ชำนาญ วิจารณ์รัฐธรรมนูญถ่วงเสรีภาพ-เสนอแก้ด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒

ชำนาญ จันทร์เรือง หารือถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยวิพากษ์ข้อบกพร่องที่บ่อนทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน การรับรองคำสั่ง คสช. ที่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน การใช้แนวคิด "รัฏฐาธิปัตย์" ที่ขัดกับหลักนิติธรรม และการจำกัดสิทธิโดยถ้อยคำกว้างในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ส่งผลให้การปกครองท้องถิ่นอ่อนแอ รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อระบบเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวและถ้อยคำในกฎหมายที่คลาดเคลื่อนจากหลักวิชาการรัฐศาสตร์

นายชำนาญ จันทร์เรือง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะปฏิบัติตามที่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยไว้ จะไม่พยายามพูดในประเด็น ที่หลายท่านพูดหรือคิดว่าน่าจะพูดไปแล้ว กระผมก็ไม่แน่ใจว่าการอภิปรายของผมครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ เพราะพรรคผมอาจจะถูกยุบด้วยเหตุผลพวงของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงสามารถกล่าวได้ว่าเราจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิธีการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง แน่นอนครับ เรื่องรัฐธรรมนูญมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อยากให้แก้ ไม่อยากให้แก้ และอยากให้แก้แตกต่างประเด็นกันไปนะครับ แต่ผมเชื่อว่า ในประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะเป็นประเด็นที่หลาย ๆ ฝ่ายเห็นตรงกันและ ๖ ท่านหรือ ๗ ท่านแรกที่พูดไปแล้วนี่นะครับ

ประเด็นแรกก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพถ้าเปรียบเทียบ กับรัฐธรรมนูญที่เราเคยมีผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้โยกย้ายสิทธิหลายประการ อย่างเช่น สิทธิในการศึกษาฟรี ๑๒ ปี สิทธิของผู้บริโภค สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขโดยเสมอกัน ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ หลายคนอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนกัน ไม่ใช่หรือ ไม่นะครับ การที่ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงมี โดยธรรมชาติถูกทำให้มันเจือจางลง กลายเป็นรัฐเป็นคนกำหนดสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังเพิ่มเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพไว้อีก ๒ ข้อ ก็คือการกระทบต่อ ความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นคำที่ตีความได้กว้างขวางมากและถึงมากที่สุด แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่สร้าง ภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควร แต่รัฐธรรมนูญก็ยังรับรองบรรดาประกาศและ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากลอยู่นะครับ ที่ผ่านมานั้นภาคประชาชนพยายามอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ประสบ ความสำเร็จเลย เช่น ภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ และล่าสุดคำพิพากษาฎีกาก็ออกมารับรองอีกว่า ไม่กระทบต่อสิ่งที่ทำไปแล้ว หรือในกรณีภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ เรื่องยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายผังเมือง ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิชุมชน แต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครอง คำสั่งดังกล่าว อันนี้ก็ยังไม่เท่าไรในคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาล หรือคำสั่งที่ให้เหตุผล ว่ารัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่ที่มันน่าเกลียดที่สุดก็คือว่าในคำพิพากษาซึ่งในอดีตเราทราบกัน อยู่แล้วตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ปี ๒๕๐๕ ที่มักจะอ้างว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ แต่ช่วงหลังมาไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็หลีกเลี่ยงพยายามไม่ให้มีการใช้อันนี้ ก็เลยไปใช้คำว่า เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์กลับมาใช้อีกว่า คำสั่งรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และที่สำคัญก็คือว่าสมาชิก คสช. ทั้งหัวหน้า ทั้งรอง คสช. มีหลายครั้งที่พูดว่าเราเป็นรัฏฐาธิปัตย์ รัฏฐาธิปัตย์แปลว่าใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน แน่ใจหรือครับ ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินแล้วทำไมจะต้องได้รับการแต่งตั้งอีก ไม่ใช่นะครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะเขียนไว้ตลอดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือบางฉบับเขียนว่ามาจาก ปวงชนชาวไทย แม้แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นฉบับของคณะรัฐประหารเองก็ยังบอกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่ารัฏฐาธิปัตย์คือปวงชน ชาวไทย ไม่ใช่คณะรัฐประหาร นี่คือประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ บรรดาหลักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีใครยอมรับรัฏฐาธิปัตย์ ที่มาจากการรัฐประหารแล้ว แต่ศาลหรือวงการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยังนำมาใช้ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ อีกซึ่งมันไม่ถูกต้อง โดยหลักแล้วศาลจะต้องตัดสินตามกฎหมาย คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีในกฎหมายฉบับใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่านำมาวินิจฉัยในคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์

ประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไมถึงจำเป็นจะต้องมีการแก้ไข คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ไว้ใจประชาชนซึ่งถือว่าเป็นความถดถอยของ ระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่งครับ ฉบับก่อนหน้านี้การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็จะกำหนดไว้ด้วยถ้อยคำเฉพาะเจาะจงว่าสภาวะสงครามหรือว่า กฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคง ของรัฐ เพื่อความปลอดภัยสาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยอันดี อันนี้กว้างขวางมากครับ และที่สำคัญที่สุดอีกอันหนึ่งในฐานะที่ผมเป็นคนรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ หรือการจัดการตนเอง เคยมีการเสนอพระราชบัญญัติโดยการรวบรวมรายชื่อ แต่ปรากฏว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ไม่มีครับ พ.ร.บ. ที่จะเข้าชื่อโดยประชาชน แต่เดิมจากหมวดสิทธิ เสรีภาพกับหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปหมวดสิทธิเสรีภาพ และหมวดหน้าที่ของรัฐไม่มี และที่สำคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ทั้งฉบับ รวมถึงหมวด การปฏิรูปประเทศไม่มีคำว่า กระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว ไม่เชื่อท่านไปเปดดดูนะครับ และที่สำคัญอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นหลายคนยังไม่เคยมีการพูดถึงในนี้ แต่ผมจะ พูดอยู่เสมอก็คือ มาตรา ๒๕๒ วรรคหนึ่ง บอกสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง เรื่องปกติครับที่ไหนก็เฉย ๆ ธรรมดา บอกว่าอย่างนี้ก็ถูกแล้วนี่ ใช่ แต่วรรคสองบอกว่า ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งก็ถูกแล้วนี่ แต่ว่ามันมีคำว่า หรือมาจากความเห็นชอบ ของสภาท้องถิ่น สมัยก่อนเราเลือก ส.ท. ส.ท. ก็ไปเลือกนายก เลือกเทศมนตรีไม่ถูกหรือ ไม่ถูกครับ หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ก็หมายความว่าใครก็ได้ถ้าสภาท้องถิ่น เห็นชอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟังแล้วระวังไว้ให้ดีนะครับ ที่สำคัญที่สุด ร้ายที่สุดก็คือ หรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจะให้มาโดยวิธีอื่นใดก็ได้ อันนี้หนักเลย จะเหาะมาเหินมาหรือไม่มีสภา หรืออะไร ทำอะไรได้ทั้งนั้น

และสุดท้ายประเด็นที่ผมจะพูดถึงก็คือว่ามีหลายท่านพูดไปแล้ว แต่ผมจะพูด นิดเดียวก็คือเรื่องเลือกตั้ง เมื่อสักครู่นี้ท่านก่อนหน้าผมก็พูดเรื่องระบบจัดสรรปันส่วนผสม บอกว่าเอามาจากประเทศเยอรมนี ประเทศเยอรมนีใช้บัตรใบเดียวไม่เถียงครับ ประเทศเยอรมนี ใช้คำว่า มิกซ์ เมมเบอร์ พรอพโพรชันนอล (Mixed member proprotional) ก็คือแบบอัตราส่วน ของเราใช้มิกซ์ เมมเบอร์ แอพพอร์ชันเมนต์ ซิสเตม (Mixed member apportionment system) เอ็มเอ็มเอ (MMA) เยอรมนี เอ็มเอ็มพี (MMP) จัดสรรปันส่วนผสม ประเทศเยอรมนี ใช้บัตรใบเดียวก็จริงแต่เขามี ๒ ข้าง ข้างหนึ่งเลือกคน ข้างหนึ่งเลือกพรรค เพื่อสะดวกในการ คำนวณดูแนวโน้ม ดูวิจัยว่าคนเลือกพรรคกับเลือกคนตรงกันหรือไม่อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ แบบเรานะครับ ไม่ใช่แบบเรา ใบเดียวกาครั้งเดียว ไม่ใช่นะครับ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้ ไม่เคยมีในที่ไหนในโลกบอกไว้เลยไม่เคยมีเลย แม้แต่ในทวีปแอฟริกาก็ไม่มี

และสุดท้ายอีกอันหนึ่งก็คือว่าหลาย ๆ คนมีการพูดเรื่องหน้าที่และอำนาจ เพื่อนสมาชิกเราหลายคนตอนยกร่างข้อบังคับก็เช่นเดียวกัน เราคุ้นชินกันมาตลอด เราเรียน รัฐประศาสนศาสตร์มาตลอด อำนาจหน้าที่คือออทอริตี (Authority) หน้าที่และอำนาจก็คือ ดิวตี แอนด์ เพาเวอร์ (Duty and Power) เขาบอกว่าต้องเอาหน้าที่ขึ้นมาก่อน ถ้าหน้าที่แล้ว มันถึงจะมีอำนาจ ไม่ใช่ศัพท์ทางรัฐศาสตร์ ไม่รู้ว่านักวิชาการรัฐศาสตร์ที่อยู่ในคณะกรรมการร่าง มี ๒-๓ คนไม่รู้ท้วงหรือเปล่า หรือว่าท้วงแล้วไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นถ้อยคำธรรมดา ที่ไม่ใช่ถ้อยคำที่จะต้องเขียนทางวิชาการตามกฎหมาย ผมจะใช้คำว่า อำนาจหน้าที่ตลอด และผมยืนยันคำว่า หน้าที่และอำนาจ ไม่ถูกต้อง ขอบคุณครับ