กนก อภิปรายหนุน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ชี้ปัญหาหลักคือความขัดแย้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าปัญหาหลักคือความขัดแย้งจากความคิดที่แตกต่างซึ่งต้องจัดการด้วยการสร้างความเข้าใจ ประสานประโยชน์ และสมานฉันท์ ไม่ใช่การแก้แค้น พร้อมระบุว่ามีประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไข ๒ เรื่อง

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นแรก ที่เราต้องแก้รัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่าในปัจจุบันคนไทยของเรา มีความคิดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ต่างกันนะครับ ความหมายก็คือว่าการคิดต่างนั้น ยังมีคำถามก็คือว่าเมื่อเราคิดต่างแล้วเราเข้าใจความคิดที่แตกต่างจากเราหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เป็น ปัญหาที่ซ้อนและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจว่าคนที่คิดต่าง จากเราเขาคิดว่าอย่างไร และเราคิดว่าเราคนเดียวเท่านั้นที่คิดถูก สิ่งนี้ก็จะเป็นปัญหากับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในเวลาเดียวกันความแตกต่างทางความคิดนี้เรายังไม่มีวิธีการแก้ไข ไม่มีวิธีการจัดการกับความคิดที่แตกต่างนี้ เมื่อเราจัดการไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ในเรื่องรัฐธรรมนูญที่ปรากฏให้เห็นก็เกิดขึ้น และถ้าเรายังแก้ไขไม่ได้อีก ถึงแม้เราจะแก้ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันอีก นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องนำไปสู่การสร้างความเข้าใจ การยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานประโยชน์ ของทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดความสามัคคี และความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยร่วมกันของทุกกลุ่ม ในชาติเดียวกัน นี่คือเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะต้อง ไม่ใช่เป็นเวทีของการแก้แค้นแล้วก็เอาคืน แต่เป็นเวทีที่จะระดมความคิดเห็น ความเข้าใจ ที่จะประนีประนอม ประสานประโยชน์และสมานฉันท์ภายใต้บริบทในความเป็นจริงของบ้านเมือง ของเราครับท่านประธาน ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้เองรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหาสำคัญ อยู่ ๒ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความคิดในเรื่องรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่ ๒ ก็คือปัญหาเกี่ยวกับวิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศชาติของเรา ปัญหาความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ประชาชนและพรรคการเมืองมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในสาระของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญ ๆ เช่น ในด้านทางการเมือง การตรวจสอบและถ่วงดุลบทบาทขององค์กรอิสระและศาล เป็นต้น เราเห็นต่างกัน หลักการในเรื่องของการตัดสินด้วยเสียงข้างมากและการเคารพเสียงข้างน้อย เราก็เห็นต่างกัน การกระจายอำนาจเราก็เห็นต่างกัน การเลือกตั้งเราก็เห็นต่างกัน นี่คือความคิด ที่แตกต่างกัน เราเข้าใจกันแล้วหรือยังว่าความคิดที่ต่างกันนั้นเขาคิดอย่างไร ไม่ใช่รู้แต่ว่า เขาคิดไม่เหมือนกับเรา นี่คือปัญหาครับ ในด้านการบริหารราชการ แผนยุทธศาสตร์ชาติเรา ก็มีความเห็นแล้วว่าเราเห็นไม่ตรงกันควรจะต้องยกเลิก เป็นต้น ในด้านเศรษฐกิจและสังคม วันนี้เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรามีปัญหาเรื่องที่ทำกินของพี่น้องประชาชน เรามีปัญหา ของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ เราเห็นต่างกันในเรื่องเหล่านี้ เราอยากแก้ไข และความคิดที่แตกต่าง เหล่านี้ยังไม่มีการจัดการครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองความคิดในการจัดระเบียบแบบแผน ในประเด็นเหล่านี้ยังไม่ได้ตกผลึกและเห็นไม่ตรงกันทำให้เกิดการยอมรับร่วมกันไม่ได้ ฉะนั้น ความคิดและสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นปัญหาที่เราควรจะต้องให้ประชาชนแล้วก็ พรรคการเมืองร่วมกันกับทุก ๆ ฝ่ายที่จะแก้ไขและสร้างความเห็นชอบร่วมกันได้

ปัญหาประการที่ ๒ คือปัญหาวิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ วิธีการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศนี้เรายังต่างกันมากครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมในเรื่องของเสรีภาพกับความมั่นคง แต่ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยอาจจะให้น้ำหนักกับความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงสูง แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้น้ำหนักในเรื่องของเสรีภาพสูง ความแตกต่างระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกากับประเทศไทยที่เชื่อไม่เหมือนกัน ความคิดไม่เหมือนกันตรงนี้ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด แต่ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และบริบทของ ประเทศทั้งสองที่ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยของเราความสมดุลระหว่างเสรีภาพกับ ความมั่นคงจะผสมกันในสัดส่วนเท่าไร ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่ยังไม่เคยมีการพูดคุยกัน มาก่อน เราได้แต่คิดเอาเอง เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะได้มีการปรึกษาหารือ พูดคุยและนำไปสู่การหาข้อสรุปร่วมกันในประเด็นสำคัญนี้กับทุกฝ่าย เพราะถ้าเราหาข้อสรุป ไม่ได้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิด ผลสำเร็จอย่างเช่นที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นส่วนผสมเหล่านี้ที่ปฏิบัติได้จริงในบริบท ของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต จึงเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของวิธีการคิด

ตัวอย่างที่ ๒ เรื่องของคนหนุ่มคนสาวกับผู้สูงอายุ คนหนุ่มคนสาวเจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) จะเน้นเรื่องความทันสมัย เน้นเรื่องของเทคโนโลยี ส่วนเจน เบบี้ บูมเมอร์ (Gen baby boomer) แบบผมนั้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์และภาคปฏิบัติ คำถามก็คือว่าคน ๒ วัยนั้นเราเข้าใจกันจริงหรือเปล่า ถ้าเราคิดแต่เจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) อย่างเดียว หรือคิดแต่เบบี้ บูมเมอร์ เจเนอเรชัน (Baby boomer generation) อย่างเดียวเราก็ทะเลาะกัน ถ้าเราพูดกันจริง ๆ ท่านประธานกับผมอีก ๓๐ ปีจากนี้ไปเรา ก็ตายแล้วครับ แต่เจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) เขายังอยู่ครับท่านประธาน แล้วถึงวันนั้น เขาก็จะพูดประโยคเดียวกับที่ผมพูดวันนี้ว่าคนรุ่นหลังของเขาทำไมจึงมีปัญหาแบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะให้คนระหว่างวัยได้มีโอกาสพูดกันตรงไปตรงมา และเคารพความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เพื่อจะนำไปสู่การหาข้อยุติ ในเรื่องสำคัญ ๆ ของรัฐธรรมนูญที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น เรื่องเสรีภาพ เรื่องความมั่นคง เรื่องการกระจายอำนาจ เป็นต้น และผมมีตัวอย่างอีกมากมายด้วยข้อจำกัดของเวลาครับ ผมอยากจะขออนุญาตเรียนว่าวิธีการคิดเหล่านี้เป็นเรื่องที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องให้กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องวิธีการแก้ไขปัญหาของ ประเทศ วิธีการใช้รัฐธรรมนูญที่เราเห็นต่างกันนั้นได้พูดประเด็นตรงไปตรงมาระหว่างกัน และพยายามเข้าใจตรงกัน และเข้าใจเหตุผลของกันและกัน และหลังจากนั้นเราจะนำไปสู่ ความเข้าใจและการประนีประนอมเพื่อจะให้เราคงความเป็นชาติไทย เราคงความเป็น พลเมืองไทยร่วมกัน และที่สำคัญก็คือเราจะรักษารัฐธรรมนูญไว้ร่วมกันได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราจะต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ ทั้งในเรื่องของ ความคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาประเทศของเรา สำหรับเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประสบความสำเร็จนั้น ผมขออนุญาตฝาก ๒ ประเด็นสำคัญ

อันแรกที่ได้กล่าวแล้วคือการรับฟังและการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง วันนี้เราต้องเข้าใจความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะไม่เคารพ ก่อนที่เราจะเคารพ เราต้องรับฟัง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา

และประการที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ต้องมีความจริงใจกับประชาชน และประเทศชาติของเรา ความจริงใจนั้นหมายถึงการตั้งใจและการตั้งเจตนารมณ์ที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติของเรา ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อความได้เปรียบ เพื่อการรักษาอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญและมีรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพราะฉะนั้นความจริงใจนี้ผมอยากจะ ขอให้เริ่มต้นปฏิบัติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถ้าเราไม่จริงใจที่จะทำอย่างนี้แล้ว และพิสูจน์ให้เห็นได้แล้ว ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่จะใช้ไม่ได้ อีกต่อไปครับท่านประธาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราจะทำต่อไปนี้ จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้ได้ ไม่ใช่ สร้างความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการสร้างความเป็นระเบียบ สร้างความสมานฉันท์ และความสงบสุขให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง เป็นสาเหตุ ของความแตกต่าง และเป็นสาเหตุที่เราจะต้องทะเลาะกันในชาติบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่า หลักตรงนี้ต้องชัดเจน และเราจะต้องทำให้เกิดขึ้นในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สรุปที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธาน ก็คือว่า

ข้อที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้มีปัญหาจริง ๆ และจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ข้อที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องเริ่มต้นด้วยมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะ ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นได้ เราจะดูความจริงใจจากทุกฝ่าย ที่เกิดขึ้นว่าจะเปดดกุญแจมาตรา ๒๕๖ นี้หรือไม่ ถ้าไม่เกิดวันนั้นคงจะบอกไม่ได้ล่ะครับว่า เรามีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกับอนาคตของชาติบ้านเมืองของเรา

ผมขออนุญาตสรุปสุดท้ายจริง ๆ ครับ สังคมไทยวันนี้มีความหลากหลายมาก มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว โดยเฉพาะผ่านโซเชียล มีเดีย (Social media) ท่านปดดความคิด ของคนไม่ได้ วันนี้ความคิดของคนกระจายไปอย่างรวดเร็ว ที่ผมพูดอยู่ขณะนี้มีคนนับแสน ๆ คน ที่ดูอยู่ และมีความเห็นว่าเราควรจะต้องรับฟังความคิดเห็น ความคิดที่แตกต่าง และเคารพ ความคิดอันนั้นครับท่านประธาน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