จตุพร เจริญเชื้อ เสนอญัตติให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าขาดความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านการแต่งตั้ง ส.ว. การรับรองคำสั่ง คสช. ที่มีผลต่อเนื่อง และการไม่กำหนดให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ความรับผิดชอบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการสร้างฉันทามติเพื่อความปรองดองและปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจตุพร เจริญเชื้อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ จะว่าไปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราเพิ่งมีการบังคับใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ หากนับถึง วันนี้เวลาเพียงแค่ ๒ ปี ๘ เดือน แต่ว่า ๒ ปี ๘ เดือนตัวผมเองก็พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีข้อบกพร่องหลายประการ ซึ่งสมควรที่จะต้องนำมาศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง อันนั้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยนะครับ สำหรับข้อบกพร่องอย่างแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือผมมองว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือว่า คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ สิ่งแรกที่คณะผู้ยึดอำนาจทำทุกครั้งก็คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันครับ คสช. ก็ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันมา และหลังจากนั้น คสช. ใช้เวลา ๓ ปีในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในช่วง ๓ ปีที่จัดทำรัฐธรรมนูญนั้นใช้กรรมาธิการ ยกร่างถึง ๒ ชุด ชุดแรกนำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะ คณะของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั้นใช้เวลาประมาณ ๘ เดือนในการเขียนรัฐธรรมนูญ แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ แต่ว่าร่างที่อาจารย์บวรศักดิ์และคณะเขียนนั้นในที่สุดแล้วก็ถูก คสช. คว่ำไปไม่ได้ใช้ ภายหลังอาจารย์บวรศักดิ์ก็มากล่าวว่าเหตุที่ร่างของเขาต้องถูกคว่ำเพราะว่าเขาอยากอยู่ยาว เขาในที่นี้ก็หมายถึงใครไปไม่ได้นะครับ ก็คือคณะของ คสช. ที่ต้องการจะอยู่ยาว ต่อมา คสช. ก็ตั้งกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ คณะของอาจารย์มีชัย ใช้เวลาร่างประมาณ ๖ เดือน แล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ หลังจากนั้น ๕ เดือนต่อมาได้นำร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปลงประชามติสอบถามจากประชาชนว่า จะให้การยอมรับหรือไม่ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เสียงส่วนใหญ่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ อย่างไรก็ตามการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็นการออกเสียงประชามติ ท่ามกลางการปดดกั้นในการแสดงความคิดเห็น ในช่วงเวลานั้นประชาชนไม่สามารถแสดง ความคิดเห็นใด ๆ ในการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เลย คนที่รณรงค์ได้ในขณะนั้น ก็คือคนของรัฐบาลแล้วก็กลไกของ คสช. เท่านั้น ก่อนการลงมติมีประชาชนอย่างน้อย ๑๙๕ คน ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวพันกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ซึ่งถือว่า เป็นข้อบกพร่องที่สำคัญประการแรก
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอด อำนาจให้กับ คสช. คสช. ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยการตั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือว่า ส.ว. จำนวน ๒๕๐ คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ทั้งสิ้น สมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คนนั้น มีอำนาจในการเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. พวกเรา ๕๐๐ คน กระบวนการเลือก นายกรัฐมนตรีนั้นอาศัยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภารวมกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ ส.ว. ๒๕๐ คน บวกกับ ส.ส. เพียงแค่ ๑๒๖ คน ก็สามารถที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกหลังจาก การเลือกตั้งเราจึงได้เห็นนายกรัฐมนตรีที่มาจาก คสช. ที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจากการเลือกของ ส.ว. ๒๕๐ คน และ ส.ส. ที่เกิน ๑๒๖ คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่าทุกรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมาจนถึง ปี ๒๕๘๐ จะต้องทำตามยุทธศาสตร์ที่ คสช. ได้วางเอาไว้ที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นั่นหมายความว่าทุกรัฐบาลหลังจากนี้สมัยหน้าก็ตามหรือสมัยไหนก็ตามจนถึงปี ๒๕๘๐ การนำเสนองบประมาณและแผนงานนั้นจะต้องแถลงตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้วางไว้ สมัยหน้าถ้าพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล แน่นอนครับก็จำเป็นที่จะต้องมีการแถลงนโยบาย และงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้วางไว้จนถึงปี ๒๕๘๐ นอกจากนี้ คสช. เอง ก็ยังทิ้งมรดกที่เป็นมรดกทางกฎหมายที่เกิดจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งของ หัวหน้า คสช. ไม่น้อยกว่า ๕๔๐ ฉบับให้มีผลบังคับใช้แล้วก็ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้ว่าคำสั่งประกาศบางฉบับจะถูกยกเลิกไป แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีคำสั่งเหล่านั้น เหลือไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ฉบับที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้การรับรองและมีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย ต่อไป การที่จะแก้ไขคำสั่งเหล่านี้ได้จะต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติในการแก้ไขหรือว่า ยกเลิกเท่านั้น ผมจึงเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอด อำนาจให้กับ คสช.
