รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ ห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานอาจอนุญาตให้สมาชิกปรึกษาหารือปัญหาเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของประชาชน หรือปัญหาอื่นใดได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ วันนี้มีผู้เสนอชื่อ ขอปรึกษาทั้งหมด ๓๐ ท่าน ดังต่อไปนี้
พรรคร่วมฝ่ายค้าน ลำดับแรก นางบุญรื่น ศรีธเรศ นายศักดินัย นุ่มหนู นายฉลาด ขามช่วง นายพีรเดช คำสมุทร นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ นายเรวัต วิศรุตเวช นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร นายอับดุลอายี สาแม็ง นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ นายชลน่าน ศรีแก้ว นายทศพร ทองศิริ นายนพ ชีวานันท์
พรรคร่วมรัฐบาล นายภูดิท อินสุวรรณ์ นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน นายจีรเดช ศรีวิราช นายบัญญัติ เจตนจันทร์ นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี นายสาคร เกี่ยวข้อง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์
สมาชิกได้เตรียมตัวนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอความกรุณาสมาชิกทุกท่าน รักษาเวลา ๒ นาทีอย่าให้เกินครับ เริ่มจากคุณบุญรื่น ศรีธเรศ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของกรมชลประทาน ความจริง ดิฉันได้นำเรื่องนี้หารือครั้งหนึ่งแล้วที่ตึกทีโอทีแต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ท่านประธานคะ คลองส่งน้ำซึ่งเกิดจากต้นน้ำเขื่อนลำปาว คลองเลขที่ ๓ แอล (3L) ๘ อาร์ (8R) อาร์เอ็มซี (RMC) ซึ่งส่งน้ำจากตำบลธัญญาไปถึงตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ยาว ๗ กิโลเมตร ให้บริการพี่น้องชาวนาจำนวน ๖,๐๐๐ ไร่ ปัจจุบันชำรุดเสียหายประตูน้ำย่อยเปดดปดดจำนวน ๒๓ จุด ปัจจุบันไม่ได้รับการแก้ไขเลยเสียหายอย่างรุนแรง จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ออกไปให้การดูแลแล้วก็แก้ไขให้ด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ฝายน้ำล้นกุดแคนช่วงบ้านแจ้งจม ตำบลเจ้าท่า เสียหายอย่างหนัก ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรได้เลย ขอผ่านท่านประธานไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ออกไปดูแลแก้ไขให้ชาวนาตรงนั้นด้วย ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป นายภูดิท อินสุวรรณ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ภูดิท อินสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่องถนน ในจังหวัดพิจิตรนั้นมีถนนผ่าน ๓ ตำบล ผ่าน อปท. เป็นถนนที่คับแคบ เป็นถนนกว้าง ๔ เมตร ยาวประมาณ ๘ กิโลเมตร ปรากฏว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นยังไม่ได้โอน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปดดคลิปภาพ)
ถนนนี้คับแคบการจราจรไม่มีไหล่ทาง ตามสไลด์ (Slide) ภาพ ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทางพี่น้องประชาชน ก็ได้ร้องเรียนมาทางผม แล้วผมก็สอบถามไปปรากฏว่าทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่มีงบประมาณในการก่อสร้าง จึงนำเรียนผ่านทางท่านประธานสภาว่าให้อธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นนั้นโอนถนนสายนี้ให้กับกรมทางหลวงชนบทหรือกรมทางหลวงก็ได้ ซึ่งมีงบประมาณมากเพียงพอที่จะเข้าไปดูแลให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งการเดินทางนั้นเป็น อันตรายสำหรับพี่น้องประชาชน และถนนก็แตกร้าวทรุดทำให้รถจักรยานยนต์นั้นล้มแล้วก็ มีการบาดเจ็บมากมาย จึงฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยังอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น ขอขอบคุณครับ
ต่อไปนายศักดินัย นุ่มหนู ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคอนาคตใหม่ ผมขอนำเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมได้ช่วยเร่งรัดพัฒนาปรับปรุง แก้ไขถนนสำคัญของจังหวัดตราดอีก ๒ เส้นทางครับ
สายแรกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๕๗ บ้านแสนตุ้งบ่อไร่ ถนนเส้นนี้ มีความยาวประมาณ ๓๕ กิโลเมตร ปัญหาก็คือว่าหลายช่วงหลายตอนทีเดียวที่มีพื้นผิว การจราจรที่แคบมาก แล้วก็มีความขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่แยกตาบัวไปจนถึงตำบลเทพนิมิต แล้วที่หมู่บ้านหนองบัว ตำบลสะตอ ผมก็อยากให้ หน่วยงานของทางกระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงนั้นได้เข้าไปช่วยดูแลปรับปรุงแก้ไข ในส่วนของถนนเส้นนี้ด้วย เพราะว่ามีการสัญจรกันเป็นจำนวนมากนะครับ
อีกสายหนึ่งทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๗๑ เริ่มต้นที่บ้านทับมะกอก หมู่ที่ ๕ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ไปจนถึงสามแยกเนินสูง อำเภอเมือง จังหวัดตราด ระยะทางที่เป็นปัญหาอยากให้มีการปรับปรุง ๑๗ กิโลเมตรด้วยกัน ตรงนี้ ผมได้รับความอนุเคราะห์จากท่านจตุรงค์ หอมหวล ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ได้พาไปสำรวจ เส้นทางแล้วก็ให้ข้อมูลพบว่าถนนเส้นนี้มีผิวจราจรที่แคบมาก ๆ ก็อยากจะให้หน่วยงานของ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ช่วยกันเร่งรัดในการที่จะขยายไหล่ทางเพื่อเพิ่มพื้นผิว ของการจราจรเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องที่ใช้รถใช้ถนนบนเส้นทางนี้เป็นจำนวนมากครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ คุณเกียรติไม่พร้อมนะครับ ต่อไปเชิญนายฉลาด ขามช่วง ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายฉลาด ขามช่วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธาน เพื่อนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เรื่องแรก ขอโอนถนนทางหลวงชนบทสาย รอ.๔๐๒๖ ช่วงจังหวัดร้อยเอ็ด ถึงปากทางอำเภอโพธิ์ชัยระยะทาง ๓๕ กิโลเมตร ถนนสายนี้คับแคบ จราจรคับคั่งและเป็น ทางเชื่อม ๒ อำเภอ คืออำเภอโพธิ์ชัยและอำเภอเชียงขวัญ ๒. ขอให้ขยายเป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อการเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๒ ขอขยายถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓๒๗ แยกจากทางหลวง ๒๑๑๖ สายขอนแก่น-โพนทอง เข้าตัวอำเภอโพธิ์ชัยระยะทาง ๖ กิโลเมตรเพื่อขยายเป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทาง ขนถ่ายสินค้าทางการเกษตรไม่ว่าข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา จึงขอฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตหารือ ๒ เรื่อง จากการที่ได้ลงพื้นที่และพบปะ กับพี่น้องในเมืองนคร เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องน้ำท่วมเมืองนคร เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องอุบัติเหตุของ เมืองนครเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน
เรื่องแรก เรื่องน้ำท่วมเดือนนี้เป็นเดือนธันวาคม เดือนที่แล้วพฤศจิกายน ตอนนี้ชาวนครผวาเรื่องน้ำท่วม เป็นน้ำท่วมที่เกิดตามฤดูกาลแต่เป็นน้ำหลากที่มาจากบนภูเขา ตอนนี้อยากจะให้ท่านประธานแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมชลประทานจังหวัด หรือเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยขุดลอกคลอง แต่เรื่องที่สำคัญก็คือว่าน้ำท่วม เมืองนคร ชาวบ้านฝากไว้ถ้าแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแล้วจะต้องแก้ด้วยโครงการผันน้ำเลี่ยงเมือง หรือบรรเทาอุทกภัยเลี่ยงเมืองนครตามแนวพระราชดำริที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไว้ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท โครงการนี้สมควรอย่างยิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องมาว่าต้องให้เสร็จตาม ปฏิทิน อันนั้นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ อุบัติเหตุบนท้องถนนในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุบนท้องถนนใน ๗ วันอันตราย และอุบัติเหตุในช่วงปกติที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ความรุนแรงของอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ชะเมาก็ดี ที่บางจากก็ดี ที่โพธิ์เสด็จก็ดีริมถนนรถไฟนี่คือตัวอย่าง แล้วอุบัติเหตุอยู่ในเส้นสีแดง ปัจจุบันนี้มีตัวแบบ ของการแก้ไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เรียกกันว่า ท่าซักโมเดล เป็นกระบวนการ บูรณาการเพื่อการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ชาวท่าซักร่วมกับทางตำรวจ โรงพยาบาล มหาราช หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้านภาคประชาสังคมได้ทำกันที่ท่าซักโมเดล อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากจะ ฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุบนท้องถนน เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องถนนโครงข่าย จราจรตรงนี้ต้องเชื่อมต่อแล้วก็มีความเรียบร้อยทางวิศวกรรม พฤติกรรมของประชาชน ท่าซักโมเดลเป็นตัวอย่างที่พอจะทำให้ลดอุบัติเหตุได้ ขอบคุณมากเลยครับ ฝากเรียนไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ ท่านพีรเดช คำสมุทร ท่านพีรเดชไม่พร้อม ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน การประกันรายได้ราคายาง ปรากฏว่าบุคคลที่มีจำนวนพื้นที่น้อยกว่า ๒ ไร่ไม่ได้รับอานิสงส์จากตรงนี้เลย เพราะว่า พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย ได้ให้คำจำกัดความว่าสวนยางตั้งแต่ ๒ ไร่ขึ้นไป ตรงนี้ใน ๑ ไร่ก็มียางไม่น้อยกว่า ๑๐ ต้น เฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๒๕ ต้น ทำให้ผู้ที่มีสวนยางน้อยกว่า ๒ ไร่ไม่ได้รับอานิสงส์จากตรงนี้ก็อยากให้มีการแก้ไขด้วยครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศเขตห้ามล่า ในปี ๒๕๒๘ ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอเทพา ประกอบด้วย ตำบลปากบาง ตำบลเกาะสะบ้า ตำบลสะกอม ส่วนอำเภอจะนะ ประกอบด้วย ตำบลสะกอม ตำบลนาทับ ตำบลบ้านนา ได้รับผลกระทบจำนวนครัวเรือนทั้งหมด ๘,๐๐๐ ครัวเรือน ก็อยากจะให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งรับปากว่าจะดำเนินการในการประชุมกรรมาธิการช่วยเร่งรัดให้ด้วย ส่วนเขาเหรง อำเภอจะนะ ๓ ตำบล ประกอบด้วย ตำบลนาหว้า ตำบลแค ตำบลคลองเปียะ ซึ่งได้รับความเดือดร้อน ก็อยากจะให้มีการแก้ไขโดยด่วน และต้องขอขอบคุณนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมที่ผลักดันงบประมาณ ๓๐ ล้านบาท ให้ถนน สายพระพุทธลำไพล-สะบ้าย้อย ขอขอบคุณด้วยครับ
ต่อไปเชิญนายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ ตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากในขณะนี้ถนนลูกรังสายบ้านแวด หมู่ที่ ๓ ไปถึงบ้านกระถุน หมู่ที่ ๔ ตำบลตำแย อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นถนน เส้นหลักในการสัญจรไปมาประชาชนเดินทางไปจังหวัดศรีสะเกษไปค้าขายเดินทางลำบาก ถนนสายนี้เป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ขอความอนุเคราะห์ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้พี่น้อง ชาวบ้านได้ออกไปอยู่ตามท้องไร่ท้องนาเยอะ พี่น้องชาวอีสานนั้นไปทำเกี่ยวกับพืชผักสวนครัว อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้ไป ติดตั้งที่หมู่ที่ ๗ ตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และอีกสายหนึ่ง หมู่ที่ ๗ ตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยครับ
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านคือ นายนิคม สุรเสน ผู้ใหญ่บ้าน ทุ่งรวงทอง หมู่ที่ ๕ ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ เกี่ยวกับการขุดลอกห้วยว่านไฟ ขณะนี้ห้วยว่านไฟเป็นห้วยที่ชาวบ้านใช้เยอะไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสูบน้ำไป ในสวน ขณะนี้ตื้นเขินอยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือต้องขุดลอก ความยาวประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร ความกว้าง ๖ เมตร ในโอกาสนี้ผมก็ต้องขอบคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสผมหารือ ขอบคุณครับ
ต่อไปนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ผมในนามของ ชาวจังหวัดสงขลาขอแสดงความไว้อาลัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปดดคลิปภาพ)
วันนี้ประเด็นที่เกี่ยวกับผลกระทบ เกี่ยวกับคลื่นทะเลซัดชายฝั่งของจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมแล้ววันนี้ที่ท่านประธานเห็นอยู่ ก็คือที่จังหวัดสงขลา อำเภอสทิงพระ เป็นคลื่นทะเลพัดชายฝั่งทำให้ในขณะนี้จังหวัดสงขลา ตั้งแต่อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมือง อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา ซึ่งมีชายฝั่งประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร ในขณะนี้ปรากฏว่าจังหวัดสงขลาแต่ละปีจะมีชายฝั่ง ทำให้พื้นที่หายไปประมาณ ๑๐๐ ไร่ ดังนั้นวันนี้ผมในฐานะคนสงขลา แต่ละวันแต่ละครั้ง คนสงขลาไปที่หาดเก้าเส้งจะรู้สึกหดหู่ โดยเฉพาะเกาะหนู เกาะแมว บริเวณนางเงือกตอนนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รัฐบาลเอง กรมเจ้าท่าได้ดูดทรายมาที่เก้าเส้ง ปรากฏว่าขณะนี้ ๑๔๐ เมตรที่ใช้งบประมาณกลับไปสู่ ทะเลแล้ว ดังนั้นผมคิดว่าในอนาคตเราอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราในการทำท่อเบรกน้ำ โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ไปขึงในช่วงที่มีมรสุม ดังนั้นก็อยากให้เป็นวาระ ของสงขลา โดยเฉพาะรัฐบาล กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งต้องร่วมกันในครั้งนี้ ขอบคุณมากครับ
ท่านภาคภูมิ ขอประทานโทษ ข้ามไปครับ ต่อไปท่านเรวัต วิศรุตเวช ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ผมรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่มาประชุมสภาแล้วเห็นว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกยังสุขภาพดี มีความสุข สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา สุขภาพจะดี ไม่ดี ขึ้นกับเหตุปัจจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมสุขภาพ พันธุกรรม และที่สำคัญก็คืออาหาร หลายปัจจัย เราสามารถเลือกได้ เช่น เราออกกำลังกายและไม่สูบบุหรี่ เราต้องการผักผลไม้ที่ปลอดภัย วันนี้เราเลือกไม่ได้ตราบใดที่ประเทศยังใช้สารเคมี ยังมีค้างสต็อก (Stock) อยู่อีกหลายหมื่นตัน ที่รอการระบาย เรากำลังถูกบังคับให้เอาสุขภาพของเราไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของใครก็ตาม ทั้งที่เราไม่เต็มใจมาขอเวลาอีก ๖ เดือนเพื่อจะเคลียร์สต็อก (Stock) หรือมาตรการต่าง ๆ ที่ยังไม่พร้อมครับ แต่ระหว่างนี้ขอให้ท่านและพี่น้องประชาชนดื่มกินยาพิษไปก่อนจนกว่า จะพร้อมอย่างนี้ก็ได้ด้วยหรือครับ ผมไม่ได้พูดลอย ๆ แต่มีหลักฐานชัดเจนว่าสารเคมีเหล่านี้ ทำให้พี่น้องประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โรคร้ายหลายชนิด ที่สำคัญคือโรคมะเร็ง เป็นต้น ผมหวังว่าทุกครั้งที่มาประชุมจะพบกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกมีสุขภาพแข็งแรงเช่นนี้ ตลอดไป หากมีวันใดที่เพื่อนสมาชิกท่านใดก็ตามต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย เช่นโรคมะเร็ง จากสารเคมี ผมคงต้องเสียใจมากที่ความพยายามในการแบน (Ban) สารเคมีนั้นล้มเหลว ผมจึงขอเสนอผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้โปรดไปดำเนินการให้ยังคง มีมติแบน (Ban) การใช้สารเคมีทั้ง ๓ ชนิดครับ โปรดอย่าได้เลื่อนหรือยกเลิกการแบน (Ban) ทั้งนี้เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมนำเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านไปยังกรมป่าไม้เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบาย คสช. โดยเร็วที่สุด คณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติหรือ คทช. เป็นนโยบายที่ดีที่รัฐบาลชุดที่แล้วโดยการนำของท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านเป็นประธานอยู่ด้วยได้ตั้งใจที่จะมอบสิทธิกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ประชาชน ที่อยู่ในเขตป่าได้รับกรรมสิทธิ์นั้น ประชาชนเหล่านี้เป็นผู้ด้อยโอกาส ขาดโอกาสที่จะได้รับ การช่วยเหลือจากรัฐมายาวนานแล้ว เนื่องจากเขาอยู่ในเขตป่าทั้งหมด การที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินก็ทำให้เรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภค เรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้าต่าง ๆ เข้าถึงเขาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุนที่เขาจะนำไปเยียวยาในการเพาะปลูกพืชไร่ จากสถาบันการเงินก็ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดินที่จะมอบเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลานต่อไปก็ไม่ได้ การเยียวยาจากรัฐต่าง ๆ หรือการช่วยเหลือจากรัฐต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงเกษตร และสหกรณ์จะขุดบ่อจิ๋วให้ก็ทำไม่ได้เนื่องจากว่าไม่มีเอกสารสิทธิ เนื่องจากนโยบายตัวนี้ ได้ขับเคลื่อนไปจุดหนึ่งแล้วก็อยากจะให้ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยเฉพาะกรมป่าไม้เร่งรัดเข้าไป พื้นที่โดยเร็วที่สุด และอยากจะให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ใช้ความประนีประนอมใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์ และหลักนิติศาสตร์คุยกับพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นประชาชนที่อยู่บนเขาความรู้อาจจะ น้อยด้อยโอกาส การสื่อสารในภาษาทางกฎหมายอาจจะทำความเข้าใจกันยาก ที่สำคัญ ผมอยากจะให้ใช้ผู้นำในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือสมาชิกท้องถิ่นให้เป็น ประโยชน์ที่สุด อยากจะฝากท่านประธานด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปนายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เขต ๑ ขอหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างถนนทางหลวงหมายเลข ๒๐๘ หนองสระพัง ถึงจังหวัดมหาสารคาม ผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในตำบลแก้งแก อำเภอโกสุมพิสัย ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เรื่องถนนมืด ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนนทางหลวง หมายเลข ๒๐๘ ช่วง กม. ที่ ๔๐-กม. ที่ ๔๖ มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ถนนทางหลวงสายนี้เป็น ถนนทางหลวงสายหลักไปอำเภอโกสุมพิสัย ไปจังหวัดขอนแก่น แล้วก็เป็นการจราจรแบบ ๔ เลน แบบสวนเลน บางช่วงเป็นถนนลาดชันแล้วก็มีสามแยกปากทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เฉพาะ ๑ เดือนที่ผ่านมามีอุบัติเหตุจำนวนมากแล้วก็มีผู้เสียชีวิตถึง ๓ ราย โดยเฉพาะช่วง ปากทางเข้าหมู่บ้านบ้านบ่อน้อย บ้านสว่าง ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จึงขอนำเรียนท่านประธานเพื่อให้ประสานทางกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมดำเนินการ แก้ไขต่อไป
เรื่องที่ ๒ การขุดลอกลำห้วยเครือซูดซึ่งเป็นลำห้วยที่มีการตื้นเขินในช่วง เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจังหวัดมหาสารคามประสบอุทกภัยจากพายุโพดุล จุดที่อาคารบ้านเรือน ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือบ้านโนนเพ็ก หมู่ ๑๔ ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จำนวน ๑๐๐ หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมลึกถึง ๑ เมตร ประชานได้รับความเดือนร้อนมาก แล้วก็ไม่เคยประสบปัญหานี้มาก่อน ที่ผมไปตรวจสอบร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลแวงน่าง ทราบว่าลำห้วยเครือซูดเป็นลำรางธรรมชาติความยาว ๗ กิโลเมตรมีความตื้นเขิน จึงขอนำ เรียนท่านประธานสภาเพื่อประสานทางกรมชลประทานแก้ไขต่อไป ขอบคุณมากครับ
ต่อไปนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย เขต ๓ อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เรื่องที่ผมจะหารือกับท่านประธาน ในวันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ แต่จะขออนุญาตยกตัวอย่างของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งของผมที่ได้รับการร้องเรียนมานานก็คือในเรื่องของขยะ ซึ่งกองขยะ ที่ผมได้รับการร้องเรียนมาอยู่ในอำเภอท่ามะกาและอยู่ในตำบลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นกองขยะที่มีขนาดใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ อปท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน ของเทศบาล แล้วก็ในส่วนของ อบต. ซึ่งอยู่ในตำบลท่ามะกาแห่งนี้ที่บอกว่ามีทั้ง อปท. ๒ แห่ง ก็คือทั้งเทศบาลแล้วก็ อบต. เนื่องจากเป็นตำบลขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นกองขยะตรงนี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขแล้วก็ส่งกลิ่น
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปดดคลิปภาพ)
ดังภาพที่ผมได้นำเสนอนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าอยู่ริมถนนของคลองชลประทานมีผู้ที่สัญจรและที่สำคัญอยู่ในแอเรีย (Area) ของชุมชนซึ่งมีพี่น้องประชาชนร่วมนับหมื่นคนในเขตตำบลท่ามะกา เรื่องแรกก็ฝาก ท่านประธานนำไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาของกองขยะขนาดใหญ่กองนี้ ด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคไต วันนี้ประเทศไทยของเรามีผู้ป่วย เป็นโรคไตเยอะ และขณะเดียวกันการรักษาพยาบาลค่าฟอกไตในหน่วยงานของรัฐ หรือว่า โรงพยาบาลแห่งรัฐมีค่าใช้จ่ายในการฟอกไตสูงถึง ๒,๐๐๐ บาทต่อครั้ง ผู้ป่วยบางคนจะต้อง ฟอกสัปดาห์หนึ่งประมาณ ๒ ครั้ง หรือ ๑ ครั้งขั้นต่ำ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากตรงนี้ไปยัง รัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับว่าช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหาของ ผู้ป่วยโรคไตในการฟอกไตด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันขอหารือไปยังผู้กำกับการ สน. ลุมพินี กรณีที่ท่านใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าไปเจรจา กดดันและข่มขู่ผู้บริหารของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้ยกเลิกการอนุญาตให้ใช้สถานที่ แถลงข่าวกิจกรรมงานวิ่งไล่ลุงของนักศึกษา งานนี้นักศึกษาเป็นผู้จัดเพียงคนเดียว แล้วก็คำว่า ลุง ในที่นี้อาจจะไม่ได้มีความหมายอย่างที่ท่านหวาดระแวงกัน เพราะลุงในความหมายของผู้จัด ก็คือสิ่งที่ทำให้ประเทศย่ำแย่ ตกต่ำ ล้าหลังและถ่วงความเจริญของประเทศ กิจกรรมดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันที่ ๑๒ มกราคมปีหน้า ในชั้นแรกผู้กำกับการบอกปฏิเสธว่าไม่เคยไปคุยด้วย แต่ในวันถัดมาก็ได้ยอมรับ เพียงแต่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าไม่ได้ไปกดดันแค่ไปคุยหารือเฉย ๆ สรุปว่างานแถลงข่าวก็ไม่ได้จัด สอดคล้องกับที่ผู้บริหารสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้บอกเล่า เป็นครั้งที่ ๒ ได้ยืนยันว่าถูกข่มขู่และกดดันจริง ข้อแก้ตัวของท่านผู้กำกับการ สน. ลุมพินี จึงฟังไม่ขึ้นค่ะ ดิฉันคิดว่าท่านได้ทำตามความเคยชินโดยหลงลืมไปว่าบัดนี้เราเข้าสู่โหมด การเลือกตั้งมาหลายเดือนแล้วนะคะ เราไม่ได้อยู่ในยุค คสช. ที่จะให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกัน ตามอำเภอใจ
อีกข้อกังวลของดิฉันก็คือเกี่ยวกับงานเสวนาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน อีก ๒ งาน ที่จะฝากไปถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเตรียมอุดมศึกษาคือ งานเสวนาคนชังชาติที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานเสวนาสิทธิมนุษยชน กับชีวิตประจำวันที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ถูกให้งดจัดโดยกะทันหัน โดยไม่ได้แจ้งสาเหตุ ดิฉันฝากถามไปยังผู้มีอำนาจของประเทศนี้ว่าในเมื่อมี ๒ มาตรฐานแบบนี้ อีกฝ่ายหนึ่ง สามารถเข้าไปบรรยายในโรงเรียนได้แล้วพวกเราจะอยู่กันอย่างไรคะ
ต่อไปนายจีรเดช ศรีวิราช
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตท่านประธานเนื่องจากได้รับร้องเรียนจากท่านอนุพงษ์ ไพบุญ กำนันตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ ถึงปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลป่าซางในพื้นที่ จังหวัดพะเยาของผมมีปัญหาหมักหมมมากมาย ด้วยตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะนิติบัญญัติไม่มีอำนาจบริหารจึงไม่อาจดำเนินการช่วยเหลือได้มากมาย นอกจาก นำเรื่องราวปัญหาความทุกข์ยากมาฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำปัญหาไปแก้ไขให้พี่น้องประชาชนเท่านั้น ท่านประธานครับ ตำบลป่าซางนั้นมีปัญหา เรื่องน้ำมานานหลายสิบปีประสานงานไปยังทุกภาคส่วนมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยผาลาด ถ้าหากโครงการนี้สำเร็จ ก็สามารถที่จะช่วยพี่น้องชาวบ้านได้มากกว่า ๑,๐๐๐ ครัวเรือน และสามารถที่จะช่วยในเรื่อง ของการเกษตรได้มากกว่า ๓,๐๐๐ ไร่ ไม่นับรวมพื้นที่อื่น ๆ ตำบลอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นห้วยโทกผา ตำบลดงสุวรรณ หรือห้วยคอกหมู ตำบลห้วยลานที่ผมอภิปรายไปแล้ว ต้องขอขอบคุณท่านปาโมกข์ ปดงเมือง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพะเยาที่ท่านได้ ให้ความสนใจปัญหาทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ท่านรีบเร่งแก้ไขไม่ว่าจะ เป็นการออกแบบต่าง ๆ แต่ด้วยปัญหาหลายพื้นที่ที่ไปติดกับพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวน จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที วันนี้ปัญหาต่าง ๆ มากระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจไปยังส่วนภูมิภาค ดังนั้นฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลให้กระจายอำนาจ ไปยังส่วนภูมิภาคโดยเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ขอบคุณครับ
ต่อไปนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ ที่มีอำเภอพล อำเภอแวงน้อย อำเภอแวงใหญ่ และอำเภอโคกโพธิ์ไชย วันนี้ดิฉันในฐานะเจ้าของพื้นที่เขต ๘ ผ่านท่านประธานไปถึงกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เนื่องด้วยทางหลวงหมายเลข ๒๐๖๕ เส้นทางระหว่างเมืองพลเข้าสู่อำเภอแวงน้อย ไปถึงตำบลท่านางแนว และต่อไปจนถึงจังหวัดชัยภูมิระยะทางรวม ๓๒ กิโลเมตรนั้นเป็น เส้นทางคดเคี้ยวมีทางโค้งถึง ๖๒ โค้ง แต่เส้นทางเส้นนี้เป็นเพียงถนน ๒ เลน ไหล่ทางแคบมาก ขนาดไม่เกิน ๑ ไม้บรรทัดนะคะ ไม่มีทางสำหรับรถขนาดเล็กจึงเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ แล้วก็มีผู้เสียชีวิตอยู่เรื่อย ๆ ถนนเส้นนี้ถือเป็นถนนสายหลักที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างจังหวัด จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ และเป็นเส้นทางที่เลี่ยงช่วงหน้าเทศกาลรองรับการใช้งาน ทั้งส่วนข้าราชการ สำนักงานเขตการศึกษา แล้วก็โรงเรียนขนาดใหญ่ประจำอำเภอ จึงใคร่ขอ ผู้ที่มีอำนาจบรรจุเส้นทางเส้นนี้เข้าแผนจัดสรรงบประมาณให้ทำเป็นถนน ๔ เลนอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมา ส.ส. หลาย ๆ ท่านผลักดันแต่ว่าไม่เป็นผลค่ะ ได้รับการชี้แจงจากกรมทางหลวงว่า เป็นเส้นทางที่ทำยาก จึงไม่มีท่านใดอยากจะนำเข้าสู่แผน จึงฝากท่านประธานมา ณ ที่นี้ด้วย
เรื่องที่ ๒ ดิฉันขอนำเรียนต่อประธานสภา คือดิฉันขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจทุกหน่วยในเขตอำเภอมัญจาคีรี อำเภอหนองเรือ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงเลือกตั้งซ่อม ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางตรงไปตรงมาต่อทุกฝ่าย ต่อทุกพรรค และต่อทุกผู้สมัคร เพื่อที่จะแสดงสปดริต (Spirit) แล้วก็แสดงความสง่างามของประชาธิปไตย ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือท่านประธานถึงรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ปัญหา ดังนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ซึ่งปัจจุบันมีน้ำเพียง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปีที่แล้วที่มีน้ำถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ สืบเนื่องจากว่าภัยแล้งในภาคตะวันออกให้เพียงพอแก่ภาคเกษตรกรรมที่จะต้องใช้น้ำ ๗๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วก็ภาคอุปโภคบริโภคน้ำประปา ๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สถาบัน เทคโนโลยีจิตรลดา สาขาวิชาเกษตรนวัต จำนวน ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาสภาพคล่อง ของอ่างประมาณ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสิ้น ๑๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำนี้มีน้ำเพียง ๑๓๓ ล้านลูกบาศก์เมตร ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทำฝนเทียมเหนืออ่างหรือการผันน้ำในอ่างเก็บน้ำที่เหลือ จากภาคเกษตรมาสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ก่อนที่จะมีน้ำเหลือพอสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอีอีซี (EEC) นะครับ
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนงบประมาณให้ก่อสร้างลู่วิ่ง ยางสังเคราะห์สนามกีฬา เทศบาลตำบลเมืองแกลง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อให้ประชาชน และนักกีฬาได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและการแข่งขันกีฬาที่ได้มาตรฐาน
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงคมนาคมก่อสร้างไฟฟ้าแสงสว่างถนนเลี่ยงเมือง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อลดอุบัติเหตุในจุดทางแยกต่าง ๆ ปัจจุบันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว พี่น้องประชาชนฝากมาให้ทางรัฐบาลได้เร่งดำเนินการเพื่อก่อสร้าง ไฟฟ้าแสงสว่างเพื่อลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนนด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปนายอับดุลอายี สาแม็ง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส. จากจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ขอหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง คือการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองจังหวัดยะลา เนื่องจากขณะนี้ประชาชนได้เรียกร้องมา เป็นจำนวนมากเพื่ออยากจะได้ถนนเลี่ยงเมืองจังหวัดยะลา ซึ่งอันนี้ทางกรมทางหลวงก็ได้ มีการสำรวจและออกแบบเรียบร้อยแล้ว ถนนเส้นนี้แยกจากถนนสาย ๔๑๘ บริเวณบ่อเจ็ดลูก เชื่อมต่อกับถนนสาย ๔๑๐ ระยะทาง ๑๙.๗๖ กิโลเมตร ทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สภาพปัจจุบันจังหวัดยะลาก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีถนนเลี่ยงเมือง ซึ่งเป็นวงแหวนรอบนอก ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการ
ประการที่ ๑ สภาพปกตินั้นต้องใช้ถนนภายในเมืองเพื่อจะระบายสภาพจราจร ต่อกับจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา ซึ่งโดยประจำวันแล้วสภาพจราจร ก็ติดขัดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
ประการที่ ๒ ปี ๒๕๖๓ ประมาณเดือนกรกฎาคมสนามบินที่อำเภอเบตง ก็จะเปดดใช้บริการก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ถนนเลี่ยงเมืองเพื่อช่วยในเรื่องของการคมนาคม เพื่อให้เกิดความสะดวกมากขึ้น
ประการที่ ๓ ก็คือจังหวัดยะลาเป็นศูนย์กลางของการรวบรวมการค้าขาย ผลไม้ในช่วงฤดูผลไม้ประมาณ ๔ เดือน ตั้งแต่สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พืชผลทางการเกษตร ก็มีการรวบรวม ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลองกอง และอื่น ๆ ในช่วงฤดูผลไม้การจราจรติดขัดมากขึ้น อีกเป็นเกือบ ๓ เท่าตัว เกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากก็อยากจะนำเรียนช่วยประสานงานไปถึง กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง เพื่อที่จะได้ดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาการเวนคืนที่ดิน การดำเนินการต่อไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปนางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับ เกษตรกรชาวสวนผลไม้ สวนกล้วยไม้ เพราะว่าน้ำเค็มจะทำให้เกิดปัญหารากเน่ายืนต้นตาย แม้กระทั่งมะพร้าวซึ่งทนต่อความเค็มมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ยังเกิดสภาพคอเล็ก ลูกเล็ก ใบเหลือง ซึ่งโครงการชลประทาน ๑๑ จังหวัดสมุทรสาคร ได้ทราบปัญหานี้แล้วได้รายงานให้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและได้มีการประชุมไปเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคมที่ผ่านมา โดยสรุป ให้เร่งดำเนินการผันน้ำจากประตูระบายน้ำพระยาบรรลือเพื่อเจือจางน้ำเค็มแล้วก็ติดตั้ง เครื่องวัดความเค็มอัตโนมัติ เพื่อรายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมง ซึ่งในวันนี้เวลาเจ็ดโมงเช้า ค่าความเค็ม ณ วัดดอนไก่ดีเท่ากับ ๘.๐๘ กรัมต่อลิตร ที่วัดอ่างทอง ๘.๖๙ กรัมต่อลิตร ซึ่งค่ามาตรฐานความเค็มสำหรับพืชผักผลไม้ไม่ควรเกิน ๑.๒ กรัมต่อลิตร สำหรับกล้วยไม้ ไม่ควรเกิน ๐.๗๕ กรัมต่อลิตร ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้ช่วยประสานเขื่อนแม่กลองให้ระบายน้ำมาช่วยทางท่าจีนทางประตูระบายน้ำ ท่าสาร-บางปลา ก็จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกร ช่วยแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ให้กับชาวสวนอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้วได้ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอเรียนหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ปัญหาคุณภาพฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเกิดขึ้นทุก ๆ ปี และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจาก จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือแล้ว กรุงเทพมหานครก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปีจะเกิดปัญหาฝุ่นเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคมที่ผ่านมาคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ได้ติดอันดับ ๑ อากาศ ที่แย่ที่สุดในโลก ท่านประธานคะ ถ้าคนเราหายใจเอาฝุ่นขนาดเล็กเข้าไปมาก ๆ จะก่อให้เกิด โรคภัยต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าคนเราต้องอยู่กับฝุ่นในวันที่แย่ที่สุดจากวันที่ ๑๑ มีนาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ ๒๑๒ ไมโครกรัม ตลอดทั้งปีนั้น จากข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพชาวเชียงใหม่นั้น จะทำให้พี่น้อง ประชาชนมีอายุสั้นลงถึง ๑๙.๘ ปี หากต้องสูดอากาศอย่างนี้ตลอดปี หรือเทียบเท่ากับ การสูบบุหรี่ ๑๓๔ มวนต่อวัน ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบหลายปีซึ่งกระทบต่อ การส่งออกของประเทศไทย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวอาจจะเป็นตัวช่วยสุดท้ายของ ระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าเกิดปัญหามลพิษฝุ่นขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ขึ้นอีกจะมีผล ต่อสุขภาพแล้วยังมีผลต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย ต่อให้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินคน ละ ๑,๐๐๐ บาท ชิมช้อปใช้ก็คงไม่มีใครอยากมาเที่ยว เพราะกลับไปต้องป่วยจะต้องเสียเงิน ค่ารักษาไม่รู้อีกเท่าไร ท่านประธานคะ ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงอากาศที่บริสุทธิ์ อย่าให้ประชาชนต้องรู้สึกโดดเดี่ยวว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ดิฉันฝากหารือท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยหามาตรการที่เร่งด่วนไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นกลาง ยาว เพื่อพี่น้อง ชาวเชียงใหม่และพี่น้องชาวไทยทุกท่านที่ได้รับผลกระทบด้วย ขอบคุณค่ะ
ต่อไป ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๔ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอสิงหนคร พื้นที่ของกระผมติดกับฝั่งทะเลอ่าวไทยความยาวมากกว่า ๘๐ กิโลเมตร และในช่วงนี้ เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปีจะเป็นหน้ามรสุมฝนตกหนัก คลื่นลมแรงทำให้เกิด คลื่นกัดเซาะชายฝั่งตลอดแนวและได้รับความเสียหายหลายพื้นที่ เมื่อวันที่ ๑-๖ ธันวาคม ที่ผ่านมา กระผมได้รับการร้องเรียนจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าบอน นายปราโมทย์ แสงอรุณ ท่านนายก และนางภรณ์ชนก มุสิกรังษี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑๐ อำเภอระโนด และนายประสาน เหล๊าะเหม นายกเทศมนตรีเมืองม่วงงาม ผมลงพื้นที่พบว่าในพื้นที่มีฝนตกหนักมีลมกระโชกแรง ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งลึกเข้าไปในพื้นที่ประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร ได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนและทรัพย์สิน ถนนหนทางสัญจรเสียหาย ซึ่งภัยดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดเพราะว่าจะ มีพายุจริงช่วงเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ จึงฝากเรียนท่านประธานผ่านไปถึงกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากระทรวงมหาดไทย และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ช่วยเร่งรัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนและฉุกเฉินทันที และหาวิธีการป้องกันแบบถาวรมั่นคงในอนาคตต่อไป เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมาก็ขอขอบคุณทหารเรือ นำโดยผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๒ พลเรือโท สำเริง จันทร์โส พลเรือตรี กฤษฎา รัตนสุภา นาวาเอก อิทธิพันธ์ ตันเฟื่องฟูเจริญ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พลตำรวจตรี ทิวธวัช นครศรี ผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธร นำกำลังอาสาสมัครร่วมกันป้องกันภัยเบื้องต้น ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ภูมิลำเนาจังหวัดกระบี่ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง เรื่องการอยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลหลายจังหวัด โดยเฉพาะฝั่งอันดามันมีหลายหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ อย่างเช่นกรมเจ้าท่าของกระทรวงคมนาคม ซึ่งให้พี่น้องประชาชนเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว ไม่สามารถต่อเติมหรือขยายพื้นที่ได้ แต่ว่าหลายครอบครัวเขาเรียกว่ามีครัวแฝดห้ามขยาย ห้ามต่อเติม ในครอบครัวหนึ่งมีพี่มีน้องพอมีครอบครัวแล้วไม่สามารถไปสร้างครัวเรือน เพิ่มเติมได้ แต่ก็มีการจ่ายภาษีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจ ออกไป รวมทั้งการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ อย่างเช่นที่จังหวัดกระบี่ก็มีหนังสือแนบท้าย การใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนได้ แต่ในบางจังหวัดเช่นที่จังหวัดตรังบ้านท่านประธาน ก็ไม่มีหนังสือแนบท้ายการใช้ประโยชน์ในเขตป่าชายเลน ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติอันหนึ่ง ที่ผ่านมาคือเป็นการอ้างระเบียบ อ้างมาตรา ๔๔ แล้วก็ยังมีปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งกรณีของป่าชายเลนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่มีเงื่อนไขอนุญาตให้ทำอาชีพได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นคำชื่นชมอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุก ก็ขอให้ทุกฝ่าย ช่วยกันจัดการพื้นที่อย่างมีระบบ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการแก้ไขปัญหารถติดเขตเมืองกระบี่ ซึ่งถ้าเวนคืนก็ใช้ เงินงบประมาณเยอะแยะมากมายรวมทั้งทางเลี่ยงเมืองซึ่งหารือกันไปบ้างแล้ว อยากให้นำเสนอ เรื่องการทำทางยกระดับเพื่อแก้ไขปัญหารถติดในพื้นที่ช่วงเมืองกระบี่ตั้งแต่แยกคลองจิหลาด ไปจนถึงอำเภอเหนือคลอง ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ นายสาคร เกี่ยวข้อง
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากให้จัดงบประมาณไปยังอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-เกาะพีพี เพื่อไปจัดสร้างทุ่นลอยน้ำ เพื่อใช้ในการเทียบเรือท่องเที่ยวและการขึ้นลงของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นเกาะปอดะ เกาะไก่ทะเลแหวก อันมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง มีนักท่องเที่ยวขึ้นลงในแต่ละวันนับร้อย นับพันคนสร้างรายได้มาสู่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชอย่างมากมาย ในปัจจุบันนี้ ได้ใช้วิธีการให้เรือไปเสียบหาดทำให้เกิดอันตรายเกิดผลเสียต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ธรรมชาติอีกมากมาย จึงอยากให้ทางกระทรวง ส่วนกลาง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดงบประมาณไปให้อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-เกาะพีพี ได้สร้างทุ่นลอยน้ำ เพื่อจัดการให้สมดุลกับธรรมชาตินะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงแผ่นดินขอขยายเขตถนนในย่านที่มีความเจริญและการจราจรหนาแน่นบนถนน เหนือคลอง เขาพนม ชัยบุรี บริเวณแยกกอตง เส้นกรมทางหลวง ๔๐๓๗ กม. ที่ ๓๐-๓๑ เพราะมีการจราจรหนาแน่นมาก พี่น้องประชาชนมีความต้องการแล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อย มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่กรมทางหลวงจะจัดงบประมาณไปขยายย่านชุมชนเพื่อเป็นถนน ๔ ช่องจราจร ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปนายชลน่าน ศรีแก้ว ถ้าไม่พร้อมผมขอไปนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตท่านประธานหารือ ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนจากนายทวีเดช จงคา กำนันตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วก็มีพี่น้องเกษตรกรอีกกว่า ๑,๐๐๐ รายร้องเรียนผม โดยขณะนี้ได้มีน้ำเค็มไหลขึ้นมาจากแม่น้ำบางปะกงเข้ามายังเขตอำเภอคลองเขื่อนทำให้ ข้าวที่พี่น้องเกษตรกรชาวคลองเขื่อนซึ่งมีพี่น้องที่ทำนาเกือบ ๓๐,๐๐๐ ไร่เริ่มเสียหายแล้ว โดยทางกลุ่มเกษตรกรนี้อยากจะขอความอนุเคราะห์ให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง กรมชลประทาน ประสานไปยังอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาที่อยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ช่วยปล่อยน้ำลงมาไล่น้ำเค็มให้ไหลกลับไปยังแม่น้ำบางปะกงด้วยนะครับ เพราะว่าช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพื่อที่จะ ป้องกันตรงนี้นะครับ
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากนายสุนันท์ บุญประเสริฐ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอประสานกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้ทางกระทรวงนั้นได้ช่วยพิจารณาช่วยขุดบ่อน้ำเพื่อพี่น้องชาวตำบลหนองยาว ด้วยครับ เนื่องจากในตำบลหนองยาวนั้นประชากรกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรปลูกข้าว ข้าวโพด ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงโค ดังนั้นน้ำเป็นสิ่งสำคัญครับ ก็เลยอยากจะ ขออนุญาตประสานผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาและช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจังหวัดน่าน ผมขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากกระผมได้รับข้อร้องเรียนจากสมาคมผู้ปลูกข้าวโพดจังหวัดน่านและจังหวัดอื่น ๆ ที่มีการปลูกข้าวโพด ๔๐ กว่าจังหวัดในประเทศไทยเรา สืบเนื่องจากที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศให้มีการเข้าสู่โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด และประกาศราคานำคือราคากลางอยู่ที่ ๘.๕๐ บาท และจะเริ่มจ่ายค่าชดเชยวันที่ ๒๐ ธันวาคม เป็นต้นไป ท่านประธานครับ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากพี่น้องเกษตรกรหลังจากที่รัฐบาล ประกาศราคากลางที่ ๘.๕๐ บาท ความชื้นที่ ๑๔.๕ เดิมพี่น้องเกษตรกรราคาต้นทางกับ ราคาปลายทาง หมายถึงโรงอาหารสัตว์ที่ปลายทางเขารับซื้ออยู่ที่ ๙.๑๐-๙.๒๐ บาท ความชื้น ๑๔.๕ ถ้า ๙.๒๐ บาทไปอยู่ปลายทางที่จังหวัดน่านราคาจะลดลงไป ๑ บาท ความชื้น ๑๔.๕ เขาจะรับซื้อที่ ๘.๒๐ บาทเท่านั้นเอง แต่เกษตรกรที่แท้จริงขาย เขาไม่ได้ขาย ที่ความชื้น ๑๔.๕ เขาขายที่ประมาณ ๑๘ ๑๙ คือความชื้นลดลง ๑ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องเกษตรกร จะลดลง ๑๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นราคาที่เขาขายได้จริง ถ้าราคาที่กรุงเทพฯ ๙.๒๐ บาท ราคาต้นทาง ๘.๒๐ บาท เกษตรกรจะขายได้จริง ๆ อยู่ที่ ๗ บาทกว่า ๆ เท่านั้นเอง ประมาณ ๗.๕๐ บาท หรือ ๗.๗๐ บาท ท่านประธานครับ มันเป็นปัญหาทำให้ราคาขณะนี้ ที่ปลายทางประกาศลดราคาลงอยู่ที่ ๗.๗๐ บาท ทำให้ราคาต้นทางลดลงอีก เพราะฉะนั้น ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีให้ช่วยพิจารณา ๑. การกำหนดราคาประกัน ๒. การประกาศ ราคาอ้างอิงที่เป็นราคาตลาดต้องให้สอดคล้องเหมาะสม ไม่อย่างนั้นเกษตรกรจะไม่ได้รับ ประโยชน์ใด ๆ เหมือนโครงการรับจำนำข้าว ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ฝากท่านประธาน ไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณทศพร ทองศิริ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายทศพร ทองศิริ สมาชิกผู้แทนราษฎร เขตราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมจะขอหารือกับท่านประธานในเรื่องของ สวัสดิการของพนักงานฝ่ายรักษาความสะอาดของ ๕๐ เขตในกรุงเทพมหานคร ดังนี้ครับ การที่กรุงเทพมหานครของเราสะอาดเรียบร้อยนั้นเป็นผลมาจากการที่เรามีเจ้าหน้าที่ ฝ่ายรักษาความสะอาดในทุก ๆ เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการที่ผมได้ลงพื้นที่พูดคุย กับเจ้าหน้าที่ภายในเขตราษฎร์บูรณะและทุ่งครุนั้น ผมกลับแปลกใจถึงภาระความรับผิดชอบ ของงานที่กลุ่มเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้ทำกับผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับว่าทำไมมันช่างแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง พนักงานในฝ่ายรักษาความสะอาดเหล่านี้เกินกว่าครึ่งส่วนมากทำงานมากว่า ๕ ปีแล้ว แต่ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานเขตอยู่ ทุกคนเฝ้ารอโควตาการบรรจุที่มีเพียง ๘-๑๐ คน ต่อปี จากพนักงานจำนวนกว่า ๓๐๐ คนภายใน ๑ เขต แล้วอีก ๑๕,๐๐๐ คนในอีก ๕๐ เขต ด้วยความหวังความฝันเพียงเพื่อจะมีสวัสดิการที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว ความแตกต่าง ระหว่างลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวนั้นมีในหลายมิติครับ อาทิเช่น เรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้น การรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมและดีขึ้น การเบิกค่าเล่าเรียนบุตรที่ได้มากขึ้นเหนือสิ่งอื่นใด เป็นเรื่องของความมั่นคงในอาชีพการงานที่คนไทยทุกคนพึงมี คำถามคือทำไมเรายอมที่จะ พัฒนาบางเรื่องของเศรษฐกิจที่ลงทุนเป็นพัน ๆ ล้านบาทได้ หากแต่เรากลับไม่ดูแลใส่ใจ คุณภาพชีวิตของกลุ่มพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ที่ทำหน้าที่หลักในการดูแลรักษาความสะอาด ให้กับทุกคนให้กับกรุงเทพมหานคร ผมขอความอนุเคราะห์ผ่านท่านประธานฝากไปยัง กรุงเทพมหานคร หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ขอให้ช่วยหาทางออกในการเพิ่ม โควตาการบรรจุให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ไว้ด้วยครับ ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ก็ได้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านวัชรพล โตมรศักดิ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือ ในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน สพฐ. ว่า อยากจะให้ท่านเร่งรัดในเรื่องของการดำเนินการ ขณะนี้ครูที่เกษียณในระยะเวลาที่ผ่านมา กว่าจะได้ครูทดแทนต้องรอกันเป็นปี ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดขึ้นในวงการการศึกษา เพราะว่าบางโรงเรียนมีครูกันอยู่ ๕-๖ คน เกษียณไป ๔ คน ท้ายที่สุดครูทดแทนกว่าจะได้ อีก ๑ ปีก็ทำให้เด็กซึ่งเป็นอนาคตของประเทศมีปัญหา
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการก็คือในเรื่องของนักการภารโรง หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งวันนี้ได้มีการตัดอัตรากำลังเหล่านี้ออกไป ผมอยากจะ ขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการว่าให้ท่านได้รีบดำเนินการเถอะครับ เพราะอย่างน้อย บางโรงเรียนที่มีเฉพาะครูผู้หญิงจะให้ไปดำเนินการทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งในเรื่อง ของความปลอดภัย
สุดท้ายในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการก็คือ ในเรื่องของเงินเลื่อนเงินเดือน ของข้าราชการ ขณะนี้ผ่านไป ๒ เดือนกว่าแล้วยังไม่ได้รับ ด้วยเหตุผลบางประการก็อยากจะ ให้เร่งรีบดำเนินการเพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจกับครู
ถัดไปเกี่ยวกับเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่น ผมต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปะอาชา เป็นอย่างสูงที่ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาส หารือและท่านก็ได้นำเรื่องโคราชจีโอพาร์ค (Khorat Geopark) เข้าสู่ ครม. จนกระทั่ง ครม. ได้มีหนังสือส่งให้จังหวัดนครราชสีมาของผมไปดำเนินการโดยยูเนสโก (UNESCO) เพื่อที่จะให้ มีการรับรองเป็นพื้นที่ธรณีโลกหรือเรียกว่าจีโอพาร์ค (Geopark) จะมีการดำเนินการในส่วนนี้ คาดว่าถ้าโคราชได้ผ่านการประเมินเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคมก็จะมีการมาตรวจ ขอให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้โปรดเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา กราบขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย มีเรื่องปรึกษาหารือกับท่านประธานผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากถนนสายบ้านวังตาอินทร์ ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ ผ่านตำบลซับสมบูรณ์ ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล เป็นระยะทาง ๙ กิโลเมตร เนื่องด้วยถนนสายนี้เป็นถนนที่ก่อสร้างมายาวนานและทางหลวง ชนบทได้มอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ์ แล้วก็มอบให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลยางรากได้ไปดูแลเอง แต่เนื่องจากงบประมาณของ อบต. ทั้ง ๒ อบต. มีไม่เพียงพอ ที่จะซ่อมแซมถนนสายนี้ซึ่งเป็นถนนสายที่สร้างมานาน แล้วก็มีผู้สัญจรขนพืชผลการเกษตร พวกมันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อยผ่านอยู่เป็นประจำ ถนนเส้นนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซม มาประมาณ ๑๐-๑๕ ปีแล้ว อยากจะขอฝากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือว่าหน่วยงาน ต้นสังกัดที่เคยมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลรับคืนไป แล้วก็ช่วยก่อสร้างซ่อมแซม ถนนสายนี้ให้ดีขึ้นปรับปรุงให้ใช้งานได้ ช่วยเกษตรกรในพื้นที่ด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ขอสนับสนุนจากแขวงการทางลพบุรีที่ ๒ ถนนสาย ๒๒๔๓ จากตำบลหัวลำเชื่อมต่อไปตำบลซับจำปา กลางคืนมีการสัญจรรถไปมาค่อนข้างหนาแน่น แล้วก็แสงสว่างไม่เพียงพออยากจะให้กรมทางหลวงช่วยติดไฟแสงสว่างให้กับชาวบ้านด้วย ขอบคุณมากครับ
ต่อไปนายนพ ชีวานันท์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของชาวนาจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ทั้ง ๖ อำเภอ ได้แก่ อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี อำเภอท่าเรือ อำเภอบางปะหัน อำเภอมหาราช อำเภอบ้านแพรก ผมทราบดีว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ขาดแคลนน้ำกัน เกือบทั่วประเทศ แต่ชาวนาในพื้นที่ผมกำลังทำนาปีในปีนี้ต้องรอรับน้ำจากแหล่งอื่น ซึ่งกว่า จะได้เริ่มทำนาปีบางรายก็เข้ามาเดือนกันยายนแล้ว ชาวนาที่ขึ้นทะเบียนทำนาปีไว้คาดว่าจะ ได้รับความเสียหายหลายหมื่นไร่ ปัจจุบันข้าวกำลังจะออกรวงแต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ อย่างรุนแรงข้าวกำลังจะใกล้ตาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ปัจจุบันน้ำในคลองชลประทานกลับแห้งขอด โดยเฉพาะน้ำในโครงการส่งน้ำนครหลวง ซึ่งมีระยะทางยาว ๖๐ กิโลเมตร ปีนี้แห้งตั้งแต่กิโลเมตรที่ ๑๐ คลองนี้ส่งน้ำไปยังหลายอำเภอ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านประธานครับ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมายังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง ต้องขอขอบคุณทางผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำนครหลวงที่ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้นำชุมชน และเกษตรกรว่าจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำของกรมชลประทานช่วยสูบน้ำจากคลองระพีพัฒน์ ผมเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีน้ำพอเพียงกับช่วงเก็บเกี่ยวสำหรับชาวนาจนถึงช่วงเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ผมจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วย เข้ามาดูแลเรื่องน้ำให้ชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทั้งในปีนี้ ปีหน้า และปีต่อ ๆ ไป และต้องการหาวิธีแก้ไขและพัฒนาแหล่งน้ำให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังได้ชื่อว่าเป็น อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเหมือนเดิมครับ
อีกหนึ่งเรื่องต่อเนื่องจากโครงการส่งน้ำนครหลวง อยากจะขอให้ช่วยปรับปรุง แก้ไขคลองส่งน้ำ ๑ ซ้าย ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตรของโครงการส่งน้ำนครหลวงนี้ หลังจาก ชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างดาดคอนกรีตตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ทำให้ความกว้างแคบลง รวมถึงพื้นคลองสูงขึ้นเป็นช่วง ๆ ชาวบ้านร้องเรียนว่าตั้งแต่ก่อสร้างเป็นคอนกรีตส่งน้ำไม่ถึง ปลายคลอง ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปท่าน พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชานิยม ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือความเดือดร้อนของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ในเรื่องป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมหารืออาจจะฟังดู เป็นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ประชาชนเดือดร้อน อยากจะแจ้งข่าวสารกับตำรวจ หัวหน้าชุมชน เมื่อไปแจ้งข่าวสารกับตำรวจถึงแหล่งยาเสพติดแล้วตำรวจไปจับกุมก็ไปเอาความดีความชอบ ไปบอกผู้จับกุมว่าเพราะนายคนนั้น ๆ มาแจ้ง เป็นการเปดดเผยแหล่งข่าว ความร่วมมือของ ประชาชนที่จะไปแจ้งเรื่องข่าวสารกับตำรวจก็เลยน้อยลง ดังนั้นผมขอหารือท่านประธาน กราบเรียนไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับและให้ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจแต่ละที่ สนใจในงานสืบสวนปราบปรามยาเสพติดลงไปดูในรายละเอียดกำชับตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากเรื่องเปดดเผยแหล่งข่าวแล้วยังมีเรื่องไม่ถูกไม่ควร เรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์กับ ยาเสพติดเวลาน้อยผมจะกล่าวสั้น ๆ เพียงเท่านี้
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องความเดือดร้อนของตำรวจเองต่อการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ ผู้บังคับบัญชาของตำรวจ เรื่องที่ไม่น่าจะเกิดแล้วมีอยู่ก็คือการหักเบี้ยเลี้ยงตำรวจ หักจนเป็น ประเพณีจนนึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง นอกจากเบี้ยเลี้ยงแล้วน้ำมันที่จ่ายให้กับตำรวจก็ยังไปหัก ขอฝากถึงท่าน ผบ.ตร. กำชับไปยังสถานีตำรวจด้วย ขอบพระคุณมากครับ
ขอขอบคุณท่านสมาชิก เราได้ใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมงกับ ๕ นาที ถือว่าสมาชิกเกือบทั้งหมดได้กรุณารักษาเวลาเป็นอย่างดี ผมขอขอบคุณครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๓ คน
ต่อไปนี้ขออนุญาต เพราะว่ามีผู้มาลงชื่อแล้ว ๓๒๗ ท่าน ครบองค์ประชุม ความจริงองค์ประชุมต่อไปนี้เพียง ๑ ใน ๕ เท่านั้นเองนะครับคือกระทู้ถาม แต่เมื่อมีสมาชิกมาครบองค์ประชุมแล้วผมขอ อนุญาตเปดดประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา
ซึ่งขณะนี้ได้รับแจ้งจากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารว่ารัฐมนตรีที่ ตอบกระทู้ถามได้มาพร้อมแล้วนะครับ
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๓๑ ส. (นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ
ขออนุญาตเรียนเจ้าของ กระทู้ทุกกระทู้และรวมทั้งท่านรัฐมนตรีผู้ตอบ ขอให้ยึดข้อ ๑๕๒ การตั้งกระทู้ถามต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย ย้ำเรื่องนี้นะครับ เพราะว่า เมื่อเช้าก็ได้คุยกับตัวแทนของพรรคการเมือง เรื่องการใช้เวลากระทู้ถามมากทำให้มีข้อเตือนว่า ขอให้ประธานช่วยกำชับสมาชิกว่าต้องไม่มีลักษณะเป็นการอภิปราย กระทู้ถามปกติก็จะ ตั้งประเด็นแล้วก็ถาม เมื่อตอบแล้วก็ถามต่อตามสิทธิที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ขอเรียนทั้งผู้ถาม และผู้ตอบนะครับ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอยื่นกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปัญหาการควบคุม การใช้สารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง ๓ ชนิด คือ พาราควอต (Paraquat) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)และไกลโฟเซต (Glyphosate) ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน กระผมยื่นกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ก็เพราะว่าการควบคุมการใช้สารเคมี ที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง ๓ ชนิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภารกิจของหลายกระทรวง ตั้งแต่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับนโยบาย รัฐบาลคงจะปล่อยให้แต่ละกระทรวงบริหารกันไปคนละทิศคนละทางคงจะไม่ได้ เพราะหาก นโยบายไม่เป็นเอกภาพคนรับกรรมคือประชาชนคนไทยที่ต้องตายผ่อนส่งจาก ๓ สารพิษ ความเสี่ยงสูงดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาตอบด้วยตนเอง และถ้ามองย้อนหลังกลับไปถึงการตัดสินใจในนโยบายสำคัญนี้ ท่านก็ปล่อยให้แต่ละกระทรวง ว่ากันเอง ซึ่งผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่ง อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กรุณามาเป็นผู้แทนของ ท่านนายกรัฐมนตรีในการตอบกระทู้ถาม ซึ่งกระผมคงต้องอนุมานว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ มอบนโยบายหรือแนวทางในการตอบกระทู้ถามของกระผมในวันนี้ให้กับท่านรัฐมนตรีมาแล้ว ในเวลาอันจำกัดกระผมขอถามคำถามแรก ดังนี้
๑. เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง ๓ ชนิดดังกล่าว เป็นสาเหตุการก่อโรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน ออทิสติก และสติปัญญาอ่อนในเด็ก โดยเฉพาะ โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของประเทศไทยมากว่า ๑๐ ปีติดต่อกัน โดยปัจจุบัน คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งเฉลี่ยชั่วโมงละ ๙ คน วันละ ๒๑๖ คน ปีละ ๘๐,๐๐๐ คน และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นทุกปี ๆ หากไม่สกัดกั้นการนำเข้าหรือแบน (Ban) เสียแต่ต้นทาง ท่านประธานที่เคารพ เดี๋ยวนี้ในน้ำบ่มีปลาในนามีแต่พาราควอต (Paraquat) ในโรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ๆ จนแพทยสภาออกแถลงการณ์และมีหนังสือถึงรัฐบาลให้รัฐบาล แบน (Ban) สารพิษ ๓ ชนิดดังกล่าว จากนั้นสภาเภสัชกรรมก็ออกแถลงการณ์ตามมา และตามมาอีกหลายองค์กร อาทิเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินถึงกับมีหนังสือเตือนรัฐบาล แสดงว่า องค์กรทางวิชาชีพเฉพาะคือหมอและเภสัชกรเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพอนามัยประชาชน เพราะว่าพบข้อมูลเป็นที่ประจักษ์จากการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย องค์กรอิสระคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็รับฟังความเห็นประชาชนทุกภาคส่วนจึงเตือนรัฐบาล ไม่เพียงเท่านั้น สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วประเทศได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ ๔๒๓ : ๐ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมาเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี กระผมเป็นประธานได้มีมติแบน (Ban) ๓ สารเคมีความเสี่ยงสูงดังกล่าวอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากตัวแทนประชาชนทั่วประเทศมีความเห็น สอดคล้องกับแพทยสภา สภาเภสัชกรรม และผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐบาลถ้าไม่ฟังหมอ ไม่ฟังสภาแล้วรัฐบาลจะฟังใครประการสำคัญความเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับนิด้าโพล ที่สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ พบว่าประชาชนถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์เห็นควรแบน (Ban) ๓ สารเคมีความเสี่ยงสูงดังกล่าว คำถามจึงมีอยู่ว่าที่กระผมยกตัวอย่างมาไม่ว่าจะเป็น แพทยสภา สภาเภสัชกรรม ผู้ตรวจการแผ่นดิน และความเห็นประชาชนถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ล้วนต้องการแบน (Ban) ๓ สารเคมีความเสี่ยงสูงทั้ง ๓ ชนิด โดยให้ความสำคัญปัญหา สุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นลำดับแรก แต่เหตุใดรัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัย ประชาชนอยู่ในลำดับหลัง ๆ น้อยกว่าประโยชน์ของกลุ่มทุนที่ไม่ควรเอาปัญหาสินค้า ค้างสต็อก (Stock) มาเป็นประเด็น แต่ควรรับผิดชอบเองตั้งแต่กรรมการวัตถุอันตรายมีมติ จำกัดการใช้แล้ว รัฐบาลมีเหตุผลใดที่ไม่รับฟังความเห็นของหน่วยงานดังกล่าวที่เกี่ยวข้อง ขอสอบถามเป็นคำถามแรก
ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติในวันนี้ ในกรณีเรื่องของ ๓ สาร ซึ่งจะประกอบ ไปด้วยพาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ขอกราบเรียนท่านสมาชิกว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยในส่วน ของความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อม ๆ กับความปลอดภัยของเกษตรกรในการที่จะให้ ทั้ง ๒ ส่วนไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีสารพิษทั้งหลาย ถือว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศ แล้วก็ดำเนินการมา ผมขออนุญาตนิดหนึ่งในส่วนของการไล่เลียง ในส่วนของการดำเนินการ กรณี ๓ สารพิษตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายภายใต้พระราชบัญญัติ วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการพิจารณา ดูแล กำกับในส่วนของวัตถุอันตรายทั้งหมด คณะกรรมการชุดนี้ก็จะประกอบไปด้วยส่วนราชการต่าง ๆ องค์ประกอบในส่วนแรกมีทั้งหมด ๒๙ ท่าน มีส่วนราชการแล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนราชการก็ถูกกำหนดไว้โดยพระราชบัญญัติ ผู้ทรงคุณวุฒิก็คือการผ่านมติ ครม. ก็ได้มีการดำเนินการในส่วนตรงนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ในเรื่อง ของการพิจารณาเรื่องการจำกัดการใช้แล้วก็มีผลในส่วนของการดำเนินการเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑ แล้วก็มีการประกาศในวันที่ ๕ เมษายน ในการที่จะจำกัดการใช้โดยมีผลในวันที่ ๓๐ ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา ๒ ปี ผมขอ อนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าการจำกัดการใช้ ถ้าเราพูดกันภาษาตรง ๆ ก็คือการแบน (Ban) สาร เพียงแต่ว่าแบน (Ban) โดยมีเงื่อนไข ก็คือ ๑. ใช้ได้เฉพาะกับพืช ๖ ชนิดแค่นั้น ๒. ผู้ที่จะขาย ต้องขึ้นทะเบียนกับราชการแจ้งการครอบครอง ผู้ที่จะซื้อต้องไปขึ้นทะเบียนกับราชการ แล้วก็ผ่านการอบรม ต้องแจ้งจำนวนเนื้อที่ จำนวนไร่ที่จะต้องใช้สารเคมีในแต่ละปี ๆ และในขณะเดียวกันผู้ที่จะเป็นคนฉีดต้องผ่านการฝึกอบรมจากกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตรถึงจะสามารถใช้สารเคมีทั้ง ๓ ชนิดตรงนี้ได้ในการจำกัดการใช้ และที่สำคัญที่สุดในการจำกัดการใช้ห้ามใช้สารเคมีทั้ง ๓ ตัวนี้ในพื้นที่ต้นน้ำเด็ดขาด เพราะฉะนั้นผมมองว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการดำเนินการ จนวันที่ผมได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถามว่าในส่วน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคณะกรรมการวัตถุอันตรายกี่ท่าน กฎหมายเดิมก่อนที่จะ มีการแก้ไขมีทั้งหมด ๕ ท่าน ๕ ท่านก็มีในส่วนของ มกอช. ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ แล้วก็กรมประมง ๕ ใน ๒๙ ท่านเป็นคณะกรรมการ ซึ่งก็ได้ มีการดำเนินการประชุมแล้วก็มีการพิจารณาหยิบกรณีที่มีการแบน (Ban) ๓ สารนี้ขึ้นมา พิจารณาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๒๒ ตุลาคม แล้วก็ได้มีมติว่าให้มีการปรับวัตถุอันตราย ทั้ง ๓ ชนิดนี้ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้นคือมาตรการในการที่จะสร้าง ความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคโดยตรงพร้อม ๆ กันนั้นก็นึกถึงความปลอดภัยของเกษตรกร ที่จำเป็นจะต้องใช้สารตัวนี้ด้วย จึงมีมาตรการในการดำเนินการในส่วนของการจำกัดการใช้ ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการที่ประเทศสากลทั้งโลกใช้ในการจำกัดสารเคมี ถามว่าผมคิดว่า ๓ สารนี้เป็นอันตรายเพียงอย่างเดียวในประเทศไทยหรือไม่ ไม่ใช่ครับ สารเคมีวัตถุอันตราย ทุกตัวมีอันตรายทั้งหมดถ้าใช้ไม่ถูก ใช้เกินปริมาณที่ต้องการใช้ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งผมยัง เห็นด้วยในการที่จะให้มีการจำกัดทุกตัว สารเคมีทุกตัวอีกหลายร้อยตัวที่อยู่ในประเทศไทย เพราะสารทุกตัวก่อให้เกิดอันตรายทั้งหมดครับ แต่เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งมีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้มีมติออกมา วันที่ ๒๕ ตุลาคมผมได้ตั้งคณะกรรมการในการที่จะ ศึกษาผลกระทบและเยียวยาเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีแบน (Ban) สาร โดยมี ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเพื่อที่จะรองรับในมติการแบน (Ban) สาร ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม แต่เมื่อคณะกรรมการได้มีการหยิบยกมาอีกครั้งวันที่ ๒๗ โดยการที่ ให้มีผลในการแบน (Ban) พาราควอต (Paraquat) แล้วก็คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป็น วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ แล้วก็จำกัดการใช้ในส่วนของไกลโฟเซต ซึ่งมาตรการตรงนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่จะต้องรับไปปฏิบัติโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ของพี่น้องเกษตรกรเป็นหลัก ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้กำชับอยู่ตลอดครับว่าจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่จะทำให้ ผู้บริโภคและเกษตรกรปลอดภัย เพราะฉะนั้นวันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะ กระทรวงปฏิบัติการเราได้ดำเนินการ แม้กระทั่งกรณีอุทกภัยภาคอีสานและภาคเหนือที่ผ่านมา ผมได้มีการสั่งให้มีการตรวจสอบแหล่งน้ำทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนา ที่ดินตรวจสอบแหล่งน้ำว่าน้ำที่มาจากน้ำท่วมมันมีมลพิษหรือมีสิ่งเจือปนหรือสิ่งแฝงอะไร ต่าง ๆ หรือไม่ ผลที่ออกมาแหล่งน้ำที่หลังจากอุทกภัยน้ำปกติทั้งหมด นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียน ท่านว่าเราไม่ได้นิ่งดูดายในส่วนของตรงนี้ แล้วก็ทุกภาคส่วนในการดำเนินการตรงนั้นผมเรียน ยืนยันเลยครับว่าเรารับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน้าที่แก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเราก็คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเลย ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้บริโภคอย่างเดียว พี่น้องเกษตรกรก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเขาด้วย ขอเรียนท่านสมาชิกว่ารัฐบาลมีความห่วงใยและกังวลในส่วนตรงนี้ แล้วก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เมื่อมติคณะกรรมการออกมาอย่างนี้ มาตรการจำกัดการใช้ก็ต้องดำเนินการต่อไป ไม่ใช่ว่า ใครอยากจะใช้ก็ใช้ได้ คำถามแรกขอกราบเรียนเบื้องต้นตรงนี้ครับ
เชิญถามครั้งที่ ๒ เลยครับ
คำตอบของท่านรัฐมนตรีเรื่องการจำกัด การใช้ไม่มีผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด คนเจ็บคนป่วยและสิ่งแวดล้อมยังเสียหายอยู่เต็มบ้าน เต็มเมือง
ผมขอถามคำถามที่ ๒ นะครับ คณะกรรมการวัตถุอันตรายในคราวประชุม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้แบน (Ban) ๓ สารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้มีผล ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ประชาชนทั่วไปดีใจได้เพียงแป๊บเดียว เพียงแค่ ๓๐ กว่าวัน จากมติเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ซึ่งมีการเปลี่ยน องค์ประกอบใหม่โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ตัดกรรมการ จากกระทรวงสาธารณสุขออกไปจำนวนหนึ่ง มีกรรมการจากผู้ที่เคยเป็นตัวแทนของบริษัท ค้าสารเคมีเป็นกรรมการด้วยจำนวนหนึ่ง ได้ประชุมเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ แล้วมีมติทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดเดิมที่เพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ โดยให้เลื่อนการแบน (Ban) สารพาราควอต (Paraquat) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ออกไปอีก ๖ เดือน และให้ยกเลิกการแบน (Ban) ไกลโฟเซต (Glyphosate) เพียงให้จำกัด การใช้แทน มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งนี้ถูกทักท้วงจากกรรมการสายกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งกระผมจะไม่ลงในรายละเอียด คาดว่าจะมีการฟ้องร้องไปยังศาลเพื่อหาข้อยุติ ในประเด็นที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่สิ่งที่สังคมกังขาและนับเป็นข้อพิรุธที่อาจ มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่มีอย่างน้อย ๒ ประการ
ข้อพิรุธข้อที่ ๑ กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นกรมที่อยู่ในกำกับของท่านมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอความเห็นขอทบทวน มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วเสนอความเห็น ข้ามกระทรวงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการ วัตถุอันตรายโดยตรง ไม่ผ่านรัฐมนตรีช่วยว่าการมนัญญาตามสายงานการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ข้ามขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน นับเป็นข้อพิรุธ ที่ชัดเจนข้อแรก
ข้อพิรุธข้อที่ ๒ หลังมีมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการให้สัมภาษณ์ว่า ได้รายงานมติให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว พร้อมทั้งให้เหตุผลของการทบทวนมติว่าเกษตรกร และร้านค้าได้สต็อก (Stock) สินค้าไว้จำนวนนับหมื่นล้านบาทและรัฐบาลไม่มีเงินจ่าย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ จากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเท่ากับรับสารภาพตามตรง ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเห็นแก่ประโยชน์กลุ่มทุน ซึ่งมีสินค้าค้างสต็อก (Stock) จำนวน นับหมื่นล้านบาท การขยายเวลาออกไปอีก ๖ เดือนเป้าหมายก็คงเพื่อล้างสต็อก (Stock) ส่วนประชาชนจะตายผ่อนส่งจากสินค้าล้างสต็อก (Stock) เป็นเรื่องรองลงมาใช่หรือไม่ ประการสำคัญเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าการออกมติครั้งนี้เป็นการทบทวนครั้งสำคัญ ผู้กล้า ทบทวนมติต้องกล้าหาญอย่างยิ่ง ไม่แน่ใจว่าจะแก้ข้อครหาการรับสินบนจากบริษัทกลุ่มทุน ที่สังคมกำลังครหาอยู่ได้หรือไม่ เพราะมีข้อพิรุธ ๒ ประการดังกล่าว จึงขอถามว่าข้อสังเกต ทั้ง ๒ ข้อดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเสนอความเห็นทางนโยบายสำคัญข้ามหัวผู้บังคับบัญชา และการให้ความสำคัญกับสต็อก (Stock) สินค้าของกลุ่มทุนที่ยังค้างสต็อก (Stock) จำนวนนับหมื่นล้านบาทนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีสงสัยบ้างหรือไม่ว่าพฤติกรรมดังกล่าว เสี่ยงกับการถูกกล่าวหาว่าทุจริต ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยประชาชนเป็น ลำดับแรกตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติที่แถลงไว้ ขอถามความเห็นเป็น คำถามที่ ๒ ครับ
ท่านรัฐมนตรีมีเวลา ๗ นาที บริหารเวลาตอบอีก ๒ ครั้ง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ขออนุญาตตอบคำถามท่านผู้ทรงเกียรติ แต่ก่อนจะตอบขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ในส่วนที่ท่านได้กล่าวว่ากรณีการจำกัดการใช้ไม่มีผลในทางปฏิบัติในการที่จะลดสิ่งต่าง ๆ ผมขอกราบเรียนว่าประเทศเรายังไม่ได้ใช้เลยครับ แต่ต่างประเทศที่เขาใช้มาแล้วเขาสามารถ ดำเนินการเห็นผลนะครับ เขาสามารถที่จะให้ความปลอดภัยกับผู้บริโภคแล้วก็เกษตรกรได้ เรากำลังจะมีมาตรการการใช้ในวันที่ ๒๐ ตุลาคมที่ผ่านมานี้ แต่ปรากฏว่าเราได้มีมติตรงนี้ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าการจำกัดการใช้เป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วก็อยากให้ทุกคนช่วยกัน เรียกร้องว่าควรจะจำกัดการใช้กับสารวัตถุมีพิษทุกชนิดด้วยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่บอกว่า ไม่มีผล ผมเรียนยืนยันเลยครับว่าไม่ใช่ เพราะเรายังไม่เคยใช้เลย สิ่งต่าง ๆ สารเคมีที่ตกค้าง เนื่องจากสาเหตุตรงนี้ การใช้ผิดประเภท การใช้มากเกินไป การใช้โดยไม่รู้วิธี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือตัวสะสมปัญหามานะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน
ข้อที่ ๑ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรที่ท่านได้เรียนว่าได้มีการนำเสนอ ในส่วนของประธานก็คือกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรี และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ส่วนนี้ผมได้มอบให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการมนัญญาเป็นคนกำกับ ดูแล แต่ผมได้สอบถามในส่วนของกรมวิชาการเกษตรว่าท่านได้มีการแจ้งให้กับกระทรวง อุตสาหกรรมหรือท่านรัฐมนตรีได้ทราบหรือเปล่า ท่านยืนยันว่าท่านไม่ได้แจ้ง เรียนยืนยัน ตรงนี้ครับ แต่ว่าในส่วนของการนำเสนอในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผมเรียนว่าท่านอธิบดี เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรงนั้น แล้วในส่วนของการประชุมชุดแรกที่มีการแบน (Ban) วันที่ ๒๒ ตุลาคม ก็ได้มีการมอบหมายในส่วนของกรมวิชาการเกษตรให้ไปดำเนินการในการ ที่จะต้องหามาตรการสารทดแทน มาตรการในการที่จะจัดการกับสารนี้ในกรณีที่มีการแบน (Ban) แล้วก็ให้ไปสอบถามความคิดเห็น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่กรมวิชาการเกษตร ต้องดำเนินการตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย แล้วการนำเสนอตรงนั้นผมคิดว่า ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรก็คงจะนำเสนอในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่ว่าการพิจารณาลงมติอะไรก็แล้วแต่ในคณะกรรมการทั้งหมดจะต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ถึงจะสามารถดำเนินการหรือมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรรมการอยู่ในคณะกรรมการ ๔ ท่าน ถ้าอีก ๒๐ กว่าท่านการพิจารณาจะต้องมีองค์ประชุม ผมขอกราบเรียนว่าในส่วนของตรงนี้ผมเข้าใจว่าท่านนำเสนอในผลงานทางวิชาการ ถูก ผิด คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็จะต้องเป็นผู้พิจารณา ซึ่งผมคิดว่ารายละเอียดตรงนี้อาจจะต้อง มีหน่วยงานที่จะต้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็น พี่น้องประชาชนมีอันตรายหรือต้องเสี่ยงกับอันตรายทั้งหลาย ผมเชื่อว่าถ้าใครเป็นคนไทย ไม่มีหรอกครับ ไม่มีใครใจดำขนาดนั้น เพราะฉะนั้นในวันนี้ทุกคนอยากเห็นพี่น้องคนไทย พ้นจากสารตรงนี้เหมือนกันครับ แต่ในกระบวนการดำเนินการมีกฎหมาย มีคณะกรรมการ ในการที่จะกำกับพิจารณาตรงนี้ เราก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ในส่วนของ คณะกรรมการท่านมีอิสระในการที่จะวินิจฉัยในการดำเนินการตรงนั้น ขออนุญาตอบข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ผมเรียนยืนยันนะครับว่าข่าวที่ออกมาในส่วนของเรื่องผลประโยชน์ ผมไม่มีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีแม้แต่สตางค์เดียวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำตรงนี้ผมมั่นใจว่า ในภาวะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สามารถดำเนินการได้ ผมทำภายใต้หลักการดูแลพี่น้องประชาชน ทั้งพี่น้องเกษตรกร ทั้งผู้บริโภค ไม่ได้มีการที่จะไปคิดว่านี่คือสิ่งที่จะต้องเข้าไปเก็บเกี่ยว หาผลประโยชน์บนชีวิตของพี่น้องประชาชน ขอเรียนยืนยันท่านเลยนะครับ และผมคิดว่า ถ้าใครคิดอย่างนี้ก็ไม่ควรเป็นคนไทยต่อไป เพราะฉะนั้นท่านสบายใจได้ มาตรการหรือสิ่งต่าง ๆ ที่จะดำเนินการหลังจากนี้คือเดินตามกฎหมายภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลก็คือดูแล พี่น้องประชาชน ห่วงใยความปลอดภัยสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชน วันนี้เราก็มีการ พูดคุย ทั้งกระทรวงสาธารณสุขซึ่งท่านมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพโดยตรง ก็จะต้องมาช่วยกัน ดูว่ามีมาตรการอะไรที่จะทำให้พี่น้องประชาชนเขาอุ่นใจได้ อุ่นใจว่าวันนี้ภายใต้รัฐบาลนี้ มีความกังวล มีความห่วงใย แล้วก็ไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน และไม่มีผลประโยชน์ตรงนี้ ผมมั่นใจถ้าเป็นคนไทยถ้าคิดหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของคนไทย บนชีวิตของคนไทย ก็ไม่ควรอยู่ประเทศไทย ก็ขออนุญาตในการที่จะตอบคำถามตรงนี้ว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ เราก็ไม่ได้คิดว่าบริษัทเอกชน เจ้าของร้านยาหรืออะไรต่าง ๆ มีคุณค่ามากกว่าพี่น้องประชาชน ของเราก็ขอกราบเรียนยืนยันตรงนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญคำถามสุดท้ายครับ
ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญ กับสุขภาพอนามัยประชาชน ท่านยืนยันตรงนี้หลายครั้งก็ขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ในส่วนของ คณะกรรมการวัตถุอันตรายคงมิได้เป็นเอกเทศแน่นอน ถึงแม้จะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการอยู่ในกำกับทางด้านนโยบายจากท่านรัฐมนตรี ผมคิดว่าตรงนี้ ท่านรัฐมนตรีถ้าเห็นความสำคัญของสุขภาพอนามัยประชาชนก็คงมอบหมายนโยบายไปได้
คำถามข้อที่ ๓ ท่านรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่าสารไกลโฟเซต (Glyphosate) ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการแบน (Ban) ไปนั้น แต่ให้จำกัดการใช้แทนไอเออาร์ซี (IARC) องค์การอนามัยโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกได้ระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่าน่าจะ เป็นสารก่อมะเร็ง ประการสำคัญมีเกษตรกรและผู้บริโภคชาวสหรัฐอเมริกาได้ฟ้องบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายไกลโฟเซต (Glyphosate) ต่อศาลสหรัฐอเมริกากว่า ๔๐,๐๐๐ คดี ที่สำคัญกว่า นั้นคือศาลสหรัฐมีคำพิพากษาสั่งให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายไกลโฟเซต (Glyphosate) ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าปรับจำนวนมหาศาลนับหมื่นล้านบาท ถ้าประชาชนคนไทยจำนวน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ที่นิด้าโพลสำรวจไว้ว่าไม่เอา ๓ สารพิษนี้ ถ้าญาติหรือบุคคลในครอบครัว ของเขาเป็นโรคมะเร็งตายและฟ้องรัฐบาลนี้เรียกค่าเสียหาย ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร นอกจากนั้นกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องผลกระทบการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ถั่วเหลืองและข้าวสาลีซึ่งประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้หรือผลิตได้ไม่เพียงพอจนส่งผล กระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจนั้นมีข้อมูลว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากว่า สามารถปรับค่าสารตกค้างการนำเข้าหรือที่เรียกว่าอิมพอร์ต ทอเลอแรนซ์ (Import tolerance) ให้มีค่าต่ำสุดที่ไม่กระทบต่อการนำเข้าได้ จึงขอทราบว่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้รายงานให้ท่านทราบในประเด็นนี้หรือไม่ ถ้ารายงานควรประชาสัมพันธ์ไม่ให้ผู้ที่จะต้องใช้ ถั่วเหลืองและข้าวสาลีในอุตสาหกรรมอาหารต้องแตกตื่น เพราะรัฐบาลสามารถดำเนินการ ตามวิธีการดังกล่าวได้ ท่านประธานที่เคารพ กระผมดีใจที่ได้เห็นได้ฟังสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่น กระทู้ถามถามท่านนายกรัฐมนตรีในปัญหาการแบน (Ban) ๓ สารพิษ ซึ่งท่านก็มอบให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการมนัญญาไปตอบแทน เหมือนเช่นในวันนี้ก็มอบให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตอบแทน กระผมได้เห็นสมาชิกวุฒิสภาห่วงใยสุขภาพ อนามัยของประชาชนได้ยกนโยบายรัฐบาล ยกยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรัฐบาลได้แถลงให้ ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยของประชาชน แต่รัฐบาลหาปฏิบัติตามคำแถลงไม่ ท่านประธานที่เคารพ จากข้อมูลที่กระผมได้กล่าวมาล้วนเป็นเหตุเป็นผลที่รัฐบาลควรให้ ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงขอถามว่าหากจะ กลับไปทบทวนมติอีกครั้งจะได้หรือไม่ โดยทุกกระทรวงควรร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ ด้านสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนโดยส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ของกลุ่มทุนซึ่งสร้าง ภาระการตายผ่อนส่งแก่ประชาชน ถ้าทบทวนได้ก็จะอนุโมทนา แต่ถ้าไม่ทบทวนกระผม ก็จำเป็นจะต้องนำประเด็นนี้ไปดำเนินการตามที่เห็นสมควร จึงขอถามย้ำว่าจะรับกลับไป ทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้หรือไม่ โดยถือว่ามติเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ยังไม่ได้รับการรับรองจึงยังคงใช้มติวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ ต่อไปตามเดิม ขออนุญาต เรียนถามครับ
ได้ใช้เวลาเกินไป ๔๔ วินาที ท่านรัฐมนตรีมีเวลา ๕๐ วินาทีครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับ ในส่วนของข้อมูลที่ท่านได้ให้ผมคิดว่า ข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลสาธารณะ เป็นข้อมูลที่สามารถจะหาได้ในกูเกิล (Google) หรือว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่เราสามารถดำเนินการ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อมูลตรงนี้คณะกรรมการ วัตถุอันตรายท่านน่าจะทราบครับ แล้วก็ในการดำเนินการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เดือนหนึ่งประชุม ๑ ครั้ง เพราะฉะนั้นในการประชุมของท่านแต่ละครั้งท่านสามารถที่จะ ดำเนินการในส่วนของการพิจารณามติอะไรต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการหรือประธานบรรจุ อยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้ถามวันนี้เสียงท่านก็คงจะไปถึงคณะกรรมการ ในส่วน ของการดำเนินการเขามีการพิจารณามีการประชุมทุกเดือนอยู่แล้ว แต่ก็เรียนยืนยันให้ ท่านสบายใจเลยนะครับว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เห็นกับกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งแน่นอน เราดูแล พี่น้องประชาชน สุขภาพความปลอดภัยพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ขอเรียนยืนยันเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านรัฐมนตรีใช้เวลา ภายในเวลานะครับ ผมเรียนพวกเรานะครับ กระทู้ถามสดด้วยวาจาแต่ละกระทู้ข้อบังคับ บอกว่าถามได้เรื่องละไม่เกิน ๓ ครั้ง และต้องถามตอบให้เสร็จภายในเวลา ๓๐ นาที เราก็แบ่งให้ผู้ถามครึ่งหนึ่ง ผู้ตอบครึ่งหนึ่ง อันนี้ก็เรียนว่าเป็นแนวปฏิบัติเพราะว่าข้อบังคับ กำหนดไว้ไม่ให้เกิน ๓๐ นาที เพื่อไม่ให้เสียเวลากระทู้ถามอื่น
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๓๒ ส. (นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบ
ขอเชิญคุณพิจารณ์ถามเลยครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุกระทู้ถามของผมเป็นกระทู้ถามสด แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณามาตอบ เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน จากที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมากองทัพบกได้รับการพิจารณาแล้วก็ได้รับมอบรางวัลให้เป็นหน่วยงาน ที่โปร่งใสที่สุด ได้คะแนนไปถึง ๙๗.๙๖ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนนเต็ม ผมก็ต้องเรียนว่า ผมก็รู้สึกยินดีและดีใจปนความเสียใจไปด้วยกันครับท่านประธาน เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะว่าผมก็รู้สึกยินดีกับข้าราชการทหารที่ท่านได้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนในหน่วยงานที่มีการเปดดเผยข้อมูลอย่างเป็นสาธารณะที่มีความโปร่งใส แต่ปฏิเสธ ไม่ได้ว่ามีหลายหน่วยงานภายใต้กองทัพบกที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และเหตุผลหนึ่ง ที่ปรากฏเป็นข่าวเขาใช้คำว่า เนื่องจากเป็นงบลับ เป็นคำถามต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนครับ เขาไม่ค่อยเชื่อกันครับว่าทำไมต้องมีงบลับ ผมได้ยินมาถ้าบอกว่างับลับไปงับกันลับ ๆ ประชาชนเขาอาจจะเชื่อครับท่านประธาน หน่วยงานที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง ที่บอกว่าเคลือบแคลงในความโปร่งใสนั้นก็คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ปัจจุบัน เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ช่องโทรทัศน์จะมีอยู่ ๓ ช่องที่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ ช่อง ๕ ของกองทัพบก ช่อง ๑๑ ของกรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็มีอีกช่องก็คือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ทั้ง ๓ ช่องนี้ถือเป็นโทรทัศน์หรือเป็นทีวี (TV) ที่ให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะ ช่อง ๕ คือบริการสาธารณะด้านความมั่นคง ทีนี้เมื่อเรามาเปรียบเทียบกันในความโปร่งใส ระหว่างช่อง ๕ ก็ดี ช่อง ๑๑ ก็ดี หรือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็ต้องบอกว่าเหมือนเรากำลังเปรียบเทียบระหว่างความมืดกับความสว่างครับท่านประธาน ช่อง ๑๑ มีรายงานผลประกอบการปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ (Website) สามารถเข้าไปดูได้ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จำเป็นต้องมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ถึงผลการดำเนินงาน สถานะทางการเงิน พันธกิจ วิสัยทัศน์ต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันสำหรับสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ ถึงวันนี้แล้วผมยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลที่จะตรวจสอบได้ว่าสถานีมีสถานะทางการเงิน เป็นอย่างไร สถานีมีรายได้เท่าไร มีการให้ค่าตอบแทนต่อผู้บริหารหรือมีข้อบังคับที่จะเป็น การจ่ายผลกำไรกันอย่างไร ตรวจสอบไม่ได้นะครับท่านประธาน นอกจากนั้นช่วง ๑ เดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาเรากำลังมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ พวกเราพรรคอนาคตใหม่ก็ทำงาน อย่างแข็งขันแล้วก็ดูในรายละเอียดของกระทรวงกลาโหม เราพบว่ารายได้นอกงบประมาณ ของกระทรวงกลาโหมเฉพาะของกองทัพบกในปี ๒๕๖๑ มีรายได้เกือบ ๆ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้นี้เป็นรายได้มาจากโรงพยาบาลของกองทัพมาจากค่ารักษาพยาบาล แต่ส่วนที่เหลือแล้วตรวจสอบอย่างไรไม่พบว่ามีรายได้นอกงบประมาณที่มาจากสถานีวิทยุ โทรทัศน์กองทัพบก แต่ถ้าเราไปตรวจสอบเราทราบดีครับว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก จะมีรายได้จากค่าโครงข่ายภาคพื้นดิน หรือที่เรียกว่า ค่ามักซ์ (Max) ผมคำนวณคร่าว ๆ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ จะมีรายได้อยู่ประมาณ ๑,๐๙๐ ล้านบาท ถ้าเราพิจารณาตั้งแต่ เดือนเมษายน ๒๕๕๗ คำนวณถึงสิ้นปีนี้จะมีรายได้อยู่ประมาณ ๖,๒๑๘ ล้านบาท นอกจากนั้น กองทัพบกยังมีสถานีวิทยุอยู่อีก ๑๒๗ สถานี ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คลื่นความถี่เป็นสมบัติ ของชาติดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ต้องเปดดเผยที่มาที่ไปและสถานะทางการเงินว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๐ ผมสามารถที่จะถามคำถามได้ ๓ ครั้ง สำหรับครั้งที่ ๑ ผมมี ๔ คำถาม ข้อที่ ๑ ผมจะพูดช้า ๆ ชัด ๆ เพราะผมเกรงว่าจะถามไม่ตรงกับคำตอบท่านรัฐมนตรี
ข้อที่ ๑ ขอให้ท่านรัฐมนตรีกรุณาชี้แจงสถานะของสถานีวิทยุโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง ๕ ว่าสถานะคืออะไร เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หรือเป็นหน่วยงานของรัฐอย่างไร กรุณาช่วยอธิบายนะครับ
ข้อที่ ๒ สถานีมีรายได้แน่นอนที่กล่าวไปเมื่อสักครู่แล้วก็คือรายได้ค่าโครงข่าย แล้วก็จะมีรายได้อื่น ๆ อีกก็อยากจะทราบ อยากจะเรียนถามว่าสถานีมีสถานะการเงิน เป็นอย่างไร มีรายได้จากทางไหนบ้าง และเหตุใดจึงไม่ปรากฏรายได้นอกงบประมาณของ กองทัพบกในรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินที่ทำโดย สตง. ผมถามซ้ำนะครับว่า เหตุใดรายได้ของสถานีจึงไม่ปรากฏอยู่ในรายงานของ สตง. ก็คือรายงานของกองทัพบก ที่จัดทำโดย สตง. นี่คือข้อที่ ๒
ข้อที่ ๓ สถานีรับเงินงบประมาณจากกองทัพหรือไม่ มีระเบียบข้อบังคับ ในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารอย่างไร และระเบียบข้อบังคับในการจัดสรรกำไร ของสถานีเป็นอย่างไร
คำถามข้อสุดท้าย ผู้บริหารของสถานีมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ ยื่นครั้งสุดท้ายเมื่อไร และเพราะเหตุใดสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ จึงไม่ได้ รับการตรวจสอบโดย สตง. จบรอบแรกครับท่านประธาน
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมได้มาตอบกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องของการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ก่อนที่จะตอบคำถามขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกนั้นได้ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๐ ซึ่งในช่วงนั้นการตั้งก็ใช้กำลังพล ของแผนกวิทยุโทรทัศน์ และกองกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ของกรมการทหารสื่อสาร เป็นผู้ปฏิบัติ แล้วก็มีการดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่องมีการพัฒนามาตามลำดับ ขออนุญาต เรียนว่าความมุ่งหมายหลักที่จัดตั้งก็มีหลักอยู่ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ คือเรื่องของเพื่อฝึกศึกษาเจ้าหน้าที่ทหารให้มีความรู้ความชำนาญ ในด้านการสื่อสาร สามารถที่จะติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการสื่อสารด้านวิทยุ โทรทัศน์ได้
ประการที่ ๒ คือเพื่อการบริการความรู้และความบันเทิงให้แก่ทหารและประชาชน
ประการที่ ๓ คือเป็นสื่อที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกิจการทหารกับ ประชาชน ขออนุญาตกราบเรียนว่า กสทช. ในปี ๒๕๕๗ นั้นก็ได้ให้ใบอนุญาตสถานีวิทยุ โทรทัศน์กองทัพบก เป็นใบอนุญาตประเภทบริการสาธารณะเพื่อความมั่นคง ก็ดำเนินงาน ด้านความมั่นคง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ด้านธุรกิจ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพื่อให้สามารถที่จะ บริหารจัดการสถานีอยู่ได้ ในการบริหารงานเนื่องจากว่าเดิมนั้นอยู่กับกรมการทหารสื่อสาร ที่จะพัฒนาบุคลากร เนื่องจากว่ากิจการเรื่องวิทยุโทรทัศน์นั้นได้พัฒนาขึ้นมากก็ได้มีการพัฒนา มาอยู่ในระดับกองทัพบก มีคณะกรรมการบริหารวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งมีผู้บัญชาการ ทหารบกแล้วก็มีผู้บังคับบัญชาในกองทัพบกนั้นร่วมกันบริหารงาน ที่ผมเรียนทั้งหมดนี้ ก็จะไปสู่การตอบคำถามของท่านนะครับ ขออนุญาตเรียนว่าในเรื่องของการตรวจสอบนั้น ก็จะมีการตรวจสอบตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบ มีการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือที่เรียกว่าซีพีเอ (CPA) ตามมาตรฐานสากล ก่อนที่จะตอบใน ๔ ข้อคำถามนั้น ขออนุญาตเรียนว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวถึงว่า งบลับไม่มีการตรวจสอบ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนด้วยว่า ชื่องบลับ แต่ว่าในการดำเนินการมีการตรวจสอบ สตง. เข้ามาตรวจสอบ ในวิธีการตรวจสอบ ประเภทงบลับนี้ก็มีการตรวจสอบ
ในเรื่องของความโปร่งใสของกองทัพบกที่ท่านกล่าวนะครับ ความโปร่งใสนั้น ขออนุญาตเรียนว่าก็เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่ ป.ป.ช. กำหนด มีการเปดดเผยข้อมูล มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน กองทัพบกเป็นหน่วยปฏิบัติตามมาตรฐานที่ ป.ป.ช. กำหนดนะครับ
ในส่วนประเด็นคำถาม สถานะของ ททบ.๕ เป็นอย่างไร ที่ผมได้กราบเรียน แล้วว่าเดิมนั้นเป็นกองกิจการกระจายเสียงอยู่ในกรมการทหารสื่อสาร ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรง กองทัพบก ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นมามากก็เลยพัฒนามาเป็นสาธารณะก็คือไม่ใช่เป็นนิติบุคคล ถ้าภาษาทางทหารเขาเรียกว่าเป็นหน่วยเฉพาะกิจจัดตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจแล้วก็บริหารงาน โดยคณะกรรมการไม่ได้เป็นนิติบุคคล
คำถามที่ ๒ ในคำถามที่ ๑ มีรายได้ระบบการเงินเป็นอย่างไร ผมขออนุญาต เรียนว่ารายได้นั้นก็มีรายได้จากการดำเนินกิจการ บริหารกิจการด้านของสถานีวิทยุโทรทัศน์ การดำเนินการขออนุญาตเรียนนะครับว่าในประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๑ ที่ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๕ นั้น และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๒๑ กำหนดให้สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ ของกระทรวงกลาโหมนั้นให้นำเงินไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนโดยไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และไม่ต้องฝากคลัง โดยให้ออกระเบียบภายในเพื่อใช้ในการบริหารงาน ซึ่งกองทัพบกก็ได้มา ออกระเบียบว่าด้วยการใช้จ่ายเงินกำไรสะสมของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งมีการออก ในปี ๒๕๔๒ และมีการปรับแก้มาตามลำดับนะครับ ส่วนอย่างอื่นนั้นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม อะไรก็ดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังกำหนด รายได้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็มีการตรวจสอบ ขออนุญาตเรียนตอบไปเลยก็ได้ครับว่ามีการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก ในส่วนของ ภายในนั้นก็มีสำนักงานตรวจสอบภายในกองทัพบกมีหน้าที่ในการสอบทาน ตรวจสอบ แล้วก็ให้คำแนะนำ ตรวจสอบปีละ ๒ ครั้งในเดือนสิงหาคมและเดือนมิถุนายนเข้าทำการ ตรวจสอบงบทำการ งบรายได้ รายจ่าย สถานะการเงิน การตรวจสอบภายนอกก็มีผู้สอบบัญชี รับอนุญาตจากภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบนะครับ ตรวจสอบแล้วก็จะส่งให้ กสทช. เนื่องจาก ผมเรียนแล้วว่าเป็นเรื่องของใบอนุญาต เรื่องความมั่นคง ก็ส่งให้ กสทช. ซึ่งการจะเปดดเผยนั้น ก็อยู่ที่ กสทช. ซึ่งทราบว่า กสทช. นั้นไม่ได้เปดดเผยนะครับ
คำถามที่ ๓ ถามว่ามีกำไรหรือไม่ ได้รับเงินจากภายนอกหรือไม่ ขออนุญาต เรียนว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกนั้นไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากเงินงบประมาณนะครับ ใช้จ่ายจากเงินกำไรสะสมที่มีอยู่ แล้วก็ใช้วิธีการบริหารจัดการเงินกำไรสะสม ในปีที่ผ่านมา ก็ขาดทุนไปจำนวนหนึ่งประมาณ ๓๐ ล้านบาทเศษนะครับ
คำถามที่ ๔ ถามว่าผู้บริหารมีการยื่นทรัพย์สินหรือไม่ ผมเรียนท่านประธาน แล้วว่าผู้บริหารคณะกรรมการนั้นก็เป็นระดับผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก ก็มีการยื่นบัญชี แสดงทรัพย์สินตามที่ ป.ป.ช. กำหนดทุกท่าน ที่ถูกกำหนดให้ยื่นทรัพย์สินผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกที่เป็นคณะกรรมการบริหารก็มีการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน อย่างต่อเนื่องนะครับ ในขั้นต้นขออนุญาตตอบคำถามในข้อที่ ๑ ในประเด็น ๔ ข้อย่อยในนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญสมาชิกถามครั้งที่ ๒
ขอบคุณครับท่านประธาน และขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณาตอบคำถามโดยครบถ้วน แต่ยังมีประเด็นอย่างนี้ครับ คือเมื่อผมทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ นี่นะครับ เมื่อสืบค้น ข้อมูลผมก็ไปพบบริษัทมหาชนรายหนึ่งชื่อบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (มหาชน) อาร์ทีเอ (RTA) นี้ก็น่าจะย่อมาจาก รอยัล ไทย อาร์มี เอนเตอร์เทนเมนต์ (Royal Thai Army Entertainment) บริษัทนี้เป็นอย่างไรผมจะเล่าให้ฟังโดยเวลาค่อนข้างเหลือน้อยแล้ว ปรากฏว่า ผู้ถือหุ้น ๕๐.๐๐๐๔ เปอร์เซ็นต์ถือหุ้นโดยกองทัพบก และที่เหลืออีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์กว่า ก็จะเป็นนายทหารอีก ๑๔ ท่าน โดยเมื่อเดือนเมษายนปี ๒๕๖๑ กองทัพบกถือหุ้นโดย พลโท กิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.๕ แล้วในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็ได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ก็คืออย่างกองทัพบกยังคงถือหุ้นอยู่ แต่เปลี่ยนแปลงเป็นให้ พลตรี สงคราม ดอนนางพา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.๕ เป็นผู้ถือหุ้นในนามของกองทัพบก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลง นายทหารอีก ๑๔ ท่านที่ถือหุ้นอีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์กว่า ข้อสังเกตที่เห็นคือนายทหารส่วนใหญ่ ที่ถือหุ้นอยู่ก็จะมีความสัมพันธ์ คือดำรงตำแหน่งหรือในอดีตเคยดำรงตำแหน่งในสถานีโทรทัศน์ เป็นต้น ก็จะมีท่าน พลเอก พีรพร ศรีพันธุ์วงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.๕ ก็เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด นี้ รวมถึง พลเอก กิจพันธ์ ธัญชวนิช ซึ่งเป็นอดีตรองผู้อำนวยการ ททบ.๕ ก็ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ เช่นกัน
ทีนี้บริษัทมีประเด็นอย่างนี้ครับ คือเรื่องของเงินกู้ กองทัพบกโดยสถานีวิทยุ โทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ให้เงินกู้กับบริษัท อาร์ทีเอ โดยเป็นมูลค่า ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งปรากฏยอดหนี้คงเหลือในงบการเงินปี ๒๕๖๑ คงเหลือยอดหนี้อยู่ ๑,๒๖๑ ล้านบาท ประเด็นคือว่าเหตุใดผู้บัญชาการทหารบกในอดีตจึงสามารถที่จะมีอำนาจปล่อยกู้เงินให้ กับบริษัทมหาชนถึง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าเงินจำนวนนี้นำไปทำอะไร เงินจำนวนนี้ บริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด นำไปซื้อหุ้นในธนาคารทหารไทย ท่านประธาน อาจจะสงสัยว่าแล้วผมไปรู้เรื่องราวนี้ได้อย่างไร มันปรากฏอยู่ในมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๗ และทางกองทัพก็ให้เหตุผลว่า เพราะว่าธนาคารทหารไทยประสบปัญหาทางการเงินแล้วก็ มีนายทหารถือหุ้นอยู่ไม่น้อยจึงจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนทางการเงิน แต่เส้นทาง มันไปทางอ้อมครับ จากกองทัพอนุญาตให้สถานีปล่อยให้บริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด กู้ แล้วบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ก็นำไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย จนถึงงบการเงินปี ๒๕๖๑ บริษัทก็ยังคงเป็นหนี้อยู่ นอกจากนั้นสถานการณ์ทางการเงิน ของบริษัทนี้ก็ย่ำแย่ครับ ด้วยทุนจดทะเบียนอยู่ที่ ๑๐ ล้านบาท มีการขาดทุนสะสมอยู่ถึง ๑,๐๖๑ ล้านบาท เฉพาะปี ๒๕๖๑ ขาดทุนอยู่ ๑๑๐ ล้านบาท นอกจากนั้นบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ยังไปเปดดบริษัทลูกอีก ๒ บริษัท ชื่อบริษัท อาร์ทีเอ มาร์เก็ตติง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายโฆษณา และบริษัท อาร์ทีเอ โพรดักชัน ซึ่งผลิตรายการโทรทัศน์ ทั้ง ๒ บริษัทนี้ก็ประสบปัญหาขาดทุนแล้วก็ปดดตัวลงในปี ๒๕๕๙ เมื่อไปดูรายชื่อของกรรมการ ในบริษัทนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารทั้งสิ้นครับ ตามรายงานของผู้สอบบัญชีระบุไว้ว่า บริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด มีหนี้สินทั้งสิ้นมากกว่าทรัพย์สินในปี ๒๕๖๑ อยู่ถึง ๘๗๖ ล้านบาท และด้วยหนี้สินมากมายนี้ในรายงานผู้สอบบัญชีระบุไว้ว่า ทางกองทัพ ยังยืนยันที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินกับบริษัทนี้ต่อไป ผมขออนุญาตเข้าคำถามเลยครับ ท่านประธาน
คำถามผมคือจะถามว่าเหตุใดบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ที่มีกองทัพบกถือหุ้นอยู่มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๕๐.๐๐๐๔ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ผมไปดูในทุก พ.ร.บ. ที่กำหนดนิยามของรัฐวิสาหกิจระบุเอาไว้ชัดเจน ว่าถ้ารัฐถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่งก็จะต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ นี่คือคำถามข้อที่ ๑
คำถามข้อที่ ๒ กองทัพยืนยันไว้แล้วว่าคงที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินกับ บริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด อยู่ซึ่งก็เห็นแล้วว่าประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจ ก็อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีถึงแนวทางแก้ไขปัญหาของสถานะการเงินของบริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด เท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านผู้ถามมีเวลาเหลืออยู่ ๕๐ วินาที ท่านรัฐมนตรีเชิญตอบครั้งที่ ๒ ท่านบริหารเวลาเผื่อไว้คำถามที่ ๓ ด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า บริษัท อาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด นั้น ขออนุญาตที่จะเท้าความนิดหนึ่งว่าในปี ๒๕๔๐ เนื่องจากว่า ระบบเกี่ยวกับโทรคมนาคมทั่วโลกมีการพัฒนาและมีการแข่งขันกันในเรื่องของการส่งข้อมูล ข่าวสารทำให้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกก็เลยขยายกิจการ แล้วก็มีการจัดตั้งทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น แล้วก็สามารถที่จะออกอากาศเป็นโกเบิลเน็ตเวิร์ค (Global Network) ไปได้ ๑๗ ประเทศทั่วโลกโดยใช้ดาวเทียม ได้ตั้งบริษัทเป็นบริษัท ททบ.๕ จำกัด ขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนเป็นอาร์ทีเอ เอนเตอร์เทนเมนต์ (RTA Entertainment) ตามที่ ท่านได้กรุณากล่าวเมื่อปี ๒๕๔๗ ขออนุญาตเรียนว่าในบริษัทตรงนี้เนื่องจากว่า ททบ.๕ นั้น ที่ผมเรียนว่าไม่ได้เป็นนิติบุคคล การที่จะไปดำเนินกิจการอะไรนั้นไม่สามารถทำได้ ก็จัดตั้ง บริษัทตามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือรับรอง มีผู้ถือหุ้น ๑๕ ท่าน แล้วก็มีกรรมการบริษัทอยู่ ๘ ท่านตามที่ท่านชี้แจง อันนี้ก็ดำเนินการเรื่องพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือรับรองการจดบริษัทถูกต้อง ก็เป็นผู้ดำเนินการที่จะไปดำเนินการ ให้ได้เป็นนิติบุคคลได้
ส่วนประเด็นที่ผมเรียนแล้วว่ามีการตรวจสอบอาร์ทีเอ (RTA) นั้น เรื่องของ งบการเงินก็มีการตรวจสอบ ก็มีผลในปี ๒๕๖๑ นั้นมีกำไรสุทธิประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาทเศษ มีรายได้รายจ่าย แล้วก็รายได้ผลกำไรนั้นเป็นการมาใช้หนี้ ง่าย ๆ ก็คือว่าใช้หนี้เงินยืมให้กับ สถานีวิทยุ ให้กับ ททบ.๕ นั่นเองทุกปี ซึ่งปัจจุบันนี้เหลือประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ
ในประเด็นที่ท่านถามว่าทำไมยังดำเนินการอยู่เนื่องจากว่ามีผลขาดทุนนั้น ขออนุญาตเรียนว่าผลในปี ๒๕๖๑ ที่ผมเรียนแล้วมีผลกำไร ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีเรื่อง ของได้เงินค่าตอบแทนจากหุ้นปีหนึ่งประมาณ ๗ ล้านกว่าบาทเศษ เพราะฉะนั้นเงินทั้งหมดนี้ ก็จะใช้หนี้เงินยืมให้กับ ททบ.๕ เพราะฉะนั้นบริษัทนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ
เชิญสมาชิกถามครั้งที่ ๓ มีเวลา ๕๐ วินาที
ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ต้องเรียนว่าเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านรัฐมนตรีกรุณากล่าวถึงผลตอบแทนจากหุ้น ก็ต้องเรียนเป็นเชิงอรรถว่าตอนที่ไปซื้อหุ้น หุ้นราคาประมาณ ๑๐ บาท ปัจจุบันเหลือบาทกว่า ก็ลดลงไปเยอะ ก็คือขาดทุนนั่นเองท่านรัฐมนตรี
คำถามสุดท้ายผมขอถามเลยแล้วกันครับ เพราะว่าเหลือเวลาไม่พอแล้ว ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญโดยหัวหน้าพรรคผม คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ตั้งคำถาม ต่อกระทรวงกลาโหม โดยให้เพื่อน ส.ส. คุณณธีภัสร์เป็นคนทำจดหมายเพื่อขอข้อมูล จากกระทรวงกลาโหม ด้วยเวลาที่ผมเหลือไม่เพียงพอผมคงไม่สามารถที่จะไล่คำถามให้ ท่านรัฐมนตรีฟังได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มีด้วยกัน ๘ คำถามซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ผมได้อภิปราย แล้วก็ได้ตั้งกระทู้ถามสดไป ดังนั้นก็อยากจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ท่านจะกรุณาให้คำตอบกับคำถามทั้ง ๘ ข้อที่นายธนาธรได้อภิปรายไว้ในชั้นกรรมาธิการ วิสามัญหรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนที่จะตอบคำถามสุดท้าย ขออนุญาตเรียนเน้นย้ำคำถามที่ ๒ อีกครั้งหนึ่งว่าในส่วนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ ททบ.๕ นั้น เป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับด้านความมั่นคง เพราะฉะนั้นการดำเนินกิจการนั้น อาจจะประสบกำไรหรือขาดทุนนั้นก็อยู่ที่การบริหารจัดการ เพราะว่ามีความรับผิดชอบ ในการที่จะให้ความมั่นคงกับประเทศในเรื่องของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเรื่องของการดำเนินการที่จะให้เกิดความมั่นคง การให้ข่าวสารกับประชาชนทั่วไป ในการดำเนินการนั้นปัจจุบัน ททบ.๕ เองก็อยู่ในระหว่างการบริหารจัดการ มีการปรับปรุง โครงสร้างบริหารจัดการเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้โครงสร้างหน่วย โครงสร้าง ททบ.๕ นั้นมีความเล็กลงมีความสามารถมากขึ้น
ส่วนคำถามสุดท้ายในคำถามที่ท่านกรุณาถามนั้นตอนนี้อยู่ในระหว่างการรวบรวม ข้อมูล อย่างไรเราก็จะประสานงานแจ้งให้ทราบต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ทั้ง ๒ ท่าน ได้ใช้เวลาไม่เกิน ๓๐ นาที ต้องขอเรียนว่ากระทู้ต่อไปอย่างไรก็ยึดข้อ ๑๕๒ เท่าที่ผม มีประสบการณ์ ๒ กระทู้นี้ผมคิดว่าท่านสมาชิกพยายามจะทำงานเพื่อส่วนรวม แต่เวลา ซักถามนั้นได้มีลักษณะเป็นการอภิปราย เพราะฉะนั้นเวลาก็เลยกินไปเยอะหน่อย ขอเรียน เพื่อสร้างมาตรฐานของสภาเรานะครับ
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๓๓ ส. (นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งมาว่าท่านติดภารกิจราชการที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า จึงขอมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถาม เชิญท่านภาคภูมิครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสบรรจุวาระกระทู้ถามสด เรื่องภัยหนาวในวันนี้ ที่สำคัญกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่ได้เห็นความสำคัญความเดือดร้อนของประชาชนมาตอบกระทู้ถาม ภัยหนาวด้วยตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาการจัดการเรื่องภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรืออุทกภัย ต่าง ๆ ผมก็เห็นทางรัฐบาลซึ่งนำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็นำคณะรัฐมนตรีไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าทางภาคอีสานหรือภาคใต้ ที่มีผลกระทบที่ผ่านมา สำหรับเรื่องภัยหนาวเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทุกคนคงทราบและได้สัมผัส ภัยหนาวที่แท้จริง เนื่องจากมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ทำให้อากาศเย็นลงอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะ ภาคเหนือและภาคอีสาน อุณหภูมิหนาวถึงหนาวจัดมีลมแรงมาก ส่งผลกระทบถึงภาคกลาง และรวมถึงกรุงเทพมหานครที่ประชาชนพากันใส่เสื้อกันหนาวอย่างเต็มที่ โดยภาคเหนือกับ ภาคอีสานจะสาหัสหน่อยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ประมาณต่ำสุดถ้าพื้นราบไม่นับบนยอดดอยก็อยู่ที่ ๖-๑๐ องศาเป็นส่วนใหญ่ กรุงเทพมหานครก็อาจจะ ๑๐ องศาต้น ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชน เดือดร้อนเป็นจำนวนมากเพราะว่าภัยหนาวเป็นภัยที่เกิดขึ้นแล้วก็จบลงอย่างรวดเร็ว แต่ว่า ในห้วงเวลาสั้น ๆ มันสามารถสร้างความเดือดร้อนหรือคร่าชีวิตผู้คนเป็นอย่างมาก ผมขอเข้า คำถามแรกเลยนะครับ อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า จากภัยหนาวล่าสุดที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างไรบ้างแล้วครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ตอบ กระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข ซึ่งได้ตั้งกระทู้ถาม ในเรื่องกรณีที่การจัดการเรื่องภัยหนาวของรัฐบาล ซึ่งตามที่ท่านได้เรียนแล้วเมื่อสักครู่ครับว่า หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ลงประกาศตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ของประเทศไทยในวันที่ ๑๗ ตุลาคม และคาดหมายลักษณะอากาศตามที่ท่านได้เรียนแล้วนั้น กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดในการเตรียมการดังกล่าว ในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการติดตาม สถานการณ์ภายใต้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โดยมีองค์ประกอบ จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมกระทั่งกรมอุตุนิยมวิทยา หรือว่าหน่วยงานของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานฝ่ายปกครองแล้วก็องค์กรปกครองท้องถิ่นต่าง ๆ รวมไปถึง มูลนิธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นก็ให้มีการจัดประชุมเตรียมแผนงานที่สำคัญก็คือว่า สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนโดยการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่มีความเสี่ยงให้มีความเข้าใจในการดูแลตัวเอง เช่นการงดดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายหนาว เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกาย ต่ำกว่าปกติไฮโปเทอร์เมีย (Hypothermia) ซึ่งคิดว่าอันนี้จะเกิดขึ้นถ้าหากว่าเราไปทานเหล้า ในอุณหภูมิที่หนาว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เตือนไปแล้วนะครับ หรือการไม่ผิงไฟในที่อับอากาศ เพราะจะทำให้หมดสติและขาดอากาศหายใจ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ได้ประสานงานกับกระทรวง สาธารณสุขในการที่จะให้ข้อมูล แล้วก็เฝ้าดูว่าถ้ามีการเสียชีวิตจากภัยหนาวก็ต้องรายงานให้ ทางส่วนราชการทราบทันที ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เขาเรียกว่ากลุ่มเปราะบางให้ดูแลเป็นกรณีพิเศษ ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กไร้ผู้อุปการะ คนพิการทุพพลภาพ สตรีมีครรภ์ ผู้มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือในเบื้องต้น ทางราชการได้แจ้งเตือนเป็นกรณีพิเศษ ได้กำชับไปยังจังหวัด แล้วก็ให้ระวังแม้กระทั่งเรื่อง ที่จะเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพราะสภาพอากาศแห้ง เราก็ต้องการให้มีความระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้ก็ให้จังหวัดได้ดำเนินการพร้อมไปกับอำเภอ พร้อมไปกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งในความหมายของคำว่า ภัยหนาว มีระเบียบของกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งให้นิยามคำว่า ภัยพิบัติ อากาศหนาวจัดผิดปกติ ซึ่งในระเบียบนี้ได้ไปเขียนเรื่องกรณีที่จะถือเป็นภัยพิบัติต้องเป็นกรณีอากาศหนาวจัดผิดปกติ เพราะฉะนั้นในนิยามนี้เราไปดูนิยามของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้วางเกณฑ์ไว้ว่าอากาศหนาว อุณหภูมิตั้งแต่ ๘-๑๕.๙ องศาเซลเซียส อากาศหนาวจัดอุณหภูมิตั้งแต่ ๗.๙ องศาเซลเซียส ลงไป เพราะฉะนั้นพอไปเขียนระเบียบไว้อย่างนี้ก็ต้องถือปฏิบัติว่าการที่จะประกาศเป็น เขตภัยหนาวได้ต้องให้อุณหภูมิต่ำกว่า ๘ องศาเซลเซียส ก็คือ ๗.๙ องศาเซลเซียสลงไป ซึ่งเดิมเราเคยมีระเบียบไว้ว่ากรณีสัก ๑๕ องศาเซลเซียสก็ถือว่าเป็นภัยหนาว แต่ว่าต่อมา เมื่อปี ๒๕๕๘ ได้มีการแก้ไขระเบียบนี้เป็นว่าต้องต่ำกว่า ๘ องศาเซลเซียส แล้วก็เป็นเวลา ติดต่อกันมากกว่า ๓ วันจึงจะประกาศเป็นเขตภัยหนาวได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองในขณะนี้ แม้ว่ายังไม่สามารถประกาศได้ กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ มีหนังสือหารือไปยังกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ให้เปลี่ยนหลักเกณฑ์จากที่เราบอกว่า ต้องต่ำกว่า ๘ องศาเซลเซียสจึงจะประกาศภัยหนาวได้ก็ให้เปลี่ยนไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ก่อนปี ๒๕๕๘ ได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้มีหนังสือไปถึงกรมบัญชีกลางแล้ว แล้วผมก็ได้ไป ประสานงานกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง และกำลังศึกษาอยู่ว่าเราสามารถมีกรณีที่จะยกเว้นหรือว่าจะกลับไปใช้ระเบียบเดิมได้หรือไม่ อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการอยู่แล้วขณะนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ในขณะที่เรายัง แก้ไขระเบียบไม่ได้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับ ภาคเอกชนคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จัดกิจกรรมแจกผ้าห่มร่วมกันทุกปี เพราะฉะนั้น การช่วยเหลือจากภาคเอกชนก็สามารถนำผ้าห่มกันหนาวไปแจกให้กับประชาชนทั้งภาคอีสาน และภาคเหนือได้อยู่ในขณะนี้ก็ดำเนินการอยู่ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนครับ ขออนุญาต ที่จะตอบคำถามเบื้องต้นว่าดำเนินการอยู่ในขณะนี้ตามขั้นตอนต่าง ๆ นี้
ขอเชิญท่านสมาชิกถาม ครั้งที่ ๒ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ จริง ๆ ผมตั้งใจจะถามคำถามเหล่านี้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบ แล้วก็ได้ดำเนินการไปเกือบหมดแล้ว ขออนุญาตย้อนความจำเป็นอีกครั้งที่ท่านรัฐมนตรี ได้กล่าวว่าตอนนี้กำลังทำหนังสือปรึกษาไปที่กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ท่านอย่าลืมว่า จากอดีตที่ผ่านมาถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า ๑๕ องศาเซลเซียสเป็นเวลา ๓ วันสามารถประกาศ ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยหนาวได้ ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ปรากฏว่ากรมบัญชีกลาง ก็ได้สั่งออกมาว่าต้องเปลี่ยนเป็น ๘ องศาเซลเซียสติดต่อกัน ๓ วัน ๘ องศาเซลเซียสติดต่อกัน ๓ วันผมเข้าใจในวันที่ประกาศอาจจะเป็นกรณีมีการร้องเรียนการทุจริต มีผู้หวังผลประโยชน์ ที่ไม่ดีมากับภัยหนาว แต่การประกาศมาอย่างนี้ผมยังเชื่อว่าที่ผ่านมาหนาวขนาดนี้ หนาวขนาด ๔-๕ วันถือว่าหนาวพอสมควร และยิ่งบนยอดดอยยิ่งหนาวจัด ผมยังไม่มั่นใจว่ามีจังหวัดไหน ที่ประกาศภัยพิบัติได้บ้าง น่าจะไม่มี ขนาดหนาวขณะนี้ยังประกาศภัยพิบัติไม่ได้ ที่สำคัญ คนที่อยู่บนภูเขาบนยอดดอย โดยเฉพาะชนเผ่าต่าง ๆ ท่านอย่าลืมเขาเป็นผู้ด้อยโอกาส มีฐานะยากจน เครื่องนุ่งห่มเครื่องกันหนาวหรือแม้กระทั่งที่อยู่อาศัยของเขามันไม่ตอบสนอง ในการป้องกันภัยหนาวได้เลย บ้านของเขาท่านนึกออกนะครับ คนที่อยู่บนภูเขาบ้านจะเป็น ไม้ไผ่เขาเรียกไม้ฟากบ้าง บ้านก็ตัดปะไม่ใช่เป็นบ้านตึกแบบของเรา เวลานอนแต่ละทีนอนไม่ได้ ลมหนาวพัดเข้ามายิ่งบนยอดดอยลมแรงพัดเข้ามาเขาต้องออกมาข้างล่างมาก่อไฟผิงไฟกัน เพราะนอนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จากการประกาศภัยพิบัติที่กรมบัญชีกลางตั้งเกณฑ์ไว้นั้นต้อง ๘ องศาเซลเซียสติดต่อกัน ๓ วัน โดยปกติกรมบัญชีกลางให้ยึดประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านอย่าลืมว่ากรมอุตุนิยมวิทยาส่วนใหญ่จุดวัดอุณหภูมิจะอยู่พื้นล่างทั้งหมด พื้นล่างอย่างไร ก็ไม่ถึง ๘ องศาเซลเซียส ท่านอย่าลืมถ้าข้างล่าง ๘ องศาเซลเซียสเมื่อไร ข้างบนผมว่าเหยียบ ๆ ๑-๒ องศาเซลเซียส ฉะนั้นก็ไม่ถึงสักที ๘ องศาเซลเซียสข้างบนจริง ข้างบนยอดดอย ๘ องศาเซลเซียส แต่ข้างล่าง ๑๕ องศาเซลเซียสก็ไม่เข้าเกณฑ์อีก ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมว่า ทางกรมบัญชีกลางต้องกลับไปทบทวน ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผมว่าตั้งแต่ผมทราบว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการก็เป็นอดีตผู้บริหารท้องถิ่น นายก อบจ. สงขลาเก่า ท่านก็ทราบดีว่า เวลาชาวบ้านเดือดร้อนอันดับแรกเขาต้องมาหานักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่า อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ตอนนี้ภัยหนาวที่ผ่านมาทุกหน่วยงานมองตาปริบ ๆ ทำอะไรไม่ได้เลยครับ ใครที่มีรายได้ดี นายกคนไหนมีศักยภาพก็ควักทุนส่วนตัวไปประสานกับทางเอกชน มูลนิธิ องค์กรต่าง ๆ ไปช่วยเหลือ ภัยหนาวเป็นภัยที่ไม่เหมือนภัยแล้ง หรือว่าอุทกภัย พอหนาวปุ๊บ มันหนาวเลย พอสิ้นสุดภัยหนาวปุ๊บก็ประกาศไม่ได้แล้ว อย่างช่วงนี้หนาวอยู่ ๑ อาทิตย์ พอหมด ๑ อาทิตย์ก็ประกาศไม่ได้ เยียวยาก็ไม่ทันกาลแล้วครับ บางคนทนไม่ไหว ตามข่าว ท่านจะเห็นบางท่านเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งชาวบ้านทนไม่ไหวอากาศหนาวมันต้องเป็นการ ช่วยเหลือแบบทันท่วงทีถึงจะประสบความสำเร็จ ผมย้ำโดยเฉพาะบนภูเขาต้องฉุกเฉินที่สุด และคนที่จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วที่สุด ผมเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น หน่วยงานที่เข้าถึงเร็วที่สุดกับประชาชนนั้น ๆ ผมก็อยากจะฝากกระทรวงมหาดไทย ในเมื่อ ทางกระทรวงมหาดไทยทำเรื่องปรึกษาไปทางกรมบัญชีกลางเพื่อจะให้พิจารณาหลักเกณฑ์ ในการประกาศภัยพิบัติฉุกเฉินให้มาเหมือนเดิมเอา ๑๕ องศาเซลเซียส ๓ วันติดต่อกันก็ได้ แต่อยากจะให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาถึงเรื่องบทบาทหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะทำในการ บำบัดทุกข์บำรุงสุขของภัยหนาวได้ ภัยหนาวเป็นภัยที่วัดจากอุณหภูมิ วัดเอาอุณหภูมิเป็นหลัก พออุณหภูมิไม่ถึงขั้นก็ประกาศไม่ได้แล้วภัยก็ปดดลง จริง ๆ จะถามคำถามที่ท่านรัฐมนตรีตอบก็คือว่าทางกระทรวงมหาดไทยเป็นไปได้ไหมจะทำ เรื่องปรึกษาหารือไปยังกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีกรุณาให้คำตอบแล้วว่าได้จัดทำ ไปเรียบร้อยแล้วก็ถือว่าเป็นความกรุณาอย่างสูง ก็อยากจะให้ท่านดูเรื่องขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นด้วย คำถามที่ผมจะถามก็คือหลังจากนี้ถ้าเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้เหมือนเดิมอีก รัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องภัยหนาวที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตต่อไปได้อย่างทันท่วงที เพราะยืนยันว่าการที่จะเกิดภัยหนาวต้องมีกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งก่อนล่วงหน้า ถ้าหนาวปุ๊บท่านช่วยเหลือเขาเลยจะเป็นผลดีมาก กราบเรียนถาม ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านภาคภูมิว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีหนังสือไปถึงกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านได้มอบหมายให้ผมได้ประสานงาน แล้วผมก็ได้ประสานงานกับทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็อธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งในหลักการท่านเห็นด้วยที่จะกลับไปสู่หลักเกณฑ์เดิม เมื่อสักครู่ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่า เหตุที่ต้องเปลี่ยนเพราะว่ามีบางกรณี บางพื้นที่ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนี้ก็เข้าใจกัน แต่โดยหลักทั่วไปก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะกลับไปใช้เกณฑ์เดิม แล้วเราวางมาตรการป้องกันการทุจริต อันนี้ผมคิดว่าจะตรงประเด็นตามที่ท่านได้สอบถาม อันนี้ก็เป็นที่มาที่ต้องทำหนังสือไป แล้วก็ขอไปว่าขอให้จังหวัดที่ประสบภัยหนาวถึงหนาวจัด ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า ๑๕ องศาเซลเซียส และมีช่วงเวลาอากาศหนาวยาวนานติดต่อกันเกิน ๓ วัน สามารถประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือภัยหนาวได้ และให้จ่ายค่าจัดซื้อเครื่องกันหนาวสงเคราะห์ราษฎรได้เท่าที่จ่ายจริง คนละไม่เกิน ๒๔๐ บาท ตามความจำเป็นเฉพาะภัยหนาวในครั้งนี้ได้เป็นกรณีพิเศษ อันนี้ที่ขอไปแล้วว่าขอให้ ดำเนินการตามนี้ได้ แล้วก็ยังมีประเด็นที่ ๒ คือว่าให้จังหวัดสามารถจัดซื้อเครื่องกันหนาว และแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวได้ภายในระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในครั้งนี้ นี่ก็คือสิ่งที่ขอไปยังกรมบัญชีกลาง ซึ่งถ้าหากว่าในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้มีการตอบรับยืนยันมาอย่างไรก็จะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าในทุกปี กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับบริษัทเอกชนที่เรียกว่า ไทยเบฟ ไทยเบฟก็จะมีการแจกผ้าห่ม จัดแจกให้กับทุกพื้นที่ สำหรับปี ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นปีที่ ๒๐ แล้วที่ได้ร่วมโครงการนี้กัน ก็มีกำหนด แจกจ่ายผ้าห่มจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ ผืน ให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในชนบทในพื้นที่ ๑๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ๑๕,๐๐๐ ผืน จังหวัดลำพูน ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดลำปาง ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดเชียงราย ๑๕,๐๐๐ ผืน จังหวัดตากของท่าน ๑๒,๐๐๐ ผืน แล้วก็จังหวัดกำแพงเพชร ๑๕,๐๐๐ ผืน จังหวัดนครสวรรค์ ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดกาฬสินธุ์ ๑๓,๐๐๐ ผืน จังหวัดมุกดาหาร ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดยโสธร ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดอำนาจเจริญ ๑๒,๐๐๐ ผืน จังหวัดอุบลราชธานี ๑๕,๐๐๐ ผืน จังหวัดศรีสะเกษ ๑๓,๐๐๐ ผืน จังหวัดสุรินทร์ ๑๕,๐๐๐ ผืน จังหวัดบุรีรัมย์ ๑๕,๐๐๐ ผืน ซึ่งแจกในช่วงวันที่ ๖ ถึงวันที่ ๒ ธันวาคมที่ผ่านมาได้แจกลงไปในพื้นที่หมดแล้ว สำหรับจังหวัดตากก็ได้มีรายละเอียดหมดแล้วว่าแจกไปที่ไหน เท่าไร ก็ขออนุญาตที่จะได้กราบเรียนท่านประธานว่ากระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับภาคเอกชน ในการที่จะลงไปดูแลพี่น้องผู้ประสบภัยหนาว แม้ว่าตามระเบียบราชการเรายังไม่ถือว่าเป็น ภัยหนาวจัด เราก็แก้ปัญหาควบคู่กันไปขอให้ท่านได้สบายใจว่ากระทรวงมหาดไทยจะดูแล พี่น้องอย่างดีที่สุด แม้ว่าเราจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ว่าเราจะประสานกับภาคเอกชน แล้วก็องค์กรกุศลอื่น ๆ ในการที่จะให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในขณะนี้ รวมไปถึง หน่วยต่าง ๆ ในจังหวัด เหล่ากาชาดก็ได้ดำเนินการอยู่ด้วยในขณะนี้ ก็ขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก
น่าจะพอใจแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีตอบมากกว่าถามไปแล้ว ขอบพระคุณครับ เราได้ใช้เวลามาตอนนี้ก็ ๓ โมงครึ่ง ๓ กระทู้นี้ก็ใช้เวลาประมาณเกือบ ๑ ชั่วโมงครึ่ง ต่อไปนี้ก็เป็นวาระกระทู้ถามทั่วไปนะครับ ในระหว่างที่เราถามกระทู้ที่นี่ อีกห้องหนึ่งก็มีกระทู้ถามแยกเฉพาะต่างหาก ท่านรองประธาน ท่านทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ เข้าใจว่าวันนี้มี ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะครับ กระทู้ถามทั่วไป ในห้องนี้วันนี้มี ๓ กระทู้ ท่านรัฐมนตรีมาพร้อมทุกกระทู้แล้วครับ ผมขอเรียนเชิญกระทู้แรก
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๘๙ เรื่อง การส่งเสริมการแปรรูปยางพาราให้เป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น (นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ
ท่านรองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารได้ตอบเป็นหนังสือมาว่าได้มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ตอบ ขอเชิญคุณเจนวิทย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่จากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมืองนักปราชญ์และพระธาตุทองคำ วันนี้กระผมมีกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี เรื่อง การส่งเสริมการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผมตั้งใจถามนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นคนที่ดูการทำงานของทุกกระทรวง และการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราต้อง ร่วมมือกันทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาไม่เป็นไร ท่านได้ส่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มา ผมขอขอบคุณท่านครับ ก่อนที่ผมจะตั้ง กระทู้ถาม ผมขอชี้แจงอย่างนี้ว่า
ต้องไม่มีการอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ และเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ
วันนี้ผมไม่ได้มาดิสเครดิต (Discredit) รัฐบาล หรือดิสเครดิต (Discredit) รัฐมนตรีแต่อย่างใด มาถามเพื่อให้ท่านตอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ผมจะใช้เวลาไม่มากขอตอบตรงเวลา ท่านประธานครับ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราจำนวน ๒๘ กว่าล้านไร่ ในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ มีผลผลิตยางเฉลี่ยจำนวน ๔ ล้านกว่าตันต่อปี ยางพาราของไทย ร้อยละ ๘๕ ส่งออกต่างประเทศ ใช้ในประเทศเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคมที่ผ่านมาทางคณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ เพิ่มการใช้ยางในประเทศไทยเป็นร้อยละ ๓๕ ในปี ๒๕๗๙ ก็ตาม ราคายางพาราในประเทศก็มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อราคายางพารา คือการซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา ราคาน้ำมันดิบ และยางสังเคราะห์ และปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศซึ่งกระทบต่อปริมาณผลผลิต แนวทาง ที่จะช่วยให้ยางพารามีราคาสูงขึ้นรัฐบาลต้องเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น โดยส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางเท่านั้น ท่านประธานครับ ถ้าท่านจำได้สภาแห่งนี้ผมเคยอภิปรายเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะ ยางพารา ผมนำเสนอแนวทางการแก้ไขให้รัฐบาลได้ส่งเสริมการใช้ยางพารา
ท่านเจนวิทย์ต้องถามนะครับ
ในหน่วยงานราชการให้มากขึ้น เพราะว่าในหน่วยงานราชการไทยมี ๑๙ กระทรวงบวกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหลายร้อยกรม กอง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีความจริงใจหรือมีความตั้งใจในการใช้ยางพารา เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกิดการลดจำนวนยางพาราในตลาดลง การส่งเสริมใช้ยาง ภายในประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การแปรรูปยางพาราก็เช่นกัน ปัจจุบันประเทศไทย
ไม่อยากขัดจังหวะ แต่ว่า ต้องถามครับ
จะถามแล้วครับท่านประธาน
อภิปรายพอสมควรแล้ว
ประเทศไทยมีการแปรรูป ยางพาราแค่ ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี ในขณะที่ผลผลิตยางพารา ๔ ล้านกว่าตันต่อปี ซึ่งถ้าหากเราเพิ่มการแปรรูปให้มากขึ้นผมคิดว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการพยุงหรือเพิ่มราคา ยางพาราให้สูงขึ้น ผมอยากถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี
ข้อที่ ๑ รัฐบาลจะมีแนวทางสนับสนุนการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ เพื่อใช้ในหน่วยงานราชการอย่างไรบ้าง ขอให้ท่านตอบอย่างละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนครับ
เชิญรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มา ตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกเกี่ยวกับยางพาราครับ ในประเด็นเรื่องแนวทางการสนับสนุน แล้วก็แปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในหน่วยงานราชการ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ยางพาราในประเทศไทยเราที่ท่านบอกว่ามีการส่งออก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ใช้ภายใน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏ วันนี้การใช้ยางในประเทศไทยเป็นนโยบาย ของรัฐบาลในการที่จะตัดซัปพลาย (Supply) ในส่วนของวัตถุดิบประเทศของเราให้ใช้มากที่สุด ในรอบปีที่ผ่านมาผมอยากจะบอกว่า ๑ ในมาตรการนั้นก็คือการให้หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยงาน เป็นบัญชาท่านนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานของรัฐได้นำยางพาราไปใช้ในส่วน ของการเป็นผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมต่าง ๆ ในการที่จะทำ พัฒนาแล้วก็แปรรูป ในรอบปี ที่ผ่านมามีการดำเนินการในส่วนของกระทรวงต่าง ๆ ที่เข้าสู่นโยบายตรงนี้ทั้งหมด ๑๐ หน่วยงาน ซึ่งก็จะมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งการดำเนินการในรอบปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมาก็ได้มีการดำเนินการ ในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม ขออนุญาตที่จะเรียนรายละเอียดอย่างนี้ ในส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการใช้ยางในการก่อสร้างถนนเป็นจำนวนทั้งหมด ๖,๐๐๒ ตันในเนื้อยางแห้ง กระทรวงคมนาคมดำเนินการในส่วนของเนื้อยางแห้งทั้งหมด ๑๑,๔๕๑ ตัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการทั้งหมด ๕ ตัน กระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด ๒,๕๐๐ ตัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ๖๑.๕ ตัน กระทรวงมหาดไทย ๒๑,๗๙๐ ตัน กรุงเทพมหานครอาจจะมีการใช้น้อยแต่ว่าเราก็ได้ประสานงานไปแล้วใช้ในรอบปีที่ผ่านมา คือ ๒.๗ ตัน กระทรวงกลาโหมทั้งหมด ๕๘๖ ตัน กระทรวงยุติธรรมทั้งหมด ๗๕๐ ตัน แล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้เนื้อยางทั้งหมด .๐๗ ตัน ทั้งหมด ในการใช้ยางพาราในส่วนของราชการในรอบปีที่ผ่านมารวมกันทั้งหมดเป็นเนื้อยางแห้งทั้งสิ้น ๔๓,๑๗๐ ตัน แล้วก็คิดเป็นปริมาณน้ำยางสดก็คือ ๑๒๙,๕๑๑ ตัน นี่คือมาตรการที่รัฐบาล ได้ดำเนินการมาในรอบปีงบประมาณ ๒๕๖๒ วันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้มีบัญชาแล้วก็กล่าวย้ำมาในส่วนหน่วยงานต่าง ๆ ให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ไปดูในส่วนที่จะ ใช้ยางพารามาเป็นส่วนในการที่จะนำไปเป็นเครื่องมือหรือนำไปทำถนน นำไปทำเขื่อนยาง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้วันนี้ถือว่าเป็นนโยบายรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้คุยกับ กรมบัญชีกลางในส่วนของระเบียบ ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่าการที่นำยางพาราไปเป็นส่วนผสม จะทำให้มีราคาสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการดำเนินการตรงนี้ก็จะต้องมีการแก้ระเบียบราชการ บางเรื่อง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้บัญชาดำเนินการไปแล้ว การดำเนินมาตรการตรงนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะยกระดับราคายาง ถามว่าดำเนินการตรงนี้เพียงอย่างเดียวจะสามารถ ทำได้ไหม ผมตอบเลยว่าไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการต่อมาก็คือจะทำอย่างไรเราถึง จะขายยางไปสู่มือของผู้ผลิตโดยตรง ทำอย่างไรเราจะแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เราได้ดำเนินการทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐบาล ถือเป็นนโยบายหลักก็ได้มีการเดินทางไปในการที่จะขายทั้งน้ำยางสด น้ำยางข้น ยางแห้ง แล้วก็ ผลิตภัณฑ์แปรรูปซึ่งขณะนี้ที่เราได้ดำเนินการแล้วก็แถลงให้สื่อมวลชนได้ทราบก็คือเราได้ ดำเนินการในรอบ ๒ เดือน ขายยางในส่วนของยางแห้ง ยางสดไปประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ตัน และที่สำคัญที่สุดคือเราไปเปดดตลาดหมอนยางพาราอีก ๒๐ ล้านลูก ในส่วนของประเทศตุรกี ส่วนของประเทศเยอรมัน ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นมาตรการสามารถที่จะทำให้ราคายางขึ้น อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วก็ตกลงมาให้พี่น้องเกษตรกรจำเป็นจะต้องออกมา เรียกร้อง เพราะฉะนั้นมาตรการประกันรายได้ราคายางตรงนี้ถือว่าเป็นมาตรการระยะสั้น ที่เราดำเนินการเพื่อที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรสวนยางให้เขาสามารถ ผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้ แล้วหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการยาง แห่งประเทศไทย ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็รัฐบาลทั้งหมดทั้ง ครม. จะต้องมาดำเนินการในการที่จะช่วยที่จะตัดซัปพลาย (Supply) ของยางออกจากระบบให้มากที่สุด วันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการตรงนี้ ผมยกตัวอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบปีที่ผ่านมาอาจจะมีการใช้ยางไม่มากเท่าไร ใช้ยางทั้งหมด ๖,๐๐๐ ตัน แต่วันนี้ก็ได้มีมาตรการในการดำเนินการที่จะหาความเหมาะสม ในการสร้างฝายยาง สร้างเขื่อนยางในสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วก็มีการคิดล็อกบูม (Log boom) ในส่วนของวัสดุที่จะมากันวัชพืช กันเศษขยะกันอะไรต่าง ๆ ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ผ่าน งานวิจัยเรียบร้อยแล้ว แล้วก็กำลังรองบประมาณในการที่จะดำเนินการ ซึ่งสามารถ ที่จะตัดยางออกจากระบบไปได้อีกหมื่นกว่าตัน อย่างกระทรวงคมนาคมก็ได้มีการพูดคุยกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในส่วนของการที่จะนำผลิตภัณฑ์ยางไปทำแบริเออร์ (Barrier) เพื่อที่จะลดความเสียหายในกรณีเกิดการชนการกระแทกหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ กำลังรอผลการตรวจรับรองจากประเทศเกาหลีใต้ ถ้าผลรับรองตรงนั้นตรวจกลับมาแล้ว กระทรวงคมนาคมก็จะทำเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการที่จะใช้ ผลิตภัณฑ์ยางพาราตรงนี้ ซึ่งเราคาดว่าถ้าเราสามารถดำเนินการได้เป้าหมายของเราจากเดิม ที่เราใช้น้ำยางสดประมาณ ๑๒๙,๐๐๐ ตัน เราจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในภาครัฐขึ้นจนถึง ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน นี่คือเป้าหมายที่เราดำเนินการ เป็นบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการที่จะช่วยยกระดับราคายาง นอกจากที่เราจะไปขายแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบในส่วนของการดำเนินงานที่ผ่านมา แล้วก็กำลังจะดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ขอบคุณมากครับ
ท่านเจนวิทย์ถามได้อีกครั้ง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบอย่างละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ฟังอยู่ทางบ้าน แต่การส่งเสริมให้ใช้ยางพาราในหน่วยงาน ราชการผมคิดว่ายังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นฝากท่านผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีช่วยเพิ่มการใช้ ยางพาราในหน่วยงานราชการให้มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมกับหัวหน้าพรรค คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปดูโรงงานแปรรูปยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางโสตประชา จำกัด อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งได้รับงบประมาณ เครื่องจักร ๕,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการพัฒนาภาคใต้ ส่วนอาคารสถานที่สหกรณ์ได้กู้เงิน จากธนาคาร ขณะที่ผมกับหัวหน้าพรรคลงไปเยี่ยมเยียนหรือลงไปพบปะ โรงงานแห่งนี้ได้ ปดดตัวลงมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารามาเป็นแผ่นพื้นปูสนามเด็กเล่น ไม่มีตลาดในการส่ง โรงงานจึงจำเป็นต้องปดดโรงงานลง หลังจากที่ผมกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงไปพบปะ บัดนี้โรงงานได้เปดดและเดินเครื่องอย่างเต็มที่ ๒ กะ กะละ ๘ ชั่วโมง ผลิตภัณฑ์ ที่แปรรูปมีตลาดในการส่งออก
คุณเจนวิทย์ ถามนะครับ
ผมเหมือนเครื่องบินครับ ท่านประธาน ก่อนที่จะร่อนลงต้องลดเพดานก่อน ถ้าจะถามผมก็ต้องมีข้อมูลเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้เข้าใจ ท่านประธานครับ
พอสมควรแล้วครับ ถามเลยครับ
ถ้าอย่างนั้นผมถามเลยนะครับ
ครับ
ผมมีคำถาม ๒ ข้อ ผมถามข้อ ๒ รัฐบาลมีแนวทางในการส่งเสริมสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดำเนินการ แปรรูปยางพาราให้เข้าถึงแหล่งทุนและการตลาดอย่างไรบ้าง ขอให้ท่านตอบอย่างละเอียด ขอบคุณครับ
เชิญรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ท่านได้ให้ความใส่ใจ แล้วก็สนใจในส่วนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ผมขอเรียนเพิ่มเติมจากเมื่อสักครู่ครับว่า ในส่วนของการที่เราดำเนินการโดยให้การยางแห่งประเทศไทยมาเป็นผู้ที่จะไปขายของโดยตรง เป็นผู้ดำเนินการนำยางไปขายกับผู้ผลิตโดยตรง เมื่อการยางแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาแล้ว หนึ่งในเงื่อนไขของตรงนั้นก็คือการยางแห่งประเทศไทยจะต้องซื้อยางจากสหกรณ์หรือ กลุ่มวิสาหกิจที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่านี่คือ การทำตลาดให้กับกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจทั้งหลาย โดยที่วันนี้การยางแห่งประเทศไทย จะเป็นเซล (Sale) ไปดำเนินการในการที่จะหาตลาด ในการที่จะให้ท่านผลิตสินค้าและมีที่รับซื้อ วันนี้เราใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีหน้าที่ที่จะต้องหาตลาดสินค้า ต่าง ๆ ให้พี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ไปรวมตัวกันเป็นสหกรณ์และวิสาหกิจ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นความชัดเจนที่เรามองเห็นถึงการที่จะต้องเข้าไปดูแลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง การที่จะต้องเข้าไปดูแลในส่วนวิสาหกิจที่จะต้องให้วิสาหกิจสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ นอกจากเงินทุนอุดหนุนต่าง ๆ แต่ถามว่ามาตรการต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นมาตรการอย่างหนึ่ง แค่นั้น ในมาตรการโดยรวมเราได้มีการจัดสรรเงินทุนต่าง ๆ ให้กับกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจ ซึ่งจากการดำเนินการจะมีกลุ่มสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจประมาณ ๖๘๐ แห่ง ใน ๕๓ จังหวัด มีผลผลิตรวมอยู่ที่ ๓๙๗,๒๖๑ ตัน ซึ่งจะคิดประมาณสัก ๘ เปอร์เซ็นต์ของ ผลผลิตทั้งหมดนำไปแปรรูปยางพาราทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มูลค่าประมาณ ๔,๔๕๐ ล้านบาท แล้วก็มาทำยางแผ่นรมควันแปรรูปสิ่งต่าง ๆ อีก ๗๖,๘๖๖ ตัน เป็นมูลค่าการตลาดก็คือ ๓,๔๕๔ ล้านบาท เป็นยางอัดก้อนจำนวน ๗,๓๒๗ ตัน มูลค่าอีก ๓๓๓ ล้านบาท แล้วก็ยางแท่ง ๑๖,๖๘๙ ตัน มูลค่า ๖๖๓ ล้านบาท นี่คือผลิตผลที่เกิดจากสหกรณ์และวิสาหกิจ ซึ่งเราได้ รวบรวมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาแล้วก็มีการพิจารณา นอกจากมาตรการในการที่เราจะไปเป็นเซล (Sale) ให้กับสหกรณ์ให้กับวิสาหกิจแล้ว มาตรการในการแปรรูปยางพาราเพื่อให้มีมูลค่าสูงขึ้น เหมือนที่ผมยกตัวอย่างครับ กรณีเราเคยไปขายแต่น้ำยาง ไปขายแต่ยางอัดแท่ง ยางแห้ง วันนี้เรามีมิติใหม่ในการดำเนินการคือเราสามารถขายหมอนยางพาราได้ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราทั้งหมด การยางแห่งประเทศไทยวันนี้จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะพัฒนาผลักดันแล้วก็หาตลาดให้ นอกเหนือจากส่วนราชการต่าง ๆ จะใช้ผลิตภัณฑ์ จากยางพาราแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกมาตรการเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้ยางพารา ของเรามีราคาที่ดีขึ้นแล้วก็ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ดีขึ้นเพื่อที่จะขึ้นมาเอาใจ ๒ เดือน เดือนหนึ่ง แล้วราคาก็ตกลงไป เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมาตรการในระยะยาวที่เราคิดว่า จะสามารถทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีชีวิตอยู่ได้โดยปกติแล้วก็ไม่เดือดร้อนนะครับ
และเงินทุนที่ดำเนินการตรงนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อสนับสนุนเป็นทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อที่จะรวบรวม ยางพาราภายใต้การพัฒนายางพาราทั้งระบบในวงเงินสินเชื่อ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ดำเนินการ ในขณะนี้ ขณะนี้มีการดำเนินการไปทั้งหมด ๓๘๗ แห่ง วงเงิน ๗,๒๔๗ ล้านบาท แล้วก็ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพาราอีกเป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดำเนินการไปทั้งหมดขณะนี้ ๙๔ แห่ง วงเงินที่ใช้ไปก็คือ ๒,๐๓๐ ล้านบาท เราดำเนินการตรงนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้สถาบันสหกรณ์หรือวิสาหกิจสามารถที่จะ มีความเข้มแข็งในตัวเอง สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ แล้วก็สามารถที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกร สวนยางที่อยู่ภายใต้สหกรณ์หรือวิสาหกิจนั้น ๆ ได้ ก็ขอเรียนยืนยันให้ท่านสบายใจได้ว่าวันนี้ มาตรการต่าง ๆ เราได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ แล้วการยางแห่งประเทศไทยวันนี้ได้ลงมา ทำหน้าที่ในส่วนนอกจากเป็นพี่เลี้ยงแล้วนะครับ ยังทำหน้าที่ในการที่จะหาตลาดให้กับ สหกรณ์ ให้กับวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเราเน้นตรงนี้มาก เพราะว่านี่คือการที่จะเอาเงินไปถึงมือ พี่น้องเกษตรกรโดยตรง เขาสามารถที่จะรับได้จากราคายางที่เพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ จากการไปชดเชยราคายาง ก็ขอเรียนย้ำว่ามาตรการประกันรายได้คือมาตรการที่เราต้องการ ช่วยเหลือเบื้องต้นกับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเพียงแค่นั้น แต่มาตรการอื่น ๆ ที่ผม ได้พูดมานั่นคือมาตรการระยะยาวที่เราวางไว้ในยางทั้งระบบ แล้วเราจะพยายามดูแลตรงนี้ ให้ไม่มีกลไกอื่นเข้ามา
ส่วนเงื่อนไขของตลาดกลางที่เราไม่สามารถที่จะกำหนดราคาได้ขณะนี้ ผมได้มอบนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทยไปคิดว่าทำอย่างไรถึงจะตั้งตลาดกลางขึ้นได้ ในประเทศไทย ถ้าเราสามารถทำอย่างนั้นได้เราก็จะเป็นผู้กำหนดราคายางในอนาคต ด้วยตัวเราเองครับ ก็ขอกราบเรียนชี้แจงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ได้รับทราบในส่วนของ การดำเนินการในส่วนของสหกรณ์และวิสาหกิจ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ และท่านรัฐมนตรีนะครับ
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๐ เรื่อง การส่งเสริมการประกอบอาชีพ การพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ (นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
รัฐมนตรีมาแล้ว เชิญท่านสมาชิกท่านจุลพันธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ โนนศรีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับสถานการณ์ของคนพิการ สถานการณ์คนพิการในปัจจุบันจากการที่สัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ ๑๐ ประจำปี ๒๕๖๑ หรือ เอ็นซีพีดี ๒๐๑๘ (NCPD 2018) เดอะ เท็น เนชันนัล คอนเฟอเรนซ์ ออน เดอะ เพอร์ซัน วิช ดิสซะบิลิตีส์ ๒๐๑๘ (The 10th National Conference on the Person with Disabilities 2018) และเดอะ ฟดฟท์ ราชสุดา อินเตอร์เนชันนัล คอนเฟอเรนซ์ ออน ดิสซะบิลิตีส์ ๒๐๑๘ (The 5th Ratchasuda International Conference on Disabilities 2018) ซึ่งมีการสำรวจข้อมูลจากทาง พม. ซึ่งท่านอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการให้ข้อมูลมาว่ามีจำนวนประชากรคนพิการ ๑.๙ ล้านคน แล้วก็มีการลงทะเบียน ๑.๘ ล้านคน เป็นพิการชาย ๕๒.๗๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นหญิง ๔๗.๒๓ เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นคนพิการ ทางการเคลื่อนไหว ๔๘.๗๖ เปอร์เซ็นต์ ทางการได้ยิน ๑๘.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ทางการเห็น ๑๐.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ทางจิตใจ ๗.๔ เปอร์เซ็นต์ ทางสติปัญญา ๖.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ทางการ เรียนรู้ ๐.๕๗ เปอร์เซ็นต์ และทางออทิสติก ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ คนพิการที่มีบัตรแล้วในเดือน กันยายน ๒๕๖๐ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แต่ปัญหาคือในทั้งหมดของคนพิการจำนวน ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นผู้ว่างงาน แต่ในทางสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การ ยูนิเซฟระบุว่ามีผู้พิการทั้งหมด ๓.๗ ล้านคน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของประชากรคือ ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ มีคนพิการที่ลงทะเบียนแล้วแค่ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ลงทะเบียนถึง ๕๕.๖ เปอร์เซ็นต์ มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยงานนี้มีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน แม้กระทั่งเป็น หน่วยงานของรัฐทั้งคู่จะเห็นว่าประสิทธิภาพในการสำรวจก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เพราะว่า ๑. การที่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนการจะไปบริหารงานด้านคนพิการก็ทำไม่ได้เต็มที่ ผมจะยกตัวอย่างเช่น เรื่องการพัฒนาการศึกษา เด็กพิการในวัยเรียน ๒ ใน ๓ คน ไม่ได้รับ การศึกษา แล้วก็การศึกษาทางด้านต่าง ๆ ไม่เคยพิจารณาถึงความพิการ คือไม่เคยมีการ วิเคราะห์ข้อมูลด้านอ่อนด้านแข็ง สวอตอนาลิซิส (SWOT Analysis) ที่เกี่ยวกับคนพิการเลย อย่างเช่นให้คนพิการไปเรียนสาขาปกติ ไปแข่งขันกับคนปกติซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้คนปกติไม่ได้ อยู่แล้วน่าจะวิเคราะห์จากเซ็กชัน (Section) ของคนพิการ เช่นคนเคลื่อนไหวก็ต้องดูว่า เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เขาสามารถอยู่บ้านแล้วก็เรียนคอมพิวเตอร์ได้ เพราะฉะนั้น ทางรัฐน่าจะส่งเสริมการศึกษาในระดับแบบนี้ ไม่ใช่ว่าออกกฎหมายมาให้คนพิการมีการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้มุ่งเป้าอะไรเลย แล้วคนพิการปกติต่อ ๑ ปี เพิ่ม.๓ แสนคน เพราะฉะนั้นงบประมาณรัฐในอนาคตผมถามว่าจะเอามาจากไหนในเมื่อคนพิการไม่ได้เสียภาษี ไม่ได้มีรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ ทำไมไม่มีการศึกษาที่พัฒนาไปถึงว่าคนพิการสามารถที่จะ เป็นผู้ประกอบการได้ สามารถที่จะเสียภาษีให้รัฐได้ ถ้าคุณมีเงินจ่ายภาษีให้รัฐแล้วก็สามารถ จะเรียกร้องสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐได้มากขึ้น และรัฐก็จะมีรายได้ที่จะส่งเสริมคนพิการได้ คือนโยบายของรัฐ
ท่านจุลพันธ์ต้องถามแล้วครับ
โอเค (OK) ครับ อยากจะถาม ท่านรัฐมนตรีว่า ๑. นโยบายของท่านในด้านการศึกษาและการพัฒนาอาชีพดูจากสถิติ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าอย่างที่ท่านคิดเลยนะครับ มีคนที่พิการตกงานอยู่ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็คนที่ไม่ได้รับการศึกษามีมากกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นผมอยากจะถามว่าทำไมทางรัฐ ไม่ส่งเสริมให้ตรงเป้า อีกอย่างหนึ่งจากงบประมาณปี ๒๕๖๓ ที่ดูมาพยายามจะตัดบุคลากร ด้านครูที่สอนคนพิการลงด้วยจาก ๗๐๐ กว่าคนเหลือ ๕๐๐ กว่าคน แสดงว่าเป็นคำพูด แค่นั้นเองที่จะส่งเสริมคนพิการ แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ส่งเสริมอะไรเลย อยากจะถาม ท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีแนวทางที่ทำให้เป้าประสงค์ตรงเป้าจริง ๆ ท่านมีนโยบายอะไรบ้าง คำถามแรก ขอบคุณครับ
เชิญรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาตตอบกระทู้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านจุลพันธ์ โนนศรีชัย ที่ได้กรุณาถาม แล้วก็มีความห่วงใยสวัสดิภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการ
คำถามแรกที่ท่านถามมาก็คือ เรื่องการลงทะเบียนสำรวจคนพิการที่ข้อมูล ของรัฐนั้นไม่ตรงกัน ก็ต้องยอมรับครับว่าสถิติที่ท่านให้มานั้นของกระทรวงกับของสำนักงาน สถิติแห่งชาตินั้นแตกต่างกัน อยากจะกราบเรียนว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์นั้นก็มีอาสาสมัครพัฒนาสังคมช่วยสำรวจประเมิน ส่วนสำนักงานสถิติแห่งชาตินั้น ก็เป็นการสำรวจสุ่มตัวอย่างสำมะโนประชากร เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงกับการสุ่มตัวอย่างนั้น แน่นอนต้องมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามจะไปดูว่าในส่วนของใครที่ตกหล่นไป เพราะว่า วันนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นได้เปดดอบรมอาสาสมัครที่ดูแล คุณภาพชีวิตคนพิการเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ๕ เท่าที่ตั้งเป้าหมายไว้
ประการต่อมาคือ ประชากรส่วนหนึ่งที่เป็นคนพิการมีสถิติอยู่นั้นไม่ประสงค์ จะขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำไมสถิตินั้นไม่ตรงกัน
อีกประการหนึ่งคือ ความพิการที่พูดถึงนั้นต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยว่า เป็นคนพิการตามความเห็นของแพทย์หรือไม่จึงจะขึ้นทะเบียนได้ ถ้าเผื่อความพิการนั้น ยังไม่ถึงระดับการขึ้นทะเบียน จดทะเบียนตามกฎหมายตามที่แพทย์ระบุก็ไม่สามารถ ขึ้นจดทะเบียนได้
อีกประการหนึ่งคือ อุปสรรคความยากลำบากของคนพิการที่ไม่สามารถ เดินทางไปลงทะเบียนได้ อันนี้ต้องยอมรับนะครับ จึงเป็นที่มาของการที่ให้อาสาสมัครนั้น ได้เดินสำรวจตามหมู่บ้าน นอกจากนั้นแล้วอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนพิการนั้นอาจจะ ไม่ทราบสิทธิที่พึงจะได้ ฉะนั้นการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น ได้มีนโยบายที่จะเพิ่มอาสาสมัครของพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ ๙๓,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ เราได้ตั้งเป้าไว้พูดกับอาสาสมัคร ตัวแทนประธานจังหวัดทั่วประเทศว่าปีนี้ จะตั้งเป้าเพิ่ม ๕ เท่าอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ ฉะนั้นการสำรวจการประเมินนั้นก็จะทำได้ทั่วถึง มากขึ้นแล้วก็มีคนตกหล่นน้อยลง
ประการต่อมา ก็อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้นโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น วันนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำงานบูรณาการกันในงานที่ทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการประชาชนแล้วก็ ลดความซ้ำซ้อน ประหยัดรายจ่ายงบประมาณด้วย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูแลรักษา ประเมิน ดูความอยู่ดีมีสุขในเชิงสุขภาพของคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์นั้นได้บูรณาการกับกระทรวงศึกษาธิการเรื่องของการให้โอกาส ในการศึกษาพิเศษ การที่จะมีครูที่จะไปสอนเพิ่มเติมนะครับ
ประการต่อมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้บูรณาการ กับกระทรวงแรงงานเรื่องของการพัฒนาอาชีพ ทักษะ แล้วก็จัดหางาน ส่วนกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ทำด้วยกัน เซ็นเอ็มโอยู (MOU) กันไปแล้วทั้งหมดที่กราบเรียนมานี้ คือกระทรวงดิจิทัลนั้นสร้างการเรียนรู้ เพราะวันนี้เป็นโลกของการสื่อสารสามารถศึกษา ทุกอย่างได้จากโทรศัพท์มือถือ เมื่อท่านมีความสะดวกไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาตารางตามที่ กำหนดไว้
ประการต่อมาความรู้ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่จะให้นั้น ก็ผ่านจากผู้เชี่ยวชาญที่จะสร้างบทเรียนความรู้ องค์ความรู้ เพิ่มเติมทักษะ สร้างความตระหนัก และสำคัญที่สุดคือการระดมทุนจากภาคเอกชน ระดมทุนอาสาสมัคร ระดมความช่วยเหลือ ที่ไม่ใช่เป็นเงิน แต่เป็นเวลาที่จะมาช่วยจากอาสาสมัครภาคประชาชน นอกจากนั้นแล้วอยาก กราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านต้องการก็คือผมยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมาคมประชาคมคนตาบอดไทย วันนี้ก็ได้รับการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะเพิ่มเติมจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แล้วก็กรมการจัดหางานนั้นก็จัดหางานให้กับผู้พิการคนพิการนะครับ นอกจากนั้นแล้ว ถ้าประกอบอาชีพขาดรายได้นั้นก็สามารถมากู้ยืมเงินจากกองทุนคนพิการได้จากกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนั้นแล้วรัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ได้ ให้ความร่วมมือ ดูแลให้โอกาสกับคนพิการอยู่แล้ว เช่นการบินไทยได้จับมือให้ในส่วนของ วัตถุดิบ ในส่วนของการสร้างอาชีพใหม่ ๆ เช่น จะเป็นพ่อครัว จะเป็นผู้ช่วยพ่อครัวหรืออะไร ต่าง ๆ นั้น นอกจากนั้นแล้วเราได้ทำเพราะว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว มีหลักสูตรที่จะเตรียมให้ คนพิการนั้นได้สามารถเรียนรู้ ที่มีปัญหาเรื่องความเคลื่อนไหวสามารถเรียนรู้ทักษะของเรื่อง ไอที (IT) ทางด้านคอมพิวเตอร์ได้ก็จะสามารถทำงานได้ เช่น ที่ผ่านมาท่านอธิบดีกรมส่งเสริม คุณภาพชีวิตคนพิการนั้นได้เดินทางไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ไปดูแลคนพิการที่พิการครึ่งท่อน สามารถได้รับการฝึกงานจากโรงงานโตโยต้าแห่งประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้ฝึกงาน ให้กับคนพิการแล้วก็มีงานทำ นอกจากนั้นแล้วอาชีพอื่น ๆ ที่ทำ เช่น คนพิการที่นั่งรถเข็น แต่สามารถทำงานบนโต๊ะได้ ทำงานในเรื่องของบริการผ่านระบบสารสนเทศการสื่อสาร สารสนเทศได้เราก็จัดให้เขาได้ทำ ฉะนั้นตรงนี้อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ก็พยายามที่จะ ทำอย่างที่ท่านต้องการ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่กระทรวงได้ทำคือวันนี้สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาได้พยายามทบทวนพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี ๒๕๕๐ และแก้ไขเพิ่มเติมปี ๒๕๕๖ ซึ่ง พ.ร.บ. เดิมก็วัตถุประสงค์ดี แต่ว่าอาจจะขาด ความทันสมัยแล้วก็ขาดความคล่องตัวไป ก็จะต้องแก้ไขกฎหมายนั้นเพื่อให้รองรับการบริการ คนพิการนั้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแล้วก็ตรงเป้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากยิ่งขึ้น ขอกราบเรียนให้ท่านทราบครับ
ท่านจุลพันธ์ เชิญนะครับ ซักถามได้ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะถามคำถามต่อไปขอปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่งครับ ผมขออนุญาตนั่งพูดได้ไหม คือตอนนี้ขาเริ่มเจ็บแล้วครับ
ได้ครับ อนุญาตครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ที่อนุญาตให้ผมนั่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ซึ่งตรงนี้ผมขอขอบคุณมาก ๆ
ไม่ได้อนุญาตตามรัฐธรรมนูญ อนุญาตให้นั่งได้ครับ
แต่เข้าในมาตรารัฐธรรมนูญ วรรคสาม ก็คือกำหนดว่าอุปสรรคใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการนี้ไม่ถือว่าเลือกปฏิบัติ นะครับ
อนุโลมให้รวมทั้งเครื่องแต่งตัว ก็อนุโลมให้ เชิญนะครับ
คำถามต่อไป เรื่องกองทุน ซึ่งท่านดูแลอยู่ท่านมีทิศทางหรือหางเสือที่ชัดเจนหรือไม่ที่ว่าจะให้ทำอะไรในการพัฒนา อาชีพและการศึกษาของคนพิการ เพราะว่าตั้งแต่ผมพิการมาประมาณ ๓ ปีกว่า ผมเข้าไป ร่วมประชุมมีจัดอยู่เรื่องเดียวประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องการเข้าถึงสิทธิ ซึ่งตรงนี้ ผมดูว่าสำหรับผมเป็นคนพิการครึ่งชีวิตผมก็คือปกติไม่ครึ่งครับ มากกว่าครึ่งชีวิตเป็นคนปกติ แล้วก็มาเป็นคนพิการเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้วนี้ ผมดูว่าพูดแต่ในเรื่องสิทธิอย่างเดียวมันส่งเสริม ให้คนพิการอ่อนแอมากกว่า ไม่เคยทำให้คนพิการเข้มแข็งเลย เพราะว่าวัน ๆ ก็รอเอา แต่สวัสดิการของรัฐอย่างเดียว ซึ่งผมไปเข้าประชุมมาไม่มีอะไรที่บอกว่าจะพัฒนาอาชีพ คนพิการให้เป็นอะไร ผู้ประกอบการได้อย่างไร เสียภาษีให้รัฐได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมไม่เคย เห็นเลย ผมอยากจะแนะนำท่านให้เปลี่ยนแนวทางใหม่ได้หรือไม่ครับว่าอย่าไปเน้นมาก เรื่องสิทธิคนพิการ ถ้าจริง ๆ ไม่มีก็โอเค (OK) สำหรับผม แต่คนอื่นไม่ไหวขอกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนอย่างไร ถึงจะเป็นลักษณะก้าวหน้ามากกว่านี้ ขอบคุณครับ
เชิญรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ขอขอบพระคุณคำแนะนำท่าน ผมจะขอโอกาสท่านว่าผมจะพาท่านปลัดกระทรวง อธิบดี แล้วก็ผู้บริหารกองทุนนั้นมารับฟัง ข้อเสนอของท่านเพื่อนำไปปรับปรุงในอนาคตปีหน้าก็คืออีกไม่กี่วันนี้แล้ว นอกจากนั้น อยากจะกราบเรียนท่านว่าวันนี้กองทุนที่ท่านได้กล่าวถึงได้ส่งเสริมอาชีพ การรวมกลุ่มอาชีพ ขณะนี้กองทุนสนับสนุนอยู่ ๑๖,๓๓๙ กลุ่ม กลุ่มละประมาณ ๒๐-๓๐ คน แล้วก็สามารถให้ เงินอุดหนุนได้ในกลุ่มละประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท
ประการต่อมาก็คือ ให้คนพิการสามารถกู้ประกอบอาชีพ ไม่ใช่เป็นสิทธิเฉย ๆ กู้ประกอบอาชีพรายละ ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อราย ขณะนี้มีคนพิการ กู้อยู่แล้ว ๑๙๘,๙๓๔ ท่าน
ประการต่อมาก็คือการจ้างงานตามมาตรา ๓๓-๓๕ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่า มีข้อบกพร่องมากมายกำลังแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้อยู่ แต่ขณะนี้มีคนพิการที่ได้รับประโยชน์ จากการจ้างงานตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ อยู่ ๗๒,๗๕๓ คน แต่ขณะเดียวกันที่ผมยังวิตก และห่วงใยคือคนพิการที่ยังหางานทำไม่ได้ แต่ขึ้นทะเบียนไว้มีประมาณ ๑๕๓,๐๐๐ คน ตรงนี้จะต้องเป็นภาระที่กระทรวงนั้นจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขให้ได้ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว การเดินทาง การอำนวยความสะดวกของคนพิการนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของสถานีรถไฟ แม้กระทั่งสนามบิน การออกแบบเพื่อให้คนพิการนั้นมีความสะดวกในการใช้ชีวิตก็ต้องทำ แต่ขณะนี้สิ่งที่ได้ทำไปแล้วก่อนหน้าผมจะมาเป็นรัฐมนตรี ก็ได้ทำไปแล้วคือห้องน้ำของ คนพิการสถานที่ราชการทั้งประเทศ ๒๕,๐๐๐ กว่าแห่ง ๒. ก็คือที่อยู่อาศัยคือบ้านสำหรับ คนพิการ ในขณะนี้ทำไปก่อนหน้าที่ผมมา ๑๔,๔๔๘ แห่ง แล้วก็ปั๊มน้ำมันของ ปตท. ทั่วประเทศเกือบ ๑,๐๐๐ แห่ง ก็มีเรื่องของห้องน้ำคนพิการ ฉะนั้นจริง ๆ แล้วรวม ๔๐,๐๐๐ กว่าแห่งที่พยายามดูแลอยู่ แต่ผมก็ขอโอกาสท่านว่าวันไหนว่างผมก็จะไปพบและขอรับ คำแนะนำมาเพื่อปรับปรุงทิศทางให้ตรงกับความต้องการของคนพิการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง ของโลกยุคใหม่เพื่อให้คนพิการนั้นมีชีวิตอยู่ที่มีศักดิ์ศรีพึ่งพาตนเองได้ แล้วก็มีอาชีพที่มั่นคง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ และท่านรัฐมนตรีนะครับ
๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๓ เรื่อง การฟื้นฟูและพัฒนาอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำ ในจังหวัดศรีสะเกษ (นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตอบแทน เชิญท่านวิวัฒน์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การฟื้นฟูและพัฒนาอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอื่นผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธาน และขออนุญาตท่านประธานก่อนว่าคำถามของผม มี ๒ คำถาม ผมจะขออนุญาตอภิปรายแล้วถามครั้งเดียว แล้วให้ท่านรัฐมนตรีตอบครั้งเดียว เพื่อจะให้ได้ใจความ ผมเรียนท่านประธานว่าจังหวัดศรีสะเกษประกอบไปด้วย ๒๒ อำเภอ ๒๐๔ ตำบล ๒,๓๒๑ หมู่บ้าน ประชากร ๑,๔๗๐,๐๐๐ คน ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นประชากร ที่มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อเกษตรกรส่วนใหญ่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน ปัญหาหัวใจสำคัญของเกษตรกรนั่นก็คือ ๑. น้ำ ๒. ไฟฟ้า ๓. ถนนในการลำเลียงสินค้า การเกษตรออกสู่ท้องตลาด เนื่องจากที่ผ่านมานั้นจังหวัดศรีสะเกษมีอ่างเก็บน้ำหลายแห่ง มีลำห้วยหลายสาย มีหนองน้ำ แล้วก็มีห้วย หนอง คลอง บึงหลายแห่งที่ตื้นเขินขาดการ พัฒนาดูแลจากกรมชลประทาน จึงส่งผลให้หน้าฝนน้ำท่วม หน้าแล้งน้ำแห้ง ส่งผลให้พี่น้อง เกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษนั้นมีรายได้ลดลง เพราะหลายแห่งผมจะยกตัวอย่างให้เห็น อย่างชัดเจน เช่น แหล่งน้ำที่เป็นห้วย หนอง คลอง บึงที่ตื้นเขิน นั่นก็คือหนองกราม ตำบลไพร อำเภอขุนหาญ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๑,๓๐๐ กว่าไร่ ขณะนี้ตื้นเขินหมด ๒. ซำครุ ตำบลพิงพวย อำเภอพยุห์ ๓. คลองระวี ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ ๔. คลองอีสานเขียว ตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอพยุห์ ๕. ห้วยทาร่องจังเอิน ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง ๖. ห้วยแฮด ตำบลโนนเพ็ก ตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์ ห้วยเสียว ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ ห้วยไผ่ ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ และอีกหลาย ๆ แห่ง นี่เป็นเพียงยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นและได้ รับทราบว่าห้วย หนอง คลอง บึงที่อยู่จังหวัดศรีสะเกษขณะนี้กำลังตื้นเขิน หลังจากห้วย หนอง คลอง บึงเสร็จแล้ว ต่อมายังฝายน้ำล้นแล้วก็อ่างเก็บน้ำ ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างเพียง ๓ แห่ง อ่างเก็บน้ำนั้นคืออ่างเก็บน้ำห้วยตามาย ซึ่งอ่างเก็บน้ำห้วยตามายในอำเภอกันทร ลักษ์ถือว่าเป็นทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษและในประเทศไทย สามารถบรรจุ น้ำได้ประมาณ ๓๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันท่านประธานทราบไหมว่าหน้าแล้งเป็นที่ เเลี้ยงสัตว์ หน้าฝนมีน้ำ ในช่วงนี้อ่างเก็บน้ำห้วยตามายนั้นจะมีน้ำอยู่ปริมาณเกือบ ๘๐
ป อ ร์ เ ซ็ น ต์ แต่หลังจากวันที่ ๒๐ ต่อไปนั้นจะเริ่มปล่อยน้ำออกไปสู่เกษตรกรซึ่งทำนาปรัง แล้วคาดว่า อีกไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นั้นน้ำก็จะแห้งก็เป็นที่เลี้ยงสัตว์ต่อ ต่อมาเป็นฝายห้วยทา ตำบลพรหมสวัสดิ์ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ตื้นเขินลงซึ่งแต่ก่อนไม่ว่าอ่างเก็บน้ำ ไม่ว่าหนองน้ำ ไม่ว่า แหล่งน้ำต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของพี่น้องเกษตรกร เดิมทีนั้นกล่าวว่าประเทศไทยของเรา สผ ๑๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เสาวลักษณ์ ๔๐/๒ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่ปัจจุบันนี้ปลาก็ไม่มี ข้าวก็เสียหาย ปลาจะมีได้อย่างไรในเมื่อน้ำไม่มี แต่ก่อนนั้นหลายรัฐบาลที่ผ่านมาผมก็ได้เคยเห็นทางรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการไปปล่อยปลา ปล่อยกุ้ง ก็เป็นมรดกให้กับพี่น้องเกษตรกร ให้ลูกหลานได้ทำมาหากิน ได้มีอาชีพเสริม รายได้ก็เพิ่ม ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ น้ำไม่มี ปลาหมด และสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากน้ำนั้นก็อันตรธานหายไป เพราะฉะนั้นปัจจัยดังกล่าวนี้จึงเป็นที่มา ของกระทู้ของผม ซึ่งผมถามทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม พอผมเห็นว่าท่านมาตอบผมก็ชื่นใจเพราะผมเชื่อมั่น ในความรู้ความสามารถของท่าน เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทาน ก็ถือโอกาสนี้ ถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่ากรมชลประทานที่สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์นั้นมีวิธีและแผนงานอย่างไรในการฟื้นฟูและพัฒนาอ่างเก็บน้ำ พัฒนาฝายน้ำล้น พัฒนาห้วย หนอง คลอง บึง ในจังหวัดศรีสะเกษที่จะให้มีน้ำกลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ได้ชื่อว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แถมยังได้ผลประโยชน์อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนเสริมคือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ท้องถิ่นก็จะมีรายได้เพิ่ม เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มและมีอาชีพเพิ่ม นั่นก็คือมีการหาปลา มีการขายปลา ก็ถือโอกาสนี้เรียนถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้โปรดตอบแล้วก็ขอรายละเอียดด้วย ขอบคุณมากครับ
รัฐมนตรีประภัตรเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส.วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรเก่าแก่คนหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ตระกูลท่านนั้น เป็นผู้แทนมาโดยตลอดและเอาใจใส่พี่น้องประชาชน ผมขอทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก ก่อนว่าจังหวัดศรีสะเกษนั้นตามที่ท่านเล่าให้ฟังผมเห็นแล้วว่าแร้นแค้นจริง ๆ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดใหญ่มีผู้แทนราษฎร ๘ คน พื้นที่ท่านมีพื้นที่ทั้งหมด ๕.๕ ล้านไร่ ถือว่าเป็นจังหวัด ที่ใหญ่มาก สามารถทำการเกษตรได้ถึง ๔.๒ ล้านไร่ ทำนาได้ ๓.๔ ล้านไร่ ถือว่ามากที่สุด ของภาคอีสาน แต่ท่านโชคร้ายก็คือแหล่งน้ำชลประทานไม่สามารถจะสร้างอ่างใหญ่ ๆ ได้ เพราะพื้นราบสลับเนิน เพราะน้ำรับมาจากเทือกเขาพนมดงรักซึ่งมีเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา เราทำการศึกษาดูแล้วเราได้แต่สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางซึ่งมีขนาดใหญ่อย่างเขื่อนราษีไศล หรือแบบห้วยตามายไม่กี่แห่ง เราสร้างไปทั้งหมด ๕๔๖ แห่ง ใน ๕๔๖ แห่งพอสร้างเสร็จ ก็ต้องมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับไปกรมชลประทานก็โอนไปให้ท้องถิ่น ๔๔๐ แห่ง ท่านมองภาพตรงนี้จะเข้าใจนะครับ เหลืออยู่ในกรมชลประทานดูแลเพียง ๑๐๖ กว่าแห่ง ดังนั้นท่านพูดมาถูกต้องเลยว่าห้วย หนองคลอง บึงแห้งแล้ง สิ่งแรกก็คืองบประมาณ งบประมาณเมื่อโอนไปท้องถิ่น แน่นอนท้องถิ่นก็ไม่มีงบพอ เมื่อโอนไปแล้วกรมชลประทานล่ะ กรมชลประทานก็ได้แต่ตาม แต่ไม่สามารถจะตั้งงบได้เพราะไปซ้อนกัน ดังนั้นผมก็ถามเลยว่า กรมชลประทานปีที่ผ่านมาในโครงการ ๑๐๖ กว่าแห่งท่านทำอย่างไรบ้าง อยากกราบเรียน ท่าน ส.ส.วิวัฒน์ชัย ว่าทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ตามที่ท่านบอก ๑. งบได้เพียง ๔๐ ล้านบาท ๔๐ ล้านบาทอยู่ในเขตชลประทานได้ก็เสริมซ่อมสันฝาย อย่างที่ท่านว่าหน้าฝายไม่สามารถ มีเงินพอหรืองบประมาณพอที่ไปขุด
ประการที่ ๒ ได้ไปอีกส่วนหนึ่งก็คือกำจัดวัชพืชเพื่อจะให้น้ำไหลสะดวก แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เพราะแหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่กับท้องถิ่น ท้องถิ่นก็จะบอกว่าไม่มีเงิน ดังนั้น ห้วย หนอง คลอง บึง ๕๔๖ แห่งเก็บน้ำได้ ๓๐๐ กว่าล้านคิวต่อพื้นที่ที่ทำนา ๓.๔ ล้านไร่ ดังนั้นไม่พอ ผมจึงกราบเรียนว่าท่านถามมาอย่างนี้แล้ว ผมจะส่งเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ ชลประทานภาค ๘ นายเกียรติศักดิ์ แล้วก็ชลประทานจังหวัด นายประเทืองไปพบท่าน ไปวางแผนร่วมกันกับ ส.ส. อีก ๗-๘ คน เช่น ส.ส.ผ่องศรี ทุกคนรู้จักกันแล้วก็อยากจะรับฟัง ผมไปจังหวัดศรีสะเกษมาแล้ว ๒ ครั้ง ไปเห็นแล้วก็เห็นใจจริง ๆ ครับ ทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม โดน ๒ กระทอก ดังนั้นท่านขอมาผมยินดีที่จะประสานงานแล้วก็สนับสนุนโครงการที่จะ ทำให้เก็บน้ำได้ สิ่งหนึ่งจะฝากไว้ก็คือว่าท่านต้องไปแก้ปัญหาพื้นที่ก่อน ผมจะให้ชลประทาน ไปปรึกษาท่านว่าจะสร้างตรงไหน พื้นที่ที่ผมว่าก็คืออยู่ในเขตป่าบ้าง ชาวบ้านไม่ยอมบ้าง ท่านต้องไปเจรจาให้ ส่วนงบประมาณเราจะช่วยท่านตั้งไว้ ปีนี้ไม่เสร็จปีหน้าก็ทำต่อ อย่างปีนี้ เราดูแล้วว่าจะให้ท่านได้สัก ๒ โครงการไหม ถ้าได้เราก็จะให้ปี ๒๕๖๓ เลยครับ ก็จะให้ กรมชลประทานเขาไปประสานงานไม่ใช่ท่านคนเดียวนะครับ ผู้แทนทุกท่านเลยที่มีปัญหา โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษพื้นที่ใหญ่อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อย่างที่ท่านบอกว่า อยากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำได้ถ้าเรามีน้ำ เราขุดลอก ยิ่งปล่อยปลา ปล่อยกุ้ง ที่ท่านขอเรา อยากให้เหลือเกิน เพราะปีนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ท่านจัดงบเลยว่า เขตที่โดนภัยแล้ง น้ำท่วมให้งบเยียวยามากสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งปลาให้ไปมาก กุ้งก็ให้ไปมาก ถ้าใครมีแหล่งน้ำในเขตที่ประสบภัยเรายินดีสนับสนุนที่จะให้ประมงไปปล่อยปลา ปล่อยกุ้งให้
ประการสุดท้าย อยากจะกราบเรียนท่านว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปหาท่านแล้ว ผมจะให้ไปอาทิตย์นี้เลย ท่านบอกเลยว่าท่านอยากทำสิ่งไหนก่อน สิ่งไหนหลัง เพื่อจะ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ประชาชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีผู้แทนดี ๆ อย่างท่าน ก็สามารถจะร่วมกันแก้ปัญหาได้ ดังนั้นสิ่งที่ท่านเล่า ท่านขอมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยินดีให้การสนับสนุน ขอขอบคุณท่านประธาน
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านวิวัฒน์ชัย เราก็จบกระทู้ถามสุดท้าย กระทู้ที่ ๖ ในวันนี้ ผมขออนุญาตที่ประชุมวันนี้ มีเรื่องสำคัญหลังจากเรื่องแจ้งเพื่อทราบเหล่านี้แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราก็กรุณาอยู่กัน
ท่านรัฐมนตรี ธรรมนัส ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมประชุม และขอต้อนรับพี่น้องประชาชน จากจังหวัดอุดรธานีที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม ต่อไปเป็นระเบียบวาระกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งจะเป็นการถามตอบกระทู้ที่จะใช้เวลาเดียวกันกับการถามกระทู้ถามสดด้วยวาจาอยู่ในสภา วันนี้กระทู้ถามแยกเฉพาะมีทั้งหมด ๖ กระทู้
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ
๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๐ เรื่อง ขอให้ยกเลิกเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ และตำบลบ้านดุง (บางส่วน) อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี (นายขจิตร ชัยนิคม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ
(เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒)
วันนี้ได้รับ หนังสือจากผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน ในการถามกระทู้ถามแยกเฉพาะนี้ วันนี้ท่านขจิตร ชัยนิคม ได้ขออนุญาตนำเอาพี่น้องประชาชน จากจังหวัดอุดรธานี จำนวน ๑๐ ท่าน น่าจะเป็น ๑๑ ท่านรวมทั้งธีระชัย แสนแก้ว อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ขออนุญาต เข้าร่วมรับฟังการประชุมในครั้งนี้ด้วย พี่น้องที่เข้ามาในวันนี้ไม่ได้แจ้งรายชื่อ ขอในภาพรวมว่า เป็นพี่น้องเกษตรกรจังหวัดอุดรธานีจากเทศบาลเมืองบ้านดุง ก่อนที่จะมีการถามและตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะ อยากจะเรียนกับท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังรับชม การถามกระทู้ถามแยกเฉพาะในครั้งนี้ได้ทราบว่าสำหรับการถามกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎร มีกระทู้อยู่ ๓ ประเภท ประเภทแรกก็คือกระทู้ถามสดด้วยวาจา ซึ่งกำลังถามกันอยู่ใน ห้องประชุมสภาใหญ่ในขณะนี้ ประเภทที่ ๒ คือกระทู้ถามทั่วไป ซึ่งจะมีการถามตอบกัน ระหว่างสมาชิกกับรัฐมนตรี ซึ่งจะถามตอบกันในช่วงหลังจากกระทู้ถามสดด้วยวาจาจบแล้ว และในขณะเดียวกันเราก็มีกระทู้ถามแยกเฉพาะ ก็คือเป็นการถามตอบกันระหว่างท่านสมาชิก กับท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมแยกอย่างนี้ ต้องกราบขออภัยที่ห้องประชุมใหญ่ เรายังไม่เรียบร้อยกำลังตกแต่งอยู่ เรายืมห้องใช้ชั่วคราวอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นก็อาจจะคับแคบหน่อย อาจจะทำให้พวกท่านเข้ามาร่วมประชุมแล้วจะเกิดความรู้สึกอึดอัด แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่า กระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเราก็เสมือนเป็นกระทู้ในสภาใหญ่เหมือนกัน ถึงแม้จะไม่ได้ มีการถ่ายทอดสดทางทีวี (TV) ในขณะนี้ แต่ว่าการประชุมนั้นดำเนินการไปในระเบียบข้อบังคับ อันเดียวกัน แล้วมีการบันทึกเทปในการประชุมถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะตลอดระยะเวลา มีล่ามภาษามือ มีเจ้าหน้าที่ มีอะไรครบสมบูรณ์หมด แล้วก็จะนำเทปบันทึกนี้ไปออกอากาศ ในสถานีโทรทัศน์รัฐสภาช่อง ๑๐ หลังจากมีการประชุมสภาเสร็จในวันนี้ วันพุธกับวันพฤหัสบดี จะมีการประชุมสภา ถ้าหากเสร็จการถ่ายทอดสดประชุมสภาใหญ่แล้วสถานีโทรทัศน์ก็จะ นำเอาเทปบันทึกนี้ไปออกอากาศให้พี่น้องประชาชนได้รับชมเต็ม ๆ ๒ วันติดต่อกันครับ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านเข้าใจว่าทุกอิริยาบถที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้เป็นการประชุมเสมือนอยู่ใน ห้องประชุมสภาใหญ่จริง ๆ และเมื่อพี่น้องประชาชนได้ขออนุญาตเข้ารับฟังการประชุมนี้ ก่อนที่จะพิจารณาผมขออนุญาตเรียนแจ้งให้ท่านทราบว่าขอให้ท่านผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ และพี่น้องประชาชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการพิจารณาในห้องกระทู้ถามทุกท่านได้ทราบว่า เนื่องด้วยระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรักษามารยาทและรับฟัง การพิจารณาโดยอยู่ในความสงบไม่แสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือกล่าววาจา หรือส่งเสียงใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการพิจารณาและขอห้าม มิให้บันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอก อันนี้แจ้งให้ท่านทราบ เพราะเดี๋ยวท่านสมาชิกถามและท่านรัฐมนตรีตอบ ถ้าเกิดได้ยิน คำตอบที่ไม่ถูกอกถูกใจเราก็ให้อดทน จะไปแสดงปฏิกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะนี่เป็น การประชุมสภาอยู่ จึงขอให้ทุกท่านได้ปฏิบัติตามระเบียบนี้อย่างเคร่งครัดด้วย เพราะถ้าท่าน ไม่ปฏิบัติตามประธานก็มีสิทธิที่จะเชิญท่านออกจากห้องประชุม กระทู้ถามแยกเฉพาะ เกี่ยวกับเรื่องขอให้ยกเลิกเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในเขตเทศบาลเมือง บ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ และตำบลบ้านดุง (บางส่วน) อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ขออนุญาตให้ คุณพิชัย เตชะทองสิงห์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการเข้าร่วมให้การ สนับสนุนข้อมูลกับท่านรัฐมนตรี ผมอนุญาตนะครับ ก็ขอเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ได้ถาม ท่านจะมีเวลาถาม ๑๐ นาทีเท่านั้น ส่วนท่านรัฐมนตรีก็มีเวลาตอบแค่ ๑๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๓ หลังจากเป็นผู้แทนราษฎรแล้วก็ออกเยี่ยม ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุงทั้งหมด ๓๕ ชุมชน ก็ได้พบปัญหาว่าสิ่งที่ทำให้พี่น้อง เดือดร้อนที่สุดก็คือที่ดินในเขตเทศบาลเมือง ซึ่งเป็นเทศบาลใหญ่อันดับ ๒ ในจังหวัดอุดรธานี รองจากเทศบาลนครอุดรธานี เป็นบ้านเมืองที่เจริญมากเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง แต่ที่ดิน ของประชาชนที่ได้ร้องเรียนมา จำนวน ๗๑๖ ราย ในความเป็นจริงแล้วอาจจะเยอะกว่านี้ แต่ที่ร้องมาหาผมมีความทุกข์ยากเดือดร้อน ใช้คำว่า ทุกข์ยากเดือดร้อน และเป็นสาเหตุ แห่งความทุกข์ยากด้วยเพราะว่าที่ดินนี้ราคาไร่ละเป็น ๑๐ ล้านบาท แต่เวลาเป็น ส.ป.ก. ราคาก็จะไม่มี ไม่สามารถซื้อขายได้ ยังมี ส.ป.ก. จำนวนมาก ก็เลยอยากจะถามท่านรัฐมนตรี ในสมัยนี้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีรับผิดชอบอยู่ในเรื่องการปฏิรูป มีนโยบายที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งให้โอกาสอยู่แล้วว่ารัฐบาลสามารถออกพระราชบัญญัติ ยกเลิกเขตปฏิรูปที่ดินที่เปลี่ยนแปลงรูปไม่สามารถทำการเกษตรได้แล้ว รัฐบาลนี้มีนโยบาย แผนงานอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชนในเขตเทศบาลเมืองที่ยังมีที่เป็น ส.ป.ก. อยู่ครับ
ความจริง คำถามของท่านขจิตร ชัยนิคม ถ้าท่านรัฐมนตรีตอบออกมาในเชิงเป็นคุณก็คงจะไม่เป็นคุณ เฉพาะอำเภอบ้านดุง แต่เป็นคุณกับพี่น้องที่อยู่ในเขตเทศบาลทั่วทั้งประเทศที่เป็นเขต ส.ป.ก. อยู่หลาย ๆ ที่ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ตลอดจนถึง พี่น้องที่เข้าร่วมฟังการตอบกระทู้ ในประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านขจิตร ชัยนิคม ได้ตั้งกระทู้ถามมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้เป็นผู้มาชี้แจงตอบกระทู้ถามในคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องนี้ถือว่า เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมเพิ่งประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาถึงเรื่องความเจริญทางสภาพเศรษฐกิจก็ดี สังคมก็ดี การขยายตัวของประชากรในปัจจุบันส่งผลให้พื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน กลายเป็นพื้นที่ที่เป็นเมือง ยกตัวอย่างเทศบาลเมืองบ้านดุงเป็นต้น ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กล่าวไปว่าเป็นเทศบาลเมืองที่ใหญ่รองอันดับ ๒ ของจังหวัดอุดรธานี ผมเห็นด้วยกับ คำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าสภาพหรือบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่เหมาะที่จะ ทำภาคการเกษตร แต่ทำไมถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรืออะไรเลย อยากกราบเรียน ท่านประธานเพื่อตอบคำถามที่ท่านขจิตรได้ถามมา สำนักงานปฏิรูปที่ดินได้ตั้งคณะอนุกรรมการ พัฒนากฎหมายของ ส.ป.ก. เพื่อศึกษาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมพัฒนาที่ดิน เพื่อจำแนกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันในหลายพื้นที่ไม่ใช่ที่จังหวัดอุดรธานีจังหวัดเดียว ยกตัวอย่าง ที่จังหวัดเชียงรายบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายสภาพกลายเป็นเมืองไปแล้ว ที่ดินบางแปลงที่เป็นโฉนดที่ดินมีมูลค่า ๑๐-๒๐ ล้านบาท แต่พอเป็นพื้นที่ที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. จะไม่มีมูลค่า ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก. กรมโยธาธิการและผังเมือง จะต้องมาหารือโดยตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อที่จะแก้ปัญหาว่า ควรจะประกาศยกเลิกเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรคืนไปให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจะไปออกเอกสารสิทธิ อาจจะเป็นโฉนดหรืออะไรก็แล้วแต่ เป็น ส.ค.๑ เป็น น.ส.๓ หรือว่า เป็นโฉนด แล้วแต่กระทรวงมหาดไทยจะทำ ตรงนี้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าอยู่ใน ขั้นตอนที่ผมมากำกับดูแล ส.ป.ก. และรับปากพี่น้องประชาชนเลยว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ ให้แล้วเสร็จในเร็ววันนะครับ
ต่อไปเชิญ ท่านขจิตร ชัยนิคม ถามคำถามที่ ๒ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและแจ้งให้ทราบว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนงาน และมีคณะทำงานที่จะดำเนินการเรื่องนี้ทั่วประเทศ แต่ผมอยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรี ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าพี่น้องบ้านดุงอยู่มา ๔๔ ปีได้เสียโอกาสอย่างมหาศาล ไม่ใช่เฉพาะ เรื่องขายที่ดินไม่ได้ราคาเท่านั้น เฉพาะเรื่องที่จะปลูกบ้านขอบ้านเลขที่ก็ยากลำบาก ขอไฟฟ้า ก็ยากลำบากถ้าเป็นที่ ส.ป.ก. มีกฎเกณฑ์มากมาย เพราะฉะนั้นเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ซึ่งได้นำเสนอมาแล้ว ซึ่งโดยกฎหมายรัฐบาลสามารถออกพระราชบัญญัติเป็นเฉพาะที่ได้ ก็อยากกราบเรียนขอความกรุณา ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าในกรณีนี้ที่ผมยื่นเทศบาลเมืองบ้านดุง ขอความกรุณาท่านได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปสำรวจปัญหาและดำเนินการออกพระราชบัญญัติ เฉพาะที่นี้เพื่อแก้ปัญหาความเร่งด่วนของประชาชนจะได้หรือไม่ครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมกำลังจะดำเนินการให้ในหลายพื้นที่ โดยจะแยกกันทำเฉพาะที่ไป ยกตัวอย่างที่จังหวัดพะเยาของผมบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยพะเยา เราก็จะแยกเป็นพื้นที่ที่เราจะตั้งคณะกรรมการในการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งถือว่า เป็นกรมสำคัญที่รับผิดชอบในเรื่องของการจำแนกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตรงนี้ท่านขจิตร สามารถทำเรื่องมาถึงผมโดยตรงได้เลย และผมจะรีบดำเนินการให้นะครับ
ท่านขจิตร มีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ ค่อนข้างชัดเจนแล้วนะครับ
ผมยื่นเอกสารให้ท่านเลย ผมทำหนังสือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เอาไปยื่นให้ท่านรัฐมนตรี
สรุปว่า กระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง ขอให้ยกเลิกเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในเขต เทศบาลเมืองบ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ และตำบลบ้านดุง (บางส่วน) อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ก็ได้มีการถามและตอบกันมีความชัดเจนขึ้น แล้วก็คงจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่เฉพาะอำเภอบ้านดุงเท่านั้น อานิสงส์นี้จะตกกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในเขตเทศบาล หลาย ๆ ที่ที่ประกาศเขต ส.ป.ก. ครอบไว้อยู่ มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข ถ้าท่านรัฐมนตรีธรรมนัส รัฐบาลชุดนี้ทำได้ ผมก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะได้อานิสงส์มาก ขอขอบคุณท่านขจิตรครับ
ขออนุญาตเพิ่มเติม ผมใช้เวลานิดเดียว
ไม่เพิ่มแล้ว มันจบแล้วครับ
ไม่ครับ ขอนิดเดียวครับ
สั้น ๆ ครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่รับเรื่องไป แล้วผมจะคอยติดตามเป็นระยะนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีธรรมนัสนะครับ ขอบคุณพี่น้องชาวอำเภอบ้านดุงที่ได้ให้ความสนใจมาชม การประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะ หลังจากกลับไปบ้านแล้วเย็นนี้หลังจากปดดประชุมประมาณ ๓-๔ ทุ่ม เปดดฟังการถ่ายทอดการประชุม ท่านก็จะได้เห็นพวกท่านออกทีวี (TV) ช่อง ๑๐ รัฐสภา ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ
ขออนุญาตท่านประธานเสริมก่อนที่ท่านขจิตรพร้อมพี่น้องจะเดินทางกลับ ผมจะหาเวลาไปตรวจเยี่ยมในเขตพื้นที่ของท่านในเร็ววันนี้นะครับ
ก็จบการถาม กระทู้ถามแยกเฉพาะของท่านขจิตร ชัยนิคม การถามกระทู้ถามแยกเฉพาะของท่านขจิตร ชัยนิคม หรือถามกระทู้ของท่านขจิตรเป็นแบบอย่างอันดียิ่ง คือเกริ่นนำสั้น ๆ นิดหนึ่ง แล้วถามปัญหาเลย ฉะนั้นท่านที่จะถามกระทู้ถามแยกเฉพาะต่อไป ท่านนิยม เวชกามา ขอให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ถามกระทู้นี่ไม่ใช่การอภิปรายนะครับ ต่อไปครับ
๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๒ เรื่อง ผลกระทบเรื่องที่ทำกินและ ที่อยู่อาศัยจังหวัดสกลนคร (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ
เรื่องตามระเบียบวาระที่ ๑.๓.๑-๑.๓.๒ (เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒)
คืออย่างนี้ครับ ด้วยรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วได้มีบัญชามอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน ในการนี้ผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน ท่านธรรมนัสต้องตอบต่อ ในการนี้ขออนุญาตให้ผู้สนับสนุนข้อมูลกับท่านรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมด้วย คือนายณรงค์ เกาะศิริ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงานส่วนจัดการที่ดิน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลด้วย เชิญท่านนิยม เวชกามา ถามกระทู้ครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที ถ้าท่านอธิบายยาวท่านก็จะไม่ได้ถาม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ท่านประธานครับ เนื่องจากปัญหาของจังหวัดสกลนครในเรื่องที่ทำกินก็เป็นปัญหาหนึ่ง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากจังหวัดอุดรธานีนิดหน่อย เพราะจังหวัดอุดรธานีเมื่อสักครู่นี้ผมรับทราบว่า เป็นเขตเทศบาล แต่จังหวัดสกลนครในหลายอำเภอก็มีปัญหาเรื่องที่ทำกินโดยเฉพาะเอกสารสิทธิ ออกไม่ได้เนื่องจากติดปัญหาคล้าย ๆ กับหลายจังหวัด ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า สาเหตุที่พี่น้องประชาชนยากจนของจังหวัดสกลนครหรือในหลายจังหวัดก็ตามก็คือเกษตรกร ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อไม่มีกรรมสิทธิ์การที่จะไปกู้ยืมเงินธนาคาร ธ.ก.ส. หลายคนทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเขตที่มีปัญหาของเขตผมคือเขต ๒ พื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่บนภูพานบ้าง ถ้าไม่เป็นที่บนภูพาน อำเภอกุสุมาลย์มีอยู่ ๓ หมู่บ้านไม่มีเอกสารสิทธิเลย ผมขอกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ต้องฝากเรียนกับท่านรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า วันนี้ท่านมา แทนนายกรัฐมนตรีท่านอาจจะแปลกนิดหนึ่ง ผมถามนายกรัฐมนตรี เพราะว่าจังหวัดสกลนคร คาบเกี่ยวกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงมหาดไทย ก็เลยต้องถาม นายกรัฐมนตรี ท่านมอบให้มาก็แสดงว่าท่านเข้าใจแล้วว่าเป็นปัญหา พอวันนี้เห็นท่านมา และเป็นคนสนิท ผมต้องถามหนองหารด้วยเพราะพื้นที่คาบเกี่ยวติดพระราชกฤษฎีกาออกไม่ได้ ท่านประธานครับ เนื่องจากปัญหาที่ว่านี้คือความยากจนเป็นหลัก พี่น้องขาดทุนทรัพย์ไม่สามารถ เอาที่ดินซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเขาไปขอกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ได้ เพราะว่า ส่วนหนึ่งคือถ้ามีเอกสารสิทธิแล้วเขาจะไปกู้ยืมมาลงทุนเรื่องการเกษตรได้ ฉะนั้นวันนี้ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีธรรมนัส ซึ่งวันนี้ท่านกับผมก็รักชอบพอกันอยู่ แต่วันนี้พี่น้องในเขตผม ๓,๐๐๐ กว่าครอบครัวมีปัญหาเรื่องที่ทำกิน ก็เป็นทางอำเภอภูพาน อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และอำเภอโพนนาแก้วบางส่วน ส่วนอำเภอโพนนาแก้วอาจจะมีปัญหาเรื่องหนองหารด้วย เรื่องเทศบาลบางส่วนไปอยู่ในเขต ส.ป.ก. คือตำบลเชียงสือ ยังเป็นเขตเทศบาลแต่ว่าคาบเกี่ยวเรื่องที่ดินในป่า ต้องเรียน ท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรีธรรมนัสด้วยว่าปัญหาใหญ่ที่เป็นผลกระทบ คือเขตอุทยาน ภูผายลของอำเภอเต่างอย ส่วนเขตที่ทำกินซึ่งเป็น ส.ป.ก. เป็นที่ทับซ้อนที่เดิมที่มีเอกสารสิทธิ เป็น ส.ค.๑ แต่วันนี้เป็น ส.ป.ก. ความพร้อมที่ออกโฉนดได้บางส่วนแต่ออกไม่ได้ ปัญหาที่อยู่ ในเขตปฏิรูปที่ดินแต่มีที่ทำกินถูกอำเภอกันไว้เป็นที่สาธารณะและปัญหาที่ป่าหลุบเลา อำเภอภูพาน ในเขตตำบลหลุบเลาหมู่บ้านดังกล่าวไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ทำกิน มาแล้ว ๓๐-๔๐ ปี ในเขตตำบลหลุบเลามี ๕-๖ หมู่บ้าน ซึ่งเขาทำกินมาอยู่ดี ๆ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกต้องมาเซ็นรับรองว่าจะปลูกป่า อันนี้ต้องขอฝากท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ถ้าปลูกป่าพี่น้องหวาดกลัว ก็ทำกินมาแล้ว เขาบอกว่าถ้าไม่เซ็นปลูกป่าจะไม่ให้ทำกินเลย อันนี้ต้องขอฝากท่านไปดูในเรื่องเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ด้วย ผมคงไม่บรรยายยาวล่ะครับ ท่านประธานเตือนผมไว้แล้ว ท่านขู่ไว้แล้วบอกไม่ให้พูด พูดยาวเดี๋ยวผมจะถูกท่านตัด ต้องกราบเรียนท่านว่าอำเภอภูพาน มีตำบลโคกภู ตำบลหลุบเลา ตำบลกกปลาซิว โดยเฉพาะ กกปลาซิวคือบ้านโนนเจริญไฟฟ้าไม่มี ผมขอไปแล้วเรียนไปแล้วในที่ประชุม หมู่บ้านนี้ไม่ต้อง พูดถึงไฟฟ้ายังไม่มี เอกสารสิทธิไม่ต้องพูดถึงเลยไม่เคยมีสำหรับตำบลกกปลาซิว อันนี้ฝาก ท่านว่าต้องศึกษาอย่างไร เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ท่านรัฐมนตรี ถ้าเขาไม่มีที่ทำกินแล้ว ผมพูดแต่แรกแล้วว่าจะไปกู้ยืมธนาคาร ธ.ก.ส. ไม่ได้ นี่คือปัญหาใหญ่ ส่วนที่อำเภอกุสุมาลย์ ฝากท่านเลย อำเภอกุสุมาลย์มีอยู่ ๓ หมู่บ้านหลัก ๆ ของตำบลกุสุมาลย์ คือบ้านนิรมัย หมู่ที่ ๙ บ้านนาล้อม หมู่ที่ ๙ แล้วก็บ้านนิรมัย หมู่ที่ ๑๒ ๓ หมู่บ้านนี้ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นหมู่บ้าน มาหลายปีแล้ว ปัญหาใหญ่ที่เขาร้องเรียนมาขอฝากท่านกลับไปดูว่าปัญหาคืออะไร เขาบอกไม่มี เป็นเรื่องจริงที่ตรวจสอบได้
ท่านถามหรือยัง ท่านเหลือ ๔ นาทีเองนะครับ
จึงขอทราบแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบ ของที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวของจังหวัดสกลนครว่าจะมีทางแก้ไขอย่างไร ขอทราบรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรีด้วยครับ เป็นคำถามที่ ๑
ท่านรัฐมนตรี ท่านมีเวลา ๑๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ที่ได้ตั้งคำถามที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่เยอะที่สุดก็ว่าได้ ผมได้เห็นความสำคัญเน้นความสำคัญ ถึงเรื่องปัญหาพี่น้องประชาชนในฐานรากในเรื่องของที่ดินทำกินก็ดี ในเรื่องของผลกระทบจาก การประกาศพื้นที่ของอุทยานก็ดี หรือในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ก็ดีที่มีการแก้ไขทำให้มีผลกระทบ ต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ พื้นที่ ประเด็นที่ท่าน ส.ส.นิยม ตั้งกระทู้ถาม มาวันนี้
ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่มีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินทับซ้อนกับที่ดินเดิม ที่มีเอกสารสิทธิ ส.ค.๑ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้ผมจะนำเข้ามาเป็นประเด็นในการประชุม คณะกรรมการบริหารของ ส.ป.ก. ให้เร่งด่วนและเร็วที่สุดในการแก้ปัญหาเพื่อศึกษาพิสูจน์ว่า ข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ ที่เราเรียกว่า ส.ค.๑ มาก่อน หากเราพิสูจน์ทราบชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเป็นประเภท ส.ค.๑ แล้ว สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคืนให้กับ กระทรวงมหาดไทยเพื่อไปดำเนินการตามขั้นตอนของกระทรวงมหาดไทยต่อไป ไม่ว่าจะเป็น การเร่งรัดในการออกเอกสารสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เราก็มีกฎหมาย มีแนวทางปฏิบัติในหลาย ๆ พื้นที่ พื้นที่ใดก็ตามที่ก่อนหน้าที่จะประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน หากมีการประกาศทับซ้อนกับที่ดินเดิมที่มีเอกสารสิทธิ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะต้องคืนสิทธิตรงนั้นไปกับเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบ อย่างกรณีนี้ก็จะคืนไปยังกรมที่ดิน เพื่อให้กรมที่ดินนำมาแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ตรงจุดและรวดเร็วนะครับ
เชิญท่านนิยมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจำกัด ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีธรรมนัสเพิ่มเติม เนื่องจากอำเภอโพนนาแก้ว มีเขตที่เกี่ยวเนื่องกับหนองหาร อันนี้ถือว่าท่านมาในฐานะท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว หนองหารมีปัญหาเรื่องพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๘๔ มีปัญหาหมู่บ้านริมหนองหารออกเอกสารสิทธิไม่ได้เพราะไปติดพระราชกฤษฎีกา เช่น ซีกของอำเภอเมืองบางส่วน อำเภอโพนนาแก้วหมดเลย บางแห่งก็ออกเป็น น.ส.๓ ไปแล้ว แต่พอมาขอออกเป็นโฉนด ซึ่งที่ผมพูดไปแล้วว่าเอกสารสิทธิเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าเขาได้โฉนดมาก็จะไปกู้ยืมเอาเงินมาลงทุนเรื่องการเกษตรได้ แต่วันนี้ ยังทำไม่ได้โดยเฉพาะทางอำเภอโพนนาแก้วกับอำเภอเมืองแถวบ้านนอก ส่วนอำเภอเมือง ด้านเขตเทศบาลเป็นโฉนดหมดแล้ว อันนี้ต้องฝากท่านว่าทำอย่างไรที่จะออกเป็นโฉนดได้ เป็นคำถามที่เกี่ยวเนื่องกัน ในส่วนตำบลบ้านโพนบังเอิญว่าโซน (Zone) หนึ่งอยู่โซน (Zone) ติดกับป่าเลยติดปัญหาเรื่อง ส.ป.ก. เช่น บ้านนาจาน บ้านวังปลาเซือมออกโฉนดไม่ได้เหมือนกัน แล้วที่ฝากอันหนึ่งคือของอำเภอเต่างอย อำเภอเต่างอยบังเอิญติดอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติ ภูผายลโดยเฉพาะตำบลจันทร์เพ็ญ อันนี้ฝากท่านว่าวิถีชีวิตของเขาก็ผูกพันกับภูพานนี่ล่ะ คนละโซน (Zone) กับอำเภอภูพาน อำเภอเต่างอยก็ส่วนของภูพาน ด้วยความเมตตาจาก ท่านรัฐมนตรีธรรมนัสว่าท่านกลับไปดูว่ามีวิถีทางไหนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนที่ประสบ ปัญหาที่ดินทำกิน บ้างถูกขับไล่เนื่องจากเป็นเขตอุทยาน จะทำอย่างไรให้เขามีชีวิตอยู่กับ ภูพานได้โดยที่เขาไม่ถูกขับไล่ รัฐบาลมีนโยบายอะไรในการช่วยเหลือ ขอรายละเอียดจาก ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตตอบประเด็นของหนองหาร ซึ่งพื้นที่บริเวณ หนองหารก็คงไม่ต่างจากพื้นที่กว๊านพะเยาที่บ้านเกิดผม ปัญหาคือพอติดพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๘๔ ทำอะไรไม่ได้เลย พี่น้องเกษตรกร พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบ ๆ หนองหาร ยกตัวอย่างที่ท่านนิยมถามมา เขตอำเภอเมืองยังไม่มีเอกสารสิทธิเลย ตรงนี้อยากจะเรียน ท่านประธานว่าเรามีคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการจำแนกที่ดินซึ่งจะมีการประชุมทุก ๆ ๒ เดือน เขาเรียกว่า คณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีผมเป็นประธานโดยตำแหน่ง คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ทำอะไร มีหน้าที่ในการศึกษาเพื่อที่จะจำแนกที่ดินให้ชัดเจนว่าในกรณีที่มีกฎหมาย หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้อง ประชาชนว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นปัญหาตรงนี้จะต้องถูกนำมาสู่กระบวนการของคณะกรรมการ พัฒนาที่ดิน ขออนุญาตเรียนท่านประธานฝากไปยังท่าน ส.ส.นิยม ว่าท่านตั้งเรื่องมาถึงประธาน คณะกรรมการพัฒนาที่ดินโดยมีผมเป็นประธาน มีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเป็นเลขานุการ เพื่อนำเข้ามาเป็นประเด็นศึกษาและแก้ปัญหาอย่างกรณีที่ผมกราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่ว่าที่อำเภอเนินสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ทั้งอำเภอปรากฏว่าไม่มีเอกสารสิทธิเลย ที่ว่าการอำเภอก็ไม่มี ที่ว่าการ อบต. เทศบาลไม่มีเลยครับ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ พัฒนาที่ดินจะต้องนำมาศึกษาและแก้ไขเพื่อที่จะนำไปเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยโดยกรมที่ดิน เพื่อที่จะนำมาออกเอกสารสิทธิต่อไป อันนี้ประเด็นแรกนะครับ
ท่านนิยม มีอะไรเพิ่มเติม เชิญครับ
มีเวลาอีก ๑ นาที จะใช้อีกนิดเดียวครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ท่านประธานครับ ผมต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านเข้าใจเพราะว่า ท่านมาจาก ส.ส. เป็นรัฐมนตรีที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน เพราะฉะนั้นผมจึงขอกราบเรียน ไปถึงรัฐมนตรีธรรมนัสว่าลักษณะจังหวัดสกลนครก็ใกล้เคียงกับบ้านท่านจังหวัดพะเยา เพราะฉะนั้นถ้าท่านแก้ปัญหาตรงนี้ได้พี่น้องประชาชนมีความสุข ท่านก็ได้บุญกุศลนะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรนักหนาหรอกครับ ขอท่านได้บุญกุศล ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง รัฐมนตรี ที่ท่านมาจาก ส.ส. แล้วท่านเข้าใจจิตสำนึกของชาวบ้านว่าเขาเป็นอย่างนี้ เขาไม่อยากอะไรนักหนา เขาขอแค่มีชีวิตอยู่ที่ดีขึ้น มีอยู่มีกินตามอัตภาพ ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เพราะว่าติดราชการเดินทางไปต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ผมมาตอบท่าน ส.ส.นิยม ถึงประเด็นปัญหาของการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมในฐานะเป็นรัฐมนตรีลูกชาวบ้านก็จะได้รับโทรศัพท์ จากพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ จังหวัดที่ร้องมายังผมว่าถูกเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปไล่ตัดพืชเกษตรของชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เรื่องนี้ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและหารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ท่านให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ท่านถึงได้มีโครงการที่เป็นโครงการ แบบอย่างเราเรียกว่า โครงการเกษตรวิชญา ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผมได้ มีโอกาสไปเปดดโครงการเป็นการให้คนอยู่กับป่าอย่างมีความสุข ไม่ใช่ว่าคนกับป่าจะต้องเป็น ศัตรูกันตลอดเวลา ไม่ใช่นะครับ โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ รัชกาลที่ ๑๐ ให้ชุมชนสามารถที่จะมีส่วนร่วม ในการกำหนดขอบเขตให้เป็นที่ชัดเจนและให้ยอมรับกันทั่วหน้าว่าสามารถที่จะทำเป็น เขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์ คำว่า เขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์ คืออะไร เป็นพื้นที่ที่จะต้อง มีการศึกษาระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ตาม ระหว่างพี่น้องชุมชน ก็ตาม มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากในการประกาศเขตอนุรักษ์ เมื่อพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลบังคับใช้แล้วกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ดังนั้นรัฐบาลโดยกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องนี้เห็นสมควรว่า ควรจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา โดยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวนี้จะมีผลบังคับคราวละ ๒๐ ปี ให้พี่น้องประชาชนที่ทำกินในพื้นที่ป่าหรืออุทยานได้ทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่จะไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ทั้งนั้นในพื้นที่ของท่าน ส.ส.นิยม เดี๋ยวผมจะขันอาสารับไป ประสานกับรัฐมนตรีให้รีบศึกษาโดยด่วน แล้วแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรโดยด่วน พื้นที่ตรงนี้ หากเราทำที่จังหวัดสกลนครเป็นสกลนครโมเดล (Model) จังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดทางภาคเหนือ ทางภาคอีสาน หรือทางภาคใต้ ก็จะได้รับอานิสงส์ด้วย เรื่องนี้ผมขอรับไป ดำเนินการต่อนะครับ
กระทู้ถามแยกเฉพาะ ของท่านนิยม เวชกามา ตอบโดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็น่าจะจบลงไป ถือว่าเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เป็นอย่างยิ่ง ฝากท่านนิยมว่าท่านไปทำเป็นสรุปเรื่องและทำเรื่องถึงท่านรัฐมนตรีธรรมนัส ท่านก็จะนำเอาปัญหาทั้งหมดไปสู่การแก้ไขต่อไป การถามกระทู้ถามแยกเฉพาะในห้องเรา ถือว่าเป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ขอบคุณ ท่านนิยมและขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ลำดับต่อไปจะเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะ
๑.๓.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๓ เรื่อง มาตรการในการสร้างเขื่อน ระบายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร (นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สังเกตการณ์และสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายธนัช นฤพรพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ๒. นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ๓. นายวิษณุ เจริญ หัวหน้ากลุ่มงาน วิชาการและนวัตกรรมจัดการน้ำ สำนักงานพัฒนาระบบระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ๔. นายสัญญา ภู่เจนจบ หัวหน้ากลุ่มงานวิศวกรรมท่อ กองระบบ ท่อระบายน้ำ สำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ๕. นายนิพนธ์ ศรีเรือง หัวหน้ากลุ่มงาน พัฒนาระบบคลอง ๑ กองระบบคลอง สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร สนับสนุน ข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ในโอกาสนี้ขอเชิญคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ และเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าสู่ห้องประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะ เชิญท่านประเดิมชัยถามเลย ท่านมีเวลา ๑๐ นาที ส่วนท่านรัฐมนตรีก็มีเวลาตอบกระทู้นี้ ๑๐ นาทีเหมือนกัน ถ้าหากใน ๑๐ นาทีนี้ยังไม่จบกระบวนความ ถ้าเป็นเรื่องจำเป็นประธานก็ อาจจะอนุญาตให้เพิ่มเติมได้แต่ก็คงจะไม่ยาวนัก เชิญท่านประเดิมชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ ดินแดน ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ประเด็นเรื่องมาตรการในการสร้างเขื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร ในประเด็นที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ก็คือที่คลองลาดพร้าว
คำถามที่ ๑ ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านว่านโยบายเรื่องของมาตรการ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครในคลองลาดพร้าว ทางหน่วยงาน มีแผนดำเนินการในการที่จะทำให้แล้วเสร็จเมื่อไร อย่างไร ในปัจจุบันผลการดำเนินการ ไปถึงไหน อย่างไรบ้างแล้วครับ
เชิญรัฐมนตรี ตอบครับ
ท่านประธาน ท่านผู้เข้าร่วมรับฟัง ในประเด็นเรื่องของการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร ผมใคร่ขออนุญาต เรียนท่านสักเล็กน้อย แม้ว่าท่านจะทราบดีกว่าผมเพราะท่านอยู่มานาน ก็อธิบายภาพง่าย ๆ ว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สีเขียวกับสีเหลือง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็มีการสร้างคันกั้นน้ำที่บริเวณคลองรังสิตและที่สำคัญก็คือแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ชื่อคิงก์ไดรฟ์ (King Drive) อันนี้อาจจะเป็นด้านนอกของกรุงเทพมหานครด้านฝั่งตะวันออก อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องพูดถึงก็คือแนวแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนวลำน้ำก็จะมีเขื่อนกั้นน้ำ ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความสูงของเขื่อนประมาณ ๒.๘๐-๓.๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ก็จะทำให้ น้ำที่มาจากทางด้านเหนือไม่เข้ากรุงเทพมหานคร อันนี้เป็นพื้นที่ด้านนอกอยู่ประมาณ ๔ เขต เขตของกรุงเทพมหานครอยู่ด้านในเสีย ๓๐ กว่าเขต ส่วนฝั่งธนบุรีก็จะมีถนนพุทธมณฑลสาย ๔ กับบริเวณคันคลองมหาสวัสดิ์ มีคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำที่มาจากทางเหนือทั้งหมดถ้าผ่านแม่น้ำเจ้าพระยามาไม่เกิน ๓,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที คันที่อยู่ตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถกันน้ำไม่ให้เข้ามาสู่พื้นที่ทั้ง ๒ ส่วนได้ แล้วน้ำด้านนอกก็ไม่สามารถเข้ามาได้เนื่องจากมีคันกั้นน้ำ กรุงเทพมหานครก็จะรับผิดชอบ เฉพาะน้ำที่ตกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้นทั้ง ๒ ส่วน ในการดำเนินการในพื้นที่ ๒ ส่วนนี้ก็มีเครื่องมือในการที่จะใช้การระบายน้ำตั้งแต่คลอง ซึ่งเราก็มีคลองสายหลัก ๆ ๙ คลองอย่างที่ท่านทราบกันอยู่แล้ว คือ คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองบางซื่อ คลองบางเขน คลองแสนแสบ คลองสามวา คลองพระโขนง คลองประเวศ คลองลาดบัวขาว ทางฝั่งธนบุรีที่สำคัญคือคลองพระยาราชมนตรี ๙ คลองนี้เป็นคลองหลัก ๆ แล้วในพื้นที่ ทั้งหมดเลยเราก็มีคลองย่อย ๆ อีก ๑,๖๘๒ คลอง คลองทั้งหมดนี้ก็จะทำหน้าที่ระบายน้ำ โดยรับน้ำมาจากท่อระบายน้ำทั้งหลายในกรุงเทพมหานครทั้งหมด ซึ่งมีความยาวอยู่ทั้งสิ้น ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรเป็นการเอาน้ำออกมาจากพื้นที่ลงคลองแล้วก็มาปั๊มผ่านลง ทะเลทางด้านนี้ หรือไม่ก็ลงแม่น้ำเจ้าพระยา การนำน้ำออกมาจากพื้นที่เราก็จะมีท่อระบายน้ำ อยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ มีหลายขนาดด้วยกัน ในการดำเนินการดูแลพื้นที่ส่วนนี้เขาก็จะมีการลอกท่อ ประมาณครึ่งหนึ่งของท่อระบายน้ำทั้งหมดซึ่งมีหลายขนาดด้วยกัน ดูตามลำดับความจำเป็น ของการที่จะต้องลอกท่อ บางพื้นที่ก็อาจจะปีเว้นปี บางพื้นที่ก็ต้องทำทุกปีสำหรับท่อระบายน้ำ จากท่อระบายน้ำก็จะลงคลองย่อยแล้วมาลงคลองใหญ่ตามที่ผมเรียนแล้ว แล้วก็จะปั๊มน้ำ สาเหตุที่ต้องปั๊มเพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครก็อยู่ในระดับแทบจะไม่มีความสูงต่างกันเลย บางคลองก็อยู่ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร โดยเฉลี่ย ๐-๕๐ เซนติเมตรจะเกินบ้าง ส่วนใหญ่ ก็จะอยู่ในระดับเดียวกันน้ำจะไม่ไหล เพราะฉะนั้นจะต้องใช้การปั๊มเป็นหลักในบางพื้นที่ ก็ยังมีเครื่องมือเพิ่มขึ้นไปอีกก็คือเรื่องอุโมงค์ในพื้นที่ที่ลึกเข้ามา แล้วก็เวลาเรารวบรวมน้ำ จากท่อระบายน้ำแล้วลงคลองได้ช้า เราก็จะมีอุโมงค์หลายอุโมงค์ด้วยกันในหลายส่วน ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียนในรายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนั้นเครื่องมืออีกตัวหนึ่งก็คือแก้มลิง เรามีแก้มลิงทั้งหมดซึ่งสามารถที่จะรองรับน้ำได้ขณะนี้ประมาณ ๑๓ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในความจำเป็นที่คิดว่าต้องมีประมาณ ๑๙ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นเราก็ยังขาด พื้นที่แก้มลิง ปัญหาก็คือว่าพื้นที่ตรงไหนของกรุงเทพมหานครเราคงหาแก้มลิงลำบาก ซึ่งเป็นแนวทางที่จะต้องหาทางแก้ไขต่อไป เพราะพื้นที่ในเมืองหาแก้มลิงลำบาก แต่ถ้าเรา มีท่อระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพที่ระบายน้ำได้ดี มีพื้นที่แก้มลิงรองรับ แล้วก็มีอุโมงค์ช่วย ในบางส่วน และการปั๊มน้ำเรามีปั๊มน้ำทั้งหมด ปั๊มน้ำย่อย ๆ กว่า ๒๓๐ ปั๊ม ปั๊มน้ำใหญ่ ๆ ๑๙๑ ปั๊ม เพราะฉะนั้นถ้าระบบพวกนี้สมบูรณ์เราก็สามารถประกันได้ว่าน้ำที่ตกลงในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่มากเกินไปนัก คำว่า ไม่มากเกินไปนัก บางพื้นที่ขณะนี้ประมาณ ๖๐ มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เราสามารถทำให้แห้งได้เลย แต่ถ้าบางพื้นที่ที่มีระบบดีอาจจะได้ถึง ๘๐ มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ความเข้มนี้เราก็สามารถระบายน้ำได้ ต่อไปถ้าเราพัฒนาเครื่องมือทุกตัวได้ดีก็สามารถ จะระบายน้ำได้ดี
ผมขอมาถึงปัญหาที่ถามว่าการสร้างเขื่อนที่คลองระบายน้ำมีพื้นที่ใดบ้าง ขณะนี้เราเริ่มทำที่คลองลาดพร้าว ๑ เส้น ที่คลองเปรมประชากรอีก ๑ เส้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประเดิมชัยก็ได้ลงพื้นที่บ่อยมาก ผมทราบว่าท่านสะท้อนความต้องการประชาชนได้เยอะ ในขณะนี้ก็มี ๒ คลองที่เราทำไป ความคืบหน้าของ ๒ คลองนั้น โดยคลองลาดพร้าวเริ่มไปก่อน พื้นที่คลองลาดพร้าวก็เป็นพื้นที่ของราชพัสดุเช่นเดียวกัน มีประชาชนบุกรุกอยู่มาก เราเริ่มดำเนินการไป นี่เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสายไหม ของสภาพเดิมเป็นอย่างนี้นะครับ ในขณะนี้เราได้พยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทราบว่าประชาชน ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้ความร่วมมือ ในจำนวนนี้เราเจรจาสามารถดำเนินการได้พร้อมที่จะตอกเสาเข็มได้ ประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เราดำเนินการแล้วประมาณ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนั้น เราก็ดำเนินการ ปัญหาตรงส่วนนี้ก็มีเนื่องจากคำถามต่อไปท่านจะถาม ผมขอเรียนให้ทราบ สถานภาพตอนนี้ก่อนการสร้างบ้านของลาดพร้าวได้ประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ๗,๐๐๐ กว่าหลังในขณะนี้ เมื่อเสร็จแล้วก็คงเป็นสภาพตามที่เห็นนี้ เราจะมีทั้งเขื่อนแล้วก็ มีบ้านที่ประชาชนได้อยู่อาศัยโดย พอช. เป็นผู้ดำเนินการให้ ระบบน้ำเสียเราก็จะไม่ให้น้ำเสีย ลงไปในคลองอีก แม้ว่ายังไม่สมบูรณ์ในขณะนี้ มี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเอาไปเข้าโรงบำบัด ที่กรุงเทพมหานครมี อีกส่วนที่ยังไม่มีเขาก็จะต้องมีการบำบัดในลำดับต้น แล้วต่อไป กรุงเทพมหานครจะต้องรวบรวมน้ำเสียส่วนนี้ไปของลาดพร้าว
อีกคลองหนึ่งก็คือคลองเปรมประชากร คลองเปรมประชากรตอนนี้เราเพิ่ง เริ่มโครงการ ในส่วนพื้นที่แรกเลยผมเรียกว่าเป็นพื้นที่ส่วนที่ ๑ แล้วกันนะครับ เฟส ๑ (Phase1) เราได้สร้างเขื่อนเรียบร้อยแล้วแต่ระยะไม่มากนัก ข้างละประมาณ ๒๐๐ กว่าเมตร ตอนนี้เราเริ่มดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เขื่อนอันนี้จะไม่เหมือนกับคลองลาดพร้าว จะมีระบบ รวบรวมน้ำเสียติดไปด้วยในระดับต้น ส่วนในพื้นที่เฟส (Phase) ที่เราจะทำต่อ ข้ามไปเฟส ๔ (Phase4) คือเป็นพื้นที่ตรงจตุจักรซึ่งเราสามารถพูดคุยกับประชาชนได้ ขณะนี้เราเริ่ม รื้อถอนแล้วปรับพื้นที่ คาดว่าในส่วนนี้เราจะลงเสาเข็มได้ภายในเดือนนี้แล้วก็จะเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีไปในต้นปีในเวลาที่เหมาะสมไปลงเสาเอกนั้น ในส่วนเฟส ๒ (Phase2) ก็คงจะเป็นงบประมาณปีต่อไปที่จะต้องดำเนินการในส่วนนี้ การดำเนินการนี้ก็มีปัญหาติดขัด ซึ่งในข้อต่อไปท่านคงจะถามผมคงจะได้มีโอกาสเรียนชี้แจงในพื้นที่คลองอื่น ๆ ก็จะมีแผน ในปี ๒๕๖๕ อีก ๔ คลอง แล้วก็ในปี ๒๕๖๖ อีก ๓ คลอง ที่จะทำ ๙ คลองหลัก ๆ ของ กรุงเทพมหานคร
ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านหมดเวลา ๑๐ นาที แต่ผมขออนุญาตตกลงกับท่านประเดิมชัยดีไหมครับ ถัวเฉลี่ย ระหว่างท่านรัฐมนตรีกับท่านประเดิมชัยใช้เวลา ๒๐ นาทีทั้งหมด คือจริง ๆ ฝ่ายละ ๑๐ นาที แต่ว่าท่านรัฐมนตรีตอบเพื่อให้เกิดความกระจ่างก็ใช้เวลาเกินหน่อย ฉะนั้นขออนุญาต ถัวเฉลี่ยเอาเวลาของท่านประเดิมชัยถัวให้ท่านรัฐมนตรีด้วย เผื่อท่านจะได้คำตอบให้กับ พี่น้องประชาชนได้รับทราบ
ด้วยความยินดี
ท่านรัฐมนตรี จะตอบต่อหรือไม่ หรือว่าจะให้ท่านประเดิมชัยถามก่อนครับ
ท่านประเดิมชัย ถามก่อนดีกว่า
เชิญท่านประเดิมชัย ถามก่อน เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้กรุณาให้ข้อมูลค่อนข้างครอบคลุม ทีนี้ประเด็นเอาเข้าปัญหา ในคลองลาดพร้าวที่อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยดูนะครับ ก่อนที่จะถึงตรงนั้นก็อยากจะ ฝากไว้ว่าจุดแก้มลิงเพิ่มเติมก็คืออยากให้ท่านได้ช่วยกำชับ กทม. ได้ช่วยปรับปรุงบึงมักกะสัน โดยเร่งด่วน เพราะว่าปัจจุบันนี้บึงมักกะสันไม่สามารถที่จะรองรับน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในบริเวณถนนอโศกดินแดง เพราะว่าจะมีบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกบุกรุกอยู่ เวลาสูบน้ำ เข้าในบึงน้ำจะท่วมบ้านเรือนชุมชน ชุมชนก็จะสั่งให้ปดดเครื่องสูบน้ำ ตรงนี้ กทม. ละเลย และนิ่งนอนใจมานานมากแล้วก็อยากจะให้เร่งดำเนินการ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าอยากจะให้แก้ไขบริเวณปากคลองลาดพร้าวตรงอุโมงค์ แสนแสบหรือว่าอุโมงค์ยักษ์พระราม ๙ จะเห็นว่าตรงปลายอุโมงค์เป็นจุดรับน้ำที่รับน้ำ ทั้งคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว ซึ่งเราไม่สามารถที่จะพร่องน้ำในคลองลาดพร้าวได้มาก เพราะจะส่งผลกระทบกับคลองแสนแสบ ซึ่งผลกระทบในเรื่องของการเดินเรือ เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะให้ท่านได้กำชับ กทม. ได้คิดถึงแผนในเรื่องของการที่จะทำระบบเขื่อนปดด ปากคลองลาดพร้าวเพื่อที่จะใช้อุโมงค์พระราม ๙ ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะ ระบายน้ำในคลองลาดพร้าวอย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือว่ามีความจำเป็นจะต้องช่วยดึงน้ำ ของคลองแสนแสบก็สามารถที่จะเปดดประตูระบายน้ำตรงนี้ดึงเอาน้ำลงอุโมงค์ลาดพร้าวได้ เป็นเรื่องที่ฝากนะครับ
ขออนุญาตเรียนถามคำถามที่ ๒ ก็คือว่า เรื่องของมาตรการในการช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน ไม่ทราบว่าในปัจจุบันทางหน่วยงานราชการ ได้มีมาตรการในการให้การช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ก่อนที่ท่านจะตอบขออนุญาตฝากไว้ครับว่า ตอนนี้ พอช. เข้าไปรับผิดชอบในเรื่องของการก่อสร้างบ้าน กทม. สร้างเขื่อนซึ่งแผนไม่สามารถ ดำเนินการให้เป็นไปได้ตามแผน เพราะว่าเขื่อนกับบ้านมาไม่พร้อมกัน พอช. ก็ไปเร่งรัด ชาวบ้านให้รื้อบ้าน ชาวบ้านรื้อบ้านแล้วสร้างบ้านไม่ได้เพราะติดปัญหาว่าเขื่อนไม่มา ยกตัวอย่างอย่างเขตห้วยขวางมี ๒ ชุมชน ก็คือชุมชนริมคลองบางซื่อรัชดาภิเษก ชุมชน ประชาอุทิศเสือใหญ่เป็นต้น ปัญหาจะตามมาว่าถ้าเกิดการก่อสร้างก็จะเกิดบ้านที่แตกร้าว เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะให้ท่านได้ช่วยกำชับเป็นนโยบายว่าแผนที่จะต้องดำเนินการ คู่กันไปจะต้องมีความชัดเจนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรวมทั้ง ท่านประธานขออนุญาต นำเรียนไปถึงรัฐมนตรีก็คือว่าในช่วงที่ผ่านมาต้องขอบคุณจริง ๆ ก็คือต้องขอบคุณทหาร ที่ผลงานคืบหน้าไป ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่าทหารลงพื้นที่ในการไปช่วยทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชน แต่ในปัจจุบันจะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ได้มีหน่วยงานใด ที่สนใจลงไปให้ข้อมูลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในพื้นที่ผมนี้ชุมชนลาดพร้าว ๔๕ ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ครบเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้สมาชิกถอนไปเกือบหมดแล้ว เพราะเขาไม่มั่นใจว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เขาเอาเงินมาฝากไว้หลายหมื่นบาท เงินเขาไม่รู้ว่าจะเกิดประโยชน์หรือไม่ ทุกคนไม่มั่นใจก็มาถอนเงินออกหมด ปัญหาที่ตามมา ก็คือทางชุมชนนี้ไปเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อครั้งที่ต้องจ่ายไป กำลังจะครบกำหนดการจ่ายอีกแล้ว บ้านยังไม่มา เขื่อนยังไม่สร้างจะต้องจ่ายค่าที่ดินอีกแล้ว คนก็ถอนไป ปัญหาก็คือเก็บค่าเช่าที่ดินไม่ได้ปัญหาก็จะตามมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยาก จะให้ท่านได้ช่วยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือว่าให้มีคนที่มีความรับผิดชอบในระดับ ที่สามารถตัดสินใจได้ลงไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็จะเป็นระดับ เจ้าหน้าที่ที่เปลี่ยนหน้ากันไปโดยตลอด ผู้ใหญ่ก็จะไปวันที่ลงเสาเข็ม วันที่เปดดโครงการ แต่วันที่ปฏิบัติงานกันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคนรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ขออนุญาต นำเรียนท่านประธานถามไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าจะมีมาตรการหรือวิธีการในการบริหารจัดการ อย่างไร เพื่อที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบตามมาครับ
เชิญรัฐมนตรี ตอบครับ
ที่ท่านให้ ช่วยดูเรื่องบึงมักกะสัน เรื่องของคลองแสนแสบกับอุโมงค์ก็รับไปดำเนินการตามที่ท่านได้ เรียนข้อมูล ในเรื่องของการสร้างบ้านปัญหาก็เป็นจริงตามที่ท่านได้พูด ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานหลักในการสร้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างแท้จริง ต้องสร้างความเข้าใจ ก็จะมีทหาร มีตำรวจ มีเขตคือกรุงเทพมหานครโดยเขต แล้วก็มี พอช. ช่วยกันไปพูดคุยกับประชาชน ปัญหาที่มีก็เป็นอย่างที่ท่านทราบมาไม่ค่อยจะสอดคล้องกัน ปัญหาของผู้ประกอบการก็มีปัญหาเรื่องของการเข้าทำงานเป็นฟันหลอทำแล้วต้องย้ายที่ ซึ่งก็เป็นการเพิ่มค่าโสหุ้ยกับเขา ทาง กทม. ก็ต้องไปเร่งรัด อย่างไรก็ตามหลักการก็เป็นไปตาม ที่ท่านได้เสนอคือกรุงเทพมหานครกับ พอช. นี้ต้องให้ไปด้วยกัน แล้วก็ต้องสร้างความเข้าใจ กับประชาชนเพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจ อันนี้ก็รับไปดำเนินการให้เป็นไปตามนั้นนะครับ ผมไปตามคำถามที่ท่านถามหรือเปล่าไม่ทราบเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
ขออนุญาตท่านประธาน เราใช้เฉลี่ยเวลาครับ ยังเหลืออีกครับ
เชิญท่านประเดิมชัย
๔ นาทีครับ ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ประเด็นที่อยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีในขณะนี้ ก็คือว่าชาวบ้านที่ทำโครงการบ้านมั่นคงในขณะนี้ ต้องถูกแบกรับภาระในเรื่องของหนี้สิน ที่จะต้องจ่ายให้กับทาง พอช. โดยทาง พอช. ได้คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ต่อปี สหกรณ์คิดอีก ร้อยละ ๓ ต่อปี รวมเป็น ๗ บาทต่อปี ซึ่งก็ค่อนข้างหนักสำหรับกลุ่มชุมชนผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องปลูกบ้านภายใต้โครงการบ้านมั่นคงที่ต้องมีการรื้อและปลูกบ้านใหม่ จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่าท่านรัฐมนตรี ซึ่ง พอช. ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ผมเข้าใจ พอช. ขึ้นอยู่กับ กระทรวง พม. พอช. เองเงินที่ไปให้ประชาชนในการกู้ยืมก็เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน พอช. น่าที่จะลองพิจารณาถึงมาตรการในเรื่องของการให้การช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อเป็น การสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ๕ ปีแรกปลอดดอกเบี้ย ซึ่งรัฐบาลอาจจะซัปพอร์ต (Support) ในส่วนตรงนี้ หรือว่ามาตรการที่ ๒ คือลดหย่อน ดอกเบี้ยจากร้อยละ ๔ เหลือร้อยละ ๓ หรือร้อยละ ๒ ได้ไหม เพราะว่า พอช. คิดอย่างไร ก็ไม่ขาดทุน ปีนี้ก็ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลอีกหลายพันล้านบาทที่รัฐบาลให้ไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าเรื่องของการสร้าง แรงจูงใจในการที่จะทำให้คนเข้าร่วมโครงการในขณะนี้ เงินช่วยเหลือที่ พอช. ให้ไปหลังละ ๗๒,๐๐๐ บาท กับเงินงบพัฒนาสาธารณูปโภคอีก ๗๐,๐๐๐ บาท ๘๐,๐๐๐ บาท ผมคิดว่า เป็นอัฐยายซื้อขนมยาย สรุปแล้วก็คือเงินดอกเบี้ยเขาทั้งหมดที่เอามาทำในเรื่องพวกนี้ สรุปแล้ว พอช. ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย เป็นการหลอกชาวบ้านเพื่อทำให้คิดว่ามีการช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นตรงนี้ขออนุญาตนำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าได้โปรดนำไปพิจารณาเพื่อที่จะได้ หาทางเยียวยาหรือทางแก้ไขจะทำให้เกิดแรงจูงใจและการทำโครงการจะสำเร็จใน ๙ คลอง ที่ท่านตั้งความหวังไว้ พวกเราชาว กทม. ก็มุ่งหวังอยากจะให้โครงการเหล่านี้สำเร็จ เพราะเรา คิดว่าคลองมีความจำเป็นในเรื่องของการระบายน้ำ แล้วการมีเขื่อนเป็นประสิทธิภาพของ การช่วยเสริมในการระบายน้ำ เพียงแต่ว่าปัจจัยอื่นที่จะทำให้เกิดความสำเร็จได้ ผมคิดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากจะให้ได้ลองพิจารณาให้เกิดความรอบคอบในเรื่องพวกนี้ แล้วก็ ในเรื่องของการที่จะดูแลก็อยากจะให้ผู้มีอำนาจที่แท้จริงจริง ๆ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าผู้มีอำนาจ ที่แท้จริงจริง ๆ ได้ลงมานั่งหัวโต๊ะในการที่จะดูแลให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง แล้วก็อยากจะให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนทุกระดับ ในพื้นที่อยากจะให้หน่วยงานได้เชิญ ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมในการให้ความคิดเห็น หรือว่าร่วม ในการแสดงความคิดในการแก้ปัญหาด้วย ก็ขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีว่าจะมีโอกาส เป็นไปได้หรือไม่ในเรื่องพวกนี้ครับ
ที่จริงถัวเฉลี่ยเวลา ทั้ง ๒ ท่านหมดแล้ว แต่ว่าผมอนุญาตท่านรัฐมนตรีเพิ่มเติมได้ครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานครับ ในเรื่องของที่จะสร้างแรงจูงใจอันนี้น่าสนใจมาก ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านก็เงินหลักเหมือนกันในส่วนของ พอช. แต่ส่วนของสหกรณ์ มันจะ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ส่วนของรัฐได้ทั้ง ๒ แนวทางอย่างที่ท่านว่า คือรัฐแอบซอร์บ (Absorb) ไว้เองหรือไม่ก็ให้ พอช. ลด ผมจะรับตรงนี้ไปครับ ผมคิดว่าเป็น แรงกระตุ้นที่น่าจะทำให้เข้ามาร่วมมือได้ดี อันนี้ก็คงรับไป รับปากท่านว่าจะไปดำเนินการ ถ้าได้อย่างไรแล้วผมจะเรียนให้ทราบเพิ่มเติม ส่วนเรื่องประธานนั้น ประธานจริง ๆ คือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตร คืออันใหญ่เลย เพราะเรามีคณะอยู่อีก ๒ คณะที่เป็น คนดำเนินการท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ๒ คณะ ท่านคงทราบแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นคือให้ทุกภาคส่วนมาร่วม อันนี้ผมว่าน่าจะเป็นหนทางที่ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้ง ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานว่าถ้าท่านได้ไปช่วยด้วย ผมทราบดีว่าประชาชนฟังท่านเยอะ ก็อยากจะเรียนเชิญท่านไปร่วมกันด้วย แล้วก็อะไรที่มันพอจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเขาได้ เราก็จะได้ดำเนินการให้อันนี้รับไป เมื่อสักครู่นี้ผมรับว่าจะไปหาทางทำให้ท่าน และผมจะ เรียนให้ท่านทราบ มีเพิ่มเติมแค่นั้นครับ
ขอบคุณครับ ก็คงหมดเวลาแล้วด้วย ต้องขอบคุณท่านประธานและขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ
หมดเวลาแล้ว ท่านก็จะต้องถามกันต่ออยู่นะครับ ท่านที่เคารพครับ กระทู้ถามที่ ๑.๓.๓ เรื่องมาตรการ ในการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร โดยท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ถามนะครับ ตอบโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็จบลงไป ต่อไปครับ
๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๔ เรื่อง ปัญหาการจราจรถนนรัชดาภิเษก ติดขัดเรื้อรังบริเวณหน้าห้างเอสพลานาด (นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
ในการตอบ กระทู้ถามเฉพาะในเรื่องนี้ เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีติดภารกิจสำคัญมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ได้ มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน และในการนี้ผมขออนุญาตให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์และสนับสนุน ข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการตอบกระทู้ถามในครั้งนี้ ซึ่งก็มี ๑. นายบัญชา สืบกระพัน หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ๒. พันตำรวจตรี ดาราธร ขจรศิลป์ สารวัตรจราจรสถานีห้วยขวาง เข้าร่วมสังเกตการณ์ และสนับสนุนข้อมูล ขอเชิญท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ และท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเข้าห้องประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะ เชิญคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ได้ถามในกติกาเดิมนะครับ ฝ่ายละ ๑๐ นาทีเหมือนเดิม เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ เขตดินแดง แขวงห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุ กระทู้ถามแยกเฉพาะให้ผมได้มีโอกาสมาถามทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันนี้นะครับ
ประเด็นที่เป็นปัญหาที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนในพื้นที่ที่จะต้องใช้เส้นทางสัญจร ผ่านไปมาค่อนข้างเยอะในขณะนี้ก็ถือว่าบริเวณถนนรัชดาภิเษกบริเวณหน้าห้างเอสพลานาด โดยเฉพาะในช่วงยามวิกาลคือตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนกระทั่งถึงประมาณ ๕ ทุ่ม รถจะติด ค่อนข้างมาก บริเวณตั้งแต่หน้าสถานทูตจีนจนกระทั่งเลยห้างเอสพลานาดก่อนถึงโรบินสันเดิม ก็จะมีรถติดค่อนข้างมาก ด้วยสาเหตุที่บริเวณตรงนั้นมีตลาดนัดคนเดินที่เรียกว่าตลาดรถไฟ ในปัจจุบันก็จะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวชมหรือมาใช้บริการที่ตลาดรถไฟ ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาก็คือว่าชาวบ้านที่มีเส้นทางสัญจรผ่านไปมา ทางถนนรัชดาภิเษกนี้ ก็เกิดปัญหารถติดเป็นคอขวดในบริเวณนั้นเป็นระยะเวลาอย่างยาวนาน แล้วก็แจ้งว่าร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นทาง สำนักงานเขต หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ นี้ ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนถามว่าเราจะมีมาตรการหรือวิธีการอย่างไร ในเรื่องของ การที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัดบริเวณตรงนี้บ้างไหมครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เป็นไปตามที่ท่านได้เรียนให้ทราบดังนี้ ปัญหาของถนนรัชดาภิเษก ทั้งขาขึ้นขาล่อง ขาออกขาเข้าห้างเอสพลานาดอยู่นี้ ตลาดที่ท่านว่าก็อยู่ด้านหลังตามที่ ท่านได้เรียนแล้ว ในขณะนี้สภาพก็คือว่าผู้ประกอบการอยู่ข้างในได้มีร้านค้าย่อยประมาณ พันกว่าร้านด้วยกัน แล้วก็มีทั้งคนไทยที่มาโดยรถไฟฟ้า มีทั้งนักท่องเที่ยวที่ใช้รถบัส (Bus) แล้วก็มีผู้ที่ใช้รถแท็กซี่ (Taxi) รถแกร็บ (Grab) เข้าไปสู่ตลาดแห่งนี้โดยที่ว่าไม่มีเรื่องของที่จอดรถ รองรับเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เลยเกิดขึ้นกับผู้ที่สัญจรบนถนน ๒ สายกับบริเวณใกล้เคียงของ พื้นที่ คือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมาก ในเรื่องนี้แนวทางที่ผมอยากเรียนก็คือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นผมก็กลับไปว่าอันดับแรกเลยต้องกลับไปหาเรื่องของกฎหมายก่อนว่า ทำอย่างไรกัน ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พยายามดำเนินการใช้กฎหมายเต็มที่ในพื้นที่ ดังกล่าว และพื้นที่ใกล้เคียงคือพื้นที่จอดรถบริเวณเทียมร่วมมิตรกับแถวศูนย์วัฒนธรรมกับ ทางสถานทูตเกาหลีทั้งสามเหลี่ยมนี้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายสภาพที่เกิดขึ้นก็คือว่าผู้ที่ใช้รถนี้ ไม่ให้ความร่วมมือ บนถนนรัชดาภิเษกเขาจอดถึง ๒-๓ ช่องทำให้การจราจรติดขัดไปหมด จับเขาก็มีคนมาออกเงินให้ทางผู้ที่ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะรถบัส (Bus) รถแท็กซี่ (Taxi) ก็จอดคอย รถแกร็บ (Grab) ก็จอดคอยไม่ให้ความร่วมมือ ตำรวจที่มีอยู่ใช้กำลังลงไปเท่าไร จับเขาก็มีวิธี คือเขาไม่เคยสนใจต่อกฎหมาย อันนี้สภาพที่เกิดขึ้นจริง ตำรวจก็พยายามที่จะขอความร่วมมือ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ในระยะหนึ่งเท่านั้น ทุกภาพก็เป็นไปอย่างที่ว่าผลกระทบกับพี่น้อง ประชาชนตรงนั้นที่การจราจรติดขัดรวมทั้งที่เข้าไปจอดรถด้วยของประชาชนที่สัญจรตรงนี้ แน่นอนทางกรุงเทพมหานครเพราะมันเป็นห่วงโซ่ของการจราจรเป็นไปตามที่ท่านว่าเลย เจ้าหน้าที่พยายามใช้กฎหมายแล้วก็ไม่ได้ผล
คำถามข้อที่ ๑ คือมีมาตรการระยะสั้นอย่างไร ผมคิดว่าต้องกลับไปที่กฎหมาย ทางกรุงเทพมหานครเองผู้ที่ดูแลตลาดท่านชี้แจงว่าตรงนี้เป็นตลาดที่ไม่ต้องมีโครงสร้าง นั่นคือไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องที่จอดรถอะไรเลย ในขณะนี้ได้ตรวจสอบแล้วก็มีความพยายาม ที่จะใช้ช่องกฎหมายเป็นการสร้างร้านเป็นอาคารพาณิชย์ส่วนหนึ่ง ผมก็เลยให้นโยบาย กรุงเทพมหานครว่าเมื่อเขาอยู่ในลักษณะของตลาดที่ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีที่จอดรถ ก็ต้องบังคับ ให้เขาอยู่อย่างนั้น อย่าไปเพิ่มให้มีอาคารพาณิชย์ขึ้นมาอีก นโยบายทางกฎหมายที่ให้ กรุงเทพมหานครดำเนินการ
ในส่วนของการแก้ปัญหาที่ถนนนี้ แนวทางระยะสั้นก็คือจะต้องขอความร่วมมือ ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันจริง ๆ ผมต้องใช้คำว่าต้องเรียกผู้ประกอบการมา ซึ่งเขาได้ประโยชน์ แล้วเขาจะต้องไปชี้แจง ร้านค้าทั้งหมดต้องร่วมมือกัน ถามว่าร่วมมืออย่างไรกับทหาร กับตำรวจ กับเขตในพื้นที่ กับขนส่งในพื้นที่ จะต้องให้ใช้พื้นที่ถนนที่ผ่านด้านหน้าที่ทางเข้าอยู่ด้านนี้ หยุดได้เฉพาะที่ส่งลงเท่านั้น ผมใช้คำว่าหยุดนั้นจอดไม่ได้ หยุดได้ในพื้นที่ที่กำหนดให้ แล้วจะต้องไม่เกิน ๑ ช่องทางจราจร ในระยะสั้นนี้ส่งลง ในส่วนการที่จะใช้ชัตเทิล บัส (Shuttle bus) หรืออะไรนี้ผมคิดว่ายิ่งสร้างปัญหาหนักเข้าไปอีก เพราะรถทัวร์ (Tour) นี้เป็น ร้อย ๆ คัน ถ้าเป็นชัตเทิล บัส (Shuttle bus) ชัตเทิล บัส (Shuttle bus) ก็ยิ่งมามาก หนักเข้าไปอีก ก็น่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นผมก็จะต้องให้เขาร่วมมือไปประชาสัมพันธ์ว่า เขาได้ประโยชน์ตรงส่วนนี้ ต้องรับผิดชอบต่อสังคม จะใช้ช่องทางจราจรเกินมาไม่ได้ ทั้งผู้ประกอบการทัวร์ (Tour) ทั้งนักท่องเที่ยวแล้วก็ตลาด โดยที่ว่าจัดเจ้าหน้าที่มาร่วมมือกับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ ช่วยมาประชุมร่วมกับกรุงเทพมหานครทำให้ทุกคนทำตามนี้โดย บังคับใช้กฎหมายว่าหยุดได้ส่งคนลงแล้วไป ห้ามจอด แล้วในส่วนของรถแท็กซี่ (Taxi) อะไรก็ ต้องห้ามจอดแล้วก็ต้องไม่เกิน ๑ ช่องจราจรต้องบังคับใช้ให้ได้ เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหา ตรงนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนพื้นที่ที่ต่อเนื่อง อันนี้ท่านก็คงทราบเพราะว่าเขาร้องเรียนท่านมา คือ ที่เขาไปยุ่งตรงสามเหลี่ยมเทียมร่วมมิตรตัดกับศูนย์วัฒนธรรม เพราะไปจอดตรงนี้เป็นร้อย ๆ คันมันก็ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังพื้นที่ถนนเส้นอื่น แล้วก็เป็นปัญหาเดือดร้อน กับประชาชนที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดเลยที่เขาร้องเรียน แล้วการจราจรก็ติดขัดหนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นในระยะสั้นมาตรการที่ ๒ คือผมจะไม่ให้จอดที่นี้ อย่างไรก็ได้ต้องเจรจากับเขา คือบังคับให้เขาต้องรับผิดชอบสังคมส่วนหนึ่ง เขาได้รับประโยชน์จากทัวร์(Tour) ผู้ประกอบการร้านค้าได้ประโยชน์ คนขายได้ประโยชน์ แต่จะไม่ฟังอะไรเลยไม่ได้ ต้องบังคับ ให้เขาต้องเอาไปจอดที่อื่นก่อน ในระยะสั้นนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ได้โดยเขาต้องร่วมมือ ถ้าให้บังคับใช้กฎหมายโดยตำรวจจับล็อกล้อไม่มีจบ ยิ่งล็อกล้อก็ยิ่งติดหนักเข้าไปอีก แล้วตำรวจก็เดินไปเดินมาทำอะไรไม่ได้ จะ ๕ คน ๑๐ คนอย่างไร ๒๔ ชั่วโมง ๓๑ วัน ท่านคงทราบมันเป็นไปไม่ได้เลย ต้องให้เขาร่วมมือ ต้องบังคับ ถ้าไม่ร่วมมือผมก็จะหา มาตรการทางกฎหมายอย่างอื่นไปบังคับเขาคือสิ่งที่จะทำในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาให้ ประชาชนที่นี่กับประชาชนที่เขาสัญจรผ่านถนนรัชดาภิเษก อันนี้เรื่องแรก เอาคำถามระยะ สั้นก่อน ระยะยาวเดี๋ยวค่อยว่ากันครับ
ท่านประเดิมชัย มีอะไรจะสอบถามเพิ่มเติม เชิญครับ
คำถามต่อเนื่องก็คือว่า แล้วหน่วยงานที่จะรับผิดชอบในเรื่องที่จะเป็นเจ้าภาพในการที่จะเข้ามาดำเนินการอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งเมื่อสักครู่ ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจะมอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ ในการรับผิดชอบครับ
ในขั้นต้นนี้ อยากให้ทางสารวัตรจราจรของพื้นที่รับผิดชอบก่อน แต่ว่าผมจะไปดูแลใกล้ชิดโดยร่วมกับ กรุงเทพมหานครด้วย คือให้ตำรวจเขาบังคับใช้กฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่อื่นไปช่วย เขาก็ได้แต่อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเขต เทศกิจ หรือขนส่งนี้เขาจับไม่ได้ แต่เขาช่วยอำนวยความสะดวกได้ แต่ว่าจุดใหญ่ต้องไปพูดกับรถทัวร์ (Tour) พอเขาโบกมันขยับไป ๑๐ เมตร แล้วก็จอดอีก อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ร่วมมือ ต้องให้เขาร่วมมือผมขออนุญาตว่าจะใช้ตำรวจก่อน แต่ว่าจะไปดูแลให้ใกล้ชิด ทางเขตแล้วก็ ทางขนส่งผมจะลองให้ตำรวจดูก่อนแล้วค่อยปรับอีกทีหนึ่งครับ
ขออนุญาตท่านประธาน เป็นคำถามที่ฝากท่านรัฐมนตรีที่เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าส่วนหนึ่งก็คือว่า ตรงบริเวณจุดที่เป็นปัญหาก็จะมีกลุ่มบ้านพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่แล้วก็มีซอยเข้าออก ที่มีคอนโด (Condo) อพาร์ตเมนต์ (Apartment) รัชดาภิเษกซอย ๕ อย่างนี้เป็นต้น รถที่ไป จอดขวางไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถแท็กซี่ (Taxi) เจ้าของบ้านมาขอความร่วมมือให้ขยับเพื่อที่ รถเขาจะเข้าออกบ้านนี้ครับ ไม่ได้รับความร่วมมือเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหา ที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกำชับหน่วยงานหรือให้ตำรวจได้ช่วยขอร้องเป็นกรณีพิเศษ เพราะเวลาเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเขาเดือดร้อนมากเพราะว่าออกจากบ้านก็ไม่ได้ เข้าบ้านก็ไม่ได้ เพราะว่ารถจอดกีดขวางทางเข้าออกประตูบ้านเขาหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานฝากรัฐมนตรีไว้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจริง ๆ ส่วนเรื่องของมาตรการในการที่จะเอาทั้งผู้ประกอบการหรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นผู้ที่ดูแล วินรถตุ๊กตุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลคิวรถแท็กซี่ (Taxi) ที่ไปจอดให้บริการ ผมเชื่อว่าทางตำรวจทราบดี อยู่แล้วว่าใครเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรงนั้นอยากจะฝากให้กำชับเพื่อที่จะได้สร้างมาตรการ ในการสร้างความเข้าใจ ซึ่งจริง ๆ แล้วบริเวณเหล่านั้นมีจุดเว้าที่เป็นจุดจอดรถแท็กซี่ (Taxi) อัจฉริยะเดิมอยู่แล้วอยู่ส่วนหนึ่ง ตรงบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งมันก็สามารถที่จะให้ รถแท็กซี่ (Taxi) จอดรอรับได้ประมาณครั้งละ ๓-๔ คัน อย่างนี้มันก็ไม่เกะกะกีดขวางคน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอย่างนี้ผมรับได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจอดเป็นแถวยาวทีหนึ่งเป็นกิโลเมตร แต่ขยับ กระดึ๊บ ๆ มารับคนไปเรื่อยอย่างนี้ อันนี้ประสบปัญหาอยู่ค่อนข้างมากก็อยากจะฝากให้ ท่านรัฐมนตรีหรือว่าทางผู้แทน สน.ห้วยขวาง ที่เข้าร่วมประชุมได้ร่วมพิจารณาตรงนี้ด้วยครับ
ก็รับไป ผมว่าคงต้องเพิ่มเอาผู้ที่ได้ประโยชน์จากตรงนี้คือวินทั้งหลายมาร่วมด้วย ต้องให้เขารับผิดชอบ แล้วถ้าเขาจัดระบบของเขาได้ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ (Taxi) นี้เขาอยู่ในพื้นที่ที่เราเป็นเหมือน บัฟเฟอร์ (Buffer) ให้เขาอยู่ได้แล้วก็ทยอยเข้ามา อันนี้น่าจะแก้ได้ รถบัส (Bus) นี้ก็เป็นสิ่งที่ ผมต้องหาคนรับผิดชอบของรถบัส (Bus) มา เขาจะปล่อยให้รถบัส (Bus) เข้ามามาก ๆ ไม่ได้ ต้องให้เข้ามาในจำนวนจำกัดสักจำนวนหนึ่ง ตามที่เรามีความสามารถให้เขาจอดได้ คือหยุด ได้ไม่ให้จอด หยุดได้เพื่อส่งคนลงเท่านั้น ถ้าเข้ามาเป็นสิบมันก็ไม่ได้ แล้วเขาก็จะลงทันทีไม่ได้ สมมุติว่าเรามีที่ ๕ ในความคิดผมก็ให้เขาเข้ามา ๕ ส่งออก แล้วอีก ๕ เข้ามา แต่คุณบริหาร จัดการตรงนี้ ผมต้องหาผู้แทนจากตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ (Taxi) รถทัวร์ (Tour) มา วินมอเตอร์ไซค์ ส่วนใหญ่ก็ไปจอดข้างหลัง ตรงข้างหลังเดี๋ยวค่อยไปว่ากันอีกที่หนึ่ง แต่อันนี้อยู่ด้านหน้า ผมพยายามจะทำอย่างนั้น ขออนุญาตให้ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบและรับปัญหาที่ท่านว่า เมื่อสักครู่นี้ ปัญหาระยะยาวผมตอบเลยได้ไหมเดี๋ยวจะหมดเวลาก่อน ระยะยาวผมเตรียม จะหาที่ให้แอบซอร์บ (Absorb) รถบัส (Bus) นี้ได้ ผมมีที่แล้วคงขออนุญาตยังไม่ไปเอ่ยชื่อตรงนี้ นโยบายนี้ผมเรียนท่านว่าได้แน่ ผมเหลือด้านกฎหมายเท่านั้นจะขอใช้เขาได้หรือไม่ทางกฎหมาย เรียนว่าทางนโยบายผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือกระทรวงคมนาคมคงได้ แต่ปัญหาเรื่องของทางกฎหมายจะได้หรือไม่ แล้วผมจะเรียนท่านเพื่อกรุณาทราบ ถ้าตรงนี้ได้ ผมจบเลย รถแท็กซี่ (Taxi) ถ้าเราจัดระเบียบให้เขา รถบัส (Bus) ให้เขาจัดระเบียบได้แล้ว เขาวนเข้าไปจอดที่นี่ได้ ตรงสามเหลี่ยมนี้หมดไป ปัญหาบ้านคนที่ว่าเมื่อสักครู่นี้ก็คงจะไม่ไป กระทบเขา ตอนนี้ทราบว่าไปจอดขวางบ้านคนเขาหมดก็เป็นอย่างที่ท่านว่า ผมก็รับไปอันนั้น ระยะยาวแล้วจะรีบดำเนินการให้ครับ
ก็มีเรื่องขออนุญาต ในช่วงเวลาที่เหลือ หมดหรือยังท่านประธานครับ
เชิญท่านถาม ได้ข้อความ ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว และยังมีอะไรฝากอีก เชิญครับ
มีเรื่องฝากอีกครับ
ถึงไม่หมดเวลา ก็จบได้นะครับ เพราะรู้วัตถุประสงค์แล้ว เชิญครับ
ขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีมีเรื่องที่จะฝากก็คือว่า ประเด็นเรื่องของตลาดรถไฟ เมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าเป็นตลาดที่ไม่มีโครงสร้าง แต่ในข้อเท็จจริงเราจะเห็นว่าในขณะนี้มีการก่อสร้าง ลักษณะของการที่ทำเป็นกึ่งอาคารพาณิชย์โดยรอบ ทำเป็นโซน (Zone) ค่อนข้างมาก ก็อยากจะฝากให้ทางท่านได้กำชับทางสำนักงานเขตได้ไปดูแลเรื่องของกฎหมายอาคาร เพราะจริง ๆ ตลาดที่กางเต็นท์เกินกว่า ๗ วันขึ้นไปก็เข้าข่ายกฎหมายอาคารแล้ว ฉะนั้น เขาคงปฏิเสธความรับผิดชอบในส่วนตรงนี้ไม่ได้ และรวมไปถึงบริเวณใกล้เคียงก็คือบริเวณ หน้าห้างบิ๊กซี ซึ่งเป็นที่จอดรถของห้างตามพื้นที่การใช้ประโยชน์ของอาคารซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่เป็นลักษณะของการเปดดทำเป็นแผงค้าย่อยในบริเวณ ที่จอดรถอย่างถาวรในขณะนี้ ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมายซึ่งก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในเรื่องพวกนี้ได้ ในระดับหนึ่ง ก็ขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีใน ๒ ประเด็นที่เหลือ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
ท่านรัฐมนตรี ก็รับฝากไปนะครับ ก็ถือว่าการถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง ปัญหาการจราจร ถนนรัชดาภิเษกติดขัดเรื้อรังมายาวนานของท่านประเดิมชัยก็ถือว่าจบสมบูรณ์แบบ ก็ได้ประโยชน์เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหา ต้องขอบคุณท่านประเดิมชัย และขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบขอบพระคุณครับ ต่อไปครับ
๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๕ เรื่อง การลิดรอนสิทธิที่ทำกินของชาวม้ง ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ (นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ
ด้วยได้รับหนังสือ จากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน
ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีหนังสือแจ้งว่าขอมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน และในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์และสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นางวิไลรัตน์ อักษรพันธ์ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ๒. นางสาวสิริวลี สังขวิเชียร ผู้อำนวยการส่วนจัดการกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ๓. นางพรทิพา ชินเดช เจ้าหน้าที่จัดการผลประโยชน์ ชำนาญการ และในโอกาสนี้ขอเชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ เข้าสู่ห้อง กระทู้ถามแยกเฉพาะ และในโอกาสนี้ก็ขอเชิญท่าน ส.ส. ปดิพัทธ์ สันติภาดา ได้ถามครับ เรามีกติกาอยู่ว่าจะมีเวลาฝ่ายละ ๑๐ นาที ท่านสมาชิกถาม ๑๐ นาที ท่านรัฐมนตรีตอบ ๑๐ นาที เว้นแต่มีเรื่องที่มันจำเป็นที่จะต้องตอบให้เกิดความชัดเจน เมื่อประธานอนุญาต ถึงจะดำเนินการต่อได้ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ขอบคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ในวันนี้ แต่สิ่งที่เป็นคำถามแรก ก็คือทำไมต้องเชิญกระทรวงการคลังมาตอบคำถามนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องที่ผมจะถามนี้ ประเด็นปัญหามันอยู่ในหลายส่วนด้วยกันที่เกี่ยวข้องนะครับ ทำไมต้องถามนายกรัฐมนตรี ก็คือมันเกี่ยวข้องกับทางกระทรวงกลาโหม และเป็นการออกคำสั่งของทางฝ่ายทหารคือ คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ตั้งแต่สมัยที่มีการให้พี่น้องชาวม้งได้ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และจริง ๆ น่าจะต้องเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน แต่อย่างไรเดี๋ยวท่านก็คงให้ข้อมูลได้นะครับว่า ทำไมเป็นทางกระทรวงการคลัง
ท่านประธานครับ ในเรื่องปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องชาวม้งที่ตำบลเข็กน้อย จริง ๆ ตำบลเข็กน้อยไม่ได้เป็นที่เดียวที่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะว่ามีปัญหาน่าจะทั่วประเทศไทยเลย น่าจะกินผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นแสนคน เพราะว่าประกาศคำสั่งแล้วก็บริบทของสงคราม ที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเรียกว่าเป็นการให้คำมั่นสัญญาที่ทำให้พี่น้องชาวม้งเข้าใจว่าการที่เขาเข้ามา เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยนี้จะทำให้เขามีกรรมสิทธิ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัญชาติ ที่สำคัญที่สุดก็คือการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ในตำบลเข็กน้อยมีทั้งหมด ๑๒ หมู่บ้าน รวม ๓,๒๐๐ ครัวเรือน เราไม่ได้พูดถึงคนกลุ่มน้อย เราพูดถึงคนจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนคน ที่กำลังเดือดร้อนจากการที่ที่ดินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ กำลังจะสูญเสียจากกรรมสิทธิ์ของ พวกเขาไป ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนานเพราะไม่เคยมีความชัดเจน รัฐบาลจะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องชาวม้งอย่างไรบ้างว่าพวกเขาจะมีที่ดินทำกิน อย่างไร เพราะว่ามีการหารือในต่างกรรมต่างวาระหลายรอบว่าจะมีนโยบายในการประกาศ เป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ก็ดี ที่ราชพัสดุก็ดี หรือว่าจะมีการจัดสรรให้เขาไปอยู่ที่อื่นก็ดี แต่ว่าเรื่องนี้มันก็กินความยืดเยื้อยาวนานมา คำถามที่เราต้องถามตอนนี้พี่น้องชาวม้งเอง ฝากผมมาถามก็คือว่า คำมั่นสัญญาที่พวกเขาเคยได้รับตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ว่าพวกเขาจะกลายมา เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์ ได้รับสัญชาติ ได้รับที่ดินทำกินอย่างชอบธรรม คำมั่นสัญญาพวกนั้น ทำไมมันไม่เคยมีความชัดเจนในภาคปฏิบัติเลย และดูเหมือนจะมีแนวโน้มในการผิดสัญญา ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนปัญหายืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้ นี่เป็นคำถามที่ ๑ นะครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ จากกระทู้ถามแยกเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ คือผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับมอบหมายให้มา ตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ
ในประเด็นที่ดินเข็กน้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเอกสารสิทธิตามที่ท่าน ส.ส. ได้กล่าวถึงนั้น แล้วท่าน ส.ส. ได้พูดถึงว่าความจริงแล้วทำไมถึงเป็นกระทรวงการคลังมาตอบ ผมขอเรียนในประเด็นที่ ๑ เรื่องของว่าทำไมกระทรวงการคลังมาตอบ เนื่องจากกระทรวงการคลัง มีกรมธนารักษ์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ราชพัสดุทั้งประเทศ ถ้าที่ใดที่เป็นที่ราชพัสดุมีปัญหาใด ๆ ก็จะเป็นหน้าที่ของกรมธนารักษ์ซึ่งต้องถือว่าเป็นเจ้าของที่ดินก็ต้องเข้าไปแก้ปัญหาหรือเข้าไป ชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบในขอบเขตของที่เป็นที่ราชพัสดุ
คำถามต่อไปว่าทำไมพี่น้องชาวม้ง ตำบลเข็กน้อยถึงไม่สามารถที่จะออกโฉนดที่ดิน เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวได้ ก็คงต้องเรียนว่าที่ดินบนเข็กน้อยมันมีที่มาที่ไปตลอด ก็ต้องเรียนว่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงในท้องที่ ตำบลวังนกแอ่น ตำบลชมพู ตำบลบ้านมุง ตำบลวังทอง และหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ส่วนทางด้านจังหวัดเพชรบูรณ์ก็จะมีตำบลท่าพล อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก ตำบลวังโป่ง อำเภอชนแดน ด้านทิศเหนือของจังหวัดเพชรบูรณ์ นั่นเอง ก็คือพื้นที่เหล่านี้เรียกรวม ๆ ว่าเขาค้อตามที่ท่าน ส.ส. ได้พูดถึง เป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ทุ่งแสลงหลวง ซึ่งประกาศในปี ๒๕๐๖ ต่อมาในปี ๒๕๑๐ ได้เกิดเหตุมี ผกค. เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เขาค้อตามที่พูดถึงในบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงนั่นเองในบริเวณเหล่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็มีการสู้รบกับ ผกค. ในสมัยนั้น การสู้รบส่วนใหญ่ก็จะเป็นกองทัพบกในฐานะ กระทรวงกลาโหม กองทัพบกก็ได้เข้าไปสู้รบกับ ผกค.เหล่านั้น ในขณะนั้นเองก็ต้องเรียนว่า มีพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นชาวเขาหรือว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บนเขาค้อ ยังกระจัดกระจายจะอาศัยอยู่ในลักษณะไหนนั้นผมเองไม่ทราบ แต่ก็อาศัยอยู่บนนั้น ดังนั้น ทางกองทัพบกเองได้เห็นถึงประชาชนที่บริสุทธิ์ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายก็เลยได้อพยพ ด้วยความสมัครใจของชาวเขาเผ่าม้งและชาวเขาต่าง ๆ บริเวณนั้นให้อพยพมาที่ตำบลเข็กน้อย บางส่วนนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นปี ๒๕๑๐ มาจนถึงปี ๒๕๑๕ ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๕๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ คณะปฏิวัติฉบับนั้นประกาศให้เพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติ บางส่วนบนทุ่งแสลงหลวงก็คือตำบลเข็กน้อย ซึ่งเป็นบริเวณที่กองทัพบกได้อพยพชาวเขาเผ่าม้ง มาอาศัยทำกินเนื้อที่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ และในปี ๒๕๑๗ ก็มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๗ ให้นำที่ดินของรัฐซึ่งได้เพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติ ทุ่งแสลงหลวงบางส่วนของตำบลเข็กน้อยเนื้อที่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ ดังที่ได้กล่าวมานั้น ขึ้นทะเบียนทบวงการเมืองตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อใช้ในราชการกระทรวงกลาโหม ทำให้ที่ดินตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ที่ว่านั้น ที่ดินที่เพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติและกันออกมาเป็นพื้นที่ อยู่บริเวณบางส่วนของตำบลเข็กน้อยนั้นได้มีสถานะเป็นที่ราชพัสดุ เพราะฉะนั้นที่ราชพัสดุ ที่ผมได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นนั้นก็คือว่าเมื่อใดที่ที่ดินในแผ่นดินนี้เป็นที่ราชพัสดุก็เป็นหน้าที่ของ กรมธนารักษ์ดูแล กระทรวงการคลัง ต่อมากองทัพบกได้เสร็จสิ้นภารกิจการปราบปราม ผกค. จึงส่งคืนที่ราชพัสดุดังกล่าวให้กรมธนารักษ์เพื่อไปดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยมีแนวทางแก้ปัญหา แยกเป็นหลัก ๆ ใน ๒ ส่วน
กรณีที่ ๑ ที่ดินที่เป็นที่ราษฎรอพยพเป็นที่ดินของรัฐในเขตอุทยานแห่งชาติ มาก่อน แล้วเมื่อปี ๒๕๑๗ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าทางกองทัพบกได้คืนที่ยกเลิกเป็นเขตอุทยาน แห่งชาติ แล้วท้ายที่สุดกองทัพได้คืนการครอบครองซึ่งเป็นที่หลวงมาให้กับกรมธนารักษ์ ซึ่งที่ในส่วนนี้ต้องบอกว่าไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรได้ เพราะว่าได้ถูกประกาศ เป็นที่ราชพัสดุแล้ว แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นว่าหากราษฎรมีหลักฐานการครอบครองที่ดินก่อนหน้า ที่จะประกาศก็สามารถที่จะไปพิสูจน์สิทธิได้ อันนี้ไม่ปดดกั้นตามกฎหมายก็สามารถไปพิสูจน์สิทธิได้
กรณีที่ ๒ กรณีที่ไม่ได้มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ราษฎรไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บุกรุก กรมธนารักษ์ ในเมื่อเป็นที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ก็บริหารจัดการโดยจัดให้เช่าเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำกินในระยะยาวในแต่ละครั้งก็คงประมาณ ๓๐ ปี โดยมีอัตราค่าเช่าผ่อนปรนต่ำสุด เป็นกรณีพิเศษเพราะถือว่าไม่ใช่ผู้บุกรุก แต่ที่ดังกล่าวทั้ง ๒ กรณีนั้นถูกยกเลิกจากเขตอุทยาน แห่งชาติอย่างที่ได้พูดถึง เมื่อยกเลิกเขตอุทยานแห่งชาติ คืออุทยานก็เป็นที่หลวง แต่พอยกเลิก เขตอุทยานแห่งชาติก็จะกลับมาเป็นที่หลวงโดยสามารถที่จะบริหารจัดการได้ เมื่อกรมธนารักษ์ ได้รับเข้าดูแลทั้งสิทธิและทั้งการจัดการก็นำมาให้กับผู้ที่อยู่บริเวณนั้นได้ทำการเช่าตรงนั้น
ท่านรัฐมนตรี บังเอิญหมดเวลา ๑๐ นาทีที่กำหนดแล้ว แต่ผมเห็นว่ายังมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ต่อการตอบคำถามแต่ขอให้ท่านกระชับนิดหนึ่งนะครับ
ขอบคุณครับ ค่าเช่าซึ่งเป็นอัตราผ่อนปรนก็คือไร่ละ ๒๐ บาทต่อปี แต่ถ้าเช่าเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราค่าเช่า ตารางวาละ ๓ บาทต่อปี และถ้าเช่าเพื่อประโยชน์อย่างอื่น เพื่อการพาณิชย์หรือเพื่อใด ๆ ค่าเช่าประมาณร้อยละ ๓ ตามมูลค่าที่ดิน ซึ่งที่ตำบลเข็กน้อยขณะนี้ราคาประเมินตารางวาละ ๕๐๐ บาท เพราะฉะนั้นอัตราค่าเช่าสูงสุดตารางวาละ ๑๕ บาทต่อปี อันนี้ก็คือแนวทาง ในการแก้ปัญหาที่จะเรียนให้ท่าน ส.ส. ได้ทราบครับ ขอบคุณครับ
ท่านปดิพัทธ์ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ๗ นาที ๑๗ วินาที ถ้าท่านถามคำถามอีกก็ต้องถัวเฉลี่ยเวลาของท่าน ให้ท่านรัฐมนตรีตอบด้วย เผื่อว่าจะได้เนื้อหาสาระที่ครบกระบวนความ เชิญครับ
ขอบคุณครับ จริง ๆ เรื่องของกรมธนารักษ์ เราพอจะรู้ขั้นตอนแล้วก็ไม่ได้เห็นว่ามันมีค่าใช้จ่ายอะไรที่มันเกินจะรับได้ แต่สิ่งที่ต้องถาม คือคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ เอาจริง ๆ ชาวบ้านรู้สึกว่าโดนหลอกให้มาร่วมต่อสู้เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะมีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน มันไม่สำคัญว่าที่ดินทำกินมันเช่ากี่บาท แต่อยู่ดี ๆ บ้านของผมผมต้องจ่ายค่าเช่ามันไม่เป็นธรรมนะครับ แล้วก็บริบทของการต่อสู้สงครามที่เขา ต้องเลือกจุดยืนว่าเขาจะอยู่ข้างของรัฐบาลไทยเขากลับได้ค่าตอบแทนตั้งแต่ตอนร่วมรบ ผมคิดว่าได้ค่าตอบแทนวันละ ๑๒ บาท เรื่องนี้มันไม่เป็นธรรมเลยในการที่เราจะจัดพื้นที่ ที่ให้กับพวกเขาในการที่เขาจะกลับคืนมาสู่ความเป็นศักดิ์และศรีของการเป็นคนไทย แน่นอน มันเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติผมเข้าใจ แล้วกระทรวงกลาโหมเองก็ยึดไป แต่ทีนี้มันเกิด ความเหลื่อมล้ำมหาศาล ในบริเวณของเขาค้อมีรีสอร์ต (Resort) ขึ้นเต็มเลย มีกรรมสิทธิ์ได้ด้วย แล้วไปดูชื่อผู้ถือโฉนดนี้ทหารทั้งนั้นเลย ทำไมมันไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือของที่ราชพัสดุ แล้วความเหลื่อมล้ำตรงนี้ทำให้ผู้ได้รับผลประโยชน์จากการทำสงครามเป็นทหารหมดเลย กลายเป็นวีรบุรุษมีที่ดิน มีที่ทำกิน มีศักดิ์มีศรีครบถ้วน แต่คนม้งที่ร่วมต่อสู้ด้วยไม่มีเลย ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมองว่าถ้าเราจะปรองดองเราจะให้คนที่เป็นชาติพันธุ์มีสิทธิ มีสุข มีส่วนในการที่เขาจะอยู่ในประเทศนี้ แล้วถ้าเขาต้องเช่าที่ดินตอนนี้มันเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ เพราะว่าถ้าสัญญาที่เขาเคยได้รับในอดีตสุดท้ายตอนนี้เขาต้องกลายเป็นผู้เช่า ท่านลอง จินตนาการดูว่าความรู้สึกในการสูญเสียโดยที่บรรพบุรุษของเขาต้องตาย ต้องสูญเสียพวกเขา ต้องเป็นลูกกำพร้า พวกเขาต้องพิการแขนขาขาดสุดท้ายกลายเป็นผู้ที่เช่าที่ดิน ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมและผมคิดว่ากระทรวงการคลังก็ตอบไม่ได้เพราะเรื่องนี้ผมต้อง ถามนายกรัฐมนตรี ถามกระทรวงกลาโหมว่าทำไมถึงหลอกลวงชาวบ้านแบบนี้ ทีนี้เรื่อง ที่มันเกิดขึ้นเรากำลังพูดถึง ๒๐,๐๐๐ ไร่ที่ชาวบ้านตอนนี้ค่อนข้างแน่นอน ตอนนี้ผมฟันธง แน่นอนแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเขาเสียสิทธิแน่นอน เป็นที่ราชพัสดุแน่นอนแล้วถูกหรือไม่ครับ ทีนี้มันเป็นอย่างนี้ครับ ในกระบวนการประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นมีการตั้งกรรมการที่ดิน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตั้ง แต่ว่ากรรมการที่ดินมีการเปลี่ยน ตอนแรกก็มีชาวม้งเข้าไป พิจารณาด้วยว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร แต่ในชุดล่าสุดมีการถอดชาวม้งออกหมดเลย ทำให้เห็นเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ว่าอันนี้จะร่วมพัฒนาพื้นที่นี้ร่วมกัน หรือสุดท้ายเป็นการตัดสินใจ ของรัฐส่วนกลางที่จะทำให้ชาวม้งกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไปตลอด ถึงกับมีคำกล่าวว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนไทยไม่น่ามีปัญหาคุยกันได้ แต่พอเป็นคนม้งถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็ไม่มีคำถามแล้วเพราะว่ามันเป็นเรื่องกระทรวงกลาโหมหมดเลย แต่ว่าเรื่องที่ท่านอาจจะ ให้ความเห็นได้คือตอนนี้ความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินในประเทศไทยไปกันใหญ่แล้ว ชาวม้ง ดูข่าวที่ดิน ส.ป.ก. ที่ถูกใช้นี้ไม่มีใครมีความผิดเลย แต่พวกเขาที่ร่วมต่อสู้กันมากลับกลาย ดูเหมือนว่าแน่นอนตอนนี้เขาไม่ได้เป็นผู้บุกรุกนะครับ อันนี้ยอมรับได้ แต่กลายเป็นว่าสุดท้าย เขาต้องสูญเสียสิทธินี้ไป ผมคิดว่ามันทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศไทยตอนนี้ มันไปกันใหญ่แล้ว และผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้ผมเสนอว่าเราต้องกลับมาคุยกันใหม่ หรือไม่ครับ เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของแค่ที่ดินทำกินธรรมดา เป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องของยุทธการทางการทหารที่เคยทำไว้ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๒๓ และถ้าเกิดมันหมักหมม ต่อไปมันเกิดเป็นความบาดหมางทางชาติพันธุ์ เป็นความบาดหมางในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ด้านสิทธิ ในขณะที่เขาขับรถไปเจอรีสอร์ต (Resort) ที่เขาค้อ ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้เลย อันนี้ผมอยากจะถามท่านว่ามันมีโอกาสมันมีทางไหนหรือไม่ ที่เราจะเปดดโต๊ะเจรจาใหม่โดยกลับมารื้อฟื้นใหม่ตั้งแต่ต้น รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ด้วยกัน คุยกันใหม่ ผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ว่าที่ราชพัสดุมาอย่างไร ยกเลิกสัญญา กระทรวงกลาโหมทำอย่างไร และจริง ๆ ตัวละครหลายคนยังมีชีวิตอยู่ที่เป็นนายทหาร ที่อยู่สมัยนั้นจนถึงทุกวันนี้ มีโอกาสหรือไม่ที่เราจะสามารถเปดดวงในการคุยเพื่อเจรจาเหตุการณ์ เรื่องนี้ใหม่นะครับ
ท่านรัฐมนตรี พอที่จะตอบชี้แจงหรือรับเรื่องนี้ไปนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรีต่อไปได้หรือไม่ครับ เชิญครับ
ถ้าเวลา มันอาจจะยาวไปนิดหนึ่งก็อาจจะขออนุญาตท่านประธาน เพราะว่าท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ บางทีในความรู้สึกผมก็พูดเกินไปนิดหนึ่ง อยากขอถือโอกาสนี้ชี้แจงแล้วก็ตอบคำถามไปด้วย เมื่อท่าน ส.ส. ได้กรุณาพูดถึงคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นคำสั่งของผู้ที่สร้าง คุณประโยชน์อเนกอนันต์ให้กับประเทศไทยของเราก็คือ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งก็ต้องบอกว่าสมแล้วที่ท่านเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทยเรา ท่านได้ออกคำสั่งนี้ออกมา ก็ทำให้ประเทศไทยในสมัยนั้นได้เกิดความสงบโดยพลัน แล้วจากคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ นี้ ก็มีมาตรการในการดูแลให้ความมั่นใจกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นให้กลับใจ มาร่วมกันพัฒนาชาติไทยก็ต้องถือว่าเป็นความคิดที่ดีมีประโยชน์ ดังนั้นเท่าที่ผมจำได้ ในสมัยนั้นก็มีการดูแลในหลาย ๆ ด้านตลอดจนที่ทำกิน ซึ่งทั้งภาคอีสาน ทั้งภาคเหนือก็จะ มีกรณีอย่างนี้ค่อนข้างมาก เรื่องของที่ทำกินนั้นผมต้องเรียนว่าที่ทำกินเหล่านั้นจนถึงวันนี้ ก็ยังมีศักดิ์และสิทธิตามนั้นมีที่ทำกิน แต่ต้องทราบว่าที่ทำกินบางส่วนที่รัฐบาลในแต่ละช่วง ตอนที่ดำเนินการมานั้นที่ทำกินเหล่านั้นก็เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่อะไรต่าง ๆ มากมาย รัฐบาลด้วยความตั้งใจด้วยความจริงใจก็ได้เพิกถอนยกเลิกพื้นที่ ส่วนที่จะมาให้ทำเป็นที่ทำกิน แต่การยกเลิกอุทยานแห่งชาติเหล่านั้น อุทยานแห่งชาตินี้ ต้องบอกว่าเป็นที่ของหลวงตามที่ผมได้เรียนไว้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ เป็นที่อุทยานแห่งชาติ เป็นการอนุรักษ์ไว้เพื่อพื้นที่ส่วนกลาง แต่แน่นอนที่สุดก็ได้กันบางส่วนออกมาอย่างที่พูดถึง ก็คือประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ออกมาเป็นที่ทำกิน เมื่อออกมาเป็นที่ทำกิน ณ ปัจจุบันท่าน ส.ส. เอง ถ้าหากว่าไปสัมผัสกับชาวม้งท่านก็ต้องยอมรับว่าที่ทำกินเหล่านั้นขณะนี้เองชาวม้งหรือว่า ผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูงก็ยังทำกินได้ตามปกติ ไม่มีผู้ใดไปรบกวนสิทธิของเขา ก็ยังเป็นที่ทำกินอยู่ แน่นอนที่สุดครับ ที่ดินเราที่เป็นของหลวงตามรัฐธรรมนูญนี้มันจะตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ จะครอบครองกี่สิบปีก็แล้วแต่ก็ยังเป็นที่หลวงอยู่ดี แล้วหลังจากนั้นที่หลวงก็ได้มีการดูแล โดยกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์เองก็เข้าไปดูแลจัดการแล้วก็ไม่ได้ปดดโอกาสว่าผู้ที่เข้าไป ใช้ประโยชน์หรือเข้าไปอยู่ในที่นั้น ๆ ก่อนที่จะประกาศเป็นที่หลวงหรือประกาศเป็นอุทยาน แห่งชาติ ถ้าเขาทำกินอยู่ตรงนั้น ถ้าเขามีสิทธิมีหลักฐานมีเอกสารใด ๆ ก็แล้วแต่ ด้วยกฎหมาย ด้วยทางราชการก็เปดดโอกาสให้สามารถพิสูจน์สิทธิ ถ้าสามารถพิสูจน์สิทธิมีหลักฐานพอสังเขป ที่จะพิสูจน์สิทธิได้ก็สามารถที่จะออกโฉนดได้เป็นกรณีอย่างนั้น อันนี้คือสำหรับทางเข็กน้อย ทีนี้ท่านได้พูดถึงเขาค้อซึ่งบอกว่ามีความเหลื่อมล้ำแล้วก็มีทหารเท่านั้นที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ ในที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถึงขนาดจะออกโฉนดได้หรือไม่ตามที่ท่านได้พูดถึงนั้น ผมยืนยันว่า บนพื้นที่เขาค้อนั้นก็เป็นพื้นที่ที่แยกเป็นส่วนอยู่ ๓ ส่วน
ส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นพื้นที่หลวง ส่วนพื้นที่หลวงผู้ที่ดูแลตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ก็คือกรมธนารักษ์ดูแล แล้วก็พื้นที่อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่ รอส. ซึ่งพื้นที่ รอส. ก็มาจากรากเหง้า อันเดียวกันที่บอกว่ามาจากเขตอุทยานแห่งชาติ ได้ยกเลิกเขตอุทยานแห่งชาติก็มาเป็นพื้นที่ ให้กับทางราชการได้ใช้ก็คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพบก เมื่อสงคราม หรือการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายได้สิ้นสุดลงบนเขาค้อ ทางกองทัพบกก็ได้ไปจัดที่เหล่านี้เรียกว่า ที่ รอส. ให้กับพี่น้องบนพื้นที่สูงได้ทำกินเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไรบอกว่าเป็นที่ รอส. เป็นที่หลวงก็ไม่สามารถออกกรรมสิทธิ์ได้ ดังนั้นก็จะมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่เขาเรียกว่าพื้นที่สาธารณะ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันแล้วก็ไม่ได้ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นที่สาธารณะ ซึ่งออกเอกสารสิทธิไม่ได้ ใครจะเข้าไปครอบครองจะเป็นระยะเวลานานเท่าใดก็แล้วแต่ ถึงแม้จะไปปลูกบ้านปลูกช่องก็ไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิที่เป็นโฉนดได้
แล้วก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุที่มีพี่น้องประชาชนไม่จำกัดว่า จะต้องเป็นใครได้ครอบครองมีที่อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่ก่อนแล้วไม่ได้อยู่ในเขตป่า ไม่ได้อยู่ใน เขตอุทยานแห่งชาติ ไม่ได้อยู่ในเขตที่ รอส. เหล่านี้ ก็สามารถที่จะพิสูจน์สิทธิแล้วก็ออกเป็นโฉนดได้ อันนี้คือบนเขาค้อตามที่ท่านบอกว่ามันมีความเหลื่อมล้ำ ก็ต้องตอบว่าไม่มีละครับ แล้วที่บอกว่า มีทหารระดับสูง ทหารใหญ่ ๆ หรือทหารทั้งนั้นเลยไปมีรีสอร์ต (Resort) ไปมีอะไรอยู่บน เขาค้อนั้น ผมเองเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมเป็น ส.ส. ของจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ขณะนี้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ผมยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาจจะมีบ้างตามสิทธิของประชาชนที่บังเอิญ เขาไปเป็นทหารก็เป็นส่วนน้อยมาก ที่เหลือก็เป็นพ่อค้าประชาชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ และของจังหวัดอื่น ๆ ที่เขาไปซื้อเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง
ท่านรัฐมนตรี ท่านใช้เวลาเกินมาเกือบเท่าตัวแล้ว ถ้าอย่างไรก็ขอให้สรุป เชิญครับ
ที่ท่านบอกว่า มีอาคาร มีรีสอร์ต (Resort) มีอะไรต่าง ๆ ทั้งบนภูทับเบิกก็ดี ทั้งบนเขาค้อก็ดี ทางราชการ ทางจังหวัด ทางป่าไม้ ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ไหนที่ไม่มีสิทธิก็ฟ้องศาลจับกุมแล้วก็รื้อถอน ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นทางราชการไม่ได้ปล่อยปละละเลย อันนี้คือประเด็นที่ ๑ แน่นอนที่สุดบนเขาค้อ บนเข็กน้อย บนภูทับเบิก ขณะนี้ด้วยการพัฒนาของประเทศบ้านเมือง จนขณะนี้ทางเข็กน้อยก็ดี ภูทับเบิกก็ดีและบนเขาค้อก็ดี ขณะนี้ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่คนรู้จักทั้งประเทศและทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียก็จะมีคนไปท่องเที่ยวมากมาย แน่นอนที่สุด รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ปัญหา ดังนั้นจึงได้มีคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติอย่างที่ว่า อย่างที่ท่านได้พูดถึง ผมทราบจากผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนั้นเองว่าผู้ว่าราชการจังหวัดได้เชิญทางทหาร ทางป่าไม้ ทาง พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็จะดูแลพื้นที่บนภูเขานั้น ส่วนหนึ่ง ได้ประชุมหารือกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการดูแลคนทุกกลุ่ม ท่าน ส.ส. เองถ้าหากว่าท่านมีความสนใจ ผมทราบว่าท่านเป็น ส.ส. ที่จังหวัดพิษณุโลกก็ดีไม่ผิดเราเป็นคนไทยด้วยกัน ท่านอาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการ พิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดนั้น ผมคิดว่าทางจังหวัดเปดดโอกาสให้พวกเราเข้าไปช่วยดูแล ราษฎรในทุกระดับ แต่อย่าบอกว่าทหารใช้อิทธิพลเข้าไป ผมอยู่ที่นั่นผมเข้าใจทหารที่นั่น เป็นทหารที่ดีเขาก็ป้องกันประเทศเสียสละชีวิตมากมาย อย่างที่ท่านได้พูดถึงว่าชาวม้งเสียสละ เขาจึงได้ที่ทำกินอย่างที่ว่านี้ ขอบคุณครับ
ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีนะครับ คือเวลาเราใช้ถัวเฉลี่ย ท่านปดิพัทธ์ เพราะว่ารวม ๒ ท่านใช้เวลาเกินไป เกือบ ๑๐ นาที
แต่ท่านไม่ได้ควบคุม มันน่าจะเป็นสิทธิ ของผมในการถามตอบ
คือผมเห็นว่า มันเป็นการถามที่ให้เนื้อหาสาระที่ต่อเนื่อง ซึ่งท่านก็น่าจะได้ประโยชน์ พี่น้องประชาชน ก็ได้ทราบข้อเท็จจริงนะครับ
ของผมอีก ๑ คำถามนะครับ
คือท่านถาม ก็คงตอบไม่ได้แล้วเพราะท่านรัฐมนตรีใช้เวลาเกินมา ๑๑ นาที ๒๒ วินาทีแล้ว ผมขอตามระเบียบ หรือท่านจะฝากท่านรัฐมนตรีไป แต่ผมไม่ให้ท่านรัฐมนตรีตอบแล้วนะครับ ผมใช้เวลายาวแล้ว เพราะจะเลยเวลากระทู้ที่อยู่ในสภาใหญ่ มันควบคุมด้วยตัวนั้น เชิญครับ
ขอบคุณท่านมากนะครับ และยิ่งดีใจ ที่ท่านเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะปัญหาเรื่องนี้ท่านคงจะทราบแล้วก็ได้ยินผ่านหูผ่านตา มาต่อเนื่องยาวนาน แต่อย่างกรรมการที่ดินที่เราจะตั้งเมื่อสักครู่นี้ท่านก็บอกแล้วว่ามันไม่มี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริงก็คือชาวบ้านที่ทำกินเอง ผมคิดว่าเรื่องนี้ต่อให้เชิญ ส.ส. พิษณุโลกไป ผมก็ไม่ทราบเพราะผมไม่ได้อยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะต้องมีตัวแทนของชาวบ้าน หรือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เข้าไปร่วมพิจารณาด้วย เพราะไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นคนที่คุยเรื่องของคนอื่น ตัดสินใจแทนเรื่องของคนอื่น ผมคิดว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้พี่น้องชาวม้งรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะตัวแทนของเขาไม่ได้รับการยอมรับ ในการเข้าไปเจรจาพูดคุย
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าอย่างไรก็ต้องกลับไปคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ให้ได้ครับ เพราะว่าคำสั่งนี้แน่นอนมีคุณประโยชน์มาก แต่ความสงบโดยพลันมันก่อให้เกิดอะไรไว้บ้าง ใต้พรมผมไม่แน่ใจเพราะว่าความสงบโดยพลัน คำสั่งหลายอย่างไม่ได้เป็นเอกสารที่ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไร ชาวม้งหลายคนคงไม่ทราบว่าเขาเหยียบอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ใช่ของเขา เวลาเขามา สร้างบ้าน ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกผักพวกนี้ แล้วเขาเพิ่งจะมาทราบวันนี้ในรุ่นลูกของเขาว่า สุดท้ายไม่ใช่บ้านของเขา ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องกลับไปทบทวนใหม่จริง ๆ ครับ ไม่อย่างนั้น ต่อให้มีเศรษฐกิจดีก็ตาม ต่อให้มีคนไปเยี่ยมที่นั่นก็ตาม แต่อย่างไรที่นั่นเขาอยู่เป็นบ้าน เขาสมควรที่ได้รับกรรมสิทธิ์อย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ
ต้องขอบคุณครับ
ผมขอบคุณ ท่าน ส.ส. ผมก็จะรับความเห็นแล้วก็ข้อความของท่านที่ฝากไปให้คณะกรรมการที่แก้ไขปัญหานี้ ให้เขาเอาปัญหาของท่านเข้าไปด้วย
ท่านรัฐมนตรี ก็รับปัญหานี้ไปนำเสนอต่อแล้วกันนะครับ ขอบคุณคุณปดิพัทธ์และขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่กรุณาให้เกียรติห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา คงได้เจอกันบ่อย ๆ ขอบคุณมากครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะเป็นกระทู้สุดท้าย
๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๑๖ เรื่อง โครงการย้ายพื้นที่ท่าเรือคลองเตย (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ
ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านติดภารกิจจำเป็นมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะในวันนี้ และเพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมอนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์และสนับสนุนข้อมูลในการตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายเดชา นุชพุ่ม รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ๒. นายอิทธิพล ศัมภูพันธุ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารสินทรัพย์ ขอเชิญท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าสู่ห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ เชิญท่านสมเกียรติถามครับ เรามีกติกาว่าทางฝ่ายผู้ถามและผู้ตอบใช้เวลาฝ่ายละ ๑๐ นาที ผมขอความกรุณาว่าถ้าไม่จำเป็นไม่สุดวิสัยจริง ๆ ขอให้จบภายใน ๑๐ นาทีของแต่ละฝ่าย เชิญผู้ถามกระทู้ครับ
เรียนท่านประธานและขอบคุณ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ถามครับ
รัฐมนตรีช่วยว่าการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีช่วยคนละความหมายกันนะครับ เชิญครับ
ขออภัยครับ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมนะครับ คำถามผมท่านน่าจะทราบอยู่แล้ว แต่ทีนี้ผมขอเกริ่นถึงปัญหาว่า ทำไมผมจะต้องถามปัญหานี้ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยในระดับประเทศ แต่ว่า ในพื้นที่ผม คนกรุงเทพมหานครถือว่าเป็นปัญหาสังคมระดับใหญ่ที่สะสมมานานมากแล้วตั้งแต่ ผมยังเป็นเด็กอยู่ คือผมเกิดในพื้นที่แถวนั้นแล้วก็เรียนมัธยมที่พระโขนงวิทยาลัยซึ่งติดกับ ถนนริมทางรถไฟสายเก่าใกล้ ๆ บริเวณท่าเรือคลองเตยเลยตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เรียนมัธยมที่นั่น ๖ ปี เมื่อก่อนมีรถไฟวิ่งแล้วก็ส่งเสียงดังที่โรงเรียนผ่านไปสักพักรถไฟก็ไม่มีแล้ว แต่ถนน ซึ่งเป็นถนนที่คับแคบและมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกตลอดเวลาตลอดทั้งปีเพราะมีท่าเรืออยู่ตรงนั้น ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ถนนก็ยังเหมือนเดิมไม่ได้รับการแก้ไขหรือขยายให้ดีขึ้น ทีนี้ผมก็ได้ มีการหารือกับท่านประธานในสภาไปบ้างแล้วซึ่งเกี่ยวข้องกับในเรื่องนี้ ผมขอให้เปดดวิดีโอครับ
เดี๋ยวนะครับ
ภายในเวลา ๑๐ นาทีนี้ ผมจัดสรรเวลามาแล้วครับ คลิป (Clip) ไม่เท่าไร เพราะส่งให้แล้วครับ
วิดีโอ (Video) นี้ ต้องขออนุญาตหรือไม่ครับ
ขออนุญาตแล้วครับ
เพราะเห็นขออนุญาต แต่รูปภาพ หรือภาพมันอยู่ในนี้ รูปภาพในวิดีโอ (Video)
ใช่ครับ
รูปภาพในวิดีโอ (Video)
ครับ รูปภาพของท่านรัฐมนตรี
เชิญครับ
ตรงนี้ก็เป็นปัญหาผลกระทบ ที่ตามมาจากการมีท่าเรือ ก็ทำให้มีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกตลอดและรถบรรทุกที่วิ่งฝ่าฝืนในเวลา ห้ามวิ่ง อันนี้อยู่ในช่วงที่ผมไปลงพื้นที่มา วันที่ ๒๕ พฤศจิกายนที่ผ่านมา อันถัดไปก็คือการประชุม รับฟังความคิดเห็นประชาชนที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยน่าจะเป็นการสร้างโครงการเชื่อมต่อ ท่าเรือกรุงเทพฯ และทางพิเศษบางนา–อาจณรงค์ เอส ๑ (S1) ซึ่งเข้าใจว่าจะเริ่มทำโครงการนี้ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ แต่ว่าเพิ่งมาทำหลังจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ได้ดำเนินการมา มากกว่า ๓๐ ปี และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้รับการแก้ไข ผมก็ไม่แน่ใจว่าการสร้างตรงนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรตามมาอีก แต่ที่แน่ ๆ การที่ไม่ทำตรงนี้เลย ๓๐ ปีที่ผ่านมาก็มีปัญหา คมนาคม ปัญหามลพิษ ฝุ่นควัน เสียงมากมายในเขตพื้นที่บางนาและพระโขนง เชิญดูว่า ทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยเองรับทราบปัญหาเช่นเดียวกับที่ผมรับทราบเหมือน ๆ กัน จากคลิป (Clip) นี้ เราก็อาจจะต่อด้วยว่าทำไมปัญหามันเยอะมากก็คือมันก็จะมีเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่จะโพสต์ (Post) เกี่ยวกับปัญหาในโซน (Zone) พื้นที่นั้น อันแรกเป็นวันที่ ๒๑ ผมเอามาแค่ภายในเดือนเดียว วันที่ ๒๑ เขาก็แฮชแท็ก (Hashtag) ว่าถนนร้อยศพคือ ถนนทางรถไฟสายเก่าปากน้ำ ถัดไปวันที่ ๒๒ ติดกันเลยก็แฮชแท็ก (Hashtag) ว่าถนนเส้น อันตราย ในคอมเมนต์ (Comment) นั้น ในรูปถัดไป ผมอ่านแค่บางคอมเมนต์ (Comment) บางช่วงแค่ในช่วงตัดมาเสี้ยวเดียว รถบรรทุกวิ่งเร็วมากขับรถอย่างประมาท ระมัดระวังมาก ๆ เส้นนี้เสียชีวิตรายวันเลย เส้นนี้อันตรายมาก ๆ รถใหญ่เยอะ รถเล็กเยอะ ค่อย ๆ ไป เส้นนี้ เสียชีวิตแทบทุกวัน ตายกันขนาดนี้แล้วพี่ ๆ คิดจะทำถนนหรือยัง อันนี้เป็นฟีดแบก (Feedback) จากประชาชน
ท่านสมาชิกครับ ท่านเหลือเวลาอยู่ไม่มากนะครับ
จะจบคลิป (Clip) แล้วครับ
ท่านจะถาม เป็นคำถามเดิมหรือไม่ครับ
คำถามท่านเป็นคำถามเดิม ในนี้ท่านน่าจะทราบอยู่แล้ว ท้ายคลิป (Clip) แล้ว อันนี้ก็คือล่าสุดครับวันที่ ๓ ธันวาคม ก็เสียชีวิตอีกแล้วอันนี้ก็คือเข้าสู่คำถามข้อแรกเลยแล้วกัน ก็จะถามว่าจากปัญหาที่ผมได้สรุปเกริ่น กล่าวเรื่องมานี้ทางกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดที่จะย้ายท่าเรือคลองเตยหรือเรียกกันว่าท่าเรือ กรุงเทพบ้างหรือเปล่า เพราะว่าถ้าไม่มี มีวิธีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ข้อแรกนี้ก่อนครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ
ขออนุญาต ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้เป็นผู้ชี้แจงกระทู้ของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติในวันนี้
ต่อคำถามแรกที่ท่านถามเกี่ยวกับนโยบายของเรื่องท่าเรือกรุงเทพก็คือ ผมก็ต้องเรียนตามตรงว่าท่าเรือกรุงเทพเป็นหัวใจหลักของประเทศไทย จริง ๆ ในประเทศไทย ก็มีแค่ท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเราไม่มีนโยบายในการที่จะย้ายท่าเรือ แต่เรามีนโยบายที่จะย้ายชุมชน ลดความหนาแน่น แต่โอเค (OK) ตรงนี้ผมอาจจะไม่ตอบโจทย์ ของท่านในประเด็นแรก ส่วนประเด็นต่อมาที่ท่านได้ถามมาในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ เรื่องถนนเลียบทางรถไฟสายปากน้ำเดิม
ประเด็นแรกเลยก็คือถนนเส้นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ของกระทรวงคมนาคม แต่อย่างไรก็ดีผมก็ได้ประสานทางกรุงเทพมหานครแล้วก็ทราบว่า ถนนเส้นนี้ก็คือแบ่งออกเป็น ๒ เขต คือตั้งแต่แยกกล้วยน้ำไทถึงตัดทางรถไฟเข้าบริษัท ปตท. ระยะทาง ๑.๓ กิโลเมตร อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบเขตคลองเตย ก็ได้ดำเนินการปรับปรุง เสร็จแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาตามรูปที่ผมให้ท่าน อันนี้ก็คือรูปถนนที่ปรับปรุง เสร็จแล้วของ กทม. ทำนะครับ แล้วส่วนที่เหลือตั้งแต่ตัดทางรถไฟเข้าบริษัท ปตท. ถึงถนน สรรพาวุธบางนา อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเขตพระโขนงและเขตบางนา สำนักการโยธา กรุงเทพมหานครก็ได้จัดสรรงบประมาณไว้ในปี ๒๕๖๔ ก็เหลืออีกประมาณ ๒ กิโลเมตร อันนี้ก็คือเบื้องต้น แต่ส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติกังวลว่าถนนคับแคบ ถนนเกิดอุบัติเหตุบ่อย แล้วจะทำอย่างไรถึงจะขยายถนนได้ ส่วนหนึ่งผมก็ต้องเรียนท่านอย่างนี้ครับว่าเราก็ได้มีการ ประสานกับ กทม. ๑. เรื่องการออกแบบของถนนในพื้นที่ตรงนั้นก็อยากให้ กทม. ออกแบบให้ เพื่อรองรับแรงกระแทกให้ได้มากกว่าปกติ เพราะเราทราบว่าตรงนั้นก็มีรถบรรทุกเข้าออกมาก แล้วก็เหมือนที่ท่านเปดดในคลิปเลยครับ ทางด่วนเอส ๑ (S1) นี่ละครับก็จะเป็นส่วนที่จะเบา ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะว่าออกจากท่าเรือมาก็สามารถเลี้ยวขึ้นทางด่วนได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็น การแก้ปัญหาระยะยาว ปัญหาที่ท่านบอกว่าหมักหมมมา ๓๐ ปี ทางด่วนเอส ๑ (S1) ตรงนี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาท่านได้ แล้วก็มีปัญหาเรื่องของอุบัติเหตุที่ท่านให้ไว้ อันนี้หลัก ๆ เลยผมก็ต้อง บอกว่าสำหรับการแก้ไขอุบัติเหตุรถบรรทุก ผมเอาเรื่องแรกก่อนก็คือเรื่องน้ำหนักคือในรั้ว ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยของกรมศุลกากร ก่อนรถออกเราจะมีการชั่งน้ำหนักก่อนทุกครั้ง ฉะนั้นน้ำหนักจะต้องอยู่ในมาตรฐานไม่เกินถึงจะวิ่งออกไปได้ ส่วนรถที่วิ่งเข้าท่าเรือก็จะต้อง มีการชั่งมาตั้งแต่ต้นทาง และระหว่างวิ่งมาก็จะมีการชั่งตั้งแต่ถนนทางหลวงหรือทางด่วน ก็จะมีด่านชั่ง เขาก็จะผ่านด่านตรงนั้นมาระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นเรื่องน้ำหนักเกินผมคิดว่า ตรงนี้เจ้าหน้าที่เราก็จะควบคุมได้ ส่วนในคลิป (Clip) ที่ท่านเปดดมาก็มีเรื่องที่รถบรรทุกวิ่งผิดเวลา อันนี้ผมจะขอความร่วมมือกำชับกับเจ้าหน้าที่พนักงานก็ต้องให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อันนี้ก็ขอตอบคำถามเบื้องต้นตามนี้ครับ
เชิญท่านสมเกียรติ เหลือเวลาอีก ๒ นาที ๕ วินาที เชิญครับ มีอะไรจะฝากท่านรัฐมนตรีไหมครับ
คำถามที่ ๒ นี้ก็ตอบมาแล้ว เบื้องต้น แต่ทีนี้ผมอยากจะแจ้งให้ทราบว่าปัญหานี้มันไม่ได้เกิดมาจากที่ทางผมพูดฝ่ายเดียว ตั้งแต่แรก คือมี ส.ส. ในพื้นที่ผมเองเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ ก็มีคนอภิปรายไว้คือ คุณวัฒนา เซ่งไพเราะ ก็พูดในสภาเหมือนกันว่าแนวคิดของรัฐบาลหลายรัฐบาลได้ดำเนินการ ห้ามสิบล้อเข้าเมือง สี่มุมเมืองนั้นได้มีการสร้างตู้รับคอนเทนเนอร์ (Container) ครบหมดแล้ว ทางอนุกรรมาธิการก็บอกว่าเป็นแนวคิดที่ดี การขนย้ายสะดวก สัก ๑๐ ปีข้างหน้าก็ไม่ว่ากัน แต่ผ่านมาเกิน ๑๐ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ทำอะไรกัน ก็มีแนวคิดที่จะทำทางด่วนตรงบางนา-อาจณรงค์ ก็ผ่านมา ๓๐ ปีแล้ว เพิ่งจะทำก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่คาดว่าน่าจะดี ทีนี้ผมไปค้นข้อมูลมาว่า ทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็มีโครงการเกี่ยวกับซีเอสอาร์ (CSR) ทำประโยชน์ให้กับ สังคม ในปี ๒๕๖๒ มีงบประมาณ ๒๐,๘๒๕,๐๐๐ บาท ก็มีทั้งใกล้และไกล แต่ก็ไม่มีให้กับ ในเขตบางนา เขตพระโขนง ซึ่งเป็นเขตที่ได้รับผลกระทบ อันนี้คือปี ๒๕๖๒ แต่ยังไม่มีบางนา พระโขนง ซึ่งได้รับผลกระทบจริง ๆ ซีเอสอาร์ (CSR) ของปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๖ ที่มีแผน อยู่ในเว็บไซต์ (Website) แล้วเหมือนกัน ผมดูแล้วก็ไม่มี หวังว่าน่าจะมีสำหรับในนั้นบ้าง อาจจะเป็นปรับปรุงภูมิทัศน์ บึงในฝัน สวรรค์บางนาที่อยู่ติดกับถนนทางรถไฟสายเก่าเลย หรือลานกีฬาชุมชนของเขตบางนา พระโขนงที่กรุงเทพฯ ไม่มีงบประมาณปรับปรุงฝากไว้ ให้พิจารณาด้วยครับ
ท่านสมเกียรติ ก็ยื่นเอกสารเหล่านี้กับท่านรัฐมนตรีไว้เลย เผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้ไปพิจารณาส่วนไหนที่จะเสริม จะเพิ่มได้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะว่าเป็นภารกิจของ กระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
ในข้อ ๒ ที่ผมใส่ไว้ในที่ถามนี้ ก็ช่วยตอบไว้แล้ว เพียงแต่ว่าเป็นปี ๒๕๖๔ ที่ไปถาม กทม. ที่จะขยายงบประมาณ ๒ กิโลเมตร เมื่อสักครู่นี้เห็นตอบว่าปี ๒๕๖๔ แสดงว่าปี ๒๕๖๓ ทั้งปีนี้ก็คือจะต้องทนใช้อย่างเดิมไป ใช่ไหมครับ
ท่านรัฐมนตรี มีอะไรจะตอบเพิ่มเติมอีกไหม เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต่อคำถามที่ท่านได้ถามไปเบื้องต้นส่วนหนึ่ง เป็นความรับผิดชอบของ กทม. อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่ผมได้มาว่าเขาเตรียมไว้เป็นปี ๒๕๖๔ แต่เบื้องต้นทราบว่าเขาก็ได้เตรียมการลาดแอสฟัลต์ (Asphalt) ไว้แล้ว ถนนเส้นนี้จริง ๆ ผมทราบว่าเป็น ๒ เลน ท่านอยากจะให้ปรับขยายเป็น ๔ เลน ผมได้สอบถามไปเหมือนกันว่า มันพอจะทำได้ไหม คือเคยมีโครงการในอดีตที่ กทม. ก็คิดที่จะขยายเพียง แต่ว่าพื้นที่ตรงนั้น ถ้าท่านดูในรูปจะติดชุมชน ติดวัดมันขยายไม่ได้จริง ๆ ที่จะเป็น ๔ เลน
พอดีผมเป็นคนพื้นที่ มันไม่ใช่ติดวัด มันเป็นติดหน่วยงานของรัฐเหมือนกันครับ
ท่านสมาชิกครับ ก็ต้องคุยกับประธาน นี่ก็เสมือนห้องประชุมสภา ท่านจะคุยกันเองไม่ได้นะครับ ท่านถาม แล้วปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ
ในประเด็น ซีเอสอาร์ (CSR) อันนี้จริง ๆ ก็เป็นนโยบายที่ผมให้ไว้ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่แล้วว่า เราต้องดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ในพื้นที่ตรงนี้อาจจะขาดตกบกพร่องไป อย่างไร เดี๋ยวผมก็จะไปใส่เพิ่มให้ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำแล้วก็มีอะไรให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย ยินดีดำเนินการให้ครับ ขอบคุณครับ
สุดท้ายไม่ใช่คำถามนะครับ ก็เป็นการขอบคุณเหมือนกันที่เล็งเห็นถึงปัญหาไม่ใช่เฉพาะแค่ชาวบางนา พระโขนงนะครับ คือก็เป็นโครงการที่สร้างทางเชื่อมตรงนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาก็ต้องดูกันว่า มันแก้ปัญหาตรงนี้ได้แล้วจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นเพิ่มมาหรือเปล่า แต่ว่าตรงนี้ ก็ยังมีส่วนของการเริ่มก็มีการทำประชาพิจารณ์อีก ๒-๓ รอบตามแผนที่ผมได้ดูไว้นะครับ ผมก็จะติดตามโครงการนี้
ท่าน ส.ส. มีอะไรนอกจากตั้งกระทู้ถามแล้ว ผมเชื่อว่าทางรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมก็พร้อมที่จะรับปัญหาจากสมาชิกเราอยู่แล้ว ฉะนั้นท่านมีอะไรก็ทำเป็น เอกสารยื่นไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ที่ให้เกียรติห้องกระทู้ถามเฉพาะของเรา ขอบคุณท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ที่กรุณา ให้เกียรติสภาเรา มาตอบคำถามของท่านสมาชิกเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขอบคุณมากนะครับ สำหรับวันนี้กระทู้ถามแยกเฉพาะทั้ง ๖ เรื่องก็ถือว่าจบ ถือว่าเราได้ใช้ห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ แห่งนี้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอสมควร เพราะเมื่อรัฐมนตรีมาตอบแล้วก็จะ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา อะไรที่ไม่เรียบร้อยเราก็ถามกันมาใหม่และรัฐมนตรีก็มาตอบแล้วก็ ไปดำเนินการแก้ไข ตรงนี้คือสิ่งที่จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าพี่น้องที่รับฟัง อยู่ทางบ้านก็คงจะได้รับทราบปัญหาตรงนี้ ส.ส. เราได้ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้และท่านรัฐมนตรี ก็ดำเนินการแก้ไขอย่างนี้ ก็คงจะเกิดประโยชน์นะครับ ก็ขอขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขอปดดการถามกระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ ขอบคุณครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ขอเรียนท่านสมาชิกขอเรียนเรื่องซึ่งไม่อยู่ในระเบียบวาระแต่จำเป็นต้องแจ้ง ให้ทราบก็คือ เรื่อง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าประสงค์จะลาออก จากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงทำให้สมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๑ (๘) เพราะฉะนั้นองค์ประชุมที่ประชุมนี้ก็มีสมาชิกอยู่ ๔๙๗ ท่าน องค์ประชุมก็เท่ากับ ๒๔๙ ท่าน ขอเรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบด้วยครับ
รับทราบเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องที่วุฒิสภาได้รายงานให้ทราบถึงการพิจารณาของวุฒิสภา อันนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เรารับทราบอยู่เกือบทุกสัปดาห์คือวุฒิสภาก็ได้แจ้งว่าในการประชุม ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนั้น ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และรายงานการประเมินผลการ ใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำหรับปี ๒๕๕๙ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเราก็ได้รับทราบ เรื่องนี้ไปแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ วุฒิสภาแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้พิจารณา รับทราบรายงานจำนวน ๒ เรื่อง คือรายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ และรายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายงบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ และรายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายบุคลากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๒ ฉบับ ซึ่งผมขอเรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบตามรายงานของวุฒิสภาครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องอื่นนะครับ ผมขอเรียนว่าได้รับหนังสือจากท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ. .... คือท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา แจ้งว่ากรรมาธิการขอขยายระยะเวลา ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... ซึ่งจะครบกำหนด ๓๐ วัน ในการพิจารณา ในวันที่ ๑๓ ธันวาคมที่จะถึงนี้ ท่านประธานกรรมาธิการจึงขออนุญาตสภา เพื่อขยายการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ต่อไปอีกตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคมเป็นต้นไป เป็นเวลา ๓๐ วัน ท่านสมาชิกมีอะไรขัดข้องไหมครับ
ถ้าสมาชิกเห็นด้วย ไม่ขัดข้อง ก็ไม่ต้องขอมติถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับว่า ด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... ขยายต่อไปได้ อีก ๓๐ วัน
ขอหารือท่านสมาชิกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของการตั้งกรรมาธิการสามัญ และวิสามัญมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งได้รับแจ้งจากประธานกรรมาธิการ แต่เรื่องนี้อยู่ในระเบียบ วาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ผมขอปรึกษาที่ประชุมขออนุญาตนำระเบียบวาระที่ ๗ ใน ๗.๑ ๗.๒ เรื่องตั้งกรรมาธิการสามัญและวิสามัญซึ่งมีสมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพต้องตั้งใหม่ของแต่ละ พรรคการเมือง เพื่อประโยชน์ในการทำงานของท่านสมาชิกและกรรมาธิการแต่ละชุด ขออนุญาต นำระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ใน ๗.๑ และ ๗.๒ มา ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ที่ประชุม ไม่ขัดข้องนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ผมขออนุญาตที่ประชุม
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ
๗.๑ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายนวัธ เตาะเจริญสุข)
คณะแรกก็คือ ท่านประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ท่านวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายนวัธ เตาะเจริญสุข สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๘๖ (๖) จึงทำให้ตำแหน่งกรรมาธิการว่าง ลง จึงจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแทน อันนี้เป็นสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ขอเชิญพรรค เพื่อไทยเสนอกรรมาธิการแทนตำแหน่งของท่านนวัธ พรรคเพื่อไทยพร้อมไหม เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอนายเอกธนัช อินทร์รอด ขอผู้รับรองค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ก็มีผู้แทนของกรรมาธิการที่ว่างลง ต่อไปครับ
๗.๒ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะการลาออก (นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ)
เรื่องนี้ท่านวิรัช รัตนเศรษฐ รองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้มีหนังสือแจ้ง ว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ขอลาออก จากตำแหน่งกรรมาธิการ ซึ่งเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ ขอเชิญพรรคอนาคตใหม่ เสนอครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ อันนี้ก็ขออนุมัติที่ประชุมเพื่อสมาชิกจะได้เข้าไปทำหน้าที่ต่อไป ขอบคุณทุกฝ่ายครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ เรื่องอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าบรรจุวาระนะครับ
ครับ
เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุนครับ
ครับ
เสนอท่านมานพ คีรีภูวดล ครับ
ใครพ้นจากตำแหน่งครับ
แทนท่านซูการ์โนครับ
อันนี้ประธานยังไม่ได้แจ้งมา ที่ผมนะครับ แต่ว่าผู้ที่เป็นกรรมาธิการอยู่ในห้องไหมครับ ต้องให้เจ้าตัวยืนยันเดี๋ยวจะมีปัญหา ท่านซูการ์โนมีหนังสือมาหรือยังครับ
มีหนังสือมาแล้ว
มีมาแล้ว หนังสือเพิ่งมาถึง ยังไม่ถึงผมนะครับ ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตที่ประชุมขอเปลี่ยนกรรมาธิการจากท่านซูการ์โนเป็น
ท่านมานพ คีรีภูวดล ขอผู้รับรองครับ
ท่านมานพ คีรีภูวดล ที่ประชุมขอเปลี่ยนกรรมาธิการนะครับ
เรื่องที่ขอเรียนพวกเราอีกเรื่องหนึ่งก็คือ วันศุกร์ที่ ๒๐ เราจะประชุมพิเศษ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกาเป็นต้นไป โดยจะพิจารณาเฉพาะเรื่องในวาระญัตติทั่วไป ไม่ใช่ญัตติด่วน ญัตติทั่วไปที่เราแบ่งเป็นกลุ่มไปแล้วอย่างที่เราทำเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งวันนั้น เราได้ไปเกือบ ๒๐ ญัตติ เที่ยวนี้ก็เช่นเดียวกันก็จะนำญัตติที่ค้างอยู่มาพิจารณา ซึ่งขณะนี้ ญัตติในวาระที่ ๕ ท่านไปเปดดดูมีอยู่ ๑๑๖ ญัตติ และมีญัตติเสนอใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก ๒ ญัตติ ก็เป็น ๑๑๘ ญัตติ เรามาช่วยกันแก้ปัญหาโดยการพิจารณาในวันศุกร์ที่ ๒๐ เป็นพิเศษ ผมขอเรียนท่านสมาชิกเพื่อจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า เพราะว่าครั้งที่แล้วกว่าจะเปดดประชุมได้ ใช้เวลาไปประมาณกว่าครึ่งชั่วโมง ฉะนั้นเที่ยวนี้สมาชิกได้กรุณาเป็นผลงานของท่านทั้งสิ้น เป็นญัตติของท่านจะได้พิจารณาได้ผ่านตั้งคณะกรรมาธิการหรือไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ หรือส่งรัฐบาลก็ได้พิจารณาให้ผ่านพ้นไป ซึ่งก็เป็นภารกิจของพวกเราทุกคนครับ
มีเรื่องที่อยากจะเรียนไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่ออกระเบียบวาระการประชุมนะครับ ก็คือจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งได้คำนวณเวลาไว้ล่วงหน้าว่าน่าจะเป็นช่วงประมาณ วันอังคารที่ ๒๔ ธันวาคม ช่วงบ่าย ซึ่งขณะนี้ประสานงานกันอย่างไม่เป็นทางการนะครับ เพราะว่ามีเรื่องที่จำเป็นที่รัฐสภา ไม่ใช่สภาผู้แทนของเราอย่างเดียว รัฐสภาจะต้องอนุมัติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศด้วย คิดว่าก่อนสิ้นปีวันที่จะรับได้ก็คือวันที่ ๒๔ ธันวาคม เพราะฉะนั้นสมาชิกกรุณาเตรียมไว้ล่วงหน้า ภายในสัปดาห์นี้จะได้แจ้งแน่นอน รวมทั้ง ออกระเบียบวาระต่อไปครับ ผมได้หารือท่านประธานวุฒิสภาแล้ว แล้วทางรัฐบาลก็ได้แจ้งมา เรื่องเวลาอาจจะยังไม่ลงตัวนะครับ แต่ว่าเรียนให้พวกเราทราบไว้ล่วงหน้าเล็กน้อยก่อนครับ ขอเรียนท่านสมาชิกได้รับทราบ ผมขออนุญาตไปในวาระต่อไปนะครับ ระเบียบวาระที่ ๓ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือพิเศษกับท่านประธาน เพราะว่าได้เกิดปัญหาขึ้นในสภาแห่งนี้ ในที่ที่ผมยืนอยู่นี้ ในวันที่ ๔ ธันวาคม สภาแห่งนี้ มีการลงมติญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผลกระทบจากการใช้มาตรา ๔๔ ของ คสช. ในช่วงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา ผมไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ผมไม่ได้กดบัตร แสดงตัว ขณะนั้นผมกำลังทำงานเป็นประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณพิจารณางบประมาณ ด้านการศึกษาของสถาบันราชมงคล ชัดเจนว่าผมทำงานอยู่ที่ห้อง ๔๐๖ แต่ปรากฏว่า ในรายงานของสภามีว่าผมกดบัตรแสดงตน ท่านประธานครับ ทำให้ผมได้รับความเสียหาย มากมาย ผมได้ทำหนังสือเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอดูคลิปภาพ บันทึกการประชุมในเวลาดังกล่าว ได้รับการตอบมามีสาระสำคัญว่าในส่วนการประชุม สภาผู้แทนราษฎร กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ได้ตรวจสอบคลิปบันทึกภาพปรากฏการประชุม ในช่วงแสดงตนนับองค์ประชุมตั้งแต่บริเวณที่นั่งแถวหน้าสุด หมายถึงที่ผมยืนอยู่นี้ครับ ปรากฏว่าแถวหน้าสุดของพรรคเพื่อไทย ตามที่กล้องโทรทัศน์ของช่อง ๙ อสมท. จับภาพไว้ได้ และช่วงการลงมติโดยการขานชื่อไม่ปรากฏว่ามีภาพของท่าน ส.ส. ขจิตรแต่อย่างใด อันนี้คือ สาระที่ทราบ แต่ไม่สามารถมีภาพใดพิสูจน์ได้ว่าอะไรทำให้มีการแสดงตนของผม ในเมื่อบัตรนี้ ไม่สามารถกดแทนกันได้ การเสียบบัตรอยู่ที่ที่นั่งประจำของผู้แทนราษฎร เวลาออกไป ประชุมห้องเล็ก เวลาออกไปรับประทานอาหารก็เป็นเรื่องปกติที่เสียบไว้ เพราะไม่สามารถ ที่จะมอบให้ใครมาได้ ในอดีตมีคนมอบให้กันมากดก็มีความผิด นี่ผมไม่ได้มอบให้ใครเลย แต่ปรากฏว่ามีชื่อ ถึงเวลานี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมีชื่อผมแสดงตนในขณะที่ ผมไม่อยู่ ผมจึงขอปรึกษาหรือกราบเรียนมา ขอเรียกร้องมายังท่านประธานว่ากระบวนการ ของสภาน่าจะมีภาพพิสูจน์ได้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ขอกราบเรียนปัญหานี้กับท่านประธานว่า จะช่วยกรุณาแก้ไขให้ผมได้อย่างไร เพราะขณะนี้ผมได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ขอบคุณครับ
ผมสอบถามทางฝ่ายเลขานุการ ยังไม่ได้รับเรื่องนี้นะครับ แต่ผมรับท่านขจิตรว่าผมจะไปตรวจสอบให้ครับ ผมขออนุญาต ไปต่อนะครับ
ผมไม่ได้ยินท่านประธานครับ
ผมเรียนคุณขจิตรว่า ผมยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ ผมรับว่าจะไปดูให้ จะไปตรวจสอบให้ครับ
ท่านจะไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งใช่ไหมครับ
ผมยังไม่ทราบเรื่องนี้ครับ ที่บอกว่ามีฝ่ายเลขาแจ้งไปนั้น ผมยังไม่ทราบรายงานเรื่องนี้ว่าท่านทำหนังสือถึงเลขาธิการ ผมยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ผมจะไปตรวจสอบให้และจะให้เขาไปตรวจสอบดูว่ามีวงจรปดดไหม ในช่วงเวลาดังกล่าว จะดูให้ครับ
ผมก็หวังว่าคงจะเป็นความรับผิดชอบของสภา เพราะว่าการประชุมมันเกิดในห้องประชุมและผมได้รับความเสียหาย และพิสูจน์ยังไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับบัตรของผม ซึ่งปกติบัตรจะแสดงตัวเองไม่ได้ถ้าไม่มีใครมากด ท่านประธาน ก็คงจะทราบอยู่แล้วว่าบัตรที่เสียบนั้นไม่สามารถแสดงตัวได้ ยกเว้นผมจะต้องมากดเท่านั้น ขอบคุณครับ
ผมทราบดีนะครับว่า บัตรมันอยู่เฉย ๆ มันกดไม่ได้ มันต้องมีใครไปกด แต่ว่าใครนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวน ต่อไป ก็รับจะไปสอบให้ครับ ต่อไปครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
ครั้งที่ ๑ วันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ครั้งที่ ๒ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ครั้งที่ ๓ วันพุธที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒
ครั้งที่ ๔ วันพฤหัสบดีที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๒
ครั้งที่ ๕ เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๒
รายงานการประชุมที่ปรากฏอยู่ในระเบียบวาระซึ่งเป็นครั้งแรก แล้วก็ รายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้งนี้ก็ได้วางไว้ให้สมาชิกตรวจสอบดูแล้วก่อนที่จะเสนอสภาเพื่อ รับรอง มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕ ครั้ง ดังกล่าว อันนี้ก็เป็นไปตามข้อบังคับเพราะมีคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเป็น ผู้ดูแลอยู่ครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
เรื่องด่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราตั้งใจกันมาตั้งแต่ต้น ผมก็พยายามหาทางเร่งให้ ท่านสมาชิกมาตลอดก็ควรจะได้เข้าสภาตั้งแต่ ๒ สัปดาห์ที่แล้วแต่ก็ยังไม่ถึง วันนี้ก็ถึง เรียนท่านสมาชิกว่าญัตติต่อไปนี้ คือ
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจาณาศึกษา หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายสุทิน คลังแสง และนายปดยบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้เสนอ)
(เลื่อนตามที่ที่ประชุมเห็นชอบในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒)
ฉบับแรกของผู้เสนอก็คือ นายสุทิน คลังแสง และนายปดยบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้เสนอ แต่ว่าโดยที่ญัตติดังกล่าวนี้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันมีอีก ๕ ฉบับ
ฉบับแรกที่เป็นลักษณะทำนองเดียวกันคือของท่านสมคิด เชื้อคง ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากระบวนการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อยู่ใน ๕.๑๐
ญัตติที่ ๒ ที่ทำนองเดียวกันก็คือของท่านเทพไท เสนพงศ์ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
ญัตติที่ ๓ ที่ทำนองเดียวกันก็คือของท่านนิกร จำนง และท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่ว่าของท่านนิกรกับท่านณัฐวุฒิ ไม่เสนอตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ได้หารือกันแล้วว่าเมื่อเราพิจารณาทั้งหมดแล้วเราจะขอเสนอ ในขั้นตั้งคณะกรรมาธิการต่อไป
ญัตติที่ ๔ ที่ทำนองเดียวกันของท่านวิเชียร ชวลิต ญัตติ เรื่อง ขอให้สภา ผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวกับการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
สุดท้ายก็คือญัตติของท่านจตุพร เจริญเชื้อ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
รวมทั้งหมดก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ๖ ญัตติ ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้องก็อยากขอ อนุญาตที่ประชุมว่าเรานำญัตติทั้ง ๖ มาพิจารณาร่วมกัน สมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ซึ่งก็จะได้เชิญเจ้าของญัตติ แต่ละลำดับอภิปราย ผมขอเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเป็นกฎหมายหลัก กฎหมายที่บอกโครงสร้างของการปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นก็ได้หารือเป็นการภายนอก คือไม่ได้หารือในนี้ แต่ได้เชิญเจ้าของญัตติทั้ง ๖ ไปหารือกันภายนอกก็เหมือนตัวแทนของ เกือบทุกพรรค ไม่ทุกพรรคเพราะว่าไม่ได้เสนอทุกพรรค แต่มีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้หารือ เมื่อ ๑๐ โมงวันนี้ครับ พวกเรามากันเกือบหมดมีสมาชิกที่ติดธุระที่มาไม่ได้อยู่สักท่านหนึ่ง ก็ได้คุยกันว่าเราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยวิธีการอะไรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สมาชิกได้ออก ความเห็นขณะเดียวกันก็ไม่เนิ่นช้าเกินไปจนทำให้การตั้งคณะกรรมาธิการล่าช้า ไม่เป็นไป ตามความประสงค์ที่สมาชิกต้องการตั้งแต่ต้น ในหลักการเราก็คุยกันกว้าง ๆ ว่าจะไม่กำหนดเวลา สมาชิก ๑๐ นาที ๗ นาทีจะไม่กำหนด โดยเบื้องต้นจะให้เจ้าของญัตติเป็นผู้เสนอทีละท่านก่อน จากนั้นสมาชิกที่สนับสนุนหรือเสนอก็ค่อย ๆ อภิปรายไปโดยลำดับ โดยยังไม่ได้กำหนดเวลาว่า แต่ละท่านเท่าไร เมื่อเช้าเราคุยกันส่วนใหญ่ก็มีความเห็นว่าจะรับไปดูแลด้วยตัวเอง กล่าวคือ เจ้าของญัตติซึ่งอยู่ในพรรคการเมืองนั้นจะไปดูว่าสมาชิกในพรรคจะอภิปรายกี่ท่านและจะ คุมเวลาว่าน่าจะเสร็จเมื่อไร เมื่อเช้าเราคุยกว้าง ๆ ว่าวันนี้คงไม่เสร็จหรอก แต่ว่าสัปดาห์หน้า วันพุธควรจะเสร็จ เมื่อควรจะเสร็จก็มีเวลาประมาณกี่ชั่วโมง ๘-๙ ชั่วโมงเราจะแบ่งเวลา อย่างไร ก็เลยถือว่าถ้าอย่างนั้นผมขอมอบภาระให้ท่านเจ้าของญัตติและตัวแทนพรรค ไปพิจารณาดูแล ประธานก็จะทำหน้าที่ควบคุมให้การพิจารณาดำเนินการไปโดยราบรื่น ก็เรียนที่ประชุมเพื่อได้รับทราบแนวทางปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ได้หารือนอกห้องประชุม โดยไม่อยากให้เสียเวลาในการที่ถกเถียงเรื่องวิธีพิจารณากันมากก็จะได้มีเวลาเข้าเนื้อหาตรง ๆ ผมขออนุญาตที่ประชุมเพื่อรายงานให้ทราบแล้วก็เข้าสู่ระเบียบวาระเลย
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายสุทิน คลังแสง และนายปดยบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้เสนอ)
ฉะนั้นญัตติแรกขอเชิญ เจ้าของญัตติ ท่านอาจารย์ปดยบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้เสนอครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายปดยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้แถลงญัตติด่วนที่ผมและท่านสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคามจากพรรคเพื่อไทยและประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านร่วมกันลงชื่อเสนอ นั่นก็คือญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อาจกล่าวได้ว่า ญัตตินี้เป็นญัตติร่วมกันของพรรคฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรค อันประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทยที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า มีเพื่อน ส.ส. จากทั้ง ๗ พรรคร่วมกันลงนามรับรองญัตตินี้ถึง ๒๑๓ คน สาเหตุที่พวกเรา ทั้ง ๗ พรรคนั้นมาร่วมลงนามเนื่องมาจากเราเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหา ที่จะต้องแก้ไขโดยเร็ว แต่พวกเราก็ทราบดีครับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนด วิธีการแก้ไขไว้ยากมาก ๆ ยากจนเรียกได้ว่าอาจแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทำให้เราจึงมีความคิด ว่าต้องเริ่มต้นจากการเสนอให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เสียก่อน จริง ๆ แล้วเสียงของซีกฝ่ายค้านเรามีจำนวนเพียงพอที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมได้เลย เราใช้ประมาณ ๑๐๐ คนเท่านั้น จริง ๆ เสียงเรามีมากพอ เราทราบดีว่า ถ้าเราเสนอเข้าไปและประชุมร่วมกัน ๒ สภาก็เป็นไปได้ว่าวุฒิสภาอาจจะขัดขวางไม่ให้เรา แก้อีก รัฐบาลอาจจะขัดขวางไม่ให้เราแก้อีกก็ได้ ดังนั้นเราจึงอยากจะเลือกใช้วิธีนี้เป็นการ เริ่มต้นครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยกันว่าในท้ายที่สุดเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้กันได้ด้วยวิธีการใด อย่างไรที่ผมต้องพูดแบบนี้ก่อนก็เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันครับว่าญัตตินี้เริ่มต้นมาจากความต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เริ่มต้นจากความปรารถนาที่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เริ่มต้นจากความไม่อยาก ให้แก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากสัปดาห์หน้าถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ขึ้นมาอย่างน้อย ๆ ก็ต้องนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และองค์ประกอบของ คณะกรรมาธิการก็ต้องมีกรรมาธิการที่เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นปัญหาว่า รัฐธรรมนูญนี้ต้องแก้ไขอย่างจริงใจและจริงจัง มิใช่ส่งตัวแทนของฝ่ายผู้มีอำนาจมาขัดขวาง การแก้รัฐธรรมนูญ มิใช่ส่งคนมาเพื่อชักใบให้เรือเสียพาไปสู่ในทิศทางของการตีรวนขัดแย้งกัน จนแก้ไม่ได้ อย่าทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าในท้ายที่สุดการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ จะกลายเป็นเรื่องของการซื้อเวลา อย่าให้ญัตติวันนี้กลายเป็นญัตติแห่งการขัดขวางไม่ให้ แก้รัฐธรรมนูญ อย่าให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปกลายเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาการสกัดขัดขวางไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ญัตตินี้จะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายชี้แจงแสดงเหตุผลประกอบ ญัตติใน ๓ ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประเด็นที่ ๓ คือเรื่องปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทำให้พวกเรามีความเห็นว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดครับ
ประเด็นที่ ๑ ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญใคร ๆ ก็ทราบกันดีว่า เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เวลาเราจะให้นิยามหรือให้ความหมายของรัฐธรรมนูญ มันมีการให้ความหมายได้ ๒ แบบ นั่นก็คือ ๑. ความหมายทางรูปแบบ และ ๒. คือความหมาย ทางเนื้อหา ความหมายทางรูปแบบหมายถึงอะไร หมายความว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นสุพรีม ลอว์ (Supreme Law) หรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเป็นฟุนดาเมนทัล ลอว์ (Fundamental Law) หรือกฎหมายพื้นฐาน นั่นก็คือเป็นกฎหมายที่เป็นรากฐานของบรรดา ระบบกฎหมายทั้งปวง เป็นรากฐานของการเกิดขึ้นของสถาบันการเมืองทั้งหมด พูดกันง่าย ๆ คือสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเราประชุมอยู่นี้ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ พวกเรา จะไม่มีอำนาจตราพระราชบัญญัติ ไม่มีอำนาจแก้พระราชบัญญัติได้เลยถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นระบบกฎหมายทั้งหมด สถาบันการเมืองทั้งหมดจึงต้องตั้งอยู่บนฐานของรัฐธรรมนูญ นี่คือความหมายในทางรูปแบบครับ
ความหมายในทางเนื้อหา รัฐธรรมนูญจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง รัฐธรรมนูญ จะพูดถึงเรื่องสถาบันการเมืองต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจในระดับรัฐธรรมนูญ ที่มาของสถาบัน การเมืองมาอย่างไร ประมุขของรัฐมีที่มาอย่างไร สภาผู้แทนราษฎรมีที่มาอย่างไร วุฒิสภา มีที่มาอย่างไร คณะรัฐมนตรีมาอย่างไร ศาลมีกี่ศาลมาอย่างไร พูดถึงที่มาของมันแล้วก็ พูดถึงอำนาจหน้าที่ด้วย เวลาเราพูดถึงอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองนั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญเป็นทั้งที่มาของอำนาจของพวกเรา แล้วก็เป็นข้อจำกัดของการใช้อำนาจของ บรรดาสถาบันการเมืองต่าง ๆ ด้วยครับ เนื้อหาต่อไปของรัฐธรรมนูญจะพูดถึงเรื่องอะไร เราจะพูดถึงเรื่องประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สิทธิและเสรีภาพของราษฎรไทย ทั้งหลาย นี่คือความหมายในทางเนื้อหานะครับ
จากความหมายในทางรูปแบบและความหมายในทางเนื้อหาผสมผสานกันนี้ รัฐธรรมนูญในยุคสมัยใหม่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ครับ เป็นสัญลักษณ์ของการตกลงร่วมกัน เหมือนเป็นสัญญาประชาคมของสมาชิกในรัฐ ๆ นั้น มันกลายเป็นสัญลักษณ์เป็นหลักประกัน ว่าประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐนั้นจะไม่ถูกองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐนั้นละเมิดหรือใช้อำนาจ โดยมิชอบ ประชาชนที่อยู่ภายใต้ชีวิตของรัฐนั้นจะคาดหมายได้ล่วงหน้าว่ารัฐธรรมนูญ บอกให้มีองค์กรอะไรบ้าง แล้วแต่ละองค์กรจะใช้อำนาจได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในยุคหลัง โดยเฉพาะเกิดขึ้นหลังในช่วงการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย หรือเกิดขึ้นในยุคหลังของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งวิกฤตการเมืองของคนในชาติ รัฐธรรมนูญก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดองในการแสวงหา ฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมนั้น ๆ ด้วย รัฐธรรมนูญจะต้องก่อตั้งขึ้นมาโดยการร่วมมือ ร่วมใจของประชาชน ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องในทางทฤษฎีเท่านั้น มันเกี่ยวข้องกับรากศัพท์ ความหมายของคำในภาษาอังกฤษด้วย รัฐธรรมนูญในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า คอนสทิทิวชัน (Constitution) คอนสทิทิวชัน (Constitution) ผสมผสาน ๒ คำครับ นั่นก็คือคำว่า คอน (Con) ในภาษาอังกฤษคือเป็นพรีฟดกซ์ (Prefix) กับคำว่า สทิทิว (Stitu) นั่นหมายความคอน (Con) ก็คือต้องทำด้วยกันนะครับ สทิทิว (Stitu) คือการก่อตั้ง ดังนั้นคอนสทิทิวชัน (Constitution) คือเอกสารชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่ต้องมาเขียนร่วมกัน ต้องมาก่อตั้งร่วมกัน รัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถเกิดได้จากคน ๆ เดียวให้ รัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถเกิดจากคน ๆ เดียว ต้องการให้ประเทศนี้เป็นอย่างไร แล้วก็เขียนขึ้นมาเป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าหากจะมีคน ๆ เดียวให้นั้น ในภาษาอังกฤษเขาเรียกกันว่า ชาร์เทอร์ (Charter) หรือเป็นกฎที่คนคนหนึ่งมอบให้แก่รัฐ ๆ นั้น แต่ถ้าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ประชาชนร่วมกันก่อตั้งเขาจะให้ชื่อว่า คอนสทิทิวชัน (Constitution) นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในนัยนี้เองประชาชนจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมกันกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครอง ที่พวกเขาต้องการ ที่พวกเขาปรารถนา และเขียนลงไปในเอกสารที่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ครับ และสถาปนาให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นก็คือเป็นกรอบของการใช้อำนาจรัฐ ทั้งปวง และประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในรัฐนั้น ผมพูดถึงความสำคัญของ รัฐธรรมนูญเพื่อนำมาสู่ตรงนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว มีผลใช้บังคับแล้วก็เป็นไปได้ ครับท่านประธานที่สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือความขัดแย้งต่าง ๆ อาจจะ เกิดขึ้น จนเกิดเสียงเรียกร้องว่ามีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการแก้เอาไว้ ก็จะเกิดปัญหาว่าแล้วแก้อย่างไร แก้ได้หรือไม่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นที่จะต้องมีหมวด ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจึงเขียนเรื่องนี้ไว้ โดยกำหนด วิธีการแก้เอาไว้ และการกำหนดวิธีการแก้รัฐธรรมนูญก็จะต้องกำหนดให้แก้ยากกว่า การตราพระราชบัญญัติหรือแก้พระราชบัญญัติ เพราะถ้าเราบอกว่าวิธีแก้รัฐธรรมนูญเหมือน การตราพระราชบัญญัติ เหมือนแก้พระราชบัญญัติ อย่างนี้รัฐธรรมนูญกับพระราชบัญญัติ ก็ศักดิ์เท่าเทียมกัน ไม่ต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเหมือนกับ วิธีการตราพระราชบัญญัติหรือแก้พระราชบัญญัติ ในนัยนี้เองบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นมีภารกิจ ๒ ด้านซึ่งขัดแย้งกันเอง แต่ต้องทำให้บรรลุภารกิจทั้ง ๒ ด้าน
ภารกิจด้านที่ ๑ คือต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม คือเปดดโอกาส ให้รัฐธรรมนูญได้แก้ ไม่อย่างนั้นสังคมเปลี่ยนและแก้ไม่ได้เสียที ตรงกันข้ามจะเกิดวิกฤตการณ์ ทางรัฐธรรมนูญขึ้นมา ต้องเปดดโอกาสให้แก้ได้ ในขณะเดียวกันถ้าปล่อยให้แก้กันอุตลุด แก้ง่ายจนเกินไปเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐธรรมนูญก็จะไม่มี ดังนั้นการออกแบบรัฐธรรมนูญ จึงต้องทำทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กันคือต้องทำให้แก้ได้ แล้วก็ไม่ใช่แก้ง่ายจนเกินไปจนทำให้ รัฐธรรมนูญไม่มีความมั่นคง ทำไปทำมาครับ ความสำคัญของหมวดต่าง ๆ บทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญนั้นเราอาจจะบอกมาตรานั้น มาตรานี้มีเรื่องสำคัญ แต่มาตราที่ว่าด้วยการแก้ รัฐธรรมนูญนี้สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบัญญัติในมาตราอื่น ๆ เพราะมันเป็นเดิมพันสำคัญว่า เมื่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้วคุณจะใช้ต่อไปได้นานแค่ไหน เมื่อรัฐธรรมนูญบังเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีโอกาสเปลี่ยนได้ไหม แก้ได้ไหม หรือในท้ายที่สุดเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้ นำมาสู่การ ใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาทำลายรัฐธรรมนูญนั้นทิ้ง ประเทศไทยเราจนถึงปัจจุบันนี้เรา มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ เมื่อวานนี้ก็เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ คือผลผลิตของการประนีประนอมระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวกับคณะราษฎรในเวลานั้น จนเราก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมาได้สำเร็จ จากวันนั้นเราก็มีรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกัน มาหลายฉบับ จนวันนี้รวมแล้ว ๒๐ ฉบับ เวลาเราดูรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับว่ารัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับแก้กันอย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกกว่าประเทศอื่น เรามีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเยอะมาก เราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่เยอะมากหมายถึงอะไร ก็คือมีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทิ้งโดยคณะรัฐประหาร ระหว่างนั้นก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปก่อนเพื่อนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่ ก็วนเวียนอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะไม่มีบทบัญญัติว่าด้วย การแก้รัฐธรรมนูญ สาเหตุเนื่องมาจากว่าต้องการใช้ชั่วคราว อีกไม่นานก็จะใช้ฉบับถาวรแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้แค่ระยะเวลาไม่นานจึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ อีกไม่นานต้องยกเลิกอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของไทยตั้งแต่อดีต ปี ๒๔๗๕ จนมาถึงปัจจุบันไม่ปรากฏเลยว่า มีบทบัญญัติการแก้ จนกระทั่งรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และทำรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวปี ๒๕๕๗ ขึ้นมา นี่ล่ะครับครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ตอนรัฐประหารยึดอำนาจเสร็จผ่านไป ๒ เดือน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ฉบับชั่วคราว ผมก็เอะใจเขาคิดอะไรอยู่ ทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ถึงมีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็อ่านเกมว่าสงสัยงานนี้คงอยาก อยู่ยาว คือคณะที่ยึดอำนาจคงอยากอยู่ยาว เพราะเขาอยู่ยาวด้วยวิธีอะไรครับ ก็คือยื้อเวลาตัวเอง ออกไปด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุการครองอำนาจของตัวเองไปเรื่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ถึง ๔ ครั้ง เพื่อดีเลย์ (Delay) หรือยืดระยะเวลาการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรออกไปเรื่อย ๆ ร่างแล้วล้ม ร่างแล้วล้ม ร่างแล้วเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ถึง ๔ ครั้ง จนเขาครองอำนาจมาได้ถึง ๕ ปี ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยพอมาเห็นผลลัพธ์เป็นแบบนี้คิดย้อนกลับไปก็อ่านได้ว่า คณะ คสช. ซึ่งยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แล้วทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ขึ้นมานั้น มีความประสงค์ที่อยากอยู่ยาวอยู่แล้ว จึงใช้ช่องทางการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายอำนาจตัวเองออกไป ต่อเวลาอำนาจตัวเองออกไป ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ละฉบับจะเขียนเอาไว้หมดเรื่องวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้อย่างไร สมัยเรามี สภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียวในปี ๒๔๗๕ เราก็ใช้สภาผู้แทนราษฎรแก้โดยใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของสภาผู้แทนราษฎร แต่หลังจากนั้นเรามีรัฐสภาเราใช้ระบบ ๒ สภา เรามีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในปี ๒๔๘๙ แล้วหลังจากนั้นเราก็มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อเนื่องกันมา เราใช้ระบบ ๒ สภา พอเราใช้ระบบ ๒ สภาปรากฏว่าทุกฉบับก็เขียนตรงกันหมดเลยคือ การแก้รัฐธรรมนูญจะทำพร้อมกันในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยปี ๒๔๘๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ กำหนดเอาไว้ให้ใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของรัฐสภา จนกระทั่งปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ คราวนี้ลดลงไป เหลือให้ใช้เพียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยในอดีตที่ ผ่านมาทั้งหมดใช้วิธีการแก้คล้าย ๆ กันหมด ใช้รัฐสภา ๓ ใน ๔ บ้าง กึ่งหนึ่งบ้าง แล้วแต่ว่า เป็นฉบับไหน จะเห็นได้ว่าในระยะหลังตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา เราบอกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ก็แก้ไขได้แล้ว จนกระทั่งมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ยากมากที่สุดตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญในประเทศนี้มา เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดตั้งแต่ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย ยากตรงไหน ในวาระที่ ๑ ท่านต้องได้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาพร้อม ๆ กับมีสมาชิกวุฒิสภา มาช่วยท่านอีก ๑ ใน ๓ หรือ ๘๐ กว่าคน ในวาระที่ ๓ ท่านต้องได้กึ่งหนึ่งของรัฐสภา บวกกับ ส.ว. อีก ๑ ใน ๓ บวกกับฝ่ายค้านอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำยังไม่นับอีกว่า ถ้าแก้เรื่องสำคัญ ๆ จะต้องไปออกเสียงประชามติ ยกตัวอย่างเช่น แก้เรื่องการแก้เหมือน ที่เราจะพูดกันอยู่นี่ต้องไปจบที่ประชามติอีก แล้วยังไม่นับรวมอีกยังจะมีผู้ร้องต่าง ๆ ไป ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีกเพื่อตรวจสอบว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดหรือไม่ อย่างไร อาจจะกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ล็อกประตูไว้หลายชั้นมาก ล็อกไว้หลายชั้นมากจนทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ยาก แล้วอาจจะแก้ไม่ได้เลย ในทางปฏิบัติ ทีนี้ผมก็ลองไปสำรวจรัฐธรรมนูญจากหลากหลายประเทศที่เขามีมาก่อนเรา เขาก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกันว่า ไหน ๆ ยึดอำนาจมาได้แล้วมีอำนาจแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญ เขียนเสร็จก็กลัวคนมารื้อทิ้งกลัวคนมาแก้ ถ้าเปรียบเทียบเหมือนสนุกเกอร์แทงเสร็จแล้ว ก็กันเลยครับ เขาเรียกว่ากวาดจนหมดแล้วเริ่มไม่มีเหลี่ยมให้ตบแล้ววางสนุกกันเลยคราวนี้ คล้าย ๆ กัน เขาเคยทำแบบนี้มาเหมือนกัน คือวางสนุกกันเอาไว้เลยไม่ให้มีการแก้ไขได้ง่าย ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร มันเกิดกระแสที่ต้องการแก้ ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมืองอยากจะริเริ่มแก้รัฐธรรมนูญแต่แก้ไม่ได้มันติดขัด พอมันติดขัดเกิดลุกลาม บานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเกิดเป็นวิกฤตการณ์ในทางรัฐธรรมนูญ และหลายประเทศก็ไปจบลงด้วยวิธีการนอกระบบอย่างเช่นรัฐประหาร โดยยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ก็คือในเมื่อมันแก้ไม่ได้ก็มีคณะนายทหารออกมาจัดการให้ด้วยการฉีกทิ้ง ทั้งฉบับ ซึ่งสภาพการณ์แบบนี้เป็นสภาพการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในระบบรัฐธรรมนูญกลายเป็น ว่ารัฐประหารมาแล้ว เขียนรัฐธรรมนูญให้แก้ยาก พอระบบปกติอยากจะกลับไปแก้ แก้ไม่ได้ เสียทีสุดท้ายต้องให้คณะรัฐประหารมาจัดการรื้อทิ้งทำใหม่ให้อีก ยิ่งไปกว่านั้นพอเราพูดถึง จำเพาะเจาะจงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า มีจุดเชื่อมโยง ยึดโยง ต่อเนื่องไปยังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าก่อนจะถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น เราอยู่อาศัยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา แล้วอยู่ดี ๆ ก็มี คณะนายทหารกลุ่มหนึ่งออกมายึดอำนาจแล้วก็ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทิ้ง แล้วก็พาพวกเราเอาไม้ตีหัวเรา แล้วลากพวกเราเข้าไปอยู่ในบ้านที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ แล้วบอกว่าอยู่ ๆ กันไปก่อนนะ เดี๋ยวจะพาไปอยู่บ้านใหม่อีกหลังหนึ่ง แล้วเขาก็ไปสร้างบ้านหลังใหม่จนเสร็จแล้วก็ตีหัว พวกเราอีกครับ แล้วก็มัดมือมัดเท้าเราลากเข้าไปอยู่ในบ้านที่ชื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อีก เราก็อยู่กันมาเรื่อย ๆ สู้เขาไม่ไหวก็ต้องอยู่มา อยู่มาเรื่อย ๆ คราวนี้คนที่อยู่ในบ้านที่ชื่อ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เริ่มมีความคิดว่าประตูมันไม่ดี หน้าต่างมันไม่สวย สีไม่สวย อยากจะ เปลี่ยนวอลเปเปอร์ (Wallpaper) ใหม่ ก็อยากจะริเริ่มซ่อมแซมบ้านนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่คนที่ลากเรากลับเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และต่อมาก็มาอยู่ในบ้านที่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับวางกันเอาไว้หมดเลยว่าถ้าอยากจะเปลี่ยน เปลี่ยนยากมากนะ เปลี่ยนยากมาก อย่างน้อยที่สุดคุณต้องไปขอวุฒิสภาซึ่งพวกเขาตั้งมาก่อน ๑ ใน ๓ ถ้าไม่มี เสียงแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนได้เลยครับ ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ต่างกับการบังคับ ขืนใจครับ ลากเราเปลี่ยนบ้านไปมาแล้วเราอยากจะซ่อมแซมบ้านก็ไม่ให้เราซ่อมแซม ในฝรั่ง เขามีการเปรียบเทียบกันนะครับ คือตอนที่สหรัฐอเมริกาเขาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาครั้งแรก ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นบุคคลสำคัญเขาเรียกว่าเป็นฟาวน์ดิง ฟาเทอร์ (Founding Fathers) ในการก่อตั้งสหรัฐอเมริกาแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญมาก ในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ต้องแก้ให้ง่าย ถ้าแก้ยากมันไม่เป็นธรรมต่อคนรุ่นถัดไป คนรุ่นนี้เขียนรัฐธรรมนูญให้เสร็จแล้ว แล้วก็ใช้ไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธไม่ได้นะครับคนที่เขียนรัฐธรรมนูญหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น วันหนึ่ง ต้องจากโลกนี้ไป วันหนึ่งต้องล้มหายตายจากไปแน่นอน แต่มรดกที่เขาทิ้งเอาไว้ให้กับคน รุ่นถัด ๆ ไปคือรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้ในทางปฏิบัติ เมื่อคนรุ่นถัด ๆ ไปเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ มันไม่ดี มันไม่น่าอยู่ มันต้องแก้ ต้องเปลี่ยน เขาก็เข้ามาแก้ พอเข้ามาแก้แล้วปรากฏแก้ไม่ได้ เพราะมีเดด แฮนด์ (Dead hand) หรือมือที่ตายไปแล้วของคนร่างบีบคอเอาไว้อยู่ครับ คือคนร่างล้มหายตายจากไปแล้วจากรุ่นสู่รุ่น แต่มือที่ตายไปแล้วยังมาบีบคอไว้อยู่ไม่ให้แก้ ถ้าอยากแก้ต้องไปถาม ส.ว. ๑ ใน ๓ ดังนั้นมันจึงไม่มีความเป็นธรรมต่อคนรุ่นถัดไปเลย ไหนจะ ไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่เข้ามาแล้วเพราะมาจากการรัฐประหาร แล้วยังเขียนป้องกันไม่ให้ คนได้เข้ามาแก้ได้โดยง่ายอีก ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อจะเรียนอย่างนี้ครับ
มาสู่ประเด็นที่ ๓ แล้วทำไมเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันไม่ดีตรงไหน ก็เขาตั้งชื่อกันไม่ใช่หรือว่านี่คือรัฐธรรมนูญปราบโกง ถ้าใครอยากแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่แสดงว่าอยากโกงใช่ไหมถึงไม่ชอบรัฐธรรมนูญปราบโกง ผมจะอธิบายให้ฟังครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของที่มา เนื้อหา และกระบวนการที่มา เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนไปแล้วว่ามันสัมพันธ์กับรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ก็เขียนเอาไว้ในมาตรา ๓๕ ตีกรอบเอาไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าคุณจะทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ ล็อกเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นที่มา มันจึงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเป็นผลพวงของรัฐประหารโดย คสช. ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในแง่กระบวนการครับท่านประธาน อย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่มีการแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ๔ ครั้ง มีการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑ ฉบับ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง แต่ร่างไปแล้วสุดท้ายสภาปฏิรูปก็ลงมติไม่รับ ทำให้ตกไป ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. ขึ้นมาใหม่ เสียเวลาไปอีกเป็นปี จากโรดแมป (Roadmap) ตอนแรกของ คสช. เราบอกว่ามาสักปีหนึ่งก็ไป คณะกรรมาธิการยกร่างก็ทำ จนเสร็จ แต่ในท้ายที่สุด คสช. ยังไม่ไปครับ เพราะ สปท. สภาปฏิรูปตีตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธานยกร่างทิ้งไป ช่วงนั้นเราได้ยินคำหนึ่งที่พูดกันว่าเขาอยาก อยู่ยาวแล้วก็ยาวจริง ๆ แก้เปลี่ยน แก้เปลี่ยนหลายที สุดท้ายคืออะไรเพื่อทำให้ คสช. อยู่ใน อำนาจได้ต่อไปเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดก็อาศัยประชาชนมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ภายใต้กระบวนการที่ชื่อว่าประชามติ แต่เป็นประชามติที่ไม่ได้ตามมาตรฐานสากลเลยครับ เราประชามติอยู่ภายใต้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เราประชามติในลักษณะที่กลไกของรัฐนั้น สามารถใช้เกณฑ์กลไกของรัฐ ใช้ ครู ก ครู ข ครู ค ต่าง ๆ ลงไปช่วยกัน ข้าราชการประจำ ลงไปช่วยกันรณรงค์ ในขณะที่ฝ่ายไม่อยากรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกดำเนินคดีหลายคนครับ ทุกวันนี้เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ก็ยังติดคดีอยู่หลายคนจากการรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญเมื่อตอน รณรงค์เรื่องประชามติ ยังมีคดีติดตัวอยู่เต็มไปหมด แต่ฝ่ายรับไม่มีครับรณรงค์กันได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการรณรงค์แบบนี้ไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าการออกเสียงประชามตินั้นได้มาตรฐาน เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันครับ เรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีถึง ๒๗๙ มาตรา ถ้าจะให้ผมสรุปความสั้น ๆ ถึงลักษณะเด่น ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืออะไร ข้อที่ ๑ เป็นรัฐธรรมนูญที่ฝังเอาระบอบรัฐประหารเข้าไปอยู่ใน รัฐธรรมนูญเรียบร้อย หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า คอนสทิทิวชันนัลไลเซชัน ออฟ คูป เดนทา (Constitutionalization of coup denta) เอาเรื่องรัฐประหารฝังเข้าไปในรัฐธรรมนูญ เรียบร้อย รับรองการใช้อำนาจของ คสช. ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปยันอนาคต ดีนะครับถ้ามี ชาติหน้าด้วยสงสัยจะรับรองไปถึงชาติหน้าด้วย รับรองไว้หมดเลยในมาตรา ๒๗๙ แล้วก็เป็น รัฐธรรมนูญที่วางกลไกในการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไว้ชัดเจนโดยผ่านวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. แต่เพียงผู้เดียว คนเพียง ๑ คนเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ ๒๕๐ คน แต่พวกเรา ๕๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของประชากรกว่า ๔๗ ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความแฟร์ (Fair) เลยในตรงนี้ แล้ว ส.ว. ชุดนี้มาทำหน้าที่อะไรครับ แน่นอนที่สุด มีส่วนในกฎหมาย ปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ สักแต่จะเขียนมาเต็มไปหมด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน แต่หน้าที่หลัก ๆ ของ ส.ว. ไม่มีอะไรครับ หน้าที่หลัก ที่สุดคือเรื่องโหวตนายกรัฐมนตรีใน ๕ ปีแรก แล้วเขาก็ทำสำเร็จไปแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีลักษณะเด่นเรื่องอะไรอีก อำนาจจากการเลือกตั้งมีน้อยกว่า อำนาจจากการแต่งตั้ง เราค่อย ๆ ถูกลิดรอนไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้แทนราษฎรมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เรายังเจอกลไกรัฐซ้อนรัฐกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไหนจะมีพวกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง รัฐธรรมนูญแห่งการปฏิรูปการเมืองต่าง ๆ แต่เมื่อเราใช้มาสักระยะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ระบอบการเมืองที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นนั้นเป็นการนำการเมืองไทยถอยหลังกลับไป เมื่อปี ๒๕๒๑ สมัยที่พวกเราเรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ สมัยที่พวกเราลงเลือกตั้งกัน เสร็จแล้วต้องไปเชิญนายทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ส.ว. ยังเป็นข้าราชการประจำอยู่ แล้วก็เข้ามามีบทบาทในการตรากฎหมาย เข้ามามีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี มันเลย กลายเป็นเรื่องตลกที่สุดเลยครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ใช้ก่อนผมเกิดอีกนะครับ แล้ววันนี้ เราเดินทางมาถึงปี ๒๕๖๒ ๔๑ ปีผ่านไปแทนที่เราจะคิดขึ้นหน้าแต่เรากลับถอยหลังครับ ผมเปรียบเทียบอยู่เสมอ ๆ ว่ามันเหมือนท่าเต้นของไมเคิล แจ็คสัน ศิลปดนราชาเพลงป็อป ท่าเต้นมูนวอล์กเกอร์ (Moonwalker) คือประเทศไทยเดินไปข้างหน้า แต่เดินไปแต่ปี พ.ศ. ครับท่านประธาน แต่ในทางสภาพการเมืองการปกครองแล้วมันถอยหลัง คือเหมือนจะขึ้นหน้า มันขึ้นหน้าแต่ตัวเลข แต่เนื้อแท้ของการเมืองการปกครอง เนื้อแท้ของประชาธิปไตยถอยหลัง ลงไปเรื่อย ๆ บทพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือรัฐบาลของท่านในเวลานี้กลายเป็นรัฐบาลที่เป็น เสียงปริ่มน้ำทำให้ท่านบริหารประเทศได้อย่างยากลำบาก มันทำให้เกิดปรากฎการณ์ของการ เสนอซื้อเสนอผลประโยชน์เพื่อดึงใจ ส.ส. กันมา ผมไม่ทราบว่าจริงเท็จ แต่สื่อมวลชนพูดกัน ในภาษาที่เขาใช้กันว่างูเห่าบ้าง แจกกล้วยบ้าง เอากล้วยไปเลี้ยงลิงบ้าง ต่าง ๆ นานา ทั้งหมดนี้ เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการที่คณะรัฐประหารอยากสืบทอดอำนาจ แต่ก็รู้ดีว่าลงเลือกตั้ง แบบปกติโดยไม่มีกลไกพิเศษมาช่วยแบบนี้แพ้แน่นอน ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอนครับ ก็ต้องวาง ส.ว. เอาไว้ วางกลไกต่าง ๆ วางระบบเลือกตั้งที่พิสดารพันลึกจนเกิดทำให้มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งตีความสูตรให้เกิดพรรคการเมืองจำนวนมากขึ้นมาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมอยากให้ลองจินตนาการกันง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเกิดไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คน จากการแต่งตั้งมาโหวตนายกรัฐมนตรี ผมเชื่ออย่างสุจริตใจจริง ๆ ว่าพรรคการเมืองอันดับที่ ๑ จะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เพราะว่าพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้เกือบทั้งหมดรณรงค์ หาเสียงเอาไว้ว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้อง เปลี่ยนใจไปร่วมรัฐบาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้ามาตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่ได้อันดับ ๑ ไม่มีทางที่จะตั้งได้ เพราะคุณไม่มี ส.ว. เป็นพวก ดังนั้นการกำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญ แบบนี้ การกำหนดกติกาแบบนี้มันทำให้การตัดสินใจของนักการเมืองของพรรคการเมืองนั้น บิดผันไปจากความเป็นจริง และในท้ายที่สุดเราก็เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำขึ้นมา พอเป็นรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำนำมาซึ่งอะไรอีกครับ เวลาท่านอยากจะผ่านญัตติสำคัญ ผ่านกฎหมายสำคัญ ท่านก็ต้องลุ้นทุกครั้งแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของสภานี้เสียไป ผมเรียนนะครับ ผมไม่เคยโทษ ตำหนินักการเมือง ไม่เคยตำหนิพรรคการเมือง ผมเชื่อจริง ๆ ว่านักการเมืองและพรรคการเมืองพร้อมปรับเข้ากับทุกกติกา ถ้ากติกามันดี โครงสร้างรัฐธรรมนูญมันดีนักการเมืองก็ปรับได้ เหมือนตอนที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่พอกติกาถอยหลังเข้าคลองแบบนี้ก็เป็นธรรมดาที่พฤติกรรมนักการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเวลาเราเห็นโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ดี เห็นพฤติกรรมของนักการเมืองที่ถอยหลัง กลับไป จริง ๆ แล้วแทนที่จะชี้หน้าตำหนินักการเมือง พรรคการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว ควรต้องชี้หน้ากลับไปตำหนิคณะรัฐประหาร ตำหนิคณะรัฐประหารที่อยากสืบทอดอำนาจด้วย จึงต้องใช้แบบนี้ ปี ๒๕๑๑ เราก็เคยเห็นพรรคสหประชาไทยของท่านจอมพลถนอมมาแล้ว หลังปี ๒๕๒๑ ก็เคยเห็นพรรคการเมืองของ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มาแล้วใช้วิธี แบบเดียวกัน หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๓๔ เราก็เห็นพรรคสามัคคีธรรมมาแล้ว นี่ก็อีหรอบเดิมครับ วนเวียนกลับมาเป็นแบบนี้อีก ผมเรียนแบบนี้ครับ มันจึงแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ทั้งที่มา กระบวนการ และเนื้อหา
