สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๘ · ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

วิชัย รูปขําดี เสนอการอภิปรายประเด็นเงินสนับสนุนและเงินบริจาคพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำว่าในระบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย แต่ปัญหาคือการอุดหนุนพรรคการเมืองในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมีปัญหาความไม่เหมาะสม และมีช่องว่างในการจัดสรรงบประมาณ นอกจากนี้ยังพบว่าพรรคการเมืองบางส่วนไม่มีความจริงจังในการเมือง และใช้งบประมาณในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสถาบันทางการเมือง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดรอบคอบในการอุดหนุนพรรคการเมือง วิชัย รูปขําดี เสนอการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับภาษีจากประชาชน โดยเสนอให้ประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษีให้กับพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมดี และเสนอวิธีการที่จะทำให้การเมืองและเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับชีวิตประชาชนที่แท้จริง นอกจากนี้ยังเสนอวิธีการเพิ่มบทบาทของคนชั้นกลางในการเลือกพรรคการเมือง โดยการบริจาคเงินภาษีที่ตนเองเสียไป โดยหวังว่าจะช่วยให้พรรคการเมืองที่ดีได้รับงบประมาณเพิ่มเติม

นายวิชัย รูปขําดี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิชัย รูปขําดี ประเด็นที่ผมจะเรียนเสนอการอภิปรายไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือประเด็นที่เขียนไว้ในกรอบข้อที่ ๗ ที่เขียนไว้ว่า ให้พรรคการเมืองมีสถาบันเปึน สถาบันทางการเมืองที่แท้จริง และมีบทบัญญัติว่าด้วยการให้เงินสนับสนุนและเงิน บริจาคพรรคการเมืองอย่างชัดเจนและเหมาะสม ผมขอเสนอในประเด็นนี้ประเด็นเดียว นะครับ โดยมีเรื่องที่จะเรียนดังนี้นะครับ

ประเด็นแรกคือ ความเปึนมาและปัญหาของเรื่องนี้ พรรคการเมืองแท้ที่จริง ก็เปึนสถาบันทางการเมืองพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเปึนระบบประชาธิปไตยหรือว่าระบบอื่น ก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าในระบบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองเปึนสถาบันทางการเมือง ที่ใกล้ชิดกับประชาชน เปึนสถาบันที่ประชาชนสามารถจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้โดยตรง ประชาชนอาจจะเข้ามาสภายาก เข้าไปที่สถาบันการเมืองอื่นลําบาก แต่ว่าพรรคการเมืองนั้น ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นจึงเปึนเรื่องที่จะทําให้การเมืองใกล้ชิดกับประชาชน ได้อย่างดี แต่ว่าปัญหาของการอุดหนุนพรรคการเมืองในอดีตที่ผ่านมา เราก็ทราบว่า ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้มีการเป่ดช่องทางอยู่แล้ว แต่การอุดหนุนนั้น เปึนไปโดยระบบของงบประมาณแผ่นดิน โดย กกต. เปึนผู้จัดสรรงบประมาณให้กับ พรรคการเมือง แต่การจัดสรรดังกล่าวก็มีเกณฑ์ที่อาจจะยังมีปัญหาความไม่เหมาะสม สอดคล้องกับความเปึนจริง กล่าวคือว่า ๓ เกณฑ์ที่กําหนดไว้ในการจัดสรรงบประมาณ ก็มักจะมีความโน้มเอียงไปให้พรรคการเมืองที่ใหญ่ มีจํานวน สส. มาก มีจํานวนสมาชิก มาก ได้สัดส่วนของงบประมาณมากตามไปด้วย แล้วก็ทําให้พรรคการเมืองใหม่ ๆ เล็ก ๆ หรือว่าต้องการที่จะพัฒนาสถาบันอาจจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่าพรรคการเมืองส่วนหนึ่งมิได้มีความจริงจังที่จะทําการเมือง อาศัยช่องว่าง หรือว่าโอกาสที่มีการสนับสนุนพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งพรรคการเมือง แล้วก็นํางบประมาณไปใช้ในทางที่ไม่เปึนประโยชน์กับการพัฒนาสถาบันทางการเมือง ในเรื่องของพรรคการเมือง จึงทําให้มีการยุบหรือว่าลงโทษไปส่วนหนึ่ง ดังนั้นแสดงว่า การอุดหนุนพรรคการเมืองมันยังมีช่องว่าง มีประเด็นปัญหาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจจําเปึนต้องนํามาคิดกันอย่างละเอียดรอบคอบ ในเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการจัดสัมมนา แล้วก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามา ร่วมอภิปราย ผมได้รับเชิญไปในฐานะประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีข้อสรุปนะครับ ที่เราได้จากการสัมมนาเบื้องต้น บางประการ ผมอยากจะเรียนฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ในประเด็นนี้เรามองว่าที่แล้วมาเราร่างรัฐธรรมนูญภายใต้หลักคิดทางรัฐศาสตร์ ทางนิติศาสตร์ แต่เรามักจะไม่ได้นําเอาเรื่องที่เปึนเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องการเสียภาษี เรื่องการเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านอื่นของประชาชน ดังนั้นประเด็นที่ ที่ประชุมได้คุยกันก็คือว่า จะทําอย่างไรให้มีการอุดหนุนพรรคการเมืองโดยผ่านระบบภาษี บุคคลธรรมดา เบื้องหลังตรรกะตรงนี้ก็คือว่าถ้าหากว่าประชาชนสามารถจะมีส่วนร่วม ในการเสียภาษี แล้วก็ระบุได้ว่าเขาอยากจะแบ่งส่วนหนึ่งในภาษีที่เขาเสียให้กับพรรคการเมืองใดที่เขาชอบ ก็จะทําให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยตรง แทนที่จะเสียภาษีแล้วก็มีการจัดระบบทางอ้อม ดังกล่าวมาแล้วนะครับ

อีกประการหนึ่งก็คือว่าประชาชนสามารถที่จะเลือกว่า ป้แรกเสียภาษีให้กับ พรรคการเมืองนี้ แต่ว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ดีเหมือนกับที่เคยคิดไว้ก็สามารถ ที่จะเปลี่ยนพรรคการเมืองที่จะเสียภาษีให้ได้ด้วย แล้วเมื่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคนี่ มีช่องทางที่จะรับภาษีจากประชาชนส่วนหนึ่ง พรรคการเมืองก็จะผูกพันกับประชาชน โดยตรง แทนที่จะต้องการตัวเลขสมาชิก ต้องการ ส.ส. ต้องการสิ่งที่มันไม่เปึนข้อกําหนด เงื่อนไขจากประชาชนโดยตรง การที่เรานําเรื่องทางเศรษฐกิจมาสัมพันธ์กับเรื่องทางการเมือง นี่แท้ที่จริงเปึนวิถีชีวิตของประชาชนโดยตรง เปึนการบูรณาการทางด้านเศรษฐศาสตร์กับ ทางด้านรัฐศาสตร์เข้าด้วยกัน หรืออาจจะรวมไปถึงเรื่องสังคมศาสตร์ อื่น ๆ ด้วย

ในประเด็นที่ ๒ ที่เปึนเหตุผลเบื้องหลังก็คือว่า เรายอมรับว่าในทางสังคม วิทยาการเมืองนี่ ประเทศที่มีคนชั้นกลางสัดส่วนมากพอก็จะมีการพัฒนาทางการเมือง โดยอัตโนมัติ สําหรับประเทศไทยเรานี่คนชั้นกลางก็คงจะไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นบทบาทของคนชั้นกลางมีเท่ากับกลุ่มอื่น ก็คือวัน แมน วัน โหวต ๑ คนก็ลง คะแนนได้เท่ากัน แต่ว่าเราน่าจะให้บทบาทของคนชั้นกลางในฐานะผู้เสียภาษีโดยตรง อันนี้ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มอื่นไม่ได้เสียภาษี แต่ว่าการเสียภาษีทางอ้อมนั้นคนชั้นกลาง เสียด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกันก็เสียทางตรงมากกว่าคนกลุ่มอื่น ดังนั้นการที่ให้คนชั้นกลาง ได้มีโอกาสเลือกว่าเขาจะนําภาษีที่ตัวเองเสียไปสนับสนุนพรรคการเมืองใด จึงเปึนการ เพิ่มบทบาทของคนชั้นกลางให้มากกว่าสิ่งที่เขาได้โหวต (Vote) ตอนเลือกตั้ง ๑ เสียงเท่ากับคนอื่น ตรงนี้ก็จะชี้ว่าคนชั้นกลางในสังคมที่ยังมีสัดส่วนน้อยอยู่นี่น่าจะได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นตาม ความรับผิดชอบทางการเสียภาษีด้วย ลักษณะอย่างนี้เราก็หวังว่าการพัฒนาพรรคการเมือง น่าจะมีช่องทางมากกว่าช่องทางเดิม ก็คือการรับงบประมาณที่มีอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถจะมี การเพิ่มช่องทางงบประมาณอันนี้ด้วย ก็น่าจะทําให้พรรคการเมืองที่ดี ๆ ได้มีงบประมาณ เพิ่มเติมในช่องทางที่เสียภาษีของประชาชนโดยตรง ดังนั้นในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันศุกร์ ที่แล้วก็มีข้อสรุปว่า น่าที่จะกําหนดจํานวนของภาษีที่แต่ละบุคคลเสียนี่จํานวนหนึ่ง อาจจะ เปึนเปอร์เซ็นต์ก็ได้ของการเสีย หรือว่าอาจจะเปึนตัวเลขอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อระบุไปเลยว่า เขาสามารถจะบริจาคให้พรรคไหน ในที่ประชุมก็มีตัวแทนของพรรคการเมือง ๒ พรรค ๒ พรรค การเมืองเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ตั้งขึ้นมาเปึนประเด็นการสัมมนา ฝ์ายที่เปึนสื่อไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลว่าปัจจุบันนี่ประชาชนยังไม่เข้าใจพรรคการเมือง ยังมองว่าพรรคการเมืองรวยแล้ว หรือไม่ก็กลุ่มที่ไม่รวยก็อาจจะไม่ค่อยได้ทําอะไรเลย เพราะฉะนั้นอาจจะทําให้ประชาชนไม่เต็มใจก็ได้นะครับ ฝ์ายทางด้านวิชาการก็มีข้อสรุปว่า เห็นด้วย แต่ว่ามีเงื่อนไขจะทําอย่างไรให้กระบวนการปฏิบัตินี่มันสามารถจะเปึนจริง แล้วก็มีความเปึนธรรมสอดคล้องกับระบบการเสียภาษีที่เปึนมาแล้วก็เปึนอยู่ ผมได้ตรวจสอบ จากกรมสรรพากร ซึ่งเปึนผู้ปฏิบัติเรื่องนี้ ถามว่าถ้าจะทํามีข้อขัดข้อง มีกฎหมาย มีระเบียบอะไร ที่จะต้องยุ่งยากปฏิบัติไม่ได้ไหม ก็ทราบในเบื้องต้นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า อาจจะต้องมีการกําหนดให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ ดังนั้นผมก็อยากจะนําเอาผลของการ สัมมนาที่สถาบันพระปกเกล้าได้จัดทําเมื่อวันศุกร์ที่แล้วนะครับเรียนฝากท่านประธานว่า เรื่องนี้อยากจะขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยนําไปพิจารณา แล้วก็จัดเข้า เปึนประเด็นในเรื่องการอุดหนุนพรรคการเมืองผ่านระบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดาด้วย ขอบพระคุณครับ