สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๘ · ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

มนตรี เพชรขุ้ม หารือเรื่องสิทธิของคนพิการและเรียกร้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาและสนับสนุน นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการกระจายอำนาจของรัฐลงสู่ท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสิทธิ์ในการเลือกตั้งที่เสรีและโปร่งใส และการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเพียงพอ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคนเดียวของ ประเทศนะครับ ที่ได้เข้ามาทําหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะพูดกรอบที่ ๒ เรื่องของ สถาบันทางการเมืองนะครับ แต่ก่อนจะพูดผมขอนําเรียนว่า ตลอดเวลาที่ได้ลงพื้นที่นะครับ ก็ได้รับฟังความคิดเห็นแล้วก็ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากประชาชนเปึนอย่างดีนะครับ ในสิ่งที่ไปเจอมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็วันที่ ๒๓ ที่ผ่านมาที่จังหวัดตรังนะครับ คือ สมาคม คนพิการแห่งประเทศไทยเขาก็จัดประชุมที่นั่น แล้ววันนั้นบังเอิญ ท่านเดโช ท่านรองประธาน ก็ไปเปึนประธานในพิธีด้วยนะครับ ผมก็ได้ไปเปึนผู้บรรยายและเปึนวิทยากรที่นั่นนะครับ ผมก็สลดใจพอสมควรนะครับ ที่สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยได้จัดประชุมกัน ๔ ครั้ง ทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑ ที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดตรัง ครั้งที่ ๓ ก็ที่ภาคอีสาน ครั้งที่ ๔ ที่เชียงใหม่ เมื่อผมได้สอบถามเขาบอกว่า เขาจะมีงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันพระปกเกล้า ประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท จากมูลนิธิ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมแล้ว ๑๔๐,๐๐๐ บาทนะครับ ผมถามว่างบประมาณที่จะมาจัดตรงนี้ได้มาจากที่ไหนกัน เขาก็ ตอบว่าเขาต้องเรี่ยไรและเก็บกันเองนะครับ เพื่อที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉะนั้นผมว่าสภาแห่งนี้น่าจะเห็นใจสมาคมคนพิการ นะครับที่เขาได้ดําเนินการของเขาเพื่อที่จะมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งลง ประชามติ เท่าที่ผมไปดูและก็ศึกษาตามทะเบียนประวัตินะครับ ตอนนี้มีคนพิการในประเทศ ไทยเกือบสิบล้านคนที่ลงทะเบียนแล้ว ฉะนั้นเปึนองค์กร ๆ หนึ่งที่กําลังเรียกร้องสิทธิ ของเขาเองในความเปึนคนไทย ในความเปึนมนุษย์ของเขานะครับ ฉะนั้นขอให้สภาแห่งนี้ ได้รับทราบแล้วก็ได้พิจารณาว่าคนพิการกําลังเคลื่อนไหวแล้วก็กําลังที่จะมีส่วนร่วมในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ด้วยนะครับ ผมเองลงพื้นที่ตลอดนะครับ ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเปึน กิจกรรมใดที่มีประชาชนเยอะ ๆ นะครับ จะต้องเข้าไปทําหน้าที่เพื่อชี้แจงและอธิบายเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็หลาย ๆ ที่เหมือนกันก็ถามผมว่าจริงหรือเปล่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้เสร็จแล้ว แล้วเอาพวกผมมานั่งเปึนฉากกันอยู่นี้ ผมยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่ และการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดําเนินการกันอยู่ พวกผมก็ออกพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นตลอด ก็ส่งข้อมูลข่าวสารให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ตลอดเพื่อพิจารณา อันนั้นก็เปึนสิ่งที่ ได้ดําเนินการและปฏิบัติตลอด

เรื่องของสถาบันทางการเมือง ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ ผมคนหนึ่ง แล้วก็ประชาชนอีกส่วนใหญ่ที่ผมได้รับฟังมาเปึนจํานวนมากอยากให้มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าท้องถิ่นระดับล่าง อบต. เทศบาล อบจ. สส. สว. นายกรัฐมนตรีสมควรมาจาก การเลือกตั้งเปึนอย่างยิ่ง และที่ทราบข่าวว่าตอนนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ กําลังเขียน และกําลังพิจารณาว่า สว. น่าจะมาจากการแต่งตั้ง ที่ผมทราบนะครับ จะชัดเจนหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ แต่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะชาวท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับท้องถิ่นที่สุด ซึ่งมี อบต. ทั้งหมดในประเทศก็เกือบหมื่น อบต. ทุกคนก็ให้ความคิดเห็นเหมือนกันว่าการเลือกตั้ง จะเปึนเรื่องดีที่สุด เพราะประเทศไทยเปึนประเทศประชาธิปไตย ฉะนั้นประชาชนคนไทย ทุกคนต้องมีสิทธิที่จะกําหนดผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่บริหารประเทศ กรณีที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ได้นําเสนอข่าวยังไม่ชัดเจน นําเสนอว่า สว. น่าจะมาจากการแต่งตั้ง ผมเองก็ต้อง ถามกลับไปว่าการแต่งตั้ง แต่งตั้งโดยใคร แล้วใครเปึนผู้กําหนด ถ้าถามว่าผู้ที่กําหนดจะ แต่งตั้งบุคคลคนใดคนหนึ่งในจังหวัดนั้น ๆ บุคคลคนนั้นแต่งตั้งใคร ก็ไม่พ้นหรอกครับ ต้องเปึนคนที่รู้จัก หรือลูกน้องเก่า หรือพรรคพวกอยู่เช่นเดิม ก็อย่างนั้นอยู่ดี สิ่งที่ผม อยากเห็นแล้วก็ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นคือ การเลือกตั้งที่เปึนการกําหนดของ ประชาชนจะให้ใครเข้ามาทําหน้าที่ นี่คือเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนในพื้นที่ ประชาชน ในท้องถิ่น อย่าง สส. เหมือนกัน ประชาชนกําหนดบอกมาว่าอยากจะให้มีการเลือกตั้ง เอาจังหวัดเปึนเขตเสียเลยดีกว่า จะได้ไม่มีพรรคมีพวกของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมาผมเชื่อเหลือเกินจะมีแต่พรรค จะมีแต่พวกของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งตลอดในจังหวัดนั้น ๆ เพราะการเลือกตั้งแบ่งเขตใช้เขตพื้นที่ ๒ – ๓ อําเภอเปึน ๑ เขต เลือกตั้ง สส. ได้ ๑ คน แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าเอาจังหวัดเปึนเขตแล้ว ให้เลือกได้คนเดียวคือ วัน แมน วัน โหวต ผมเชื่อเหลือเกินว่าพรรคการเมืองที่มีพรรค มีพวก จะเอาลูก เอาหลาน เอาญาติพี่น้องเข้ามาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ที่จะมาเปึน สส. ผมว่ายาก เผลอ ๆ ตกไปเปึนแถว นั่นคือเรื่องดีที่ประชาชนต้องการ เพราะผมเชื่อมั่นว่า คนที่มีความรู้ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรมมากมายในพื้นที่นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ ในประเทศมีคนมีความรู้ความสามารถเยอะแยะ แต่ที่ผ่านมาเขาไม่มีโอกาสที่จะทําหน้าที่ ตรงนี้ ไม่มีโอกาสที่จะได้ลงสมัคร เพราะเขาไม่มีโอกาสได้เข้ามาสังกัดพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองไม่ต้องการ คนที่พรรคการเมืองต้องการคือคนที่พรรคการเมือง กําหนดไว้แล้วว่าเปึนใคร นั่นคือส่วนหนึ่ง และเรื่องของวาระผมเองผมมองถึงประเทศ ต่าง ๆ ที่เขาเจริญแล้ว นายกรัฐมนตรีอยู่หลายสมัย อยู่ตลอด ไม่จําเปึนต้องอยู่ ๒ วาระ แล้วก็หมดไป ฉะนั้นเช่นเดียวกับท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องอยู่ได้ตลอดเมื่อประชาชนต้องการ สิ่งนี้ต้องสอดคล้องทั้งท้องถิ่นแล้วก็รัฐบาลกลาง ก็หมายถึงว่ารัฐบาลกลางก็อยู่ได้ตลอด เมื่อประชาชนเลือกพรรคนั้น ๆ ขึ้นมาเสียงข้างมาก แล้วพรรคนั้น ๆ ก็ส่งตัวแทนขึ้น เปึนนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. และเช่นเดียวกันกับท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตําบล นายกเทศมนตรี ของเทศบาล ก็ต้องมาจากเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วก็อยู่ในวาระได้ตลอดหลายสมัยก็ได้ ถ้าประชาชนยังต้องการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าอํานาจอิทธิพลหรือความร่ํารวยจะทําให้บุคคลนั้นอยู่ในฐานะตลอดไป เปึนไปไม่ได้ เพราะประชาชนเดี๋ยวนี้หูตาสว่าง ประชาชนเขารู้อยู่ว่าบุคคลนั้นทําหน้าที่ ได้ไหม ทําหน้าที่ดีไหม ถ้าเขาเข้าไปไม่ทําหน้าที่ ผมก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่าประชาชน ไม่เอาแน่ ครั้งต่อไปประชาชนไม่เลือกแน่ แต่ถ้าคนเหล่านั้นทําผลประโยชน์ให้กับ ประชาชน สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ ผมเชื่อว่า ประชาชนยังต้องการอยู่ตลอด ก็อย่างที่ผมนําเรียนเมื่อกี้ว่าต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ที่เขาเจริญ เขามีนายกรัฐมนตรีเปึนมาหลายสิบป้ หลายสิบสมัย ก็ไม่เห็นเปึนอะไร ก็เปึนได้ตลอดนะครับ อันนั้นคือส่วนหนึ่ง และท่านอย่าวิตกกังวลว่าถ้าอยู่ในอํานาจ ๒ สมัย ๓ สมัย แล้วกลัวจะมีอิทธิพลมีอํานาจสืบทอดต่อหรือว่าบังคับจิตใจประชาชนได้ ไม่ใช่เปึนการเข้าใจผิดแน่นอนเรื่องนี้นะครับ นั่นคือเรื่องของวาระนะครับ

แล้วก็ผมขอย้อนกลับไปเรื่องของการกระจายอํานาจผมอยากให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้กําหนดให้ชัดเจนว่าการกระจายอํานาจของภาครัฐลงสู่ท้องถิ่นนี่จะกี่เปอร์เซ็นต์ จะเท่าไร ตอนนี้ที่ได้รับอยู่ประมาณ ๒๔.๙ เปอร์เซ็นต์ลงสู่ท้องถิ่น แต่ขอให้ท่านได้เข้าใจ ว่าท้องถิ่นต้องทําหน้าที่รับผิดชอบอย่างมากมายกว้างขวาง นะครับ และโดยเฉพาะ อบต. นะครับ ผมซึ่งเปึนนายกองค์การบริหารส่วนตําบลก็มีความน้อยใจแทนเพื่อนนายกฯ ทั่วประเทศ ที่นายก อบต. หรือว่าองค์การบริหารส่วนตําบลทั่วประเทศได้รับงบประมาณจาก รัฐที่อุดหนุนเข้ามา ถ้าคิดตามหัวประชากรประมาณ หัวละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าถามว่า เทศบาลหัวละ ๕,๐๐๐ บาทต่อป้ ในขณะเดียวกันพื้นที่ของ อบต. หลายร้อยตารางกิโลเมตร ต่อองค์การบริหารส่วนตําบล แต่ถ้าถามว่าในขณะเดียวกันพื้นที่ของเทศบาลอาจจะ ๒ ถึง ๓ กิโลเมตร ต่อ ๑ พื้นที่รับผิดชอบของเทศบาล ถ้าถามว่าเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรกล อบต. ไม่มีโอกาสได้ซื้อเลย เพราะงบประมาณน้อย แต่ถ้าถามว่า อบจ. เทศบาลเขาซื้อกันมากมายเต็มไปหมด ไม่รู้จะเอาไปไหนแล้ว เหลือใช้ กรณีจะเกิดภัยแล้ง ไม่กี่วันข้างหน้า หรือตอนนี้ที่เกิดภัยแล้งอยู่ อบต. แม้แต่รถน้ําเขายังหาไม่ได้ ต้องหายืม เทศบาล อบจ. หรือจังหวัดก็ช้ามากที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ถ้าถามว่าเทศบาล อบจ. มีพร้อม รวมทั้งเครื่องจักรกลทุกชนิดที่จะพัฒนาพื้นที่ได้ตลอด ก็เช่นเดียวกับ อบจ. ที่ผมได้นําเรียนแล้วว่า อบจ. มีงบประมาณหลายร้อยล้าน เปึนพันล้าน แต่พื้นที่รับผิดชอบ ของ อบจ. ไม่มี มีพื้นที่ของ อบจ. อยู่นิดเดียวคือที่ตั้งตัวอาคารแค่นั้นเอง ผมพูดยืนยันได้ ชัดเจน แต่งบประมาณของ อบจ. มีเปึนหลายร้อยล้าน เปึนพันล้าน ซึ่งซ้ําซ้อนกับเทศบาล และ อบต. จริงอยู่ อบจ. กระจายอํานาจลงสู่พื้นที่ในจังหวัดนั้น ๆ แต่ถามว่าบางพื้นที่จะได้ หรือเปล่า ก็อยู่ว่านายก อบจ. รองนายก อบจ. รู้จักสนิทสนมกับพื้นที่นั้น ๆ ไหม มีที่ของ ญาติ อบจ. ผ่านไหมที่จะสร้างความเจริญให้กับตรงนั้นนะครับ นี่คือส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ มีคนประท้วง เชิญให้เขาประท้วงก่อนครับ ผมยินดีครับ