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้ใจ ประชาชนครับ ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ทั้ง ๒ ฉบับกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการจะเข้าสู่อำนาจได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เราใช้กันมาเกือบ ๒๐ ปีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องผ่านการเลือกตั้งเป็น ส.ส. เสียก่อน เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะเขามองว่าคนที่ผ่านจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้นจะมีความรับผิดชอบต่อประชาชน เมื่อประชาชนมีความทุกข์แน่นอนที่สุดคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนนั้นเขาก็จะ ทุกข์ด้วย แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตัดบทบัญญัติตรงนี้ออกไป กำหนดเพียงแต่ว่าคนที่จะ เสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมาจากการเสนอชื่อจากพรรคการเมือง และเสนอไปที่ กกต. โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเลือกตั้ง ของประชาชน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน จึงเป็นข้อบกพร่องข้อที่ ๓ ที่ผมมองเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้ใจประชาชน และเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อว่า ประชาชนจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศนี้ได้
ข้อบกพร่องประการต่อมา ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยระบบเลือกตั้ง ทำให้การเมืองอ่อนแอ ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งที่เรา เคยใช้กันมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้น เราใช้ในระบบที่เรียกว่าระบบ คู่ขนาน หรือพาราเลล ซิสเตม (Parallel system) คือเลือก ส.ส. ทั้งระบบเขต และเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งมี ๒ คะแนน คะแนนหนึ่งเลือก ส.ส. ที่อยู่ ในเขตของตัวเอง อีกคะแนนหนึ่งเลือก ส.ส. ที่พรรคเสนอชื่อมาที่เรียกว่าระบบบัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งในลักษณะแบบนี้มันตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครับ ในเขตเลือกตั้งของผมจังหวัดขอนแก่นผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางครั้งเขาชอบจตุพร เขาก็กาให้ จตุพร เขาชอบพรรคเพื่อไทยด้วยเขาก็กาให้พรรคเพื่อไทยด้วย แต่บางคนเขาไม่ชอบจตุพร เขาก็ไม่ต้องกาจตุพร ไปกาคนอื่นก็ได้ แต่ว่าเขาชอบพรรคเพื่อไทยเขาก็กาให้พรรคเพื่อไทย เราใช้กันมาแบบนี้เกือบ ๒๐ ปี ซึ่งมันตรงกับความต้องการของประชาชนและตรงกับเจตนารมณ์ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ระบบเลือกตั้งถูกเรียกว่าระบบจัดสรร ปันส่วนผสม ชื่อก็งงมากแล้ว จัดสรรปันส่วนผสมระบบที่เราใช้กันอยู่ ปรากฏไม่มีประเทศไหน ใช้แบบนี้เลยครับ อาจจะมีใกล้เคียงคือประเทศเยอรมนี ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ไปลอกเลียนแบบ ประเทศเยอรมนีมา แต่เอามาไม่หมดแล้วก็มาผสมผสานกันจนเป็นระบบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งท่านประธานก็เห็นแล้วว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้มันเกิดความสับสนวุ่นวายอย่างมาก ทั้งต่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งต่อ กกต. จะเห็นว่าหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป กกต. ก็ยังไม่สามารถหาวิธีหรือประกาศวิธีในการคำนวณจำนวน ส.ส. แต่ละพรรคการเมือง ได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ทำให้การเมืองอ่อนแอ ภายหลัง จากการเลือกตั้งมีพรรคการเมืองอย่างน้อย ๒๗ พรรคที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และมีพรรคการเมืองที่มีที่นั่ง ส.ส. เพียงที่นั่งเดียวอย่างน้อย ๑๐ พรรคการเมือง เรามีรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นรัฐบาลผสมที่มากที่สุดที่เคยมีประเทศไทยมาคือ ๑๙ พรรคการเมือง แต่เสียงของรัฐบาลและเสียงของฝ่ายค้านนั้นก้ำกึ่งกันมาก ไล่เลี่ยกันมาก เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์สภาล่มที่เกิดขึ้นก็เกิดจากระบบการเลือกตั้งแบบนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงมองว่าระบบการเลือกตั้งที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เสถียรภาพทางการเมือง ของพรรคการเมืองอ่อนแอและส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลอ่อนแอ พอเสถียรภาพ ของรัฐบาลอ่อนแอ แน่นอนที่สุดครับ การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก็ยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าระบบนี้เป็นข้อบกพร่องที่สำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริง ๆ แล้ว มันมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่าง แต่ผมคิดว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็อาจอภิปรายต่อจากผม เพราะฉะนั้นผมจึงสรุปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรที่จะต้องได้รับการแก้ไข แต่กระบวนการ แก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ซึ่งมีกลไกต่าง ๆ ในการควบคุมอยู่พอสมควร แต่ผมก็หวังว่า สภาแห่งนี้จะช่วยกันพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขอเสนอหลักการสำคัญ ๔ ข้อที่เป็นหลักการสำหรับยึดเป็นแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ
หลักการที่ ๑ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และจากทุกภาคส่วน และเปดดกว้างให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่
หลักการที่ ๒ ต้องทำให้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักการที่อำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน โดยสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครอง และยุติการสืบทอดอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน
หลักการที่ ๓ ต้องทำให้เกิดฉันทามติร่วมกันในสังคมเพื่อยุติความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองสมานฉันท์
หลักการที่ ๔ ต้องทำให้เกิดกระบวนการที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง มั่นคง พร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปดดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ได้ถกแถลงและปรึกษาหารือกันเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและประเทศดีขึ้น ผมขอเสนอหลักการ ๔ ข้อที่มีความสำคัญนะครับ
ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบพระคุณครับ