นายปดยบุตรเสนอญัตติร่วมกันของฝ่ายค้าน 7 พรรค เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากมองว่ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญโดยตรงทำได้ยาก จึงต้องการใช้วิธีนี้เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยและหาทางออกในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายปดยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้แถลงญัตติด่วนที่ผมและท่านสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคามจากพรรคเพื่อไทยและประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านร่วมกันลงชื่อเสนอ นั่นก็คือญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อาจกล่าวได้ว่า ญัตตินี้เป็นญัตติร่วมกันของพรรคฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรค อันประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทยที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า มีเพื่อน ส.ส. จากทั้ง ๗ พรรคร่วมกันลงนามรับรองญัตตินี้ถึง ๒๑๓ คน สาเหตุที่พวกเรา ทั้ง ๗ พรรคนั้นมาร่วมลงนามเนื่องมาจากเราเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหา ที่จะต้องแก้ไขโดยเร็ว แต่พวกเราก็ทราบดีครับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนด วิธีการแก้ไขไว้ยากมาก ๆ ยากจนเรียกได้ว่าอาจแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทำให้เราจึงมีความคิด ว่าต้องเริ่มต้นจากการเสนอให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เสียก่อน จริง ๆ แล้วเสียงของซีกฝ่ายค้านเรามีจำนวนเพียงพอที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมได้เลย เราใช้ประมาณ ๑๐๐ คนเท่านั้น จริง ๆ เสียงเรามีมากพอ เราทราบดีว่า ถ้าเราเสนอเข้าไปและประชุมร่วมกัน ๒ สภาก็เป็นไปได้ว่าวุฒิสภาอาจจะขัดขวางไม่ให้เรา แก้อีก รัฐบาลอาจจะขัดขวางไม่ให้เราแก้อีกก็ได้ ดังนั้นเราจึงอยากจะเลือกใช้วิธีนี้เป็นการ เริ่มต้นครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยกันว่าในท้ายที่สุดเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้กันได้ด้วยวิธีการใด อย่างไรที่ผมต้องพูดแบบนี้ก่อนก็เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันครับว่าญัตตินี้เริ่มต้นมาจากความต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เริ่มต้นจากความปรารถนาที่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เริ่มต้นจากความไม่อยาก ให้แก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากสัปดาห์หน้าถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ขึ้นมาอย่างน้อย ๆ ก็ต้องนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และองค์ประกอบของ คณะกรรมาธิการก็ต้องมีกรรมาธิการที่เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นปัญหาว่า รัฐธรรมนูญนี้ต้องแก้ไขอย่างจริงใจและจริงจัง มิใช่ส่งตัวแทนของฝ่ายผู้มีอำนาจมาขัดขวาง การแก้รัฐธรรมนูญ มิใช่ส่งคนมาเพื่อชักใบให้เรือเสียพาไปสู่ในทิศทางของการตีรวนขัดแย้งกัน จนแก้ไม่ได้ อย่าทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าในท้ายที่สุดการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ จะกลายเป็นเรื่องของการซื้อเวลา อย่าให้ญัตติวันนี้กลายเป็นญัตติแห่งการขัดขวางไม่ให้ แก้รัฐธรรมนูญ อย่าให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปกลายเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาการสกัดขัดขวางไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ญัตตินี้จะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายชี้แจงแสดงเหตุผลประกอบ ญัตติใน ๓ ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประเด็นที่ ๓ คือเรื่องปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทำให้พวกเรามีความเห็นว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดครับ
ประเด็นที่ ๑ ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญใคร ๆ ก็ทราบกันดีว่า เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เวลาเราจะให้นิยามหรือให้ความหมายของรัฐธรรมนูญ มันมีการให้ความหมายได้ ๒ แบบ นั่นก็คือ ๑. ความหมายทางรูปแบบ และ ๒. คือความหมาย ทางเนื้อหา ความหมายทางรูปแบบหมายถึงอะไร หมายความว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นสุพรีม ลอว์ (Supreme Law) หรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเป็นฟุนดาเมนทัล ลอว์ (Fundamental Law) หรือกฎหมายพื้นฐาน นั่นก็คือเป็นกฎหมายที่เป็นรากฐานของบรรดา ระบบกฎหมายทั้งปวง เป็นรากฐานของการเกิดขึ้นของสถาบันการเมืองทั้งหมด พูดกันง่าย ๆ คือสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเราประชุมอยู่นี้ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ พวกเรา จะไม่มีอำนาจตราพระราชบัญญัติ ไม่มีอำนาจแก้พระราชบัญญัติได้เลยถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นระบบกฎหมายทั้งหมด สถาบันการเมืองทั้งหมดจึงต้องตั้งอยู่บนฐานของรัฐธรรมนูญ นี่คือความหมายในทางรูปแบบครับ
ความหมายในทางเนื้อหา รัฐธรรมนูญจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง รัฐธรรมนูญ จะพูดถึงเรื่องสถาบันการเมืองต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจในระดับรัฐธรรมนูญ ที่มาของสถาบัน การเมืองมาอย่างไร ประมุขของรัฐมีที่มาอย่างไร สภาผู้แทนราษฎรมีที่มาอย่างไร วุฒิสภา มีที่มาอย่างไร คณะรัฐมนตรีมาอย่างไร ศาลมีกี่ศาลมาอย่างไร พูดถึงที่มาของมันแล้วก็ พูดถึงอำนาจหน้าที่ด้วย เวลาเราพูดถึงอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองนั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญเป็นทั้งที่มาของอำนาจของพวกเรา แล้วก็เป็นข้อจำกัดของการใช้อำนาจของ บรรดาสถาบันการเมืองต่าง ๆ ด้วยครับ เนื้อหาต่อไปของรัฐธรรมนูญจะพูดถึงเรื่องอะไร เราจะพูดถึงเรื่องประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สิทธิและเสรีภาพของราษฎรไทย ทั้งหลาย นี่คือความหมายในทางเนื้อหานะครับ
