เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง พูดถึงการออกเสียงประชามติและข้อกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่ประชาชนมีความรู้และเข้าใจเนื้อหาของการลงประชามติ โดยชี้ว่าประชาชนไม่เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน และไม่เห็นความสําคัญของกฎหมายแม่บทนี้ นอกจากนี้ยังแนะนำว่าควรใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพ เช่น ทีวี โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และเสนอข้อเสนอแก้ไขการลงประชามติรัฐธรรมนูญ โดยแนะนำให้มีช่องเลือกที่แสดงถึงความไม่รู้หรือไม่ขอแสดงความเห็นเพื่อให้ประชาชนมีความสุขสบายใจในการลงคะแนนเสียง
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นต่อวิธีการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามตินี้อยู่ สองสามประการนะครับ ที่ผมไม่ได้มาแต่ต้นเพราะว่าผมมีประชุมกรรมาธิการอยู่ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในหลักการสําคัญที่ผมยึดอยู่ก็คือว่าการที่ผลของการลง ประชามติจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมถือว่าไม่สําคัญเท่ากับว่าอยากจะเห็นประชาชน ไปลงประชามติด้วยความรู้ ถ้าประชาชนจะลงประชามติเห็นด้วย แต่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองนั้น เห็นด้วยเนื้อหาคืออะไร ผมคิดว่าผมจะเสียใจมาก แล้วจะยิ่งเสียใจยิ่งขึ้นถ้าเขาบอกว่า เขาไม่เห็นด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราร่างกันนั้นเปึนอย่างไร แล้วจะยิ่งเสียใจหนัก ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือว่าเขาบอกว่าไม่เห็นด้วย เพราะเขาติดใจอยู่เพียงแค่มาตราเดียว เรื่องเดียว โดยที่เขาไม่พิจารณาทั้งฉบับ และไม่รู้เลยว่าเนื้อหาทั้งฉบับมันดีอย่างไร ท่านประธานครับ ผมยึดหลักอันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะลงประชามติอย่างไร ถ้ายึดหลัก อันนี้แล้วมันก็มีข้อพิจารณาอยู่สองสามเรื่องที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต แล้วผมก็คิดว่าควรจะต้อง มีการช่วยกันดูแล
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าทําอย่างไรที่จะให้ประชาชนได้มีความรู้ในร่าง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างง่ายและอย่างเข้าใจได้ และเข้าใจได้เร็วที่สุด เพราะว่าเรามี เวลาน้อยมาก จริง ๆ แล้วกระบวนการนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะทําให้เขาเข้าใจ ทั้งฉบับ ผมเรียนถามมาเยอะ และผมชอบเป่ดเผยตัวผมเองก่อน เพราะว่าเวลาที่ผมไป พบกับชาวบ้านในต่างจังหวัด อย่างเช่น เมื่อวันเสาร์นี้ผมพบกับชาวบ้านที่จังหวัดระยอง ผมก็บอกเขาตรง ๆ ว่าตัวผมเองได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งแรกในชีวิต เมื่อป้ ๒๕๔๐ เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้ว เพราะว่าผมจําเปึนที่จะต้องออกรับฟังความเห็นจากประชาชนโดยใช้ทีวี (TV – Television) ออกตระเวนสายรับฟัง ผมเลยจําเปึนที่จะต้องรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านั้น ผมจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ แต่ผมไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และไม่ค่อยรู้เรื่องข้างใน เลย ผมก็เลยถามเขาว่าถามประชาชนที่นี่ ถ้าพูดอย่างไม่อาย ไม่ดัดจริต มีใครเคยอ่าน รัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้วบ้างยกมือขึ้น ไม่ใช่ถามที่นี่นะครับ ผมถามที่ระยอง ไม่มีใครยกเลย นะครับ ผมก็เลยบอกนี่ท่านกําลังพูดเหมือนผมเลย เพราะว่าก่อนป้ ๒๕๔๐ ผมก็ไม่เคยอ่าน เพราะฉะนั้นนี่คือข้อเท็จจริงครับ แล้วถามว่ามีใครเคยอ่านบ้าง บางมาตรามีนิดหน่อย นี่คือเรื่องจริงทั้งหมดเลย ท่านประธานครับ เราทําอย่างไรที่จะทําให้ประชาชนได้มีความรู้ เรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อการลงประชามติเท่านั้นนะครับท่านประธาน แต่เพื่อการเรียนรู้ เรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายแม่บท เราน่าจะฉวยโอกาส โอกาสนี้ที่เรามีหนึ่งร้อยกว่าวัน ในขณะนี้มีอยู่หนึ่งร้อยกว่าวันนิดหน่อย ทําอย่างไรให้ประชาชน ได้เรียนรู้ในกระบวนการให้การศึกษาที่สําคัญที่สุด ผมมองว่ามันเปึนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตรงนี้ แต่ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานหวังแต่เพียงแค่ให้พวกผมเดินสาย ๗๖ จังหวัด ท่านประธานรู้ไหมว่าผมเดินให้ทุกวันเลยให้ตายเลย จนกระทั่ง ๑๘๐ วัน ท่านว่าผมได้กี่แสนคน ได้เปึนจํานวนแสนก็นับว่าเก่งสุดยอดแล้ว ท่านประธานเห็นประเด็นผมแล้วใช่ไหมครับ ท่านประธานส่งเอกสารสิบเก้าล้านฉบับไปที่บ้าน ผมถามว่าคนที่จะอ่านจริง ๆ สักกี่แสนฉบับ สิบเก้าล้าน ผมถามเปึนแสนเท่านั้น อ่านจริง ๆ เลยนะครับ ผมไม่ถามว่ากี่ล้านฉบับนะครับ ผมถามว่ากี่แสนฉบับ ตกลงท่านประธานถ้าตามผมมาก็จะ พอมองเห็นใช่ไหมครับ ว่าปัญหามันเปึนปัญหาเรื่องของการสื่อที่จะทําให้เขาเข้าใจในเวลา อันสั้น ผมก็บอกเวลาอันสั้นนะครับ เรื่องรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องสัมพันธ์กับชีวิตของคนทุกคน เขายังไม่เข้าใจเลยว่ามันสัมพันธ์กับชีวิตของคนทุกคนอย่างไร ถ้าเขาไม่เห็นปัญหา ไม่เห็น ความสําคัญเขาก็ไม่อ่าน ผมในฐานะผู้นําสื่อ หนังสือมันมาสุดท้าย แต่มันต้องถูกกระตุ้น ก่อนให้เขาเห็นความสําคัญเขาจึงไปอ่าน ผมถามท่านทั้งหลายอยู่ดี ๆ ท่านเอารัฐธรรมนูญ มานั่งอ่านเล่นไหม ผมบอกได้เลยผมเปึนสมาชิกวุฒิสภาร่วมกับท่านประธาน เมื่อไรก็ตามที่ เรามีปัญหา เราก็จะควักลิ้นชักนี่ใช่ไหมครับ แล้วเราก็หยิบขึ้นมาใช่ไหมครับว่ารัฐธรรมนูญ ว่าอย่างไร เถียงกันใช่ไหมครับ แต่อยู่ดี ๆ เราเคยเอามาไหม แต่ท่านส่งไปให้ชาวบ้าน ชาวบ้านเขาจะอ่านไหมครับ เขาก็พลิกดูว่ามันสวยดี อ๋อรัฐธรรมนูญหน้าตาเปึนอย่างนี้นี่เอง รูรั่ว เขาก็จะเห็นว่ามันเปึนอย่างนี้นี่เอง แต่อ่านแล้วง่ายไหมครับ มาตรานี้ให้ไปใช้มาตราโน้น โดยอนุโลม อะไรวะ โดยอนุโลม ที่ผมพูดตรงนี้เพื่อที่กําลังจะบอกนะครับว่ามันไม่ใช่ของง่าย ที่จะสื่อให้ประชาชนฟัง แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องของแนวคิด เรื่องของผลประโยชน์ของ คนแต่ละอาชีพที่แตกต่างกัน ผลประโยชน์ของข้าราชการก็เปึนอย่างหนึ่ง ก็มีแนวคิดอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของพ่อค้านักธุรกิจก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของเกษตรกรก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานก็เปึนอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของคนสูงอายุเปึนอย่างหนึ่ง คนอายุน้อยเปึนอย่างหนึ่ง ผู้หญิงเปึนอย่างหนึ่ง ผู้ชายเปึนอย่างหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญ ไปเกี่ยวพันกับเรื่องความเสมอภาคหญิงชายก็ใช่ กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดกก็ใช่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแล้วมันใช้ไม่ได้เลย เขาทําอย่างไรให้เขาเข้าใจตรงนี้ว่ารัฐธรรมนูญ มันเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างไร เขาจึงไปเป่ดดูใช่ไหมครับท่านประธาน แต่อยู่ดีดีท่านส่งไป ๑๙ ล้านฉบับ เขาก็คงจะเอาไปพับถุงขายบ้าง เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน โชว์ (Show) ว่า นี่คือรัฐธรรมนูญแค่นั้นเอง คนที่จะดูจริง ๆ กี่แสนคนครับที่จะดูทั้งฉบับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับคุณวัชรานะครับว่าการใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดคงไม่ใช่ สื่อสิ่งพิมพ์ แต่สื่อที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดคือสื่อทีวี โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ตามลําดับ คนไทยเขาชอบดู ชอบฟัง แต่ไม่ชอบอ่าน ชอบดูชอบฟังครับ แล้วก็ชอบพูด ไม่ชอบเขียน ตกลง การดู การฟัง การพูด เปึนของที่คนไทยนิยม เราจึงต้องเป่ดเวทีให้ชาวบ้านมาพูด มาฟัง มาดู แต่มันไปได้อย่างมากกี่แสนคน ผมถามเรียนท่านประธาน ให้พวกผมวิ่งกันให้ตาย มันก็ได้ไม่กี่แสนคน เพราะฉะนั้นทีวีและวิทยุ และสื่อพวกนี้เปึนของสําคัญที่สุด ที่ทั้งกระตุ้นให้สนใจ กระตุ้นให้รับรู้ถึงปัญหาว่ารัฐธรรมนูญมันเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างไร กระตุ้นให้รู้ว่าถ้าเขาไม่มีส่วนร่วม และเขาไม่ลงมติมารับ หรือไม่รับด้วยบริสุทธิ์ใจ เมื่อไร บ้านเมืองจะมีปัญหาอย่างไร ถ้าเราทําให้เขาพอจะเข้าใจในเรื่องพวกนี้ ผมก็เชื่อว่า เอกสารที่เราจะแจกจะมีคนอ่าน แต่ท่านประธานครับ อยู่ดีดีเราพิมพ์สิบเก้าล้านฉบับ ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ คุณวัชราบอกว่าหมู่บ้านหนึ่งจะกี่ฉบับ อาจจะไม่จําเปึน ต้องถึงสิบเก้าล้านฉบับ แต่เราใช้การกระตุ้นให้เกิดประโยชน์ และให้แต่ละหมู่บ้านนํา รัฐธรรมนูญดังกล่าวมาล้อมวงคุยกัน มาคุยกันแล้วใช้สื่อทีวีและวิทยุที่มันแทรกเข้าไป ในบ้านคนได้ทุกบ้านนั้น ให้มันเกิดประโยชน์และให้เขารวมตัวเอารัฐธรรมนูญมาดู เอาผู้นําชุมชนเอามาถกกัน มันน่าจะเกิดประโยชน์กว่าไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้นะครับ ท่านประธานก็มาถึงเรื่องการพิมพ์ที่เราพูดกัน แล้วก็การใช้สื่ออย่างที่ผมกราบเรียน
ประเด็นถัดไปก็เกี่ยวข้องกับอีกข้อหนึ่ง ผมไม่ต้องอ้างว่าข้อไหน มาตราไหน แต่ในหลักการแล้วผมทราบมาว่า ที่ท่านร่างนี่ท่านมีช่องแต่เพียงแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมอาจจะขออนุญาตคิดต่างมุมกับท่านที่เปึนผู้ยกร่างนี้นะครับ ผมถาม ตัวผมเองครับท่านประธาน ถ้าผมไม่รู้จริง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญมันเปึนอย่างไร ถึงเวลาลงประชามติ แล้วผมก็ยังไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเปึนอย่างไร มันยังไม่เข้าใจ แต่ท่านบังคับผมบอกต้องไปบอกว่า เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ทําไมผมต้องถูกมัดมือชกละครับ ก็ในเมื่อผมยังไม่รู้ ทําไมไม่มีช่องที่ บอกว่าที่ผมไม่รู้ได้ไหมครับ ก็คือผมยังไม่มีความเห็นได้ไหมครับ แต่ถ้าท่านบังคับว่าผมต้อง มีความเห็นไม่ว่าจะไม่รู้หรือรู้ เผลอ ๆ ผมก็ลงว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าผมก็ต้องเพลย์ เซฟ (Play save) ก่อน ผมไม่รู้จะลงไปทําไมว่าเห็นด้วย แล้วผมจะเจ็บปวดไหมครับ เพราะผมพูด แล้วในหลักการ ผมจะเจ็บปวดมากที่สุดถ้าประชาชนลงว่าไม่เห็นด้วยทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่รู้เรื่อง แต่เขาลงว่าไม่เห็นด้วยทั้ง ๆ ที่มันดี หรือมีคนเขามาบอกว่าเรื่องนี้มันไม่ดีนะเพียงแค่เรื่องเดียว เอ็งก็อย่าไปรับเลย ตกลงเมื่อบังคับผม ผมไปถึงในคูหาผมต้องตัดสินใจ ผมจะเห็นด้วยก็เพื่อน มันบอกว่ามาตรานี้เรื่องนี้มันไม่ดี ผมรู้อยู่เรื่องเดียวที่เพื่อนมาบอก ผมก็เลยลงว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่าตามเพื่อนมันมาบอก ตกลงมันก็เลยมีปัญหาว่าสิ่งที่ผมปูพื้นแต่ต้นในหลักการว่า ผมจะเสียใจมากถ้าหากว่าเขาไม่เห็นด้วยในขณะที่มันดีโดยที่เขาไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเรา กันออกไปเสียได้ไหม ว่ามีอีกช่องหนึ่งที่บอกว่าไม่ออกเสียงหรือไม่รู้เรื่องก็ได้ หรือบอกว่า ไม่ขอแสดงความเห็นก็ได้ คราวนี้ท่านก็จะไปติดอยู่กับรัฐธรรมนูญ ผมทราบ เพราะรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้ฉบับชั่วคราวไปเขียนว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ผ่านการรับรองหรือเห็นด้วย จะต้องเห็นด้วยเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มาใช้สิทธิ ท่านก็เกรงว่าถ้าไปลงในช่องนั้นเยอะ ไปบวกกับไม่เห็นด้วยมันก็เยอะกว่าเห็นด้วย ผมทราบใจท่านคงคิดอย่างนั้น แต่ผมก็ยัง ไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะว่าถึงแม้ว่าท่านจะไปคิดอย่างนั้น ท่านก็ต้องคิดแต่เฉพาะผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่มาใช้สิทธิทั้งหมด ไม่ว่าท่านจะมีช่องหรือไม่มีช่อง แต่ผมไม่อยากจะเผื่อ ฟลุค (Fluke) ว่า คนไม่รู้เรื่องเลยไปกาเห็นด้วยบ้าง ถ้าคนมีไม่รู้เรื่องแล้วเขาอยากจะเซฟหน้าตัวเขาแล้วไปกาว่า เห็นด้วย เขาก็ทําอยู่แล้วไม่ว่าจะมีช่องนั้นหรือไม่ หรือบางทีท่านอาจจะกลัวประเภทโน โหวต (No Vote) กลัวว่าจะมีการรณรงค์โนโหวตเกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่เห็นต้องกลัวเลยครับ นี่คือ ความจริง ความจริงก็คือความจริง ถ้าเขาไม่เห็นด้วยหรือเขาไม่มีความเห็น ก็ใส่ในช่อง ไม่มีความเห็น ในหลักการผมพูดในหลักการมาก ๆ เลยครับ ผมไม่พูดทางการเมือง ท่านประธาน ผมอยากจะเห็นสิ่งที่ไม่บังคับประชาชน ให้ประชาชนสามารถที่จะบอกจาก ความรู้สึกของเขาได้ว่า เขายังไม่มีความเห็นเขามีช่องกรอก เขามีความเห็นว่าเขาเห็นด้วย เขากรอกช่อง เห็นด้วย เขามีความเห็นว่าเขา ไม่เห็นด้วย เขากรอกช่อง ไม่เห็นด้วย เราจะได้ ความจริงมากที่สุด ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบันจะบังคับไว้ว่า เห็นด้วยจะต้องมีเสียง เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มาใช้สิทธิก็ตาม เราก็จะได้ความจริงเพิ่มมากขึ้นว่าถ้ามันตก มันตกเพราะอะไร ผมคิดว่ามันจะได้ความจริงนะครับท่านประธาน
ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะเรียนอีกข้อเดียว ท่านประธานครับ เรื่องการลง ประชามตินี่เราจะพอเป่ดโอกาสให้มีการลงประชามติในต่างจังหวัด ในที่ทํางานบ้างได้ไหม ทําไมจะต้องให้ประชาชนที่อยู่ยโสธรแล้วมาทํางานอยู่ที่สุราษฎร์ธานี ต้องเดินทางจาก สุราษฎร์ธานีไปยโสธร เพื่อที่จะไปลงในทะเบียนบ้านตัวเอง ท่านประธานเห็นใช่ไหมครับ สมัยนี้เขาอยู่สุราษฎร์ธานีเขาสามารถจะถอนเงินได้ เงินฝากเขาอยู่ยโสธร เขากด เอทีเอ็ม (ATM – Automated teller machine) เขาสามารถที่จะถอนได้ แล้วถามว่าเขาถอนซ้ําได้ไหม พอถอนเสร็จแล้วย้ายไปอีกจังหวัดหนึ่ง ไปซ้ําอีกทีหนึ่งได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราทํา เหมือนกันได้ไหมครับ แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ วันก่อนผมพูดทีหนึ่งมีคนเข้าใจว่าต้องไป ประสานกับธนาคารและใช้เครื่องเอทีเอ็ม ผมยกตัวอย่างเท่านั้น ในหลักการก็คือว่าเราใช้ คอมพิวเตอร์ (Computer) ได้ไหม ถ้าหากว่าทุกหน่วยเลือกตั้งมีคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องเท่านั้นเอง และสร้างโปรแกรมเน็ตเวิร์ก (Network Program) ต่อกันทุกเครื่องในประเทศไทย ถ้านายเสรี สุวรรณภานนท์ ไปลงที่เขตใดก็ตาม ก็เพียงแค่ลงว่า นายเสรีได้มาใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วมันก็จะ ขึ้นทั่วทุกเขตพร้อม ๆ กันว่านายเสรีได้ใช้สิทธิเรียบร้อย นายเสรีจะเดินสายไปอีกเขตหนึ่งในอีก ๕ นาทีถัดมาจะไปใช้สิทธิอีกที่หนึ่งก็ไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันกับการถอนเงิน ท่านถอนเงินเครื่อง เอทีเอ็มเครื่องหนึ่งแล้วไปถอนเงินอีกเครื่องหนึ่งแล้วจะขอถอนอีก เมื่อเงินหมดก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นบัญชีสามารถที่จะทําได้ไหมถ้าใช้คอมพิวเตอร์ให้เปึนประโยชน์ แล้วสร้างเน็ตเวิร์ก มันน่าจะพอทํากันได้ไหม ลองคิดดูนะครับ จะช่วยประหยัดเงินและทําให้คนสะดวกในการที่จะ ลงประชามติอย่างมากมาย