ขอพาเดินทางไปต่างประเทศอีกสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน มันมีมุกตลก เก่า ๆ อันหนึ่งที่เขาใช้กันในสหภาพโซเวียตในสมัยที่ยังไม่แตกออกมาเป็นประเทศรัสเซีย และประเทศอื่น ๆ เขาแซวกันเล่น ๆ เขาบอกอย่างนี้ เขาบอกผู้ชายคนหนึ่งเขาเดินเข้าไป ร้านอาหาร พอเข้าไปร้านอาหารเขาก็หยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหาร เขาก็สั่งไก่บ๋อยก็บอกว่าไม่มี สั่งหมูบ๋อยก็บอกว่าไม่มี สั่งเนื้อวัวบ๋อยก็บอกไม่มี สั่งเนื้อแกะบ๋อยก็บอกไม่มี สั่งเนื้อปลา บ๋อยก็บอกไม่มี จนคทาชายรายนี้โมโหขึ้นมาขว้างเมนู (Menu) ทิ้ง แล้วบอกนี่มันเมนู (Menu) อาหารหรือรัฐธรรมนูญกันแน่ มุขตลกของสหภาพโซเวียตอันนี้หมายถึงอะไรครับ คือเขาต้องการสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจำนวนมาก ประเทศที่เป็น เผด็จการจำนวนมากก็มีรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อคุณเปดดรัฐธรรมนูญไปแล้ว เลือกตั้ง มีหรือไม่ ไม่มี สิทธิเสรีภาพประชาชนมีหรือไม่ ไม่มี อำนาจของประชาชนอยู่ตรงไหน ไม่มี ความเข้มแข็งของรัฐบาล การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอยู่ไหน ไม่มีเลย แบ่งแยกอำนาจ ไม่มีเลย แต่ว่าอยู่ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนี่คือมุขตลกที่เขาเปรียบเทียบ กันมาในอดีต
ผมขออนุญาตกล่าวถึงข้อคิดอันหนึ่งที่สำคัญของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำระบอบประชาธิปไตย มาให้พวกเราในฐานะเป็นผู้นำของฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎร ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ครับว่า ตอนที่เราช่วยกันรณรงค์ทำรัฐธรรมนูญในท้ายที่สุดกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ หลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านปรีดีพูดแบบนี้ครับ ท่านปรีดีบอกไว้ว่าสาระสำคัญอยู่ที่ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้บัญญัติข้อความไว้พอเพียงแก่การให้สิทธิมนุษยชนแก่ปวงชนหรือไม่ และพอเพียงแก่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดเขียนไว้ฟุ่มเฟือยยืดยาว ทำให้สามัญชนเห็นว่าให้ได้สิทธิมาก แต่ในสาระบั่นทอนสิทธิมนุษยชนและมิใช่การถือมติปวงชน เป็นใหญ่อย่างแท้จริง ความฟุ่มเฟือยยืดยาวก็ไม่อาจช่วยให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตขึ้นมาได้ ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวไว้ครับ พวกเราร่ำเรียนกันมาในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง ในยุคสมัยก่อนที่เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันเกิดคำหนึ่งที่ฮิต (Hit) ขึ้นมาคือลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมหรือคอนสทิทิวชันนัลลิสซึม (Constitutionalism) ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมเรียกร้องอย่างนี้ครับ ไม่ใช่สักแต่มีรัฐธรรมนูญ อย่างเดียว แต่รัฐธรรมนูญจะต้องมีเนื้อหาที่รับรองเรื่องการแบ่งแยกอำนาจของสถาบัน การเมืองต่าง ๆ ให้ได้อย่างดุลยภาพ รัฐธรรมนูญต้องมีเนื้อหาประกันสิทธิและเสรีภาพด้วย ถ้าเอาเกณฑ์ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมแบบนี้มาจับกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่น่าจะใช่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญใดที่ไม่พูดเรื่องแบ่งแยกอำนาจ รัฐธรรมนูญใด ที่ไม่พูดเรื่องประกันสิทธิ ไม่พูดเรื่องอำนาจของประชาชนนั้นเขาไม่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญครับ เป็นแค่เอกสารอันหนึ่งที่มัดรวมกันแล้วไปให้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ พอผมดูปี ๒๕๖๐ แล้ว มันคล้าย ๆ แบบนี้อยู่ เพราะอะไร ๑. คุณมีวุฒิสภา ๒๕๐ คนจากการเลือกของหัวหน้า คสช. คนเดียว ถ้าเลือกมาแล้วไม่ให้มีอำนาจก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เลือกมาแล้วให้มาโหวตนายกรัฐมนตรี แสดงว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเท่าเทียมกับอำนาจที่มาจากแต่งตั้งของคนคนเดียว แล้วก็บังเอิญคนแต่งตั้ง ส.ว. ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบด้วย ที่สำคัญมีมาตรา ๒๗๙ ซึ่งเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิงก็คือเป็นมาตรา ที่ทำให้ประกาศ คำสั่ง คสช. การใช้อำนาจของ คสช. อยู่เหนือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ เปรียบเสมือนกับประกาศ คำสั่ง คสช. บอกว่ารัฐธรรมนูญใช้ไปหมด มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๗๘ พอมาเจอมาตรา ๒๗๙ บอกมาตรา ๒๗๘ มาตราทั้งหมดไม่ต้องเอามาใช้กับประกาศ คำสั่ง คสช. ถ้าเป็นแบบนี้คือทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานครับ เราพยายามพูดคุยรณรงค์ถึงเรื่องความจำเป็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราก็มักจะถูกโต้แย้งจากเหตุผลต่าง ๆ นานา เหตุผลที่โต้แย้งกันมาผมรวบรวมมา ๓ เหตุผลหลัก ๆ ๑. แก้ไขรัฐธรรมนูญทำไม แก้ไขปัญหาปากท้องก่อน ผมจะชี้แจงให้ว่า รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องอำนวยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้เข้ามา บริหารประเทศ จะต้องอำนวยให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และจะต้องเปดดโอกาสให้ ประชาชนได้สามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องจากรัฐบาลได้อย่างสม่ำเสมอ แต่รัฐธรรมนูญฉบับ นี้ทำไม่ได้ครับ ทำไม่ได้เพราะอะไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่มาของเสียงปริ่มน้ำ นักลงทุนจากต่างประเทศประเมินเห็นสภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้เขาก็กังวลใจว่า จะอยู่ครบวาระหรือไม่ พวกท่านมาจากซีกรัฐบาลหลายคนก็ประสบพบเห็นกับตนเองเลย นโยบายเศรษฐกิจที่หาเสียงกันไว้หลากหลายพรรค ถึงเวลาท่านส่งมอบหรือดิลีฟเวอร์ (Deliver) นโยบายไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นรัฐบาลผสมจากหลากหลายพรรคมาก จนในท้ายที่สุด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไขได้อย่างดี ดังนั้นถ้ารัฐธรรมนูญดี มันก็จะส่งผล ให้มีรัฐบาลที่ดี และรัฐบาลที่ดีก็จะสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้นะครับ เช่นเดียวกันครับ จะมีการอ้างกันอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ผ่านประชามติมา แต่อย่างที่ผมเรียนว่า ประชามติที่ผ่านมาไม่ได้มาตรฐานสากล เป็นประชามติที่ไม่ฟรี ไม่อิสระ และไม่แฟร์ (Fair) คือไม่เป็นธรรม ทีนี้เวลาเรารณรงค์ว่าเราอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมใช้มาตราไหนในการแก้ พวกเราใช้มาตรา ๒๕๖ คือใช้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญตามที่มาตรา ๒๕๖ กำหนด มาตรา ๒๕๖ เป็นหนึ่งในมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ และตอนเราไปประชามติก็เอาฉบับนี้ ไปประชามติ ดังนั้นมาตรา ๒๕๖ ที่เราต้องการใช้มันเพื่อการแก้นี่นะครับ มันก็ผ่านประชามติ เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราแก้เรื่องสำคัญ ๆ ในท้ายที่สุดก็ต้องไปจบที่ประชามติอยู่ดี ดังนั้นการให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามตินี้มาแล้วจึงแตะต้องไม่ได้ แก้ไม่ได้ อันนี้ฟังไม่ขึ้นครับ ถ้าเราบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามติมาแก้ไม่ได้ ท่านต้องเขียนไว้เลยครับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามแก้ ดังนั้นเราเดินตามกระบวนการแก้ที่เขาวาง เอาไว้
อีกเหตุผลหนึ่งมักจะบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความวุ่นวายครับ จะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ยิ่งไม่แก้ยิ่งวุ่นวายครับ ยิ่งไม่แก้ยิ่งทำให้ คนอยากแก้อดทนไม่ไหว ออกมาเรียกร้องมากขึ้น ๆ เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ คนที่อยาก แก้รัฐธรรมนูญมันมีมาตั้งแต่ตอนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว และตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม และถ้าเราปดดเหมือนหม้อน้ำมันกำลังเดือดเราเอาฝาหม้อไปปดดไม่ให้แก้ ไม่ให้แก้อย่างนี้ หรือครับ มันจะยิ่งเกิดความวุ่นวาย สู้เปดดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญดีกว่า นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ตอนที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีการรณรงค์จะให้แก้ และในท้ายที่สุดมี สสร. เพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็มักจะกล่าวกันครับว่าพวกนักการเมืองมาอีกแล้ว มาแล้วก็จะมาแก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง พอมาครั้งนี้ผมคิดว่าเราต้องพูดเหมือนกันครับ นักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่อาจจะมีคนที่ไม่อยาก ให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง เมื่อก่อนเราบอกแก้เพื่อตัวเองใช่ไหมครับ คราวนี้คือ ไม่แก้เพื่อตัวเองครับ ดังนั้นเราจึงสามารถพบเห็นได้ว่าเวลาที่ใครบอกว่าไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ในประเด็นใด เพราะเขาได้ประโยชน์จากประเด็นนั้นอยู่ใช่หรือไม่ครับ ให้ลองเอามาพิจารณาดู จริง ๆ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคซีกรัฐบาลก็ให้สัมภาษณ์อยู่หลายครั้งนะครับ ที่ผมรวบรวมมาได้ก็มี ๒ ครั้ง ออกอากาศชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์ (Design) มา เพื่อพวกเรานะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ ดีไซน์ (Design) มาไว้สำหรับพรรคอื่นเลยที่จะมาเป็นรัฐบาล ดีไซน์ (Design) มาสำหรับให้ พรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น นี่ก็เคยพูดกันไว้นะครับ ดังนั้นถ้ารัฐธรรมนูญแบบนี้ ใช้งานต่อไปผมว่ามันก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะให้สมาชิกจากพรรคอื่น ๆ มองว่ารัฐธรรมนูญนี้ ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน หลายท่านบอกว่าพรรคผมได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ผมไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถ้าอยากจะยกเลิกระบบนี้แล้วกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบ ปี ๒๕๔๐ หรือแบบ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีปัญหาเลย ผมพร้อมสู้ทุกกติกาอยู่แล้ว แต่ถ้าพรรคใดได้ประโยชน์จากฉบับนี้ ผมก็อยาก เชิญชวนว่ามาแก้รัฐธรรมนูญกันเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุก ๆ พรรคการเมือง นี่ยังไม่ นับรวมสมาชิกวุฒิสภาอีก บางท่านคุยใหญ่โตเลยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเป็นคนคิด ริเริ่มเองให้มี ส.ว. ๒๕๐ คนและให้มาโหวตนายกรัฐมนตรี แล้วก็พูดด้วยอารมณ์ความดีใจ อย่างยิ่งว่าทำสำเร็จ ผมพูดมาทั้งหมดเพื่ออะไร เพื่อจะมาสู่บทสรุปตรงนี้ครับท่านประธาน
รัฐธรรมนูญที่ดีมันควรมีลักษณะอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ดีคือรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญที่แบ่งแยกอำนาจอย่างดุลยภาพ ประกันสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปดดโอกาสให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจนั้นได้มา ตัดสินใจในเรื่องการเมืองและสาธารณะร่วมกัน และเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างก้าวหน้า ขึ้นเรื่อย ๆ ตัดสินใจผิดและได้มีโอกาสตัดสินใจใหม่ ประกันเสรีภาพในการแสดงออก สร้างความปรองดองสมานฉันท์ สามารถเปดดโอกาสให้มีการแก้ไขความขัดแย้งในประเทศได้ ภายใต้ระบบปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้รัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีคุณสมบัติ เหล่านี้เลย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๖๐ ๔ ฉบับหลังนี่ปฏิเสธไม่ได้ครับ มีเป้าประสงค์เพื่อการกำจัดศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ต้องการทำให้พรรคการเมือง ที่เขาชนะเลือกตั้งอยู่สม่ำเสมอไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ดังนั้นท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎร ที่พวกเรามาจากการเลือกตั้งจำเป็นจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาฉันทามติแบบใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่เป็นฉันทามติร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราต้องทวงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาให้ได้ เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง แสวงหาฉันทามติใหม่ร่วมกัน รัฐธรรมนูญแบบการแก้แค้นเอาคืนสลับกันไปกันมาไม่สามารถ ทำงานได้ รัฐธรรมนูญที่คนชนะกินรวบหมด คนแพ้แทบไม่มีที่ยืน รัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่สามารถ ขจัดความขัดแย้งของคนในชาติได้นะครับ จำเป็นอย่างยิ่งครับต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ ผมขอเชิญชวนให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น เปดดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน พวกเราเคยทำได้แล้วในตอนปี ๒๕๔๐ ครั้งนี้ต้องทำให้ได้อีกครั้งหนึ่งครับ อยากจะฝากไปถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ลูกหลานของเราอนาคตของประเทศรอท่านอยู่ ท่านเลิกหวาดระแวง เลิกหวงอำนาจ คิดยาว ๆ อย่าคิดสั้น ๆ เดินหน้าเข้ามาสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยกัน สภาผู้แทนราษฎรเรามีภารกิจในการนำมติมหาชนมาเปลี่ยนแปลงให้เกิดผล พวกเรา ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ครับ เรามีแต่ปากพูดกัน แสดงความคิดเห็นกัน แล้วก็แก้กันตามระบบ พวกผมไม่มีปืนครับ พวกผมไม่มีกองทัพครับ พวกผมไม่มีกำลังครับ พวกกองทัพเขามีปุ๊บ เขาอยากเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเขาออกมายึดอำนาจวันเดียวจบเรียบร้อย แต่พวกเราไม่มีครับ เราก็ต้องสู้แบบนี้ละครับ สู้กันในระบบ รณรงค์กันไป ต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ ดังนั้นอย่าให้ใคร เขาพูดได้ว่าทีรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง บ้านนี้เมืองนี้ยอมให้ทำได้ แต่สภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและประชาชนอยากจะแก้สักทีหนึ่งแก้ได้ ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน ผมขอฝากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาลงมติ ให้ความเห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นฉันทามติใหม่ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศครับ
ขอบคุณ ท่านปดยบุตรนะครับ ต่อไปเป็น
๕.๑๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษากระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายสมคิด เชื้อคง กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านสมคิด เชื้อคง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ต้องขอบพระคุณ ท่านประธานที่เลื่อนญัตติตรงนี้ขึ้นมาให้ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมจะขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากระบวนการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งเราทราบ อยู่แล้วว่าในการกำหนดของมาตรา ๒๖๙ นั้นกำหนดให้วุฒิสมาชิกในวาระเริ่มแรกมีจำนวน ๒๕๐ คน มาจากการสรรหาและแต่งตั้งที่มีองค์ประกอบและแนวทางที่ไม่ชอบด้วยหลักการ ของประชาธิปไตย อาทิเช่น หลักความเสมอภาคทางปวงชนชาวไทย หลักการตรวจสอบ การถ่วงดุล รายละเอียดของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนั้นผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ก็ให้ความสนใจ และที่สำคัญตอนคณะแต่งตั้งวุฒิสมาชิกทั้ง ๒๕๐ ท่าน มีความที่สังคม เคลือบแคลงใจ เพราะอะไรหรือครับ เพราะตัวรัฐธรรมนูญกำหนดก็จริง แต่วิธีการปฏิบัติ ผมว่ามันถูกต้องหรือเปล่า เหล่านี้เป็นข้อสงสัยของผมด้วย ของคณะผู้เสนอด้วย อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ นั้นเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าวุฒิสมาชิกและ ส.ส. นั้นเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย แต่เอาเข้าจริงเรื่องที่มามันสมควรจะใช้คำนี้หรือเปล่า เรื่องนี้ก็ไปเกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญทั้งหมดซึ่งเมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกได้อธิบายไป เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เยอะแล้วซึ่งท่านอาจารย์ปดยบุตร แสงกนกกุล ได้พูดอย่างละเอียด ขออภัยที่เอ่ยนาม แต่เรื่องวุฒิสภานั้นวุฒิสมาชิกที่ได้มานั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เหมือนกันว่า การสรรหาวุฒิสภานั้นจะต้องมีคณะกรรมการสรรหา ๙-๑๒ คน แต่ผมถามหน่อยครับว่า สังคมรับรู้หรือไม่ว่า ๙-๑๒ คือใคร ปดดบังด้วย ทำไมต้องปดดบังแม้กระทั่งชื่อคณะกรรมการสรรหา ให้สรรหาคนมา ๔๐๐ คน เลือกตั้งให้เหลือ ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เลือกตั้ง ทางอ้อมนี่ยิ่งตลกใหญ่เลย แต่ละจังหวัดส่ง กลุ่มอาชีพส่ง ไปขอคนลง จ่ายเงินให้คนลงก็มี คัดสรรกันมา อย่างนี้หรือครับวุฒิสภา เราก็เลยสงสัยว่าการได้มาแบบนี้มันชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ แล้วที่สำคัญข่าวทั่วไปก็บอกเลยคณะกรรมการสรรหาบางท่านสรรหาตัวเองด้วย สรรหาญาติด้วย สารพัดที่จะทำกัน แล้วเอา ๒๕๐ คนมานั่งยกมือเลือกนายกรัฐมนตรี เห็นหรือไม่ว่ากระบวนการที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ เราไม่ว่าครับ แม้กระทั่งกฎหมายมาตราหนึ่ง บอกว่ากำหนดให้แม่ทัพนายกอง ๖ ตำแหน่งมาเป็นด้วยหน้าที่เฉย ๆ ตามหน้าที่ เหล่านี้ก็มา ไม่ว่า ตรงนั้นเป็นกฎหมายกำหนด แต่คณะกรรมการที่สรรหาบุคคลมาเราข้องใจ มาอย่างไร คุณสมบัติอย่างไร ไม่เปดดเผย เรื่องนี้กระบวนการเหล่านี้เราต้องการมาทวงถาม เราต้องการ มาบอกให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าคนที่เป็น ส.ว. นั้นอ้างว่าจะมาทำหน้าที่ผู้แทนปวงชน ชาวไทยมาถูกต้องหรือไม่ เหล่านี้เป็นที่ที่อยากจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ อย่าลืมนะครับว่า ส.ว. ที่ขึ้นมา ๕ ปี เลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าเลือก เลือกได้ ๒ ครั้ง อำนาจล้นฟ้าแต่ที่มาไม่ชัดเจน ผมไม่ได้รังเกียจ ตัว ส.ว. ไม่เกี่ยว ส.ว. บางท่าน เป็นพรรคพวกกันก็มี แต่รังเกียจระบบที่ทำไม่ถูกต้อง เราข้องใจ เราทวงถาม เพราะฉะนั้น อยากเรียนท่านประธานว่า ส.ว. ๒๕๐ คนนั้นเราต้องถามหาให้ได้ว่าวิธีการอย่างไร เพราะฉะนั้น ผมใช้เวลาของท่านไม่มากมายนะครับว่าเราจะนำเสนอเรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษากระบวนการได้มาของ ส.ว. ทั้งหมด ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ
๕.๘๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายเทพไท เสนพงศ์ เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมได้เสนอญัตตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุผล ก็คือก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีเงื่อนไข ๓ ข้อที่จะเสนอต่อ พลเอก ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วทั้ง ๓ ข้อก็ได้รับการตอบรับและยอมรับจาก พลเอก ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการ แล้วทั้ง ๓ ข้อก็ได้รับการบรรจุให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล ๑ ใน ๓ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า เมื่อรัฐบาลได้บรรจุเรื่องนี้ลงไปในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ ๑๒ คำว่า นโยบายเร่งด่วน ถ้าตีความตามความหมายก็คือต้องทำ ให้เสร็จโดยเร็ว คำว่า โดยเร็วแค่ไหน ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ ๑ ปีจะต้องทำให้เสร็จสิ้น หรือเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ด้วยนโยบายข้อนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลก็ได้บริหารราชการแผ่นดินมา เป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็ครบ ๑ สมัยประชุม เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสัญญาประชาคมแล้วก็ เป็นการผิดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ผมเลยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งยื่นต่อท่านประธานสภานะครับ
ส่วนที่ ๒ ที่ผมเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศท่าทีต่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศจุดยืนของตัวเองถึงแม้ว่า จะไม่ได้ประกาศจุดยืนเป็นมติพรรคก็ตาม เพราะในขณะนั้นพรรคการเมืองก็อยู่ในคำสั่งของ คสช. ซึ่งไม่สามารถที่จะจัดประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การเมืองของพรรคการเมืองได้ แต่ด้วยความเห็นชอบของอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ก็เลยประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผล ๓ ข้อ ก็คือ
๑. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จัดทำขึ้นมานั้นประชาชนไม่มีส่วนร่วมแล้วก็ไม่ได้รับ หรือว่ายึดโยงกับพี่น้องประชาชน
๒. ก็คือการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์เห็นว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีวาทกรรมว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงก็แก้ได้ไม่จริง
๓. ก็คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์บอกว่าทั้ง ๓ ปัญหานี้ จะนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมในอนาคต ซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าสังคมมันขัดแย้งกันมายืดเยื้อ ยาวนานจนถึงวันที่คณะ คสช. เข้ามายึดอำนาจ ถ้าหากว่ายังมีรัฐธรรมนูญในแบบนี้ขึ้นมาอีก ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็คือความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนรายละเอียดของปัญหาทั้ง ๓ ปัญหานี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ว่าเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช. คือคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อหวังที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งครับ ชุดแรกท่านประธานคงจำได้ว่าแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั่นก็คือคณะกรรมการชุดนี้ก็มาจาก คสช. ล้วน ๆ ครับ ประชาชน ก็ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีส่วนรับรู้อะไรทั้งสิ้นครับ คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่ามกลางการรอคอยของพี่น้องประชาชนว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญเสียที และจะมีการเลือกตั้ง ร่างมาได้ ๑๐ เดือน ถึง ๑ ปี กำลังขอมติจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ เห็นว่ามติในวันนั้นก็คือ ๑๓๕ : ๑๐๕ เสียง คว่ำรัฐธรรมนูญของดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านประธานน่าจะแปลกใจว่าคนที่ตั้งก็คือ คสช. คนที่ร่างก็คือตั้งโดย คสช. และแม่น้ำ ๕ สายที่พูดกันถึง คสช. สุดท้าย ๑ ใน ๕ สายก็มาคว่ำ ๑ ใน ๕ สายของแม่น้ำของ คสช. ด้วย ซึ่งหลายคนก็แปลกใจแล้วก็ตั้งคำถามนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายคำเฉลยก็มาจากท่านประธานยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ พูดความจริงว่าเขาอยากจะอยู่ยาว นั่นก็เลยถึงบางอ้อละครับท่านประธานว่าทำไมต้องล้ม รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลังจากนั้นก็ได้ตั้งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง คือชุดของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เหมือนเดิมครับ ตั้งโดย คสช. ไม่ได้มีการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ร่างกันไปร่างกันมาอยู่ระยะหนึ่ง และสุดท้าย ก็ออกมาผ่านความเห็นชอบแล้วก็ประกาศใช้โดยใช้เวลาประมาณ ๑๗๔ วัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะร่างโดยคุณมีชัย จะร่างโดยเพื่อใคร ผมคิดว่าสังคมคงจะหาคำตอบได้ แต่ว่าจุดแน่นอน ที่สุดก็คือนักการเมืองกลุ่มหนึ่งก็ได้ดีอกดีใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงขั้นขนาดออกมาอุทานว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์ (Design) มาเพื่อพวกเรา แล้วก็เหมือนกับล็อกสเปก (Lock spec) ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค นี่คือที่มาของการที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีส่วนยึดโยง กับพี่น้องประชาชน และไม่มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน
ส่วนที่ ๒ มีการสร้างวาทกรรมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกง ผมต้องเรียนว่า วาทกรรมนี้ใช้โฆษณาชวนเชื่อในขณะที่สังคมเกลียดชังคนโกง ได้ผลครับท่านประธาน ไปที่ไหนอ่านรัฐธรรมนูญ อ่านไม่อ่านก็ไม่ทราบละครับ คนที่อ่านผมคิดว่าจำนวนไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ่านในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง การลงประชามติเลยตัดสินใจโดยพื้นฐานความเชื่อ ความคิดเช่นนี้จริง ๆ ท่านประธาน ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงจริงหรือไม่ สิ่งที่โฆษณา ที่ส่งมาในไลน์ (Line) ท่านประธานก็คงเห็นนะครับ คำพูดเหล่านี้ออกมาโฆษณาในไลน์ (Line) ซึ่งบอกเหตุผลสั้น ๆ ครับว่าที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญปราบโกง เรื่องคดีความที่ไม่มีวันหมดอายุ จริง ๆ คดีความที่เกี่ยวกับการทุจริตถึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่มีอายุความอยู่แล้วครับท่านประธาน โกงกินประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต ร่ำรวยผิดปกติ ฟอกเงินจำคุก ๑๐-๑๕ ปี ยึดทรัพย์ ห้ามโดยสารเครื่องบินชั้นเฟดร์สคลาส (Frist class) ฟรี ผมถามท่านประธาน ท่านประธานก็เป็น ส.ส. อยู่คนหนึ่ง ผมก็เห็นว่าไม่เห็นจะมีสิทธิอันนี้เลย สำหรับ ส.ส. ทุกคน บริหารประเทศเสียหายจำคุก ๑๕-๓๐ ปี มีคดีความห้ามเดินทาง ออกนอกประเทศ นี่เป็นเรื่องปกติมาก ถ้าใครโดนคดีความก็แน่นอนที่สุดศาลก็สั่งห้ามออก นอกประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย แต่ว่านี่เป็นการหยิบฉวยขึ้นมาเพื่อโฆษณา ให้คนที่จะลงประชามติเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันวิเศษจริง ๆ ผมเรียนกับท่านประธานว่า จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ในเรื่องปราบโกง ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ๆ นักการเมืองทำผิด ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำความผิดต่อหน้าที่นั้น เรามีกระบวนการถอดถอนนะครับท่านประธาน ถอดถอนนักการเมืองออกจากตำแหน่ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกเลิกกระบวนการถอดถอนผู้กระทำผิด ไม่เอาตรงนี้ มาใช้ส่วนของ ป.ป.ช. แล้วก็ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทน ถามว่าเรา ลดขั้นตอนการปราบโกงไป ๑ ข้อใช่หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเห็นว่าที่แก้ไขแล้วก็บอกว่าปราบโกงไม่จริงก็คือในกรณี มาตรา ๑๙๕ เรื่องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือเมื่อก่อนนักการเมืองทำความผิดตัดสินศาลเดียวเลยครับท่านประธาน ติดคุกก็ติดคุกเลย หลุดก็หลุดไปเลย แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรา ๑๙๕ บอกว่าคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้สามารถอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้ภายใน ๓๐ วัน นั่นก็แสดงว่าเพิ่มขั้นตอนให้คนทุจริตอีก ๑ ขั้นตอน ผมคิดว่าถ้าหาก จะเอากันจริง ๆ ให้มันเด็ดขาดให้มันรวดเร็วจริง ๆ ปราบโกงกันจริง ๆ ให้สมกับฉายาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เอาล่ะ ๑ ศาลก็พอแล้ว หัวก้อยก็ออกกันไป
เรื่องทุจริตการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่โฆษณากันนักหนาว่าคนทุจริตการเลือกตั้ง คนโกงการเลือกตั้งจะไม่ได้เข้ามาสู่สภา จะไม่ได้ เข้ามาสู่แวดวงทางการเมือง ท่านประธานไปดูสิครับ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา เลือกตั้ง ๓๕๐ เขต ท่านประธานว่าใน ๓๕๐ เขตบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่มีการซื้อเสียงเลยใช่ไหม ๓๕๐ เขตรู้กันเต็มอกว่ามีการทุจริตมีการซื้อเสียงกันมโหฬาร แต่การปราบโกงการปราบ การทุจริตของ กกต. ท่านประธานก็เห็นให้ใบแดงกี่ใบล่ะครับ ให้ใบเหลืองกี่ใบ ให้ใบส้มกี่ใบ ๓๕๐ เขตเลือกตั้งไม่มีการให้ใบแดงแม้แต่ใบเดียว เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่ามีการซื้อเสียงการเลือกตั้งกัน แต่ว่า กกต. มองไม่เห็น ไม่รู้ ไม่ให้เลย แม้แต่ใบเดียว ให้เฉพาะใบส้มที่เขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่ ๑ ใบจนเลือกตั้งเสร็จ ได้มาหลังจาก เลือกตั้งแล้ว แล้วก็เพิ่งให้มาเมื่อไม่กี่วันนี้ให้ใบเหลืองอีก ๑ ใบที่เขต ๕ จังหวัดสมุทรปราการ และ ๒ ใบที่ให้นี้ถ้าท่านประธานไปดูในรายละเอียดไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อเสียงโดยตรงเลย เกี่ยวกับการทำบุญ ซึ่งมันง่ายที่สุดในการจับการทำบุญ การจับการปราศรัยง่ายที่สุด แต่ว่า สิ่งที่มันเลวร้ายที่สุดในระบบการเลือกตั้งก็คือการซื้อสิทธิขายเสียง กกต. ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะถามท่านประธานว่านี่หรือรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ปราบโกงได้จริงหรือ และที่ปราบโกงที่จะปราบได้จริง ท่านประธานไปดูสิครับ กระแสเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันก็ยังมีอยู่ถมเถ จนถึงวันนี้ก็รอคอยอยู่ว่ารัฐบาลจะเอาจริง โดยใช้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าปราบโกง ปราบโกงได้จริงหรือไม่ ผมก็กำลังจะรอดู การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเขาก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต คอร์รัปชันในการอภิปราย ผมก็อยากจะดูว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงจริง ผมคิดว่า ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านคงไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน มาอภิปรายในสภานี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำจัดคนโกงออกจากแวดวงการเมือง ไปหมดแล้ว
เรื่องที่ ๓ การได้มาซึ่ง ส.ว. หรือการเข้าสู่อำนาจ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาก็คือ ๒๕๐ เสียง ๒๕๐ คน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็พูดถึงเรื่องคนที่เป็น กรรมการสรรหา ส.ว. แล้วก็พยายามที่จะสืบหาว่าใครเป็นผู้สรรหา แล้วก็เป็นเรื่องลึกลับมาก สำหรับคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ไม่สามารถประกาศชื่อได้ ผมก็ไปเจอมีคนส่งมาให้ผมว่า นี่ล่ะคือโฉมหน้า ๑๐ ขุนพลของการสรรหา ส.ว. แล้วก็ใน ๑๐ ขุนพลนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแวดวง ใน คสช. แทบทั้งสิ้น แล้วทุกคนไม่เกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แล้วในนี้บางคนก็มีอีกประมาณ ๒-๓ คนมาเป็น ส.ว. นี่ก็คือสรรหาตัวเอง อีก ๒-๓ คนก็มีตำแหน่งทางการเมือง ผมถาม ท่านประธานว่า ส.ว. แต่งตั้งโดย ๑๐ อรหันต์ หรือ ๑๐ ขุนพล มันเชื่อมโยงยึดโยงกับที่มา เรื่องประชาธิปไตยอย่างไร ๑๐ คนนี่ตั้งขึ้นมา แล้วที่แปลกไปกว่านั้นก็คือว่าใน ๒๕๐ คน ๖ คนเป็นโดยตำแหน่งเสียอีกท่านประธาน และผมคิดว่ามีประเทศไทยประเทศเดียว ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น ส.ว. แล้วก็มีหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของผู้บังคับบัญชา ส.ว. ๖ คนโดยตำแหน่งก็คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้บัญชาการ กองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นโดยตำแหน่ง ๖ คน ผมคิดว่าผิดฝาผิดฝั่งครับท่านประธาน ๖ คนนี้ สามารถตรวจสอบ สามารถที่จะโหวตให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และในขณะเดียวกัน เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องมาบังคับบัญชาอีก ๖ คนนี้ในฐานะข้าราชการประจำ ผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วพอมาสภาผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นผู้ควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งผม ก็ไม่เคยเห็นในประเทศไหนเขาทำแบบนี้ครับท่านประธาน วันนี้ถ้าท่านประธานดูว่าการแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน เป็นการแต่งตั้งโดยแม้ว่าจะมีการสรรหาก็ตาม มีคณะกรรมการสรรหาก็ตาม แต่เชื่อว่ามีการแต่งตั้งโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน ส.ว. ๒๕๐ คน ก็เข้าสภาโหวตให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างนี้บ้านผมเขาเรียกว่า ทฤษฎีผลัดกันเกาหลังครับท่านประธาน ผมคิดว่าการเข้าสู่อำนาจแบบนี้ที่มาของ ส.ว. แบบนี้ มีปัญหาครับ ส่วนที่มาการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธาน ก็จะเห็นว่าวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรใบเดียว อันนี้ร้ายกาจมากครับ ท่านประธาน บ้านผมเรียกว่าทรี อิน วัน (Three in one) คือซื้อ ๑ ได้ ๓ ครับ ซื้อเสียงเดียว ซื้อ ๑ เสียง แต่ว่าได้ผล ๓ เสียง ได้อย่างไรครับท่านประธาน ซื้อ ๑ เสียงได้ ๑. ส.ส. เขต ๑ คน ได้แน่ครับ ๒. ในคะแนนที่ซื้อมานั้นก็ได้ ส.ส. แบบสัดส่วน แบบบัญชีรายชื่อด้วยเพราะว่า เอายอดมารวม แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อ ส.ส. เขต ก็มาได้นายกรัฐมนตรีด้วย ก็เลยเป็นที่มาของ ทรี อิน วัน (Three in one) ซื้อ ๑ ได้ ๓ ครับท่านประธาน แบบนี้ผมคิดว่าจะเป็นปัญหา สำหรับการเมืองของเราจริง ๆ ครับ
ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าหลายคนพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยอ้างเอาผลประชามติ ผมยอมรับนะครับว่าการทำประชามติแน่นอนที่สุด ก็ขอฉันทานุมัติ จากพี่น้องประชาชนแล้วผลของการลงประชามติก็เป็นที่ทราบอยู่ว่าเสียงส่วนใหญ่ ๑๖ ล้านเสียง ๑๖,๘๒๐,๔๐๒ เสียง หรือ ๖๑.๓๕ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๐,๕๙๘,๐๓๗ คะแนนไม่เห็นชอบ คือ ๓๘.๖๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ท่านประธานต้องวิเคราะห์อีกว่าทำไมตัวเลข ออกมาเช่นนี้ มันเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์หรือจิตสำนึก หรือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน โดยแท้จริงนี้หรือไม่ การทำประชามติ ท่านประธานก็ย้อนกลับไปดูว่าในช่วงที่ทำประชามตินี้ คนที่เห็นด้วยผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนแรกก็คือคนที่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จริง โดยความเชื่อ โดยสุจริตใจว่าเอาล่ะอ่านแล้วเห็นชอบทุกมาตรา หรือว่า ดีเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ฟังการอภิปราย ฟังการพูด ฟังการโฆษณาและเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดโหวตให้ แต่ว่าในคนที่เห็นด้วยส่วนที่ ๒ ผมอยากจะให้ท่านประธานลองคิดดู ผมคิดว่าต้องมีส่วนหนึ่ง ก็คือคนที่อยากเลือกตั้งครับท่านประธาน มีคนที่อยากจะเลือกตั้งก็กลุ่มหนึ่งละที่บอกว่า ร่างมาแล้วชุดบวรศักดิ์ก็ล่มไปแล้ว พังไปแล้ว นี่ก็ชุดมีชัย ฤชุพันธุ์ ถ้าจะไม่ให้ผ่านอีก ก็มีชุดนายอะไรอีกก็ไม่รู้อีกชุดหนึ่ง แล้วจะเลือกตั้งเมื่อไร คนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าผ่าน ๆ ไป ขอให้มีการเลือกตั้ง ก็ดีกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล คสช. ที่มาจากอำนาจพิเศษ ก็ขอให้มีการเลือกตั้งขึ้นมาก็ผ่าน ๆ ไปเถอะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าจะมีส่วนหนึ่งที่บอกว่า อยากจะเห็นการเลือกตั้งครับ
ส่วนที่ ๓ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ประชามติออกมาเช่นนี้ แน่นอนที่สุดว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนั้นก็มีส่วนครับท่านประธาน มีส่วนอย่างไรครับ บ้านเมืองเรา ทำประชามติอยู่ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองมีมาตรา ๔๔ อยู่ มีกฎหมายพิเศษอยู่ ในบางพื้นที่ ยังมีกฎอัยการศึกอยู่อันนี้มีผลกระทบแน่นอน เพราะไม่มีการเปดดให้มีการรณรงค์ให้ความรู้ กับประชาชนอย่างเสรี คนที่ออกมาคัดค้าน ต่อต้าน รณรงค์เพื่อที่จะให้ประชาชนเห็นจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าไม่ควรลงคะแนนเสียงให้ ทำไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานก็เห็นว่า มีการถูกจับ มีการพาไปปรับทัศนคติอย่างไรบ้าง เราก็ถือว่าเป็นการรณรงค์ที่ไม่แฟร์ (Fair) ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถที่จะทำอะไรก็ได้
ส่วนที่ ๔ การใช้กลไกรัฐ สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ ท่านประธานก็เห็นนะครับ สื่อสารมวลชนในส่วนของรัฐได้ใช้วิธีการต่าง ๆ โฆษณาชวนเชื่อ ออกรายการสารพัดเลย เหมือนกับอะไรครับ เหมือนกับมีการแข่งขันชกมวยกันแล้วอีกฝ่ายหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้า และอีกฝ่ายหนึ่งก็ชก ชกข้างเดียวครับท่านประธาน ก็เลยเป็นที่มาแบบที่ผมเห็นนี่ละครับ คืออาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผมว่ามีส่วนสำหรับผลประชามติที่ออกมาเช่นนี้ครับ
ตรงนี้สำหรับการเสนอญัตติของผมครับ พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการศึกษาข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญและนำมาแก้ไข พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตราเดียวครับท่านประธาน คือต้องการให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ หมวด ๑๕ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่าทำไมมาแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ต้องขอเรียนกับ ท่านประธานว่ามาตรา ๒๕๖ เป็นมาตราที่เขียนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเหมือนกับไม่เขียน ให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นละครับ คือแก้ยากมากครับ มีสัดส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระที่ ๑ กับวาระที่ ๓ วาระที่ ๑ ต้องเรียนกับท่านประธานว่ากำหนด เงื่อนไขพิเศษต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นั่นก็หมายความว่า ส.ส. บวก ส.ว. ต้องได้ไม่น้อยกว่า ๓๗๕ เสียงของ ๒ สภา และในนั้นก็ต้องมี ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๘๔ เสียง ผมคิดว่าเริ่มต้นแค่ผมอภิปรายไปแตะเรื่อง ส.ว. นิดหน่อยแล้วก็มาขอ ผมว่า ยากมากครับ ข้อนี้ในวาระที่ ๑ เป็นเรื่องที่ยากมาก วาระที่ ๒ ก็เป็นเรื่องปกติ ใช้เสียงข้างมาก แต่วาระที่ ๓ ท่านประธานครับ วาระที่ ๓ ต้องเห็นชอบด้วยใช้เสียงของ ส.ส. อีกจำนวนหนึ่งครับ นั่นก็คือว่าต้องมี ส.ส. จำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลหรือในสภา ตรงนี้ผมคิดว่ามาตรา ๒๕๖ เขียนล็อกไว้ประมาณ ๓ ล็อก ล็อกไว้ ๓ ชั้นครับ
ล็อกแรกก็คือเรื่องใช้ ส.ว. ซึ่งแต่งตั้งโดยอำนาจพิเศษ ๒๕๐ คน ซึ่งเอามาจาก ๘๔ คนมาล็อกไว้ก่อนชั้นแรกในการแก้ไข
ล็อกที่ ๒ เอาล็อกศาลรัฐธรรมนูญ เสร็จจากเรื่องนั้นแล้วเอาศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นล็อกที่ ๒ ก็คือว่าถ้าร่างเสร็จแล้วก็เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดก็ต้องมีอันตกไป
ล็อกที่ ๓ อีกล็อกหนึ่งก็คือล็อกประชามติ ล็อกประชามติอันนี้ผมไม่ติดใจ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ว่ามาตราใด หมวดใด ใจผมอยากจะ ให้มีการทำประชามติครับ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเกราะป้องกันหรือแก้คำครหาว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามติมาด้วยเสียง ๑๖ ล้านเสียง พวกคุณจะมาศึกษาและมาแก้ไข โดยไม่ผ่านประชามติ หรือไม่เอาประชามติมาลบล้างเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อันนี้ผมเห็นว่า อย่างไรก็ตามประชามติต้องทำ แต่คำว่า ล็อกด้วยประชามติครั้งที่ ๓ ท่านประธานก็ต้องรู้ว่า ถ้าสมมุติฝ่ายที่ไม่สนับสนุนให้มีการแก้ไขแล้วฝ่ายนั้นอยู่ในอำนาจรัฐ แล้วก็สามารถที่จะใช้ กลไกรัฐทั้งหมดแล้วก็ต่อต้านไม่ให้ประชามติเรื่องการแก้ไขนี้ผ่าน มันมีความเป็นไปได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สำเร็จ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าในรายละเอียดของจุดอื่น ๆ ผมก็ได้แต่พูดเกริ่นไว้ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนก็คงจะอภิปรายชี้จุดอ่อนให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะแก้ไขตรงไหนบ้าง แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามาตรา ๒๕๖ เป็นมาตราเดียว ที่ผมเห็นว่าควรที่จะแก้ไข เพราะเป็นกุญแจดอกแรกของบ้าน ถ้าหากว่าเราจะไปตกแต่งบ้าน หรือไปจัดเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ภายในห้องนอน ถ้าเราไม่สามารถไขกุญแจประตูห้องนอน ประตูบ้านได้ แน่นอนที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะไปจัดโซฟา ไปจัดโต๊ะเครื่องแป้ง ไปจัดที่นอน หมอน มุ้ง จะไปทำอะไรไม่ได้เลยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้รับการแก้ไขในมาตรา ๒๕๖ แล้วเป็นเรื่องยากมากสำหรับการจะไปแก้ไขในมาตราอื่น ๆ มาตรา ๒๕๖ การเขียนในรายละเอียดล็อก ๓ ชั้นแบบนี้ ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจ จากทุกฝ่าย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ตัวคณะรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาแล้วนี่แก้ไม่ได้เลย ทำได้อย่างเดียวก็คือเขียนมาเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับเดียว อย่างเดียวเท่านั้นถึงจะแก้ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมต้องการ ให้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๕๖ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ต่อไปครับ
๕.๘๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายนิกร จำนง และนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านนิกร จำนง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะผู้เสนอญัตติโดยมีผู้ร่วมเสนอ อีกท่านคือท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และมีผู้รับรองญัตตินี้จากพรรคชาติไทยพัฒนาอีก ๖ ท่าน คือท่าน ส.ส. ธีระ วงศ์สมุทร ส.ส. นพดล มาตรศรี ส.ส. อนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส. สรชัด สุจิตต์ ส.ส. พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ส.ส. เสมอกัน เที่ยงธรรม ที่จริงก็อยากจะขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการแต่ว่าเสียงของพรรค ไม่พอ ผมก็เลยเสนอเป็นญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ เพราะว่าพรรคอื่น ๆ จะไปขอคะแนน ผมคิดว่าทุกคนก็มีวาระที่อยากจะแก้กันทั้งนั้น ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลสำคัญในการ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้คือปัญหาสำคัญมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประเด็นแรกก็คือมีที่มาของกรรมการมาจากอำนาจรัฐประหารซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับเรื่องนี้คือที่มามีปัญหา แล้วระบบการเขียนขึ้นมาก็ไม่ได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เท่าที่ควร ประชาชนจำนวนมากจึงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นจำนวนมากเลย แล้วก็เรียนท่านประธานเลยว่าผมเองก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตั้งแต่ต้น ในช่วงนั้นผมเป็นสมาชิก สปท. อยู่ แล้วก็มีการเอารัฐธรรมนูญมาชี้แจง ในที่ประชุม ผมอภิปรายคัดค้านไปหลายส่วน ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารงานแผ่นดิน โดยเฉพาะให้ความเห็นทักท้วงไป แต่สุดท้าย ผมไปลงประชามติไม่เห็นด้วย แต่ผลของการประชามติตามที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วก็คือว่า แพ้ในฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย ปรากฏว่ามีการเห็นด้วยแต่จำนวนไม่มากนัก เห็นด้วยเป็นจำนวน ที่ได้กล่าวแล้ว
ทีนี้ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมจากที่สมาชิกได้กล่าวไปแล้วก็คือในการลงคะแนน เห็นชอบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีประเด็นที่สำคัญที่ต้องพิจารณา ผมยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า อาจจะเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างที่ชัด ๆ ก็คือว่า อดีตท่านประธานที่ปรึกษาพรรค ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ช่วงนั้นท่านได้บอกกับพวกผมว่า พวกผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างมาก ท่านบอกว่าผมจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลเนื่องจากท่านมีความเห็นว่าประเทศไปไม่ได้แล้ว ผมอยากจะรับเพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพราะถ้ามีการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น พวกเราไม่เห็นด้วย ท่านเห็นด้วยก็ลงคะแนน กันไปคนละทาง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง
แล้วอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างจะคลาสสิก (Classic) คือมันเป็น การย้อนแย้ง ช่วงนั้นท่านประธานคงจำได้ หลายพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นส่วนใหญ่ก็พยายามออกไปพูดไม่ให้ประชาชนยอมรับ ผมจะอ้างเพื่อนนักการเมือง คือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เขามาบ่นกับผมว่าเรื่องนี้ทำท่าจะแย่ เพราะผมไปพูดกับประชาชน พออ้าปากจะพูดว่าไม่ให้ลงคะแนนให้รัฐธรรมนูญคือไม่ยอมรับ ประชาชนพูดสวนมาก่อนว่า ท่าน ส.ส. ผมจะไปลงคะแนนรับรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ท่านได้กลับมาเป็น ส.ส. ของผม
ทีนี้ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าในช่วงนั้นพรรคการเมืองที่เราไปรณรงค์ไม่รับ รัฐธรรมนูญเราเปดดเวทีไม่ได้จากคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง เปดดเวทีก็ไม่ได้ ดังนั้นได้ไป พูดเฉพาะวงแคบ ๆ ในวงกว้าง ๆ เห็นไปทางนี้กันเยอะแยะไปหมดก็คือว่าอยากจะมีการรับ รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการเมืองของประเทศ ตรงนี้จะเป็นเหตุผลใหญ่ ดังนั้นการอ้างประชามติที่ว่าก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาอยู่ในการอ้างว่า ทำประชามติแล้ว เรื่องประชามติที่ว่าอาจจะมีปัญหาว่านำมาอ้างไม่ได้
เหตุผลที่ ๒ ครับท่านประธาน ในประเด็นแรกเรื่องการต้องแก้เพื่ออะไรครับ เพื่อเหตุผลที่ว่าอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเบื้องต้นได้รับการยอมรับ คือการแก้เพื่อให้ มีการตั้งกรรมการขึ้นมาและที่สำคัญก็คือใช้สภาผู้แทนราษฎร ช่วงนั้นเราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร การที่สภาผู้แทนราษฎรของเราได้มีส่วนในการแก้ไขจะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชน โดยแท้ การที่ประชาชนยอมรับจะเป็นเรื่องดีมาก ผมอยากจะเรียนว่าการตั้งคณะกรรมการ ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะช่วยให้ประชาชนมีส่วนในการออกความเห็น ฉบับนั้นประชาชน ไม่ได้ออกความเห็นกันสักเท่าไรเลย การรับฟังความเห็นส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวหมดครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาข้อที่ ๒ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันขณะนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่ามีปัญหามากในเรื่องการบังคับใช้อย่างชัดเจน คือประเด็นอย่างที่ว่าท่านประธาน คงจะทราบเรื่องมาตรา ๑๔๔ ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เกิดจากการที่ว่าคนที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมองนักการเมืองแบบพวกเราเป็นด้านลบ มีการกำหนดไว้ ห้ามไว้เด็ดขาดในการที่จะ ไม่ให้แตะเรื่องงบประมาณเลย จริงอยู่ในอดีตอาจจะมีปัญหา ส.ส. ในอดีตเรามีงบ ส.ส. สุดท้ายก็ถูกตัดไป ตอนหลังเราทำบันทึกของบประมาณไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาได้บ้าง สุดท้าย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปแตะเลย แทบจะไม่ให้พูดถึงเสียด้วยซ้ำและมีการ กำหนดไว้ ผมก็ได้เคยอภิปรายเรื่องนี้ตอนช่วงที่เขาเข้าไปนำเสนอใน สปท. ผมยกตัวอย่างว่า อย่างนี้ ในอดีตผมเคยเป็นรัฐมนตรีมี ส.ส. ในสภาพูดเรื่องความขาดแคลนเรื่องสถานีขนส่ง ผมได้ฟังแล้วก็เชื่อตามนั้น ก็เอาเรื่องเข้า ครม . ครม. ก็เห็นด้วยอนุมัติเป็นงบประมาณเพื่อไป สร้างสถานีขนส่ง แต่ถ้าตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามมาตรา ๔๔ ถ้าหากว่าเป็นไปอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาจริงแต่พอ ส.ส. มาพูด ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีผมรับไปแล้วไปทำ หลุดหมดครับ ตั้งแต่ ส.ส. ที่เสนอก็ไปเกี่ยวข้องไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐมนตรีที่รับเรื่องไปก็มีปัญหา เอาเข้า ครม. ถ้า ครม. เห็นชอบด้วย ครม. หลุดทั้งชุด หน่วยงานอย่างสำนักงบประมาณ ที่อนุมัติงบให้อาจจะต้องมีปัญหาด้วยครับ โทษที่เช็ก (Check) ๒๐ ปี แล้วก็ต้องคืนเงิน งบประมาณด้วย ลักษณะแบบนี้มันเป็นการกำหนดที่ดูเหมือนจะเกินไป อาจจะมองในแง่ลบ เกินไป คือไปแก้ปัญหาหนึ่ง จริงอยู่ปัญหาเรื่องงบประมาณอาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องการ แทรกแซง แต่ไม่ควรจะมีการเขียนกำหนดไว้แบบนี้ควรจะมีการผ่อนคลาย เพราะปัญหาของ ประชาชนเป็นเรื่องงบประมาณ เท่ากับว่าถ้าหากตัวแทนของเขาไม่สามารถจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ได้เลยแล้วเราจะทำอย่างไรกัน ท่านประธานที่เคารพครับ
นอกจากนั้นปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่อยากจะพูดประเด็นนี้มากนัก เดี๋ยวหาว่าเป็นการแก้ของนักการเมืองอย่างเดียวนะครับ ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งก็ชัดเจนแล้วว่า มีปัญหามาก ในเรื่องการคำนวณก็ดี ในเรื่องการจัดการก็ดี บางส่วนก็เป็นปัญหาของการ ออกกฎหมายลูก แต่ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกในการเขียนไว้ในบทถาวร ปัจจุบันนี้เป็นบทเฉพาะกาล มีการเลือก แต่งตั้ง ถือว่ามาจากการแต่งตั้ง แต่ถ้าเป็นไปตามนั้น การกำหนดว่าเป็น ๒๐ อาชีพ และให้เลือกไขว้กันโดยที่ไม่รู้จักกันเลย ผมเชื่อว่าตรงนั้นก็จะ มีปัญหา นี่เป็นปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่ามีปัญหาแน่ ซึ่งตรงส่วนนี้ก็ควรจะมีการแก้ไข ดังนั้นในส่วนนี้อยากจะเสนอให้สภาที่มาจากประชาชนเราต้องช่วยกันศึกษาว่าส่วนของการ บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไปกระทบต่อประชาชนโดยตรงมีอะไรบ้าง แล้วก็ควรจะแก้เสีย ให้หมดให้ดีกว่าเดิม แต่ที่สำคัญอยากจะมีหมายเหตุไว้ต่อคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาว่า ในประเด็นตรงนี้ไม่ควรจะเอาเรื่องของการเมืองนำหน้า ควรจะเอาเรื่องของประชาชนเป็นหลัก เพราะขณะนี้พวกเราจะโดยอะไรก็แล้วแต่เราเป็นจำเลยนะครับ มองว่านักการเมืองไม่ดี ดังนั้นถ้าเราจะแก้กันเพื่อเป็นเรื่องของการเมืองนำหน้าอย่างเดียวก็จะเป็นปัญหากับเราได้ครับ
ประเด็นสุดท้ายที่คิดว่าเป็นเหตุผลเป็นปัญหาที่จะต้องมีการแก้ไขเรื่อง รัฐธรรมนูญก็คือผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีปัญหาในการทำลายตัวเองในอนาคตอันใกล้ คือทำลายตัวเองเพราะเขียนมาแทบจะแก้ไขไม่ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องนี้ อยากจะเรียนว่าท่านสมาชิกก็ได้พูดไปแล้วว่ามันมีประเด็นอยู่หลายประเด็นมากที่แก้ไม่ได้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบอกว่า ๓ ชั้น ของผม ๕ ชั้น คือเดิมก่อนหน้านี้เป็นค่ายกล ๗ ดาวก็คือล็อกไว้ ๗ ด่าน แต่ตอนนี้เหลือ ๕ ด่าน ด่านที่ ๑ ที่ได้กล่าวแล้วก็คือว่าต้องมี ส.ว. สมาชิกวุฒิสภามาร่วมด้วย ๑ ใน ๓ เราคิดกลับด้านกัน สมมุติว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ส.ส. ทั้งหมดเราเห็นร่วมกันหมดเลย ๕๐๐ คน บวกกับ ทาง ส.ว. อีก ๒ ส่วน รวมแล้วก็คืออีก ๒ ใน ๓ ก็คือ ๑๓๔ คน รวมกันทั้งหมด แต่ถ้าหากว่า ๘๔ คนไม่มาร่วมด้วย หมายความว่างดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วยสัก ๘๔ คน เราทำไม่ได้แล้ว ในวาระที่ ๑ ประเด็นคืออย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้ามีคนไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ต้อง ไปหาเสียง ฝ่าย ส.ส. หรือ ส.ว. ๑๐๐ กว่าท่านนั้นแค่ล็อกเอาไว้ คือหาเสียงแค่ ๘๔ คน เราก็ไปไม่ได้แล้วครับ คือเกิดไม่ได้แล้ว มาจับด้านนี้ง่ายกว่านะครับ
การล็อกลั่นดาลส่วนที่ ๒ ก็คือในการแก้ไขกับดัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพรรค ฝ่ายค้าน ตามมาตรา ๒๕๖ (๖) หมายความว่าพรรคต่าง ๆ ต้องได้เสียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของฝ่ายค้านครับ ในส่วนนี้ก็เหมือนกันถ้าหากว่ามีความพยายามที่จะล็อกเราก็ไปต่อไม่ได้ เป็นการเขียนเอาไว้
ด่านที่ ๓ เหมือนเมื่อสักครู่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภามาเห็นด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เหมือนข้อแรกเมื่อสักครู่นี้ ส่วนสำคัญคือล็อกในการกำหนดว่าจะต้องมีการลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากในการลงประชามติที่กำหนดไว้อย่างนี้ ผมว่ามันเป็นการซ่อนเอาไว้ ที่จริงแล้วในหมวด ๑ คือบททั่วไปและหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ควรจะมีการทำประชามติเห็นด้วยมาก เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่แตะต้องอยู่แล้วเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีการซ่อนเอาไว้ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์กรอิสระ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องทำประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมองเห็น ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างนี้ เพราะถ้าหากว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตรงส่วนนี้ เราจะต้องใช้งบประมาณถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการทำประชามติ ดังนั้นหมวด ๑ กับหมวด ๒ เห็นด้วยเป็นเรื่องสำคัญ แต่หมวดอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตรงนี้องค์กรอิสระอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเห็นว่าไม่ควร สภาหรือรัฐสภาควรจะแก้ไขได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำประชามติก่อนในส่วนนี้ เป็นการล็อกที่เอาเปรียบเกินไปนะครับ
ในส่วนต่อมาด่านสุดท้ายก็คือพอมาถึงตรงนี้แล้วก็จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอีก มีการเข้าชื่อกันได้แล้วก็ส่ง ตรงนี้ก็เป็นกลไกปกติ ตามที่ได้กล่าวแล้ว ๕ ชั้นที่ว่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขแทบจะไม่ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีปัญหาตรงไหน ที่เป็นฉบับของประชาชน ที่เราชื่นชมกันนัก เป็นปัญหาเหมือนกันท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการกำหนด ว่าในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำได้ยากมาก ทีนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ประกาศใช้ตลอดมา มีเรื่องบวก บวก บวก แต่ว่าจุดสุดท้ายเขาปรับตัวไม่ได้ ผมจะเรียนท่านประธานว่าในช่วงนั้น มีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเราเขียนรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ จะต้องมีเสียง ๑๒๕ ที่นั่ง ถึงจะอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เสียงฝ่ายค้านไม่พอตอนนั้น พอไม่พอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทีนี้พอสภาจัดการตัวเองไม่ได้ อภิปรายไม่ได้มันก็ลุกลาม ต่อเนื่องไป มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีอะไรขึ้นมา ไม่สามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่า ให้ ครม. ประชาชนตอนนั้นก็ไม่มีสิทธิจะแก้ ดังนั้นมันก็นำไปสู่ปัญหาทางการเมือง สุดท้าย โดยการที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับปี ๒๕๔๐ ไม่สามารถที่จะแก้ไขตัวเองได้ ให้ปรับไป ตามสถานการณ์ได้ ก็เลยทำลายตัวเอง สุดท้ายก็ถูกฉีก ฉบับนี้ก็เหมือนกันท่านประธานครับ ที่เขียนไว้อย่างนี้ อย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรียนท่านประธานว่ามีภูมิคุ้มกันจำนวนมาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ประชาชนเห็นด้วยมากนะครับ แล้วก็มีส่วนดี ๆ มากมาย มีภูมิคุ้มกันมาก ยังยันไม่อยู่ เพราะว่าปรับตัวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่ได้ นับประสาอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับ ฉบับปัจจุบันที่ว่าแทบจะแก้ไม่ได้เลย ดังนั้นถ้าผมพูดได้ว่า ถ้าจะยกเอาปรัชญาที่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญเป็นมนุษย์นี่นะครับท่านประธาน จะบอกว่าคนเรานั้นไม่สามารถจะเลือกเกิดเองได้ เลือกที่เกิดได้ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดมาจาก กรธ. ที่ตั้งมาโดยคณะรัฐประหาร รัฐธรรมนูญเขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะอยู่ให้ดีได้ ก็หมายความว่าถ้าเราจะแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา อยู่ในปัจจุบันดัดแปลงให้ดีขึ้นแล้วก็เลือกที่จะตายได้ หมายความว่าตายให้ถึงเวลาอันควร อยู่ไปให้นานช่วยรับใช้ประเทศชาติไป ดังนั้นการที่ว่าเราจะแก้ผมเลยเสนออย่างนี้ครับว่า ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวแล้วท่านประธาน ทางพรรคชาติไทยพัฒนาจึงยื่นญัตติขอให้มีการศึกษา เพื่อจะให้มีการแก้ปัญหาการไม่ยอมรับของประชาชนในส่วนต้น คือเป็นที่มา นี่เป็นปัญหา ในอดีต ปัญหาในปัจจุบันคือปัญหาในรัฐธรรมนูญอย่างมาตรา ๑๔๔ ก็ดี มาตราเรื่องการเลือกตั้ง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งก็ดีก็แก้ไขเสีย แล้วสุดท้ายแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่ ๆ ในอนาคตก็คือการที่ว่าไม่สามารถจะปรับตัวได้ไปกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัญหาตรงนี้ จะนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีการฉีกตรงนี้ถ้าแก้ไขไม่ได้เลยมันจะทำความเสียหาย กับประเทศอย่างรุนแรงมาก ดังนั้นผมขอเสนอให้มีการพิจารณาอยากให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจึงขอเรียนมายังท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเพื่อพิจารณา ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณ ท่านนิกร จำนง ต่อไปครับ
๕.๙๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายวิเชียร ชวลิต เป็นผู้เสนอ)
ต่อไปเชิญ คุณวิเชียร ชวลิต ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเป็นผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้มีการพิจารณา รวมญัตติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้สภาได้พิจารณา ญัตติที่มีเรื่องทำนองเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันเพื่อพิจารณาพร้อมกัน ก่อนอื่นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นหลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมอยากจะ เรียนว่า
ประการแรกประเทศเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบันประกาศใช้ ไปแล้วจะเรียกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือบางครั้งอาจจะมีคำว่า ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งหมด ๒๐ ฉบับ ใน ๒๐ ฉบับนี้เราใช้มา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันก็ประมาณ ๘๐ กว่าปีแล้ว คำนวณแล้วฉบับหนึ่งเฉลี่ยก็ ๔ ปีเศษ ก็ไม่มากไม่น้อย แต่รัฐธรรมนูญ ๒๐ ฉบับที่มี มีเพียง ๑๒ ฉบับที่เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็มีที่มาจากการมีกระบวนการในการ พิจารณายกร่าง แล้วก็มีทั้งดำเนินการโดยคณะรัฐประหารก็อยากจะเรียนว่าในนั้นมี ๘ ฉบับ ที่เป็นฉบับชั่วคราว แล้วทั้งหมด ๒๐ ฉบับยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร ๑๐ ครั้ง สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่ารัฐธรรมนูญของไทยในฉบับก่อน ๆ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนถึงปี ๒๕๔๐ ผมอยากเรียนว่าก่อนหน้านั้นกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา มีความแตกต่างกันหลายประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าเดิมทีเดียว ก่อนปี ๒๕๔๐ รัฐสภาถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแล้วก็ทำหน้าที่ในทุก ๆ เรื่อง หรือมีประเด็น ทางการปกครองอะไรก็ตามจะมาตัดสินวินิจฉัยที่สภา อาจจะมีสภาผู้แทนราษฎรหรืออาจจะ มีวุฒิสภา แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ก็จะมีอยู่ทั้งหมด ๕ ฉบับ ๓ ฉบับเป็นฉบับถาวรก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ๓ ฉบับนี้เป็นฉบับถาวร และ ๒ ฉบับก่อนหน้านี้ ก็ถูกยกเลิกไป แล้วก็มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาบังคับใช้ สิ่งที่แตกต่างไปในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็คือว่า
ประการแรกก็คือ มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นในระบอบการปกครองของไทยเป็น ครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา
ประการที่ ๒ ก็คือสภาไม่ใช่ผู้มีอำนาจแทนปวงชนชาวไทยในทุก ๆ เรื่อง เพราะอะไร เพราะสภาได้ถูกลดอำนาจลงเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย ก็คือทำหน้าที่นิติบัญญัติ และเป็นผู้ควบคุมฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นลักษณะที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเกิดข้อขัดแย้งประการใด ก็ตามสภาไม่ใช่ที่ตัดสินทั้งหมด อำนาจในการวินิจฉัยก็จะอยู่ที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ นี่คือ ผลที่นำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะนำไปสู่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความพิเศษขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมาค่อนข้าง จะซับซ้อนแบ่งหมวดถึง ๑๕ หมวด แล้วก็เดินตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมอยากจะเรียน กับท่านประธานว่าโดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถ้าท่านทั้งหลายและพี่น้องประชาชน ได้อ่านหลังจากที่ลงประชามติไปแล้ว ถ้าได้อ่านโดยละเอียดจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๖๐ มีความเหมือนกันหลายประการ โดยเฉพาะหลักประกันในเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ การคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นถ้าเราได้ยินได้ฟังว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ได้ดูแลพี่น้องประชาชน ผมอยากจะเรียนด้วยความเคารพว่า ถ้าเราไปอ่านและพิจารณาในรายละเอียดในมาตราต่าง ๆ ต้องขอบคุณทางสภาผู้แทนราษฎร ได้กรุณาทำข้อเปรียบเทียบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ถ้าท่านไปพิจารณา จะเห็นว่ามีหลายมาตราและเป็นส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติสอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญหรือเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าความแตกต่าง อยู่ที่กระบวนการในการบัญญัติกฎหมายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าถ้าเรา พิจารณารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยความเป็นธรรมก็จะเห็นข้อแตกต่างบางประการ ที่บัญญัติจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และก่อนที่จะไปดูว่ามีเรื่อง ที่น่าสนใจและสำคัญอย่างไร ผมอยากจะเรียนว่าเราควรจะไปดูว่าบทบัญญัติในการแก้ไข รัฐธรรมนูญมีหลายท่านได้พูดถึงการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นได้บัญญัติการแก้ไขเพิ่มเติมไว้เป็นหมวดหนึ่ง บัญญัติอยู่ในมาตรา ๒๕๕ และมาตรา ๒๕๖ ในมาตรา ๒๕๕ นั้นมีบทบัญญัติเหมือนกันทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บทบัญญัติดังกล่าวนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า กำหนดไว้ ที่สำคัญก็คือว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และประการที่ ๒ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับที่เราถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย ซึ่งทุกคน เคารพยกย่องแล้วก็นับถือกันอยู่ ก็อยากจะเรียนว่ามีบทบัญญัติเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งมีบทบัญญัติต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บางประการ ซึ่งผมอยากจะหยิบยกว่า ในบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ ได้ระบุว่าใครบ้างที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็คือคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๕ หรือประมาณ ๑๐๐ คน ถ้าเป็น ๒ สภาก็คือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกันก็ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ คน หรือประชาชนมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นะครับ ในการเสนอนั้นจะต้องทำเป็น ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาใน ๓ วาระ อันนี้เป็นขั้นตอนของการพิจารณาหรือเสนอ ร่างกฎหมายโดยปกติจะต้องดำเนินการดังกล่าว แล้วก็จะต้องมีบันทึกประกอบ ที่สำคัญก็คือ มีทั้งหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลที่มาที่ไปของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีสรุป วิเคราะห์ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเกิดผลกระทบและเกิดผลดีอย่างไร นี่คือการเสนอร่าง ในวาระที่ ๑ จะต้องมีการลงมติโดยเปดดเผยก็คือการขานชื่อของสมาชิกที่จะร่วมกันพิจารณา ว่าจะรับหลักการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา ๒๕๖ ได้ระบุว่า ต้องเป็นความเห็นร่วมของสมาชิกหรือเป็นการประชุมรัฐสภาที่มีเสียงตั้งแต่ ๓๗๕ ท่านขึ้นไป แล้วใน ๓๗๕ จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วยไม่ต่ำกว่า ๘๔ ท่าน เพราะฉะนั้นทั้งหมด ก็คือ ๒๙๑ บวก ๘๔ เป็นอย่างน้อยก็จะได้ ๓๗๕ แล้วในวาระที่ ๒ จะต้องมีการพิจารณา เรียงมาตรา ซึ่งอันนี้เป็นไปตามปกติของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในวาระที่ ๓ ก็จะต้องดำเนินการเหมือนกันก็คือเปดดเผยแล้วก็เรียกชื่อต้องมีเสียงมากกว่า ๓๗๕ ท่าน และมีเงื่อนไขพิเศษในวาระที่ ๓ ก็คือว่าจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นฝ่ายค้านก็คือพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือเป็นประธานหรือรองประธานสภามากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของทุกพรรครวมกันนะครับ แล้วก็ต้องมีสมาชิกวุฒิสภามากกว่าหรือเท่ากับ ๘๔ ท่าน อันนี้ก็คือกระบวนการในการพิจารณาแล้วก็ดำเนินการ เมื่อเสร็จแล้วจะต้องรอไว้ ๑๕ วัน ถึงจะเสนอทูลเกล้าฯ ได้
มีประเด็นเพิ่มเติมอีกก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเงื่อนไขพิเศษ ก็คือว่าถ้ามีการแก้ไขในหมวด ๑ ก็คือบททั่วไป ถ้าท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญบททั่วไป ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ และฉบับปี ๒๕๖๐ เหมือนกันทุกประการ หมวด ๒ บทว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ กรณีถ้ามีการแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาล และองค์กรอิสระ ทั้ง ๒ ประเด็นใหญ่นี้จะดำเนินการได้ต้องจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ตามกฎหมาย ทั้งหมดเมื่อผ่านแล้วก่อนที่จะเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย ต่อไป สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๑๐ สามารถเสนอเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขดังกล่าว ขัดกับมาตรา ๒๕๕ หรือมาตรา ๒๕๖ (๘) หรือไม่ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เวลา ๓๐ วัน นี่คือเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติที่เรียกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยากเหมือนกัน เพราะอะไรครับ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีบทบัญญัติพิเศษในการแก้ไขเพิ่มเติม จากร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ กระบวนการส่วนใหญ่เป็นกระบวนการปกติในการพิจารณา ร่างกฎหมาย ทีนี้ผมเรียนถึงการแก้ไขแล้ว ในการที่ผมได้นำเสนอญัตติเพื่อเสนอให้มีการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นก็เหตุที่ว่าผมในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้วก็ เป็นผู้เสนอให้มีการศึกษาและตั้งกรรมาธิการดังที่ผมได้นำเรียนแล้ว เพราะเหตุว่ามีบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะบัญญัติไว้ ในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ ซึ่งในครั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพิเศษก็คือว่าภายใน ๑ ปี หลังจากที่มีการเลือกตั้งและ กกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หากมีการเลือกตั้งด้วยเหตุ กรณีทุจริตภายใน ๑ ปีจะต้องมีการนำผลการลงคะแนนมาคำนวณใหม่ ซึ่งผมเรียนว่า ถ้ามองแบบเผิน ๆ จะเห็นว่าก็เป็นเรื่องที่ดีเมื่อมีการลงคะแนนใหม่ก็ควรจะมาคำนวณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แต่ผมอยากจะเรียนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือหากไม่ว่าผู้ใด ก็ตามเป็นรัฐบาลและในปีแรกไม่สามารถจะยืนยันได้ว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียง ข้างมากในสภามีความไม่มั่นคงใน ๑ ปี ก็จะเกิดผลกระทบ เพราะว่าการคำนวณทุกครั้ง ก็จะมีผลกระทบต่อเสียงในสภา นั่นเป็นเครื่องบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาล โดยที่รัฐบาล ไม่สามารถจะดูแลในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งผมเรียนว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อสถานะความมั่นคง นั่นก็แปลว่าการบริหารจัดการประเทศก็อาจจะมีความอ่อนแอ ซึ่งขออนุญาตเรียนเสนอว่า ความไม่แน่นอนตรงนี้นำไปสู่เรื่องของเสถียรภาพ และอาจจะเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ในระหว่าง ๑ ปีหากมีการเลือกตั้ง การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและโดยเฉพาะ พรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภามีผลกระทบต่อการลงคะแนนในแต่ละครั้ง นั่นก็แปลว่าการปฏิบัติ หน้าที่อาจจะเกี่ยวโยงไปถึงกระบวนการในการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งในแต่ละที่ไปด้วย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่น่าจะไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะเรียนก็คือว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ในคราวนี้ได้มีบทบัญญัติที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็คือว่า ในเรื่องของสัดส่วนในกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่าเดิมทีเดียวนั้นได้มี การกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้คิดสัดส่วนโดยคำนึงถึงพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมือง ทีนี้มีการแก้ไขหรือบัญญัติขึ้นใหม่ ตัดคำว่า กลุ่มการเมืองหรือพรรคเล็กออก สิ่งที่เป็นผลกระทบ ก็คือว่าทำให้สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถมีอัตราส่วนที่นั่ง ในกรรมาธิการได้เกิดข้อเสียเปรียบ หรือเกิดสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันของสมาชิกในสภาแห่งนี้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนว่าเกิดผลกระทบต่อการตั้งกรรมาธิการแล้วก็ทำให้เกิด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะที่มีอัตราส่วนไม่เพียงพอ ที่จะมีที่นั่งในกรรมาธิการ
มาตราต่อไปที่เป็นปัญหาโดยเฉพาะ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ขณะนี้ทำหน้าที่อยู่ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ อยู่ด้วย การทำหน้าที่ของกรรมาธิการนั้นมีหน้าที่ในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาแห่งนี้ได้อนุมัติหลักการไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในกรรมาธิการ ก็คือทุกคนก็มีความรู้สึกกังวลกับบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๔ โดยเฉพาะในวรรคสองนะครับ ซึ่งบัญญัติไว้ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติในทางที่จะมีผลกระทบต่อเรื่อง ของการพิจารณาเพิ่มหรือแปรญัตติเพิ่มในงบประมาณ ซึ่งถ้อยคำในรัฐธรรมนูญเวลานี้ ก็ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าห้ามขนาดไหน อย่างไร ซึ่งทุกคนก็กลัวหมด ฉะนั้นการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเลยเกิดข้อสงสัยว่าตกลงการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะสามารถนำเสนอปัญหาความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ตัวเองเป็นผู้แทน ของปวงชนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่และรับฟัง รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ว่า ไม่สามารถจะพูดได้ ไม่สามารถจะแปรญัตติได้ ก็เกิดข้อสงสัยว่าเราจะทำหน้าที่ของเราได้ สมบูรณ์อย่างไร หรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการที่มีบทบัญญัติ ในวรรคสองของมาตรา ๑๔๔ นั้น เจตนาก็คือป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อไป หาประโยชน์หรือทุจริตประพฤติมิชอบ แต่การเขียนข้อความหรือถ้อยคำที่ทำให้เรากลัว ทำให้อาจจะถูกกล่าวหาได้ สมควรที่จะมีการจำกัด แต่ควรจะมีความชัดเจนที่มีขอบเขตที่ทำ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ และสามารถนำเสนอปัญหาความต้องการ ที่เกิดขึ้นจริง และเป็นข้อเท็จจริงที่ควรจะนำไปสู่การพิจารณาเพื่อให้รัฐจัดสรรงบประมาณ ไปดูแลในส่วนที่ขาดหรือส่วนที่สมควรจะดูแลพี่น้องประชาชนได้
และอีกส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็คือว่า บทบัญญัติ ในมาตรา ๑๕๐ ซึ่งเขียนเอาไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเกิดผลกระทบเพราะทราบว่าบทบัญญัติดังกล่าว อาจจะใช้อยู่ในประเทศที่เราถือว่าเป็นประเทศต้นแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาก็คือประเทศอังกฤษ เมื่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของเราไม่มีบทบัญญัติใด ที่ระบุให้คณะรัฐมนตรีต้องมานั่งร่วมประชุมสภา เพราะฉะนั้นการเปดดโอกาสให้สมาชิกสามารถ ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทำให้การบริหารจัดการหรือการจัดการ ในเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่ยุ่งยาก และเป็นประเด็นปัญหาว่าการตั้งกระทู้ถามนั้นจะทำให้ รัฐมนตรีสามารถมาตอบได้หรือไม่ อย่างไรในกระบวนการจัดการ ซึ่งท่านประธานก็เป็นผู้ที่ทราบ เรื่องนี้อย่างดี ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นประเด็นปัญหา อันนี้เป็นประเด็นปัญหาที่ผม หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการที่จะได้พิจารณาศึกษาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้ มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเรียนในตอนท้ายนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น ในเนื้อหามีบทบัญญัติที่ใกล้เคียงและมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีบทบัญญัติที่เป็นไป ตามหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเราถือว่าเป็นฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งอยากจะเรียนว่าฉบับปี ๒๕๖๐ นั้นสอดคล้องกับปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนใหญ่นะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนว่าเราควรพิจารณาในส่วนที่เป็นประเด็น ปัญหาในการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติ ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ต่อไปครับ
ขอบคุณ ท่านวิเชียร ชวลิต ต่อไป
๕.๑๐๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (นายจตุพร เจริญเชื้อ เป็นผู้เสนอ)
เชิญคุณจตุพร เจริญเชื้อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจตุพร เจริญเชื้อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ จะว่าไปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราเพิ่งมีการบังคับใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ หากนับถึง วันนี้เวลาเพียงแค่ ๒ ปี ๘ เดือน แต่ว่า ๒ ปี ๘ เดือนตัวผมเองก็พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีข้อบกพร่องหลายประการ ซึ่งสมควรที่จะต้องนำมาศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง อันนั้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยนะครับ สำหรับข้อบกพร่องอย่างแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือผมมองว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือว่า คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ สิ่งแรกที่คณะผู้ยึดอำนาจทำทุกครั้งก็คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันครับ คสช. ก็ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันมา และหลังจากนั้น คสช. ใช้เวลา ๓ ปีในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในช่วง ๓ ปีที่จัดทำรัฐธรรมนูญนั้นใช้กรรมาธิการ ยกร่างถึง ๒ ชุด ชุดแรกนำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะ คณะของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั้นใช้เวลาประมาณ ๘ เดือนในการเขียนรัฐธรรมนูญ แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ แต่ว่าร่างที่อาจารย์บวรศักดิ์และคณะเขียนนั้นในที่สุดแล้วก็ถูก คสช. คว่ำไปไม่ได้ใช้ ภายหลังอาจารย์บวรศักดิ์ก็มากล่าวว่าเหตุที่ร่างของเขาต้องถูกคว่ำเพราะว่าเขาอยากอยู่ยาว เขาในที่นี้ก็หมายถึงใครไปไม่ได้นะครับ ก็คือคณะของ คสช. ที่ต้องการจะอยู่ยาว ต่อมา คสช. ก็ตั้งกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ คณะของอาจารย์มีชัย ใช้เวลาร่างประมาณ ๖ เดือน แล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ หลังจากนั้น ๕ เดือนต่อมาได้นำร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปลงประชามติสอบถามจากประชาชนว่า จะให้การยอมรับหรือไม่ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เสียงส่วนใหญ่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ อย่างไรก็ตามการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็นการออกเสียงประชามติ ท่ามกลางการปดดกั้นในการแสดงความคิดเห็น ในช่วงเวลานั้นประชาชนไม่สามารถแสดง ความคิดเห็นใด ๆ ในการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เลย คนที่รณรงค์ได้ในขณะนั้น ก็คือคนของรัฐบาลแล้วก็กลไกของ คสช. เท่านั้น ก่อนการลงมติมีประชาชนอย่างน้อย ๑๙๕ คน ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวพันกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ซึ่งถือว่า เป็นข้อบกพร่องที่สำคัญประการแรก
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอด อำนาจให้กับ คสช. คสช. ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยการตั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือว่า ส.ว. จำนวน ๒๕๐ คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ทั้งสิ้น สมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คนนั้น มีอำนาจในการเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. พวกเรา ๕๐๐ คน กระบวนการเลือก นายกรัฐมนตรีนั้นอาศัยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภารวมกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ ส.ว. ๒๕๐ คน บวกกับ ส.ส. เพียงแค่ ๑๒๖ คน ก็สามารถที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกหลังจาก การเลือกตั้งเราจึงได้เห็นนายกรัฐมนตรีที่มาจาก คสช. ที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจากการเลือกของ ส.ว. ๒๕๐ คน และ ส.ส. ที่เกิน ๑๒๖ คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่าทุกรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมาจนถึง ปี ๒๕๘๐ จะต้องทำตามยุทธศาสตร์ที่ คสช. ได้วางเอาไว้ที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นั่นหมายความว่าทุกรัฐบาลหลังจากนี้สมัยหน้าก็ตามหรือสมัยไหนก็ตามจนถึงปี ๒๕๘๐ การนำเสนองบประมาณและแผนงานนั้นจะต้องแถลงตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้วางไว้ สมัยหน้าถ้าพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล แน่นอนครับก็จำเป็นที่จะต้องมีการแถลงนโยบาย และงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้วางไว้จนถึงปี ๒๕๘๐ นอกจากนี้ คสช. เอง ก็ยังทิ้งมรดกที่เป็นมรดกทางกฎหมายที่เกิดจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งของ หัวหน้า คสช. ไม่น้อยกว่า ๕๔๐ ฉบับให้มีผลบังคับใช้แล้วก็ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้ว่าคำสั่งประกาศบางฉบับจะถูกยกเลิกไป แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีคำสั่งเหล่านั้น เหลือไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ฉบับที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้การรับรองและมีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย ต่อไป การที่จะแก้ไขคำสั่งเหล่านี้ได้จะต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติในการแก้ไขหรือว่า ยกเลิกเท่านั้น ผมจึงเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอด อำนาจให้กับ คสช.
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้ใจ ประชาชนครับ ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ทั้ง ๒ ฉบับกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการจะเข้าสู่อำนาจได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เราใช้กันมาเกือบ ๒๐ ปีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องผ่านการเลือกตั้งเป็น ส.ส. เสียก่อน เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะเขามองว่าคนที่ผ่านจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้นจะมีความรับผิดชอบต่อประชาชน เมื่อประชาชนมีความทุกข์แน่นอนที่สุดคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนนั้นเขาก็จะ ทุกข์ด้วย แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตัดบทบัญญัติตรงนี้ออกไป กำหนดเพียงแต่ว่าคนที่จะ เสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมาจากการเสนอชื่อจากพรรคการเมือง และเสนอไปที่ กกต. โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเลือกตั้ง ของประชาชน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน จึงเป็นข้อบกพร่องข้อที่ ๓ ที่ผมมองเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้ใจประชาชน และเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อว่า ประชาชนจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศนี้ได้
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยระบบเลือกตั้ง ทำให้การเมืองอ่อนแอ ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งที่เรา เคยใช้กันมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้น เราใช้ในระบบที่เรียกว่าระบบ คู่ขนาน หรือพาราเลล ซิสเตม (Parallel system) คือเลือก ส.ส. ทั้งระบบเขต และเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งมี ๒ คะแนน คะแนนหนึ่งเลือก ส.ส. ที่อยู่ ในเขตของตัวเอง อีกคะแนนหนึ่งเลือก ส.ส. ที่พรรคเสนอชื่อมาที่เรียกว่าระบบบัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งในลักษณะแบบนี้มันตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครับ ในเขตเลือกตั้งของผมจังหวัดขอนแก่นผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางครั้งเขาชอบจตุพร เขาก็กาให้ จตุพร เขาชอบพรรคเพื่อไทยด้วยเขาก็กาให้พรรคเพื่อไทยด้วย แต่บางคนเขาไม่ชอบจตุพร เขาก็ไม่ต้องกาจตุพร ไปกาคนอื่นก็ได้ แต่ว่าเขาชอบพรรคเพื่อไทยเขาก็กาให้พรรคเพื่อไทย เราใช้กันมาแบบนี้เกือบ ๒๐ ปี ซึ่งมันตรงกับความต้องการของประชาชนและตรงกับเจตนารมณ์ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ระบบเลือกตั้งถูกเรียกว่าระบบจัดสรร ปันส่วนผสม ชื่อก็งงมากแล้ว จัดสรรปันส่วนผสมระบบที่เราใช้กันอยู่ ปรากฏไม่มีประเทศไหน ใช้แบบนี้เลยครับ อาจจะมีใกล้เคียงคือประเทศเยอรมนี ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ไปลอกเลียนแบบ ประเทศเยอรมนีมา แต่เอามาไม่หมดแล้วก็มาผสมผสานกันจนเป็นระบบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งท่านประธานก็เห็นแล้วว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้มันเกิดความสับสนวุ่นวายอย่างมาก ทั้งต่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งต่อ กกต. จะเห็นว่าหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป กกต. ก็ยังไม่สามารถหาวิธีหรือประกาศวิธีในการคำนวณจำนวน ส.ส. แต่ละพรรคการเมือง ได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ทำให้การเมืองอ่อนแอ ภายหลัง จากการเลือกตั้งมีพรรคการเมืองอย่างน้อย ๒๗ พรรคที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และมีพรรคการเมืองที่มีที่นั่ง ส.ส. เพียงที่นั่งเดียวอย่างน้อย ๑๐ พรรคการเมือง เรามีรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นรัฐบาลผสมที่มากที่สุดที่เคยมีประเทศไทยมาคือ ๑๙ พรรคการเมือง แต่เสียงของรัฐบาลและเสียงของฝ่ายค้านนั้นก้ำกึ่งกันมาก ไล่เลี่ยกันมาก เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์สภาล่มที่เกิดขึ้นก็เกิดจากระบบการเลือกตั้งแบบนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงมองว่าระบบการเลือกตั้งที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เสถียรภาพทางการเมือง ของพรรคการเมืองอ่อนแอและส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลอ่อนแอ พอเสถียรภาพ ของรัฐบาลอ่อนแอ แน่นอนที่สุดครับ การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก็ยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าระบบนี้เป็นข้อบกพร่องที่สำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริง ๆ แล้ว มันมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่าง แต่ผมคิดว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็อาจอภิปรายต่อจากผม เพราะฉะนั้นผมจึงสรุปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรที่จะต้องได้รับการแก้ไข แต่กระบวนการ แก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ซึ่งมีกลไกต่าง ๆ ในการควบคุมอยู่พอสมควร แต่ผมก็หวังว่า สภาแห่งนี้จะช่วยกันพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขอเสนอหลักการสำคัญ ๔ ข้อที่เป็นหลักการสำหรับยึดเป็นแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ
หลักการที่ ๑ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และจากทุกภาคส่วน และเปดดกว้างให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่
หลักการที่ ๒ ต้องทำให้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักการที่อำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน โดยสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครอง และยุติการสืบทอดอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน
หลักการที่ ๓ ต้องทำให้เกิดฉันทามติร่วมกันในสังคมเพื่อยุติความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองสมานฉันท์
หลักการที่ ๔ ต้องทำให้เกิดกระบวนการที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง มั่นคง พร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปดดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ได้ถกแถลงและปรึกษาหารือกันเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและประเทศดีขึ้น ผมขอเสนอหลักการ ๔ ข้อที่มีความสำคัญนะครับ
ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านจตุพร เจริญเชื้อ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกผู้เสนอญัตติทั้งหมดเป็น ๖ ญัตติ ก็ได้นำเสนอหลักการไปจนหมดแล้ว ซึ่งจากนี้ไปก็มีรายชื่อท่านสมาชิกผู้สนใจที่จะอภิปราย อยู่เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นผมจึงขอทำความเข้าใจและชี้แจงท่านสมาชิกว่าผมจะอนุญาตให้ ท่านสมาชิกที่สนใจเสนอรายชื่อมาแล้วอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีเหตุผลที่จำกัดอยู่ แค่ ๑๐ นาทีเพราะว่าขนาดมีท่านผู้เสนอญัตติทั้ง ๖ ท่านนำเสนอ ก็ซ้ำกันไปซ้ำกันมาอยู่แล้ว ฉะนั้นท่านสมาชิกไม่จำเป็นต้องได้ไปพูดทุกประเด็น ประเด็นใดที่เพื่อนเราได้นำเสนอไปแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดอีกก็ได้ ฉะนั้นก็ขอได้โปรดดำเนินการตามนี้ ถ้าท่านสมาชิกสามารถ อภิปรายจบภายในวันนี้เราก็จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการภายในวันนี้ ก็จะได้มีการศึกษา เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รวดเร็วขึ้น ฉะนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องอภิปรายกันยืดยาว ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อ ท่านแนนมีอะไรปรึกษาครับ
ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย คืออย่างนี้ค่ะ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานสักนิดหนึ่งค่ะ พอดีเมื่อช่วงบ่ายก่อนที่จะเริ่มเข้าวาระญัตติเรื่องการพิจารณารัฐธรรมนูญ ท่านประธานชวน ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมว่าเรื่องของข้อกำหนดเวลา ท่านประธานจะมอบให้ทางวิป (Whip) ของรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นการบริหารจัดสรรเวลาของผู้อภิปรายแต่ละท่านกันเองค่ะ ทีนี้เมื่อไปเช็ก (Check) ข้างหน้าตามรายชื่อที่ทางวิป (Whip) ส่งไป เวลาที่เราเสนอไปโดนลดลง ก็เลยอยากสอบถามว่าในเมื่อท่านประธานชวนได้แจ้งไว้แล้วว่าเวลาที่เราตกลงกันคือให้ทางวิป (Whip) ๒ ฝ่ายจัดการบริหารเวลากันของทั้งวันนี้และทั้งวันพุธหน้าค่ะท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ ผมได้พิจารณาแล้วว่าการจัดสรรทางวิป (Whip) ก็ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ปรึกษาหารือกัน ฉะนั้น ผมขออนุญาตอภิปรายตามที่เห็นเสนอ เพราะส่วนใหญ่เสนอมาก็ขอคนละไม่เกิน ๑๐ นาที อยู่แล้ว ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสม ฉะนั้นผมว่าเราไม่จำเป็นต้องไปพูดคนเดียวทุกเรื่อง ทุกประเด็นหรอก ให้เพื่อนคนอื่น ๆ เขาได้พูดบ้าง ขอประทานอภัยด้วยนะครับ
ผมขอนำเสนอรายชื่อท่านสมาชิกที่จะอภิปรายได้ทราบครับ เอา ๖ ท่านแรก เพื่อจะได้เตรียมตัว ๑. ท่านชำนาญ จันทร์เรือง ๒. ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๓. ท่านไพจิต ศรีวรขาน ๔. ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ๕. ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ๖. ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญท่านชำนาญ จันทร์เรือง ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะปฏิบัติตามที่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยไว้ จะไม่พยายามพูดในประเด็น ที่หลายท่านพูดหรือคิดว่าน่าจะพูดไปแล้ว กระผมก็ไม่แน่ใจว่าการอภิปรายของผมครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ เพราะพรรคผมอาจจะถูกยุบด้วยเหตุผลพวงของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงสามารถกล่าวได้ว่าเราจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิธีการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง แน่นอนครับ เรื่องรัฐธรรมนูญมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อยากให้แก้ ไม่อยากให้แก้ และอยากให้แก้แตกต่างประเด็นกันไปนะครับ แต่ผมเชื่อว่า ในประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะเป็นประเด็นที่หลาย ๆ ฝ่ายเห็นตรงกันและ ๖ ท่านหรือ ๗ ท่านแรกที่พูดไปแล้วนี่นะครับ
ประเด็นแรกก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพถ้าเปรียบเทียบ กับรัฐธรรมนูญที่เราเคยมีผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้โยกย้ายสิทธิหลายประการ อย่างเช่น สิทธิในการศึกษาฟรี ๑๒ ปี สิทธิของผู้บริโภค สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขโดยเสมอกัน ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ หลายคนอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนกัน ไม่ใช่หรือ ไม่นะครับ การที่ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงมี โดยธรรมชาติถูกทำให้มันเจือจางลง กลายเป็นรัฐเป็นคนกำหนดสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังเพิ่มเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพไว้อีก ๒ ข้อ ก็คือการกระทบต่อ ความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นคำที่ตีความได้กว้างขวางมากและถึงมากที่สุด แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่สร้าง ภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควร แต่รัฐธรรมนูญก็ยังรับรองบรรดาประกาศและ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากลอยู่นะครับ ที่ผ่านมานั้นภาคประชาชนพยายามอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ประสบ ความสำเร็จเลย เช่น ภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ และล่าสุดคำพิพากษาฎีกาก็ออกมารับรองอีกว่า ไม่กระทบต่อสิ่งที่ทำไปแล้ว หรือในกรณีภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ เรื่องยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายผังเมือง ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิชุมชน แต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครอง คำสั่งดังกล่าว อันนี้ก็ยังไม่เท่าไรในคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาล หรือคำสั่งที่ให้เหตุผล ว่ารัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่ที่มันน่าเกลียดที่สุดก็คือว่าในคำพิพากษาซึ่งในอดีตเราทราบกัน อยู่แล้วตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ปี ๒๕๐๕ ที่มักจะอ้างว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ แต่ช่วงหลังมาไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็หลีกเลี่ยงพยายามไม่ให้มีการใช้อันนี้ ก็เลยไปใช้คำว่า เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์กลับมาใช้อีกว่า คำสั่งรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และที่สำคัญก็คือว่าสมาชิก คสช. ทั้งหัวหน้า ทั้งรอง คสช. มีหลายครั้งที่พูดว่าเราเป็นรัฏฐาธิปัตย์ รัฏฐาธิปัตย์แปลว่าใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน แน่ใจหรือครับ ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินแล้วทำไมจะต้องได้รับการแต่งตั้งอีก ไม่ใช่นะครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะเขียนไว้ตลอดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือบางฉบับเขียนว่ามาจาก ปวงชนชาวไทย แม้แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นฉบับของคณะรัฐประหารเองก็ยังบอกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่ารัฏฐาธิปัตย์คือปวงชน ชาวไทย ไม่ใช่คณะรัฐประหาร นี่คือประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ บรรดาหลักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีใครยอมรับรัฏฐาธิปัตย์ ที่มาจากการรัฐประหารแล้ว แต่ศาลหรือวงการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยังนำมาใช้ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ อีกซึ่งมันไม่ถูกต้อง โดยหลักแล้วศาลจะต้องตัดสินตามกฎหมาย คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีในกฎหมายฉบับใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่านำมาวินิจฉัยในคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์
ประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไมถึงจำเป็นจะต้องมีการแก้ไข คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ไว้ใจประชาชนซึ่งถือว่าเป็นความถดถอยของ ระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่งครับ ฉบับก่อนหน้านี้การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็จะกำหนดไว้ด้วยถ้อยคำเฉพาะเจาะจงว่าสภาวะสงครามหรือว่า กฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคง ของรัฐ เพื่อความปลอดภัยสาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยอันดี อันนี้กว้างขวางมากครับ และที่สำคัญที่สุดอีกอันหนึ่งในฐานะที่ผมเป็นคนรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ หรือการจัดการตนเอง เคยมีการเสนอพระราชบัญญัติโดยการรวบรวมรายชื่อ แต่ปรากฏว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ไม่มีครับ พ.ร.บ. ที่จะเข้าชื่อโดยประชาชน แต่เดิมจากหมวดสิทธิ เสรีภาพกับหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปหมวดสิทธิเสรีภาพ และหมวดหน้าที่ของรัฐไม่มี และที่สำคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ทั้งฉบับ รวมถึงหมวด การปฏิรูปประเทศไม่มีคำว่า กระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว ไม่เชื่อท่านไปเปดดดูนะครับ และที่สำคัญอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นหลายคนยังไม่เคยมีการพูดถึงในนี้ แต่ผมจะ พูดอยู่เสมอก็คือ มาตรา ๒๕๒ วรรคหนึ่ง บอกสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง เรื่องปกติครับที่ไหนก็เฉย ๆ ธรรมดา บอกว่าอย่างนี้ก็ถูกแล้วนี่ ใช่ แต่วรรคสองบอกว่า ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งก็ถูกแล้วนี่ แต่ว่ามันมีคำว่า หรือมาจากความเห็นชอบ ของสภาท้องถิ่น สมัยก่อนเราเลือก ส.ท. ส.ท. ก็ไปเลือกนายก เลือกเทศมนตรีไม่ถูกหรือ ไม่ถูกครับ หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ก็หมายความว่าใครก็ได้ถ้าสภาท้องถิ่น เห็นชอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟังแล้วระวังไว้ให้ดีนะครับ ที่สำคัญที่สุด ร้ายที่สุดก็คือ หรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจะให้มาโดยวิธีอื่นใดก็ได้ อันนี้หนักเลย จะเหาะมาเหินมาหรือไม่มีสภา หรืออะไร ทำอะไรได้ทั้งนั้น
และสุดท้ายประเด็นที่ผมจะพูดถึงก็คือว่ามีหลายท่านพูดไปแล้ว แต่ผมจะพูด นิดเดียวก็คือเรื่องเลือกตั้ง เมื่อสักครู่นี้ท่านก่อนหน้าผมก็พูดเรื่องระบบจัดสรรปันส่วนผสม บอกว่าเอามาจากประเทศเยอรมนี ประเทศเยอรมนีใช้บัตรใบเดียวไม่เถียงครับ ประเทศเยอรมนี ใช้คำว่า มิกซ์ เมมเบอร์ พรอพโพรชันนอล (Mixed member proprotional) ก็คือแบบอัตราส่วน ของเราใช้มิกซ์ เมมเบอร์ แอพพอร์ชันเมนต์ ซิสเตม (Mixed member apportionment system) เอ็มเอ็มเอ (MMA) เยอรมนี เอ็มเอ็มพี (MMP) จัดสรรปันส่วนผสม ประเทศเยอรมนี ใช้บัตรใบเดียวก็จริงแต่เขามี ๒ ข้าง ข้างหนึ่งเลือกคน ข้างหนึ่งเลือกพรรค เพื่อสะดวกในการ คำนวณดูแนวโน้ม ดูวิจัยว่าคนเลือกพรรคกับเลือกคนตรงกันหรือไม่อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ แบบเรานะครับ ไม่ใช่แบบเรา ใบเดียวกาครั้งเดียว ไม่ใช่นะครับ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้ ไม่เคยมีในที่ไหนในโลกบอกไว้เลยไม่เคยมีเลย แม้แต่ในทวีปแอฟริกาก็ไม่มี
และสุดท้ายอีกอันหนึ่งก็คือว่าหลาย ๆ คนมีการพูดเรื่องหน้าที่และอำนาจ เพื่อนสมาชิกเราหลายคนตอนยกร่างข้อบังคับก็เช่นเดียวกัน เราคุ้นชินกันมาตลอด เราเรียน รัฐประศาสนศาสตร์มาตลอด อำนาจหน้าที่คือออทอริตี (Authority) หน้าที่และอำนาจก็คือ ดิวตี แอนด์ เพาเวอร์ (Duty and Power) เขาบอกว่าต้องเอาหน้าที่ขึ้นมาก่อน ถ้าหน้าที่แล้ว มันถึงจะมีอำนาจ ไม่ใช่ศัพท์ทางรัฐศาสตร์ ไม่รู้ว่านักวิชาการรัฐศาสตร์ที่อยู่ในคณะกรรมการร่าง มี ๒-๓ คนไม่รู้ท้วงหรือเปล่า หรือว่าท้วงแล้วไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นถ้อยคำธรรมดา ที่ไม่ใช่ถ้อยคำที่จะต้องเขียนทางวิชาการตามกฎหมาย ผมจะใช้คำว่า อำนาจหน้าที่ตลอด และผมยืนยันคำว่า หน้าที่และอำนาจ ไม่ถูกต้อง ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านชำนาญ จันทร์เรือง ที่ช่วยกันรักษาเวลาครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประเด็นแรก ที่เราต้องแก้รัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่าในปัจจุบันคนไทยของเรา มีความคิดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ต่างกันนะครับ ความหมายก็คือว่าการคิดต่างนั้น ยังมีคำถามก็คือว่าเมื่อเราคิดต่างแล้วเราเข้าใจความคิดที่แตกต่างจากเราหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เป็น ปัญหาที่ซ้อนและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจว่าคนที่คิดต่าง จากเราเขาคิดว่าอย่างไร และเราคิดว่าเราคนเดียวเท่านั้นที่คิดถูก สิ่งนี้ก็จะเป็นปัญหากับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในเวลาเดียวกันความแตกต่างทางความคิดนี้เรายังไม่มีวิธีการแก้ไข ไม่มีวิธีการจัดการกับความคิดที่แตกต่างนี้ เมื่อเราจัดการไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ในเรื่องรัฐธรรมนูญที่ปรากฏให้เห็นก็เกิดขึ้น และถ้าเรายังแก้ไขไม่ได้อีก ถึงแม้เราจะแก้ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันอีก นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องนำไปสู่การสร้างความเข้าใจ การยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานประโยชน์ ของทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดความสามัคคี และความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยร่วมกันของทุกกลุ่ม ในชาติเดียวกัน นี่คือเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะต้อง ไม่ใช่เป็นเวทีของการแก้แค้นแล้วก็เอาคืน แต่เป็นเวทีที่จะระดมความคิดเห็น ความเข้าใจ ที่จะประนีประนอม ประสานประโยชน์และสมานฉันท์ภายใต้บริบทในความเป็นจริงของบ้านเมือง ของเราครับท่านประธาน ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้เองรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหาสำคัญ อยู่ ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความคิดในเรื่องรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๒ ก็คือปัญหาเกี่ยวกับวิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศชาติของเรา ปัญหาความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ประชาชนและพรรคการเมืองมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในสาระของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญ ๆ เช่น ในด้านทางการเมือง การตรวจสอบและถ่วงดุลบทบาทขององค์กรอิสระและศาล เป็นต้น เราเห็นต่างกัน หลักการในเรื่องของการตัดสินด้วยเสียงข้างมากและการเคารพเสียงข้างน้อย เราก็เห็นต่างกัน การกระจายอำนาจเราก็เห็นต่างกัน การเลือกตั้งเราก็เห็นต่างกัน นี่คือความคิด ที่แตกต่างกัน เราเข้าใจกันแล้วหรือยังว่าความคิดที่ต่างกันนั้นเขาคิดอย่างไร ไม่ใช่รู้แต่ว่า เขาคิดไม่เหมือนกับเรา นี่คือปัญหาครับ ในด้านการบริหารราชการ แผนยุทธศาสตร์ชาติเรา ก็มีความเห็นแล้วว่าเราเห็นไม่ตรงกันควรจะต้องยกเลิก เป็นต้น ในด้านเศรษฐกิจและสังคม วันนี้เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรามีปัญหาเรื่องที่ทำกินของพี่น้องประชาชน เรามีปัญหา ของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ เราเห็นต่างกันในเรื่องเหล่านี้ เราอยากแก้ไข และความคิดที่แตกต่าง เหล่านี้ยังไม่มีการจัดการครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองความคิดในการจัดระเบียบแบบแผน ในประเด็นเหล่านี้ยังไม่ได้ตกผลึกและเห็นไม่ตรงกันทำให้เกิดการยอมรับร่วมกันไม่ได้ ฉะนั้น ความคิดและสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นปัญหาที่เราควรจะต้องให้ประชาชนแล้วก็ พรรคการเมืองร่วมกันกับทุก ๆ ฝ่ายที่จะแก้ไขและสร้างความเห็นชอบร่วมกันได้
ปัญหาประการที่ ๒ คือปัญหาวิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ วิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศนี้เรายังต่างกันมากครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมในเรื่องของเสรีภาพกับความมั่นคง แต่ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยอาจจะให้น้ำหนักกับความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงสูง แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้น้ำหนักในเรื่องของเสรีภาพสูง ความแตกต่างระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกากับประเทศไทยที่เชื่อไม่เหมือนกัน ความคิดไม่เหมือนกันตรงนี้ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด แต่ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และบริบทของ ประเทศทั้งสองที่ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยของเราความสมดุลระหว่างเสรีภาพกับ ความมั่นคงจะผสมกันในสัดส่วนเท่าไร ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่ยังไม่เคยมีการพูดคุยกัน มาก่อน เราได้แต่คิดเอาเอง เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะได้มีการปรึกษาหารือ พูดคุยและนำไปสู่การหาข้อสรุปร่วมกันในประเด็นสำคัญนี้กับทุกฝ่าย เพราะถ้าเราหาข้อสรุป ไม่ได้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิด ผลสำเร็จอย่างเช่นที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นส่วนผสมเหล่านี้ที่ปฏิบัติได้จริงในบริบท ของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต จึงเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของวิธีการคิด
ตัวอย่างที่ ๒ เรื่องของคนหนุ่มคนสาวกับผู้สูงอายุ คนหนุ่มคนสาวเจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) จะเน้นเรื่องความทันสมัย เน้นเรื่องของเทคโนโลยี ส่วนเจน เบบี้ บูมเมอร์ (Gen baby boomer) แบบผมนั้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์และภาคปฏิบัติ คำถามก็คือว่าคน ๒ วัยนั้นเราเข้าใจกันจริงหรือเปล่า ถ้าเราคิดแต่เจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) อย่างเดียว หรือคิดแต่เบบี้ บูมเมอร์ เจเนอเรชัน (Baby boomer generation) อย่างเดียวเราก็ทะเลาะกัน ถ้าเราพูดกันจริง ๆ ท่านประธานกับผมอีก ๓๐ ปีจากนี้ไปเรา ก็ตายแล้วครับ แต่เจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) เขายังอยู่ครับท่านประธาน แล้วถึงวันนั้น เขาก็จะพูดประโยคเดียวกับที่ผมพูดวันนี้ว่าคนรุ่นหลังของเขาทำไมจึงมีปัญหาแบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะให้คนระหว่างวัยได้มีโอกาสพูดกันตรงไปตรงมา และเคารพความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เพื่อจะนำไปสู่การหาข้อยุติ ในเรื่องสำคัญ ๆ ของรัฐธรรมนูญที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น เรื่องเสรีภาพ เรื่องความมั่นคง เรื่องการกระจายอำนาจ เป็นต้น และผมมีตัวอย่างอีกมากมายด้วยข้อจำกัดของเวลาครับ ผมอยากจะขออนุญาตเรียนว่าวิธีการคิดเหล่านี้เป็นเรื่องที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องให้กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องวิธีการแก้ไขปัญหาของ ประเทศ วิธีการใช้รัฐธรรมนูญที่เราเห็นต่างกันนั้นได้พูดประเด็นตรงไปตรงมาระหว่างกัน และพยายามเข้าใจตรงกัน และเข้าใจเหตุผลของกันและกัน และหลังจากนั้นเราจะนำไปสู่ ความเข้าใจและการประนีประนอมเพื่อจะให้เราคงความเป็นชาติไทย เราคงความเป็น พลเมืองไทยร่วมกัน และที่สำคัญก็คือเราจะรักษารัฐธรรมนูญไว้ร่วมกันได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราจะต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ ทั้งในเรื่องของ ความคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาประเทศของเรา สำหรับเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประสบความสำเร็จนั้น ผมขออนุญาตฝาก ๒ ประเด็นสำคัญ
อันแรกที่ได้กล่าวแล้วคือการรับฟังและการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง วันนี้เราต้องเข้าใจความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะไม่เคารพ ก่อนที่เราจะเคารพ เราต้องรับฟัง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา
และประการที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ต้องมีความจริงใจกับประชาชน และประเทศชาติของเรา ความจริงใจนั้นหมายถึงการตั้งใจและการตั้งเจตนารมณ์ที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติของเรา ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อความได้เปรียบ เพื่อการรักษาอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญและมีรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพราะฉะนั้นความจริงใจนี้ผมอยากจะ ขอให้เริ่มต้นปฏิบัติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถ้าเราไม่จริงใจที่จะทำอย่างนี้แล้ว และพิสูจน์ให้เห็นได้แล้ว ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่จะใช้ไม่ได้ อีกต่อไปครับท่านประธาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราจะทำต่อไปนี้ จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้ได้ ไม่ใช่ สร้างความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการสร้างความเป็นระเบียบ สร้างความสมานฉันท์ และความสงบสุขให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง เป็นสาเหตุ ของความแตกต่าง และเป็นสาเหตุที่เราจะต้องทะเลาะกันในชาติบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่า หลักตรงนี้ต้องชัดเจน และเราจะต้องทำให้เกิดขึ้นในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สรุปที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธาน ก็คือว่า
ข้อที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหาจริง ๆ และจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องเริ่มต้นด้วยมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะ ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นได้ เราจะดูความจริงใจจากทุกฝ่าย ที่เกิดขึ้นว่าจะเปดดกุญแจมาตรา ๒๕๖ นี้หรือไม่ ถ้าไม่เกิดวันนั้นคงจะบอกไม่ได้ล่ะครับว่า เรามีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกับอนาคตของชาติบ้านเมืองของเรา
ผมขออนุญาตสรุปสุดท้ายจริง ๆ ครับ สังคมไทยวันนี้มีความหลากหลายมาก มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว โดยเฉพาะผ่านโซเชียล มีเดีย (Social media) ท่านปดดความคิด ของคนไม่ได้ วันนี้ความคิดของคนกระจายไปอย่างรวดเร็ว ที่ผมพูดอยู่ขณะนี้มีคนนับแสน ๆ คน ที่ดูอยู่ และมีความเห็นว่าเราควรจะต้องรับฟังความคิดเห็น ความคิดที่แตกต่าง และเคารพ ความคิดอันนั้นครับท่านประธาน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ลำดับต่อไปเชิญท่านไพจิต ศรีวรขาน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต้องถือว่าวันนี้เป็นวันที่ มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนที่รับฟังงานของสภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน การที่ทุกพรรคการเมืองได้หลอมรวมความคิดแล้วก็มาตั้งเป็นแนวทางการศึกษาเพื่อที่จะให้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องถือว่าเป็นความคาดหวัง ความใฝ่ฝัน ผมเองเป็นคนหนึ่ง ที่ถือว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีงามและนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พี่น้องประชาชน อย่างจริงจัง ตราบใดที่เรามีประชาธิปไตยวันนั้นคือความสุขครับ แต่ตราบใดที่เรามีเผด็จการ อยู่กับบ้านกับเมือง ขณะนี้ก็จะเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างสาหัส ผมเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใฝ่ฝันคือความหวังและจะนำความสุขมาสู่ประชาชน และโดยนัยระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของพวกเราโดยลำพังมันเป็นของ พี่น้องประชาชน แล้วก็จะต้องเกิดขึ้นโดยความคิดความอ่าน การมีส่วนร่วมของประชาชน และที่สุดแล้วก็จะนำบ้านนำเมือง นำความสุขความเจริญมาสู่พี่น้องประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่ถ้าเป็นโดยอย่างอื่นที่เราได้พบได้ประสบมาในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมา ผมเชื่อว่าเป็นความเลวร้ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนานกว่านี้ การดำเนินการแม้ว่าจะมีการ ประชาสัมพันธ์ว่าผ่านการประชาพิจารณ์ ผ่านความคิดความเห็นของคนมาทั้งหมด ถ้าหาก จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านตรงนี้ก่อน ท่านประธานกับผมก็ทราบดีว่าประชาพิจารณ์กันอย่างไร ผมยังเชื่อว่าการข่มขู่ การจับกุมคุมขัง ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยที่ต้องการอยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญที่ทำให้เกิดผลของการประชามติที่ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นไปโดยนัย ที่เห็นแล้ว จึงทำให้เห็นว่าไม่มีความสุขที่เกิดขึ้นจากบรรดาการกระทำทั้งหลาย การใช้อำนาจ ที่มีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านนายอำเภอลงไปสู่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านประธานก็ทราบดีว่า ที่สุดของที่สุดแล้วไม่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นเนื้อแท้จิตใจที่แท้จริงของประชาชน ผมเห็นว่า การที่จะทำให้เกิดความหลอมรวมของอำนาจที่จะนำไปสู่การยึดโยงและการยึดกุมอำนาจ ในช่วงเวลา ๙ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีของฝ่ายที่มีอำนาจไม่ใช่ประโยชน์ ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ว่าที่สุดแล้ว การมีสมาชิกวุฒิสภาที่เกิดจากกลุ่มอำนาจโดยกลุ่มอำนาจ แล้วที่สุด ๒๕๐ คนก็มีสิทธิที่จะมา ยกมือโหวตเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีแข่งกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งไม่เคยมีปรากฏ ผมใช้ชีวิตนักการเมืองร่วม ๓๐ ปี ก็เป็นครั้งเดียวในประเทศที่เป็นแบบนี้แล้วก็ได้นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรา ๕๐๐ คน แล้วก็มีที่มาจากการ เลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ ที่สุดแล้วเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า เป็นเรื่องที่เลวร้าย แล้วก็น่าที่จะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่เสียหายสำหรับระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมยังเชื่อว่าวิธีการที่อยากฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะตั้ง วิธีการให้ได้มาซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนที่โด่งดังและอยู่ในความประทับใจ ของประชาชนก็คือการมี สสร. โดยการเลือกตั้งของประชาชนในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ เป็นนัย ที่เกิดขึ้นโดยประชาชนเพื่อประชาชน ถ้าเราเปดดโอกาสอันนี้ให้มี สสร. ที่จะเป็นคนคิดเรื่อง รัฐธรรมนูญจะเป็นของประชาชนได้แค่ไหน อย่างไร เป็นนัยที่มีความหมาย มีความสำคัญ ผมเข้าใจว่าพรรคการเมืองเราเป็นสุดยอดของการใฝ่ฝันความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าหาก ได้นำระบบ สสร. ท่านประธานคงจำได้เมื่อปี ๒๕๔๐ ที่เราได้พิจารณารัฐธรรมนูญฉบับที่มี สสร. อยู่ ก็ยังถือว่าเป็นนัยที่ควรจะเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ เพื่อจะทำให้บ้านเมืองได้มีส่วนร่วม ของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน ผมมั่นใจว่าทุกพรรคการเมืองก็จะมีความสุข ผมยังมั่นใจว่าความรู้สึกของการเห็นความทุกข์ยากของประชาชนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยนัยของพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็อยากเห็นความสุข เพราะฉะนั้นแนวทางที่เราเห็นเป็นตัวอย่างอยู่แล้วก็เอามาปฏิบัติเสีย และแนวทางที่ทำแล้ว มีปัญหานำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พี่น้องประชาชนไม่ได้ ขณะนี้ปัญหาทุกเรื่องมันรอคอย การแก้ไข เพราะฉะนั้นการมีรัฐธรรมนูญที่เกิดจากชีวิตจิตใจของฝ่ายการเมืองของพวกเรา เป็นการท้าทาย ผมยังหวังว่าการหลอมรวมความคิดของพรรคการเมือง นักการเมืองทุกพรรค จะจบลงด้วยความสุขครับท่านประธาน มันจะจบด้วยอะไร ด้วยสิ่งที่เราได้พยายามที่จะทำให้ ความใฝ่ฝันของพวกเรานำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข และหวังว่าถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ความสุขที่เป็นของประชาชนจะต้องเป็นของประชาชนอย่างแน่นอน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ ผมจะได้รับความร่วมไม้ร่วมมือจากพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราด้วยความจริงใจ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ที่เหลือเวลาไว้ให้เพื่อน ต้องขอสลับที่นิดหนึ่งนะครับ ได้รับการประสาน จากทางวิป (Whip) ว่าขอสลับท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขึ้นมาอภิปรายก่อนท่านประกอบ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมได้ลุกขึ้นมาขอท่านประธานอภิปรายสนับสนุนญัตติ ของเพื่อนสมาชิกในการขอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งญัตตินี้ ก็มีเพื่อนสมาชิกเป็นเจ้าของญัตติในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีนโยบายในการที่จะให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งปัจจุบันนี้หลายปัญหา หลายเรื่องอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายให้ท่านประธานรับทราบ ซึ่งท่านประธานก็ได้มีดำริว่าในประเด็นไหน ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็ไม่อยากให้อภิปรายซ้ำ ซึ่งหลาย ๆ ประเด็นเพื่อนสมาชิกก็ได้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญนี้ แต่การอภิปรายในวันนี้ผมก็คงจะไม่อภิปรายเฉพาะจุด ที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่จะอภิปรายถึงข้อดีในบางจุดที่รัฐธรรมนูญนี้มีแล้ว ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศได้ แต่ส่วนที่เป็นปัญหา ก็มีท่านประธาน ก็จะนำเรียนชี้แจงกับพี่น้องประชาชนในการที่จะได้อภิปราย ดังต่อไปนี้
ผมมีความเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้วก็เป็น กฎหมายที่มีความสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขของพี่น้องประชาชนและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวกำหนดชี้วัดทิศทางทางการเมือง และการเมืองก็จะมีอิทธิพลในการชี้วัดความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชน เศรษฐกิจและสังคม พี่น้องประชาชนจึงอยากมีความเชื่อมโยงในการ ที่จะมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เห็นความเชื่อมโยงในการร่างรัฐธรรมนูญของเรากับพี่น้อง ประชาชนผ่านมาหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นฉบับปี ๒๔๙๒ ฉบับปี ๒๕๑๗ และฉบับปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะปี ๒๕๔๐ ที่เรามีการตั้ง สสร. ซึ่งได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน และกระบวนการจัดทำนั้นมีความเป็นอิสระ ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ขณะนี้ ที่มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ขาดความเชื่อมโยง กับพี่น้องประชาชน แต่ถึงกระนั้น ก็มีข้อดีแล้วก็มีปัญหาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะชี้ให้เห็นในการอภิปรายของผมว่าข้อดี แล้วก็ข้อที่ต้องปรับปรุงนั้นมีอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการอภิปรายของผมนั้น ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ผมยังยืนยันว่าเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องดำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันนี้เป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่เรา มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศชาติแล้วก็พี่น้องประชาชน และจะไม่นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ฉะนั้นการได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา หลักเกณฑ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นได้มีความเห็นร่วมกันในการที่จะช่วยกันศึกษาเพื่อหาหลักเกณฑ์ ในการแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา เพื่อที่จะให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย ท่านประธานครับ การที่เรามีเพื่อนสมาชิกได้มีการยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีลักษณะพิเศษ ๓ ลักษณะครับ ๑. กระบวนการจัดทำพิเศษ ๒. มีเนื้อหาพิเศษแล้วก็พิสดารด้วย ๓. กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม พิสดาร ผมจะขอพูดเฉพาะ ๒ หัวข้อแรกก็คือ ๑. กระบวนการจัดทำพิเศษ ๒. เนื้อหาพิเศษ แล้วก็พิสดารนะครับ ส่วนกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมที่พิสดารนั้นก็จะไม่ขอพูดถึง เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พูดให้ท่านประธานฟังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากฝั่งรัฐบาลแล้วก็ฝั่งฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องมีความเห็นในสัดส่วน ที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดปัญหาในความยุ่งยาก หรือความลำบากในการที่จะเข้า ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปหลากหลายแล้ว ผมขออภิปราย
๑. กระบวนการการจัดทำพิเศษ เรามีรัฐธรรมนูญมาถึง ๒๐ ฉบับ มีฉบับนี้ ที่ไม่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานครับ เรามีรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำโดยอิสระมา ๓ ฉบับ ก็คือ ปี ๒๔๙๒ ปี ๒๕๑๗ แล้วก็ปี ๒๕๔๐ เป็นไปได้ไหม ในการที่จะศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เราจะนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบ ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อที่จะได้เป็นส่วนในการยึดโยงกับพี่น้องประชาชน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอของผมผ่านไปทางท่านประธานเพื่อไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น ในเร็ว ๆ นี้ในการที่จะศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ
๒. เนื้อหาพิเศษแล้วก็พิสดาร ตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย เช่น การเลือกตั้งที่ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งซึ่งหลังจากการเลือกตั้งก็ทำให้เกิดความสับสนจนนำไปสู่การ ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความในหลาย ๆ เรื่อง ท่านประธานก็จะเห็นว่าวันนี้มีหลายเรื่องที่นำไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลาออกจากบัญชีรายชื่อและย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ ความชัดเจนในเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดจึงนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะตีความ ให้เกิดความชัดเจน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากการที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดแล้วก็เป็น ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะให้มีการนำไปสู่การศึกษาแล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ และในส่วนของการปรับองค์กรทางการเมือง เนื่องจากมีคำปรารภ ผมนำมาบางส่วน คำปรารภ ที่มีถึงการร่างรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีการวางกลไกป้องกันการตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จากคำปรารภนี้เราจึงเห็นว่าทำให้มีการปรับองค์กรทางการเมือง มีการกำหนดลักษณะ ต้องห้ามของ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีที่เข้มขึ้นจนนำมาสู่ความสับสนและปัญหาทางการเมือง เช่น กรณีผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อโดยไม่สามารถ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกถูกร้องค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญถึง ๖๐ กว่าท่าน อันนี้ก็เป็น เครื่องบ่งชี้ถึงความไม่ชัดเจนหรือข้อบกพร่องตามรัฐธรรมนูญที่เราจะต้องมีการศึกษาและ แก้ไข การเพิ่มใบส้ม ใบดำ ซึ่งแต่เดิมนั้นมีเฉพาะใบเหลืองและใบแดง ซึ่งปัจจุบันนี้การ เลือกตั้งที่ผ่านมาก็เป็นตัวชี้วัดว่าการที่เพิ่มใบต่าง ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นใบส้มและใบดำนั้น ประสิทธิภาพการใช้นั้นเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แก้ไขปัญหาการทุจริต การเลือกตั้งนั้นเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เป็นตัวชี้วัดว่าในส่วนตรงนี้ คงจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งนั้นนำไปสู่การมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม นำมาซึ่งการตั้งรัฐบาลที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้วก็อยู่บนธรรมาภิบาลและจริยธรรม ในการที่จะบริหารประเทศเพื่อนำความเจริญและความสงบสุขมาถึงพี่น้องประชาชนและระบบ เลือกตั้งที่มีที่เดียวในโลกครับ รายละเอียดเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปแล้วว่าของเรานั้นใช้ระบบ จัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งในโลกของเราท่านประธานก็ทราบ เรามีระบบเลือกตั้ง ๒ ระบบใหญ่ ก็คือระบบเสียงข้างมากหรือที่เราเรียกว่า เมเจอร์ริตี ซิสเตม (Majority system) แล้วก็ระบบ สัดส่วนก็คือโปรเฟสชันนัล ซิสเตม (Professional system) ซึ่งของเรานั้นก็เป็นที่เดียวในโลก ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้นำกราบเรียนท่านประธานแล้ว ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีปัญหาในระบบ การเลือกตั้งซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้มีบัตรใบเดียว นับคะแนนทั้ง ส.ส. เขต และนำไปคำนวณเป็นบัญชีรายชื่อ ไม่มีการกำหนดจำนวน ส.ส. ที่อาจจะเกินไว้ก็คือโอเวอร์ แฮงก์ (Overhang) ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ต้องคิดจำนวนสัดส่วน ส.ส. ใหม่ เป็นเช่นนี้ไปถึง ๑ ปีหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งท่านประธานสามารถดูได้ในมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งมาตรา ๑๓๑ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่กระผมนั้นอยากจะให้มีการศึกษา แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ และส่วนที่ ๒ มีการปรับกระบวนการนิติบัญญัติซึ่งก็จะมีทั้งข้อดี แล้วก็ยังมีจุดที่จะต้องแก้ไข ส่วนที่จะต้องมีการแก้ไขคือการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่มีการ กำหนดเวลาตามมาตรา ๑๕๙ ซึ่งจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง
๒. การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ย้อนยุคไปก่อน ปี ๒๕๔๐ ซึ่งตรงนี้ถูกกำหนดในมาตรา ๑๕๑ ส่วนข้อดีก็มีครับ การเพิ่มให้ ส.ว. นั้นได้เข้าชื่อ ขอเปดดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาตามมาตรา ๑๕๓ การให้ผู้นำฝ่ายค้านขอเปดดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมรัฐสภาเป็นการลับก็ได้ตามมาตรา ๑๕๕ อีกนิดเดียวท่านประธานครับ
๓. มีการปรับกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินในการเพิ่มยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตามมาตรา ๖๕ แผนปฏิรูปประเทศ หมวด ๑๖ ตามมาตรา ๒๕๗-๒๖๑ ซึ่งคณะรัฐมนตรี ต้องแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งข้อนี้ก็มีทั้งข้อดีแล้วก็มีทั้งข้อเสีย เพราะว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้นขาดการยึดโยง กับภาคประชาชน ตรงนี้ก็อยากให้มีการศึกษาผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากที่ผมได้อภิปรายมาครับท่านประธาน ผมจึงขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพื่อเป็นทางออกให้กับประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความสงบสุข ต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมาก ต่อไปเชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับญัตติการศึกษาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาจากบรรยากาศที่ไม่ปกติทางการเมือง นั่นก็คือบรรยากาศที่ไม่เป็น ประชาธิปไตย การริเริ่มการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เริ่มมาจากรัฐบาลในคณะ คสช. ที่มาจาก การรัฐประหารมีความไม่เป็นปกติของผู้ที่มีความเห็นต่างของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า ๖๔ คน กิจกรรมที่รณรงค์ต่อต้านการร่างรัฐธรรมนูญที่ดูแล้ว จะไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้เอื้อต่อประชาชนอย่างแท้จริง ถูกยกเลิก กิจกรรมไม่น้อยกว่า ๑๙ กิจกรรม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร ของคณะรัฐประหารโดยแท้จริงครับ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อบวกกับคำสั่ง คสช. ตามมาตรา ๔๔ และคำสั่งของคณะรัฐประหารต่าง ๆ ในการใช้อำนาจต่าง ๆ มาบวกกันแล้ว เป็นการปูทางการขึ้นสู่อำนาจ รักษาอำนาจ ขยายอำนาจของคณะรัฐประหารของประเทศไทย ในการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ และสืบทอดจนถึงปัจจุบันนี้ ขอเรียนทั้งหมดประมาณ ๔ องค์กร
องค์กรที่ ๑ คือวุฒิสภา วุฒิสภานั้น ๒๕๐ ท่านตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มาตรา ๒๐๐ เป็นต้นไป ทั้งหมดมาจากไหนครับ ที่มาถึงแม้จะมีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญว่า มีการสมัคร มีการสรรหาเยอะแยะ แต่สุดท้ายมาคัดเลือกโดยกรรมการทั้งหมด ๑๐ ท่าน ที่พึ่งเปดดเผยมาเมื่อ ๒-๓ วันนี้ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๑/๒๕๖๒ ใน ๑๐ ท่านนั้นมาจาก คสช. ๕ คน มาจากรัฐบาลของ คสช. เสีย ๕ คน นั่นหมายความว่าอย่างไร วุฒิสภาทั้งหมด ๒๕๐ คน มาจากการกำหนดโดยคณะรัฐประหาร พูดได้เต็มปากว่าคณะรัฐประหารกำหนด ๒๕๐ คน แล้วถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้วุฒิสภาทำอะไรได้บ้าง ผมยกตัวอย่างสัก ๒-๓ ตัวอย่าง ๑. เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ใน ๕ ปีนี้สามารถเลือกได้ ๒ ครั้งอย่างน้อย ถ้าอยู่ครบสภาได้ ๒ ครั้ง นั่นเอื้อต่อการสืบทอดรัฐประหาร ส.ส. ๕๐๐ คนลงเลือกตั้งเกือบตาย แต่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ส.ว. ครึ่งหนึ่งสามารถโหวตได้แล้วครับ ๓๗๖ มี ๒๕๐ อยู่ในทุน อีก ๑๐๐ กว่าเสียงก็ได้ ซึ่งรัฐบาลรัฐประหารก็ทำสำเร็จ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐประหารก็ยังสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต่อ นี่คือทำสำเร็จแล้วในการสืบทอด อำนาจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือใช้อำนาจวางคนก่อนแล้วก็เอามาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญไม่มีบอกว่าให้สิ้นสุดและมีการสรรหา ส.ว. ใหม่ อันที่ ๑
อันที่ ๒ ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้อำนาจ ส.ว. มีอำนาจในการโหวต วาระที่ ๑ ใช้ ๑ ใน ๓ ๒๕๐ ๘๔ ถ้าไม่ผ่านวาระที่ ๑ ๘๔ เสียง รัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้ วาระที่ ๓ ก็ ๑ ใน ๓ เหมือนกัน ให้ ส.ว. สามารถที่จะโหวตได้ ๘๔ เสียง ถ้าไม่มีไม่สามารถ แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ นี่คือการวางล็อกครั้งยิ่งใหญ่ให้อำนาจ ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง ของรัฐบาลรัฐประหารมาควบคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญล็อกไว้แล้วตัวเองต้องการสืบทอด อำนาจไป ๕ ปี ๘ ปี ๑๐ ปี อย่างนี้ก็ไม่ได้
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในการสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็มีการให้องค์กรเดิม คัดเลือกตัวแทน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สามารถส่งตัวแทนก็เป็นคนสืบเนื่องมาจากคณะรัฐประหารขึ้นไปเป็นกรรมการในการคัดสรร องค์กรอิสระอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ครับ นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบไว้ นี่คือองค์กรที่ ๑ ที่ผมเรียนว่าไม่เอื้อต่อการที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพราะว่ามันล็อกโดย คสช.
องค์กรที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ หลังการรัฐประหาร สนช. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะ คสช. ได้เห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน ๒ คน ต่อมามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน ๕ คนที่กำลังจะหมดวาระ แต่ คสช. ก็ใช้อำนาจ ตามมาตรา ๔๔ ต่ออายุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๕ คน และยังให้ทำงานต่อจนถึงเวลานี้ นั่นหมายความว่าอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญมีองค์คณะทั้งหมด ๙ คน แต่มี ๗ คนมาจาก คณะรัฐประหาร อีก ๒ คนไม่ใช่ ถามว่าฝ่ายที่ต่อต้านคณะรัฐประหารจะสบายใจได้ไหมครับว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมี ๗ คน มาจากการต่ออายุ ๕ คน และมาจากการแต่งตั้ง โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๒ คน ฝ่ายตรงข้ามจะสบายใจได้ไหมครับว่าจะได้รับการตัดสิน อย่างเป็นธรรม ผมว่าไม่ว่าใช้เหตุผลอะไรก็ไม่สบายใจได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากังวลใจมาก มาดูผลงานของศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคไทยรักษาชาติล้มล้างการปกครอง ไม่รับวินิจฉัย สูตรคำนวณปาร์ตีลิสต์ (Party list) ตาม พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา ๑๒๘ ระบุว่า เป็นหน้าที่ของ กกต. รับคำร้องธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. รัฐบาล ๓๐ กว่าคนถือหุ้นสื่อ ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ รับคำร้องพรรคอนาคตใหม่ล้มล้างการปกครอง วินิจฉัยรัฐมนตรี ยุค คสช. ไม่ผิดถือหุ้นสัมปทานรัฐ ส.ส. ฝ่ายค้าน ๓๒ คน ถือหุ้นสื่อไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่รับคำร้อง พลเอก ประยุทธ์ ถวายสัตย์ไม่ครบ วินิจฉัย พลเอก ประยุทธ์ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ นายสิระก้าวก่ายราชการไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่รับคำร้องสมาชิก สนช. ๕ คนถือหุ้นสื่อ พรรคเพื่อไทยสิ้นสุดสมาชิกภาพแม้คดียังไม่สิ้นสุด เพิกถอนสิทธิของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อีกไม่นานจะมีการวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ และถามว่าพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ ต่อรัฐบาลปัจจุบัน ต่อรัฐบาล คสช. และต่อต้านการรัฐประหารจะสบายใจได้ไหมครับว่าจะ ได้รับความเป็นธรรม เพราะเมื่อ ๗ คน ๗ : ๒ เป็นคนที่ต่ออายุและมาจากอำนาจรัฐประหาร คดียุบพรรคอนาคตใหม่จะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ตรงนี้ต้องติดตามดูว่าจะตัดสินอย่างไร
องค์กรที่ ๓ คือ กกต. ท่านประธานที่เคารพครับ กกต. เป็นองค์กรที่ คสช. มีการแต่งตั้งเข้ามาเช่นเดียวกัน โดยให้มีการยกเลิก พ.ร.ป. กกต. แล้วก็มีการสรรหาใหม่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและคนของ คสช. เข้ามาแต่งตั้ง สรุปแล้วการผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็คงเป็นคนของคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน ๗ คน. การเลือกตั้งเรารู้แล้วว่าที่ผ่านมา กกต. มีบทบาทอย่างไร การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นธรรม หรือไม่ การประกาศผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ (Real time) ไม่มี ใช้เวลา ๔๐ กว่าวันกว่าจะ ประกาศผลได้ การคำนวณสูตรพิสดาร ซึ่งออกแล้วพรรคอนาคตใหม่ยังหายไป ๗ เสียง ซึ่งยังคิดมากอยู่ว่าหายไปได้อย่างไรจากการคำนวณปกติ และตอนนี้ยังมีคำวินิจฉัยที่ส่งคำร้อง พรรคอนาคตใหม่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าการกู้ยืมเงินเป็นการให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด การกู้ยืมเงินกับให้ประโยชน์มันต่างกัน แต่ก็มีสิ่งนี้เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และวันนี้เป็นการวินิจฉัยและจะส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ลองดูว่า ๒ องค์กรซึ่งมีพื้นฐาน มาจาก สนช. จะวินิจฉัยอย่างไร จะทำลายพรรคอนาคตใหม่ให้สิ้นซากหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ พรรคอนาคตใหม่เราต้องการทำให้โปร่งใส การเงินต่าง ๆ ไม่เคยมุบมิบทำ ไม่เคยมีเงินใต้โต๊ะ หลังโต๊ะมาทำ แต่ถูกกระทำขนาดนี้และจะถูกวินิจฉัยจากองค์กรที่มี ๗ : ๒ อย่างนี้ ถามว่า เราจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ เรื่องนี้ผมขอความเป็นธรรมท่านประธานไปสู่พี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศ
องค์กรที่ ๔ คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. คสช. เคยใช้มาตรา ๔๔ เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสรรหา โดยกำหนดให้ประธาน สนช. และรองนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา และต่อมาได้ส่งรายชื่อให้ที่ประชุม สนช. ลงมติเห็นชอบ ซึ่งได้แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว ๕ คน จากทั้งหมด ๙ คน ๕ ใน ๙ ท่านเห็นไหมคดียืมนาฬิกาเพื่อนต่าง ๆ ไม่ได้รับการพิจารณา หลายคดีถูกตัดทิ้งไปหมด เหล่านี้เป็นอำนาจจาก คสช. มาตั้งหรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการตรวจสอบ ฉบับนี้ไม่ให้อำนาจในการตรวจสอบการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ของ กกต. ของ ป.ป.ช. กรรมาธิการจะเรียกมาสอบไม่ได้ นี่คือความบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ให้ การสิ้นสุด เปดดโอกาสให้อำนาจต่อเนื่องมาจัดตั้งองค์กรและมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ ใช้อำนาจ อย่างเต็มที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรที่จะต้องแก้ไข
อีกประเด็นหนึ่ง ขอแถมอีกนิดหนึ่งสัก ๑ นาที คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ เรื่องกรณีหุ้นสื่อ กรณีหุ้นสื่อเจตนารมณ์คือไม่ต้องการให้คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคนที่เกี่ยวข้องไปถือหุ้นสื่อแล้วไปใช้สื่อในการทำลายฝ่ายตรงข้าม สนับสนุนฝ่ายตัวเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ตีความได้ว่าการแค่ถือหุ้นสื่อในกระดาษจะต้องพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ถามว่าใช่หรือ ส่วนคนที่มีความสัมพันธ์ทางพฤตินัยใช้หุ้นสื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม แม้แต่ เดี๋ยวนี้ยังทำอย่างมโหฬาร ไม่เอาผิด เอาผิดไม่ได้ ป.ป.ช. ไม่ทำอะไร กกต. ไม่ทำอะไร ศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำอะไร องค์กรภาครัฐอื่นไม่ทำอะไร แล้วอย่างนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ความเป็นธรรมแล้วหรือ สมควรที่จะแก้ไขหรือไม่ ผมเรียนนะครับ ผมเห็นว่าใน ๔ องค์กร เหล่านี้อย่างน้อยจะต้องแก้ไขให้เกิดความยุติธรรม เกิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่มีการสืบทอด อำนาจอย่างนี้
หมดเวลา แล้วครับ
ขอให้ท่านประธานได้กรุณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามญัตตินี้ด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมดีใจมากที่สภาแห่งนี้ได้นำญัตติของเพื่อนที่ได้ยื่นต่อสภาก็คือ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผมคิดว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาถึงจุดแข็ง จุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเราเริ่มมีรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรได้มีบทบัญญัติขึ้นมา และรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นใช้เวลาเพียงประมาณ ๕ เดือนเศษ ๆ ก็มาเปลี่ยนแปลงเป็นฉบับถาวรในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งใช้เวลาในการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยาวนานที่สุดถึง ๑๓ ปีเศษ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพอย่างนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครอง ประเทศชาติไม่มีฉบับไหนที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่มีฉบับไหนที่ไม่มีจุดอ่อนจุดแข็ง เพราฉะนั้นใน ๒๐ ฉบับมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตามลำดับ เช่นเดียวกันรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้ในปัจจุบัน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้กรุณาอภิปราย ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของฉบับนี้ว่ามีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้มีความสมบูรณ์ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน และเกิดประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดถึงหลายมาตรา ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าควรจะเพิ่มเติมแก้ไขให้เป็นกฎหมายที่ดีที่สุดนะครับ กราบเรียนท่านประธาน ผมเห็นว่ามีอยู่ ๒ มาตราที่ผมจะพูดเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่า เป็นจุดอ่อนของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งควรที่จะปรับปรุงแก้ไขก็คือในมาตรา ๙๑ ที่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคำนวณจำนวนสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองโดยใช้ระบบ บัตรใบเดียว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานจำได้นะครับว่ามีบทบัญญัติให้ใช้บัตร ๒ ใบ คือเลือกคน เลือกพรรค เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เป็นการให้สิทธิเสรีภาพแก่พี่น้อง ประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่บังคับนะครับ รักคนเลือกคน รักพรรคเลือกพรรค แยกกันเลย ระหว่างคนกับพรรค ผมเรียนว่าเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่พี่น้องประชาชน ชื่นชอบมาก แต่ว่าเมื่อถึงปี ๒๕๖๐ จากบัตร ๒ ใบ เหลือใบเดียว เป็นการบังคับ ผมไม่ชอบคน แต่ชอบพรรคก็ต้องเลือก พี่น้องประชาชนชอบพรรคไม่ชอบคนก็ตัดสินใจยาก เป็นการบังคับ พี่น้องประชาชนในการเลือกผู้แทนราษฎรทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขตพื้นที่ ผมเรียนว่า ตรงนี้เป็นจุดอ่อน ผมได้มีโอกาสไปพบปะพี่น้องประชาชนหลายคนบอกว่าการเลือกบัตร ใบเดียวนั้นเป็นสิ่งที่บังคับเขา ข่มขืนเขา ข่มน้ำใจเขา เขาไม่อยากเลือกนาย ก แต่ชอบพรรค ก ก็จำใจต้องเลือก ไม่เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ผมเรียนว่าบทบัญญัติของมาตรา ๙๑ นั้นก็มีจุดอ่อนอยู่ซึ่งควรจะเปลี่ยนแปลง
อีกมาตราหนึ่งที่ไปกระทบกับพี่น้องประชาชนอย่างมากก็คือ มาตรา ๑๔๔ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ รวมทั้ง เรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ตลอดทั้งการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ที่เป็นการโอนรายการ ทั้ง ๓ เรื่องนั้นมีบทบัญญัติของมาตรา ๑๔๔ ว่าห้ามไม่ให้ผู้แทนราษฎร เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปชี้แนะ เข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ หน้าที่หลัก ของผู้แทนราษฎรนั้นนอกจากทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติแล้ว ก็มีหน้าที่อันหนึ่งที่ทุกคน ปฏิเสธไม่ได้ก็คือไปดูความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนของพื้นที่ ผมเรียนท่านประธานว่า ถ้าเกิดผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสที่จะมานำเสนอโครงการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงรายการ ผมถามว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนจะดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ผมเข้าใจได้นะครับว่าผู้ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้คิดมิติเดียวว่าผู้แทนราษฎรนั้นเป็นผู้ที่ไป แสวงหาผลประโยชน์ ผมเรียนท่านประธานว่าไม่จริงเสมอไปหรอกครับ ผู้แทนหลายท่าน ก็เป็นคนดีมีคุณธรรม แต่คนที่คิดหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินต้องมีมาตรการอื่น ในการกำจัด ในการลงโทษเขาให้รุนแรง ผมคิดว่าเอา ๒ เรื่องนี้มาผนวกเข้าด้วยกันแล้ว ก็ทำให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาสก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ผมเรียนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นยังให้โอกาสสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถ ปรับลดรายการและเสนอแนะขึ้นมาได้ การเสนอแนะเพิ่มเติมรายการในงบประมาณรายจ่าย ประจำปีนั้น ไม่ใช่ว่าคณะกรรมาธิการเสนอแนะแล้วจะดำเนินการได้ทันทีทันใด ก็ไม่ใช่ครับ ต้องผ่านกระบวนการในการพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องผ่านคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่า ถ้าเกิดมาตรา ๑๔๔ กลับไปใช้เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น จะยังประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนได้อย่างมหาศาล ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง จะเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้นั้นต้องไปแก้ไขในมาตรา ๒๕๖ ถ้าไม่ไป แก้ไขในมาตรา ๒๕๖ ซึ่งมีอนุมาตราถึง ๙ อนุมาตรา แต่ละอนุมาตรานั้นเป็นข้อจำกัดอย่างมาก ที่จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า จำเป็นที่จะมีบทบัญญัติในมาตรา ๒๕๖ ให้สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีบทบัญญัติหลายมาตราและ มีความละเอียด มีความรอบคอบมากพอสมควร แต่การที่มีบทบัญญัติครอบคลุมในทุกเรื่อง ในทุกรายละเอียดนั้นไม่นานก็ล้าสมัย ไม่นานก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราปดดประตู ไม่ให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมนั้น ก็ทำให้รัฐธรรมนูญจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ที่ยังประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในประเทศชาตินั้นคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพื่อที่จะไปรื้อ ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในบทบัญญัติที่ทำให้ประเทศชาติ เสียหาย ทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์ และที่สำคัญที่สุดไม่เป็นประชาธิปไตย เท่าที่ควร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณมากครับ
ท่านสมาชิก ต่อไปคือท่านสงวน พงษ์มณี และท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญท่านสงวน พงษ์มณี ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้ผมคงจะพูดทางกลยุทธ์ในการทำความเข้าใจ รัฐธรรมนูญมากกว่าทางเทคนิคกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อว่าภายใน ๕ ปีสภาแห่งนี้ จะมีปัญญาแก้รัฐธรรมนูญได้ ถ้าถามต่อว่าแล้วทำไมเราถึงพยายามจะตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อศึกษา เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าเราต้องการให้พี่น้องประชาชนทราบว่าปัญหาจริง ๆ ของบ้านเมืองอยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างไร ท่านครับถ้าเราทำให้ชาวบ้านเข้าใจ คนต่อต้านการศึกษา เรื่องนี้ กับคนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินตลาดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซ่อนกล ซ่อนเรื่องราวที่สำคัญ ๆ ไว้มากมาย ผมอาจจะมองต่างจากคนอื่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจากการยึดอำนาจเท่านั้น การยึดอำนาจเป็นปรากฏการณ์เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ครอบคลุมเป็นกระดูกสันหลังของการบริหารบ้านเมืองคือสภาความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ แล้วได้มาแก้ไขครั้งสุดท้ายคือปี ๒๕๕๙ ในมาตรา ๑๓ ยังสามารถตรากฎหมาย ตราข้อบังคับได้เอง ผมพูดเรื่องนี้ทำไม เพื่อจะบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญ ของประเทศนี้มีความมั่นคงเป็นกระดูกสันหลัง มีคำสั่งมาตรา ๔๔ และมีรัฐธรรมนูญ ฉบับเฉพาะกาลเป็นเกราะคุ้มกันเหมือนหอย จึงสร้างรัฐบาลหอยใหม่ขึ้นมาในรัฐธรรมนูญนี้ หอยใหม่ตัวนี้เปลือกหอยจะอยู่ได้ ๕ ปีพี่น้องครับ จากนี้ไปก็เหลือ ๔ ปีกว่าแล้ว เมื่อไรที่มี การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับเราเขาจะถูกลงโทษ แล้วเมื่อนั้นจะเกิดการ แก้ปัญหารัฐธรรมนูญได้ ท่านครับผมกำลังจะบอกอะไรกับพี่น้อง จะบอกพี่น้องว่าดอกผลของ รัฐธรรมนูญคือการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาล ในปี ๒๕๔๐ ผมเป็นผู้ร่างด้วย เป็น ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้น คนยกร่างเขาเขียนว่าเรากำลังจะสร้างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะสร้างรัฐของพลเมืองขึ้น รัฐของพลเมืองอำนาจอยู่ที่ประชาชน นักการเมืองต้อง ตั้งพรรคการเมืองร่วมกันเสร็จแล้วก็มาแถลงนโยบาย ใช้เงินตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภา และแถลงต่อประชาชน ประชาชนเลือกมาเสียงข้างมากก็มาแถลงต่อสภา แล้วทุกปีต้องมา แถลงเรื่องนี้ เงินใช้ตามนโยบายของนักการเมือง เป็นมิติใหม่ของการทำลายล้างระบบเก่า ซึ่งเงินใช้จากส่วนกลาง จากนั้นมาเมื่อถูกปฏิวัติยึดอำนาจปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำอยู่เรื่องเดียว ต้องการให้อำนาจการใช้เงินหลวงกลับไปอยู่ใน ส่วนกลาง กลับมาอยู่ในศูนย์อำนาจ เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างรัฐของ เสนาบดีขึ้น อำนาจรัฐของเราอยู่ที่เสนาบดี เงินหลวงจะจ่ายเอง ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญมา ตั้งแต่มาตรา ๑๔๑ เขียนอย่างสวยหรู เงินหลวงจะใช้ต้องออกพระราชบัญญัติ ต้องใช้ตาม พระราชบัญญัติ ต้องผ่านรัฐสภา พอมามาตรา ๑๔๔ บอกว่า ส.ส. ยุ่งเกี่ยวไม่ได้ เห็นไหมครับ ตัวแทนประชาชนใกล้ไม่ได้ แล้วใครจัดการครับ เสนาบดี การประมูลรับเหมาทั่วประเทศ รวมศูนย์ที่เดียว อีบิดดิง (e-Bidding) จากไหนครับ จากกรมบัญชีกลาง นี่ละคือรัฐธรรมนูญ ที่กดหัวประชาชนอยู่ เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะมีอยู่มีกินกัน เหมือนเมื่อก่อนนี้ ลำบากมากเพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจออกกฎออกระเบียบ ของส่วนกลาง มัดมือมัดเท้าประชาชนหมดเลย เปดดโอกาสให้ทุกอย่างอยู่ที่เสนาบดีหมด รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าปราบโกง เงินงบประมาณทั้งหลายดูแลอย่างดี เขียนไว้ อย่างชัดเจน ขอโทษครับพี่น้องประชาชน เงินนอกงบประมาณมหาศาล นับวันจะเพิ่มขึ้น ๆ จะมากกว่า งบประมาณแผ่นดินด้วยซ้ำไป แล้วใครใช้จ่ายครับ เสนาบดีทั้งนั้นเลย ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีกองทุนของตัวเอง ใช้กฎหมายเก็บเงินสะสมเงินไม่ต้องส่งเข้าคลังก็ได้ ใช้เงินเอง ท่านครับ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าการกู้เงินก็ถือว่าเป็น เงินงบประมาณ เงินกู้ แล้วก็ออกระเบียบมา ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านสั้น ๆ ระเบียบนี้ ออกเมื่อไรครับ ออกปี ๒๕๖๐ เรียกว่า พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐที่พูดถึงเงินงบประมาณพูดไว้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือเงินงบประมาณบ้าง ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ผลประโยชน์อื่นใดที่ตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน รายได้ของท้องถิ่นเป็นเงิน งบประมาณหมด เงินกู้ก็เป็นรายได้ เป็นงบประมาณ ใช้งบประมาณจ่ายต้องผ่านสภา เงินช่วยเหลือ เงินอื่น ๆ ที่เก็บได้ตามกฎหมายเป็นเงินงบประมาณที่ต้องผ่านบัญชีงบประมาณ ทั้งหมด แต่วันนี้รัฐธรรมนูญกลับกลายเป็นว่าเงินนอกงบประมาณ มาตรา ๕๓ เงินกองทุน ใหญ่ ๆ ไม่เข้าไปก็มี ที่ผมพูดถึงมาตรา ๕๓ หมายถึงพระราชบัญญัติงบประมาณที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องกองทุน ทั้งนั้นเลย เงินเหล่านี้เป็นเงินนอกงบประมาณมีมากกว่าเงินงบประมาณอีก นับวันจะเพิ่มขึ้น ๆ อย่างนี้พูดทำไม พูดเพื่อจะบอกว่าที่บอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ปราบโกง หลอกเรา และทำอย่างไร ผมอยากให้กรรมาธิการซึ่งผมจะได้เป็นหรือไม่ยังไม่รู้ ใครได้เป็นครับท่าน ให้ ส.ส. ทุกเขต เป็นตัวแทนของสภาเราไปรับฟังความคิดเห็นที่เจ็บปวดของประชาชนว่าวันนี้ทำมาหากิน เป็นอย่างไรบ้าง ข้อกฎหมายใด ระเบียบใดที่มีอุปสรรคกับเราเอามาให้สภาเห็นภาพ และเรา จะจัดชุดความคิด แล้วก็มาร่วมกันว่าเราจำเป็นต้องแก้อย่างไร ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ที่บอกว่ารักษาสิทธิประชาชน ดูแลประชาชน ปกป้องแผ่นดิน มาตรา ๒๖ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขียนเรื่องสิทธิของพลเมือง กฎหมายที่ออกมาจะละเมิดสาระสำคัญแห่งสิทธิไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไปรองรับว่าคำสั่งของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. ด้วย คำสั่งมาตรา ๔๔ เป็นกฎหมายได้ ไปรับรองคำสั่งซึ่งละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิ บุคคลมาเป็นกฎหมายใครแตะต้องก็ไม่ได้ จะตั้งคณะกรรมาธิการศึกษายังไม่ได้เลย วันนี้ผม ก็ยังไม่แน่ใจว่าซีกฝ่ายรัฐบาลจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ตั้งอย่างไรภาคเอกชน ก็สามารถศึกษาได้ ผมจะจบลงที่อย่างนี้นะครับ ขอให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องนี้ และพี่น้องประชาชนมาร่วมกันสะท้อนปัญหา ร่วมกันสร้างบทบาทภาคประชาชน เพื่อบังคับ ให้รัฐสภาไทยต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุน ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ของท่านสุทิน คลังแสง และท่านอาจารย์ปดยบุตร แสงกนกกุล ดังต่อไปนี้
ท่านประธานครับ ถ้าเราย้อนอดีตขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ประวัติศาสตร์ไม่เคย โกหกใครครับ หลังเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ จนนำมาสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ครับ มีการรณรงค์ มีการยกธงเขียวกันทั้งประเทศบอกว่านั่นคือรัฐธรรมนูญนิยม ผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ทุกวันนี้ผมก็ยังเก็บอยู่ครับ ที่บอกว่า รัฐธรรมนูญนั้นต้องตั้งขึ้นมาจากเจตจำนง ต้องมีความชอบธรรม ต้องมีการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกคนรู้สึกว่านี่คือกฎหมายสูงสุดที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้ แต่ท่านเห็นไหมครับว่าปี ๒๕๔๐ ไม่กี่ปีถัดมาก็เกิดรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ผมไม่อยากพูดถึง การรัฐประหารล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๗ ด้วยซ้ำครับ แต่ไม่พูดก็ไม่ได้เพราะนั่นคือที่มาที่ไปของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งผมจะอภิปรายให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี ๒๕๖๐ นั้น ได้ทำลายหลักการความชอบธรรมตามลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมที่เราพูดถึงได้ทำลายความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำลายเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานครับ เมื่อครั้งมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของโลกในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านอดีตประธานาธิบดีคนที่ ๔ ของประเทศสหรัฐอเมริกา เจมส์ แมดิสัน เคยกล่าวไว้ว่า ในประเทศนี้ไม่มีสังคมใดที่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญที่คงอยู่อย่างถาวร แม้กระทั่งกฎหมาย ที่คงอยู่อย่างถาวรได้ครับ โลกนี้จะเป็นของชนรุ่นต่อไปที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านตามดูนะครับ หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้จุดจบอาจจะไม่เหมือนกับอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาก็ได้ ผมไม่ได้ หมายถึงใครครับ แต่หมายถึงการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ และตามมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จะได้กล่าวต่อไป ฉันใดฉันนั้นครับท่านประธาน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองถึงแม้รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้หมายถึงเขาแก้ไม่ได้นะครับ เขาแก้ทั้งหมด ๑๐ กว่าครั้ง ด้วยกัน เราเรียกกันว่าหลักการที่เรียกว่าอะแมนด์เมนต์ (Amendment) มีการแก้ไขปรับปรุง แต่เขาแก้แต่หลักการสำคัญ ไม่เคยมีสักครั้งใดที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้วก็ออกกฎหมายมา บอกว่าการฉีกรัฐธรรมนูญนั้นคือความชอบธรรมครับ แน่นอนครับท่านประธาน ผมจะไม่พูดซ้ำกับสมาชิกท่านอื่นที่ได้พูดไปแล้ว ผมมีแค่ ๔ ประเด็น เป็น ๔ ประเด็นที่ไม่ซ้ำไม่เหมือนกับคนอื่น เพราะผมพูดถึงหลักเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ ที่ปรากฏในหมวด ๓ พูดถึงหน้าที่ของรัฐที่ปรากฏในหมวด ๕ พูดถึงเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่ปรากฏในหมวด ๖ พูดถึงหมวดองค์กรอิสระ อิสระหรือไม่เดี๋ยวว่ากัน และพูดถึงหมวด ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศไทย
ประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ยืนยันหลักการที่ตรงกัน ในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และวันนี้ยังมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๔ ฮิวแมน ดิกนิตี (Human dignity) ว่าคนเราเกิดมาต้องเท่าเทียมกัน ผมไม่รู้ว่าคนร่างเห็นว่า คนเท่ากันหรือไม่ และท่านเขียนมาก็ดีครับ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่า หมวด ๓ ทั้งหมดวันนี้เนื้อหาจำนวนมากไม่ได้เป็นหลักประกันและการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน แม้กระทั่งหลักการที่เรียกว่าแอบโซลูต ไรต์ (Absolute right) หรือสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการมีส่วนร่วมต่าง ๆ หลายครั้งเป็นการจำกัดสิทธิ ด้วยซ้ำ เป็นยิ่งกว่าลิมิเต็ด ไรต์ (Limited right) เป็นคอนโทรล ไรต์ (Control right) ด้วยซ้ำ ผมไม่พูดถึงการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกเตรียมจองกฐินจะพูดถึงว่าถ้าคนเรา จะรวมตัวกันแล้วเรียกร้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งทำไมเขาถึงจะทำไม่ได้ครับ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗ วรรคสอง บอกว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ถ้าในอดีตที่ผ่านมา ผมไม่ปฏิเสธคำนี้ เพราะคนเกิดมามีแต่เพศชายและเพศหญิงตามความเข้าใจในเชิงสรีระ เชิงกายภาพที่แท้จริง แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต้องคำนึงถึงทุกกลุ่มเป้าหมายครับ วันนี้ เรามีพี่น้องประชาชนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพศไม่ได้จำกัดเฉพาะชายและหญิง อีกแล้ว ถ้าจะเขียนก็ต้องเขียนในหลักประกันว่าการเคารพและการคำนึงถึงนั้นต้องพูดถึง ความเท่าเทียมในทุก ๆ มิติ ทั้งชายและหญิง และเพศที่มีความหลากหลายเข้าไปด้วยครับ ผมมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งครับในฐานะที่ผมเคยเป็นอนุกรรมาธิการ สสร. เมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านประธานอาจจะไม่ทราบครับว่าผมเป็นคนเขียนและยกร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๐ (๖) ส่งไปจากออฟฟดศหนึ่งไปให้ สสร. ท่านหนึ่งเอาเข้าที่ประชุมแล้วเขาเห็นด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรานี้เขียนขึ้นมาจากเลือดเนื้อของคนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกละเมิดทางเพศทั้งประเทศ สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือการถูกรีอะบิวส์ (Re-abuse) หรือการกระทำซ้ำ เอาแค่คำถามง่าย ๆ ว่าวันนั้นเพราะเหตุใดทำไมคุณถึงยอมให้ เขาละเมิดคุณ ทำไมคุณไม่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แล้วก็ถามกันแบบนี้วนไปวนมา รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๐ (๖) เขียนไว้อย่างนี้ว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ย่อมมีสิทธิ ได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการ ปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ท่านทราบไหมมาตรา ๒๖๐ นี้หายไป ท่านทราบไหมครับเขามีการตัดพนักงานสอบสวนหญิง วันนี้เราไม่มีนายร้อยตำรวจผู้หญิง อีกแล้วนะครับ นั่นคือหลักประกันพื้นฐานที่เขาควรได้รับ ท่านทราบไหมว่าเสียงของผู้หญิง หรือผู้ถูกละเมิดทางเพศทั้งประเทศไทยวันนี้ซึ่งมีเป็นหมื่น ๆ คนต่อปี เสียงของเขาอยู่ที่ไหน นั่นหรือครับที่ท่านเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ
ในประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอีกหลายมาตราที่เขียน หรือผมอาจจะใช้ คำว่า มีก็เหมือนไม่มี สิทธิในการเข้าชื่อของประชาชน พ.ร.บ. ป่าชุมชน ปี ๒๕๔๐ ไม่สำเร็จ ปีนี้มี พ.ร.บ. ป่าชุมชนจริงก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของ พี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องชาติพันธุ์มากันทั้งประเทศเลยครับ บอกเราว่าสิ่งที่รัฐบาลรับไว้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะเป็นหลักประกันของการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ดินทำกิน สถานะบุคคล ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่า ท่านเคารพสิทธิของความเป็นชุมชนอยู่ตรงไหนละครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีหลักประกัน การเข้าถึงสิทธิใด ๆ ดังกล่าว ประเทศไทยไม่ได้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ประเทศไทย รวมความหลากหลายทั้งมิติพหุวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ถ้ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีจริงต้องมีสิ่งเหล่านี้ และต้องทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงครับ นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ คือหลักที่เรามีการบัญญัติขึ้นใหม่ในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เสียดายนิดเดียวว่าจริง ๆ ถ้าผมมีเวลา ๑๕ นาทีตามที่ผมขอ ผมจะลงรายละเอียดอีกเยอะ ไปหมดเลยว่าการปฏิรูปประเทศไทยนั้นในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๗ ท่านบอกไว้แบบนี้ครับ ท่านต้องการเห็นสังคมที่มีความสงบสุข เป็นธรรม ประชาชนมีความสุข สุขภาพชีวิตที่ดี ท่านทราบไหมครับว่าเด็กในประเทศนี้ได้รับวัคซีนที่ดีที่สุดไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเขียนแบบนี้ปุ๊บ ถ้าทำไม่ได้ท่านเขียนทำไมครับ ท่านทราบไหมครับว่าคนที่เข้าถึงกฎหมายมีอคติ ๔ ประการ ที่บอกว่าคนเข้าถึงสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรมไม่เท่าเทียมกัน คนรวยคนจนไม่เท่ากัน การศึกษาสูงต่ำไม่เท่ากันครับ คนไทยกับไม่ใช่คนไทย ทั้ง ๆ ที่เขามีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่เท่ากันครับ และที่น่าเสียใจที่สุดการเป็นคนเมืองกับคนที่เป็นคนชนบทก็ได้รับการเลือก ปฏิบัติต่างกัน คนเรียนกฎหมายทุกคนท่องได้หมดเลย หลักการที่เรียกว่า นูลัม ไครเมน นูลา พีโอนา ไซเน เลเก (Nullum crimen nulla peona sine lege) คนจะถูกดำเนินคดีหรือว่า ถูกตัดสิทธิได้ต้องพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย ท่านเห็นไหม คดีจำนวนมากในทางการเมือง เขาอ้างกันแต่เพียงว่าเชื่อได้ว่า ไม่มีมูลเลยนะครับ ถ้าจะนำไปสู่การพิจารณาคดีถึงขณะที่ อาจจะมีการยุบพรรคการเมืองได้ ตกลงนั่นการเคารพเจตจำนงของประชาชนที่ท่านบอกว่า อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศนั้นเป็นอย่างไรครับ
ประการที่ ๔ คือองค์กรอิสระ ผมถามท่านประธานไปยังผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่า คำว่า องค์กรอิสระ นั้นท่านอิสระจากใครครับ ท่านอิสระจากประชาชนหรือครับ ท่านไม่ใช่ องค์กรอิสระที่แท้จริงนะครับ ถ้าท่านอิสระจากประชาชนท่านก็ว่ากันไปเลยครับ แต่เจ้าของ อำนาจอธิปไตยคือประชาชน ผมเคยเป็นอนุกรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๒ สมัยแรก ทุกเคส (Case) ไม่มีปัญหาเลยนะครับ เราจะปกป้องสิทธิของคนเล็กคนน้อย แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปสร้างหลักประกันว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องทำหน้าที่ปกป้องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนให้ประเทศไทย ตกลงท่านเป็นกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นองค์กรอิสระ หรือท่านเป็นกรมโฆษณาการครับ ขอประทานโทษ ที่ใช้ศัพท์เก่าไปหน่อยนะครับ ในท้ายที่สุดครับท่านประธาน ๔ ประการที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ คือแค่ตัวอย่างของการที่ไม่เห็นหัวประชาชนครับ หรือไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพที่เกิดขึ้น บนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน ผมอยากจะจบด้วยคำกล่าวของท่านอดีตประธานาธิบดี ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกท่านหนึ่งคือ ท่านทอมัส เจฟเฟอร์สัน เขาบอกว่ายามที่ประชาชน เกรงกลัวรัฐบาลที่นั่นมีการกดขี่ แต่ยามที่รัฐบาลเกรงกลัวประชาชนที่นั่นจะมีเสรีภาพ ผมสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญ ท่านอาจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม
ขออนุญาตท่านประธานค่ะ อนุรักษ์ บุญศล คนต่อไปค่ะ
ก็ขออภัย ท่านอนุรักษ์ก่อนครับ ท่านโกวิทย์ขอให้ท่านอนุรักษ์ก่อนนะครับ และท่านต่อจากท่านอนุรักษ์ ขออภัยครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน อนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในค่ำคืนนี้มีผู้หญิง เพียงเสียงเดียวเท่านั้นที่รอมาแสนนาน ดิฉันขอสนับสนุน ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ของนายสมคิด เชื้อคง กับคณะ ท่านประธานคะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๗ รัฐสภา ส่วนที่ ๓ ว่าด้วย วุฒิสภาที่เราเรียกว่า ส.ว. มาตรา ๑๐๗ ว่าด้วยจำนวนสมาชิก ๒๕๐ คน และที่มาของ ส.ว. เรียนท่านประธานให้ทราบว่า ส.ว. ๒๕๐ คนมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่ได้มาจากเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง เจ้าของประเทศในที่นี้ก็คือ ประชาชนเจ้าของประเทศซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง ๔๗ ล้านคน ดิฉันต้องการรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะ ส.ว. มีการยึดโยงกับประชาชน แต่ ส.ว. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีการยึดโยงกับ ประชาชนเลย การแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คนเป็นการนำประเทศถอยหลังลงคลองร่วม ๓๐ ปีเลยทีเดียว ไม่แตกต่างเหมือนยุคเผด็จการในอดีตที่เคยทำมา เป้าหมายการแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน เพื่อการสืบทอดอำนาจ และมีการชูธงของการออกกฎหมายเรื่องนี้ชัดเจนเพื่อให้มีการดำรง ตำแหน่งต่อไป เพื่อใครดำรงตำแหน่งต่อไปคะท่านประธาน และเป็นการมองข้ามหัวประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๗ ล้านคน ส.ว. ๒๕๐ คนควรให้ประชาชนเลือกเข้ามาจึงจะสง่างาม ดิฉันเฉลี่ยให้ประธานได้รับทราบว่าประชากรเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ว. ๑ คน แต่ ส.ว. ในชุดนี้ ในรัฐบาลนี้ ในปัจจุบันนี้การแต่งตั้งลากตั้งเข้ามาทุกคน ดิฉันถามว่าค่าของคนอยู่ที่ คนของใคร และโอกาสในการทำหน้าที่จะยอมลดความอหังการของหอคอยงาช้างหรือไม่ ที่จะทำงานเพื่อประชาชนสักกี่มากน้อย เพราะว่าต้องตอบแทนบุญคุณเพื่อชูบุญวาสนา ให้กับตนเองและผู้มีอำนาจ ประชาชนมีสิทธิแต่ไม่ได้เลือก ส.ว. แม้แต่คนเดียว แต่อำนาจ บนหอคอยงาช้างเลือกตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คนเข้ามา ดิฉันถามว่า ส.ว. ๒๕๐ คนเคยคิดถึง ความยากจนของประชาชนหรือไม่ ตอนนี้เศรษฐกิจขาลง เศรษฐกิจของโลกเดือดร้อน เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ ส.ว. ๒๕๐ คนเคยคิดถึงประชาชนคนยากไร้หรือไม่ ดิฉันถามว่า เขาหิว เขาหนาว เขาเดือดร้อนเคยอาทรบ้างไหม ส.ว. เอ๋ย หรือหอคอยงาช้างช่างละเลย หน้าที่เงยเคยก้มไหมใครร้อนรน ท่านประธานที่เคารพค่ะ นั่นคือ ส.ว. ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้การเมืองแตกแยกร้าวฉานมากยิ่งขึ้น เพราะมุมมองที่มาของสภาสูงและสภาล่าง ไปคนละทิศละทาง สภาล่างคือ ส.ส. มองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน สภาสูงคือ ส.ว. มองปัญหาเพื่อผลประโยชน์และพวกพ้อง ทำอย่างไรจะคงอยู่ในอำนาจต่อไปให้นานที่สุด มาตรา ๑๑๓ กำหนดให้ ส.ว. จะต้องเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ต่อพรรคการเมือง หรือไม่อยู่ในอาณัติของพรรคการเมือง ปัจจุบัน ส.ว. ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาล หรือว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จนน่าสังเวชใจ มันน่าสังเวชใจยิ่งนักเพราะว่ามันหมดความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน และคนประชาธิปไตยทั้งประเทศ ในบทเฉพาะกาลให้อำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ มันคืออะไร ผู้แต่งตั้งเข้ามามีสิทธิเลือกได้ ๒ สมัย ๘ ปี แล้วประชาชนจะพึ่ง ส.ว. ได้อย่างไร เมื่อที่ไปที่มาเป็นเยี่ยงนี้ กฎหมายสำคัญต่อคนยากคนจนที่เป็นประโยชน์ของคนในชาติ ก็ไม่กล้าทำ เพราะทำงานตามใบสั่งของผู้แต่งตั้ง ทั้งหมดทั้งมวลที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อชาติ และประชาชน ไม่ใช่ตอบแทนเกื้อหนุนผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้ง ส.ว. เข้ามา ขอบคุณท่านประธาน
ต่อไปเชิญ ท่านอาจารย์โกวิทย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานและขอขอบคุณที่เปดดโอกาสให้ ท่านสมาชิกได้อภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่า ผมเห็นด้วยในการที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ ๖ ญัตติ ด้วยกันในวันนี้ แต่ญัตติที่ผมคิดว่าน่าสนใจแล้วก็อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธานก็คือ เรื่องของท่านเทพไท เสนพงศ์ ในการพูดถึงให้ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีบางญัตติที่พูดถึงให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อันนี้ผมคิดว่ามันเป็นการเปดด ช่องทางหลาย ๆ ช่องทางที่จะฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นของสภาได้นำไปพิจารณา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมต้องตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะว่าส่วนหนึ่งเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญคงมีปัญหาตามที่ เพื่อนสมาชิกได้กล่าวได้อภิปรายในสภานี้หลาย ๆ ประเด็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าสู่ อำนาจรัฐของ ส.ส. ส.ว. แล้วก็มีวิธีการเลือกตั้งที่ยังมีปัญหาหลายเรื่อง สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด คิดว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไปหลายประเด็นแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดเพิ่มเติมในประเด็น ที่เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก นั่นก็คือในเรื่องของการที่เราเคยพูด เสมอว่าเราจะลดอำนาจภาครัฐได้อย่างไร ผมคิดว่าคำนี้หลายพรรคการเมืองนำไปหาเสียง แล้วสิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนเรื่องการลดอำนาจภาครัฐ ผมเข้าใจว่าต้องไปพูดถึงความสัมพันธ์ ระหว่างภารกิจรัฐกับภารกิจท้องถิ่น ซึ่งในรัฐธรรมนูญหลายฉบับก็ได้เขียนเรื่องนี้ ยกตัวอย่าง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งจริง ๆ แล้วมาจากการรัฐประหารเหมือนกัน แต่ได้เขียนกำหนด อำนาจหน้าที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการจัดบริการสาธารณะ ซึ่งประเด็นแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างอำนาจรัฐต่อนี้ไปเราคิดว่าจะต้องให้ท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการในการจัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งอันนี้นำไปสู่ความ ซ้ำซ้อนในการจัดภารกิจระหว่างรัฐกับท้องถิ่นอยู่มากมาย แล้วนำไปสู่ปัญหา เพราะฉะนั้น การลดอำนาจภาครัฐต้องไปเพิ่มอำนาจท้องถิ่น ไปเพิ่มอำนาจของภาคประชาชนและพลเมือง ให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นว่าในรัฐธรรมนูญหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดีได้เขียนอยู่เรื่องหนึ่งในแนวนโยบายแห่งรัฐ แล้วผมคิดว่า อาจจะเขียนในหมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นก็ได้ นั่นก็คือการทำให้พูดถึงการจัดการ ตนเอง หรือกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนพึ่งตนเองและตัดสินใจในการดำเนินการ กิจกรรมของท้องถิ่น เป็นต้น การเขียนแบบนี้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐส่วนหนึ่ง ที่ไปกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขออนุญาตอ้างถึงสักนิดหนึ่งในมาตรา ๗๘ (๓) เขียนไว้น่าสนใจ แล้วผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ยังมีจุดอ่อนในประเด็นที่ผมพูดถึงอยู่มากพอสมควร นั่นก็คือกระจายอำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจกรรมของท้องถิ่นเองได้ แล้วก็ พัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด นี่คือการส่งเสริม ให้จังหวัดที่มีศักยภาพมีความพร้อมที่จะเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับจังหวัด ซึ่งผมคิดว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ทำให้อำนาจของท้องถิ่น อำนาจของประชาชนที่เราจะต้อง ออกแบบในรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจแล้วก็ดำเนินการในการตัดสินใจในการจัดบริการสาธารณะ และดำเนินกิจกรรมของท้องถิ่นได้ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้นได้พิจารณาในประเด็นเหล่านี้
ในประเด็นต่อมาก็คือว่า มีท่านสมาชิกพูดหลายท่านแล้วเรื่องของการกำหนด รูปแบบพิเศษของการจัดการท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมคิดว่ายังมีจุดอ่อนที่ยัง เปดดโอกาสหลายเรื่องว่าในโครงสร้างท้องถิ่น ปกติโครงสร้างท้องถิ่นเขาจะเขียนในรัฐธรรมนูญ เกือบทุกฉบับบอกว่าผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือว่ามาจาก ความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น นั่นก็หมายความว่าในการที่จะไปดำเนินการให้มีผู้บริหาร ท้องถิ่นนั้นจะต้องมีได้ทั้ง ๒ วิธีที่ผมเอ่ยในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่อย่างไรก็ตามในการปกครองรูปแบบพิเศษก็เปดดว่าให้ใช้รูปแบบวิธีอื่นได้ ในการมีผู้บริหารท้องถิ่น ประเด็นนี้จะเป็นการเปดดช่องและเปดดประเด็นให้ผู้มีอำนาจที่จะไป ดำเนินการในเชิงกฎหมายลูกนี่อาจจะผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมาจาก การเลือกตั้งได้
ประเด็นสุดท้าย อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้น ผมคิดว่าการรับรองสิทธิของคนท้องถิ่น ผมเรียนตรง ๆ ว่าอยากจะบอกผ่าน ท่านประธานไปยังผู้ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ และอยากจะเป็นปากเสียงให้กับคนท้องถิ่นว่า หลักประกัน ๒ เรื่องที่จะต้องทำก็คือ สิ่งหนึ่งที่จะต้องพูดกันก็คือหลักประกันเรื่องรายได้ ท้องถิ่น ศักยภาพของท้องถิ่น การเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บภาษีก็ดี ในการจัดการ เรื่องการหารายได้ของท้องถิ่นก็ดี ผมคิดว่าจะต้องบัญญัติไว้แล้วก็มีการศึกษาว่าจะทำอย่างไร
ประเด็นต่อมาก็คือหลักประกันข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญ บางฉบับได้บัญญัติให้พนักงานท้องถิ่นเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือการทำให้ สถานะของพนักงานท้องถิ่นมีสถานะเทียบเท่าข้าราชการ เพราะมีเสียงบ่นจากคนท้องถิ่นว่า ศักดิ์ศรีและตำแหน่งเขาในการเทียบตำแหน่งระหว่างข้าราชการพลเรือนและพนักงานท้องถิ่น ยังมีสิทธิที่ไม่ใกล้เคียงกัน
อันนี้เป็นประเด็นที่อยากฝากเป็นประเด็นสุดท้ายว่าในการศึกษารัฐธรรมนูญ ก็ลองไปดูว่าในการกำหนดตำแหน่งหรือสถานะของคนท้องถิ่นซึ่งเป็นพนักงานท้องถิ่นอยู่ แล้วก็มีความลักลั่นในการกำหนดตำแหน่ง เช่น ใน อบต. อาจจะเรียกว่า พนักงานท้องถิ่น ในเทศบาลก็พนักงานท้องถิ่น ใน อบจ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่า ข้าราชการส่วนจังหวัด ใน กทม. เรียกว่า ข้าราชการ กทม. ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เรื่องที่ผมนำเสนอสถานะ ของคนท้องถิ่น ในประเภทองค์กรท้องถิ่นทั้ง ๔-๕ ประเภทอย่างที่ผมพูดถึงมันมีความต่าง เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานให้ผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้ศึกษาหรือหาแนวทาง ทั้งปัญหาที่เพื่อนสมาชิกพูดแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในประเด็นที่ผมพูดถึงทั้งหมดให้กรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นได้ไปพิจารณาดำเนินการด้วย ขอขอบคุณครับ
ต่อไป ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ล้มเหลวในการเป็นรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญที่จะทำให้เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศได้นั้นจะต้องเป็นฉันทามติของคนในประเทศนี้ว่าเราจะอยู่ร่วมกันในประเทศนี้ และมีส่วนในการจัดสรรปันส่วนอำนาจต่าง ๆ อย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกันได้อย่างไร ท่านประธานครับ ฉันทามติที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนออกมาในการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความอื้อฉาว และล้มเหลวที่ผ่านมา และแน่นอนครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีการปฏิรูปการเมืองมาจนเรามีโอกาสได้มีการ เลือกตั้งโดยมีกติกาการเลือกตั้งที่แน่นอน เรียบง่าย จนทำให้คนไทยมีความมั่นใจ ในระบบ การเลือกตั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่าจากประสบการณ์ของการยึดอำนาจครั้งแล้ว ครั้งเล่าของคณะรัฐประหารเขาน่าจะรู้ดีว่าถ้าเขาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเดิมต่อไปนั้น เขาไม่มีทางที่จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๑ ผมคิดว่า เรามีปัญหามากจริง ๆ ถ้าผมอยากจะเปรียบเทียบสักภาพหนึ่งก็เหมือนกับถ้าเราจะเข้าแข่งขัน ฟุตบอลสักแมตช์ (Match) หนึ่ง เรายังไม่รู้เลยครับว่าแมตช์ (Match) นี้การแข่งขันรอบนี้ กติกาจริง ๆ เป็นอย่างไรกันแน่ กรรมการจะตัดสินว่าคนที่ได้ ๑ : ๐ ชนะหรือเปล่า หรือคนที่ได้ ๑ : ๑ แล้วต้องทำอย่างไรต่อ และหลังจากที่เราแข่งขันกันเสร็จกรรมการบอกว่าขอเวลา อีก ๒ เดือนปรึกษากันว่ากติกาจะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นท่านประธาน แข่งบอลแบบนี้ท่านประธานอยากแข่งไหมครับ พวกผมอยากแข่งนะครับ แต่เรารู้ดีว่า การแข่งแบบนี้นั้นไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้เพราะกติกาแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และในระดับสากล
ท่านประธานที่เคารพ จากการที่เราเห็นมาตรา ๙๑ ที่การคำนวณสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อนี่นะครับ เราจึงตั้งข้อสงสัยในบทบาทของ กกต. ว่า เป็นอิสระจริงหรือไม่ เมื่อเราไปดูในมาตราที่เกี่ยวข้องกับ กกต. เราจะเห็นว่ามีการแต่งตั้งมา โดยการแนะนำของวุฒิสภา ท่านประธานครับ มันก็กลับไปในหัวใจสำคัญของการอภิปราย ของวันนี้ก็คือบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. เป็นอย่างไรกันแน่ มีอยู่เพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรืออยู่เพื่ออำนาจของการสืบทอดอำนาจกันแน่
ท่านประธานครับ เราจำเป็นที่จะต้องกลับมาไม่ว่าใครจะอยากเข้าสู่อำนาจ ด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ กติกาที่ประเทศนี้จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญนี้จะต้องเรียบง่ายตรงไป ตรงมาและไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตั้งคำถามว่าเสียงของเขานั้น หายไปไหน ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนออกมาเมื่อ กกต. นั้นไม่ได้มีความแน่วแน่ ในการเปดดเผยคะแนนดิบรายหน่วย มีการเลือกตั้งที่ผิดพลาดในหลายเขต แล้วสิ่งที่ กกต. แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่มีอำนาจเรื่องนี้ก็คือหลายครั้งหลายคราที่ต้องส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการตีความ ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแบบนี้ที่ไม่สามารถสร้างฉันทามติให้กับคนในประเทศ นี้ได้การเลือกตั้งแต่ละครั้งก็จะด้อยค่าลงไป เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งเราก็จะได้รัฐบาล ที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง นี่เป็นการที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้นถดถอยนะครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถดถอยจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยังมีอีกหลายมาตรานะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างในมาตรา ๗๗ ที่ว่าด้วยการรับฟัง ความคิดเห็นในการตรากฎหมาย ถ้าเราอ่านตามตัวอักษรในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี ที่กฎหมายทุกตัวจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายโดยมีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนะครับ แต่สิ่งที่เป็นปัญหามากก็คือ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญครับ ในเรื่องของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ในการจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายในมาตรา ๖ ของ พ.ร.ป. ประกอบนี้ ก็คือมาตรา ๖ ให้อำนาจศาลฎีกาในการปรับเปลี่ยนผลทางกฎหมายได้ด้วย ท่านประธานครับ คนที่จะต้อง มีสิทธิคือได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทางกฎหมายควร จะเป็นผู้ที่ประเมินกฎหมายเหล่านั้นด้วยตัวของพวกเราเองก็คือสภานิติบัญญัติแห่งนี้ ผมยังคิดว่าหลักเกณฑ์ในการที่เราจะนำกฎหมายกลับมาทบทวนด้วยหลักการของ อาร์ไอเอ (RIA) เรกูลาทอรี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Regulatory Impact Assessment) ควรจะต้อง มอบอำนาจให้กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายตุลาการ และการที่จะประกาศว่า กฎหมายไหนจำเป็นต่อสังคมหรือไม่จะต้องมาจากพวกเราที่เป็นสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่ศาล ที่ไม่ได้ยึดโยงกับการเข้ามาสู่อำนาจโดยอำนาจของประชาชน
ท่านประธานครับ มาตราต่อไปที่ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลว ในการเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือมาตรา ๖๕ ที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมเข้าใจว่าเมื่อเรามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งหลายคราเราต้องการยุทธศาสตร์ ที่แน่นอน ไดเร็กชัน (Direction) ที่แน่นอน แต่ถ้าทุกท่านไปดูยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นี่ไม่ใช่ ทิศทาง มันลงไปในรายละเอียดที่รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ขาดการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนและลดทอนอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์เหล่านี้ประชาชน หายไปได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นที่รับรู้แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องดำเนินนโยบายและงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาตินี้ บทเฉพาะการได้กำหนดไว้ว่า ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ได้ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ทางวุฒิสภาเองสามารถ เสนอศาลรัฐธรรมนูญ แล้วขั้นตอนต่อไปคือ ป.ป.ช. ในการที่จะเอาโทษรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารมีข้อจำกัดมากในการกำหนดในการดำเนินนโยบาย และสิ่งที่มันอันตรายในเรื่องนี้ก็คือความรับผิดชอบต่อประชาชนจะหายไป รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งที่มาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้ามาในสภาแห่งนี้ได้ก็เพราะเราได้นำเสนอ นโยบายให้กับประชาชนว่าถ้าเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้เราจะทำนโยบายอย่างไรให้กับ ประชาชน และพรรคการเมืองทุกพรรคก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่หาเสียงกับประชาชนไว้ แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบกับองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ว่าจะ เป็นวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนี้แล้ว การที่เราลงสนามเลือกตั้งนำเสนอนโยบายเราก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาอีกต่อไป เพราะว่า ประชาชนไม่มีอำนาจมากไปกว่าองค์กรเหล่านั้นที่ตรวจสอบอำนาจการทำงานของรัฐบาล ไม่มีประเทศไหนที่เอายุทธศาสตร์ชาติบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่กำหนดทิศทางแล้วก็เป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจนครับ และให้อำนาจกับ ฝ่ายบริหารนั้นได้ออกนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศในช่วงต่าง ๆ ถ้ารัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่แบบนี้ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดองค์กรต่าง ๆ ที่มาจัดสรรอำนาจโดยมอบอำนาจ ทั้งหมดให้กับการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นกุญแจล็อก รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไว้ให้ต้องเชื่อฟังยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ชาติที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการที่จะเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ท่านประธานครับ ไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนในการที่จะแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้มีความสำคัญอย่างมากที่จะศึกษาในรายละเอียด ถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศมากมายขนาดนี้ ไม่ว่า จะทำให้เกิดรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพเพราะมีพรรคผสมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของ องค์กรต่าง ๆ ที่มากจนเกินขอบเขต และจริง ๆ แล้วการที่เราจะสามารถจัดสรรบุคลากรเข้าไป ในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้จะแสดงความจริงใจของรัฐบาลว่ารัฐบาลจริงใจต่อการ แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบที่ท่านได้แถลงนโยบายเอาไว้ตั้งแต่วันแรกหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ แล้วมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งขึ้นมาอย่างยิ่ง ผมอยากจะให้กำลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้ จะต้องทำด้วยความกล้าหาญและทำด้วยความกล้าหาญที่ยึดมั่นในเสียงของพี่น้องประชาชน โดยที่ไม่ยึดมั่นกับสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เจตจำนงในการร่างขึ้นมา เมื่อเราบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มากขึ้นเท่าไร เรายิ่งเห็นว่าเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีประชาชนอยู่ใน ส่วนร่วมเลย และจริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย แล้วน่าจะ เป็นจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวแรกที่เราเริ่มต้นทำด้วยกันได้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิก ขออนุญาตแจ้งกำหนดการวันพรุ่งนี้สักนิดครับ เนื่องจากพรุ่งนี้เรามีกำหนดการที่ท่านสมาชิก ต้องเฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนะครับ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ สวนหลวงพระราม ๘ ผมขอเรียนเชิญท่านสมาชิก ให้มาพร้อมกันที่อาคารรัฐสภาในเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกาหรือเวลาเที่ยงตรง เพื่อที่จะมาขึ้นรถ ที่นี่พร้อมกันไปยังสวนหลวงพระราม ๘ ส่วนการแต่งกายเป็นเครื่องแบบเต็มยศสวมหมวก แล้วท่านสมาชิกอย่าลืมนำบัตรเข้าร่วมงานติดตัวมาด้วยนะครับ ขอให้ตรงเวลาด้วยพรุ่งนี้ วันนี้เราประชุมกันพอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายขอเป็น อภิปรายในสัปดาห์ต่อไปนะครับ กราบขอบพระคุณและปดดประชุมครับ