จากความหมายในทางรูปแบบและความหมายในทางเนื้อหาผสมผสานกันนี้ รัฐธรรมนูญในยุคสมัยใหม่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ครับ เป็นสัญลักษณ์ของการตกลงร่วมกัน เหมือนเป็นสัญญาประชาคมของสมาชิกในรัฐ ๆ นั้น มันกลายเป็นสัญลักษณ์เป็นหลักประกัน ว่าประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐนั้นจะไม่ถูกองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐนั้นละเมิดหรือใช้อำนาจ โดยมิชอบ ประชาชนที่อยู่ภายใต้ชีวิตของรัฐนั้นจะคาดหมายได้ล่วงหน้าว่ารัฐธรรมนูญ บอกให้มีองค์กรอะไรบ้าง แล้วแต่ละองค์กรจะใช้อำนาจได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในยุคหลัง โดยเฉพาะเกิดขึ้นหลังในช่วงการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย หรือเกิดขึ้นในยุคหลังของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งวิกฤตการเมืองของคนในชาติ รัฐธรรมนูญก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดองในการแสวงหา ฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมนั้น ๆ ด้วย รัฐธรรมนูญจะต้องก่อตั้งขึ้นมาโดยการร่วมมือ ร่วมใจของประชาชน ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องในทางทฤษฎีเท่านั้น มันเกี่ยวข้องกับรากศัพท์ ความหมายของคำในภาษาอังกฤษด้วย รัฐธรรมนูญในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า คอนสทิทิวชัน (Constitution) คอนสทิทิวชัน (Constitution) ผสมผสาน ๒ คำครับ นั่นก็คือคำว่า คอน (Con) ในภาษาอังกฤษคือเป็นพรีฟดกซ์ (Prefix) กับคำว่า สทิทิว (Stitu) นั่นหมายความคอน (Con) ก็คือต้องทำด้วยกันนะครับ สทิทิว (Stitu) คือการก่อตั้ง ดังนั้นคอนสทิทิวชัน (Constitution) คือเอกสารชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่ต้องมาเขียนร่วมกัน ต้องมาก่อตั้งร่วมกัน รัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถเกิดได้จากคน ๆ เดียวให้ รัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถเกิดจากคน ๆ เดียว ต้องการให้ประเทศนี้เป็นอย่างไร แล้วก็เขียนขึ้นมาเป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าหากจะมีคน ๆ เดียวให้นั้น ในภาษาอังกฤษเขาเรียกกันว่า ชาร์เทอร์ (Charter) หรือเป็นกฎที่คนคนหนึ่งมอบให้แก่รัฐ ๆ นั้น แต่ถ้าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ประชาชนร่วมกันก่อตั้งเขาจะให้ชื่อว่า คอนสทิทิวชัน (Constitution) นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในนัยนี้เองประชาชนจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมกันกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครอง ที่พวกเขาต้องการ ที่พวกเขาปรารถนา และเขียนลงไปในเอกสารที่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ครับ และสถาปนาให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นก็คือเป็นกรอบของการใช้อำนาจรัฐ ทั้งปวง และประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในรัฐนั้น ผมพูดถึงความสำคัญของ รัฐธรรมนูญเพื่อนำมาสู่ตรงนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว มีผลใช้บังคับแล้วก็เป็นไปได้ ครับท่านประธานที่สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือความขัดแย้งต่าง ๆ อาจจะ เกิดขึ้น จนเกิดเสียงเรียกร้องว่ามีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการแก้เอาไว้ ก็จะเกิดปัญหาว่าแล้วแก้อย่างไร แก้ได้หรือไม่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นที่จะต้องมีหมวด ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจึงเขียนเรื่องนี้ไว้ โดยกำหนด วิธีการแก้เอาไว้ และการกำหนดวิธีการแก้รัฐธรรมนูญก็จะต้องกำหนดให้แก้ยากกว่า การตราพระราชบัญญัติหรือแก้พระราชบัญญัติ เพราะถ้าเราบอกว่าวิธีแก้รัฐธรรมนูญเหมือน การตราพระราชบัญญัติ เหมือนแก้พระราชบัญญัติ อย่างนี้รัฐธรรมนูญกับพระราชบัญญัติ ก็ศักดิ์เท่าเทียมกัน ไม่ต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเหมือนกับ วิธีการตราพระราชบัญญัติหรือแก้พระราชบัญญัติ ในนัยนี้เองบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นมีภารกิจ ๒ ด้านซึ่งขัดแย้งกันเอง แต่ต้องทำให้บรรลุภารกิจทั้ง ๒ ด้าน
ภารกิจด้านที่ ๑ คือต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม คือเปดดโอกาส ให้รัฐธรรมนูญได้แก้ ไม่อย่างนั้นสังคมเปลี่ยนและแก้ไม่ได้เสียที ตรงกันข้ามจะเกิดวิกฤตการณ์ ทางรัฐธรรมนูญขึ้นมา ต้องเปดดโอกาสให้แก้ได้ ในขณะเดียวกันถ้าปล่อยให้แก้กันอุตลุด แก้ง่ายจนเกินไปเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐธรรมนูญก็จะไม่มี ดังนั้นการออกแบบรัฐธรรมนูญ จึงต้องทำทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กันคือต้องทำให้แก้ได้ แล้วก็ไม่ใช่แก้ง่ายจนเกินไปจนทำให้ รัฐธรรมนูญไม่มีความมั่นคง ทำไปทำมาครับ ความสำคัญของหมวดต่าง ๆ บทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญนั้นเราอาจจะบอกมาตรานั้น มาตรานี้มีเรื่องสำคัญ แต่มาตราที่ว่าด้วยการแก้ รัฐธรรมนูญนี้สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบัญญัติในมาตราอื่น ๆ เพราะมันเป็นเดิมพันสำคัญว่า เมื่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้วคุณจะใช้ต่อไปได้นานแค่ไหน เมื่อรัฐธรรมนูญบังเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีโอกาสเปลี่ยนได้ไหม แก้ได้ไหม หรือในท้ายที่สุดเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้ นำมาสู่การ ใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาทำลายรัฐธรรมนูญนั้นทิ้ง ประเทศไทยเราจนถึงปัจจุบันนี้เรา มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ เมื่อวานนี้ก็เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ คือผลผลิตของการประนีประนอมระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวกับคณะราษฎรในเวลานั้น จนเราก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมาได้สำเร็จ จากวันนั้นเราก็มีรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกัน มาหลายฉบับ จนวันนี้รวมแล้ว ๒๐ ฉบับ เวลาเราดูรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับว่ารัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับแก้กันอย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกกว่าประเทศอื่น เรามีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเยอะมาก เราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่เยอะมากหมายถึงอะไร ก็คือมีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทิ้งโดยคณะรัฐประหาร ระหว่างนั้นก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปก่อนเพื่อนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่ ก็วนเวียนอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะไม่มีบทบัญญัติว่าด้วย การแก้รัฐธรรมนูญ สาเหตุเนื่องมาจากว่าต้องการใช้ชั่วคราว อีกไม่นานก็จะใช้ฉบับถาวรแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้แค่ระยะเวลาไม่นานจึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ อีกไม่นานต้องยกเลิกอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของไทยตั้งแต่อดีต ปี ๒๔๗๕ จนมาถึงปัจจุบันไม่ปรากฏเลยว่า มีบทบัญญัติการแก้ จนกระทั่งรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และทำรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวปี ๒๕๕๗ ขึ้นมา นี่ล่ะครับครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ตอนรัฐประหารยึดอำนาจเสร็จผ่านไป ๒ เดือน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ฉบับชั่วคราว ผมก็เอะใจเขาคิดอะไรอยู่ ทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ถึงมีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็อ่านเกมว่าสงสัยงานนี้คงอยาก อยู่ยาว คือคณะที่ยึดอำนาจคงอยากอยู่ยาว เพราะเขาอยู่ยาวด้วยวิธีอะไรครับ ก็คือยื้อเวลาตัวเอง ออกไปด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุการครองอำนาจของตัวเองไปเรื่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ถึง ๔ ครั้ง เพื่อดีเลย์ (Delay) หรือยืดระยะเวลาการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรออกไปเรื่อย ๆ ร่างแล้วล้ม ร่างแล้วล้ม ร่างแล้วเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ถึง ๔ ครั้ง จนเขาครองอำนาจมาได้ถึง ๕ ปี ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยพอมาเห็นผลลัพธ์เป็นแบบนี้คิดย้อนกลับไปก็อ่านได้ว่า คณะ คสช. ซึ่งยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แล้วทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ขึ้นมานั้น มีความประสงค์ที่อยากอยู่ยาวอยู่แล้ว จึงใช้ช่องทางการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายอำนาจตัวเองออกไป ต่อเวลาอำนาจตัวเองออกไป ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ละฉบับจะเขียนเอาไว้หมดเรื่องวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้อย่างไร สมัยเรามี สภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียวในปี ๒๔๗๕ เราก็ใช้สภาผู้แทนราษฎรแก้โดยใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของสภาผู้แทนราษฎร แต่หลังจากนั้นเรามีรัฐสภาเราใช้ระบบ ๒ สภา เรามีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในปี ๒๔๘๙ แล้วหลังจากนั้นเราก็มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อเนื่องกันมา เราใช้ระบบ ๒ สภา พอเราใช้ระบบ ๒ สภาปรากฏว่าทุกฉบับก็เขียนตรงกันหมดเลยคือ การแก้รัฐธรรมนูญจะทำพร้อมกันในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยปี ๒๔๘๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ กำหนดเอาไว้ให้ใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของรัฐสภา จนกระทั่งปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ คราวนี้ลดลงไป เหลือให้ใช้เพียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยในอดีตที่ ผ่านมาทั้งหมดใช้วิธีการแก้คล้าย ๆ กันหมด ใช้รัฐสภา ๓ ใน ๔ บ้าง กึ่งหนึ่งบ้าง แล้วแต่ว่า เป็นฉบับไหน จะเห็นได้ว่าในระยะหลังตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา เราบอกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ก็แก้ไขได้แล้ว จนกระทั่งมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ยากมากที่สุดตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญในประเทศนี้มา เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดตั้งแต่ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย ยากตรงไหน ในวาระที่ ๑ ท่านต้องได้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาพร้อม ๆ กับมีสมาชิกวุฒิสภา มาช่วยท่านอีก ๑ ใน ๓ หรือ ๘๐ กว่าคน ในวาระที่ ๓ ท่านต้องได้กึ่งหนึ่งของรัฐสภา บวกกับ ส.ว. อีก ๑ ใน ๓ บวกกับฝ่ายค้านอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำยังไม่นับอีกว่า ถ้าแก้เรื่องสำคัญ ๆ จะต้องไปออกเสียงประชามติ ยกตัวอย่างเช่น แก้เรื่องการแก้เหมือน ที่เราจะพูดกันอยู่นี่ต้องไปจบที่ประชามติอีก แล้วยังไม่นับรวมอีกยังจะมีผู้ร้องต่าง ๆ ไป ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีกเพื่อตรวจสอบว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดหรือไม่ อย่างไร อาจจะกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ล็อกประตูไว้หลายชั้นมาก ล็อกไว้หลายชั้นมากจนทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ยาก แล้วอาจจะแก้ไม่ได้เลย ในทางปฏิบัติ ทีนี้ผมก็ลองไปสำรวจรัฐธรรมนูญจากหลากหลายประเทศที่เขามีมาก่อนเรา เขาก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกันว่า ไหน ๆ ยึดอำนาจมาได้แล้วมีอำนาจแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญ เขียนเสร็จก็กลัวคนมารื้อทิ้งกลัวคนมาแก้ ถ้าเปรียบเทียบเหมือนสนุกเกอร์แทงเสร็จแล้ว ก็กันเลยครับ เขาเรียกว่ากวาดจนหมดแล้วเริ่มไม่มีเหลี่ยมให้ตบแล้ววางสนุกกันเลยคราวนี้ คล้าย ๆ กัน เขาเคยทำแบบนี้มาเหมือนกัน คือวางสนุกกันเอาไว้เลยไม่ให้มีการแก้ไขได้ง่าย ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร มันเกิดกระแสที่ต้องการแก้ ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมืองอยากจะริเริ่มแก้รัฐธรรมนูญแต่แก้ไม่ได้มันติดขัด พอมันติดขัดเกิดลุกลาม บานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเกิดเป็นวิกฤตการณ์ในทางรัฐธรรมนูญ และหลายประเทศก็ไปจบลงด้วยวิธีการนอกระบบอย่างเช่นรัฐประหาร โดยยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ก็คือในเมื่อมันแก้ไม่ได้ก็มีคณะนายทหารออกมาจัดการให้ด้วยการฉีกทิ้ง ทั้งฉบับ ซึ่งสภาพการณ์แบบนี้เป็นสภาพการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในระบบรัฐธรรมนูญกลายเป็น ว่ารัฐประหารมาแล้ว เขียนรัฐธรรมนูญให้แก้ยาก พอระบบปกติอยากจะกลับไปแก้ แก้ไม่ได้ เสียทีสุดท้ายต้องให้คณะรัฐประหารมาจัดการรื้อทิ้งทำใหม่ให้อีก ยิ่งไปกว่านั้นพอเราพูดถึง จำเพาะเจาะจงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า มีจุดเชื่อมโยง ยึดโยง ต่อเนื่องไปยังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าก่อนจะถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น เราอยู่อาศัยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา แล้วอยู่ดี ๆ ก็มี คณะนายทหารกลุ่มหนึ่งออกมายึดอำนาจแล้วก็ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทิ้ง แล้วก็พาพวกเราเอาไม้ตีหัวเรา แล้วลากพวกเราเข้าไปอยู่ในบ้านที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ แล้วบอกว่าอยู่ ๆ กันไปก่อนนะ เดี๋ยวจะพาไปอยู่บ้านใหม่อีกหลังหนึ่ง แล้วเขาก็ไปสร้างบ้านหลังใหม่จนเสร็จแล้วก็ตีหัว พวกเราอีกครับ แล้วก็มัดมือมัดเท้าเราลากเข้าไปอยู่ในบ้านที่ชื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อีก เราก็อยู่กันมาเรื่อย ๆ สู้เขาไม่ไหวก็ต้องอยู่มา อยู่มาเรื่อย ๆ คราวนี้คนที่อยู่ในบ้านที่ชื่อ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เริ่มมีความคิดว่าประตูมันไม่ดี หน้าต่างมันไม่สวย สีไม่สวย อยากจะ เปลี่ยนวอลเปเปอร์ (Wallpaper) ใหม่ ก็อยากจะริเริ่มซ่อมแซมบ้านนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่คนที่ลากเรากลับเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และต่อมาก็มาอยู่ในบ้านที่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับวางกันเอาไว้หมดเลยว่าถ้าอยากจะเปลี่ยน เปลี่ยนยากมากนะ เปลี่ยนยากมาก อย่างน้อยที่สุดคุณต้องไปขอวุฒิสภาซึ่งพวกเขาตั้งมาก่อน ๑ ใน ๓ ถ้าไม่มี เสียงแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนได้เลยครับ ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ต่างกับการบังคับ ขืนใจครับ ลากเราเปลี่ยนบ้านไปมาแล้วเราอยากจะซ่อมแซมบ้านก็ไม่ให้เราซ่อมแซม ในฝรั่ง เขามีการเปรียบเทียบกันนะครับ คือตอนที่สหรัฐอเมริกาเขาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาครั้งแรก ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นบุคคลสำคัญเขาเรียกว่าเป็นฟาวน์ดิง ฟาเทอร์ (Founding Fathers) ในการก่อตั้งสหรัฐอเมริกาแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญมาก ในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ต้องแก้ให้ง่าย ถ้าแก้ยากมันไม่เป็นธรรมต่อคนรุ่นถัดไป คนรุ่นนี้เขียนรัฐธรรมนูญให้เสร็จแล้ว แล้วก็ใช้ไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธไม่ได้นะครับคนที่เขียนรัฐธรรมนูญหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น วันหนึ่ง ต้องจากโลกนี้ไป วันหนึ่งต้องล้มหายตายจากไปแน่นอน แต่มรดกที่เขาทิ้งเอาไว้ให้กับคน รุ่นถัด ๆ ไปคือรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้ในทางปฏิบัติ เมื่อคนรุ่นถัด ๆ ไปเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ มันไม่ดี มันไม่น่าอยู่ มันต้องแก้ ต้องเปลี่ยน เขาก็เข้ามาแก้ พอเข้ามาแก้แล้วปรากฏแก้ไม่ได้ เพราะมีเดด แฮนด์ (Dead hand) หรือมือที่ตายไปแล้วของคนร่างบีบคอเอาไว้อยู่ครับ คือคนร่างล้มหายตายจากไปแล้วจากรุ่นสู่รุ่น แต่มือที่ตายไปแล้วยังมาบีบคอไว้อยู่ไม่ให้แก้ ถ้าอยากแก้ต้องไปถาม ส.ว. ๑ ใน ๓ ดังนั้นมันจึงไม่มีความเป็นธรรมต่อคนรุ่นถัดไปเลย ไหนจะ ไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่เข้ามาแล้วเพราะมาจากการรัฐประหาร แล้วยังเขียนป้องกันไม่ให้ คนได้เข้ามาแก้ได้โดยง่ายอีก ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อจะเรียนอย่างนี้ครับ
มาสู่ประเด็นที่ ๓ แล้วทำไมเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันไม่ดีตรงไหน ก็เขาตั้งชื่อกันไม่ใช่หรือว่านี่คือรัฐธรรมนูญปราบโกง ถ้าใครอยากแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่แสดงว่าอยากโกงใช่ไหมถึงไม่ชอบรัฐธรรมนูญปราบโกง ผมจะอธิบายให้ฟังครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของที่มา เนื้อหา และกระบวนการที่มา เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนไปแล้วว่ามันสัมพันธ์กับรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ก็เขียนเอาไว้ในมาตรา ๓๕ ตีกรอบเอาไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าคุณจะทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ ล็อกเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นที่มา มันจึงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเป็นผลพวงของรัฐประหารโดย คสช. ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในแง่กระบวนการครับท่านประธาน อย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่มีการแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ๔ ครั้ง มีการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑ ฉบับ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง แต่ร่างไปแล้วสุดท้ายสภาปฏิรูปก็ลงมติไม่รับ ทำให้ตกไป ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. ขึ้นมาใหม่ เสียเวลาไปอีกเป็นปี จากโรดแมป (Roadmap) ตอนแรกของ คสช. เราบอกว่ามาสักปีหนึ่งก็ไป คณะกรรมาธิการยกร่างก็ทำ จนเสร็จ แต่ในท้ายที่สุด คสช. ยังไม่ไปครับ เพราะ สปท. สภาปฏิรูปตีตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธานยกร่างทิ้งไป ช่วงนั้นเราได้ยินคำหนึ่งที่พูดกันว่าเขาอยาก อยู่ยาวแล้วก็ยาวจริง ๆ แก้เปลี่ยน แก้เปลี่ยนหลายที สุดท้ายคืออะไรเพื่อทำให้ คสช. อยู่ใน อำนาจได้ต่อไปเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดก็อาศัยประชาชนมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ภายใต้กระบวนการที่ชื่อว่าประชามติ แต่เป็นประชามติที่ไม่ได้ตามมาตรฐานสากลเลยครับ เราประชามติอยู่ภายใต้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เราประชามติในลักษณะที่กลไกของรัฐนั้น สามารถใช้เกณฑ์กลไกของรัฐ ใช้ ครู ก ครู ข ครู ค ต่าง ๆ ลงไปช่วยกัน ข้าราชการประจำ ลงไปช่วยกันรณรงค์ ในขณะที่ฝ่ายไม่อยากรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกดำเนินคดีหลายคนครับ ทุกวันนี้เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ก็ยังติดคดีอยู่หลายคนจากการรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญเมื่อตอน รณรงค์เรื่องประชามติ ยังมีคดีติดตัวอยู่เต็มไปหมด แต่ฝ่ายรับไม่มีครับรณรงค์กันได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการรณรงค์แบบนี้ไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าการออกเสียงประชามตินั้นได้มาตรฐาน เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันครับ เรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีถึง ๒๗๙ มาตรา ถ้าจะให้ผมสรุปความสั้น ๆ ถึงลักษณะเด่น ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืออะไร ข้อที่ ๑ เป็นรัฐธรรมนูญที่ฝังเอาระบอบรัฐประหารเข้าไปอยู่ใน รัฐธรรมนูญเรียบร้อย หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า คอนสทิทิวชันนัลไลเซชัน ออฟ คูป เดนทา (Constitutionalization of coup denta) เอาเรื่องรัฐประหารฝังเข้าไปในรัฐธรรมนูญ เรียบร้อย รับรองการใช้อำนาจของ คสช. ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปยันอนาคต ดีนะครับถ้ามี ชาติหน้าด้วยสงสัยจะรับรองไปถึงชาติหน้าด้วย รับรองไว้หมดเลยในมาตรา ๒๗๙ แล้วก็เป็น รัฐธรรมนูญที่วางกลไกในการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไว้ชัดเจนโดยผ่านวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. แต่เพียงผู้เดียว คนเพียง ๑ คนเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ ๒๕๐ คน แต่พวกเรา ๕๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของประชากรกว่า ๔๗ ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความแฟร์ (Fair) เลยในตรงนี้ แล้ว ส.ว. ชุดนี้มาทำหน้าที่อะไรครับ แน่นอนที่สุด มีส่วนในกฎหมาย ปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ สักแต่จะเขียนมาเต็มไปหมด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน แต่หน้าที่หลัก ๆ ของ ส.ว. ไม่มีอะไรครับ หน้าที่หลัก ที่สุดคือเรื่องโหวตนายกรัฐมนตรีใน ๕ ปีแรก แล้วเขาก็ทำสำเร็จไปแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีลักษณะเด่นเรื่องอะไรอีก อำนาจจากการเลือกตั้งมีน้อยกว่า อำนาจจากการแต่งตั้ง เราค่อย ๆ ถูกลิดรอนไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้แทนราษฎรมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เรายังเจอกลไกรัฐซ้อนรัฐกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไหนจะมีพวกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง รัฐธรรมนูญแห่งการปฏิรูปการเมืองต่าง ๆ แต่เมื่อเราใช้มาสักระยะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ระบอบการเมืองที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นนั้นเป็นการนำการเมืองไทยถอยหลังกลับไป เมื่อปี ๒๕๒๑ สมัยที่พวกเราเรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ สมัยที่พวกเราลงเลือกตั้งกัน เสร็จแล้วต้องไปเชิญนายทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ส.ว. ยังเป็นข้าราชการประจำอยู่ แล้วก็เข้ามามีบทบาทในการตรากฎหมาย เข้ามามีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี มันเลย กลายเป็นเรื่องตลกที่สุดเลยครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ใช้ก่อนผมเกิดอีกนะครับ แล้ววันนี้ เราเดินทางมาถึงปี ๒๕๖๒ ๔๑ ปีผ่านไปแทนที่เราจะคิดขึ้นหน้าแต่เรากลับถอยหลังครับ ผมเปรียบเทียบอยู่เสมอ ๆ ว่ามันเหมือนท่าเต้นของไมเคิล แจ็คสัน ศิลปดนราชาเพลงป็อป ท่าเต้นมูนวอล์กเกอร์ (Moonwalker) คือประเทศไทยเดินไปข้างหน้า แต่เดินไปแต่ปี พ.ศ. ครับท่านประธาน แต่ในทางสภาพการเมืองการปกครองแล้วมันถอยหลัง คือเหมือนจะขึ้นหน้า มันขึ้นหน้าแต่ตัวเลข แต่เนื้อแท้ของการเมืองการปกครอง เนื้อแท้ของประชาธิปไตยถอยหลัง ลงไปเรื่อย ๆ บทพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือรัฐบาลของท่านในเวลานี้กลายเป็นรัฐบาลที่เป็น เสียงปริ่มน้ำทำให้ท่านบริหารประเทศได้อย่างยากลำบาก มันทำให้เกิดปรากฎการณ์ของการ เสนอซื้อเสนอผลประโยชน์เพื่อดึงใจ ส.ส. กันมา ผมไม่ทราบว่าจริงเท็จ แต่สื่อมวลชนพูดกัน ในภาษาที่เขาใช้กันว่างูเห่าบ้าง แจกกล้วยบ้าง เอากล้วยไปเลี้ยงลิงบ้าง ต่าง ๆ นานา ทั้งหมดนี้ เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการที่คณะรัฐประหารอยากสืบทอดอำนาจ แต่ก็รู้ดีว่าลงเลือกตั้ง แบบปกติโดยไม่มีกลไกพิเศษมาช่วยแบบนี้แพ้แน่นอน ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอนครับ ก็ต้องวาง ส.ว. เอาไว้ วางกลไกต่าง ๆ วางระบบเลือกตั้งที่พิสดารพันลึกจนเกิดทำให้มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งตีความสูตรให้เกิดพรรคการเมืองจำนวนมากขึ้นมาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมอยากให้ลองจินตนาการกันง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเกิดไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คน จากการแต่งตั้งมาโหวตนายกรัฐมนตรี ผมเชื่ออย่างสุจริตใจจริง ๆ ว่าพรรคการเมืองอันดับที่ ๑ จะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เพราะว่าพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้เกือบทั้งหมดรณรงค์ หาเสียงเอาไว้ว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้อง เปลี่ยนใจไปร่วมรัฐบาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้ามาตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่ได้อันดับ ๑ ไม่มีทางที่จะตั้งได้ เพราะคุณไม่มี ส.ว. เป็นพวก ดังนั้นการกำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญ แบบนี้ การกำหนดกติกาแบบนี้มันทำให้การตัดสินใจของนักการเมืองของพรรคการเมืองนั้น บิดผันไปจากความเป็นจริง และในท้ายที่สุดเราก็เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำขึ้นมา พอเป็นรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำนำมาซึ่งอะไรอีกครับ เวลาท่านอยากจะผ่านญัตติสำคัญ ผ่านกฎหมายสำคัญ ท่านก็ต้องลุ้นทุกครั้งแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของสภานี้เสียไป ผมเรียนนะครับ ผมไม่เคยโทษ ตำหนินักการเมือง ไม่เคยตำหนิพรรคการเมือง ผมเชื่อจริง ๆ ว่านักการเมืองและพรรคการเมืองพร้อมปรับเข้ากับทุกกติกา ถ้ากติกามันดี โครงสร้างรัฐธรรมนูญมันดีนักการเมืองก็ปรับได้ เหมือนตอนที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่พอกติกาถอยหลังเข้าคลองแบบนี้ก็เป็นธรรมดาที่พฤติกรรมนักการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเวลาเราเห็นโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ดี เห็นพฤติกรรมของนักการเมืองที่ถอยหลัง กลับไป จริง ๆ แล้วแทนที่จะชี้หน้าตำหนินักการเมือง พรรคการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว ควรต้องชี้หน้ากลับไปตำหนิคณะรัฐประหาร ตำหนิคณะรัฐประหารที่อยากสืบทอดอำนาจด้วย จึงต้องใช้แบบนี้ ปี ๒๕๑๑ เราก็เคยเห็นพรรคสหประชาไทยของท่านจอมพลถนอมมาแล้ว หลังปี ๒๕๒๑ ก็เคยเห็นพรรคการเมืองของ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มาแล้วใช้วิธี แบบเดียวกัน หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๓๔ เราก็เห็นพรรคสามัคคีธรรมมาแล้ว นี่ก็อีหรอบเดิมครับ วนเวียนกลับมาเป็นแบบนี้อีก ผมเรียนแบบนี้ครับ มันจึงแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ทั้งที่มา กระบวนการ และเนื้อหา
ขอพาเดินทางไปต่างประเทศอีกสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน มันมีมุกตลก เก่า ๆ อันหนึ่งที่เขาใช้กันในสหภาพโซเวียตในสมัยที่ยังไม่แตกออกมาเป็นประเทศรัสเซีย และประเทศอื่น ๆ เขาแซวกันเล่น ๆ เขาบอกอย่างนี้ เขาบอกผู้ชายคนหนึ่งเขาเดินเข้าไป ร้านอาหาร พอเข้าไปร้านอาหารเขาก็หยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหาร เขาก็สั่งไก่บ๋อยก็บอกว่าไม่มี สั่งหมูบ๋อยก็บอกว่าไม่มี สั่งเนื้อวัวบ๋อยก็บอกไม่มี สั่งเนื้อแกะบ๋อยก็บอกไม่มี สั่งเนื้อปลา บ๋อยก็บอกไม่มี จนคทาชายรายนี้โมโหขึ้นมาขว้างเมนู (Menu) ทิ้ง แล้วบอกนี่มันเมนู (Menu) อาหารหรือรัฐธรรมนูญกันแน่ มุขตลกของสหภาพโซเวียตอันนี้หมายถึงอะไรครับ คือเขาต้องการสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจำนวนมาก ประเทศที่เป็น เผด็จการจำนวนมากก็มีรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อคุณเปดดรัฐธรรมนูญไปแล้ว เลือกตั้ง มีหรือไม่ ไม่มี สิทธิเสรีภาพประชาชนมีหรือไม่ ไม่มี อำนาจของประชาชนอยู่ตรงไหน ไม่มี ความเข้มแข็งของรัฐบาล การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอยู่ไหน ไม่มีเลย แบ่งแยกอำนาจ ไม่มีเลย แต่ว่าอยู่ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนี่คือมุขตลกที่เขาเปรียบเทียบ กันมาในอดีต
ผมขออนุญาตกล่าวถึงข้อคิดอันหนึ่งที่สำคัญของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำระบอบประชาธิปไตย มาให้พวกเราในฐานะเป็นผู้นำของฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎร ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ครับว่า ตอนที่เราช่วยกันรณรงค์ทำรัฐธรรมนูญในท้ายที่สุดกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ หลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านปรีดีพูดแบบนี้ครับ ท่านปรีดีบอกไว้ว่าสาระสำคัญอยู่ที่ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้บัญญัติข้อความไว้พอเพียงแก่การให้สิทธิมนุษยชนแก่ปวงชนหรือไม่ และพอเพียงแก่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดเขียนไว้ฟุ่มเฟือยยืดยาว ทำให้สามัญชนเห็นว่าให้ได้สิทธิมาก แต่ในสาระบั่นทอนสิทธิมนุษยชนและมิใช่การถือมติปวงชน เป็นใหญ่อย่างแท้จริง ความฟุ่มเฟือยยืดยาวก็ไม่อาจช่วยให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตขึ้นมาได้ ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวไว้ครับ พวกเราร่ำเรียนกันมาในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง ในยุคสมัยก่อนที่เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันเกิดคำหนึ่งที่ฮิต (Hit) ขึ้นมาคือลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมหรือคอนสทิทิวชันนัลลิสซึม (Constitutionalism) ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมเรียกร้องอย่างนี้ครับ ไม่ใช่สักแต่มีรัฐธรรมนูญ อย่างเดียว แต่รัฐธรรมนูญจะต้องมีเนื้อหาที่รับรองเรื่องการแบ่งแยกอำนาจของสถาบัน การเมืองต่าง ๆ ให้ได้อย่างดุลยภาพ รัฐธรรมนูญต้องมีเนื้อหาประกันสิทธิและเสรีภาพด้วย ถ้าเอาเกณฑ์ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมแบบนี้มาจับกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่น่าจะใช่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญใดที่ไม่พูดเรื่องแบ่งแยกอำนาจ รัฐธรรมนูญใด ที่ไม่พูดเรื่องประกันสิทธิ ไม่พูดเรื่องอำนาจของประชาชนนั้นเขาไม่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญครับ เป็นแค่เอกสารอันหนึ่งที่มัดรวมกันแล้วไปให้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ พอผมดูปี ๒๕๖๐ แล้ว มันคล้าย ๆ แบบนี้อยู่ เพราะอะไร ๑. คุณมีวุฒิสภา ๒๕๐ คนจากการเลือกของหัวหน้า คสช. คนเดียว ถ้าเลือกมาแล้วไม่ให้มีอำนาจก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เลือกมาแล้วให้มาโหวตนายกรัฐมนตรี แสดงว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเท่าเทียมกับอำนาจที่มาจากแต่งตั้งของคนคนเดียว แล้วก็บังเอิญคนแต่งตั้ง ส.ว. ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบด้วย ที่สำคัญมีมาตรา ๒๗๙ ซึ่งเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิงก็คือเป็นมาตรา ที่ทำให้ประกาศ คำสั่ง คสช. การใช้อำนาจของ คสช. อยู่เหนือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ เปรียบเสมือนกับประกาศ คำสั่ง คสช. บอกว่ารัฐธรรมนูญใช้ไปหมด มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๗๘ พอมาเจอมาตรา ๒๗๙ บอกมาตรา ๒๗๘ มาตราทั้งหมดไม่ต้องเอามาใช้กับประกาศ คำสั่ง คสช. ถ้าเป็นแบบนี้คือทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานครับ เราพยายามพูดคุยรณรงค์ถึงเรื่องความจำเป็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราก็มักจะถูกโต้แย้งจากเหตุผลต่าง ๆ นานา เหตุผลที่โต้แย้งกันมาผมรวบรวมมา ๓ เหตุผลหลัก ๆ ๑. แก้ไขรัฐธรรมนูญทำไม แก้ไขปัญหาปากท้องก่อน ผมจะชี้แจงให้ว่า รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องอำนวยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้เข้ามา บริหารประเทศ จะต้องอำนวยให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และจะต้องเปดดโอกาสให้ ประชาชนได้สามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องจากรัฐบาลได้อย่างสม่ำเสมอ แต่รัฐธรรมนูญฉบับ นี้ทำไม่ได้ครับ ทำไม่ได้เพราะอะไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่มาของเสียงปริ่มน้ำ นักลงทุนจากต่างประเทศประเมินเห็นสภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้เขาก็กังวลใจว่า จะอยู่ครบวาระหรือไม่ พวกท่านมาจากซีกรัฐบาลหลายคนก็ประสบพบเห็นกับตนเองเลย นโยบายเศรษฐกิจที่หาเสียงกันไว้หลากหลายพรรค ถึงเวลาท่านส่งมอบหรือดิลีฟเวอร์ (Deliver) นโยบายไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นรัฐบาลผสมจากหลากหลายพรรคมาก จนในท้ายที่สุด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไขได้อย่างดี ดังนั้นถ้ารัฐธรรมนูญดี มันก็จะส่งผล ให้มีรัฐบาลที่ดี และรัฐบาลที่ดีก็จะสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้นะครับ เช่นเดียวกันครับ จะมีการอ้างกันอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ผ่านประชามติมา แต่อย่างที่ผมเรียนว่า ประชามติที่ผ่านมาไม่ได้มาตรฐานสากล เป็นประชามติที่ไม่ฟรี ไม่อิสระ และไม่แฟร์ (Fair) คือไม่เป็นธรรม ทีนี้เวลาเรารณรงค์ว่าเราอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมใช้มาตราไหนในการแก้ พวกเราใช้มาตรา ๒๕๖ คือใช้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญตามที่มาตรา ๒๕๖ กำหนด มาตรา ๒๕๖ เป็นหนึ่งในมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ และตอนเราไปประชามติก็เอาฉบับนี้ ไปประชามติ ดังนั้นมาตรา ๒๕๖ ที่เราต้องการใช้มันเพื่อการแก้นี่นะครับ มันก็ผ่านประชามติ เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราแก้เรื่องสำคัญ ๆ ในท้ายที่สุดก็ต้องไปจบที่ประชามติอยู่ดี ดังนั้นการให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามตินี้มาแล้วจึงแตะต้องไม่ได้ แก้ไม่ได้ อันนี้ฟังไม่ขึ้นครับ ถ้าเราบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านประชามติมาแก้ไม่ได้ ท่านต้องเขียนไว้เลยครับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามแก้ ดังนั้นเราเดินตามกระบวนการแก้ที่เขาวาง เอาไว้
อีกเหตุผลหนึ่งมักจะบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความวุ่นวายครับ จะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ยิ่งไม่แก้ยิ่งวุ่นวายครับ ยิ่งไม่แก้ยิ่งทำให้ คนอยากแก้อดทนไม่ไหว ออกมาเรียกร้องมากขึ้น ๆ เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ คนที่อยาก แก้รัฐธรรมนูญมันมีมาตั้งแต่ตอนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว และตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม และถ้าเราปดดเหมือนหม้อน้ำมันกำลังเดือดเราเอาฝาหม้อไปปดดไม่ให้แก้ ไม่ให้แก้อย่างนี้ หรือครับ มันจะยิ่งเกิดความวุ่นวาย สู้เปดดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญดีกว่า นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ตอนที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีการรณรงค์จะให้แก้ และในท้ายที่สุดมี สสร. เพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็มักจะกล่าวกันครับว่าพวกนักการเมืองมาอีกแล้ว