และประการสุดท้ายครับ ผมขออีก ๑ นาที ผมได้เห็นรายงานของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แล้วก็ได้เห็นว่าข้อ ๓๖ และ ข้อ ๓๗ ผมต้องขอชื่นชมนะครับ อย่างน้อยทําให้คนมีสิทธิที่จะคัดค้านผลของการลงประชามติ ในส่วนที่ ๗ ผมไม่ต้องอ่าน ท่านลองอ่านดู แต่จริง ๆ อ่านสักนิดหนึ่ง เผื่อท่านผู้ชมทางบ้านจะได้รู้ว่าเขาร่างมาดี มาก ๆ ข้อ ๓๖ บอก เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนเสียง หากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจํานวน ไม่น้อยกว่าสิบคน ในหน่วยออกเสียงใด เห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้น เปึนไป โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านพร้อมทั้งแสดงหลักฐานต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้งภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง และข้อ ๓๗ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคําร้องคัดค้านแล้ว ให้ดําเนินการไต่สวนและ แสวงหาหลักฐานทั้งปวงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียง นั้น ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีคําสั่งให้ดําเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ต้อง ไม่ช้ากว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ เว้นแต่การออกเสียงใหม่จะไม่ ทําให้ ผลการออกเสียงของทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป ให้มีคําสั่งยกคําร้องคัดค้านนั้นเสีย การพิจารณาคําร้องคัดค้านการออกเสียงให้เปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกําหนด หลักการดีมากครับ มีคําเดียวคือ โดยพลัน นั่นนะครับ ประเทศไทยผมร่าง กฎหมายอยู่ในวุฒิสภามา ๖ ป้ คําว่า โดยพลัน มันถูกตีความว่าเราพยายามจะตีความโดย ไม่ชักช้าใช่ไหมครับ แต่พอไม่กําหนดเงื่อนเวลามันจะมีหัวหมอทันที ก็คําว่า โดยพลัน นี่ กูก็พลัน แล้ว แค่นี้ก็พลันแล้ว ตกลงจะเอาอย่างไรล่ะ ก็พลันแล้ว โดยพลัน ท่านใส่เสียให้มันชัดเจน ดีกว่าไหม อันนี้ตั้งคําถามนะครับ ท่านจะขอให้แก้แปรญัตติตรงนี้ดีไหม เพราะว่าโดยพลัน ผมเจอมาเยอะแล้ว พลัน ประเทศไทยหัวหมอมันเยอะ มันพลันเรื่อย แค่นี้ก็โดยพลัน ๓ วัน ก็โดยพลัน ๑๐ วัน ก็โดยพลัน และที่ผมชมมาก ๆ ทําไมรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธาน จําสภาหิ่งห้อยของพวกเราได้ไหม จําสมัชชาของพวกเราได้ไหม เราไปออกเสียงเลือก กันเองเหลือ ๒๐๐ คน แต่มีกฎเกณฑ์ว่าห้ามไม่ให้คัดค้านการออกเสียง ไม่ว่าจะเห็นว่า การออกเสียงนั้นชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ท่านประธานจําได้ไหมครับ ห้ามไม่ให้เราอภิปราย ๑ ไม่ต้องแสดงความเห็นกัน พอลงเสียงแล้วเจอผิดปกติใครจะไปกาข้างนอก กาข้างใน กาอย่างไรก็ตาม ห้ามไม่ให้คัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น ออกมาได้อย่างไร ท่านประธานครับ เทียบกัน แล้วนี่ ผมต้องชมนะครับ สสร. นี่ยังร่างกฎเกณฑ์ที่เคารพประชาชน แล้วก็เห็นประชาชน มีน้ําหนักพอสมควร ๑๐ คน ก็คัดค้านได้ แล้วก็ร่างหลักเกณฑ์ค่อนข้างจะดี ตรงนี้ ขอขอบพระคุณครับ