นิกร จำนง เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่มีอยู่ เช่น การมาของกรรมการที่มาจากการรัฐประหาร และระบบการเขียนขึ้นที่ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าควรแก้ไขให้ดีกว่าเดิม และไม่ควรให้การเมืองนำหน้า แต่ควรให้ประชาชนเป็นหลัก นิกร จำนง ยังเสนอให้มีการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการไม่ยอมรับของประชาชน และตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีส่วนในการออกความเห็น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะผู้เสนอญัตติโดยมีผู้ร่วมเสนอ อีกท่านคือท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และมีผู้รับรองญัตตินี้จากพรรคชาติไทยพัฒนาอีก ๖ ท่าน คือท่าน ส.ส. ธีระ วงศ์สมุทร ส.ส. นพดล มาตรศรี ส.ส. อนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส. สรชัด สุจิตต์ ส.ส. พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ส.ส. เสมอกัน เที่ยงธรรม ที่จริงก็อยากจะขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการแต่ว่าเสียงของพรรค ไม่พอ ผมก็เลยเสนอเป็นญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ เพราะว่าพรรคอื่น ๆ จะไปขอคะแนน ผมคิดว่าทุกคนก็มีวาระที่อยากจะแก้กันทั้งนั้น ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลสำคัญในการ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้คือปัญหาสำคัญมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประเด็นแรกก็คือมีที่มาของกรรมการมาจากอำนาจรัฐประหารซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับเรื่องนี้คือที่มามีปัญหา แล้วระบบการเขียนขึ้นมาก็ไม่ได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เท่าที่ควร ประชาชนจำนวนมากจึงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นจำนวนมากเลย แล้วก็เรียนท่านประธานเลยว่าผมเองก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตั้งแต่ต้น ในช่วงนั้นผมเป็นสมาชิก สปท. อยู่ แล้วก็มีการเอารัฐธรรมนูญมาชี้แจง ในที่ประชุม ผมอภิปรายคัดค้านไปหลายส่วน ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารงานแผ่นดิน โดยเฉพาะให้ความเห็นทักท้วงไป แต่สุดท้าย ผมไปลงประชามติไม่เห็นด้วย แต่ผลของการประชามติตามที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วก็คือว่า แพ้ในฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย ปรากฏว่ามีการเห็นด้วยแต่จำนวนไม่มากนัก เห็นด้วยเป็นจำนวน ที่ได้กล่าวแล้ว
ทีนี้ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมจากที่สมาชิกได้กล่าวไปแล้วก็คือในการลงคะแนน เห็นชอบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีประเด็นที่สำคัญที่ต้องพิจารณา ผมยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า อาจจะเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างที่ชัด ๆ ก็คือว่า อดีตท่านประธานที่ปรึกษาพรรค ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ช่วงนั้นท่านได้บอกกับพวกผมว่า พวกผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างมาก ท่านบอกว่าผมจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลเนื่องจากท่านมีความเห็นว่าประเทศไปไม่ได้แล้ว ผมอยากจะรับเพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพราะถ้ามีการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น พวกเราไม่เห็นด้วย ท่านเห็นด้วยก็ลงคะแนน กันไปคนละทาง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง
แล้วอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างจะคลาสสิก (Classic) คือมันเป็น การย้อนแย้ง ช่วงนั้นท่านประธานคงจำได้ หลายพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นส่วนใหญ่ก็พยายามออกไปพูดไม่ให้ประชาชนยอมรับ ผมจะอ้างเพื่อนนักการเมือง คือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เขามาบ่นกับผมว่าเรื่องนี้ทำท่าจะแย่ เพราะผมไปพูดกับประชาชน พออ้าปากจะพูดว่าไม่ให้ลงคะแนนให้รัฐธรรมนูญคือไม่ยอมรับ ประชาชนพูดสวนมาก่อนว่า ท่าน ส.ส. ผมจะไปลงคะแนนรับรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ท่านได้กลับมาเป็น ส.ส. ของผม
ทีนี้ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าในช่วงนั้นพรรคการเมืองที่เราไปรณรงค์ไม่รับ รัฐธรรมนูญเราเปดดเวทีไม่ได้จากคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง เปดดเวทีก็ไม่ได้ ดังนั้นได้ไป พูดเฉพาะวงแคบ ๆ ในวงกว้าง ๆ เห็นไปทางนี้กันเยอะแยะไปหมดก็คือว่าอยากจะมีการรับ รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการเมืองของประเทศ ตรงนี้จะเป็นเหตุผลใหญ่ ดังนั้นการอ้างประชามติที่ว่าก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาอยู่ในการอ้างว่า ทำประชามติแล้ว เรื่องประชามติที่ว่าอาจจะมีปัญหาว่านำมาอ้างไม่ได้
เหตุผลที่ ๒ ครับท่านประธาน ในประเด็นแรกเรื่องการต้องแก้เพื่ออะไรครับ เพื่อเหตุผลที่ว่าอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเบื้องต้นได้รับการยอมรับ คือการแก้เพื่อให้ มีการตั้งกรรมการขึ้นมาและที่สำคัญก็คือใช้สภาผู้แทนราษฎร ช่วงนั้นเราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร การที่สภาผู้แทนราษฎรของเราได้มีส่วนในการแก้ไขจะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชน โดยแท้ การที่ประชาชนยอมรับจะเป็นเรื่องดีมาก ผมอยากจะเรียนว่าการตั้งคณะกรรมการ ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะช่วยให้ประชาชนมีส่วนในการออกความเห็น ฉบับนั้นประชาชน ไม่ได้ออกความเห็นกันสักเท่าไรเลย การรับฟังความเห็นส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวหมดครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาข้อที่ ๒ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันขณะนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่ามีปัญหามากในเรื่องการบังคับใช้อย่างชัดเจน คือประเด็นอย่างที่ว่าท่านประธาน คงจะทราบเรื่องมาตรา ๑๔๔ ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เกิดจากการที่ว่าคนที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมองนักการเมืองแบบพวกเราเป็นด้านลบ มีการกำหนดไว้ ห้ามไว้เด็ดขาดในการที่จะ ไม่ให้แตะเรื่องงบประมาณเลย จริงอยู่ในอดีตอาจจะมีปัญหา ส.ส. ในอดีตเรามีงบ ส.ส. สุดท้ายก็ถูกตัดไป ตอนหลังเราทำบันทึกของบประมาณไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาได้บ้าง สุดท้าย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปแตะเลย แทบจะไม่ให้พูดถึงเสียด้วยซ้ำและมีการ กำหนดไว้ ผมก็ได้เคยอภิปรายเรื่องนี้ตอนช่วงที่เขาเข้าไปนำเสนอใน สปท. ผมยกตัวอย่างว่า อย่างนี้ ในอดีตผมเคยเป็นรัฐมนตรีมี ส.ส. ในสภาพูดเรื่องความขาดแคลนเรื่องสถานีขนส่ง ผมได้ฟังแล้วก็เชื่อตามนั้น ก็เอาเรื่องเข้า ครม . ครม. ก็เห็นด้วยอนุมัติเป็นงบประมาณเพื่อไป สร้างสถานีขนส่ง แต่ถ้าตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามมาตรา ๔๔ ถ้าหากว่าเป็นไปอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาจริงแต่พอ ส.ส. มาพูด ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีผมรับไปแล้วไปทำ หลุดหมดครับ ตั้งแต่ ส.ส. ที่เสนอก็ไปเกี่ยวข้องไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐมนตรีที่รับเรื่องไปก็มีปัญหา เอาเข้า ครม. ถ้า ครม. เห็นชอบด้วย ครม. หลุดทั้งชุด หน่วยงานอย่างสำนักงบประมาณ ที่อนุมัติงบให้อาจจะต้องมีปัญหาด้วยครับ โทษที่เช็ก (Check) ๒๐ ปี แล้วก็ต้องคืนเงิน งบประมาณด้วย ลักษณะแบบนี้มันเป็นการกำหนดที่ดูเหมือนจะเกินไป อาจจะมองในแง่ลบ เกินไป คือไปแก้ปัญหาหนึ่ง จริงอยู่ปัญหาเรื่องงบประมาณอาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องการ แทรกแซง แต่ไม่ควรจะมีการเขียนกำหนดไว้แบบนี้ควรจะมีการผ่อนคลาย เพราะปัญหาของ ประชาชนเป็นเรื่องงบประมาณ เท่ากับว่าถ้าหากตัวแทนของเขาไม่สามารถจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ได้เลยแล้วเราจะทำอย่างไรกัน ท่านประธานที่เคารพครับ
นอกจากนั้นปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่อยากจะพูดประเด็นนี้มากนัก เดี๋ยวหาว่าเป็นการแก้ของนักการเมืองอย่างเดียวนะครับ ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งก็ชัดเจนแล้วว่า มีปัญหามาก ในเรื่องการคำนวณก็ดี ในเรื่องการจัดการก็ดี บางส่วนก็เป็นปัญหาของการ ออกกฎหมายลูก แต่ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกในการเขียนไว้ในบทถาวร ปัจจุบันนี้เป็นบทเฉพาะกาล มีการเลือก แต่งตั้ง ถือว่ามาจากการแต่งตั้ง แต่ถ้าเป็นไปตามนั้น การกำหนดว่าเป็น ๒๐ อาชีพ และให้เลือกไขว้กันโดยที่ไม่รู้จักกันเลย ผมเชื่อว่าตรงนั้นก็จะ มีปัญหา นี่เป็นปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่ามีปัญหาแน่ ซึ่งตรงส่วนนี้ก็ควรจะมีการแก้ไข ดังนั้นในส่วนนี้อยากจะเสนอให้สภาที่มาจากประชาชนเราต้องช่วยกันศึกษาว่าส่วนของการ บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไปกระทบต่อประชาชนโดยตรงมีอะไรบ้าง แล้วก็ควรจะแก้เสีย ให้หมดให้ดีกว่าเดิม แต่ที่สำคัญอยากจะมีหมายเหตุไว้ต่อคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาว่า ในประเด็นตรงนี้ไม่ควรจะเอาเรื่องของการเมืองนำหน้า ควรจะเอาเรื่องของประชาชนเป็นหลัก เพราะขณะนี้พวกเราจะโดยอะไรก็แล้วแต่เราเป็นจำเลยนะครับ มองว่านักการเมืองไม่ดี ดังนั้นถ้าเราจะแก้กันเพื่อเป็นเรื่องของการเมืองนำหน้าอย่างเดียวก็จะเป็นปัญหากับเราได้ครับ
ประเด็นสุดท้ายที่คิดว่าเป็นเหตุผลเป็นปัญหาที่จะต้องมีการแก้ไขเรื่อง รัฐธรรมนูญก็คือผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีปัญหาในการทำลายตัวเองในอนาคตอันใกล้ คือทำลายตัวเองเพราะเขียนมาแทบจะแก้ไขไม่ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องนี้ อยากจะเรียนว่าท่านสมาชิกก็ได้พูดไปแล้วว่ามันมีประเด็นอยู่หลายประเด็นมากที่แก้ไม่ได้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบอกว่า ๓ ชั้น ของผม ๕ ชั้น คือเดิมก่อนหน้านี้เป็นค่ายกล ๗ ดาวก็คือล็อกไว้ ๗ ด่าน แต่ตอนนี้เหลือ ๕ ด่าน ด่านที่ ๑ ที่ได้กล่าวแล้วก็คือว่าต้องมี ส.ว. สมาชิกวุฒิสภามาร่วมด้วย ๑ ใน ๓ เราคิดกลับด้านกัน สมมุติว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ส.ส. ทั้งหมดเราเห็นร่วมกันหมดเลย ๕๐๐ คน บวกกับ ทาง ส.ว. อีก ๒ ส่วน รวมแล้วก็คืออีก ๒ ใน ๓ ก็คือ ๑๓๔ คน รวมกันทั้งหมด แต่ถ้าหากว่า ๘๔ คนไม่มาร่วมด้วย หมายความว่างดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วยสัก ๘๔ คน เราทำไม่ได้แล้ว ในวาระที่ ๑ ประเด็นคืออย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้ามีคนไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ต้อง ไปหาเสียง ฝ่าย ส.ส. หรือ ส.ว. ๑๐๐ กว่าท่านนั้นแค่ล็อกเอาไว้ คือหาเสียงแค่ ๘๔ คน เราก็ไปไม่ได้แล้วครับ คือเกิดไม่ได้แล้ว มาจับด้านนี้ง่ายกว่านะครับ
การล็อกลั่นดาลส่วนที่ ๒ ก็คือในการแก้ไขกับดัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพรรค ฝ่ายค้าน ตามมาตรา ๒๕๖ (๖) หมายความว่าพรรคต่าง ๆ ต้องได้เสียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของฝ่ายค้านครับ ในส่วนนี้ก็เหมือนกันถ้าหากว่ามีความพยายามที่จะล็อกเราก็ไปต่อไม่ได้ เป็นการเขียนเอาไว้
ด่านที่ ๓ เหมือนเมื่อสักครู่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภามาเห็นด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เหมือนข้อแรกเมื่อสักครู่นี้ ส่วนสำคัญคือล็อกในการกำหนดว่าจะต้องมีการลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากในการลงประชามติที่กำหนดไว้อย่างนี้ ผมว่ามันเป็นการซ่อนเอาไว้ ที่จริงแล้วในหมวด ๑ คือบททั่วไปและหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ควรจะมีการทำประชามติเห็นด้วยมาก เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่แตะต้องอยู่แล้วเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีการซ่อนเอาไว้ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์กรอิสระ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องทำประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมองเห็น ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างนี้ เพราะถ้าหากว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตรงส่วนนี้ เราจะต้องใช้งบประมาณถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการทำประชามติ ดังนั้นหมวด ๑ กับหมวด ๒ เห็นด้วยเป็นเรื่องสำคัญ แต่หมวดอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตรงนี้องค์กรอิสระอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเห็นว่าไม่ควร สภาหรือรัฐสภาควรจะแก้ไขได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำประชามติก่อนในส่วนนี้ เป็นการล็อกที่เอาเปรียบเกินไปนะครับ
ในส่วนต่อมาด่านสุดท้ายก็คือพอมาถึงตรงนี้แล้วก็จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอีก มีการเข้าชื่อกันได้แล้วก็ส่ง ตรงนี้ก็เป็นกลไกปกติ ตามที่ได้กล่าวแล้ว ๕ ชั้นที่ว่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขแทบจะไม่ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีปัญหาตรงไหน ที่เป็นฉบับของประชาชน ที่เราชื่นชมกันนัก เป็นปัญหาเหมือนกันท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการกำหนด ว่าในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำได้ยากมาก ทีนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ประกาศใช้ตลอดมา มีเรื่องบวก บวก บวก แต่ว่าจุดสุดท้ายเขาปรับตัวไม่ได้ ผมจะเรียนท่านประธานว่าในช่วงนั้น มีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเราเขียนรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ จะต้องมีเสียง ๑๒๕ ที่นั่ง ถึงจะอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เสียงฝ่ายค้านไม่พอตอนนั้น พอไม่พอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทีนี้พอสภาจัดการตัวเองไม่ได้ อภิปรายไม่ได้มันก็ลุกลาม ต่อเนื่องไป มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีอะไรขึ้นมา ไม่สามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่า ให้ ครม. ประชาชนตอนนั้นก็ไม่มีสิทธิจะแก้ ดังนั้นมันก็นำไปสู่ปัญหาทางการเมือง สุดท้าย โดยการที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับปี ๒๕๔๐ ไม่สามารถที่จะแก้ไขตัวเองได้ ให้ปรับไป ตามสถานการณ์ได้ ก็เลยทำลายตัวเอง สุดท้ายก็ถูกฉีก ฉบับนี้ก็เหมือนกันท่านประธานครับ ที่เขียนไว้อย่างนี้ อย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรียนท่านประธานว่ามีภูมิคุ้มกันจำนวนมาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ประชาชนเห็นด้วยมากนะครับ แล้วก็มีส่วนดี ๆ มากมาย มีภูมิคุ้มกันมาก ยังยันไม่อยู่ เพราะว่าปรับตัวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่ได้ นับประสาอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับ ฉบับปัจจุบันที่ว่าแทบจะแก้ไม่ได้เลย ดังนั้นถ้าผมพูดได้ว่า ถ้าจะยกเอาปรัชญาที่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญเป็นมนุษย์นี่นะครับท่านประธาน จะบอกว่าคนเรานั้นไม่สามารถจะเลือกเกิดเองได้ เลือกที่เกิดได้ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดมาจาก กรธ. ที่ตั้งมาโดยคณะรัฐประหาร รัฐธรรมนูญเขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะอยู่ให้ดีได้ ก็หมายความว่าถ้าเราจะแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา อยู่ในปัจจุบันดัดแปลงให้ดีขึ้นแล้วก็เลือกที่จะตายได้ หมายความว่าตายให้ถึงเวลาอันควร อยู่ไปให้นานช่วยรับใช้ประเทศชาติไป ดังนั้นการที่ว่าเราจะแก้ผมเลยเสนออย่างนี้ครับว่า ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวแล้วท่านประธาน ทางพรรคชาติไทยพัฒนาจึงยื่นญัตติขอให้มีการศึกษา เพื่อจะให้มีการแก้ปัญหาการไม่ยอมรับของประชาชนในส่วนต้น คือเป็นที่มา นี่เป็นปัญหา ในอดีต ปัญหาในปัจจุบันคือปัญหาในรัฐธรรมนูญอย่างมาตรา ๑๔๔ ก็ดี มาตราเรื่องการเลือกตั้ง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งก็ดีก็แก้ไขเสีย แล้วสุดท้ายแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่ ๆ ในอนาคตก็คือการที่ว่าไม่สามารถจะปรับตัวได้ไปกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัญหาตรงนี้ จะนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีการฉีกตรงนี้ถ้าแก้ไขไม่ได้เลยมันจะทำความเสียหาย กับประเทศอย่างรุนแรงมาก ดังนั้นผมขอเสนอให้มีการพิจารณาอยากให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจึงขอเรียนมายังท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเพื่อพิจารณา ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน