้วย ซึ่งยังไม่ได้กําหนดว่าจะแปรญัตติกี่วัน กี่วัน ซึ่งมีเวลาศึกษา แต่ว่าอย่างไรก็ตามความเห็นในเรื่องนี้ก็คงพูดกันอีกหลาย ๆ ท่าน ก็มี ท่านคมสัน นะครับ เชิญท่านคมสัน ครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม คมสัน โพธิ์คง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๐๙ ผมขออนุญาตเห็นสอดคล้องกับท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ท่าน ที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ คิดว่าเปึนประเด็นที่ปรึกษาหารือ ที่ควรจะต้องพิจารณาว่า ในวันนี้จะพิจารณาต่อไป หรือว่าเห็นควรจะไปพิจารณาต่อในวันศุกร์นะครับ เพราะผมคิดว่า ในร่างประกาศของสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องของการออกเสียงประชามติที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเสนอมา ผมคิดว่ามีประเด็นปัญหาสําคัญค่อนข้างเยอะที่จะต้องพิจารณาให้ สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสอง ในเรื่องของการจัดทํา หลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างฯ กําหนด ผมเห็นว่าในประเด็นหลายประเด็นในนั้นยังมีปัญหา ในเชิงข้อกฎหมายค่อนข้างเยอะนะครับ ซึ่งในหลายเรื่องที่อาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ถึงแม้ระยะเวลาจะค่อนข้างเร่งก็ตาม ควรจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุดนะครับ เพราะว่าเปึนเรื่องสําคัญแล้วก็เปึนครั้งแรกของสภาร่างรัฐธรรมนูญและของประเทศไทยที่มีการ ออกเสียงประชามติเพื่อลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างขึ้น กระผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าในบทบัญญัติของมาตรา ๒๙ วรรคสอง เขียนในเรื่องของการจัดให้มี โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเปึนผู้จัดให้มีการออกเสียงประชามติให้เกิดขึ้น ซึ่งในหลักการตรงนี้ เปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างฯ กําหนด ในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดให้มี ในบทบัญญัติเหล่านี้ก็เคยมีปัญหาในอดีตที่ผ่านมาหลายเรื่อง ในเรื่องของการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า คําว่า จัดให้มี นั้นให้มากน้อยแค่ไหน แต่มีข้อสรุปจุดหนึ่งก็คือการจัดให้มีนั้นอาจจะจัดเอง หรือไม่จัดเองก็ได้ แต่ว่าการไม่จัดเองต้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลขององค์กรที่มีหน้าที่ในการ จัดให้มี ผมคิดว่าในร่างตรงนี้ ขออนุญาตไปในเนื้อหานิดหน่อยนะครับ เท่าที่ได้อ่านผมคิดว่า มันยังมีประเด็นปัญหาเรื่องของการจัดให้มีค่อนข้างเยอะนะครับ และเปึนประเด็นสําคัญ เพราะว่าในนั้นเขียนเหมือนลักษณะของการมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปดําเนินการแทบจะทั้งหมดนะครับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเองในเนื้อหาแทบจะมีบทบาท ในตัวนี้ค่อนข้างน้อยนะครับ กระบวนการในการกํากับ การดําเนินการ ตัวนี้ก็ไม่ได้มี ความชัดเจนในตัวนี้นัก มีแต่ว่ามีคณะที่ปรึกษา ซึ่งการเปึนที่ปรึกษานั้นมันไม่ใช่เรื่องของ กระบวนการในการกํากับ อันนี้เปึนหลักการใหญ่ที่อาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบนะครับ นอกจากนี้ ในการร่างประกาศตัวนี้นะครับ ในบทบัญญัติมาตรา ๒๙ วรรคสอง เปึนบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เขียนค่อนข้างประหลาด คือเขียนให้สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยังมี ข้อโต้เถียงอยู่ว่าเปึนองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ ให้วางหลักเกณฑ์ตรงนี้ ตัวประกาศตัวนี้ มันอยู่ในฐานะใด ประกาศตัวนี้อยู่ในฐานะกฎหมายลําดับรอง หรือว่าอยู่ในฐานะที่เปึน ส่วนประกอบของรัฐธรรมนูญ หรือเปึนองค์ประกอบในฐานะของกฎหมายในลําดับใด ในประกาศที่ออกมาปรากฏว่ามีเรื่องของการให้ออกกฎหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ สนช. จะเปึนผู้กําหนดและเสนอไป ผมเห็นว่าการบัญญัติอย่างนี้อาจจะมีปัญหา ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ทราบว่าประกาศของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ในฐานะของกฎหมายในลักษณะอย่างไร เปึนพระราชบัญญัติหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในประเด็นตรงนี้
อย่างนี้ได้ไหมครับท่านอาจารย์คมสันครับ คือสิ่งที่ท่านอภิปรายน่าฟังนะครับ เพียงแต่ว่า อะไรที่มันเปึนปัญหาในรัฐธรรมนูญก็บอกแล้วให้เราออกหลักเกณฑ์ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศโดยออกเปึนหลักเกณฑ์ ถ้าเปึนไปได้อาจารย์ช่วยเสนอเลยได้ไหมครับ ที่มีปัญหา ทั้งหลายควรจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วกรรมาธิการท่านก็จะฟัง แล้วไปดูว่าเปึนปัญหาจริงไหม มิฉะนั้นแล้วมันก็เลยกลายเปึนโยนปัญหาเยอะไปหมดเลย แต่ไม่รู้จะแก้กันอย่างไรนะครับ อย่างไรขอความกรุณาท่านอาจารย์ที่มองเห็นปัญหานะครับ ช่วยบอกด้วยครับว่าจะแก้อย่างไร มันจะได้เดินไปได้ เชิญต่อครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานเสนอต่อนะครับ ความจริง ผมค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะไปพิจารณาต่อในวันศุกร์ เพราะว่ามันเปึนประเด็นเยอะนะครับ
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวถ้าต่อวันศุกร์หมายความว่าอย่างนี้ครับ วันนี้เราจะพิจารณาดูว่า หลักเกณฑ์หรือประกาศ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะรับหลักการไหม ถ้ารับหลักการก็ให้สมาชิก แปรญัตติก็อาจจะกําหนด ๒ วัน เพื่อจะให้มันทัน เพราะว่าสัปดาห์หน้ากรรมาธิการ ยกร่างฯ เขาจะไปประชุมที่ต่างจังหวัด ก็จะไม่มีวันประชุม ก็เลยคิดว่าน่าจะประชุมวันศุกร์ ถ้าประชุมวันศุกร์ สมาชิกถ้ารับหลักการวันนี้ ท่านก็แปรญัตติ ๒ วัน วันนี้วันจันทร์ ตกอังคาร กับพุธ วันพฤหัสบดีกรรมาธิการก็เชิญสมาชิกมาชี้แจง แล้ววันศุกร์ก็เอาเข้าสภา
-๗๔/๑ ซึ่งสอบถามความพร้อมของทางสํานักเลขาธิการแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าพร้อม ถ้าเปึนไป ตามกระบวนการตามนี้ วันศุกร์ที่เราจะเข้ามาเราจะเข้าวาระ ๒ โดยพิจารณาร่างฯ เพราะฉะนั้น วันนี้อยากให้อาจารย์เสนอประเด็นปัญหาและวิธีแก้ เพื่อจะได้รับหลักการในวันนี้ขอบพระคุณ ครับอาจารย์ครับ เชิญครับ
ขออนุญาตเสนอต่อครับ คือประเด็นรับหลักการ หรือไม่นี่ ผมเห็นว่ายังมีประเด็นที่กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ท่านประธานว่า มันอาจจะ ไม่สอดคล้อง หรือบางครั้งในบางประเด็นอาจจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเลยด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นในประเด็นเรื่องของรับหลักการ ไม่รับหลักการ ถ้าพิจารณาตรงนี้มันเปึนประเด็น สําคัญนะครับ ที่ควรจะพิจารณารับหรือไม่รับด้วยซ้ําไป จึงไม่อยากให้มีการพิจารณาตรงนี้ ทีนี้ถ้าเปึนอย่างนั้นผมขออนุญาตเสนอต่อในประเด็นปัญหาที่คิดว่ามีก่อนที่ประชุมจะ พิจารณารับหรือไม่รับ หรือว่าจะพิจารณาอย่างอื่นอย่างใดต่อไป ผมมีความเห็นอย่างนี้ ในประเด็นนอกจากเรื่องของกระบวนการในเรื่องของการจัดหรือจัดให้มีแล้ว ที่เปึนปัญหาว่า ในร่างที่เขียน สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่มีบทบาทตรงใดที่เขียนไว้เปึนในเรื่องของการกํากับ การดําเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งเลย เพราะว่าบทบัญญัติเรื่องการจัดให้มี เคยปรากฏขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งของสมาชิกสภาท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่มอบอํานาจให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ เปึนผู้จัด โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้ดําเนินการกํากับ ในรูปแบบของการจัดให้มี อันนั้นก็เปึนหลักการอันหนึ่ง ต่อมาก็คือในร่างนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปึนผู้ดําเนินการทั้งหมด รวมถึงการออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในทุกกรณี ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการ ในทุกขั้นตอน ซึ่งโดยหลักการแล้วถ้าเกิดเปึนการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้อง เปึนผู้ที่ล่วงรู้ในการดําเนินการ ไม่ใช่เปึนเพียงแต่ผู้ที่เปึนให้คําปรึกษาหรือให้คําแนะนํา การดําเนินการในการออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องของกระบวนการภายในแล้วนี่ กระบวนการในการบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ถ้าเปึนเรื่องของ การดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ และเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกและ สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักการแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญควรมีมติ ไม่ใช่คณะกรรมการ การเลือกตั้งเปึนผู้กําหนด การกําหนดอย่างนั้นเท่ากับเปึนการมอบอํานาจต่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งไปออกหลักเกณฑ์ ซึ่งมันจะเปึนการขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๙ วรรคสอง ในเรื่องการวางหลักเกณฑ์โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เรื่องต่อมาในร่างประกาศปรากฏว่ามันมีการมอบอํานาจ ในประกาศได้ กําหนดการมอบอํานาจให้คณะกรรมการ กระผมคิดว่ามีการมอบอํานาจมากเกินกว่า หลักเกณฑ์และวิธีการที่ควรจะต้องเขียน เพราะว่าการออกหลักเกณฑ์ในรายละเอียด ในเรื่องของการออกเสียงประชามติ สิทธิต่าง ๆ มันมีปัญหาที่กระทบสิทธิของประชาชน เพราะฉะนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้องกําหนดหลักเกณฑ์ในตัวนี้ให้ชัดเจนในเรื่องนี้ เช่น การเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ ถ้าเทียบเคียงกับเรื่องของการเลือกตั้งจะให้ศาลเปึนผู้พิจารณา ในกรณีที่คณะกรรมการประจําเขตเลือกตั้งพิจารณาไม่เติมชื่อไป หรือถอนชื่อออก ศาลจะเปึน ผู้พิจารณา ในตัวนี้ปรากฏว่ามันไม่มีความชัดเจน คือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึน คนดําเนินการ แต่ในขณะเดียวกันกลับมอบให้คณะกรรมการเปึนผู้ดําเนินการจัดทําในเรื่องนั้น ทั้งหมด ก็เท่ากับว่าตนเองเปึนผู้ทําเอง และเปึนผู้ชี้เองทั้งหมด ผมคิดว่าประเด็นหลักการตรงนี้ คงเปึนปัญหาอยู่พอสมควร
ต่อมาก็คือในเรื่องของการร้องคัดค้าน คัดค้านการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ในร่างนี้เขียนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้ออกประกาศหลักเกณฑ์การคัดค้าน กระบวนการออกเสียงประชามติที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าหลักเกณฑ์ตรงนี้คงไม่เปึนไป ตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าการคัดค้านกระบวนการ ออกเสียงประชามติ มันต้องเปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้เขาเรียกว่าเปึนอํานาจในการวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเปึนการชี้ขาดครั้งสุดท้าย สุดท้ายควรจะจบอยู่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่จบที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะมาชี้ขาดการคัดค้านในกระบวนการการออกเสียงประชามติ ที่ตนเปึนผู้จัดเอง แล้วก็ให้ตนเองเปึนผู้ชี้ในกระบวนการคัดค้านในสิ่งที่ทํา ผมคิดว่า หลักการตรงนี้อาจจะต้องมาพิจารณาให้รอบคอบ
ต่อมาก็คือเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานต่าง ๆ การใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเปึนภาษีอากรของราษฎร ควรจะต้องดําเนินการภายใต้หลักเกณ์ของ ผู้มีอํานาจอย่างแท้จริง ซึ่งในที่นี้คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ----------------------- -๗๕/๑ ในนี้มอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้กําหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องของค่าตอบแทน นะครับ ผมคิดว่าในประเด็นเหล่านี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญคงพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเปึนภาษีอากรของราษฎร ในการดําเนินการออกเสียงประชามติ นะครับ แล้วก็การดําเนินการทั้งหมดในเรื่องของ การออกเสียงประชามตินี่เปึนเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องดําเนินการภายใต้ บทบัญญัติมาตรา ๒๙ นะครับ ต่อมาก็เรื่องของการนับคะแนนในหน่วย ผมคิดว่าการ นับคะแนนในหน่วย ถ้าท่านใดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็คงทราบดีว่าหัวคะแนนนี่นะครับ ถ้าเปึนการเลือกตั้ง สส. หรือเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หัวคะแนนเขารู้ครับว่าใครเลือก ไม่เลือก ถ้าเกิดมีการทุจริตเกิดขึ้นในกรณีนี้จริง ๆเขาสามารถตรวจสอบได้เลยว่าใครเลือก หรือไม่เลือกในกรณีที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นในตรงจุดนี้ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่ล่อแหลม และค่อนข้างเปึนอันตรายในเรื่องของการนับคะแนนที่หน่วย การนําเสนอในเรื่องนี้จะเปึน การนับคะแนนรวมหรือเปล่าในเรื่องของการออกเสียงประชามตินะครับ ในเรื่องเหล่านี้
แล้วก็สุดท้ายในเรื่องของข้อ ๓๙ ที่เขียนในเรื่องของการที่บอกว่าให้ออก กฎหมาย ที่เขียนในข้อสุดท้ายบอกว่า ใครกระทําการฝ์าฝ๋นทําให้ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม บทบัญญัติที่เขียนลักษณะเช่นนี้ มีลักษณะเหมือนการให้อํานาจในการตรากฎหมาย ให้เปึนไป ตามกฎหมาย ต้องรับโทษตามกฎหมาย เปึนบัญญัติที่ลักษณะให้อํานาจในการตรากฎหมาย ซึ่งกระผมกราบเรียนตอนต้นแล้วว่าประกาศฉบับนี้มีปัญหาว่าอยู่ในสถานะใด ถ้าเปึน บทบัญญัติอย่างเช่นนี้ ผมคิดว่ามีปัญหาในเรื่องของกระบวนการในการตรา เพราะสถานะ ของกฎหมายในลําดับศักดิ์ของประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มันไม่มีความแน่ชัด ว่าอยู่ในสถานะใด จะเปึนพระราชบัญญัติก็ไม่ใช่ จะบอกให้มีมอบอํานาจต่อในการออก กฎหมาย ผมคิดว่าหลักการตรงนี้อาจจะไม่ถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าในเรื่องนี้ผมคิดว่าประกาศตัวนี้มีปัญหาสําคัญในเรื่อง ของการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญอยู่นะครับ อาจจะไม่สอดคล้องหรือไม่เปึนไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๙ วรรคสอง ผมจึงได้เสนอ ท่านว่าเห็นชอบด้วยกับ ๒ ท่าน ที่ได้เสนอมาว่าเพื่อให้สมาชิกได้เห็นร่างและพิจารณา อย่างรอบคอบก่อนที่จะอภิปรายในเรื่องนี้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขออนุญาตทําความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ อาจารย์ครับ คือตอนนี้ถ้าดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสอง อาจารย์ก็อ่านอยู่แล้วนะครับ ก็ชัดว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ก็ต้องทํา ไม่ทํากระบวนการมันเดินไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ท่านช่วยอ่าน ซึ่งเนื้อหาก็คง ไม่เยอะนะครับ แล้วดูสิตรงไหนที่ผิด ท่านบอกว่าไม่ชอบไม่ถูก ผิดนะครับ ในช่วงเวลานี้ ช่วยแนะนําแล้วก็แปรญัตตินะครับ จะได้แก้ปัญหาสิ่งที่ท่านเปึนห่วงเปึนใยได้นะครับ ต้องช่วยกันตรงนั้นนะครับ ท่านอาจารย์วิชัย รูปขําดี ครับ มีไหมครับ หรือว่าท่านวิชัย คนละท่านกันนะครับ ส่งชื่อมาคนละนามสกุลครับ เชิญครับท่านวิชัย
ท่านประธานครับ ผม วิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ สสร. หมายเลข ๐๕๙ ครับ กระผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วน แล้วก็เปึนเรื่องที่สําคัญ ซึ่งตามวาระการประชุมนั้นระเบียบวาระที่ ๓ เขียนไว้ชัด ในวรรคท้ายกระผมคงไม่พูดต่อ นะครับ ถ้ากระผมจะเรียนเสนอต่ออย่างนี้ไหมครับว่า ให้รับวาระแรกไปก่อนโดยมติ ของที่ประชุมแห่งนี้ตามที่มีสมาชิกอยู่นะครับ ในวันนี้กระผมอยากจะเสนอเปึนญัตติเลย นะครับว่าขอให้รับวาระแรกไปก่อน สําหรับรายละเอียดเนื้อในอย่างไรนั้นในโอกาสต่อไป ก็ค่อยว่ากันเพราะว่าเวลาเราจํากัดครับท่าน อยากจะกราบเรียนเสนออย่างนี้ท่านครับ
ขอบพระคุณครับ คือไม่ต้องถามญัตติครับ เดี๋ยวอย่างไรต้องถามแน่นอนนะครับว่า ท่านจะรับหลักการนี้หรือไม่นะครับ คือหลักการเข้าใจว่าหลักการก็คือหลักที่รัฐธรรมนูญ บอกว่าให้มีหลักเกณฑ์ตรงนี้ซึ่งจะประกาศหรือเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่นะครับ คือต้องมี แน่ ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามีแล้วมันถูกต้องไหม มันดีไหมนะครับ มันใช้ได้หรือไม่ ผมว่าอันนั้น คือสิ่งที่สภาจะต้องพิจารณา คือรับมาแล้วเราก็ไปแก้ไข ไปตัดทอน ไปเพิ่มเติมนะครับ นี่คือกระบวนการ แต่ถ้าให้อ่านไปแล้วบอกว่ามาแก้มันก็คือวันนี้ มันก็กลับมาวันนี้อีก นะครับ มันก็ใช้เวลา ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ท่านอาจารย์อัครวิทย์ อยู่ไหมครับ อาจารย์ครับ เชิญครับ
ผมเห็นว่าอย่างไรก็คงต้องรับหลักการ แต่ว่าในร่าง ที่เสนอมานั้นมันน่าจะยังมีข้อขัดข้องอยู่นอกเหนือจากที่ท่านอาจารย์คมสันได้กล่าวแล้ว นะครับ ในหลักการที่อาจจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่ข้อหนึ่งคือรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๒๙ นอกจากวรรคสองแล้วยังมีวรรคสามที่กําหนดว่า การออกเสียงประชามติ ต้องกระทําภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ว่าตามร่างที่กําหนดนั้นได้กําหนดในข้อ ๓๕ เอาไว้ว่า ในกรณีที่การลงคะแนนเสียงในหน่วยออกเสียงแห่งใดไม่สามารถกระทําได้ เนื่องจาก เกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย หรือเหตุสุดวิสัยอย่างอื่น ถ้ามันเกิดก่อนวันออกเสียง ก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดสามารถกําหนดหน่วยออกเสียงใหม่ให้ผู้มีสิทธิ ออกเสียงสามารถไปลงคะแนนได้โดยสะดวก แต่ถ้าหากเกิดในวันออกเสียงก็ให้คณะกรรมการ ประจําหน่วยออกเสียงประกาศลงคะแนนในหน่วยออกเสียง แล้วรายงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยพลัน เพียงแค่นี้ไม่มีปัญหา แต่พอไปเขียนต่อในวรรคสามว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง กําหนดวันลงคะแนนใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น นับแต่วันที่ได้รับทราบว่าเหตุที่ทําให้ ไม่อาจลงคะแนนได้นั้นสงบลงแล้ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่าง รัฐธรรมนูญ อันนี้น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญดังที่ผมได้กล่าวมา ซึ่งได้กําหนดไว้ว่าการออก เสียงประชามติต้องกระทําภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้นจะไปกําหนดวันอื่น ภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็ทําไม่ได้ นอกจากข้อ ๓๕ วรรคสามแล้ว ในข้อ ๓๗ ซึ่งพูดถึงเรื่องของการคัดค้านการออกเสียงว่าไม่สุจริตหรืออะไรก็ตามที ก็ยังได้เขียนเอาไว้ ด้วยว่า ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีคําสั่ง ให้ดําเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่ เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็เช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตราที่ได้อ้างถึง นอกจากนั้นก็คงเปึนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งอาจจะเปึนเรื่องของแปรญัตติ เท่านั้น คงไม่ต้องมากล่าว ณ ที่นี้
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ช่วยนําไปพิจารณาด้วยนะครับ แล้วถ้าอาจารย์จะกรุณาช่วยแปรญัตติให้ด้วยนะครับ ถ้าเห็นว่ามีข้ออะไรที่ควรต้องแก้ไข อาจารย์วัชรา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร ในเรื่องหลักเกณฑ์ก็คงหมายความถึงว่าจะสมควรออกเปึนหลักเกณฑ์ และในเรื่องหลักการก็หมายความถึงว่าจะต้องพิจารณาถึงว่ามีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนดหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าควรที่จะมี แล้วควรที่จะออกเปึน ในรูปแบบนี้แบบที่ทํามานี่ แต่เนื้อหาสาระ เช่น ในข้อ ๗ ซึ่งท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้กรุณา กล่าวไปว่า ให้อํานาจช่วงไปแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีอํานาจออกประกาศและ ระเบียบอันจําเปึนเกี่ยวกับการปฏิบัติในการดําเนินการตามประกาศนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะโอน อํานาจในการออกหลักเกณฑ์ไปให้แก่ผู้อื่น ซึ่งไม่น่าจะกระทําได้ อันนี้กระผมก็เห็นว่าน่าจะ อยู่ในเรื่องที่แปรญัตติได้ แต่ในเรื่องหลักการที่ว่าจะสมควรมีหรือไม่ในเรื่องหลักเกณฑ์นั้น กระผมเห็นว่าสมควรที่จะมี และก็ค่อยมาแก้ไข หรือแปรญัตติกันต่อไป ขอบคุณครับ
ท่านการุณ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. ข้อเสนอของผมอาจจะไม่ค่อยเหมือนกับเพื่อนสมาชิกนะครับ อาจจะแตกต่างไปเสียเลย ก็ได้ ข้อเสนอที่ ๑ เพื่อทําคู่กันไปนะครับ ก็ควรจะรับหลักการแล้วก็เข้ากรรมาธิการจะช้า หรือเร็วก็แล้วแต่ที่ประชุมจะกําหนดว่าไป อันนี้เรียกว่าทําคู่ขนาน แต่ข้อเสนอที่สําคัญคือ ------- ข้อที่ ๒ ท่านประธาน การลงประชามติครั้งนี้มันเปึนการลงประชามติทั้งประเทศ ซึ่งไม่เคย ทําเลยในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ครั้งนี้จะเปึนครั้งแรก แล้วค่าใช้จ่ายท่านประธานครับ พอ ๆ กันกับการเลือกตั้งทั่วไป ๑ ครั้ง พอ ๆ นะครับ สูสีนะครับกับการเลือกตั้งทั่วไป ๑ ครั้ง ทั้งประเทศ แต่ที่สาหัสที่หนักนั่นคือการต้องรณรงค์ พิมพ์เอกสารร่างรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ท่านไปให้เขาลงประชามติโดยที่เขาไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็จะเรียกร้องท่านได้ ยังไม่เห็น ร่างรัฐธรรมนูญเลย ยังไม่ได้อ่านเลย อ่านยังไม่ทัน อ่านยังไม่ทั่วเลย เห็นไหม เพราะฉะนั้น ท่านจะถูกเรียกร้องให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ครอบครัวละ ๑ ฉบับนะ คนละฉบับนะทีนี้ เพราะผมก็มีสิทธิ เมียอ่านก็เรื่องของเมียสิ ผมอ่านก็เรื่องของผม พ่ออ่านก็เรื่องพ่อ แม่อ่าน ก็เรื่องแม่สิ ก็เรื่องของผม ผมลูกชาย ฉันลูกสาว จะขออ่านเหมือนกัน ท่านมีสิทธิอะไรที่จะ ไม่ให้เขา เขาจะไปลงประชามติ ไม่อ่านรัฐธรรมนูญจะไปลงได้อย่างไร เห็นไหม เผลอ ๆ ค่าใช้จ่ายเอกสารนี้เอง บวกเบ็ดเสร็จโหลงโจ้ง ผมว่าอาจจะมากกว่าค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ทั่วไป ประมาณสองพันห้าร้อยล้านบาท น่าเสียดายมาก เสียหาย ซี้ดปากเลย มีทางไหมท่านประธาน ครับ ทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ยกร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างมีส่วนร่วม ทําอย่างมีส่วนร่วม ทําการแสดงความเห็นอย่างทั่วถึง อย่างละเอียดลออ ก็พอสมควร แล้วทําความเข้าใจ ท่ามกลางการมีส่วนร่วม และการให้ประชาชนมีความเห็นนี่ล่ะ บอก พี่น้องประชาชนครับ เพื่อประหยัดสองพันห้าร้อยล้าน จะได้เอาไปสร้างโรงพยาบาล จะได้ เอาไปสร้างโรงเรียน จะเอาไปสร้างถนน จะเอาสร้างแหล่งน้ํา จะเอาไปให้ค่าปุิย ว่าไป งดการ ออกเสียงประชามติ ท่านประธานก็มาคิด เอ๊ย ขัดรัฐธรรมนูญ ก็แก้สิครับ ฉีกทั้ง เล่มยังฉีกได้เลย เล่มใหญ่ ๆ สามร้อยกว่ามาตรา ของท่านประธาน เกลี้ยงเลย ไม่มี เหลือภายในพริบตา ก็อันนี้ก็ไม่ยาก ผมทําให้แล้ว นี่ท่านประธานมาดู ผมแก้อยู่ สอง สามมาตรา แก้ที่มาตรา ๒๙ รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรค สอง และวรรคสาม ตัดทิ้งทั้งหมดเลย ว่าด้วยเรื่องการลงประชามติ ไปแก้มาตรา ๓๑ วรรค หนึ่ง บรรทัดแรกกับบรรทัดที่ ๒ ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง โดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่มา ใช้บังคับแล้ว ตัดออกเสีย ก็ให้เหลือต่อไปเลย ให้ประธานสภานิติบัญญัติ นี่เหลือไว้ มาตรา ๓๑ ไปตัดมาตรา ๓๒ เสีย ๒ วรรค คําว่า หรือในการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา ๓๑ ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ ให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ก็ดี แล้วก็มาตัด คําว่า นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ มาตรา ๓๒ ท่าน ประธานบอก เอ๊ะ จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมได้ที่ไหน ไม่เห็นมีหมวดว่าด้วยเรื่องการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ ไม่ยาก ไปเอามาตรา ๓๘ ท่านประธาน มาตรา ๓๘ บอกไว้นี่ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด เห็นไหม ให้วินิจฉัยกรณีนั้น ไปตาม ประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึน ประมุข นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ เขามีวิธีการเขียนไว้นี่ ว่าวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้ทําอย่างไร โดยเสียงข้างมากของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทําอย่างไร แล้ววาระหนึ่ง เปึนอย่างไร ต่อไปทิ้งไว้ ๑๕ วัน มาประชุมวาระสองอย่างไร ต่อจากนั้น จึงลงมติ เห็นชอบวาระสามอย่างไร แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วท่านจะประหยัดสองพันห้าร้อยล้านบาท โดยประมาณ ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ท่านก็จะไม่ยุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องโกลาหล เกี่ยวกับเรื่องประชามติ ทั้งประเทศ ๒ ข้อ สําคัญที่สุด ข้อที่ ๓ อีกประโยค ประโยคข้อที่ ๓ สําคัญมาก ท่านประธาน ไม่เปึนเงื่อนไขของการใช้รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เปึนเงื่อนไขที่ จะเอาไปใช้เปึน เกม (Game) การเมือง สําคัญมาก เกมอย่างไรท่านประธานครับ เกมเพื่อจะทําลาย คมช. บอก ฉันไม่เห็นด้วยกับ คมช. กับ คปค. ที่ยึดอํานาจการปกครอง ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่เห็นด้วย กับ สนช. ที่ตั้งขึ้นมาโดย คมช. ไม่เห็นด้วยกับสภาร่างฯ และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทําได้ทั้งนั้นล่ะ เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเปึนเกณฑ์และคว่ํารัฐธรรมนูญทิ้ง เชิญ คมช. เอารัฐธรรมนูญเลย เลือกเอา แก้ไข เพิ่มเอา ประกาศใช้ แล้วเลือกตั้งเสร็จอย่าเถียงนะ ถ้าฉันชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านเกมการเมืองโดยใช้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ไม่มีในโลกนี้นะครับ มันเคยเกิดขึ้นจริงในโลก นี้แล้ว ธรรมนูญยุโรปที่ฝรั่งเศส ตอนนั้นฝ์ายบริหารของฝรั่งเศสกําลังลงเต็มที่ ประชาชนฝรั่งเศส ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลฝรั่งเศส ธรรมนูญยุโรป ประชาชนฝรั่งเศสคว่ําธรรมนูญทิ้ง เพียงแค่ ต้องการประกาศให้ผู้บริหารของประเทศฝรั่งเศสรู้ว่าประชาชนไม่เอากับคุณ เขาทําแล้ว เกม ๆ ข้อสําคัญข้อที่ ๓ เพราะฉะนั้นถ้าท่านตัดสิ่งเหล่านี้ได้เท่ากับท่านช่วยรักษาชาติบ้านเมือง ให้ร่มเย็นเปึนสุข แต่ถ้าท่านดันไปไม่แน่นะ ถ้าบ้านเมืองโกลาหลในวันข้างหน้าแล้วท่านประธาน อย่าอุ๊ยเสียดายคุณการุณ ถ้าฟังคุณการุณสักหน่อยวันนั้นนะก็คงจะไม่เกิดปัญหาแบบนี้ ตอนนั้นเสียดายก็โกลาหลแล้วนะ แล้วตอนนั้นผมไม่ช่วยท่านประธานนะผมจะบอกให้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมอาจจะมีความคิดเห็นที่อาจจะ แปลกแยกหรืออาจจะที่เราคิดนอกกรอบในอีกแง่มุมหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้น ในมาตรา ๒๙ ได้เขียนบอกว่า เมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วให้มีการออกเสียงประชามติว่า จะให้มีความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทําให้เร็วกว่าสิบห้าวัน และไม่ช้ากว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่เผยแพร่รัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่กําหนด กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่านี่เปึน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราที่ไม่เคยมีการกระทําลักษณะเช่นนี้มาก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อเปึนครั้งแรกมันก็คงต้องยุ่งยาก ต้องหาวิธีการ ต้องมีค่าใช้จ่าย ท่านการุณก็บอกแล้ว สองพันห้าร้อยล้าน อย่างน้อยนะครับ ถ้าไปทําตามวิธีการที่กําหนดตามร่างที่ว่ามานี้ ก็ด้วย ความเคารพต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ คณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ที่กําหนดหลักเกณฑ์ การออกเสียงประชามตินั้นต้องทําภายในวันเดียว ในมาตรา ๒๙ นี้ไม่ได้บอกเลยว่า ทําโดยวิธีลับหรือวิธีเป่ดเผยนะครับ ผมรับราชการในกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่เปึนปลัดอําเภอ จนเปึนผู้ว่าราชการจังหวัด จนเกษียณอายุตําแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เราเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้านครับ โดยปกติให้ทําโดยวิธีเป่ดเผยนะครับ แล้วก็เว้นแต่ที่ประชุมจะเห็นโดยวิธีลับ กระผมอยากจะเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ถ้าเราแทนที่จะไปมุ่งเน้นว่าจะต้องทําประชาพิจารณ์ แบบโดยวิธีลับ จะต้องออกเสียง จะต้องไปพิมพ์บัตร จะต้องประชาสัมพันธ์ เวลามันกะทันหัน กระชั้นชิดมากนะครับ และก็เสี่ยงต่อการที่จะรับหรือไม่รับ จะมีปัญหาอย่างที่ท่านการุณว่า ผมเห็นด้วยทุกอย่าง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะไปแก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งไม่รู้จะแก้โดย วิธีใดนะครับ สภานิติบัญญัติเขาจะแก้ให้หรือไม่ คมช. จะแก้หรือไม่ เรื่องมันเยอะเลย เราเล่นตามกฎเกณฑ์กติกาที่เขาวางไว้นะครับ ใช้วิธีประชามติโดยวิธีเป่ดเผย เป่ดหน่วย เลือกตั้งหกหมื่นกว่าหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านเลย เอาข้าราชการ ประชาชน นิสิตนักศึกษา ไปเลยครับ วางในห้องประชุมตรวจสอบเลย ใครมีคุณสมบัติผ่านเข้ามา หรือทําประกาศ บัญชีรายชื่ออะไรก็สุดแล้วแต่ เสร็จแล้วก็โหวตในที่ประชุมแห่งนั้น ใครเห็นด้วยยกมือ ใครไม่เห็นด้วย มันจะง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด ทําได้วันเดียวทั่วทั้งประเทศ รับรอง ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ถึงห้าร้อยล้านบาทด้วยซ้ําไป ไม่ต้องไปอะไรมากมาย ซึ่งวิธีการอย่างนี้ ไม่ใช่ผมคิดเองนะครับ มีหลายคนเสนอผ่านมาบอกว่าทําไมเราจะต้องไปทําตรงนี้ และเปึน ครั้งแรกด้วย และคิดว่าอาจจะทําได้แล้วเรียบร้อยราบรื่นหรือ แล้วก็เดี๋ยวอีกไม่กี่วัน ข้างหน้าเดี๋ยวก็ต้องอีกสองสามพันล้านบาท ถ้าการเลือกตั้ง เพียงวัตถุประสงค์ เปัาหมายสุดท้ายก็คือเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านโดยวิธีใดก็สุดแล้วแต่ โดยที่ ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้เลยว่าจะต้องโดยวิธีลับหรือโดยเป่ดเผย ถ้าหาก ที่ประชุมแห่งนี้จะได้กรุณาในหลักการ ก็อาจจะไม่ใช่ญัตติ ผมอาจจะเสนอเปึนญัตติภายหลัง ก็ได้ว่าจะเห็นว่าควรจะทําการออก เพราะว่าทําโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญของเรา ไม่จําเปึน จะต้องมอบกรรมการเลือกตั้ง หรืออาจจะมอบกรรมการเลือกตั้งช่วย หรือจะไปให้ทางจังหวัด ทางอําเภอ ทุกส่วนราชการหน่วยงานช่วยดําเนินการเรื่องนี้ ผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่เปึนไปได้ เพราะทุกคนก็อยากจะร่วมมืออยู่แล้วว่าถ้าเช่นนั้นนะครับ สมมุติโดยวิธีเป่ดเผยก็ไปคิดกัน ว่าวิธีเป่ดเผยจะทําอะไร อย่างไร มันจะประหยัดงบประมาณ จะรวดเร็ว และทําได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว นี่เปึนแนวคิดที่อยากจะนําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอาจจะลองพิจารณาดูนะครับ ถ้าเปึนเช่นนั้นผมคิดว่าหลักการนี่ ต้องมาว่ากันใหม่และจะเอาอย่างไร ถ้าโดยวิธีลับก็คงจะยึดร่างนี้เปึนหลักแล้วไปแปรญัตติ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งความจริงในนี้ก็ไปเขียนเอาไว้ในข้อ ๙ การออกเสียงให้ใช้วิธีออกเสียง ลงคะแนนโดยตรงและลับ แล้วก็เขียนบอกให้โดยวิธีเป่ดเผย แล้ววิธีการนอกจากนั้นก็ไปเขียน เหมือนเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเราทํากันมาตั้งแต่กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ป้ ๒๔๕๗ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่และใช้ได้ผลดีด้วย และความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนั้นถึง ขนาดเรียกว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเกินกว่ากึ่งหนึ่งสามารถที่จะโหวตเอาผู้ใหญ่บ้าน ออกด้วยวิธีเป่ดเผยที่ว่านี้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนข้อเสนอนี้ต่อที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อที่ท่านสมาชิกจะได้รับไปพิจารณา ถ้าเปึนเช่นนั้นเราสามารถจะทําประชามติได้โดยไม่ต้อง วิตกกังวลอะไรเลย แล้วก็ประหยัดงบประมาณอย่างมากมายด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ถ้าเอาอย่างที่ท่านไพโรจน์ว่าก็เริ่มใหม่นะครับ ทีนี้จะทันไหมนะครับ หรือท่านจะช่วยแปรญัตติก็จะดีนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ สสร. นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนข้อพิจารณาในบางประการนะครับ ในเรื่องของหลักการตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์วิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติได้นําเสนอในรูปของประกาศ กระผมก็เห็นควรสนับสนุน ในหลักการที่ต้องเร่งดําเนินการให้เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ โดยเฉพาะวรรคสอง
ในประการต่อมา ก็มีสมาชิกบางท่านอภิปรายในเรื่องของสถานะของประกาศ ซึ่งทางกระผมเองก็ยังมีข้อสงสัยและยังติดใจในส่วนนี้อยู่นะครับ ก็อยากจะฟังคําชี้แจงจาก ท่านกรรมาธิการในส่วนนี้อยู่ด้วยนะครับ ในส่วนสําคัญของถ้อยคําใน มาตรา ๒๙ วรรคสอง ที่ว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนดเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องประกาศกําหนดในจุดนี้นะครับ ทางกระผมเองเนื่องจาก ว่าได้รับร่างกระชั้นชิดนะครับ ยังไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดในเรื่องนี้ ทางกรรมาธิการไม่ทราบ ว่าหลักเกณฑ์วิธีการในจุดนี้เปึนเรื่องของสภาร่างฯ ได้กําหนดขึ้นเอง หรือมอบอํานาจในส่วนนี้ ไปให้กับองค์กรอื่น เช่น กกต. ในการที่จะกําหนด ถ้ากําหนดอย่างนั้นนะครับ มันจะมีปัญหา อยู่บ้างบางประการ ผมยกตัวอย่างในคราวที่แล้วนะครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ในมาตรา ๖๘ นะครับ ในมาตรา ๖๘ วรรคสอง ได้บัญญัติว่า บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้ง โดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทําให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ ในบทบัญญัตินี้เองนะครับ ก็มีปัญหาว่าทาง กกต. จะบัญญัติเรื่องเสียสิทธิไว้ได้หรือไม่ เพียงไร ก็มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยไว้นะครับว่า บทบัญญัติในจุดนี้ กกต. จะใช้อํานาจโดยกําหนดหลักเกณฑ์ขึ้นเองไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขียนว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็ต้องให้องค์กรนิติบัญญัติก็คือรัฐสภาออกกฎหมายมาบัญญัตินะครับ และก็มีการปฏิบัติโดยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างกฎหมายในจุดนี้ให้รัฐสภาบัญญัติในเรื่อง ของเสียสิทธิไปเรียบร้อยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในถ้อยคํามาตรา ๒๙ วรรคสอง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนด ผมก็ยังสงสัยว่าในตัวร่าง ประกาศนะครับ ทางสภาร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นชัดเจน โดยไม่ได้มอบอํานาจให้หน่วยงานใดอย่างนั้นใช่หรือไม่นะครับ
ในประการต่อมา ในส่วนของบทวิเคราะห์ศัพท์ บทนิยามเราจะพบว่ามีอยู่ หลายคําด้วยกัน เช่นคําว่า การออกเสียง ผมก็ยังเห็นว่าในส่วนนี้การออกเสียงประชามติคํานี้ มันเปึนคํากลาง ๆ ซึ่งบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็อยากจะให้ลงรายละเอียดว่ามีความหมายว่า อย่างไร เนื่องจากว่าประกาศนี้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประชาชนก็อาจจะไม่เข้าใจว่า ประชามติมันหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่รู้กันอยู่ในเฉพาะผู้ร่างเท่านั้นนะครับ
ในเรื่องของวัตถุประสงค์ของการประชามติ ในชั้นนี้จะพิจารณากําหนดหรือไม่ เนื่องจากว่าในการรับหลักการมันก็ประกอบด้วยเหตุผลที่ออกประกาศฉบับนี้มาก็อาจจะ เปึนเรื่องของวัตถุประสงค์ที่จะใส่ในตัวประกาศหลักเกณฑ์ในจุดนี้ หรือว่าเราจะทําเหตุผล คล้าย ๆ กฎหมาย ซึ่งประกาศไว้ท้ายประกาศหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้ว่ามีเหตุผลในการ ออกเรื่องนี้อย่างไร ในกรณีที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นจากการใช้ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ผมสํารวจดูก็ยังไม่พบว่า ถ้ากรณีมันมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัย หรือที่ต้องตีความตรงจุดนี้ จะให้องค์กรใดเปึนผู้ชี้หรือวินิจฉัยชี้ขาด เช่น อาจจะเพิ่มในข้อ ๕ ว่า กรณีมีปัญหาที่ต้อง วินิจฉัยตามประกาศนี้ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเปึนผู้มีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างนี้เปึนต้น ส่วนในเรื่องของการมอบอํานาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงจุดนั้นผมก็ยังไม่แน่ใจ ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมอบอํานาจโดยใช้เกณฑ์ในจุดนี้แล้วยุติหรือไม่ หรือว่าจําเปึนที่ จะต้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกาศที่จะออกกฎหมายขึ้นมารับรองในส่วนนี้ ซึ่งมันจะ รวมถึงการเปึนเจ้าภาพที่จะใช้งบประมาณรายจ่ายในการจัดทําการประชามติ ซึ่งมันมี งบประมาณค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ในส่วนนี้ในฐานะที่ กกต. ก็เปึนนิติบุคคลอยู่ทางสภาร่าง รัฐธรรมนูญโดยสํานักงานเปึนนิติบุคคลหรือไม่ หรือว่าจะใช้ทางสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งซึ่งเปึนนิติบุคคลอยู่ ในการที่จะรับผิดชอบในส่วนของงบประมาณรายจ่าย ในชั้นนี้ผมฝากประเด็นตามที่ผมได้อภิปรายมาไว้ในเบื้องต้นก่อน นะครับ ในหลักการ ผมยินดีที่จะสนับสนุนและขอขอบคุณทางท่านกรรมาธิการครับ
ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ปกรณ์ ปรียากร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร ในรอบแรก ผมถามว่าวันนี้เราจะเลื่อนการพิจารณาไปได้หรือไม่ แต่ว่าเท่าที่ท่านประธานได้พูดก็คือว่า ถ้าเราสามารถพิจารณาได้และรับหลักการไปก่อนก็จะเปึนเรื่องที่ดี แต่ก็มีปัญหาอีกว่า ข้อสงสัยที่สมาชิกถามเมื่อสักครู่นี้ ก็คือเรื่องของการออกเสียงประชามติกับการไปลงเหมือน กับการออกไปลงเลือกตั้ง มันจะเปึนลักษณะเดียวกันหรือไม่ ซึ่งอันนี้ก็เปึนประเด็นที่ถกเถียง กันในหลายประเทศ และรูปแบบของการดําเนินการของการออกเสียงประชามติในแต่ละแห่ง ก็แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้มันก็มีประเด็นที่เมื่อสักครู่ ขออภัยที่เอ่ยชื่อ ท่านไพโรจน์ ที่บอกว่าการออกเสียงประชามติอาจจะไม่จําเปึนต้องทําในรูปลักษณ์ที่เรา กําลังคิดเหมือนกับที่ในประกาศหลักเกณฑ์อันนี้ได้เสนอขึ้นมาคือเหมือนกับไปลงในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็เปึนจุดที่ทําให้เกิดภาวะที่ว่า ถ้าการออกเสียงประชามติเปึนไปใน อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เปึนการลงคะแนนลับอย่างนี้ แล้วสามารถกระทําได้ในลักษณะ เหมือนกับที่เราทําในกรณีของการทําประชาพิจารณ์ก็ดี หรือการทําเรื่องอื่น ๆ ก็ตาม รูปแบบ ของการจัดการมันก็จะแตกต่างออกไป ความจริงผมไม่ค่อยเปึนห่วงเรื่องที่เราจะไปเสียดาย เรื่องเงินงบประมาณ เพราะเราคิดกันอีกครั้งหนึ่งว่า เรามักจะประหยัดงบประมาณกับเรื่อง ของรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก แต่แล้วก็ไปมีปัญหาในท้ายที่สุดของการที่ประชาชนโดยส่วนใหญ่ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ประเด็นปัญหาที่มันเปึนปัญหา ซึ่งมันต่อเนื่องกันก็คือว่ามันมีอยู่ ๒ ขั้นตอนนะครับ ในทรรศนะผม ในขั้นตอนแรกก็คือเมื่อเราร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วนี่ต้องเผยแพร่ให้ประชาชน เข้าใจนะครับ โดยใช้เวลาตามเงื่อนไขของกฎหมาย คือไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และไม่เกิน ๓๐ วัน ตรงนี้ที่เราต้องใช้งบประมาณแน่นอน เพราะว่าถ้าไม่ใช้เราจะไปเผยแพร่ในลักษณะไหน แต่เมื่อไปดูแล้วนี่ ก็ต้องเผยแพร่ให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเขาเปึนผู้มีสิทธิ ในการออกเสียงประชามติ จํานวนมันก็อาจจะอยู่ในจํานวนตามที่กําหนด หรือเราจะใช้ ครัวเรือนในการเผยแพร่ เท่าที่คุยกันตรงนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้มี ข้อยุติใด ๆ แต่เท่าที่คุยกันเปึนการทั่วไป คล้าย ๆ กับว่าอาจจะเปึนครัวเรือนตามที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบกับของกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเปึนครัวเรือนก็มี อยู่ประมาณ สักสิบแปดถึงสิบเก้าล้านครัวเรือน ก็ต้องพิมพ์รัฐธรรมนูญประมาณสิบแปดหรือสิบเก้า ล้านฉบับ ซึ่งมันก็จะมีเวลาของการจัดพิมพ์อีกประมาณไม่น้อยกว่า ๒๐ วัน เท่าที่ผมคุย กับบรรดาผู้คนที่ถนัดจัดเจนในเรื่องของการจัดพิมพ์ เมื่อพิมพ์แล้วก็ต้องเผยแพร่ ใช้เวลา อีกประมาณสัก ๑ เดือน เผยแพร่แล้วจึงจะมาเริ่มคิดในเรื่องของการออกเสียงประชามติ เงื่อนของเวลาตรงจุดนี้ก็เปึนประเด็นที่ค่อนข้างจะสําคัญอยู่พอสมควร แต่ทีนี้พอมาถึงเรื่อง การออกเสียงประชามติ ผมค่อนข้างจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับท่านไพโรจน์ ก็คือ ไม่จําเปึนที่จะต้องไปลงคะแนนลับ แต่ว่ารูปแบบในการจัดการนี่มันจะทําให้เราสามารถ ที่จะจัดการในลักษณะที่ค่อนข้างจะดีกว่า แล้วบางครั้งอาจจะเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของการ ออกเสียงประชามติน้อยกว่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของที่ประชุม นะครับ เพราะว่าถ้าดําเนินการโดยมีลักษณะเช่นเดียวกับการเลือกตั้งนี่ แน่นอนที่สุด ผมไม่ขัดข้องที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดําเนินการ ทั้งนี้เพราะว่าถ้าเราดําเนินการ เองนี่มันเปึนไปไม่ได้อยู่แล้วของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในการดําเนินการในลักษณะนั้น ถ้าสมาชิกเห็นว่าต้องลงคะแนนลับเหมือนกับที่ในร่างฉบับนี้ เพราะฉะนั้นการโต้แย้งที่ มันจะเกิดขึ้นในขณะนี้ก็คืออาจจะมีเสียง ๒ ด้านนะครับ ในลักษณะนี้เพียงแต่ว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ อาจจะจําเปึนต้องชี้แจงให้พวกเราเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่ ท่านได้พยายามที่จะคิดออกมาในรูปนี้ หรือท่านได้มีการศึกษาในลักษณะของการ ออกเสียงประชามติในรูปแบบอื่นที่ประเทศต่าง ๆ ทําหรือไม่ ข้อกังวลของท่านสมาชิกการุณ นี่ก็เปึนข้อกังวลอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป ในการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า เขาจะเข้าร่วมเปึนสมาชิก หรือร่วมใช้เงินสกุลตราเดียวกันหรือไม่ ซึ่งรูปแบบในการออกเสียง ประชามติของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป มีทั้งเป่ดเผย มีทั้งลงคะแนนลับ มีรูปแบบของ การดําเนินการที่ค่อนข้างจะหลากหลาย มันก็ขึ้นอยู่กับขอบเขตและประเพณีปฏิบัติของ แต่ละประเทศเปึนสําคัญ แต่บังเอิญในประเทศไทยเรานี่อย่างที่หลายท่านได้ทราบ ก็คือว่า เรายังไม่เคยมีการทําการออกเสียงประชามติ ผมไม่อยากให้ใช้คําว่า ลงคะแนนเลือกตั้งนะครับ มันเปึนออกเสียงประชามติ ถ้าเรามองในลักษณะนี้มันก็สามารถตีความได้ค่อนข้างกว้าง เพียงแต่ว่าข้อจํากัดของรัฐธรรมนูญก็คือว่าต้องทําวันเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งอันนี้ก็เลยทําให้ เราก็ไปติดกับดักอยู่กับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ความจริงถ้าเราจะทําในลักษณะที่ ลงคะแนน คือออกเสียงประชามติโดยเป่ดเผย มันก็มีข้อจํากัดว่าจะทําอย่างไรถึงจะเอาคน มาทั้งหมด มันก็เลยกลายเปึนเรื่องที่มีประเด็นได้หลายประเด็น ซึ่งก็ทําให้เมื่อสักครู่นี้ ผมถึงจะ เสนอว่าถ้าเรามีเวลาศึกษาสักนิดหนึ่ง แต่ก็เห็นใจท่านประธานที่ท่านประธานบอกว่าข้อจํากัด ของเวลาของเรามีจริง ๆ เพราะมันจะไปติดเงื่อนไขอีกนิดหนึ่งว่าหลังจากนี้สภาพของประกาศ นี้จะเปึนอย่างไร ผมไม่ค่อยไปติดใจเรื่องนั้น เพราะว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็บอกว่า ให้เปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนด เข้าใจว่าเท่ากับ ว่าเราให้อํานาจของเราเต็มที่ แล้วเราก็สามารถที่จะกําหนดในการที่เราจะถ่ายโอนอํานาจ ของเราไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบใด โดยขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนในเรื่อง งบประมาณนั้นเข้าใจว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะต้องประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วเท่าที่เคยได้ยินมา ก็คือว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เคยมีการเตรียมการในเรื่อง ของการนี้อยู่แล้วอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่แน่ใจว่ามันมีงบประมาณอยู่ส่วนใด แต่ปัญหาใหญ่ของเรา ก็คืองบประมาณในการที่จะเผยแพร่และรณรงค์ หน้าที่ของสภาร่างฯ ก็คือเปึนเรื่องของการ เผยแพร่และรณรงค์ และในเวลานี้เท่าที่เราทําการรณรงค์อยู่ในการรับฟังความคิดเห็น เราก็ทํางานกันค่อนข้างเต็มที่ เพียงแต่ว่าต้องมากําหนดรูปแบบของวิธีการเผยแพร่และรณรงค์ ในประกาศอันนี้มีอยู่ ๒ ข้อที่พูดถึง ผมจะสนใจเรื่องของการเผยแพร่และรณรงค์มากนะครับ ในส่วนของการออกเสียงหรือการลงคะแนนตรงนั้นเดี๋ยวเราไปดูกันอีกทีหนึ่ง ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน นะครับ คือ
ในข้อ ๕ ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อ ๔ ให้คณะกรรมาธิการที่ได้รับ แต่งตั้งจากสภาร่างรัฐธรรมนูญทําหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และจัดทําเอกสารชี้แจง ให้ประชาชนได้รับทราบ ตรงนี้ก็เป่ดช่องไว้นิดหนึ่งว่าถ้าเราสามารถที่จะเผยแพร่ให้ประชาชน ทุกครัวเรือน ตามหลักฐานที่ปรากฏในขณะนั้นรับทราบ มันก็อาจจะช่วยทําให้ชัดเจนมากขึ้น แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีองค์ประกอบหลักที่สําคัญในการทํางาน หรืออาจจะมี คณะกรรมาธิการชุดเดียวหรือไม่ในเรื่องนี้ ในวรรคสองของข้อ ๕ บอกว่า นอกจากการจัดทํา เอกสารเผยแพร่แล้วให้คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง พิจารณารูปแบบ แนวทาง และวิธีการใน การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยประสานความร่วมมือกับสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน ตรงนี้การใช้คําว่า ประสานความร่วมมือ ในนี้มันยากมากครับ เพราะว่าถ้าอย่างนั้น มันแทบจะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทํางานที่ชัดเจนเลย แม้ว่าจะมีเจตนาดีก็เปึนเรื่องที่ เราน่าจะคิดถึงเรื่องงบประมาณรายจ่ายที่มันจะเกิดขึ้น ผมอาจจะมีความเห็นแย้งท่านการุณ นิดหนึ่งบอกว่า เราต้องไปเสียงบประมาณหลายพันล้านบาทในการเผยแพร่ ผมกลับเห็นตรงกัน ข้ามว่าเราควรจะต้องเสียงบประมาณตรงนี้ เพราะถ้าเราเห็นความสําคัญของรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้วก็มีโพลออกมาบอกว่า คนส่วนมากไม่เคยได้เห็นรัฐธรรมนูญเลย แต่ที่น่าตกใจมาก ท่านทั้งหลายครับ ข้าราชการจํานวนหนึ่งไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลย ในส่วนนี้เราก็จะได้ ป่ดช่องว่างของสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีต อาจจะมองได้ว่าเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ นี้ ก็คือต้องการให้ความสนใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอย่างจริงจัง และถึงขนาดพยายามที่จะสร้างเรื่องของการออกเสียงประชามติขึ้นมาเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ถ้าเราจะยอมเสียงบประมาณอีกสักหมื่นล้านบาท เพื่อให้ประเทศชาติไม่ต้องสูญเสีย งบประมาณอันมหาศาลหลายแสน หลายล้านบาท และความสูญเสียอันเนื่องมาจาก การที่เราต้องมาฉีกรัฐธรรมนูญกันบ่อยครั้ง มันก็เปึนการลงทุนที่จําเปึน ทั้งนี้เพื่อที่จะทําให้ คนได้เห็นภาพว่ารัฐธรรมนูญมีความสําคัญจริง ๆ เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ผมคิดว่า ในข้อ ๕ ข้อ ๖ มันก็อาจจะเปึนเรื่องที่จะต้องพิจารณากลั่นกรอง หรืออาจจะแปรญัตติก็ได้ ในลักษณะนี้ ถ้าว่าจะต้องการที่จะลงรับหลักการในวันนี้ ส่วนในรายละเอียดในเรื่องหลังนี่ ผมคิดว่าผมอาจจะจําเปึนต้องไปศึกษาอยู่พอสมควร เพราะว่าถ้ากรอบความคิดเปึนไปตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ หรืออนุกรรมาธิการยกร่างฯ ยกมา มันก็จะกลายเปึนเรื่องลักษณะ คล้ายกับการเลือกตั้ง และการดําเนินการก็เหมือนกับการเลือกตั้ง แต่ถ้ากรอบความคิดของผม ซึ่งอาจจะเปึนเสียงส่วนน้อยก็ได้ ออกไปในอีกทางหนึ่งมันก็อาจจะเปึนรูปแบบที่น่าสนใจใน อีกทิศทางหนึ่งก็ได้ แต่มันก็จะเข้าไปสู่จุดที่มันเปึนประเด็นที่ท่านไพโรจน์ได้เสนอ ก็คือว่า ประกาศฉบับนี้อาจจะไม่ได้รับการยอมรับเลยก็ได้ ก็คงอภิปรายในชั้นต้นแค่นี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวัชรา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร กระผมจําเปึนที่จะต้องลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ เนื่องจากว่าเมื่อได้ฟัง ท่านอัครวิทย์ แล้วก็ท่านไพโรจน์แล้ว ผมมีความคิดว่า ๑. การส่งเอกสารรัฐธรรมนูญที่ทํา เสร็จเปึนเล่ม ๆ นี่ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องส่งถึงรายบุคคล เมื่อมาอ่านตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง ใช้คําว่า ให้เผยแพร่ และประกอบกับย้อนไปอ่านมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ซึ่งมีคําว่า เอกสาร ซึ่งใช้ถ้อยคําผิดกัน เพราะฉะนั้นตามมาตรา ๒๙ การเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอาจจะเผยแพร่ทางวิทยุ อาจจะเผยแพร่โดยพิมพ์เปึนเล่ม แล้วแจกไปที่หมู่บ้านละ ๕ เล่ม ให้ผู้ใหญ่บ้านนําไปติดไว้ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน อันนี้ก็น่าจะถือ ว่าเปึนการเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้เมื่อมีการไปรณรงค์ให้ประชาชนแสดงออก ซึ่งความเห็น เราก็ได้ให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย แล้วก็หลังจากวันที่ ๑๙ พอรัฐธรรมนูญฉบับแรก เสร็จ เราก็มีการเผยแพร่ให้ความรู้ เพราะฉะนั้นเปึนที่แน่นอนเหลือเกินว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ แล้วเสร็จ การเผยแพร่โดยทั่วถึงถึงข้อความย่อมมีถึงประชาชนเปึนแน่แท้นะครับ
ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เปึนไปตามที่ ท่านอัครวิทย์เปึนห่วงว่าทําอย่างไรให้เกิดวันเดียวกันได้ เราก็ใช้ไปรษณีย์ก็ได้นี่ครับ ท่านไพโรจน์ก็บอกแล้วว่าเรามาผูกมามัดตัวเราเองทําไมว่าโดยลับและโดยตรง เราก็ส่ง ทางไปรษณีย์ก็ได้ โดยที่ว่าให้ส่งใบลงคะแนนไปล่วงหน้า การส่งใบลงคะแนนล่วงหน้านี้ ให้ผู้ใหญ่บ้านลงชื่อกํากับไว้ด้วยว่าได้ส่งให้คนนั้นคนนี้แล้ว เพื่อเปึนการกํากับแล้วว่า เขาได้รับใบลงคะแนนไปแล้ว ส่วนการที่เขาจะทอดคะแนนลงมาหรือไม่ อันนี้เปึนสิทธิครับ แล้วประกอบกับว่ามาตรา ๒๙ ก็ให้เรากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้เอง เพราะฉะนั้น เรากําหนดอย่างไรก็ได้เปึนเรื่องของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่จะไปกําหนดโทษหรือ กําหนดเปึนสิทธิ ไม่ใช่หน้าที่นะครับ มันเปึนเรื่องของเรา เราจะกําหนดก็ได้ ไม่กําหนดก็ได้ ผมมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้ครับ แต่ยังยืนยันว่าให้รับหลักการในหลักเกณฑ์อันนี้ไปก่อน แล้วเราค่อยมาแปรญัตติ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ น่าสนใจนะครับว่าลงคะแนนทางไปรษณีย์ได้ไหม ท่านวิทยา คชเขื่อน ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา คชเขื่อน หน่วยงานหนึ่งที่ท่านทั้งหลายอาจจะคิดไม่ถึงว่า องค์กรกํานัน ผู้ใหญ่บ้านมีอยู่ ทั่วประเทศถึง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน นั่นก็คือมีผู้ใหญ่บ้าน มีหอกระจายข่าวอยู่ทุก ๆ หมู่บ้าน การประชาสัมพันธ์นี้คงจะง่ายขึ้น และความร่วมมือที่จะให้ในการเปึนกรรมการ เมื่อถึง วันเลือก เมื่อถึงวันที่ลงประชามติมันก็คงจะง่ายขึ้น และคิดว่ามันคงไม่แพงถึงขนาดไป สองสามพันล้านบาทนะครับ อยู่สักเจ็ดแปดร้อยล้าน ที่เคยทํามาแต่ก่อนมันก็คงจะ พอนะครับ นี่คือส่วนที่จะเซฟ (Save) งบประมาณลงไป และให้ความสะดวกที่จะให้ในการ ประชาสัมพันธ์ ในการเข้าไปถึงพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็เรียนฝากท่านประธานไปถึง กรรมาธิการ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือเดี๋ยวต้องทําความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ อภิปรายกันไปเดี๋ยวประชาชน หรือท่านผู้ฟังก็จะฟังกันไปว่าเราหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ประหยัดงบประมาณ หรืออยากจะ เสียงบประมาณเยอะ ๆ ก็ต้องทําความเข้าใจกันว่า พวกเราไม่ได้อยากจะเสียเงินเยอะ ๆ นะครับ อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดกันเต็มที่ เพียงแต่กระบวนการที่จะทําเราเปึนผู้ปฏิบัติ รัฐธรรมนูญเขียนว่าให้เรามาเปึนสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ ส่วนมาทําหน้าที่แล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องหรือต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา มิฉะนั้นแล้วเราก็จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ
-๘๔/๑ ก็แก้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่สําเร็จลุล่วงนะครับ ก็เลยทําความเข้าใจกันว่านี่คือหน้าที่ภารกิจ ส่วนงบประมาณจะเสียเท่าไรก็คงต้องประหยัดกันนั่นแหละ คงไม่มีใครอยากเสียงบประมาณ เยอะ ๆ นะครับ ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงอะไรไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน นะครับที่ให้ข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์ มีหลายท่านถามหลายประเด็นนะครับ โดยเฉพาะ ประเด็นที่ว่าการเลือกตั้งโดยตรงและลับ กับเป่ดเผย อันนี้อยู่ที่ท่านเลยครับว่าท่านจะใช้ วิธีการไหน แต่ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่าในการออกเสียงประชามติคราวนี้เราคิดว่า น่าจะใช้รูปแบบของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แล้วการออกเสียงโดยตรงและลับมันทําให้ เกิดความมั่นใจ ทําให้กระบวนการการออกเสียงประชามติเปึนไปด้วยความเอาจริงเอาจัง นะครับ หมายความว่าได้มีการดําเนินการอย่างจริงจัง เพราะว่าในการออกเสียงโดยตรงและลับ นี่จะต้องมีการทําบัญชีผู้มีสิทธิ ซึ่งจะมีขั้นตอนรายละเอียด ถ้าออกเสียงแบบทําประชามติ เฉย ๆ ไม่ทราบว่าจํานวนคนที่มาเท่าไร อันนี้อย่างไรก็ตามก็สุดแต่ที่ประชุมที่จะพิจารณา แต่ทางกรรมาธิการเห็นว่าอันนี้เปึนหลักการที่เหมาะสมที่จะใช้ในการทําประชามติในคราวนี้ ส่วนเรื่องการมอบหมายหน้าที่ต่าง ๆ นี่นะครับ ก็สุดแล้วแต่ที่ประชุมของสภาร่างฯ ในส่วน ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเองเขามีกฎหมายเดิม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งในกฎหมายนั้นเขากําหนดให้มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง และการจัดออกเสียงประชามติไว้แล้ว คือเขามีกลไกไว้แล้ว อันนี้ก็สุดแล้วแต่ที่ประชุมของ สภาร่างฯ นี้นะครับ ส่วนข้อสังเกตอื่น ๆ อย่างของท่านอัครวิทย์ เรื่องการคัดค้านการเลือกตั้งก็ดี หรือว่ากรณีที่ไม่สามารถเลือกตั้งได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย อย่างเช่น น้ําท่วม ไฟไหม้ อันนี้ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีการพิจารณาเหมือนกันว่าถ้ามีเหตุอย่างนี้แล้วเราน่าจะให้สิทธิ ประชาชนเขา อย่างเช่น มีน้ําท่วมอย่างนี้ ซึ่งประชาชนเขาก็ควรจะมีสิทธิที่แสดงความเห็น แต่ถ้าเขาทําไม่ได้ ถ้ายังสามารถจัดได้ก็ควรจะจัด ก็คิดในประเด็นนั้นนะครับ ในส่วนของ การคัดค้านการเลือกตั้งเหมือนกัน ถ้าเกิดมีการทําอะไรที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรมในหน่วยนั้น น่าจะมีการจัดออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยนั้นนะครับ ก็น่าจะทํา แต่ถ้าหากว่าทางที่ประชุม เห็นว่าไม่น่าจะมี เพราะอาจจะขัดกับมาตรา ๒๙ วรรคสอง ก็แล้วแต่ที่ประชุมจะพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญอาจารย์วุฒิสารครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนความเห็นต่อความเห็นที่ ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นในเรื่องของการลงประชามติแบบเป่ดเผยนะครับ ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วในการหารือกันก็ได้มีการพิจารณา และที่สําคัญคือนอกจากคิดเรื่องการประหยัด และความสะดวก แต่อีกส่วนหนึ่งที่คิดก็คือการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดง ความเห็นนะครับ การที่จะเป่ดโอกาสให้ประชาชนลงมติด้วยการเป่ดเผยก็อาจจะมีผลต่อ เสรีภาพทางความคิดของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการในแง่ของการคุ้มครอง เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าที่กรรมาธิการเสนอเรื่องของการให้ลงมติโดยตรงและลับนั้นก็เพื่อเหตุผล ในการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพราะว่า การเป่ดเผยย่อมอาจจะมีการกระทําที่เปลี่ยนแปลงหรือโน้มน้าวได้ง่ายขึ้นนะครับ
ประการที่ ๒ ถ้ามองในทางปฏิบัติแล้วกระผมยังคิดว่าในแง่ของการจัดการที่ จะทําให้เกิดการทํางานพร้อมกัน การลงมติพร้อมกันนี่ทั่วราชอาณาจักรอาจจะดูมีปัญหา มากกว่าด้วยซ้ําไปนะครับ
ประการที่ ๓ กระผมยังเห็นด้วย แม้ว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณในการ ทําประชามติแต่ว่ากระบวนการอันนี้จะเปึนกระบวนการอันหนึ่งที่สร้างความเปึนเจ้าของ ของประชาชนในเรื่องของการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างชัดเจน ก็อยากฝาก กราบเรียนท่านประธานไปสู่ท่านสมาชิกครับ ว่าในแง่ความคิดเห็นต่าง ๆ นั้นด้วยความ เคารพว่าหลายเรื่องกระผมเห็นด้วย แต่ว่าอีกหลาย ๆ ประการนั้นก็ยังมีความเห็นที่ อาจจะไม่สอดคล้องกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนความเห็นในฐานะกรรมาธิการครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ และท่านประดิษฐ์ ใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นต่อวิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามตินี้อยู่ สองสามประการนะครับ ที่ผมไม่ได้มาแต่ต้นเพราะว่าผมมีประชุมกรรมาธิการอยู่ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในหลักการสําคัญที่ผมยึดอยู่ก็คือว่าการที่ผลของการลง ประชามติจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมถือว่าไม่สําคัญเท่ากับว่าอยากจะเห็นประชาชน ไปลงประชามติด้วยความรู้ ถ้าประชาชนจะลงประชามติเห็นด้วย แต่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองนั้น เห็นด้วยเนื้อหาคืออะไร ผมคิดว่าผมจะเสียใจมาก แล้วจะยิ่งเสียใจยิ่งขึ้นถ้าเขาบอกว่า เขาไม่เห็นด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราร่างกันนั้นเปึนอย่างไร แล้วจะยิ่งเสียใจหนัก ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือว่าเขาบอกว่าไม่เห็นด้วย เพราะเขาติดใจอยู่เพียงแค่มาตราเดียว เรื่องเดียว โดยที่เขาไม่พิจารณาทั้งฉบับ และไม่รู้เลยว่าเนื้อหาทั้งฉบับมันดีอย่างไร ท่านประธานครับ ผมยึดหลักอันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะลงประชามติอย่างไร ถ้ายึดหลัก อันนี้แล้วมันก็มีข้อพิจารณาอยู่สองสามเรื่องที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต แล้วผมก็คิดว่าควรจะต้อง มีการช่วยกันดูแล
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าทําอย่างไรที่จะให้ประชาชนได้มีความรู้ในร่าง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างง่ายและอย่างเข้าใจได้ และเข้าใจได้เร็วที่สุด เพราะว่าเรามี เวลาน้อยมาก จริง ๆ แล้วกระบวนการนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะทําให้เขาเข้าใจ ทั้งฉบับ ผมเรียนถามมาเยอะ และผมชอบเป่ดเผยตัวผมเองก่อน เพราะว่าเวลาที่ผมไป พบกับชาวบ้านในต่างจังหวัด อย่างเช่น เมื่อวันเสาร์นี้ผมพบกับชาวบ้านที่จังหวัดระยอง ผมก็บอกเขาตรง ๆ ว่าตัวผมเองได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งแรกในชีวิต เมื่อป้ ๒๕๔๐ เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้ว เพราะว่าผมจําเปึนที่จะต้องออกรับฟังความเห็นจากประชาชนโดยใช้ทีวี (TV – Television) ออกตระเวนสายรับฟัง ผมเลยจําเปึนที่จะต้องรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านั้น ผมจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ แต่ผมไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และไม่ค่อยรู้เรื่องข้างใน เลย ผมก็เลยถามเขาว่าถามประชาชนที่นี่ ถ้าพูดอย่างไม่อาย ไม่ดัดจริต มีใครเคยอ่าน รัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้วบ้างยกมือขึ้น ไม่ใช่ถามที่นี่นะครับ ผมถามที่ระยอง ไม่มีใครยกเลย นะครับ ผมก็เลยบอกนี่ท่านกําลังพูดเหมือนผมเลย เพราะว่าก่อนป้ ๒๕๔๐ ผมก็ไม่เคยอ่าน เพราะฉะนั้นนี่คือข้อเท็จจริงครับ แล้วถามว่ามีใครเคยอ่านบ้าง บางมาตรามีนิดหน่อย นี่คือเรื่องจริงทั้งหมดเลย ท่านประธานครับ เราทําอย่างไรที่จะทําให้ประชาชนได้มีความรู้ เรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อการลงประชามติเท่านั้นนะครับท่านประธาน แต่เพื่อการเรียนรู้ เรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายแม่บท เราน่าจะฉวยโอกาส โอกาสนี้ที่เรามีหนึ่งร้อยกว่าวัน ในขณะนี้มีอยู่หนึ่งร้อยกว่าวันนิดหน่อย ทําอย่างไรให้ประชาชน ได้เรียนรู้ในกระบวนการให้การศึกษาที่สําคัญที่สุด ผมมองว่ามันเปึนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตรงนี้ แต่ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานหวังแต่เพียงแค่ให้พวกผมเดินสาย ๗๖ จังหวัด ท่านประธานรู้ไหมว่าผมเดินให้ทุกวันเลยให้ตายเลย จนกระทั่ง ๑๘๐ วัน ท่านว่าผมได้กี่แสนคน ได้เปึนจํานวนแสนก็นับว่าเก่งสุดยอดแล้ว ท่านประธานเห็นประเด็นผมแล้วใช่ไหมครับ ท่านประธานส่งเอกสารสิบเก้าล้านฉบับไปที่บ้าน ผมถามว่าคนที่จะอ่านจริง ๆ สักกี่แสนฉบับ สิบเก้าล้าน ผมถามเปึนแสนเท่านั้น อ่านจริง ๆ เลยนะครับ ผมไม่ถามว่ากี่ล้านฉบับนะครับ ผมถามว่ากี่แสนฉบับ ตกลงท่านประธานถ้าตามผมมาก็จะ พอมองเห็นใช่ไหมครับ ว่าปัญหามันเปึนปัญหาเรื่องของการสื่อที่จะทําให้เขาเข้าใจในเวลา อันสั้น ผมก็บอกเวลาอันสั้นนะครับ เรื่องรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องสัมพันธ์กับชีวิตของคนทุกคน เขายังไม่เข้าใจเลยว่ามันสัมพันธ์กับชีวิตของคนทุกคนอย่างไร ถ้าเขาไม่เห็นปัญหา ไม่เห็น ความสําคัญเขาก็ไม่อ่าน ผมในฐานะผู้นําสื่อ หนังสือมันมาสุดท้าย แต่มันต้องถูกกระตุ้น ก่อนให้เขาเห็นความสําคัญเขาจึงไปอ่าน ผมถามท่านทั้งหลายอยู่ดี ๆ ท่านเอารัฐธรรมนูญ มานั่งอ่านเล่นไหม ผมบอกได้เลยผมเปึนสมาชิกวุฒิสภาร่วมกับท่านประธาน เมื่อไรก็ตามที่ เรามีปัญหา เราก็จะควักลิ้นชักนี่ใช่ไหมครับ แล้วเราก็หยิบขึ้นมาใช่ไหมครับว่ารัฐธรรมนูญ ว่าอย่างไร เถียงกันใช่ไหมครับ แต่อยู่ดี ๆ เราเคยเอามาไหม แต่ท่านส่งไปให้ชาวบ้าน ชาวบ้านเขาจะอ่านไหมครับ เขาก็พลิกดูว่ามันสวยดี อ๋อรัฐธรรมนูญหน้าตาเปึนอย่างนี้นี่เอง รูรั่ว เขาก็จะเห็นว่ามันเปึนอย่างนี้นี่เอง แต่อ่านแล้วง่ายไหมครับ มาตรานี้ให้ไปใช้มาตราโน้น โดยอนุโลม อะไรวะ โดยอนุโลม ที่ผมพูดตรงนี้เพื่อที่กําลังจะบอกนะครับว่ามันไม่ใช่ของง่าย ที่จะสื่อให้ประชาชนฟัง แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องของแนวคิด เรื่องของผลประโยชน์ของ คนแต่ละอาชีพที่แตกต่างกัน ผลประโยชน์ของข้าราชการก็เปึนอย่างหนึ่ง ก็มีแนวคิดอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของพ่อค้านักธุรกิจก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของเกษตรกรก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของคนสูงอายุเปึนอย่างหนึ่ง คนอายุน้อยเปึนอย่างหนึ่ง ผู้หญิงเปึนอย่างหนึ่ง ผู้ชายเปึนอย่างหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญ ไปเกี่ยวพันกับเรื่องความเสมอภาคหญิงชายก็ใช่ กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดกก็ใช่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแล้วมันใช้ไม่ได้เลย เขาทําอย่างไรให้เขาเข้าใจตรงนี้ว่ารัฐธรรมนูญ มันเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างไร เขาจึงไปเป่ดดูใช่ไหมครับท่านประธาน แต่อยู่ดีดีท่านส่งไป ๑๙ ล้านฉบับ เขาก็คงจะเอาไปพับถุงขายบ้าง เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน โชว์ (Show) ว่า นี่คือรัฐธรรมนูญแค่นั้นเอง คนที่จะดูจริง ๆ กี่แสนคนครับที่จะดูทั้งฉบับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับคุณวัชรานะครับว่าการใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดคงไม่ใช่ สื่อสิ่งพิมพ์ แต่สื่อที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดคือสื่อทีวี โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ตามลําดับ คนไทยเขาชอบดู ชอบฟัง แต่ไม่ชอบอ่าน ชอบดูชอบฟังครับ แล้วก็ชอบพูด ไม่ชอบเขียน ตกลง การดู การฟัง การพูด เปึนของที่คนไทยนิยม เราจึงต้องเป่ดเวทีให้ชาวบ้านมาพูด มาฟัง มาดู แต่มันไปได้อย่างมากกี่แสนคน ผมถามเรียนท่านประธาน ให้พวกผมวิ่งกันให้ตาย มันก็ได้ไม่กี่แสนคน เพราะฉะนั้นทีวีและวิทยุ และสื่อพวกนี้เปึนของสําคัญที่สุด ที่ทั้งกระตุ้นให้สนใจ กระตุ้นให้รับรู้ถึงปัญหาว่ารัฐธรรมนูญมันเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างไร กระตุ้นให้รู้ว่าถ้าเขาไม่มีส่วนร่วม และเขาไม่ลงมติมารับ หรือไม่รับด้วยบริสุทธิ์ใจ เมื่อไร บ้านเมืองจะมีปัญหาอย่างไร ถ้าเราทําให้เขาพอจะเข้าใจในเรื่องพวกนี้ ผมก็เชื่อว่า เอกสารที่เราจะแจกจะมีคนอ่าน แต่ท่านประธานครับ อยู่ดีดีเราพิมพ์สิบเก้าล้านฉบับ ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ คุณวัชราบอกว่าหมู่บ้านหนึ่งจะกี่ฉบับ อาจจะไม่จําเปึน ต้องถึงสิบเก้าล้านฉบับ แต่เราใช้การกระตุ้นให้เกิดประโยชน์ และให้แต่ละหมู่บ้านนํา รัฐธรรมนูญดังกล่าวมาล้อมวงคุยกัน มาคุยกันแล้วใช้สื่อทีวีและวิทยุที่มันแทรกเข้าไป ในบ้านคนได้ทุกบ้านนั้น ให้มันเกิดประโยชน์และให้เขารวมตัวเอารัฐธรรมนูญมาดู เอาผู้นําชุมชนเอามาถกกัน มันน่าจะเกิดประโยชน์กว่าไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้นะครับ ท่านประธานก็มาถึงเรื่องการพิมพ์ที่เราพูดกัน แล้วก็การใช้สื่ออย่างที่ผมกราบเรียน
ประเด็นถัดไปก็เกี่ยวข้องกับอีกข้อหนึ่ง ผมไม่ต้องอ้างว่าข้อไหน มาตราไหน แต่ในหลักการแล้วผมทราบมาว่า ที่ท่านร่างนี่ท่านมีช่องแต่เพียงแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมอาจจะขออนุญาตคิดต่างมุมกับท่านที่เปึนผู้ยกร่างนี้นะครับ ผมถาม ตัวผมเองครับท่านประธาน ถ้าผมไม่รู้จริง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญมันเปึนอย่างไร ถึงเวลาลงประชามติ แล้วผมก็ยังไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเปึนอย่างไร มันยังไม่เข้าใจ แต่ท่านบังคับผมบอกต้องไปบอกว่า เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ทําไมผมต้องถูกมัดมือชกละครับ ก็ในเมื่อผมยังไม่รู้ ทําไมไม่มีช่องที่ บอกว่าที่ผมไม่รู้ได้ไหมครับ ก็คือผมยังไม่มีความเห็นได้ไหมครับ แต่ถ้าท่านบังคับว่าผมต้อง มีความเห็นไม่ว่าจะไม่รู้หรือรู้ เผลอ ๆ ผมก็ลงว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าผมก็ต้องเพลย์ เซฟ (Play save) ก่อน ผมไม่รู้จะลงไปทําไมว่าเห็นด้วย แล้วผมจะเจ็บปวดไหมครับ เพราะผมพูด แล้วในหลักการ ผมจะเจ็บปวดมากที่สุดถ้าประชาชนลงว่าไม่เห็นด้วยทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่รู้เรื่อง แต่เขาลงว่าไม่เห็นด้วยทั้ง ๆ ที่มันดี หรือมีคนเขามาบอกว่าเรื่องนี้มันไม่ดีนะเพียงแค่เรื่องเดียว เอ็งก็อย่าไปรับเลย ตกลงเมื่อบังคับผม ผมไปถึงในคูหาผมต้องตัดสินใจ ผมจะเห็นด้วยก็เพื่อน มันบอกว่ามาตรานี้เรื่องนี้มันไม่ดี ผมรู้อยู่เรื่องเดียวที่เพื่อนมาบอก ผมก็เลยลงว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่าตามเพื่อนมันมาบอก ตกลงมันก็เลยมีปัญหาว่าสิ่งที่ผมปูพื้นแต่ต้นในหลักการว่า ผมจะเสียใจมากถ้าหากว่าเขาไม่เห็นด้วยในขณะที่มันดีโดยที่เขาไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเรา กันออกไปเสียได้ไหม ว่ามีอีกช่องหนึ่งที่บอกว่าไม่ออกเสียงหรือไม่รู้เรื่องก็ได้ หรือบอกว่า ไม่ขอแสดงความเห็นก็ได้ คราวนี้ท่านก็จะไปติดอยู่กับรัฐธรรมนูญ ผมทราบ เพราะรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้ฉบับชั่วคราวไปเขียนว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ผ่านการรับรองหรือเห็นด้วย จะต้องเห็นด้วยเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มาใช้สิทธิ ท่านก็เกรงว่าถ้าไปลงในช่องนั้นเยอะ ไปบวกกับไม่เห็นด้วยมันก็เยอะกว่าเห็นด้วย ผมทราบใจท่านคงคิดอย่างนั้น แต่ผมก็ยัง ไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะว่าถึงแม้ว่าท่านจะไปคิดอย่างนั้น ท่านก็ต้องคิดแต่เฉพาะผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่มาใช้สิทธิทั้งหมด ไม่ว่าท่านจะมีช่องหรือไม่มีช่อง แต่ผมไม่อยากจะเผื่อ ฟลุค (Fluke) ว่า คนไม่รู้เรื่องเลยไปกาเห็นด้วยบ้าง ถ้าคนมีไม่รู้เรื่องแล้วเขาอยากจะเซฟหน้าตัวเขาแล้วไปกาว่า เห็นด้วย เขาก็ทําอยู่แล้วไม่ว่าจะมีช่องนั้นหรือไม่ หรือบางทีท่านอาจจะกลัวประเภทโน โหวต (No Vote) กลัวว่าจะมีการรณรงค์โนโหวตเกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่เห็นต้องกลัวเลยครับ นี่คือ ความจริง ความจริงก็คือความจริง ถ้าเขาไม่เห็นด้วยหรือเขาไม่มีความเห็น ก็ใส่ในช่อง ไม่มีความเห็น ในหลักการผมพูดในหลักการมาก ๆ เลยครับ ผมไม่พูดทางการเมือง ท่านประธาน ผมอยากจะเห็นสิ่งที่ไม่บังคับประชาชน ให้ประชาชนสามารถที่จะบอกจาก ความรู้สึกของเขาได้ว่า เขายังไม่มีความเห็นเขามีช่องกรอก เขามีความเห็นว่าเขาเห็นด้วย เขากรอกช่อง เห็นด้วย เขามีความเห็นว่าเขา ไม่เห็นด้วย เขากรอกช่อง ไม่เห็นด้วย เราจะได้ ความจริงมากที่สุด ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบันจะบังคับไว้ว่า เห็นด้วยจะต้องมีเสียง เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มาใช้สิทธิก็ตาม เราก็จะได้ความจริงเพิ่มมากขึ้นว่าถ้ามันตก มันตกเพราะอะไร ผมคิดว่ามันจะได้ความจริงนะครับท่านประธาน
ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะเรียนอีกข้อเดียว ท่านประธานครับ เรื่องการลง ประชามตินี่เราจะพอเป่ดโอกาสให้มีการลงประชามติในต่างจังหวัด ในที่ทํางานบ้างได้ไหม ทําไมจะต้องให้ประชาชนที่อยู่ยโสธรแล้วมาทํางานอยู่ที่สุราษฎร์ธานี ต้องเดินทางจาก สุราษฎร์ธานีไปยโสธร เพื่อที่จะไปลงในทะเบียนบ้านตัวเอง ท่านประธานเห็นใช่ไหมครับ สมัยนี้เขาอยู่สุราษฎร์ธานีเขาสามารถจะถอนเงินได้ เงินฝากเขาอยู่ยโสธร เขากด เอทีเอ็ม (ATM – Automated teller machine) เขาสามารถที่จะถอนได้ แล้วถามว่าเขาถอนซ้ําได้ไหม พอถอนเสร็จแล้วย้ายไปอีกจังหวัดหนึ่ง ไปซ้ําอีกทีหนึ่งได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราทํา เหมือนกันได้ไหมครับ แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ วันก่อนผมพูดทีหนึ่งมีคนเข้าใจว่าต้องไป ประสานกับธนาคารและใช้เครื่องเอทีเอ็ม ผมยกตัวอย่างเท่านั้น ในหลักการก็คือว่าเราใช้ คอมพิวเตอร์ (Computer) ได้ไหม ถ้าหากว่าทุกหน่วยเลือกตั้งมีคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องเท่านั้นเอง และสร้างโปรแกรมเน็ตเวิร์ก (Network Program) ต่อกันทุกเครื่องในประเทศไทย ถ้านายเสรี สุวรรณภานนท์ ไปลงที่เขตใดก็ตาม ก็เพียงแค่ลงว่า นายเสรีได้มาใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วมันก็จะ ขึ้นทั่วทุกเขตพร้อม ๆ กันว่านายเสรีได้ใช้สิทธิเรียบร้อย นายเสรีจะเดินสายไปอีกเขตหนึ่งในอีก ๕ นาทีถัดมาจะไปใช้สิทธิอีกที่หนึ่งก็ไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันกับการถอนเงิน ท่านถอนเงินเครื่อง เอทีเอ็มเครื่องหนึ่งแล้วไปถอนเงินอีกเครื่องหนึ่งแล้วจะขอถอนอีก เมื่อเงินหมดก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นบัญชีสามารถที่จะทําได้ไหมถ้าใช้คอมพิวเตอร์ให้เปึนประโยชน์ แล้วสร้างเน็ตเวิร์ก มันน่าจะพอทํากันได้ไหม ลองคิดดูนะครับ จะช่วยประหยัดเงินและทําให้คนสะดวกในการที่จะ ลงประชามติอย่างมากมาย
และประการสุดท้ายครับ ผมขออีก ๑ นาที ผมได้เห็นรายงานของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แล้วก็ได้เห็นว่าข้อ ๓๖ และ ข้อ ๓๗ ผมต้องขอชื่นชมนะครับ อย่างน้อยทําให้คนมีสิทธิที่จะคัดค้านผลของการลงประชามติ ในส่วนที่ ๗ ผมไม่ต้องอ่าน ท่านลองอ่านดู แต่จริง ๆ อ่านสักนิดหนึ่ง เผื่อท่านผู้ชมทางบ้านจะได้รู้ว่าเขาร่างมาดี มาก ๆ ข้อ ๓๖ บอก เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนเสียง หากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจํานวน ไม่น้อยกว่าสิบคน ในหน่วยออกเสียงใด เห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้น เปึนไป โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านพร้อมทั้งแสดงหลักฐานต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้งภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง และข้อ ๓๗ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคําร้องคัดค้านแล้ว ให้ดําเนินการไต่สวนและ แสวงหาหลักฐานทั้งปวงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียง นั้น ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีคําสั่งให้ดําเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ต้อง ไม่ช้ากว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ เว้นแต่การออกเสียงใหม่จะไม่ ทําให้ ผลการออกเสียงของทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป ให้มีคําสั่งยกคําร้องคัดค้านนั้นเสีย การพิจารณาคําร้องคัดค้านการออกเสียงให้เปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกําหนด หลักการดีมากครับ มีคําเดียวคือ โดยพลัน นั่นนะครับ ประเทศไทยผมร่าง กฎหมายอยู่ในวุฒิสภามา ๖ ป้ คําว่า โดยพลัน มันถูกตีความว่าเราพยายามจะตีความโดย ไม่ชักช้าใช่ไหมครับ แต่พอไม่กําหนดเงื่อนเวลามันจะมีหัวหมอทันที ก็คําว่า โดยพลัน นี่ กูก็พลัน แล้ว แค่นี้ก็พลันแล้ว ตกลงจะเอาอย่างไรล่ะ ก็พลันแล้ว โดยพลัน ท่านใส่เสียให้มันชัดเจน ดีกว่าไหม อันนี้ตั้งคําถามนะครับ ท่านจะขอให้แก้แปรญัตติตรงนี้ดีไหม เพราะว่าโดยพลัน ผมเจอมาเยอะแล้ว พลัน ประเทศไทยหัวหมอมันเยอะ มันพลันเรื่อย แค่นี้ก็โดยพลัน ๓ วัน ก็โดยพลัน ๑๐ วัน ก็โดยพลัน และที่ผมชมมาก ๆ ทําไมรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธาน จําสภาหิ่งห้อยของพวกเราได้ไหม จําสมัชชาของพวกเราได้ไหม เราไปออกเสียงเลือก กันเองเหลือ ๒๐๐ คน แต่มีกฎเกณฑ์ว่าห้ามไม่ให้คัดค้านการออกเสียง ไม่ว่าจะเห็นว่า การออกเสียงนั้นชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ท่านประธานจําได้ไหมครับ ห้ามไม่ให้เราอภิปราย ๑ ไม่ต้องแสดงความเห็นกัน พอลงเสียงแล้วเจอผิดปกติใครจะไปกาข้างนอก กาข้างใน กาอย่างไรก็ตาม ห้ามไม่ให้คัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น ออกมาได้อย่างไร ท่านประธานครับ เทียบกัน แล้วนี่ ผมต้องชมนะครับ สสร. นี่ยังร่างกฎเกณฑ์ที่เคารพประชาชน แล้วก็เห็นประชาชน มีน้ําหนักพอสมควร ๑๐ คน ก็คัดค้านได้ แล้วก็ร่างหลักเกณฑ์ค่อนข้างจะดี ตรงนี้ ขอขอบพระคุณครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ยังมีสมาชิกนะครับ มีท่านประดิษฐ์ กับท่านสุรชัย เดี๋ยวกรรมาธิการ ตอบทีเดียวก็แล้วกันนะครับ อีก ๒ ท่านนะครับ เชิญครับท่านประดิษฐ์ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมมีสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือประเด็นที่ ๑ ผู้ที่มาออกเสียงลงประชามตินั้น คือถ้าผู้ที่สนใจนั้นก็จะมาลงในลักษณะ เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่ไม่สนใจก็จะไม่มาใช้สิทธิ กลุ่มนี้อาจจะถูกชักจูง ได้ง่าย เพราะว่าสถานการณ์ป้ ๒๕๔๐ กับ ป้ ๒๕๕๐ ต้องยอมรับว่ามันต่างกัน คลื่นใต้น้ํา ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอให้เราคํานึงถึงว่า ในช่วงสถานการณ์ขณะนี้กับช่วงที่จะ ลงประชามตินั้น ผมว่าสถานการณ์ทางสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเรายังคาดการณ์ ไม่ได้ ถ้าเรากระทําการที่รัดกุมจะดูว่ามีความเรียบร้อยมากกว่านะครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือ บางท่านที่จะให้ใช้ไปรษณีย์นั้นถือว่าดี แต่ว่าถ้าเรามีการ ตรวจสอบได้ว่าไปรษณีย์นั้นมีปลอมหรือไม่ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่าน สสร. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. กราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า ผมได้นั่งฟังเพื่อน สสร. แล้วก็ ท่านกรรมาธิการทั้งอภิปรายและชี้แจงแล้ว กระผมมีความเห็นอย่างนี้ครับว่าปัญหาที่เปึน ประเด็นหลักในขณะนี้ต่อการพิจารณาร่างระเบียบฉบับนี้ก็คือ เรื่องของรูปแบบในการ ทําประชามติ ซึ่งมีทั้งที่เสนอให้ทําแบบเป่ดเผย แล้วก็ทําแบบลับ ซึ่งก็เปึนไปอย่างที่ ร่างระเบียบเสนอมาตรงนี้ ผมถือว่าเปึนประเด็นสําคัญมากในเรื่องของรูปแบบการทําประชามติ ซึ่งถ้ารูปแบบเปลี่ยนไปแล้วนี่ ร่างระเบียบนี้เปลี่ยนหมดเลยครับ ใช้ไม่ได้เลย แล้วผมเห็นว่า ปัญหานี้เปึนปัญหาสําคัญที่พวกเราเพิ่งจะหยิบยกมาอภิปรายกันช่วงบ่ายวันนี้เอง ตัวร่างฯ นี่ เราก็เห็นกันวันนี้เอง เชื่อว่าทุกคนยังไม่มีเวลาเพียงพอในการศึกษาให้มีความเข้าใจ แล้วก็ ให้ความคิดตรงนี้ตกผลึกนะครับ ประเด็นหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือนอกจากเรื่องของรูปแบบแล้วนี่ ร่างฯ ที่กําหนดไว้ในข้อ ๑๓ เกี่ยวกับบุคคลผู้ที่มีสิทธิออกเสียงนะครับ ผมไม่อยากอภิปรายลงในรายละเอียด เนื่องจากว่า เปึนเรื่องละเอียดอ่อน แล้วอาจจะก่อให้เกิดเปึนกระแสขึ้นมาได้ ตรงนี้ก็เปึนประเด็นสําคัญ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะให้โอกาสแก่ สสร. ทั้งหลายไปพิจารณาในรายละเอียด เกี่ยวกับผู้มีสิทธิออกคะแนนเสียงอีกด้วยนะครับ
ต่อไปจะเปึนประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นเรื่องของกระบวนการในการจัดทํา ประชามติ ซึ่งตามร่างฯ นี้นี่ในข้อ ๓๘ กําหนดให้ท่านประธาน สสร. เปึนผู้ประกาศ ซึ่งถ้า เอาข้อเท็จจริงในขณะนี้เปึนตัวตั้งที่เราได้ประมาณการไว้ว่า เราจะมีการทําประชามติกัน ในวันที่ ๓ กันยายน พร้อมกันทั่วประเทศ การนับคะแนนเสียงตามระเบียบฉบับนี้ไม่ได้กําหนด ว่าจะเสร็จกันเมื่อไร กําหนดแต่ว่าเมื่อทราบผลแล้วให้เสนอให้ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศ ก็ไม่ทราบว่าตามระเบียบนี้ไม่ปรากฏอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ทราบว่า เมื่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับผลคะแนนแล้วจะต้องมีการเรียกประชุมสภา สสร. แห่งนี้ อีกหรือไม่ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มันจะมีการเชื่อมโยงกับอายุของสภา สสร. ซึ่งกําหนดไว้ อยู่ในมาตรา ๓๑ วรรคท้ายนะครับว่า อายุของสภา สสร. นั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ซึ่งเมื่อ ผมเทียบเคียงระยะเวลาแล้วดูท่าว่าจะไปด้วยกันไม่ได้ ถึงเวลาลงประชามติแล้ว คะแนนเสียง ออกมาแล้วนี่ เกรงว่าสภา สสร. นี้จะสิ้นสุดอายุลงก่อนตาม มาตรา ๓๑ วรรคท้าย ก็เปึน ประเด็นที่อยากจะฝากเรียนเพื่อน สสร. และท่านกรรมาธิการว่าท่านดูประเด็นตรงนี้ให้ดี อีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งหมด ๓ ประเด็น ที่ผมกราบเรียนเสนอ ก็เลยมีความเห็นที่อยากจะเสนอต่อที่ประชุมว่า เปึนอย่างนี้ดีไหมครับ เราอย่าเพิ่งลงมติกันเลยในวันนี้ ทุกคนช่วยกันไปศึกษาดูรายละเอียด ทั้งหมดให้มันชัดเจน อย่าให้เกิดข้อบกพร่องผิดพลาด แล้วเราค่อยมาลงมติกันในวันศุกร์ อีกครั้งหนึ่งจะดีไหมครับ กราบเรียนที่ประชุมครับ
ขอบพระคุณครับ คือลงมติหรือไม่ลง มันไม่ต่างกันหรอกครับ เพราะถ้าท่านลงมติรับวันนี้ ท่านก็แปรญัตติได้ เดี๋ยวส่วนแปรญัตติอย่างไรเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกที ถ้าไม่ลงเลยมันก็ไป วันศุกร์ แล้วเราก็ต้องแปรญัตติอีก ค่าเท่ากัน ท่านวุฒิชาติมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกหลายท่านที่กรุณาให้ความเห็นไว้ ซึ่งเปึนประโยชน์ต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ที่จะนําไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในส่วนของความเห็น ของท่านสมาชิก แต่ว่าขออนุญาตนะครับ ประเด็นที่อาจารย์เจิมศักดิ์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ในกรณีที่ว่าเรื่องช่องที่ว่า เห็นด้วย แล้วก็ ไม่เห็นด้วย และท่านก็อยากจะให้มีช่องว่า ไม่แสดงความคิดเห็น คือจริง ๆ แล้ววันนั้นในที่ประชุมท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็เคยแสดง ความคิดเห็นเรื่องนี้ไว้ แล้วก็ได้มาพิจารณากันพอสมควรเหมือนกัน และก็มีประเด็นในเรื่อง ของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ ซึ่งในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติ ผมขออนุญาต ตรงนี้นิดหนึ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ก็คือหมายถึงว่าเขาเอาคะแนนเสียง ข้างมากเปึนหลัก ซึ่งแพ้ชนะกันก็คือแค่ ๑ คะแนน ก็ถือว่าแพ้ชนะกัน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วก็ผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาบังคับใช้ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทีนี้มันจะต่อเนื่อง มาในมาตรา ๓๒ ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตาม กําหนดเวลาก็ดี หรือในการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา ๓๑ ประชาชนโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี ก็ให้สภา ร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้เคยประกาศบังคับใช้มาแล้วฉบับใด ฉบับหนึ่งมาปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน ซึ่งตรงนี้ก็มองให้เห็นอยู่แล้วครับ ผมว่าตัวนี้เขาอยากจะสะท้อนเจตนารมณ์ว่าประชาชนมองเห็นอย่างไร ซึ่งไม่จําเปึนว่าสิ่งที่ เราทํานี่ประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ เขาอาจจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังทําอยู่เลย ก็ได้ แต่ว่าผมว่ามันจะสะท้อนให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วประชาชนทั้งประเทศต้องการอะไร ตรงนั้นต่างหาก ทีนี้ถ้าเว้นไปในช่องที่ ๓ อีกมันก็จะเกิดความคลุมเครือ และก็จะเกิด การตีความอีกว่าที่ไม่ออกเสียงนี่เพราะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
แล้วก็ในส่วนเรื่องของออนไลน์ (Online) คือจริง ๆ ประเด็นนี้เราก็ได้คิด เหมือนกัน และก็ประสานไปยังกรมการปกครอง ทางกรมการปกครองก็แจ้งว่ายังไม่สามารถ ทําเรื่องนี้ได้ เพราะยังไม่มีระบบออนไลน์ที่ใช้ทั่วประเทศ และก็ยังติดต่อหน่วยงานอื่นอยู่ เผื่อมีความเปึนไปได้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือท่านกรรมาธิการครับ พอดีมาเป่ดเจอนะครับ ส่วนช่องของแบบการ ออกเสียงนะครับ ช่องลายพิมพ์นิ้วมือหรือลายเซ็นชื่อเล็กเกินไปนะครับ ถ้ารูปแบบตามนี้นี่ พอพิมพ์ไปปัูบจะไปเจอกับตัวหนังสือ เส้นบรรทัด ก็จะไม่ชัดเจนนะครับ น่าจะขยายให้กว้าง กว่านี้ ท่านสมาชิกครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอทําความเข้าใจกัน นิดหนึ่งนะครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง นะครับ มาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญนี่เขียนไว้ว่า ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มา ออกเสียงประชามติเห็นชอบ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียง ข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ แต่ว่าดูผู้ที่กาว่าเห็นชอบเกินจํานวนผู้มา ออกเสียง ซึ่งต่างกันนะครับ ต่างกันกับที่ผมไปพบในหลายประเทศ อย่างสวิตเซอร์แลนด์ เขาเปึนอย่างที่ท่านพูดอย่างเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านชี้แจงว่า มาเทียบกันระหว่างเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย แล้วข้างใดมากกว่า ๑ เสียงข้างนั้นชนะเลย แต่เที่ยวนี้ในรัฐธรรมนูญไปล็อกไว้อย่างนี้ ผมจึงถามไงครับ ท่านจะเริ่มเห็นแล้วนะครับ ถ้ามี ๓ ช่องเสีย บางทีเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วย แต่มันตก ที่มันตกเพราะว่าเห็นด้วย มันน้อยกว่าช่อง ๒ กับช่อง ๓ รวมกัน ผมจะไม่เสียใจเลยถ้ามันตกเพราะอย่างนั้น การที่มันตก เพราะเหตุว่ามีคนเห็นด้วยมากกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยแล้ว แต่มีคนยังไม่รู้เรื่องอีกจํานวนหนึ่ง ใช่ไหมครับ ท่านเริ่มมองเห็นประเด็นที่ผมพูดแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่ามีเพื่อนสมาชิก หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการลงมติในวาระหนึ่งของเราในวันนี้มีความหมายว่าอย่างไร เดี๋ยวจะพาเข้าใจว่าเราลงมติรับแล้วหมายความว่าเรารับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เมื่อกี้นี้ มีคนมาคุยกับผมข้างนอกนะครับ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าการรับวาระหนึ่งไม่ได้หมายความว่า รับไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้นะครับ รับเพื่อที่จะเข้ากรรมาธิการ เพื่อที่จะขอให้สมาชิกนั้นแปรญัตติ แปลว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมตัดต่อได้ เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่ารับแล้วหมายความว่าเราแก้ไม่ได้ นะครับ รับหรือไม่รับ คือรับในหลักการเท่านั้นเอง คราวนี้ก็จะมีปัญหาว่าในหลักการเรื่องนี้ ๑. เราควรจะมีนะครับ มีข้อกําหนดอย่างที่เรา จะเรียกว่าข้อกําหนด หรือเราเรียกว่าอะไรนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านเรียกว่าอะไรนะครับ ประกาศ ๑. เราควรมีประกาศไหมเรื่องของการ ลงประชามติ เราก็เห็นว่าต้องมี แต่ ๒. ผมพยายามพลิกดูว่ามันมีหลักการและเหตุผล คําว่า รับหลักการ มันต้องมีหลักการ ปรากฏว่าไม่มีหลักการ ตกลงรับหลักการในวาระหนึ่งจะให้ผม รับอะไร ต้องกรุณาชี้แจง ถ้ายังไม่เขียน ถ้าชี้แจงแล้วผูกมัดนะครับ ผมรับหลักการแค่นั้น ผมแก้หลักการไม่ได้ แต่ผมรับแล้ว แต่ผมแก้เนื้อหาได้ คราวนี้ที่ว่าหลักการท่านบอกว่า เปึนหลักการที่จะลงประชามติโดยลับหรือโดยเป่ดเผย เที่ยวนี้ก็จะผูกมัดเลย ทีนี้ใครแก้ไม่ได้ หรือท่านจะประกาศอันนี้หลักการคืออะไร ท่านบอกให้ชัดนิดหนึ่งได้ไหมครับ หลักการ และเหตุผลนิดหนึ่ง พอบอกชัดแล้วพวกผมได้โหวตได้ถูกว่าจะรับหลักการไหม ขอแค่นั้นล่ะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือหลักการเข้าใจว่าเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ก็คือให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการ ว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามตินะครับ หลักการมันอยู่ตรงนี้ ล่ะครับ ส่วนรายละเอียดจะเปึนอย่างไร ท่านก็ช่วยกันเสนอว่าวิธีการที่จะให้มีการเผยแพร่ก็ดี การออกเสียงประชามติก็ดีจะทําอย่างไร หลักการมีอยู่เท่านี้ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ ต้องขอโต้แย้งท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งพูดเองนะครับว่าหลักการ มันเปึนอย่างนั้นนะครับ แล้วถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาท่านจะต้องรับนะครับ ผมคิดว่า ให้กรรมาธิการเขาบอกหลักการมาดีกว่า ว่าหลักการมันมีแค่นั้นจริง ๆ หรือเปล่า เพราะว่า ถ้าหลักการเปึนอย่างไร พวกผมรับหลักการแล้วผมแก้หลักการท่านไม่ได้นะครับ ผมแก้ได้ แต่รายละเอียดนะครับ เกมในสภามันจะมีอย่างนี้กันนะครับ แต่ผมต้องชมนะครับว่าที่ท่าน ไม่เขียนนี่ท่านใจกว้าง เพราะผมเคยดูพระราชบัญญัติหลายฉบับ เขาเล่นเอาเนื้อหาเล็ก ๆ ไปใส่เปึนหลักการหมดเลย จนกระทั่งพอผมรับหลักการแล้วผมแก้อะไรไม่ได้เลย นั่นคือฝ้มือ เนติบริกรชั้นยอดที่เขาเอามาผูกมัดสภา ผมจะบอกให้ แต่เที่ยวนี้การที่ท่านเป่ดกว้าง ผมชื่นชอบ นะครับ แต่ก็ขอให้ท่านแถลงสักนิดหนึ่งว่าหลักการแค่ไหน จะเปึนหลักการอย่างประธานเสรี พูดหรือเปล่า ถ้าแบบประธานเสรีพูดผมแก้ได้หมดนะ ขอให้มีประชามติก็แล้วกัน ผมจะเป่ดเผย ก็ได้ ลับก็ได้ จะโดยแบบไหนก็ได้ ผมแก้ได้หมดเลย แต่ถ้าท่านจะเอาแค่ไหนให้พอดี ๆ อยากจะ ฟังตรงนี้ล่ะครับ
ขออนุญาตท่านประธาน
ท่านสุรชัย
สั้น ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกรรมาธิการรอนิดหนึ่งครับ เชิญครับ
เพื่อให้ต่อเนื่องกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นะครับ ผมสนับสนุนสิ่งที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์อภิปรายไปนะครับ และก็ทั้งหมดนั่นคือเหตุผล ที่ทําไมเมื่อสักครู่ผมจึงเสนอที่ประชุมว่าให้ชะลอการลงมติในวันนี้ไปวันศุกร์นะครับ เนื่องจากว่าถ้าเรารับหลักการวันนี้นี่มิได้หมายความว่าไม่มีความต่างกันระหว่างการลงมติ รับหลักการวาระที่หนึ่งกับการเลื่อนการลงมติไป เพราะถ้าเรารับหลักการไปแล้วนี่หมายความ ว่าหลักการนี้มันแก้ไขไม่ได้ มันแปรญัตติได้แต่รายละเอียดนะครับ สิ่งที่ผมได้นําเสนอ เปึนประเด็นที่ ๑ ไปก็คือว่าเริ่มต้นเรื่องรูปแบบเราก็มีความเห็นต่างกันเสียแล้ว นั่นคือหลักการ สําคัญเลยครับว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการลงประชามติที่รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๙ บอกว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเปึนคนกําหนดนั้นนี่ มีรายละเอียดหลักการสําคัญสําหรับ หลักเกณฑ์และวิธีการนั้นอย่างไร นั่นเปึนเรื่องที่เราจะต้องพิจารณากันในวาระหนึ่งก่อนนะครับ ซึ่งเมื่อผมเห็นว่าที่ประชุมนี้ยังมีความเห็นต่างกันในเรื่องของหลักการสําคัญ ซึ่งถ้าหลักการ มันเปลี่ยนไปสู่การลงมติแบบเป่ดเผยแล้ว เมื่อกี้ผมกราบเรียนไปแล้วครับ ว่าร่างฉบับนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งฉบับเลย แล้วเราจะมานั่งแปรญัตติไม่รับกันตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓๘ ข้อ ๓๙ นี่ ผมคิดว่ามันคง ไม่ใช่ที่นะครับ ก็กราบเรียนที่ประชุมว่านี่คือเหตุผลที่ผมเสนอที่ประชุมว่าให้เลื่อนการลงมติ ไปก่อน ขอบพระคุณครับ
ครับ เดี๋ยวท่านไพโรจน์รอเดี๋ยวนะครับ คือเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับ คือสิ่งที่ผมเสนอนี่ ว่าหลักการมีอยู่เท่านี้นี่นะครับ เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญกําหนดเกณฑ์ไว้ แต่สิ่งที่ผมเสนอนั้นคือ ช่วยสมาชิกและก็ช่วยสภา เพราะว่าก่อนหน้านี้นะครับ วิธีการออกกฎหมายของรัฐสภาเรานี่ เวลาออกแล้วนี่ครับ ก็คือจะใช้หลักสําคัญว่าให้มีกฎหมายฉบับใดเท่านั้นเอง แต่ระยะหลังนี่ นะครับ พอมีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ตอนแรก ๆ ทางฝ์ายรัฐบาลเองนั้นพอเราเสนอกฎหมาย มานี้ก็เสนอแบบกว้าง ๆ แบบที่ผมเสนอนี่ ปรากฏว่าสมาชิกอย่างที่อาจารย์เจิมศักดิ์พูดถึงนี่ แก้ทั้งฉบับเลย คือเปลี่ยนใหม่ได้หมดเลย ตอนหลัง ๆ เขาก็เลยเปลี่ยนเกณฑ์ว่าให้มี รายละเอียดเสีย ก็คือบีบบังคับสภาให้พิจารณาเฉพาะในหลักการที่เรานําเสนอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเสนอไปนี้ผมว่าท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เข้าใจดีนะครับ ผมมาช่วยสมาชิก ช่วยสภา อยู่แล้วล่ะว่าท่านนี่สามารถแก้อะไรได้ ได้ทั้งหมดนะครับ แล้วก็มาพิจารณากัน เพราะเรื่องนี้ เปึนเรื่องสําคัญที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่ให้สมาชิกเป่ดกว้างในการที่จะแก้ไขนี่นะครับ เราไม่รู้ ว่ามันถูกหรือผิดที่กรรมาธิการยกร่างมาใช่ไหมครับ เพราะกรรมาธิการก็ศึกษามาอยู่ระดับหนึ่ง นี่คือสิ่งที่อยากให้มันเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอนั้นไม่ใช่ไปแก้หรือเสนอ แทนกรรมาธิการหรอก แต่มีประสบการณ์ในสภานี่นะครับ ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนี่ว่าพอไปล็อก หลักการไว้แล้วนี่นะครับ ก็เลยแก้ไม่ได้ หรือแก้ได้บางส่วน แต่ถ้าเสนอแบบกว้าง ๆ นี่ก็จะแก้ ได้หมดนะครับ ท่านไพโรจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมต้อง ขออภัยครับ เปึนคนเป่ดประเด็นในเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ ก็ด้วยความที่ว่าอยากจะเห็นว่าการ ออกเสียงประชามติครั้งนี้เปึนไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่นและก็บรรลุผลอย่างที่เราทุกคน ต้องการนะครับ และก็โดยเหตุที่ว่าในช่วงห้วงเวลาของการออกเสียงประชามตินั้น ผมคิดว่า ต้น ๆ กันยายนนะครับ นับจากวันนี้ไปก็ ๖ เดือนเศษ เรายังพอมีเวลาทีเดียวว่าน่าจะต้อง พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความละเอียดรอบคอบนะครับ และก็เมื่อสักครู่ผมออกจะเห็นด้วยที่ ท่านสุรชัยก็ดี ท่านเจิมศักดิ์ก็ดี ได้อภิปรายนะครับว่าเราน่าจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ เพิ่งเสนอวันนี้ แล้วในวาระนี่ก็บอกว่าพิจารณาความคืบหน้าของการดําเนินงานว่าไปถึงไหน อย่างไรนะครับ ท่านกรรมาธิการต้องขออภัยครับ ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการ ท่านคง ไม่มุ่งหวังว่าจะเสนอวันนี้และให้รับหลักการวันนี้ เรามีเวลาพอสมควรนะครับ แม้กรรมาธิการ ยกร่างฯ เราก็ยังจะต้องไปประชุมสัมมนาไปพูดไปคุยอะไรกันละเอียดพอสมควร เรื่องนี้ ถ้าหากสมมุติว่าหลักการมันเปลี่ยนไป โดยวิธีเป่ดเผยอย่างที่ว่านะ การวางกฎเกณฑ์ รายละเอียดต่าง ๆ มันจะเปลี่ยนหมดเลยนะครับ และคงจะไม่ต้องใช้เวลามากมายขนาดนี้ ที่จะต้องไปทําอะไรละเอียดมากอย่างที่กราบเรียน ฉะนั้นผมยังอยากจะคิดว่าหันซ้ายแลขวานั้น นับทั้งข้างบน ข้างล่าง ตอนนี้ไม่ถึงครึ่งนะครับ ไม่ใช่เสนอให้นับองค์ประชุมนะครับ ผมคิดว่า เพื่อความรอบคอบ พวกเรา ๔๐ กว่าท่านที่อยู่ในที่นี้ และอีก ๕๐ กว่าท่านมาบอกเขาไม่ได้อยู่ ในนี้ และเกิดว่ารับไปแล้ว จริงอยู่มันแปรได้ ไปเขียนอะไรได้ แต่ว่ามันไม่ควรจะเปลี่ยนอะไร มากมายจากหลักการหรือวิธีการที่นําเสนอมานี้ กระผมก็ยังอยากจะขอสนับสนุนท่านสุรชัย ที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่ ขอบพระคุณครับ
ไป ๆ มา ๆ ผมเลยมานั่งชี้แจงกับสมาชิก ขออภัยด้วยนะครับ คือสิ่งที่เราพิจารณาตอนนี้ นี่นะครับ ท่านประธานนรนิติ ท่านประธานสภารัฐธรรมนูญก็ได้ชี้แจงไว้ที่ประชุมตั้งแต่แรกว่าเราจะพิจารณาเปึน ๓ วาระ แล้วก็มีท่านใดเห็นเปึนอื่นไหม ก็ไม่มี ก็เท่ากับสภามีมติให้พิจารณาเปึน ๓ วาระ อันนี้คือที่ ท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุม ทีนี้ส่วนที่ท่านจะชะลอ ผมว่าท่านลองพิจารณาดูว่า ถ้าเกิด ช้าไปเดี๋ยวต่อไปจะมีกฎหมายเปึนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการประชามติเกิดขึ้น ระยะเวลาที่ เรามีจํากัดตอนนี้ถ้าเราใช้เวลาตอนนี้มาก แล้วพอไปช่วงท้ายผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายจะ เสร็จทันไหม แต่ถ้าเราช่วยเร่งตอนนี้ตั้งแต่แรก ตอนหลังทํางานจะสะดวก นี่คือสิ่งที่กังวลคือ จริง ๆ ไม่อยากเร่งหรอกนะครับ แต่ก็ยังกังวลอยู่ว่าถ้าเร่งแปรญัตติ ๒ วันอย่างที่ชี้แจงนี่ ยังปรึกษาท่านอาจารย์เดโช ท่านรองประธานว่าถ้าเราเร่งไปตอนนั้นงานเราจะเสียไหม ก็ยังอยากบอกว่าถ้าเรารับหลักการวันนี้ก็คือรับเรื่องนี้มาเปึนตุ๊กตาเท่านั้นเอง พอรับมาแล้ว ท่านก็ไปอ่าน ไปศึกษา จะเขียนมาให้ใหม่ทั้งฉบับก็ยังได้ ผมว่ามันน่าจะเดินไปอย่างนี้ ถ้าวันนี้ บอกไม่รับหลักการแล้วไปรับวันศุกร์มันเสียไปเลยอาทิตย์หนึ่ง และวันศุกร์มา มาลงแค่ รับหลักการและก็แปรญัตติอีกใช่ไหมครับ มันก็ไปยาวเลยคราวนี้ ผมว่าสิ่งที่อยากจะเสนอ ก็คือรับหลักการ แต่เดี๋ยวเราขอพิจารณาเวลาดูสิว่าเวลากับการที่เราจะนําเสนอหรือแปรญัตติ อะไรจะใช้เวลาสมควรสักเท่าไร ผมว่าอันนี้น่าจะดีที่สุดนะครับ เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการ เชิญท่าน อาจารย์สวัสดิ์
ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ผม สวัสดิ์ โชติพานิช ประธานกรรมาธิการยกร่างหลักเกณฑ์ วิธีการออกเสียงประชามติและการประชามติ อยากจะขอกราบเรียนประเด็นนี้ถึงความเปึนมา มันก็ค่อนข้างจะสับสนกันนิดหน่อย เริ่มทีเดียวผู้ใหญ่ทางสภาบอกว่าต้องการจะได้ พระราชบัญญัติก่อน พระราชบัญญัติเกี่ยวกับประชามติ เพราะเนื่องจากว่าจะต้องส่งไปยัง สนช. ซึ่งจะต้องกินเวลา ผู้ใหญ่ทาง สนช. ก็เร่งรัดมา พวกผมก็ลงมือทํากันไป ประชุมกันไป อะไรไป เร่งรัด ต่อมาท่านก็บอกว่าจะต้องออกหลักการเรื่องนี้มาเสียก่อน ถ้าไม่ออกหลักการ เรื่องนี้มาก็จะไปออกกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายนี้จะต้องเปึนไปตามหลักการ เราก็มาเริ่มต้น ทําเรื่องนี้กันใหม่ ทํากันใหม่เนื่องจากอย่างที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งความจริง เราก็ได้พูดกันในที่ประชุมกันมาแล้วเหมือนกันว่าเรื่องนี้มันเปึนเรื่องใหม่ การทําประชามติ เราไม่เคยมีมาก่อน ครั้งนี้ก็เปึนครั้งแรก แล้วก็ยังมาเขียนไว้อีกในรัฐธรรมนูญชั่วคราวบอกว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาเปึนผู้ยกร่างหลักการในการทําประชามติด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปึน เรื่องใหม่หมด ทางกรรมาธิการก็พยายามฟังความคิดเห็นทั้งท่านสมาชิกและก็บุคคลภายนอก ที่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้มาประกอบการพิจารณา แล้วก็แก้ไขปรับปรุง เพื่อเร่งรัด เนื่องจากทางสภานี้บอกว่าต้องเข้าให้ได้ในวันที่ ๒๖ ต้องเข้าให้ทัน เมื่อวันศุกร์เราก็ ยังมาประชุมกันอยู่จนมืดค่ําเพื่อที่จะให้มันเสร็จออกมาให้ได้ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่าง มันก็อาจจะมีความผิดพลาดอะไรไปบ้าง มันจะต้องมีแน่นอน ทีนี้อย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูดถึงเรื่องหลักการอะไรนี่ เรื่องเหตุผลในการออกอะไรนี่ ไม่ใช่ใจกว้างใจอะไรหรอกครับ ความจริงไม่รู้เรื่อง พูดกันตรง ๆ เถอะนะครับ คือไม่รู้เรื่อง เข้าใจว่านี่มันไม่ใช่พระราชบัญญัติ นึกว่ามันเปึนเรื่องหลักเกณฑ์ของเราภายในที่ทางสภา เราร่าง ออกกันนี่ เราออกกันมาอย่างไรก็ได้ ก็เลยไม่ได้เขียนด้วยว่าเหตุผลในการออก ร่างหลักเกณฑ์เรื่องนี้มีว่าอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ในเมื่ออาจารย์เจิมศักดิ์ท่านเรียน ถามหลาย ๆ ท่านก็สงสัย ผมก็ขอกราบเรียนว่าก็ต้องใช้ยืนอยู่ในมาตรา ๒๙ วรรคสอง นั่นเอง จะไปออกนอกลู่นอกทางกว่านี้เราก็คงไปไม่ได้ ท่านรับหลักการไปในวันนี้ ท่านก็สามารถที่จะไป แปรญัตติได้ทุกตัว ทุกข้อ ว่าอย่างนั้นเถอะนะครับ และกระผมเองก็ขอยืนยันว่าทางกรรมาธิการ ควรจะรับข้อสังเกตต่าง ๆ ไป ที่จริงเกือบจะทุกข้อเราได้เคยหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในที่ประชุม ของเราแล้ว ได้ประชุมพิจารณากันเฉพาะเรื่องนี้นะครับ ทั้งอนุกรรมาธิการ ทั้งกรรมาธิการ แล้วก็ทั้งคณะทํางานรู้สึกประมาณ ๙ ครั้งนะครับ แก้กันไปแก้กันมา เพื่อให้เปึนที่ยุติกันให้ได้ นะครับ เพราะความคิดในเรื่องนี้เนื่องจากเปึนของใหม่หลากหลายมาก ในความคิดของ นักกฎหมายนี่นะครับ ตั้งแต่เรื่องรูปแบบและก็สาระในตัวหลักการและเหตุผลนี่ครับ มีอยู่ทั้งนั้น พวกผมก็เลยต้องมาปรับ เพราะว่าเอาไว้ให้มันปฏิบัติงานให้ได้ ถ้ามันเกิดมีปัญหาอย่างไร เราก็เข้าใจกันในเบื้องต้นว่ามันเรื่องของสภาเราเอง เราก็ปรับปรุงแก้ไขได้ มันไม่ใช่เปึน ตัวกฎหมายที่จะส่งไปแก้ไข ข้างนอกซึ่งมีความยุ่งยาก เอาตรงนี้ให้มันทํางานให้ได้กันเสียก่อน เพราะเนื่องจากเวลามันน้อย เวลามันจํากัด ทุกอย่างนี่ที่จริงได้พูดกันแล้วทั้งนั้น อย่างที่ ท่านอัครวิทย์พูดว่า เรื่องวันประกาศวันเดียวกัน เลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร แล้วทําไมถึงมา เลื่อนไป เกิดเหตุสุดวิสัยอะไรต่าง ๆ พูดกันแล้วทั้งนั้นนะครับ แม้กระทั่งท่านพูดเรื่องเสียง ข้างมาก ที่จริงก็มีท่านสมาชิกผู้มีเกียรติท่านหนึ่งนั่งอยู่ที่นี้ ท่านยังพูดว่าถ้าคะแนนเท่ากัน จะว่าอย่างไรด้วยซ้ําไปนะครับ ท่านยังถาม ผมยังตอบท่านไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าคะแนนเสียง เท่ากันจะว่าอย่างไรนะครับ มันมีปัญหาทั้งนั้น แต่เราก็คิดว่าเอาให้ทํางานให้ได้ไปเสียก่อน ทําอย่างไรให้มันทํางานให้ได้ออกไปเสียก่อนให้มันทํางานให้ได้ เพื่อที่จะไปดําเนินการในเรื่อง พระราชบัญญัติประชามตินะครับ เพราะเนื่องจากประชามตินั้นอย่างที่ผมได้กราบเรียน แล้วว่าทางสภานั้นมันต้องมีเวลา ทาง สนช. ต้องมีเวลา เราก็เลยเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอประทานโทษ ท่านประธานเสรีเอง ท่านก็เร่งบอกว่าให้ออกนี่มาเสียก่อน ออกหลักการนี่ มาเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะออกประชามติไม่ได้ เรื่องก็เปึนอย่างนี้ครับ แต่พวกผม ขอยืนยันว่าท่านสามารถที่จะแก้ไขได้ และพวกผมนี่ทั้ง ๑๒ ท่าน และรวมทั้งอนุกรรมาธิการ ด้วยก็จะรับข้อคิดเห็นของท่านวันนี้เอาไปพิจารณาทบทวนกันอีก และท่านมีอะไรเพิ่มเติมอีก ก็เสนอมาเถอะครับ พวกผมพร้อมที่จะรับฟัง ไม่มีปัญหาอะไรครับ งานในวงงานของเรา เราก็จะทําให้ดีที่สุดนะครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์มีอะไรค้างหรือครับ
มีนิดหน่อยครับ เพื่อที่จะให้งานมันราบรื่น นะครับ กระผมคิดว่าต้องพูดอยู่สัก ๒ ประเด็น แต่ก่อนอื่นที่จะพูด ๒ ประเด็นนี้นี่ เรื่องที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการถามว่า คะแนนเสียงเท่ากันนี่ รู้สึกว่าในที่นี้ก็ยังไม่ได้ระบุ ใช่ไหมครับว่าคะแนนเสียงเท่ากันจะเอาอย่างไร เท่าที่ผมเคยไปศึกษาของประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) เขาระบุไปเลยว่า ถ้าคะแนนเท่ากันให้ถือว่าไม่ผ่าน อันนั้นเขา ระบุนะครับ เราจะกําหนดอย่างไร ก็สามารถจะเขียนได้ จะให้ถือคะแนนเท่ากัน ให้ถือว่าผ่าน ก็ได้ ก็แล้วแต่ท่านจะแปรญัตติ หรือท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ ทีนี้มาถึงประเด็นที่ท่าน บอกว่า สนช. นั้นนะครับ ผมก็พอจะเข้าใจว่าที่ต้องการให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่ ออกเปึนพระราชบัญญัติก็เพื่อที่จะให้มีบทลงโทษได้ เพราะว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ สามารถจะไปกําหนดบทลงโทษผู้อื่นได้ ผมเองคิดว่าอยากจะเรียนบันทึกไว้เปึนหลักฐานในที่นี้เท่านั้นเองที่ลุกขึ้นมาพูดตรงนี้ ผมคิดว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติคงจะมีคนที่ไม่เข้าใจ แล้วก็คงจะมีแน่นอนที่จะไปขอแปรญัตติ อีกในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่เรากําลังจะแปรญัตติกัน ผมกราบเรียนในที่นี้เสียเลยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติคงทําไม่ได้ ที่จะไปแปรญัตติเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประกาศ ถ้าเรา ออกมาแล้วเราส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็คงจะร่างลักษณะ เปึนพระราชบัญญัติที่มีบทลงโทษ แต่ผมเรียนเสียเลยว่าในหลักการแล้วสภานิติบัญญัติ แห่งชาติควรที่จะออกกฎหมายเพียงแค่หลักเกณฑ์และวิธีการให้เปึนไปตามที่สภาร่าง รัฐธรรมนูญประกาศกําหนด ทั้งนี้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสอง ถ้าเปึน เช่นนั้นจะหมดปัญหา แต่ถ้าหากว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวลงรายละเอียดเหมือนกับที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ ย่อมมีผู้หลงผิดหรือเข้าใจผิดไปขอแปรญัตติ แล้วมันจะวุ่นวายไปหมดเลย ทีนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็จะมีความเห็นที่ต่างกัน แล้วเราก็จะ ไม่มีรัฐธรรมนูญใด เขียนว่า หากมีความเห็นต่างกันให้มีการประชุมร่วมระหว่าง ๒ สภา ทําอะไรไม่ได้เลยทีนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมอยากจะให้บันทึกไว้ ที่พูดตรงนี้หวังว่ากรณีนี้จะ ไม่เกิดปัญหา จะต้องมีการประสานร่วมมือกันอย่างดี เพื่อให้เขาเข้าใจรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ เสียก่อน จะได้ไม่มีคนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมเรียนตรง ๆ ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ย่อมมีคนหลากหลายประเภท บางคนก็ใหม่ บางคนก็เก่า แล้วบางคนก็จะขอแปรญัตติ มันจะยุ่งกันใหญ่ เพราะฉะนั้นกฎหมายควรจะสั้นและเขียนว่า หลักเกณฑ์และวิธีการ ให้เปึนไปตามที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกําหนด แล้วก็ค่อยลงเรื่องบทลงโทษเสียก็จบ กฎหมายฉบับนั้นจะสั้นมากและทําได้อย่างรวดเร็ว นั่นเปึนประการที่ ๑
ประการที่ ๒ อยากจะกราบเรียนกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนนี้นิดหนึ่ง นะครับ เวลาพวกผมแปรญัตติ ขอความกรุณาท่านอย่าทําเหมือนกับสมัยที่ผมอยู่วุฒิสภา บางกรรมาธิการนะครับ ผมไม่ได้เหมารวมทุกกรรมาธิการ เขาจะไม่สนใจคนแปรญัตติเลย เขาจะบอกว่าคุณพูดมา คุณมาชี้แจงคุณพูดมา พูดมาเสร็จเขาบอกเอาไว้คุณไปชี้แจงที่ประชุม ใหญ่ก็แล้วกัน แสดงว่าเขายึดของเขาเปึนหลักอย่างเดียว ให้พวกผมนี่ไปเก้อ ๆ ไปนั่งอธิบาย แทบตายในกรรมาธิการ และเขาก็บอกว่า เอาเปึนว่าท่านไปชี้แจงในที่ประชุมใหญ่ก็แล้วกัน ก็เลยกลายเปึนไม่มีการลงมติ ไม่มีการถกกันอย่างจริงจัง ผมก็นั่งถามว่าผมก็เปึนสมาชิก เหมือนพวกท่าน และท่านไม่ยอมฟังผมเลย ไม่ยอมมาถกเถียงกันเลย ท่านจะได้รวบรัด ๆ และพอเข้าที่ประชุมใหญ่เสร็จก็อาศัยวิปบีบ พวกผมก็แพ้ทั้งป้ ผมนี่เจ็บปวดมา ท่านประธาน ก็รู้ ผมหวังนะครับ ผมเห็นคุณภาพของ สสร. นี่ผมหวังนะครับ เมื่อท่านแปร ท่านขอให้พวกผม แปรญัตติ ผมแปรญัตติไปแล้วท่านต้องถกกับผมจริง ๆ ว่าทําไมผมเห็นอย่างนี้ แล้วท่านต้อง โหวตกันว่าท่านจะเอาตามผมไหม ถ้าโหวตของท่านเห็นตามผม ท่านต้องแก้ทันทีว่าเปึน กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ทันที ให้แก้ข้อความอย่างนี้ แล้วกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยอยากจะสงวน กลายเปึนเสียงข้างน้อยสงวนไป ที่ผ่านมาผมกลายเปึนเสียงข้าง น้อยตลอดป้ตลอดชาติ
ขอบพระคุณครับ คราวนี้คงได้เปึนเสียงข้างมากนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอมติจาก ที่ประชุมนะครับว่าจะรับหลักการแห่งร่างหลักเกณฑ์ฯ ฉบับนี้หรือไม่ ท่านสมาชิกกรุณา เสียบบัตรประจําตัวของท่านเพื่อแสดงตนก่อนนะครับ ผมจะให้ท่านสมาชิกลงคะแนน นะครับ
(นายเสรี สุวรรณภานนท์ (รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง) มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เดี๋ยวนั่งก่อนครับท่านกรรมาธิการ บัตรท่านอยู่ไหมครับ อยู่ข้างล่างหรือครับ ได้ครับ อย่างนั้นตามสะดวก ท่านจะลงไปกดข้างล่างก็ได้ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ ข้างบน ก็ได้ ข้างล่างก็ได้ ผมจะถามท่านนะครับ ท่านฟังคําถามก่อนก็ได้ครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ์ม เห็นด้วย นะครับ
ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องด่วนนะครับ ท่านยังไม่ได้ บอกเลยนะครับว่าจะแปรญัตติภายในกี่วันครับ
เดี๋ยวทีหลังครับ เดี๋ยวรับก่อนนะครับ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ์ม เห็นด้วย นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนน มีไหมครับ
สอบถามนะครับ
เอาอะไรครับ ท่านปริญญาครับ
การลงคะแนนมันเปึนการล็อกไว้หรือเปล่าครับ พอผมกดปัูบสีแดง เห็นด้วย ขึ้นเลย โดยไม่ได้กดปุ์มอะไรเลย เสียบบัตรปัูบมันขึ้นเลย
ไม่มีล็อกหรอกครับ ท่านต้องกดแสดงตนก่อนครับ
ผมกดแสดงตนมันก็ไม่เห็นอะไร มันก็สีแดง เห็นด้วย ขึ้นตลอดเวลา ผมไม่แน่ใจ
ท่านลองกดเลือกดูครับ
มันไม่ได้อะไรเลยครับ
เจ้าหน้าที่ช่วยดูก่อนครับ ได้ไหมครับ ลองเปลี่ยนที่เสียบบัตรดูนะครับ เจ้าหน้าที่ เปึนอย่างไรครับ ใช้ได้ไหมครับ บัตรเสียหรือครับ ทั้งแถวหรือครับ อย่างนั้นเดี๋ยวรอสักครู่นะครับ ได้ไหมครับ ท่านติดอยู่คนเดียวใช่ไหมครับ เดี๋ยวรวมคะแนนแล้วท่านค่อยบอกคะแนนท่าน แล้วกันนะครับ เจ้าหน้าที่รวมคะแนนเลยครับ รวมคะแนนแล้วนะครับ ทางท่านสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ลงจะบอกคะแนนตัวเองไหมครับ เชิญท่านกรรมาธิการ วุฒิชาติ ครับ
ท่านประธานครับ ผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร นะครับ พอดีบัตรผมอยู่ข้างล่าง ขออนุญาต เห็นด้วย ครับ
ท่านชนินทร์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชนินทร์ บัวประเสริฐ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยครับ
ท่านปริญญาลงแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ ผลการลงคะแนนนะครับ มีผู้เข้ามาลงคะแนน ขณะนี้ ๔๕ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๓๘ ไม่เห็นด้วย ๔ งดออกเสียง ๓ นะครับ ถือว่าเสียง ส่วนใหญ่ในที่ประชุมรับหลักการร่างหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าวนี้นะครับ
-๙๗/๑
ท่านสมาชิกครับ ในการพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ สภาจะมอบหมาย ให้คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการ เต็มสภาเปึนผู้พิจารณาตามข้อบังคับ ซึ่งที่ผ่านมาผมเห็นว่าควรให้คณะกรรมาธิการยกร่าง หลักเกณฑ์ วิธีการออกเสียงประชามติและการออกเสียงประชามติเปึนผู้พิจารณาครับ ก็คือชุดเดิมนะครับ เพราะว่าท่านได้พิจารณามาตั้งแต่แรกนะครับ จะมีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเปึนอย่างอื่นหรือไม่ครับ ท่านสุนทร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมก็อยากให้การดําเนินการเปึน ไปได้อย่างรวดเร็ว แต่เห็นว่ามันน่าจะไม่ถูกต้อง เพราะว่ามีผู้เข้าประชุมในสภาแห่งนี้ไม่ถึง กึ่งหนึ่งจะทําอย่างไรดีครับ
ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ดูจากผู้กดบัตรเฉย ๆ แต่ว่ามีผู้ที่ขานออกมาอีกจํานวนหนึ่งที่ไม่ได้ดูจากสถิติที่คอมพิวเตอร์ นับนะครับ เพราะฉะนั้นนั่นเปึนประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าองค์ประชุมไม่น่าจะมีปัญหา แล้วขณะเดียวกันก็ยังมีเพื่อนสมาชิกถ้าอยากจะนับองค์ประชุม ก็คงจะต้องกดเรียก แล้วดูคะแนนที่ห่างกันขนาดนี้ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องการรับหลักการ เพียงแค่วาระหนึ่ง ไม่น่าจะเปึนเรื่องอะไรที่จําเปึนที่จะต้องขอนับองค์ประชุมกันตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าผ่านไปได้ก็กรุณาเถอะครับ แล้วก็ไปแปรญัตติกันดีกว่า ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คืออย่างนี้ครับ ดีครับท่านสุนทรพูด ขอบคุณท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นะครับ คือเมื่อกี้คะแนนทั้งหมด ๔๕ ที่ประกาศออกมาจากการใช้บัตร แล้วมีอีก ๓ ท่านเพิ่มเติม ก็เปึน ๔๘ แล้วผมกับอาจารย์เดโชอีก ๒ ก็ ๕๐ พอดี ก็ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ ขอบพระคุณครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ถามว่าจะให้กรรมาธิการคณะใดพิจารณา ผมก็ขอเสนอ กรรมาธิการชุดเดิมนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ก็ใช้กรรมาธิการชุดเดิมนะครับ ขอหารือท่านสมาชิกนะครับว่าจะกําหนดระยะเวลา การแปรญัตติกี่วันครับ ถ้าตามข้อบังคับคือ ๗ วันนะครับ ท่านอาจารย์อัครวิทย์ เชิญครับ
เสนอ ๗ วันครับ
ตามข้อบังคับนะครับ ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นถือว่าที่ประชุมให้เวลาการแปรญัตติ ๗ วัน เพียงแต่ว่าอย่างนี้ครับ ๗ วัน ถ้าดูวันที่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับการทํางานนะครับ ๗ วันก็จะไปตกประมาณวันอาทิตย์ หรือวันจันทร์หน้า ซึ่งวันจันทร์หน้าก็จะเปึนวันที่กรรมาธิการยกร่างฯ เขาไปยกร่างที่ชะอํา เพราะฉะนั้นขอตกลงกับกรรมาธิการนะครับ ถ้าหากว่าท่านทําเสร็จในอาทิตย์หน้าได้ร่างนี้ จะกลับเข้ามาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ในวันที่ ๑๒ ตรงกับวันจันทร์ วันจันทร์ที่ ๑๒ นะครับ ครบ ๗ วัน วันจันทร์ เพราะฉะนั้นในช่วงสัปดาห์หน้าท่านก็จะต้องเชิญสมาชิกไปแปรญัตติ แล้วก็จะต้องทําร่างให้เสร็จเพื่อจะนําเข้าที่ประชุมนี้อีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์ที่ ๑๒ นะครับ แต่จะมีปัญหาในเรื่องกรรมาธิการยกร่างฯ บางท่านซึ่งเปึนสมาชิกไม่อยู่ ขออนุญาตตกลง กับท่านนะครับ ให้ท่านติดต่อดูว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ท่านใดที่ประสงค์จะแปรญัตติหรือไม่ แล้วถ้าหากว่ากรรมาธิการมาชี้แจงไม่ได้ให้มอบอํานาจหรือมอบหมายมานะครับ เพราะฉะนั้น ท่านก็สามารถจะทํางานได้เสร็จภายในสัปดาห์หน้านะครับ ท่านอาจารย์ไพบูลย์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เช็ควันที่แล้วนะครับ วันจันทร์มันตรงกับวันหยุดชดเชย วันมาฆบูชา เดี๋ยวยื่นแปรญัตติจะมีปัญหานะครับ เพราะว่าไม่ได้เป่ดราชการครับ ถ้าจะภายในวันศุกร์ไปเลย ดีไหมครับ ไม่ต้องไป ๗ วัน หรือจะเปึนวันอังคารก็สุดแต่สะดวกครับ
คือที่ประชุมรับรองไปแล้วนะครับ รับรอง ๗ วันไปแล้วนะครับ ถ้าหากว่าท่านเห็นว่าจะมีปัญหา ก็หารือได้ ก็ทบทวนดูว่าเปึนอย่างไร แต่ก็ต้องใช้ที่ประชุมตัดสินนะครับ ถ้าวันจันทร์เปึน วันหยุดนะครับ ถ้ายื่นวันอังคารได้ไหมครับ ให้เวลาหน่อยดีกว่า ผมว่าอย่าไปร่นเข้าเลย เพราะเรามีเวลาอยู่นะครับ ก็ให้ท่านยื่นจาก ๗ วัน ก็เปึน ๘ วันนะครับ ที่ประชุมไม่ขัดข้อง นะครับ ถ้าอย่างนั้นก็แปรญัตติ ๗ วัน วันสุดท้ายคือวันอังคารนะครับ แล้วสัปดาห์หน้า กรรมาธิการก็เชิญสมาชิกมาชี้แจงพร้อมกับจัดทําร่างให้สมบูรณ์นะครับ เพื่อนําเข้าที่ประชุม วันจันทร์ที่ ๑๒ นะครับ ถ้าอย่างนั้นก็เสร็จวาระการพิจารณาร่างในวันนี้นะครับ ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องอื่น ๆ นะครับ
๔.๑ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดนครพนมนะครับ
ในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชุมได้มีการพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจําจังหวัด รวม ๗๕ จังหวัดไปแล้ว ยังคงเหลือคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นประจําจังหวัด นครพนม บัดนี้คณะทํางานได้พิจารณาแต่งตั้งเสร็จแล้วนะครับ จึงขอเสนอต่อสภาเพื่อ พิจารณานะครับ ท่านอาจารย์กรรณิการ์ครับ เปึนเจ้าภาพให้หน่อยนะครับ สืบเนื่องจาก การประชุมคราวก่อนและที่ประชุมของคณะกรรมาธิการประจําภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นะครับ ก็ได้แจ้งแล้วก็ยืนยันรายชื่อเดิมนะครับ ท่านวุฒิชาติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ เพื่อความรวดเร็ว ของสภาแห่งนี้ สําหรับการรับรองชื่อกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดนครพนม นิดเดียวครับท่านประธานครับ อย่างที่ผมเรียนนะครับ ผมติดใจหมายเลข ๑ นะครับ ซึ่งคราวที่แล้วกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจําภาคก็รับปากจะเอากลับไปพิจารณา กลับมาก็ยังเห็นเพื่อนสมาชิกอยู่นะครับ แต่ได้มีการพูดคุยกันแล้วเพื่อนก็บอกว่าไม่ประสงค์ที่จะเปึนประธานกรรมาธิการ ประจําจังหวัดนครพนม ผมขอคํายืนยันแล้วจบเลยครับ นิดเดียวครับ
ท่านเศวตครับ เชิญแถลงต่อที่ประชุมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เศวต ทินกูล ครับ สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันครับ ผมไม่เปึนประธานแน่นอน เพราะยืนยัน นอนยัน บอกมา ทั่วพรรคพวกภาคอีสานผมก็บอกหมด ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามาอาทิตย์ที่แล้ว ผมก็บอก แล้วครับ ถ้าผมยังดึงดันขังขอบว่าจะเปึน เอาผมไปตัดคอ ผมจะฆ่าตัวแทนครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ยืนยันแล้วนะครับ เชิญท่านเลขาฯ หรืออาจารย์กรรณิการ์จะอ่านรายชื่อครับ เชิญอาจารย์กรรณิการ์ครับ
ขอเรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร คณะทํางาน พิจารณารายชื่อตรงนี้นะคะ ก็จากที่คณะทํางานได้มี การพิจารณาเพิ่มเติมแล้วก็พิจารณาในส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยคือจังหวัดนครพนม ซึ่งได้ปรากฏ ตามรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจําจังหวัดนครพนมจํานวน ๒๑ คน ซึ่งเข้าใจว่าอยากให้ทางเลขาฯ เปึนคนเสนอนะคะ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดเพิ่มเติมอีก ๒ จังหวัดคือจังหวัดชัยนาทและจังหวัดตราด
เดี๋ยวเอาทีละจังหวัดนะครับ ขอจังหวัดนครพนมก่อนนะครับ ท่านเลขาฯ เชิญอ่านรายชื่อครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดนครพนม ครับ
๑. นายเศวต ทินกูล
๒. นายเกรียงไกร สุวรรณใจ
๓. นายเกษมศักดิ์ ปริปุญโญ
๔. นายจําลอง บัวสาย
๕. นายชนะ สุสิงห์
๖. นายธีรเดช วงษ์ราช
๗. นายนคร คงนวล
๘. นายนิยม สาระวิถี
๙. นายประภาศณ์ งิ้วสีดา
๑๐. นายผดุงศักดิ์ พ่อบุตรดี
๑๑. นายไพรัช หอมกลิ่น
๑๒. นายมงคล ตันสุวรรณ
๑๓. นายเศรษฐิศิษฏ์ วันนาพ่อ
๑๔. นางสราณภัค พวงเพชร
๑๕. นายสิทธิพร ศิริวรเดชกุล
๑๖. นายสุเทพ อติวรรณกุล
๑๗. นายสุพจน์ ส่งเสริม
๑๘. นายเหลา สูญราช
๑๙. นายอาทิตย์ บุตรบุรี
๒๐. นายเอกอนันต์ จันทะสิน
๒๑. นายโอภาส สุมนารถ
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองคณะกรรมาธิการฯ ประจําจังหวัดนครพนม นะครับ นอกจากนี้คณะทํางานได้เสนอให้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมในจังหวัดชัยนาท และจังหวัดตราดนะครับ เชิญท่านเลขาฯ ครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัดชัยนาท เพิ่มเติม ๑ ท่าน นะครับ คือ นางเพ็ญสุรัสมิ์ เพ็ญสุภา ครับ
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นประจําจังหวัดตราด เพิ่มเติม ๑ ท่านนะครับ คือ พันจ่าเอก วีรทัศน์ ศรีเมือง ครับ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
และมีคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นประจําจังหวัดสระบุรี นะครับ ตั้งแทนกรรมาธิการที่ลาออก ๑ ท่าน คือแทน คุณองอาจ วงษ์ประยูร นะครับ ท่านที่ ตั้งใหม่ ๑ ท่าน คือ นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ครับ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ขอบพระคุณนะครับ
เรื่องการแต่งตั้งกรรมาธิการนะครับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ บันทึกเจตนารมณ์จดหมายเหตุและตรวจรายงานการประชุม ซึ่งมีท่านรองประธาน อาจารย์เดโช เปึนประธานนะครับ ได้เสนอแต่งตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมจํานวน ๓ ราย นะครับ คือ ๑. รองศาสตราจารย์ ดร.เจริญผล สุวรรณโชติ ๒. ศาสตราจารย์ ดร.มนตรี รูปสุวรรณ ๓. คุณฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร
เสนอเพิ่มเติม ๓ ชื่อนะครับ เพราะคณะนี้ทํางานหนักครับ ต้องตรวจเอกสาร เยอะมาก แล้วต้องทําบันทึกการประชุมจดหมายเหตุอะไรด้วยนะครับ จึงขอเสนอเพิ่ม ทั้ง ๓ รายชื่อนะครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ขอบพระคุณนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่านนี้นะครับ ท่านปริญญา วาระอื่น ๆ มีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมปริญญา ศิริสารการ สสร. นะครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นฯ ประจําจังหวัดชัยภูมิ มีคณะกรรมาธิการที่ชื่อนามสกุล ซ้ํากัน ๒ ท่าน ตามหลักการที่สภานี้ถือไว้ อย่าให้มีหรือว่า ไม่สมควรนะครับ ผมก็เลยขอเปลี่ยน นายประทีป พลมณี ซึ่งซ้ํานามสกุล กับ ท่านอํานวย พลมณี เปึน นายองอาจ หล่มเพชร ครับ ซึ่งเปึน สนช. ด้วยครับ
เปึน สนช. นะครับ เดี๋ยวท่านจะเสนอรายชื่อให้คณะทํางานก่อนดีไหม คงไม่ขัดข้อง นะครับ แต่ให้เปึนขบวนการของจังหวัดนี่ให้ดูรายละเอียด
จังหวัดเขาพิจารณา ส่งมาให้ผมเองครับ คณะกรรมาธิการของจังหวัดเขาประชุมแล้ว เขาบอกเขาส่งชื่อมาครับ
ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ในกระบวนการให้คณะทํางานเขาดูนิดหนึ่งได้ไหมครับ
คณะทํางานไหนครับ ผมนึกว่าถ้าจะตัดสินในนี้ เขาจะได้ทํางานได้เลย เพื่อเปึนการรวบรัดก็ขอมติจากคณะกรรมาธิการในนี้ ถ้ามีอยู่ก็ผ่าน ได้เลยนะครับ
เดี๋ยวมาตรฐานเราจะเสียนะครับ
ได้ครับ เพื่อรักษามาตรฐาน ผมยินดีรับหลักการครับ
ขอบพระคุณครับ คือที่มีอยู่ท่านทํางานได้อยู่แล้วนะครับ เดี๋ยวเพิ่มช้านิดหน่อยนะครับ ท่านวัชราเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. เนื่องจากในวันที่ ๕ ถึง ๑๐ เปึนที่ทราบว่าจะมีการประชุม เพื่อที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรีนะครับ ------------------------------------------------- สสร. หลายท่านได้ปรารภกันว่าอยากจะได้มีโอกาสได้เข้าฟัง โดยเฉพาะในครั้งแรกไม่ทราบว่า ท่านประธานพอที่จะให้คําตอบได้ไหมว่าจะไปเปึนผู้สังเกตการณ์ได้หรือไม่ ในการประชุมของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่จังหวัดเพชรบุรี ขอบพระคุณครับ
(รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์สมคิดก็ไม่ขัดข้อง: คนที่หนึ่ง) ผมได้สอบถามทางกรรมาธิการยกร่างฯ ถามท่านอาจารย์สมคิด กับสมาชิกที่จะไปฟังในการทํางานของกรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนค่าใช้จ่ายก็อยู่ในแต่ละ กรรมาธิการใดก็ของแต่ละกรรมาธิการ ท่านก็ไปบริหารกันเอง แต่ในส่วนกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่ขัดข้อง
สุดท้ายขอแจ้งให้สมาชิกได้ทราบ เมื่อเราทํางานเสร็จวันนี้วันศุกร์เราก็ ไม่มีประชุม แล้วก็วันจันทร์ที่ ๕ มีนาคม งดประชุมด้วยเพราะเปึนวันหยุด วันนี้หมดวาระแล้ว ระเบียบวาระการประชุมครบถ้วนแล้ว ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ผมขอป่ดประชุมครับ