มาแล้วก็จะมาแก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง พอมาครั้งนี้ผมคิดว่าเราต้องพูดเหมือนกันครับ นักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่อาจจะมีคนที่ไม่อยาก ให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง เมื่อก่อนเราบอกแก้เพื่อตัวเองใช่ไหมครับ คราวนี้คือ ไม่แก้เพื่อตัวเองครับ ดังนั้นเราจึงสามารถพบเห็นได้ว่าเวลาที่ใครบอกว่าไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ในประเด็นใด เพราะเขาได้ประโยชน์จากประเด็นนั้นอยู่ใช่หรือไม่ครับ ให้ลองเอามาพิจารณาดู จริง ๆ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคซีกรัฐบาลก็ให้สัมภาษณ์อยู่หลายครั้งนะครับ ที่ผมรวบรวมมาได้ก็มี ๒ ครั้ง ออกอากาศชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์ (Design) มา เพื่อพวกเรานะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ ดีไซน์ (Design) มาไว้สำหรับพรรคอื่นเลยที่จะมาเป็นรัฐบาล ดีไซน์ (Design) มาสำหรับให้ พรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น นี่ก็เคยพูดกันไว้นะครับ ดังนั้นถ้ารัฐธรรมนูญแบบนี้ ใช้งานต่อไปผมว่ามันก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะให้สมาชิกจากพรรคอื่น ๆ มองว่ารัฐธรรมนูญนี้ ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน หลายท่านบอกว่าพรรคผมได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ผมไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถ้าอยากจะยกเลิกระบบนี้แล้วกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบ ปี ๒๕๔๐ หรือแบบ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีปัญหาเลย ผมพร้อมสู้ทุกกติกาอยู่แล้ว แต่ถ้าพรรคใดได้ประโยชน์จากฉบับนี้ ผมก็อยาก เชิญชวนว่ามาแก้รัฐธรรมนูญกันเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุก ๆ พรรคการเมือง นี่ยังไม่ นับรวมสมาชิกวุฒิสภาอีก บางท่านคุยใหญ่โตเลยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเป็นคนคิด ริเริ่มเองให้มี ส.ว. ๒๕๐ คนและให้มาโหวตนายกรัฐมนตรี แล้วก็พูดด้วยอารมณ์ความดีใจ อย่างยิ่งว่าทำสำเร็จ ผมพูดมาทั้งหมดเพื่ออะไร เพื่อจะมาสู่บทสรุปตรงนี้ครับท่านประธาน
รัฐธรรมนูญที่ดีมันควรมีลักษณะอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ดีคือรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญที่แบ่งแยกอำนาจอย่างดุลยภาพ ประกันสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปดดโอกาสให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจนั้นได้มา ตัดสินใจในเรื่องการเมืองและสาธารณะร่วมกัน และเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างก้าวหน้า ขึ้นเรื่อย ๆ ตัดสินใจผิดและได้มีโอกาสตัดสินใจใหม่ ประกันเสรีภาพในการแสดงออก สร้างความปรองดองสมานฉันท์ สามารถเปดดโอกาสให้มีการแก้ไขความขัดแย้งในประเทศได้ ภายใต้ระบบปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้รัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีคุณสมบัติ เหล่านี้เลย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๖๐ ๔ ฉบับหลังนี่ปฏิเสธไม่ได้ครับ มีเป้าประสงค์เพื่อการกำจัดศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ต้องการทำให้พรรคการเมือง ที่เขาชนะเลือกตั้งอยู่สม่ำเสมอไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ดังนั้นท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎร ที่พวกเรามาจากการเลือกตั้งจำเป็นจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาฉันทามติแบบใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่เป็นฉันทามติร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราต้องทวงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาให้ได้ เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง แสวงหาฉันทามติใหม่ร่วมกัน รัฐธรรมนูญแบบการแก้แค้นเอาคืนสลับกันไปกันมาไม่สามารถ ทำงานได้ รัฐธรรมนูญที่คนชนะกินรวบหมด คนแพ้แทบไม่มีที่ยืน รัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่สามารถ ขจัดความขัดแย้งของคนในชาติได้นะครับ จำเป็นอย่างยิ่งครับต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ ผมขอเชิญชวนให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น เปดดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน พวกเราเคยทำได้แล้วในตอนปี ๒๕๔๐ ครั้งนี้ต้องทำให้ได้อีกครั้งหนึ่งครับ อยากจะฝากไปถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ลูกหลานของเราอนาคตของประเทศรอท่านอยู่ ท่านเลิกหวาดระแวง เลิกหวงอำนาจ คิดยาว ๆ อย่าคิดสั้น ๆ เดินหน้าเข้ามาสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยกัน สภาผู้แทนราษฎรเรามีภารกิจในการนำมติมหาชนมาเปลี่ยนแปลงให้เกิดผล พวกเรา ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ครับ เรามีแต่ปากพูดกัน แสดงความคิดเห็นกัน แล้วก็แก้กันตามระบบ พวกผมไม่มีปืนครับ พวกผมไม่มีกองทัพครับ พวกผมไม่มีกำลังครับ พวกกองทัพเขามีปุ๊บ เขาอยากเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเขาออกมายึดอำนาจวันเดียวจบเรียบร้อย แต่พวกเราไม่มีครับ เราก็ต้องสู้แบบนี้ละครับ สู้กันในระบบ รณรงค์กันไป ต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ ดังนั้นอย่าให้ใคร เขาพูดได้ว่าทีรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง บ้านนี้เมืองนี้ยอมให้ทำได้ แต่สภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและประชาชนอยากจะแก้สักทีหนึ่งแก้ได้ ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน ผมขอฝากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาลงมติ ให้ความเห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นฉันทามติใหม่ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศครับ