เทพไท วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ชี้ขาดโปร่งใส-ส่งผลเสียต่อการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒

เทพไท เสนพงศ์ หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกออกแบบโดยกลุ่มอำนาจจากการแต่งตั้ง และนำไปสู่ปัญหาการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ทั้งในกระบวนการสรรหาวุฒิสมาชิก การพิจารณาคดีทุจริตที่ล่าช้า และระบบเลือกตั้งที่เอื้อต่อการทุจริต พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับระบอบประชาธิปไตย

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมได้เสนอญัตตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุผล ก็คือก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีเงื่อนไข ๓ ข้อที่จะเสนอต่อ พลเอก ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วทั้ง ๓ ข้อก็ได้รับการตอบรับและยอมรับจาก พลเอก ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการ แล้วทั้ง ๓ ข้อก็ได้รับการบรรจุให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล ๑ ใน ๓ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า เมื่อรัฐบาลได้บรรจุเรื่องนี้ลงไปในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ ๑๒ คำว่า นโยบายเร่งด่วน ถ้าตีความตามความหมายก็คือต้องทำ ให้เสร็จโดยเร็ว คำว่า โดยเร็วแค่ไหน ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ ๑ ปีจะต้องทำให้เสร็จสิ้น หรือเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ด้วยนโยบายข้อนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลก็ได้บริหารราชการแผ่นดินมา เป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็ครบ ๑ สมัยประชุม เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสัญญาประชาคมแล้วก็ เป็นการผิดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ผมเลยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งยื่นต่อท่านประธานสภานะครับ

ส่วนที่ ๒ ที่ผมเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศท่าทีต่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศจุดยืนของตัวเองถึงแม้ว่า จะไม่ได้ประกาศจุดยืนเป็นมติพรรคก็ตาม เพราะในขณะนั้นพรรคการเมืองก็อยู่ในคำสั่งของ คสช. ซึ่งไม่สามารถที่จะจัดประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การเมืองของพรรคการเมืองได้ แต่ด้วยความเห็นชอบของอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ก็เลยประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผล ๓ ข้อ ก็คือ

๑. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จัดทำขึ้นมานั้นประชาชนไม่มีส่วนร่วมแล้วก็ไม่ได้รับ หรือว่ายึดโยงกับพี่น้องประชาชน

๒. ก็คือการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์เห็นว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีวาทกรรมว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงก็แก้ได้ไม่จริง

๓. ก็คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์บอกว่าทั้ง ๓ ปัญหานี้ จะนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมในอนาคต ซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าสังคมมันขัดแย้งกันมายืดเยื้อ ยาวนานจนถึงวันที่คณะ คสช. เข้ามายึดอำนาจ ถ้าหากว่ายังมีรัฐธรรมนูญในแบบนี้ขึ้นมาอีก ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็คือความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนรายละเอียดของปัญหาทั้ง ๓ ปัญหานี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ว่าเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช. คือคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อหวังที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งครับ ชุดแรกท่านประธานคงจำได้ว่าแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั่นก็คือคณะกรรมการชุดนี้ก็มาจาก คสช. ล้วน ๆ ครับ ประชาชน ก็ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีส่วนรับรู้อะไรทั้งสิ้นครับ คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่ามกลางการรอคอยของพี่น้องประชาชนว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญเสียที และจะมีการเลือกตั้ง ร่างมาได้ ๑๐ เดือน ถึง ๑ ปี กำลังขอมติจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ เห็นว่ามติในวันนั้นก็คือ ๑๓๕ : ๑๐๕ เสียง คว่ำรัฐธรรมนูญของดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านประธานน่าจะแปลกใจว่าคนที่ตั้งก็คือ คสช. คนที่ร่างก็คือตั้งโดย คสช. และแม่น้ำ ๕ สายที่พูดกันถึง คสช. สุดท้าย ๑ ใน ๕ สายก็มาคว่ำ ๑ ใน ๕ สายของแม่น้ำของ คสช. ด้วย ซึ่งหลายคนก็แปลกใจแล้วก็ตั้งคำถามนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายคำเฉลยก็มาจากท่านประธานยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ พูดความจริงว่าเขาอยากจะอยู่ยาว นั่นก็เลยถึงบางอ้อละครับท่านประธานว่าทำไมต้องล้ม รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลังจากนั้นก็ได้ตั้งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง คือชุดของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เหมือนเดิมครับ ตั้งโดย คสช. ไม่ได้มีการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ร่างกันไปร่างกันมาอยู่ระยะหนึ่ง และสุดท้าย ก็ออกมาผ่านความเห็นชอบแล้วก็ประกาศใช้โดยใช้เวลาประมาณ ๑๗๔ วัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะร่างโดยคุณมีชัย จะร่างโดยเพื่อใคร ผมคิดว่าสังคมคงจะหาคำตอบได้ แต่ว่าจุดแน่นอน ที่สุดก็คือนักการเมืองกลุ่มหนึ่งก็ได้ดีอกดีใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงขั้นขนาดออกมาอุทานว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์ (Design) มาเพื่อพวกเรา แล้วก็เหมือนกับล็อกสเปก (Lock spec) ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค นี่คือที่มาของการที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีส่วนยึดโยง กับพี่น้องประชาชน และไม่มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน

ส่วนที่ ๒ มีการสร้างวาทกรรมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกง ผมต้องเรียนว่า วาทกรรมนี้ใช้โฆษณาชวนเชื่อในขณะที่สังคมเกลียดชังคนโกง ได้ผลครับท่านประธาน ไปที่ไหนอ่านรัฐธรรมนูญ อ่านไม่อ่านก็ไม่ทราบละครับ คนที่อ่านผมคิดว่าจำนวนไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ่านในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง การลงประชามติเลยตัดสินใจโดยพื้นฐานความเชื่อ ความคิดเช่นนี้จริง ๆ ท่านประธาน ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงจริงหรือไม่ สิ่งที่โฆษณา ที่ส่งมาในไลน์ (Line) ท่านประธานก็คงเห็นนะครับ คำพูดเหล่านี้ออกมาโฆษณาในไลน์ (Line) ซึ่งบอกเหตุผลสั้น ๆ ครับว่าที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญปราบโกง เรื่องคดีความที่ไม่มีวันหมดอายุ จริง ๆ คดีความที่เกี่ยวกับการทุจริตถึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่มีอายุความอยู่แล้วครับท่านประธาน โกงกินประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต ร่ำรวยผิดปกติ ฟอกเงินจำคุก ๑๐-๑๕ ปี ยึดทรัพย์ ห้ามโดยสารเครื่องบินชั้นเฟดร์สคลาส (Frist class) ฟรี ผมถามท่านประธาน ท่านประธานก็เป็น ส.ส. อยู่คนหนึ่ง ผมก็เห็นว่าไม่เห็นจะมีสิทธิอันนี้เลย สำหรับ ส.ส. ทุกคน บริหารประเทศเสียหายจำคุก ๑๕-๓๐ ปี มีคดีความห้ามเดินทาง ออกนอกประเทศ นี่เป็นเรื่องปกติมาก ถ้าใครโดนคดีความก็แน่นอนที่สุดศาลก็สั่งห้ามออก นอกประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย แต่ว่านี่เป็นการหยิบฉวยขึ้นมาเพื่อโฆษณา ให้คนที่จะลงประชามติเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันวิเศษจริง ๆ ผมเรียนกับท่านประธานว่า จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ในเรื่องปราบโกง ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ๆ นักการเมืองทำผิด ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำความผิดต่อหน้าที่นั้น เรามีกระบวนการถอดถอนนะครับท่านประธาน ถอดถอนนักการเมืองออกจากตำแหน่ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกเลิกกระบวนการถอดถอนผู้กระทำผิด ไม่เอาตรงนี้ มาใช้ส่วนของ ป.ป.ช. แล้วก็ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทน ถามว่าเรา ลดขั้นตอนการปราบโกงไป ๑ ข้อใช่หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเห็นว่าที่แก้ไขแล้วก็บอกว่าปราบโกงไม่จริงก็คือในกรณี มาตรา ๑๙๕ เรื่องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือเมื่อก่อนนักการเมืองทำความผิดตัดสินศาลเดียวเลยครับท่านประธาน ติดคุกก็ติดคุกเลย หลุดก็หลุดไปเลย แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรา ๑๙๕ บอกว่าคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้สามารถอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้ภายใน ๓๐ วัน นั่นก็แสดงว่าเพิ่มขั้นตอนให้คนทุจริตอีก ๑ ขั้นตอน ผมคิดว่าถ้าหาก จะเอากันจริง ๆ ให้มันเด็ดขาดให้มันรวดเร็วจริง ๆ ปราบโกงกันจริง ๆ ให้สมกับฉายาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เอาล่ะ ๑ ศาลก็พอแล้ว หัวก้อยก็ออกกันไป

เรื่องทุจริตการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่โฆษณากันนักหนาว่าคนทุจริตการเลือกตั้ง คนโกงการเลือกตั้งจะไม่ได้เข้ามาสู่สภา จะไม่ได้ เข้ามาสู่แวดวงทางการเมือง ท่านประธานไปดูสิครับ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา เลือกตั้ง ๓๕๐ เขต ท่านประธานว่าใน ๓๕๐ เขตบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่มีการซื้อเสียงเลยใช่ไหม ๓๕๐ เขตรู้กันเต็มอกว่ามีการทุจริตมีการซื้อเสียงกันมโหฬาร แต่การปราบโกงการปราบ การทุจริตของ กกต. ท่านประธานก็เห็นให้ใบแดงกี่ใบล่ะครับ ให้ใบเหลืองกี่ใบ ให้ใบส้มกี่ใบ ๓๕๐ เขตเลือกตั้งไม่มีการให้ใบแดงแม้แต่ใบเดียว เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่ามีการซื้อเสียงการเลือกตั้งกัน แต่ว่า กกต. มองไม่เห็น ไม่รู้ ไม่ให้เลย แม้แต่ใบเดียว ให้เฉพาะใบส้มที่เขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่ ๑ ใบจนเลือกตั้งเสร็จ ได้มาหลังจาก เลือกตั้งแล้ว แล้วก็เพิ่งให้มาเมื่อไม่กี่วันนี้ให้ใบเหลืองอีก ๑ ใบที่เขต ๕ จังหวัดสมุทรปราการ และ ๒ ใบที่ให้นี้ถ้าท่านประธานไปดูในรายละเอียดไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อเสียงโดยตรงเลย เกี่ยวกับการทำบุญ ซึ่งมันง่ายที่สุดในการจับการทำบุญ การจับการปราศรัยง่ายที่สุด แต่ว่า สิ่งที่มันเลวร้ายที่สุดในระบบการเลือกตั้งก็คือการซื้อสิทธิขายเสียง กกต. ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะถามท่านประธานว่านี่หรือรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ปราบโกงได้จริงหรือ และที่ปราบโกงที่จะปราบได้จริง ท่านประธานไปดูสิครับ กระแสเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันก็ยังมีอยู่ถมเถ จนถึงวันนี้ก็รอคอยอยู่ว่ารัฐบาลจะเอาจริง โดยใช้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าปราบโกง ปราบโกงได้จริงหรือไม่ ผมก็กำลังจะรอดู การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเขาก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต คอร์รัปชันในการอภิปราย ผมก็อยากจะดูว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงจริง ผมคิดว่า ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านคงไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน มาอภิปรายในสภานี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำจัดคนโกงออกจากแวดวงการเมือง ไปหมดแล้ว

เรื่องที่ ๓ การได้มาซึ่ง ส.ว. หรือการเข้าสู่อำนาจ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาก็คือ ๒๕๐ เสียง ๒๕๐ คน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็พูดถึงเรื่องคนที่เป็น กรรมการสรรหา ส.ว. แล้วก็พยายามที่จะสืบหาว่าใครเป็นผู้สรรหา แล้วก็เป็นเรื่องลึกลับมาก สำหรับคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ไม่สามารถประกาศชื่อได้ ผมก็ไปเจอมีคนส่งมาให้ผมว่า นี่ล่ะคือโฉมหน้า ๑๐ ขุนพลของการสรรหา ส.ว. แล้วก็ใน ๑๐ ขุนพลนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแวดวง ใน คสช. แทบทั้งสิ้น แล้วทุกคนไม่เกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แล้วในนี้บางคนก็มีอีกประมาณ ๒-๓ คนมาเป็น ส.ว. นี่ก็คือสรรหาตัวเอง อีก ๒-๓ คนก็มีตำแหน่งทางการเมือง ผมถาม ท่านประธานว่า ส.ว. แต่งตั้งโดย ๑๐ อรหันต์ หรือ ๑๐ ขุนพล มันเชื่อมโยงยึดโยงกับที่มา เรื่องประชาธิปไตยอย่างไร ๑๐ คนนี่ตั้งขึ้นมา แล้วที่แปลกไปกว่านั้นก็คือว่าใน ๒๕๐ คน ๖ คนเป็นโดยตำแหน่งเสียอีกท่านประธาน และผมคิดว่ามีประเทศไทยประเทศเดียว ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น ส.ว. แล้วก็มีหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของผู้บังคับบัญชา ส.ว. ๖ คนโดยตำแหน่งก็คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้บัญชาการ กองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นโดยตำแหน่ง ๖ คน ผมคิดว่าผิดฝาผิดฝั่งครับท่านประธาน ๖ คนนี้ สามารถตรวจสอบ สามารถที่จะโหวตให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และในขณะเดียวกัน เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องมาบังคับบัญชาอีก ๖ คนนี้ในฐานะข้าราชการประจำ ผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วพอมาสภาผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นผู้ควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งผม ก็ไม่เคยเห็นในประเทศไหนเขาทำแบบนี้ครับท่านประธาน วันนี้ถ้าท่านประธานดูว่าการแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน เป็นการแต่งตั้งโดยแม้ว่าจะมีการสรรหาก็ตาม มีคณะกรรมการสรรหาก็ตาม แต่เชื่อว่ามีการแต่งตั้งโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน ส.ว. ๒๕๐ คน ก็เข้าสภาโหวตให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างนี้บ้านผมเขาเรียกว่า ทฤษฎีผลัดกันเกาหลังครับท่านประธาน ผมคิดว่าการเข้าสู่อำนาจแบบนี้ที่มาของ ส.ว. แบบนี้ มีปัญหาครับ ส่วนที่มาการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธาน ก็จะเห็นว่าวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรใบเดียว อันนี้ร้ายกาจมากครับ ท่านประธาน บ้านผมเรียกว่าทรี อิน วัน (Three in one) คือซื้อ ๑ ได้ ๓ ครับ ซื้อเสียงเดียว ซื้อ ๑ เสียง แต่ว่าได้ผล ๓ เสียง ได้อย่างไรครับท่านประธาน ซื้อ ๑ เสียงได้ ๑. ส.ส. เขต ๑ คน ได้แน่ครับ ๒. ในคะแนนที่ซื้อมานั้นก็ได้ ส.ส. แบบสัดส่วน แบบบัญชีรายชื่อด้วยเพราะว่า เอายอดมารวม แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อ ส.ส. เขต ก็มาได้นายกรัฐมนตรีด้วย ก็เลยเป็นที่มาของ ทรี อิน วัน (Three in one) ซื้อ ๑ ได้ ๓ ครับท่านประธาน แบบนี้ผมคิดว่าจะเป็นปัญหา สำหรับการเมืองของเราจริง ๆ ครับ

ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าหลายคนพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยอ้างเอาผลประชามติ ผมยอมรับนะครับว่าการทำประชามติแน่นอนที่สุด ก็ขอฉันทานุมัติ จากพี่น้องประชาชนแล้วผลของการลงประชามติก็เป็นที่ทราบอยู่ว่าเสียงส่วนใหญ่ ๑๖ ล้านเสียง ๑๖,๘๒๐,๔๐๒ เสียง หรือ ๖๑.๓๕ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๐,๕๙๘,๐๓๗ คะแนนไม่เห็นชอบ คือ ๓๘.๖๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ท่านประธานต้องวิเคราะห์อีกว่าทำไมตัวเลข ออกมาเช่นนี้ มันเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์หรือจิตสำนึก หรือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน โดยแท้จริงนี้หรือไม่ การทำประชามติ ท่านประธานก็ย้อนกลับไปดูว่าในช่วงที่ทำประชามตินี้ คนที่เห็นด้วยผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนแรกก็คือคนที่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จริง โดยความเชื่อ โดยสุจริตใจว่าเอาล่ะอ่านแล้วเห็นชอบทุกมาตรา หรือว่า ดีเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ฟังการอภิปราย ฟังการพูด ฟังการโฆษณาและเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดโหวตให้ แต่ว่าในคนที่เห็นด้วยส่วนที่ ๒ ผมอยากจะให้ท่านประธานลองคิดดู ผมคิดว่าต้องมีส่วนหนึ่ง ก็คือคนที่อยากเลือกตั้งครับท่านประธาน มีคนที่อยากจะเลือกตั้งก็กลุ่มหนึ่งละที่บอกว่า ร่างมาแล้วชุดบวรศักดิ์ก็ล่มไปแล้ว พังไปแล้ว นี่ก็ชุดมีชัย ฤชุพันธุ์ ถ้าจะไม่ให้ผ่านอีก ก็มีชุดนายอะไรอีกก็ไม่รู้อีกชุดหนึ่ง แล้วจะเลือกตั้งเมื่อไร คนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าผ่าน ๆ ไป ขอให้มีการเลือกตั้ง ก็ดีกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล คสช. ที่มาจากอำนาจพิเศษ ก็ขอให้มีการเลือกตั้งขึ้นมาก็ผ่าน ๆ ไปเถอะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าจะมีส่วนหนึ่งที่บอกว่า อยากจะเห็นการเลือกตั้งครับ

ส่วนที่ ๓ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ประชามติออกมาเช่นนี้ แน่นอนที่สุดว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนั้นก็มีส่วนครับท่านประธาน มีส่วนอย่างไรครับ บ้านเมืองเรา ทำประชามติอยู่ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองมีมาตรา ๔๔ อยู่ มีกฎหมายพิเศษอยู่ ในบางพื้นที่ ยังมีกฎอัยการศึกอยู่อันนี้มีผลกระทบแน่นอน เพราะไม่มีการเปดดให้มีการรณรงค์ให้ความรู้ กับประชาชนอย่างเสรี คนที่ออกมาคัดค้าน ต่อต้าน รณรงค์เพื่อที่จะให้ประชาชนเห็นจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าไม่ควรลงคะแนนเสียงให้ ทำไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานก็เห็นว่า มีการถูกจับ มีการพาไปปรับทัศนคติอย่างไรบ้าง เราก็ถือว่าเป็นการรณรงค์ที่ไม่แฟร์ (Fair) ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถที่จะทำอะไรก็ได้

ส่วนที่ ๔ การใช้กลไกรัฐ สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ ท่านประธานก็เห็นนะครับ สื่อสารมวลชนในส่วนของรัฐได้ใช้วิธีการต่าง ๆ โฆษณาชวนเชื่อ ออกรายการสารพัดเลย เหมือนกับอะไรครับ เหมือนกับมีการแข่งขันชกมวยกันแล้วอีกฝ่ายหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้า และอีกฝ่ายหนึ่งก็ชก ชกข้างเดียวครับท่านประธาน ก็เลยเป็นที่มาแบบที่ผมเห็นนี่ละครับ คืออาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผมว่ามีส่วนสำหรับผลประชามติที่ออกมาเช่นนี้ครับ

ตรงนี้สำหรับการเสนอญัตติของผมครับ พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการศึกษาข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญและนำมาแก้ไข พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตราเดียวครับท่านประธาน คือต้องการให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ หมวด ๑๕ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่าทำไมมาแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ต้องขอเรียนกับ ท่านประธานว่ามาตรา ๒๕๖ เป็นมาตราที่เขียนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเหมือนกับไม่เขียน ให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นละครับ คือแก้ยากมากครับ มีสัดส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระที่ ๑ กับวาระที่ ๓ วาระที่ ๑ ต้องเรียนกับท่านประธานว่ากำหนด เงื่อนไขพิเศษต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นั่นก็หมายความว่า ส.ส. บวก ส.ว. ต้องได้ไม่น้อยกว่า ๓๗๕ เสียงของ ๒ สภา และในนั้นก็ต้องมี ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๘๔ เสียง ผมคิดว่าเริ่มต้นแค่ผมอภิปรายไปแตะเรื่อง ส.ว. นิดหน่อยแล้วก็มาขอ ผมว่า ยากมากครับ ข้อนี้ในวาระที่ ๑ เป็นเรื่องที่ยากมาก วาระที่ ๒ ก็เป็นเรื่องปกติ ใช้เสียงข้างมาก แต่วาระที่ ๓ ท่านประธานครับ วาระที่ ๓ ต้องเห็นชอบด้วยใช้เสียงของ ส.ส. อีกจำนวนหนึ่งครับ นั่นก็คือว่าต้องมี ส.ส. จำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลหรือในสภา ตรงนี้ผมคิดว่ามาตรา ๒๕๖ เขียนล็อกไว้ประมาณ ๓ ล็อก ล็อกไว้ ๓ ชั้นครับ

ล็อกแรกก็คือเรื่องใช้ ส.ว. ซึ่งแต่งตั้งโดยอำนาจพิเศษ ๒๕๐ คน ซึ่งเอามาจาก ๘๔ คนมาล็อกไว้ก่อนชั้นแรกในการแก้ไข

ล็อกที่ ๒ เอาล็อกศาลรัฐธรรมนูญ เสร็จจากเรื่องนั้นแล้วเอาศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นล็อกที่ ๒ ก็คือว่าถ้าร่างเสร็จแล้วก็เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดก็ต้องมีอันตกไป

ล็อกที่ ๓ อีกล็อกหนึ่งก็คือล็อกประชามติ ล็อกประชามติอันนี้ผมไม่ติดใจ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ว่ามาตราใด หมวดใด ใจผมอยากจะ ให้มีการทำประชามติครับ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเกราะป้องกันหรือแก้คำครหาว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามติมาด้วยเสียง ๑๖ ล้านเสียง พวกคุณจะมาศึกษาและมาแก้ไข โดยไม่ผ่านประชามติ หรือไม่เอาประชามติมาลบล้างเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อันนี้ผมเห็นว่า อย่างไรก็ตามประชามติต้องทำ แต่คำว่า ล็อกด้วยประชามติครั้งที่ ๓ ท่านประธานก็ต้องรู้ว่า ถ้าสมมุติฝ่ายที่ไม่สนับสนุนให้มีการแก้ไขแล้วฝ่ายนั้นอยู่ในอำนาจรัฐ แล้วก็สามารถที่จะใช้ กลไกรัฐทั้งหมดแล้วก็ต่อต้านไม่ให้ประชามติเรื่องการแก้ไขนี้ผ่าน มันมีความเป็นไปได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สำเร็จ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าในรายละเอียดของจุดอื่น ๆ ผมก็ได้แต่พูดเกริ่นไว้ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนก็คงจะอภิปรายชี้จุดอ่อนให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะแก้ไขตรงไหนบ้าง แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามาตรา ๒๕๖ เป็นมาตราเดียว ที่ผมเห็นว่าควรที่จะแก้ไข เพราะเป็นกุญแจดอกแรกของบ้าน ถ้าหากว่าเราจะไปตกแต่งบ้าน หรือไปจัดเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ภายในห้องนอน ถ้าเราไม่สามารถไขกุญแจประตูห้องนอน ประตูบ้านได้ แน่นอนที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะไปจัดโซฟา ไปจัดโต๊ะเครื่องแป้ง ไปจัดที่นอน หมอน มุ้ง จะไปทำอะไรไม่ได้เลยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้รับการแก้ไขในมาตรา ๒๕๖ แล้วเป็นเรื่องยากมากสำหรับการจะไปแก้ไขในมาตราอื่น ๆ มาตรา ๒๕๖ การเขียนในรายละเอียดล็อก ๓ ชั้นแบบนี้ ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจ จากทุกฝ่าย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ตัวคณะรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาแล้วนี่แก้ไม่ได้เลย ทำได้อย่างเดียวก็คือเขียนมาเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับเดียว อย่างเดียวเท่านั้นถึงจะแก้ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมต้องการ ให้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๕๖ ขอบคุณครับ