ปดิพัทธ์ สันติภาดา อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทบทวนรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าขาดฉันทามติจากประชาชน ขัดหลักนิติบัญญัติ และทำให้การเมืองขาดความชอบธรรม เนื่องจากกติกาไม่ชัดเจน กระบวนการเลือกตั้งขาดโปร่งใส และมีบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น มาตรา 65 และ 77 พร้อมเรียกร้องให้คืนอำนาจการตัดสินใจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร แทนที่จะอยู่กับฝ่ายตุลาการ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ล้มเหลวในการเป็นรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญที่จะทำให้เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศได้นั้นจะต้องเป็นฉันทามติของคนในประเทศนี้ว่าเราจะอยู่ร่วมกันในประเทศนี้ และมีส่วนในการจัดสรรปันส่วนอำนาจต่าง ๆ อย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกันได้อย่างไร ท่านประธานครับ ฉันทามติที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนออกมาในการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความอื้อฉาว และล้มเหลวที่ผ่านมา และแน่นอนครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีการปฏิรูปการเมืองมาจนเรามีโอกาสได้มีการ เลือกตั้งโดยมีกติกาการเลือกตั้งที่แน่นอน เรียบง่าย จนทำให้คนไทยมีความมั่นใจ ในระบบ การเลือกตั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่าจากประสบการณ์ของการยึดอำนาจครั้งแล้ว ครั้งเล่าของคณะรัฐประหารเขาน่าจะรู้ดีว่าถ้าเขาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเดิมต่อไปนั้น เขาไม่มีทางที่จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๑ ผมคิดว่า เรามีปัญหามากจริง ๆ ถ้าผมอยากจะเปรียบเทียบสักภาพหนึ่งก็เหมือนกับถ้าเราจะเข้าแข่งขัน ฟุตบอลสักแมตช์ (Match) หนึ่ง เรายังไม่รู้เลยครับว่าแมตช์ (Match) นี้การแข่งขันรอบนี้ กติกาจริง ๆ เป็นอย่างไรกันแน่ กรรมการจะตัดสินว่าคนที่ได้ ๑ : ๐ ชนะหรือเปล่า หรือคนที่ได้ ๑ : ๑ แล้วต้องทำอย่างไรต่อ และหลังจากที่เราแข่งขันกันเสร็จกรรมการบอกว่าขอเวลา อีก ๒ เดือนปรึกษากันว่ากติกาจะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นท่านประธาน แข่งบอลแบบนี้ท่านประธานอยากแข่งไหมครับ พวกผมอยากแข่งนะครับ แต่เรารู้ดีว่า การแข่งแบบนี้นั้นไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้เพราะกติกาแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และในระดับสากล
ท่านประธานที่เคารพ จากการที่เราเห็นมาตรา ๙๑ ที่การคำนวณสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อนี่นะครับ เราจึงตั้งข้อสงสัยในบทบาทของ กกต. ว่า เป็นอิสระจริงหรือไม่ เมื่อเราไปดูในมาตราที่เกี่ยวข้องกับ กกต. เราจะเห็นว่ามีการแต่งตั้งมา โดยการแนะนำของวุฒิสภา ท่านประธานครับ มันก็กลับไปในหัวใจสำคัญของการอภิปราย ของวันนี้ก็คือบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. เป็นอย่างไรกันแน่ มีอยู่เพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรืออยู่เพื่ออำนาจของการสืบทอดอำนาจกันแน่
ท่านประธานครับ เราจำเป็นที่จะต้องกลับมาไม่ว่าใครจะอยากเข้าสู่อำนาจ ด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ กติกาที่ประเทศนี้จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญนี้จะต้องเรียบง่ายตรงไป ตรงมาและไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตั้งคำถามว่าเสียงของเขานั้น หายไปไหน ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนออกมาเมื่อ กกต. นั้นไม่ได้มีความแน่วแน่ ในการเปดดเผยคะแนนดิบรายหน่วย มีการเลือกตั้งที่ผิดพลาดในหลายเขต แล้วสิ่งที่ กกต. แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่มีอำนาจเรื่องนี้ก็คือหลายครั้งหลายคราที่ต้องส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการตีความ ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแบบนี้ที่ไม่สามารถสร้างฉันทามติให้กับคนในประเทศ นี้ได้การเลือกตั้งแต่ละครั้งก็จะด้อยค่าลงไป เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งเราก็จะได้รัฐบาล ที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง นี่เป็นการที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้นถดถอยนะครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถดถอยจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยังมีอีกหลายมาตรานะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างในมาตรา ๗๗ ที่ว่าด้วยการรับฟัง ความคิดเห็นในการตรากฎหมาย ถ้าเราอ่านตามตัวอักษรในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี ที่กฎหมายทุกตัวจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายโดยมีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนะครับ แต่สิ่งที่เป็นปัญหามากก็คือ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญครับ ในเรื่องของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ในการจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายในมาตรา ๖ ของ พ.ร.ป. ประกอบนี้ ก็คือมาตรา ๖ ให้อำนาจศาลฎีกาในการปรับเปลี่ยนผลทางกฎหมายได้ด้วย ท่านประธานครับ คนที่จะต้อง มีสิทธิคือได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทางกฎหมายควร จะเป็นผู้ที่ประเมินกฎหมายเหล่านั้นด้วยตัวของพวกเราเองก็คือสภานิติบัญญัติแห่งนี้ ผมยังคิดว่าหลักเกณฑ์ในการที่เราจะนำกฎหมายกลับมาทบทวนด้วยหลักการของ อาร์ไอเอ (RIA) เรกูลาทอรี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Regulatory Impact Assessment) ควรจะต้อง มอบอำนาจให้กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายตุลาการ และการที่จะประกาศว่า กฎหมายไหนจำเป็นต่อสังคมหรือไม่จะต้องมาจากพวกเราที่เป็นสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่ศาล ที่ไม่ได้ยึดโยงกับการเข้ามาสู่อำนาจโดยอำนาจของประชาชน
ท่านประธานครับ มาตราต่อไปที่ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลว ในการเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือมาตรา ๖๕ ที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมเข้าใจว่าเมื่อเรามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งหลายคราเราต้องการยุทธศาสตร์ ที่แน่นอน ไดเร็กชัน (Direction) ที่แน่นอน แต่ถ้าทุกท่านไปดูยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นี่ไม่ใช่ ทิศทาง มันลงไปในรายละเอียดที่รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ขาดการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนและลดทอนอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์เหล่านี้ประชาชน หายไปได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นที่รับรู้แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องดำเนินนโยบายและงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาตินี้ บทเฉพาะการได้กำหนดไว้ว่า ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ได้ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ทางวุฒิสภาเองสามารถ เสนอศาลรัฐธรรมนูญ แล้วขั้นตอนต่อไปคือ ป.ป.ช. ในการที่จะเอาโทษรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารมีข้อจำกัดมากในการกำหนดในการดำเนินนโยบาย และสิ่งที่มันอันตรายในเรื่องนี้ก็คือความรับผิดชอบต่อประชาชนจะหายไป รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งที่มาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้ามาในสภาแห่งนี้ได้ก็เพราะเราได้นำเสนอ นโยบายให้กับประชาชนว่าถ้าเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้เราจะทำนโยบายอย่างไรให้กับ ประชาชน และพรรคการเมืองทุกพรรคก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่หาเสียงกับประชาชนไว้ แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบกับองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ว่าจะ เป็นวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนี้แล้ว การที่เราลงสนามเลือกตั้งนำเสนอนโยบายเราก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาอีกต่อไป เพราะว่า ประชาชนไม่มีอำนาจมากไปกว่าองค์กรเหล่านั้นที่ตรวจสอบอำนาจการทำงานของรัฐบาล ไม่มีประเทศไหนที่เอายุทธศาสตร์ชาติบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่กำหนดทิศทางแล้วก็เป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจนครับ และให้อำนาจกับ ฝ่ายบริหารนั้นได้ออกนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศในช่วงต่าง ๆ ถ้ารัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่แบบนี้ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดองค์กรต่าง ๆ ที่มาจัดสรรอำนาจโดยมอบอำนาจ ทั้งหมดให้กับการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นกุญแจล็อก รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไว้ให้ต้องเชื่อฟังยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ชาติที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการที่จะเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ท่านประธานครับ ไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนในการที่จะแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้มีความสำคัญอย่างมากที่จะศึกษาในรายละเอียด ถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศมากมายขนาดนี้ ไม่ว่า จะทำให้เกิดรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพเพราะมีพรรคผสมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของ องค์กรต่าง ๆ ที่มากจนเกินขอบเขต และจริง ๆ แล้วการที่เราจะสามารถจัดสรรบุคลากรเข้าไป ในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้จะแสดงความจริงใจของรัฐบาลว่ารัฐบาลจริงใจต่อการ แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบที่ท่านได้แถลงนโยบายเอาไว้ตั้งแต่วันแรกหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ แล้วมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งขึ้นมาอย่างยิ่ง ผมอยากจะให้กำลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้ จะต้องทำด้วยความกล้าหาญและทำด้วยความกล้าหาญที่ยึดมั่นในเสียงของพี่น้องประชาชน โดยที่ไม่ยึดมั่นกับสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เจตจำนงในการร่างขึ้นมา เมื่อเราบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มากขึ้นเท่าไร เรายิ่งเห็นว่าเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีประชาชนอยู่ใน ส่วนร่วมเลย และจริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย แล้วน่าจะ เป็นจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวแรกที่เราเริ่มต้นทำด้วยกันได้ครับ ขอบคุณครับ