สวิง ตันอุด หารือเรื่องการเพิ่มอํานาจขององค์กรอิสระ โดยเสนอว่าควรสร้างระบบควบคู่ประชาพิจารณ์กับประชามติ เพื่อให้เสียงส่วนน้อยมีความหมาย และขอเสนอให้รัฐธรรมนูญมีกลไกหรือองค์กรที่เป็นกลางในการประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน ลิกไนต์ และอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สวิง ตันอุด ครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกตกับกรอบที่ ๓ อยู่สองสามเรื่องครับ เรื่องแรกก็คือ เราไปรับฟังความคิดเห็นตามจังหวัดทั้งหลาย เขามีสังเกตเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ผ่านมานี้นะครับ องค์กรอิสระไม่ค่อยจะมีอํานาจในแง่ของ การที่จะดําเนินการในเรื่องของประชาชน คือเปึนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง ทําอย่างไรเราถึงจะ เพิ่มอํานาจเรื่องนี้เข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ ได้รับเสียงสะท้อนจากทุกจังหวัด ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คงจะคิด เรื่องนี้ไว้รอบคอบพอสมควรว่าจะทําอย่างไรจึงจะเพิ่มอํานาจเรื่องนี้ อันนี้เปึนเรื่องข้อท้วงติง ที่เขาท้วงติงมาจริง ๆ นะครับ
อันที่ ๒ ผมคิดว่าสิ่งที่เขาสะท้อนมาก็คือการที่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามา ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ทําอย่างไรถึงจะลดเงื่อนไขของคุณสมบัติเหล่านี้ลงมา ให้มากที่สุด ผมคิดว่าเรื่องนี้บางทีเราพอไปกําหนดเกณฑ์ ไปกําหนดกรอบเราจะถูกกัน ประชาชนจะถูกกันออกไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปริญญาตรี ตั้งแต่วุฒินั้น ตั้งแต่ระดับซีนั้น ซีนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ทําอย่างไรถึงจะเป่ดช่องให้ประชาชนได้เข้ามามีสถานะตําแหน่งในเรื่อง เหล่านี้ได้ เรามีศาล ที่ผ่านมานี่เราก็ยังสร้างศาลสมทบขึ้นมาได้ด้วย คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้นี่ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือข้อท้วงติง จริง ๆ ว่าประชาชนจะมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร แต่ถึงที่สุด เอาละ ถ้าสมมุติว่าองค์กร อิสระต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านั้นอยู่ เขาขออีกเรื่องหนึ่งได้ไหมครับ เขาขอว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้กลไกขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้หยั่งรากลงไปในระดับ ภูมิภาค ในระดับของภาค และในระดับของจังหวัด เรื่องนี้สําคัญครับ เพราะว่าถึงที่สุด ถ้าประชาชนเดือดร้อน ไม่มีทางหรอกครับ ประชาชนคนยากคนจนจะวิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อที่จะมาหาองค์กรอิสระซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน ตอนนี้องค์กรอิสระที่มีอยู่ ที่มีกลไก อยู่ในระดับจังหวัดก็อาจจะมีเฉพาะ กกต. เท่านั้นเอง อาจจะมีศาลปกครองที่มีอยู่ในระดับ ภาคเท่านั้นเอง แต่ทําอย่างไรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดี คณะกรรมการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ดี หรือองค์กรอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างไรก็แล้วแต่ ทําอย่างไร ถึงจะมีกลไก หรือ สตง. การตรวจสอบเงินแผ่นดิน อะไรก็แล้วแต่ที่จะมีกลไกในระดับจังหวัด และในระดับภาคที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย มีระบบเชื่อมโยง มีระบบ ของท้องถิ่นได้เข้ามาในแง่ของการมีส่วนร่วม แล้วก็สร้างกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาด้วย ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่ารับฟังอย่างยิ่ง เพราะไม่เช่นนั้นเองเข้าใจว่าคนที่จะเข้าถึงองค์กรอิสระได้ ก็เปึนคนไม่กี่กลุ่มในสังคมนี้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เขาก็ตั้งเปึนข้อสังเกตมาก็คือเรื่องเกี่ยวกับ เสียงส่วนน้อย ผมคิดว่าได้ฟังมาเหมือนกันนะครับว่า จริง ๆ แล้วทําอย่างไรสังคมนี้ถึงจะได้ รับฟังเสียงส่วนน้อย ประเด็นก็คือว่าถึงที่สุดนี่นะครับ ถ้าสมมุติเราสร้างระบบ ๒ อันขึ้นมา ระหว่างประชาพิจารณ์กับประชามติควบคู่กันไป เพราะไม่เช่นนั้นถึงที่สุดคนก็จะไปเทเรื่อง เกี่ยวกับประชามติ ถึงที่สุดประชามติก็กลายเปึนเสียงข้างมาก และเสียงส่วนน้อย เสียงข้างน้อย ก็จะหมดความหมายไปในสังคมไทย การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําอย่างไรถึงจะทํา ให้ระบบของประชาพิจารณ์ควบคู่ไปกับประชามติ แล้วก็สร้างระบบของประชาพิจารณ์ให้มาก ยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทําให้เรื่องนี้เปึนเสียงของประชาชนส่วนน้อยที่เราควรจะรับฟังในสังคมนี้อยู่ นะครับ
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จํากัด ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ อย่างยิ่ง เรื่องที่เกิดมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา โดยผู้บริหารก็ดี แล้วโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน ไม่ได้สร้าง การมีส่วนร่วม แล้วก็ถึงที่สุดไปสร้างผลกระทบมากมายในพื้นที่ ปัญหาที่เกิดขึ้น มีเต็มไปหมด หลายโครงการได้ดําเนินการ หลายโครงการก็หยุดดําเนินการไปเลย ถึงที่สุด ก็ไม่มีใครสามารถที่จะชี้ได้ว่าโครงการอันนั้นเองสมควรที่จะสร้างหรือไม่สร้างอย่างไร ผมได้อภิปรายไปแล้วบ้างนะครับ เรื่องเกี่ยวกับว่าทําอย่างไรเราถึงจะสร้างคณะกรรมการ ประเมินผลกระทบขึ้นมาที่จะเปึนกลาง เพราะตอนนี้ถึงที่สุดก็คือว่าเจ้าของโครงการนั่นเอง เปึนผู้ว่าจ้างทีมประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และทางด้านสุขภาพ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ถึงที่สุดผลจะออกมาอย่างไรก็เถียงกันอยู่ดี เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ บอกไว้หน่อยได้ไหมครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะด้วยเรื่องไหนก็แล้วแต่ที่จะมีคณะกรรมการหรือกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นที่จะทําให้เปึนกลางในการที่จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ที่จะทํา ให้ประเมินได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเปึนของการสร้างเขื่อนก็ดี เรื่องเกี่ยวกับลิกไนต์ (Lignite) ก็ดี เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดี ทําให้เกิดการยอมรับของประชาชน ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเราสามารถที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้ชัดเจนอีกกลไกหรืออีก องค์กรหนึ่ง เราก็จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน