วิเชียร ชวลิต เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญไทยตลอด 20 ฉบับ และชี้ประเด็นปัญหาจากการบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ความไม่เท่าเทียมในสภา และข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก จึงเสนอให้มีการศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างรอบด้านโดยเปิดรับความคิดเห็นประชาชนเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของระบอบการเมือง
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเป็นผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้มีการพิจารณา รวมญัตติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้สภาได้พิจารณา ญัตติที่มีเรื่องทำนองเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันเพื่อพิจารณาพร้อมกัน ก่อนอื่นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นหลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมอยากจะ เรียนว่า
ประการแรกประเทศเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบันประกาศใช้ ไปแล้วจะเรียกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือบางครั้งอาจจะมีคำว่า ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งหมด ๒๐ ฉบับ ใน ๒๐ ฉบับนี้เราใช้มา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันก็ประมาณ ๘๐ กว่าปีแล้ว คำนวณแล้วฉบับหนึ่งเฉลี่ยก็ ๔ ปีเศษ ก็ไม่มากไม่น้อย แต่รัฐธรรมนูญ ๒๐ ฉบับที่มี มีเพียง ๑๒ ฉบับที่เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็มีที่มาจากการมีกระบวนการในการ พิจารณายกร่าง แล้วก็มีทั้งดำเนินการโดยคณะรัฐประหารก็อยากจะเรียนว่าในนั้นมี ๘ ฉบับ ที่เป็นฉบับชั่วคราว แล้วทั้งหมด ๒๐ ฉบับยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร ๑๐ ครั้ง สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่ารัฐธรรมนูญของไทยในฉบับก่อน ๆ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนถึงปี ๒๕๔๐ ผมอยากเรียนว่าก่อนหน้านั้นกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา มีความแตกต่างกันหลายประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าเดิมทีเดียว ก่อนปี ๒๕๔๐ รัฐสภาถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแล้วก็ทำหน้าที่ในทุก ๆ เรื่อง หรือมีประเด็น ทางการปกครองอะไรก็ตามจะมาตัดสินวินิจฉัยที่สภา อาจจะมีสภาผู้แทนราษฎรหรืออาจจะ มีวุฒิสภา แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ก็จะมีอยู่ทั้งหมด ๕ ฉบับ ๓ ฉบับเป็นฉบับถาวรก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ๓ ฉบับนี้เป็นฉบับถาวร และ ๒ ฉบับก่อนหน้านี้ ก็ถูกยกเลิกไป แล้วก็มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาบังคับใช้ สิ่งที่แตกต่างไปในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็คือว่า
ประการแรกก็คือ มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นในระบอบการปกครองของไทยเป็น ครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา
ประการที่ ๒ ก็คือสภาไม่ใช่ผู้มีอำนาจแทนปวงชนชาวไทยในทุก ๆ เรื่อง เพราะอะไร เพราะสภาได้ถูกลดอำนาจลงเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย ก็คือทำหน้าที่นิติบัญญัติ และเป็นผู้ควบคุมฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นลักษณะที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเกิดข้อขัดแย้งประการใด ก็ตามสภาไม่ใช่ที่ตัดสินทั้งหมด อำนาจในการวินิจฉัยก็จะอยู่ที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ นี่คือ ผลที่นำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะนำไปสู่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความพิเศษขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมาค่อนข้าง จะซับซ้อนแบ่งหมวดถึง ๑๕ หมวด แล้วก็เดินตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมอยากจะเรียน กับท่านประธานว่าโดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถ้าท่านทั้งหลายและพี่น้องประชาชน ได้อ่านหลังจากที่ลงประชามติไปแล้ว ถ้าได้อ่านโดยละเอียดจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๖๐ มีความเหมือนกันหลายประการ โดยเฉพาะหลักประกันในเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ การคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นถ้าเราได้ยินได้ฟังว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ได้ดูแลพี่น้องประชาชน ผมอยากจะเรียนด้วยความเคารพว่า ถ้าเราไปอ่านและพิจารณาในรายละเอียดในมาตราต่าง ๆ ต้องขอบคุณทางสภาผู้แทนราษฎร ได้กรุณาทำข้อเปรียบเทียบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ถ้าท่านไปพิจารณา จะเห็นว่ามีหลายมาตราและเป็นส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติสอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญหรือเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าความแตกต่าง อยู่ที่กระบวนการในการบัญญัติกฎหมายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าถ้าเรา พิจารณารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยความเป็นธรรมก็จะเห็นข้อแตกต่างบางประการ ที่บัญญัติจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และก่อนที่จะไปดูว่ามีเรื่อง ที่น่าสนใจและสำคัญอย่างไร ผมอยากจะเรียนว่าเราควรจะไปดูว่าบทบัญญัติในการแก้ไข รัฐธรรมนูญมีหลายท่านได้พูดถึงการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นได้บัญญัติการแก้ไขเพิ่มเติมไว้เป็นหมวดหนึ่ง บัญญัติอยู่ในมาตรา ๒๕๕ และมาตรา ๒๕๖ ในมาตรา ๒๕๕ นั้นมีบทบัญญัติเหมือนกันทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บทบัญญัติดังกล่าวนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า กำหนดไว้ ที่สำคัญก็คือว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และประการที่ ๒ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับที่เราถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย ซึ่งทุกคน เคารพยกย่องแล้วก็นับถือกันอยู่ ก็อยากจะเรียนว่ามีบทบัญญัติเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งมีบทบัญญัติต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บางประการ ซึ่งผมอยากจะหยิบยกว่า ในบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ ได้ระบุว่าใครบ้างที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็คือคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๕ หรือประมาณ ๑๐๐ คน ถ้าเป็น ๒ สภาก็คือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกันก็ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ คน หรือประชาชนมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นะครับ ในการเสนอนั้นจะต้องทำเป็น ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาใน ๓ วาระ อันนี้เป็นขั้นตอนของการพิจารณาหรือเสนอ ร่างกฎหมายโดยปกติจะต้องดำเนินการดังกล่าว แล้วก็จะต้องมีบันทึกประกอบ ที่สำคัญก็คือ มีทั้งหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลที่มาที่ไปของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีสรุป วิเคราะห์ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเกิดผลกระทบและเกิดผลดีอย่างไร นี่คือการเสนอร่าง ในวาระที่ ๑ จะต้องมีการลงมติโดยเปดดเผยก็คือการขานชื่อของสมาชิกที่จะร่วมกันพิจารณา ว่าจะรับหลักการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา ๒๕๖ ได้ระบุว่า ต้องเป็นความเห็นร่วมของสมาชิกหรือเป็นการประชุมรัฐสภาที่มีเสียงตั้งแต่ ๓๗๕ ท่านขึ้นไป แล้วใน ๓๗๕ จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วยไม่ต่ำกว่า ๘๔ ท่าน เพราะฉะนั้นทั้งหมด ก็คือ ๒๙๑ บวก ๘๔ เป็นอย่างน้อยก็จะได้ ๓๗๕ แล้วในวาระที่ ๒ จะต้องมีการพิจารณา เรียงมาตรา ซึ่งอันนี้เป็นไปตามปกติของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในวาระที่ ๓ ก็จะต้องดำเนินการเหมือนกันก็คือเปดดเผยแล้วก็เรียกชื่อต้องมีเสียงมากกว่า ๓๗๕ ท่าน และมีเงื่อนไขพิเศษในวาระที่ ๓ ก็คือว่าจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นฝ่ายค้านก็คือพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือเป็นประธานหรือรองประธานสภามากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของทุกพรรครวมกันนะครับ แล้วก็ต้องมีสมาชิกวุฒิสภามากกว่าหรือเท่ากับ ๘๔ ท่าน อันนี้ก็คือกระบวนการในการพิจารณาแล้วก็ดำเนินการ เมื่อเสร็จแล้วจะต้องรอไว้ ๑๕ วัน ถึงจะเสนอทูลเกล้าฯ ได้
มีประเด็นเพิ่มเติมอีกก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเงื่อนไขพิเศษ ก็คือว่าถ้ามีการแก้ไขในหมวด ๑ ก็คือบททั่วไป ถ้าท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญบททั่วไป ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ และฉบับปี ๒๕๖๐ เหมือนกันทุกประการ หมวด ๒ บทว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ กรณีถ้ามีการแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาล และองค์กรอิสระ ทั้ง ๒ ประเด็นใหญ่นี้จะดำเนินการได้ต้องจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ตามกฎหมาย ทั้งหมดเมื่อผ่านแล้วก่อนที่จะเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย ต่อไป สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๑๐ สามารถเสนอเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขดังกล่าว ขัดกับมาตรา ๒๕๕ หรือมาตรา ๒๕๖ (๘) หรือไม่ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เวลา ๓๐ วัน นี่คือเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติที่เรียกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยากเหมือนกัน เพราะอะไรครับ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีบทบัญญัติพิเศษในการแก้ไขเพิ่มเติม จากร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ กระบวนการส่วนใหญ่เป็นกระบวนการปกติในการพิจารณา ร่างกฎหมาย ทีนี้ผมเรียนถึงการแก้ไขแล้ว ในการที่ผมได้นำเสนอญัตติเพื่อเสนอให้มีการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นก็เหตุที่ว่าผมในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้วก็ เป็นผู้เสนอให้มีการศึกษาและตั้งกรรมาธิการดังที่ผมได้นำเรียนแล้ว เพราะเหตุว่ามีบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะบัญญัติไว้ ในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ ซึ่งในครั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพิเศษก็คือว่าภายใน ๑ ปี หลังจากที่มีการเลือกตั้งและ กกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หากมีการเลือกตั้งด้วยเหตุ กรณีทุจริตภายใน ๑ ปีจะต้องมีการนำผลการลงคะแนนมาคำนวณใหม่ ซึ่งผมเรียนว่า ถ้ามองแบบเผิน ๆ จะเห็นว่าก็เป็นเรื่องที่ดีเมื่อมีการลงคะแนนใหม่ก็ควรจะมาคำนวณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แต่ผมอยากจะเรียนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือหากไม่ว่าผู้ใด ก็ตามเป็นรัฐบาลและในปีแรกไม่สามารถจะยืนยันได้ว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียง ข้างมากในสภามีความไม่มั่นคงใน ๑ ปี ก็จะเกิดผลกระทบ เพราะว่าการคำนวณทุกครั้ง ก็จะมีผลกระทบต่อเสียงในสภา นั่นเป็นเครื่องบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาล โดยที่รัฐบาล ไม่สามารถจะดูแลในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งผมเรียนว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อสถานะความมั่นคง นั่นก็แปลว่าการบริหารจัดการประเทศก็อาจจะมีความอ่อนแอ ซึ่งขออนุญาตเรียนเสนอว่า ความไม่แน่นอนตรงนี้นำไปสู่เรื่องของเสถียรภาพ และอาจจะเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ในระหว่าง ๑ ปีหากมีการเลือกตั้ง การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและโดยเฉพาะ พรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภามีผลกระทบต่อการลงคะแนนในแต่ละครั้ง นั่นก็แปลว่าการปฏิบัติ หน้าที่อาจจะเกี่ยวโยงไปถึงกระบวนการในการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งในแต่ละที่ไปด้วย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่น่าจะไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะเรียนก็คือว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ในคราวนี้ได้มีบทบัญญัติที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็คือว่า ในเรื่องของสัดส่วนในกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่าเดิมทีเดียวนั้นได้มี การกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้คิดสัดส่วนโดยคำนึงถึงพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมือง ทีนี้มีการแก้ไขหรือบัญญัติขึ้นใหม่ ตัดคำว่า กลุ่มการเมืองหรือพรรคเล็กออก สิ่งที่เป็นผลกระทบ ก็คือว่าทำให้สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถมีอัตราส่วนที่นั่ง ในกรรมาธิการได้เกิดข้อเสียเปรียบ หรือเกิดสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันของสมาชิกในสภาแห่งนี้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนว่าเกิดผลกระทบต่อการตั้งกรรมาธิการแล้วก็ทำให้เกิด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะที่มีอัตราส่วนไม่เพียงพอ ที่จะมีที่นั่งในกรรมาธิการ
มาตราต่อไปที่เป็นปัญหาโดยเฉพาะ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ขณะนี้ทำหน้าที่อยู่ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ อยู่ด้วย การทำหน้าที่ของกรรมาธิการนั้นมีหน้าที่ในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาแห่งนี้ได้อนุมัติหลักการไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในกรรมาธิการ ก็คือทุกคนก็มีความรู้สึกกังวลกับบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๔ โดยเฉพาะในวรรคสองนะครับ ซึ่งบัญญัติไว้ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติในทางที่จะมีผลกระทบต่อเรื่อง ของการพิจารณาเพิ่มหรือแปรญัตติเพิ่มในงบประมาณ ซึ่งถ้อยคำในรัฐธรรมนูญเวลานี้ ก็ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าห้ามขนาดไหน อย่างไร ซึ่งทุกคนก็กลัวหมด ฉะนั้นการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเลยเกิดข้อสงสัยว่าตกลงการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะสามารถนำเสนอปัญหาความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ตัวเองเป็นผู้แทน ของปวงชนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่และรับฟัง รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ว่า ไม่สามารถจะพูดได้ ไม่สามารถจะแปรญัตติได้ ก็เกิดข้อสงสัยว่าเราจะทำหน้าที่ของเราได้ สมบูรณ์อย่างไร หรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการที่มีบทบัญญัติ ในวรรคสองของมาตรา ๑๔๔ นั้น เจตนาก็คือป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อไป หาประโยชน์หรือทุจริตประพฤติมิชอบ แต่การเขียนข้อความหรือถ้อยคำที่ทำให้เรากลัว ทำให้อาจจะถูกกล่าวหาได้ สมควรที่จะมีการจำกัด แต่ควรจะมีความชัดเจนที่มีขอบเขตที่ทำ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ และสามารถนำเสนอปัญหาความต้องการ ที่เกิดขึ้นจริง และเป็นข้อเท็จจริงที่ควรจะนำไปสู่การพิจารณาเพื่อให้รัฐจัดสรรงบประมาณ ไปดูแลในส่วนที่ขาดหรือส่วนที่สมควรจะดูแลพี่น้องประชาชนได้
และอีกส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็คือว่า บทบัญญัติ ในมาตรา ๑๕๐ ซึ่งเขียนเอาไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเกิดผลกระทบเพราะทราบว่าบทบัญญัติดังกล่าว อาจจะใช้อยู่ในประเทศที่เราถือว่าเป็นประเทศต้นแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาก็คือประเทศอังกฤษ เมื่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของเราไม่มีบทบัญญัติใด ที่ระบุให้คณะรัฐมนตรีต้องมานั่งร่วมประชุมสภา เพราะฉะนั้นการเปดดโอกาสให้สมาชิกสามารถ ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทำให้การบริหารจัดการหรือการจัดการ ในเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่ยุ่งยาก และเป็นประเด็นปัญหาว่าการตั้งกระทู้ถามนั้นจะทำให้ รัฐมนตรีสามารถมาตอบได้หรือไม่ อย่างไรในกระบวนการจัดการ ซึ่งท่านประธานก็เป็นผู้ที่ทราบ เรื่องนี้อย่างดี ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นประเด็นปัญหา อันนี้เป็นประเด็นปัญหาที่ผม หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการที่จะได้พิจารณาศึกษาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้ มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเรียนในตอนท้ายนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น ในเนื้อหามีบทบัญญัติที่ใกล้เคียงและมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีบทบัญญัติที่เป็นไป ตามหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเราถือว่าเป็นฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งอยากจะเรียนว่าฉบับปี ๒๕๖๐ นั้นสอดคล้องกับปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนใหญ่นะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนว่าเราควรพิจารณาในส่วนที่เป็นประเด็น ปัญหาในการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติ ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ต่อไปครับ