รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ ในช่วงเช้าก็มีพิธีสงฆ์ และพิธีถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แล้วข้างล่าง ก็มีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ จึงขอเชิญท่านสมาชิกสามารถจะไปชม นิทรรศการวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมไปดูแล้วเมื่อวานมีประโยชน์มากครับ มีหนังสือดี ๆ เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก สำหรับประชาชนที่สนใจงานวันรัฐธรรมนูญ ก็เชิญเข้ามาชมที่รัฐสภาได้นะครับ แล้ววันนี้ที่เราเปิดประชุมก็เป็นการเปิดประชุมเพื่อพิจารณา เกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งเราจะดำเนินการต่อไปในขณะนี้
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คุณปกรณ์วุฒิยกมือจะหารือ เชิญก่อนนะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านด้วย เราอาจจะไม่ได้มี การประชุมวิปร่วม แต่ก็มีการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการไปถึงทุกฝ่าย เข้าใจว่า ท่านประธานเองก็พอรับทราบอยู่บ้าง ตอนแรกเราวางแผนกันไว้ว่าเปิดวิสามัญวันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ แล้ววันที่ ๑๒ ถ้า ๒ วันไม่จบ วันที่ ๑๒ ก็เป็นสมัยสามัญ ท่านประธานสามารถ นัดประชุมได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ดีทุกฝ่ายก็คุยกันว่าเพื่อความมีประสิทธิภาพ และหากวาระ ที่สองเราจบเร็วก็สามารถทำให้เราลงมติในวาระที่สามได้เร็วขึ้นด้วย แล้วก็ทราบมาว่าท่านประธานก็ได้วางคิวที่จะขึ้นบัลลังก์สลับกับท่านรองถึงเที่ยงคืนวันนี้ แล้วในวันพรุ่งนี้ก็ถึง ๔ ทุ่ม แล้วก็อาจจะขยับได้นิดหน่อย เลยเข้าใจว่าท่านประธาน ก็อยากจะให้จบภายใน ๒ วันเช่นกัน เพื่อให้เรื่องนี้สามารถผ่านไปโดยราบรื่นและโดยเร็ว ก็เลยอยากจะแจ้งท่านเพื่อนสมาชิกนะครับ เนื่องจากว่าเป็นการโหวตรายมาตรา ดังนั้น ถ้าอยู่มาจนถึงเที่ยงคืนตามที่ท่านประธานดำริและวางเอาไว้วันนี้เราก็จะไปได้เยอะ แล้วเรา ก็น่าจะสามารถจบในวันพรุ่งนี้ได้ ถ้าทางฝ่ายรัฐบาลจะยืนยันด้วย ทางฝ่าย สว. จะยืนยันด้วย เราจะได้ไปกันอย่างราบรื่นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ได้ชี้แจงให้ทราบนะครับ มีท่านอื่นจะหารืออีกหรือไม่ครับ ก็อย่างพูดถึงว่าการเปิดวิสามัญ เราเปิดเป็นการประชุมพิเศษเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๕๖ โดยให้เพิ่มมาตรา ๑๕/๑ ซึ่งก็ไม่ได้มีมาตราอะไร มากมาย แต่ก็มีการสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ แต่ถ้าสามารถจะรวบรวมเป็นหมวดหมู่ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการคงจะชี้แจงได้ แล้วก็อภิปรายกันไม่ยืดเยื้อ เราจะดูหน้างาน อย่างที่คุณปกรณ์วุฒิว่า วันนี้เราสามารถจะพิจารณาได้ถึงเที่ยงคืน แต่ถ้าเห็นหน้างานวันนี้ เราไปได้สวย ไปได้มากแล้ว ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องถึงเที่ยงคืนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสมาชิก และการอภิปรายนะครับ แต่เนื่องจากว่าการลงมติแต่ละมาตรานั้น องค์ประชุมต้องอยู่ครบ จึงขอความร่วมมือว่าท่านสมาชิกที่มาประชุมอย่างน้อยก็ ๒ วันนี้ขอให้อยู่ใกล้ ๆ ที่ห้องประชุมนี้ เพื่อที่จะได้ลงมติเร็วแล้วเราก็จะไปเร็ว ถ้าเผื่อต้องรอลงมติช้านิดหน่อยเพราะสมาชิก ไปประชุมกรรมาธิการบ้าง หรืออยู่ในห้องอื่นไม่อยู่ในห้องประชุมก็จะเสียเวลาบ้าง ขอให้ อยู่ในห้องประชุมแล้วก็ใกล้ที่สุดแล้วลงมติก็จะผ่านแต่ละมาตราไปได้ ผู้แปรญัตติและสงวน ความเห็นไม่มากแต่มันหลายมาตราเท่านั้น เดี๋ยวหน้างานผมอยากให้ประธานวิป ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวิปของ สว. ก็หารือได้ตลอดเวลาเพื่อจะได้ไปเร็ว ถ้ามีปัญหาอะไรก็แจ้งมาที่ ผู้เป็นประธานได้ ขอบคุณมากครับ ก็จะดำเนินการต่อไปนะครับ ผมขอเชิญคณะกรรมาธิการ วิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าประจำที่
ท่านประธานครับ ภราดรครับ
คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ ได้เลยนะครับ เชิญคุณภราดรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้หารือกับท่านประธานในเรื่องของวัน ในการพิจารณาวาระที่สองของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะกำหนดไว้ในสมัยประชุมวิสามัญ ที่เปิดวันที่ ๑๐ กับวันที่ ๑๑ ในส่วนของพวกผมไม่ติดใจ แต่อย่างไรก็ดีในกำหนดช่วงเวลา ของท่านประธานที่ได้บอกว่าวันแรกให้ถึงเที่ยงคืน ผมคิดว่าดูหน้างานว่าองค์ประชุมสามารถ ที่จะเดินหน้าไปได้หรือไม่ แต่ว่าอย่างไรก็ดีถ้าวันนี้เราสามารถที่จะเดินหน้าได้เร็วผมคิดว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องถึงเที่ยงคืน แล้วก็ไปต่อในวันพรุ่งนี้ก็สามารถที่จะจบในวันพรุ่งนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดีต้องดูหน้างานก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นวันนี้พวกผมกำลังจะยื่นญัตติด่วนต่อ ท่านประธานด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาในวันนี้ นั่นคือผมจะยื่นญัตติด่วน เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้มีมติเพื่อที่จะยื่นไปที่คณะรัฐมนตรีในเรื่องของการทำประชามติครั้งที่ ๑ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปรอการลงมติในวาระที่สาม หมายความว่าหลังจากที่พิจารณา ในวาระที่สองเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็อยากจะขอความกรุณาท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิก ให้ร่วมกันพิจารณาญัตติด่วนเพื่อที่จะทำคำถามที่ ๑ ส่งไปที่รัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้ทำ คำถามประชามติในครั้งที่ ๑ เสียก่อน ส่วนหลังจากที่ลงมติในวาระที่สามเรียบร้อย อาจจะเป็นสิ้นเดือนนี้ หรือถ้าสิ้นเดือนนี้ ไม่สามารถที่จะลงมติได้ ท่านประธานจะนัดเป็นต้นเดือนมกราคมก็ไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด หลังจากที่ลงมติในวาระที่สามเรียบร้อย ท่านประธานอาจจะให้สภาแห่งนี้พิจารณาในเรื่อง คำถามเพื่อที่จะส่งไปให้กับรัฐบาลเพื่อทำคำถามประชามติในคำถามที่ ๒ ตามคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะทำได้ ผมคิดว่าสามารถที่จะแยกกันได้ ซึ่งผมแล้วก็พวกผม ได้เสนอญัตติกับรัฐสภาไว้แล้ว แล้วก็รอท่านประธานบรรจุระเบียบวาระ ถ้าหากว่าไม่ขัดข้อง ท่านประธานก็บรรจุระเบียบวาระ แล้วเราพิจารณาในญัตติด่วนหลังจากที่พิจารณา ในวาระที่สองเสร็จในวันพรุ่งนี้ก็จะขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านภราดรมากครับ ก็เป็นไปตามที่ท่านว่า ถ้าหากได้มีญัตติเข้ามาในเรื่องของคำถามซึ่งเราก็คงต้องพิจารณา แล้วก็อาจจะต้องขอมติจากที่ประชุมเมื่อจบวาระที่สองแล้ว เพื่อให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ทำงานต่อไปในเรื่องของการพิจารณาคำถามและเรื่องอื่น ๆ นะครับ เพราะโดยปกติแล้ว คณะกรรมาธิการเมื่อเรื่องเสนอสภาจบแล้วก็ถือว่าหมดภาระหน้าที่ แต่ผมดูแล้วเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญมีเรื่องคำถามและเรื่องอื่นอีก อาจจะต้องขอมติที่ประชุมเป็นกรณีพิเศษว่า ให้คณะกรรมาธิการทำงานต่อไปได้ระยะหนึ่งจนกว่าทุกภารกิจจะจบ เชิญคุณจุลพันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อหารือของท่านสมาชิก ท่านรัฐมนตรีภราดรเมื่อสักครู่ จริง ๆ ตรงกันกับข้อเรียกร้อง ของพรรคเพื่อไทยมาสักพักแล้ว พวกผมเรียกร้องให้สร้างหลักประกันให้กับสังคมไทย ด้วยการที่ให้รัฐบาลส่งคำถามประชามติคำถามที่ ๑ ไปยัง กกต. ในทันที เพื่อยืนยันว่า ไม่ว่ากระบวนการแก้ไขธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้จะสะดุด ติดขัด หรือว่า จะเดินหน้าอย่างไรหรือไม่ สุดท้ายในวันที่มีการเลือกตั้งจะต้องมีคำถามประชามติคำถามที่ ๑ ถามประชาชนว่าต้องการให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งหากในวันที่มีการลงมตินั้น ประชาชนเห็นชอบ สิ่งที่ประชาชนจะได้คือหลักประกันว่าหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่ มีสภาชุด ใหม่แล้ว ยืนยันว่ากระบวนการในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะมีประชามติของประชาชนเป็นหลังพิง ในประเด็นนี้เราได้เรียกร้องมาสักพักแล้ว ในขณะนี้ทางท่านสมาชิก ท่านภราดรมาเสนอต่อที่ประชุมว่าหลังจากเราพิจารณา จบวาระที่สอง จะขอให้มีการพิจารณาเป็นญัตติด่วนเพื่อส่งคำถามนี้ไปยังรัฐบาล โดยรัฐสภา ส่งคำถามที่ ๑ ไปยังรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการส่งต่อ กกต. ตรงนี้ไม่ขัดข้องสำหรับ พรรคเพื่อไทยนะครับ แต่ด้วยความเคารพครับ เป็นการทำงานที่เกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ เพราะอำนาจของคณะรัฐมนตรีมีอยู่แล้วในกรณีที่ต้องการส่งคำถามประชามติคณะรัฐมนตรี ไม่ต้องมาถามสภาครับ สามารถส่งคำถามประชามติคำถามที่ ๑ ในเรื่องว่าควรจะมี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ไปที่ กกต. ได้เลยนะครับ วันที่มีการประชุม ครม. เมื่อวานก็ดำเนินการได้ แต่ไม่ดำเนินการ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะมาผลักภาระเป็นเรื่องของ รัฐสภา พวกผมไม่ติดขัดนะครับ แต่ผมบอกท่านว่าทำไมท่านไม่ดำเนินการเองแล้วมาขอสภา กฎหมายเปิดช่องอยู่แล้ว ตัว พ.ร.บ. ประชามติที่เราผ่านการพิจารณากันไป ให้อำนาจ กับ ครม. ให้อำนาจกับรัฐสภาถูกต้อง แต่ ครม. ทำได้เลย ก็เรียนต่อท่านประธานครับ
ขอบคุณคุณจุลพันธ์ครับ ท่านภราดรจะขอต่อ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สั้น ๆ นิดเดียวครับ ผมไม่ได้เห็นต่างจากท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์นะครับ เพียงแต่จะเรียนกับท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ว่าเรื่องการทำประชามติครั้งที่ ๑ เห็นตรงกันกับท่านจุลพันธ์ละครับ และผมเคยประกาศแล้ว แล้วผมก็เคยหารือกับ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็เห็นตรงกันว่า ครม. สามารถที่จะดำเนินการตั้งคำถามประชามติครั้งที่ ๑ ได้ เพียงแต่ว่า ได้สอบถามไปทางกฤษฎีกา ทางกฤษฎีกาก็ได้มีคำตอบ มีแนวทางตอบกับคณะรัฐมนตรี ก็ตอบนอกรอบกัน ซึ่งตัวหนังสือกำลังจะได้สรุปแล้วก็ส่งให้คณะรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ไม่สามารถที่จะเอาตัวหลักฐานหนังสือจากกฤษฎีกามายืนยันกับสภา แห่งนี้ได้ แต่ว่าเป็นแนวทางเดียวกัน แล้วก็คิดตรงกันนั่นละครับว่า ครม. สามารถที่จะ ดำเนินการกับคำถามครั้งที่ ๑ ได้ แต่เมื่อกฤษฎีกาทักท้วง กฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ของทางรัฐบาล เมื่อท่านทักท้วงอาจจะขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แม้ว่ากฎหมาย ประชามติจะอนุญาตให้ ครม. ทำได้ แต่กฤษฎีกาทักท้วงว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นที่รัฐสภา ก็ควรที่จะให้รัฐสภานั้นเสนอคำถามต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไปแล้วก็ส่งให้ กกต. เรื่องก็มีเท่านั้นครับ เพื่อให้เกิด ความรอบคอบและให้เกิดความถูกต้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีก็เลย จำเป็นที่จะต้องทำให้รอบคอบตามข้อเสนอแนะของทางกฤษฎีกา เรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวเรา ก็จะดำเนินการต่อไป คงจะต้องมีการหารือในระหว่างวิปทั้ง ๓ ฝ่ายด้วย ผู้แทนของรัฐบาลด้วย เพราะหลักใหญ่ก็เห็นค่อนข้างจะตรงกันแล้วนะครับ
เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้คณะกรรมาธิการเข้ามาพร้อมแล้ว ผมอยาก จะเรียนในเบื้องต้นก่อนนะครับว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เป็นการพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาก็จะเป็นการพิจารณาเรียงลำดับ มาตราตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๔) ประกอบด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ข้อ ๑๒๙ และข้อ ๑๓๐ ได้กำหนดกระบวนการพิจารณาไว้ ซึ่งผมก็ขอชี้แจงสั้น ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประการที่ ๑ การพิจารณาจะเริ่มด้วยชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณา เรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗
ประการที่ ๒ สำหรับการอภิปราย ผมก็จะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติได้เป็นผู้อภิปรายก่อน ซึ่งก็ต้องเป็นการอภิปรายก่อน ซึ่งก็ต้องเป็นการอภิปรายตามที่ท่านสงวนความเห็นและคำขอแปรญัตติ จะไม่พิจารณา ย้อนหลังเหมือนกับในวาระที่หนึ่ง เอาเฉพาะคำสงวนความเห็นและที่สงวนคำแปรญัตติ ส่วนท่านสมาชิกท่านก็สามารถจะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำที่คณะกรรมาธิการเพิ่มเติม ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ นะครับ
ประการที่ ๓ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบแล้ว ก็จะเป็นการลงมติ ในมาตรานั้น ๆ ซึ่งการออกเสียงลงคะแนนในวาระนี้ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๔) และข้อบังคับ ข้อ ๑๒๘ หลังจากที่ประชุมได้พิจารณา เรียงตามลำดับมาตราจนจบร่างแล้ว ก็จะเป็นการพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสมาชิกอาจจะขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำได้ แต่จะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใดไม่ได้นอกจาก เนื้อความที่ขัดแย้งกันอยู่ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐
คณะกรรมาธิการขออนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการเข้าร่วม ชี้แจงด้วย ซึ่งผมจะอนุญาตบุคคลต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงได้ ท่านแรกคือ ท่านณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านที่ ๒ ท่านกิตติศักดิ์ จุลสำรวล กรรมการร่างกฎหมายประจำ ท่านที่ ๓ คุณนภนันทน์ จันทราชโลธร นักกฎหมายกฤษฎีกา ชำนาญการพิเศษ ท่านที่ ๔ ท่านภาคภูมิ รุจิขจรเดช นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ ขอเชิญท่านต่อไปนี้เข้ามาร่วมชี้แจงได้นะครับ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้แถลงครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ขอรายงาน ต่อที่ประชุมรัฐสภา ดังนี้ครับ
ท่านประธานครับ ตามที่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ วันอังคารที่ ๑๔ ถึงวันพุธที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ ได้มีการพิจารณาและลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นผู้เสนอ และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เป็นผู้เสนอ และตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่ง จำนวน ๔๓ ท่าน เพื่อพิจารณา กำหนดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน โดยถือเอาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นหลัก ในการพิจารณานั้น ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมรวมกันทั้งสิ้นเป็นเวลา ๑๕ นัด ด้วยกัน นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้มี การพิจารณาแล้วเสร็จแล้วครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประเด็น ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นอยู่ภายใต้หลักการร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งที่ประชุมมติรับหลักการ โดยได้นำคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ได้นำคำแปรญัตติ ได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่ผ่าน ท่านประธานรัฐสภา ทั้งที่มาถึงผมโดยตรง และตามที่ปรากฏในสาธารณชนนั้น มาประกอบการพิจารณาเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ได้นำสิ่งที่อยู่ใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ มาประกอบการพิจารณาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขณะนี้ได้มีการพิจารณาแล้วมีข้อสรุปออกมาเป็นเล่มรายงาน เรียกว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... รัฐสภา ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารในมือของท่านเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขออนุญาตสรุปประเด็นทั้งหมด ๕ ประเด็นด้วยกันว่าสิ่งที่กรรมาธิการมีการพิจารณา และมีบทสรุปนั้นออกมาเป็นประการใดบ้างครับ
ประเด็นที่หนึ่ง เป็นประเด็นเรื่องของกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖/๑ เป็น (๑) และ (๒) ร่างมาตรา ๒๕๖/๑๕ ร่างมาตรา ๒๕๖/๑๙ กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มิใช่คำเดิมที่เคยใช้คำว่า คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยกรรมาธิการ จำนวน ๓๕ คนด้วยกัน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก ตามมาตรา ๒๕๖/๕ มีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วัน นับแต่วันที่มีการประชุมของคณะกรรมาธิการคณะนั้นขึ้นเป็นครั้งแรก อีกคณะหนึ่ง ที่กรรมาธิการได้มีการพิจารณาปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เราเคยมีการระบุเรียกกันว่าสภาที่ปรึกษา การร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นคณะกรรมาธิการ ชื่อคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยกรรมาธิการ จำนวน ๓๕ คนด้วยกัน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับ การคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๙/๑ มาตรา ๒๕๖/๑ มีหน้าที่และอำนาจรับฟังและรวบรวม ความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน และเป็นระบบ มีหน้าที่และอำนาจ ในการขอให้สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนมีหน้าที่และอำนาจในการลงไปรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาสู่การดำเนินการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการเผยแพร่เนื้อหาสาระ ตลอดจนความคืบหน้าในการจัดทำ ดังกล่าวผ่านระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบโดยตรงหรือระบบสารสนเทศต่าง ๆ
กลไกที่ผมอยากจะย้ำเป็นประเด็นที่ ๒ ก็คือกลไกจากการแปลงกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ที่เราเรียกว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๕๖/๒ และมาตรา ๒๕๖/๕ กำหนดว่าในกรณีของการที่จะ ได้มาซึ่งบุคคลดังกล่าวนั้น จะต้องเข้าเงื่อนไข หลักเกณฑ์ คุณสมบัติต่าง ๆ แล้วก็ ไม่ติดขัดเงื่อนไขลักษณะต้องห้ามต่าง ๆ ที่มีการสมัครเข้ามาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งท่านเองนั้นเคยตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะ ต้องห้ามอยู่แล้วเป็นผู้กำหนดครับ แล้วเมื่อมีการส่งรายชื่อดังกล่าวมาที่ประธานรัฐสภา ก็ให้ ทางรัฐสภาดำเนินการคัดเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๓๕ คนให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ในกระบวนการเข้ารวมกันเป็นกลุ่ม และมีการเข้าชื่อ เสนอบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการครับ ซึ่งประเด็นนี้นั้นวันนี้ปรากฏ ในทางสาธารณะว่าอาจจะเรียกกันว่าหลัก ๒๐ หยิบ ๑ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของรัฐสภาเป็นลำดับถัดไปครับ
ประการที่ ๓ ก็คือกลไกในแง่ของการรับฟังและรวบรวมความคิดเห็น คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา ๒๕๖/๗ และเพิ่มร่างมาตรา ๒๕๖/๙/๑ กำหนดให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ยื่นใบสมัครตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ผมอยากจะเรียนในประเด็นนี้ว่าในส่วนของคุณสมบัตินั้น มีความแตกต่างกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้นปรากฏ คุณสมบัติอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๓ มีลักษณะเฉพาะว่าจะต้องเข้าหลักเกณฑ์แบบใด ประการใด แต่ในกรณีของกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นนั้นเราเปิดกว้างให้บุคคลโดยทั่วไปที่มีอายุ มากกว่า ๑๘ ปีขึ้นไปนั้นสามารถดำเนินการสมัครได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ขัดกับลักษณะ ต้องห้ามตามที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นคณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๓๕ คน มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการในการเข้ารวมกันเป็นกลุ่มและรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กรรมาธิการต่าง ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะนำเรียนครับ
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมอยากจะนำเรียนต่อที่ประชุมครับ ก็คือกระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ผมนำเรียนท่านประธานครับ และเป็นที่รับรู้กันดีว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ จะต้องมีกระบวนการ ในการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อนว่าสมควรที่จะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้ามีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับการให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๕/๑ ที่เรากำลังพิจารณา อยู่ขณะนี้ต่อไป โดยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกกรรมาธิการ ๒ คณะ ภายในเงื่อนเวลา ๖๐ วัน เรามีการกำหนดว่าในกรณีของการพิจารณาของกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วัน และเมื่อมี การดำเนินการแล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วันนั้น ก็ให้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญส่งมาให้ รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการ เราใช้หลักที่เรียกว่ากรณีของการดำเนินการ ๒ ครั้ง ๑ วาระ นั่นหมายถึงว่าในการที่ส่งมาให้รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการนั้น ในครั้งแรกจะมิใช่การให้รัฐสภา เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือมีมติแต่ประการใด แต่เป็นลักษณะการเปิดให้สมาชิกรัฐสภา ได้มีการอภิปรายให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยไม่มีการลงมติ เพื่อให้กรรมาธิการร่าง และกรรมาธิการรับฟังรับกลับไปพิจารณาดำเนินการปรับแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อ กรรมาธิการมีการดำเนินการปรับแก้ไขเป็นแบบใด ประการใด ก็ส่งกลับมาให้รัฐสภาลงมติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ นั่นคือกระบวนการที่จะเกิดขึ้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญครับ
ประการที่ ๕ เป็นประการสุดท้าย ก็คือเรื่องกรอบเนื้อหาสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมอาจจะต้องนำเรียนต่อที่ประชุมว่าภายใต้คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘/๒๕๖๘ นั้น ได้มีการระบุในเรื่องของการจัดทำประชามติว่า จะต้องให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในรูปแบบ ขั้นตอน กระบวนการ และหลักการพื้นฐาน หรือในบางครั้งใช้คำว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังที่จะปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้น กรรมาธิการที่พวกผมได้พิจารณาก็มีการปรับแก้ถ้อยคำในมาตรา ๒๕๖/๒๖ ให้มี ความเหมาะสมและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากประเด็นเรื่องระบอบการปกครอง นอกเหนือจากประเด็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักร นอกเหนือจาก ประเด็นสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ นอกเหนือจากประเด็นกลไกความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ทางการเมืองต่าง ๆ นอกเหนือจากประเด็นการตรวจสอบถ่วงดุล นอกเหนือจากประเด็น เรื่องหลักนิติธรรมหรือกระบวนการยุติธรรมอันชอบธรรมที่พวกเราเน้นมาโดยตลอด และนอกเหนือจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีการวางเงื่อนไขการแก้ไขบางส่วนไว้ ทางกรรมาธิการได้เพิ่มหลักการเรื่องของการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเข้าไป และมีการกำหนดในท้ายที่สุดว่า จะมีการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มี การเสนอต่อรัฐสภาฉบับดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ให้ เป็นอำนาจของรัฐสภาในการวินิจฉัยครับ
คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มมาตรา ๒๕๖/๒๖/๑ ในมาตรา ๒๕๖/๒๖/๑ นั้น เราตระหนักถึงการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา และเราได้นำถ้อยคำเรื่องของการให้นำ บทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมาบัญญัติไว้โดยมิให้มี การแก้ไข และมีการเพิ่มบทเฉพาะกาลในร่างมาตรา ๘ ในหน้าสุดท้ายของรายงาน ของคณะกรรมาธิการ กำหนดให้วาระเริ่มแรกให้การออกเสียงประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคต ที่เมื่อสักครู่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาว่าควรจะต้องมีกระบวนการของรัฐสภา พิจารณาเป็นญัตติ หรือควรจะต้องมีกระบวนการของคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยตนเอง ได้หรือไม่นั้น ที่ดำเนินการไปก่อนวันที่รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้จะมีผล บังคับใช้ ก็ให้ถือเป็นการออกเสียงประชามติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ หรือจนกว่ามีการออกเสียงประชามติ ในอนาคตที่มีผลการออกเสียงประชามติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าพิจารณาจากหลักการที่สภารับมานั้น จะมีหลักการร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ระบุถึง การแก้ไขมาตรา ๑๕๖ แต่เมื่อกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าในมาตรา ๑๕๖ (๑๖) ที่มี อยู่แล้วว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น สามารถพิจารณาบทบัญญัติอื่นในการกำหนด ให้มีการประชุมที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญได้โดยมิจำเป็นต้องมีการเขียนเข้ามาใหม่ หรือเขียน แยกเพิ่มเติมต่าง ๆ ฉะนั้นทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาตัดหลักการและเหตุผล ในประเด็น ตลอดจนเนื้อหาในประเด็นมาตรา ๑๕๖ ออก ซึ่งก็คงต้องขอมติเห็นชอบ ในข้อสังเกตของทางรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีมาตรา ๒๕๖ ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า ในชั้นนี้การพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น ยังไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะเรากำลังมุ่งไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผมขออนุญาตกล่าวโดยสรุปภาพรวมสุดท้ายสักนิดเดียวว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น เท่ากับว่าขณะนี้ในเรื่องของการจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้หรือไม่ จะต้องมี กระบวนการในการพิจารณาการแก้ไขฉบับนี้เกิดขึ้นก่อน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าในวันนี้ พรุ่งนี้ และในอีก ๑๕ วันข้างหน้า รัฐสภาเราจะร่วมกันพิจารณาผ่านการแก้ไขบทบัญญัติของ หมวดที่ ๑๕/๑ จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้หรือไม่อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือขึ้นอยู่กับพี่น้อง ประชาชนในการออกเสียงประชามติที่จะมีการเกิดขึ้นในอนาคตว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และเห็นด้วยกับร่างของเราที่กำลังจะมีการพิจารณาในวาระที่สอง และวาระที่สาม ใน ๒ วันนี้ และในอีก ๑๕ วันข้างหน้าหรือไม่ ส่วนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งจะเป็นฉบับใหญ่ในอนาคตนั้น จะเป็นแบบใด ประการใด แม้กระทั่งเรื่องของการมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่ง จำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของสมาชิกรัฐสภา และเรื่องอื่น ๆ จะบัญญัติไว้หรือไม่ ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่จะให้ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น รัฐสภา และพี่น้องประชาชน เป็นผู้ตัดสินครับ ฉะนั้นในวันนี้เราจะยังไม่ได้พิจารณาประเด็นเหล่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดหากจะมี รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นจริงนั้น คณะกรรมาธิการขอยืนยันว่าอย่างน้อยที่สุดอาจจะมีการใช้ ระยะเวลาเกือบ ๒ ปีเศษในการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เห็นว่า เหมาะสมและพอควรต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปอีกครั้งหนึ่ง อนึ่ง รัฐธรรมนูญที่มี การแก้ไขเพิ่มเติมของเราทั้งหมดในวันนี้จะมีมาตราหลักทั้งสิ้นแต่เพียง ๘ มาตรา อย่างที่ ท่านประธานรัฐสภาได้นำเรียนต่อที่ประชุมไปเบื้องต้น มีเพียง ๑ หมวด แต่ใน ๑ หมวดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๕๖/๑ เป็นต้นไปนั้นมีถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ มาตราย่อย ซึ่งเท่ากับ ว่ากรรมาธิการได้มีการพิจารณาไปแล้ว มีการแก้ไขเป็นจำนวน ๓๓ มาตรา ไม่มีการแก้ไข เป็นจำนวน ๓ มาตรา มีการตัดออกเป็นจำนวน ๑๐ มาตรา และมีการเพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นจำนวน ๓ มาตรา ซึ่งเท่ากับว่าหากมีการเดินหน้าในการพิจารณาเราอาจจะมีการลงมติ รวมกันทั้งสิ้นประมาณ ๕๐ ครั้งเศษ โดยประมาณครับ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณา และคณะกรรมาธิการหวังว่าในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การเกิดขึ้นของประตูสู่การปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ จะเป็นการยืนยัน อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งครับ จะเป็นการยืนยันเจตจำนง ที่ยึดโยงต่อพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการจัดขบวนในแง่ของกลไกสถาบัน การเมืองต่าง ๆ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสถียรภาพ ของรัฐบาล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของคณะกรรมาธิการ และผมเชื่อมั่นว่า เป็นเป้าหมายสูงสุดเดียวกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ทุกท่าน ด้วยเหตุ ดังกล่าวครับ ทางคณะกรรมาธิการพร้อมที่จะตอบทุกคำถามของท่านผู้แปรญัตติ ผู้สงวน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกครับ และขอให้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาดำเนินการตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการต่อไปครับ
ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ คณะกรรมาธิการตัดออก มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
มาตรา ๓ คณะกรรมาธิการ ตัดออกทั้งมาตรานะครับ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ขอเชิญคุณรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ในมาตรา ๓ ดิฉันได้สงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้ ก่อนอื่น ดิฉันขอไว้อาลัยให้กับประเทศไทย ขอไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งประเทศ ขอไว้อาลัยให้กับผู้ประสบภัยสงคราม ทหารและพลเรือนที่สูญเสีย ดิฉัน เชื่อโดยสุจริตใจว่าไม่มีใครอยากเป็นวีรบุรุษ ไม่มีใครอยากเสียชีวิต แต่ที่เขาต้องเสียสละ เพื่อต้องการรักษาอธิปไตยและความสงบสุขให้กับประชาชนในชาติ ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมากกับคำพูดสุดท้ายของทหารท่านหนึ่ง ที่กล่าวคำพูดสุดท้าย ไว้ว่าผมมีลูก ดิฉันก็มีลูก ณ วันนี้ดิฉันมายืนอยู่ตรงนี้เพราะดิฉันก็ทำหน้าที่เพื่อชาติ ในการพิจารณาการแก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นเดียวกัน ตัดภาพมาที่รัฐสภาไทยในวันนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคะ พวกท่านทำอะไรกันอยู่ เปิดประชุมวิสามัญเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ทั้ง ๆ ที่เราแก้รายมาตราได้ท่านก็ไม่ทำ มาแก้วิธีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กับงบประมาณชาติที่ต้องใช้นับหมื่นล้าน จะแก้อะไรวันนี้ยังไม่รู้ แต่วันนี้ที่รู้คือจะแก้ทั้งฉบับ ดิฉันอเนจอนาถใจกับการเมืองไทยแบบนี้ ทำไมเราไม่เอางบ หมื่นล้านไปแก้น้ำท่วม ทำไมเราไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติและสงคราม ทำไมคะท่าน มีคำถามในใจเป็นหมื่นล้านคำค่ะท่านกับนักการเมืองไทย น้ำท่วมหาดใหญ่ คนตายหลักร้อย ล้างบ้านกันยังไม่เสร็จ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม ทหารพลีชีพ ชาวบ้าน พลัดที่นาคาที่อยู่ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว ต้องอพยพ นักการเมืองไทยทำอะไรคะท่าน นักการเมืองไทยก็ยังมุ่งแก้รัฐธรรมนูญ ค่ะท่าน เพื่อผลประโยชน์
เดี๋ยวครับ คุณรัชนีกร อันนี้ เป็นวาระที่สองนะครับ เรียงตามลำดับมาตรา ผมอยากจะให้ท่านได้อภิปรายสิ่งที่ท่านสงวน ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ตัดออกครับ เดี๋ยวเราไปอื่น
ด้วยความเคารพค่ะ ดิฉันกำลัง นำไปสู่ว่าทำไมดิฉันถึงมาอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ดิฉันไม่ได้บอกว่าไม่ให้แก้นะคะ แก้ได้รายมาตรา นั่นก็คือ การประหยัดงบประมาณชาติ ดิฉันขอยืนยันคำเดิมค่ะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ สามารถ แก้ไขได้รายมาตรานะคะ นั่นด้วยเหตุผลที่ทำไมดิฉันจึงขออนุญาตท่านประธานยุทธนา ขอเข้ามาเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... นี้ ตามมติของคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน แห่งวุฒิสภา ดิฉันพบเหตุผลหลายประการซึ่งนำมาซึ่งข้อเท็จจริง ผ่านการสงวนความเห็น ในหลายมาตรา ถ้าท่านอยากจะแก้ไขเพื่อผลประโยชน์นักการเมือง ดิฉันก็ขอมีส่วนร่วม กับท่าน ณ วันที่เข้าไปนั่งอยู่ดิฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่าช่วงแรกดิฉันยังไม่ได้อภิปรายอะไรมาก ดิฉันอยากทราบว่าท่านจะนำพาประเทศไทยไปสู่จุดไหน
เข้ามาที่มาตรา ๓ ค่ะ ดิฉันได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๓ ก็คือในเรื่องของ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่ท่านพยายามจะยกขึ้นมาก็คือ การตั้งคณะกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยใช้ ๒๐ หยิบ ๑ ซึ่งจะพูดถึงมาตราต่อไป แต่ในมาตรา ๓ ก็ควรที่จะมีการแก้ไข สิ่งที่ดิฉันเสนอเข้าไปก็คือควรที่จะมีตั้งที่ปรึกษาเข้ามา ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าท่านต้องการจะบอกว่าเอาบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีความรู้ ในเรื่องของรัฐศาสตร์ ในเรื่องของการเมืองไทย ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ท่านก็สามารถที่จะ เอามาแก้ได้โดยที่เข้ามาตั้งเป็นกรรมาธิการในส่วนของที่ปรึกษาได้ แล้วก็ให้ความเห็น ในการที่จะพิจารณารายมาตราไป โดยคณะที่ปรึกษาจะเป็นการที่จะให้ความเห็น ให้ความรู้ กับกรรมาธิการที่เข้ามา แต่ดิฉันก็ยังยืนยันว่ากรรมาธิการที่จะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญควรที่จะ เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งหมายถึง สส. และ สว. เพราะท่านเข้ามาโดยหน้าที่นะคะ สส. เข้ามา โดยการที่ท่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จากพื้นที่ แล้วก็จากบัญชีรายชื่อ ท่านเป็น ผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นผู้แทนอย่างชัดเจนอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลไหนเลย ที่จะไปนำบุคคลอื่นมาตั้งเป็นกรรมาธิการในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าที่สุดแล้วสมาชิก รัฐสภาควรที่จะมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำไป ในเมื่อท่านอยากแก้ ท่านก็ต้อง กล้ารับผิดชอบ และท่านต้องกล้าเปิดหน้าค่ะว่าท่านอยากแก้แล้วท่านอยากแก้ตรงไหน ท่านไม่ต้องใช้ร่างทรงค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญควรที่จะ มาจากสมาชิกรัฐสภา และควรที่จะมาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อจะช่วย ให้ความเห็นแล้วก็แนะนำในสิ่งที่ถูกต้องกับการแก้รัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณค่ะท่าน
ขอบคุณรัชนีกรครับ มาตรานี้ มีคุณขจิตรขอสงวนแล้วก็คำแปรญัตติ แต่เมื่อกรรมาธิการชี้แจงแล้วไม่ติดใจนะครับ เชิญกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมต้องนำเรียนเบื้องต้นว่าในกรณี มาตรา ๓ นั้น ในร่างหลักเป็นการเพิ่มว่า ในกรณีของมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่พูดถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น มีการระบุถึงการประชุมร่วมกันว่าจะเกิดขึ้นได้ ๑๕ กรณี บวก ๑ ด้วยกัน ในชั้นแรกนั้นเราเห็นว่าหากมีกรณีที่จะเพิ่มเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น กรณีเรื่องของการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่าง ณ ขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งหมดนั้นในบทบัญญัติมาตรา ๑๕๖ เดิมไม่มี เราเองก็กลัวว่า ถ้าเช่นนั้นจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้หรือไม่ ซึ่งท่านผู้แปรญัตติเอง ท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านก็เห็นประเด็นนี้ ท่านก็ขอให้พิจารณาตัดออก ซึ่งทางกรรมาธิการพิจารณาแล้ว เห็นว่าในบทบัญญัติที่เรามีการแก้ไขนั้นจะมีการประชุมรัฐสภาอยู่ทั้งหมด ๕ จุดด้วยกัน เช่น ความในมาตรา ๒๕๖/๕ (๕) มาตรา ๒๕๖/๕ (๖) มาตรา ๒๕๖/๙ (๔) มาตรา ๒๕๖/๒๗ และมาตรา ๒๕๖/๓๙ เป็นต้น แต่เมื่อตรวจทานกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจน กรรมาธิการแล้ว เห็นว่าความใน (๑๖) ของรัฐธรรมนูญฉบับสีเหลืองที่อยู่บนโต๊ะของท่าน ใน (๑๖) ของมาตรา ๑๕๖ ระบุว่า ในกรณีต่อไปนี้ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน (๑๖) ระบุว่ากรณี อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นในเมื่อมี (๑๖) รองรับอยู่แล้ว ก็เลยไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไขมาตรา ๑๕๖ และไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการระบุมาตรา ๓ เข้ามา ในข้อสงวนของท่านรัชนีกรนั้นเป็นรายละเอียด แต่ว่าเมื่อทางกรรมาธิการเห็นว่าไม่ควรจะมี มาตรานี้ ก็ขอยืนในการตัดออกครับ ก็ขอเรียนต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาลงมติต่อไปครับ
กรรมาธิการยืนตามที่ตัดออก ทั้งมาตรานะครับ คุณรัชนีกรยังติดใจไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ในมาตรานี้เหมือนที่ดิฉันนำเรียนว่าถ้าท่านจะเอาคนเข้ามา ที่มีความรู้ความสามารถ ก็ควรมาในฐานะของที่ปรึกษา เพราะที่ปรึกษาให้ความเห็นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วกรรมาธิการก็คือสมาชิกรัฐสภา ท่านมีตำแหน่งหน้าที่ ท่านมีความรับผิด รับชอบต่อการเมืองไทย ทำไมท่านถึงจะเลี่ยงภาษาเลี่ยงบาลีไปโยนความคิดให้คนนอกคะ ดิฉันขอสงวนความเห็นค่ะท่านประธาน ด้วยความเคารพค่ะ
ขอบคุณครับ ผู้สงวน กับกรรมาธิการยังติดใจในคำสงวนของท่านนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องถามความเห็นจาก ที่ประชุมนะครับ
ประการแรก เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามจากที่ประชุมว่า เห็นควรจะมีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นควรแก้ไขแล้วก็จะต้องถามเป็นคำถามที่ ๒ ต่อไป เพราะผู้สงวนคำแปรญัตติยังสงวนอยู่ ก็ต้องถามว่าจะแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือตามที่คุณรัชนีกรขอสงวนความเห็นนะครับ ก่อนที่จะมีการลงมติก็ต้องตรวจสอบ องค์ประชุมครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาในห้องนี้แล้วก็เสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุม เข้ามาเสียบบัตรแสดงตนเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ผู้ที่เข้ามาแล้วกรุณา เสียบบัตรแสดงตนนะครับ ท่านเข้ามากรุณากดบัตรแสดงตนครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่มี ปัญหาเรื่องบัตรนะครับ ลืมเอามาก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ขอบัตรสำรองได้ เพราะเราจะต้องใช้ แสดงตนถึง ๕๐ ครั้ง อย่างที่ประธานได้กล่าวไว้ ถ้าท่านเสียบบัตรแสดงตนไม่ต้องขานชื่อ ก็จะนับคะแนนสะดวกครับ ท่านที่ไม่ได้เอาบัตรมาหรือมีปัญหาเรื่องบัตร มาขอบัตรสำรอง ที่เจ้าหน้าที่ได้นะครับ ขอเชิญครับ สมาชิกที่เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านผู้ใดมีปัญหาช่วยแจ้งด้วยนะครับ
๗๗ ชลธิชา แสดงตนค่ะ
ท่านแจ้ง ๗๗ นะครับ
ชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา ๒๙ แสดงตนครับ
สมาชิกวุฒิสภา ๒๙ แสดงตนนะครับ
นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา ขอแสดงตนค่ะ
เจ้าหน้าที่จดด้วยนะครับ
พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน สมาชิกวุฒิสภา ๑๗๘ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ ขอแสดงตนด้วยวาจาะค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ สุทนต์ กล้าการขาย ๑๖๙ รายงานตนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม นิรัตน์ อยู่ภักดี สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๐ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานครับ กระผม นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี หมายเลขประจำตัว ๑๓๙ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธาน ผม ขจรศักดิ์ ศรีวิราช ๐๑๕ สว. แสดงตนครับ
ที่แสดงตนแล้วก็อย่าไป กดบัตรเพิ่มนะครับ
เรียนท่านประธานครับ นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล สมาชิกวุฒิสภา ๐๖๗ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม โสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา ๑๘๒ ครับ
แสดงตนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พลพีร์ สุวรรณฉวี พรรคภูมิใจไทย รายงานตนครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ๑๕๙ แสดงตนครับ
ช้า ๆ หน่อยนะครับ ตามลำดับครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม วิรัตน์ รักษ์พันธ์ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๓๓ ขอแสดงตนครับ
เจ้าหน้าที่จดนะครับ มีกำลัง เดินมา ที่ท่านเดินเข้ามาแสดงตนด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๔๐ แสดงตนครับ
มีอีกไหมครับที่ยังไม่ได้ แสดงตน ยกมือเข้ามาแล้วก็แสดงตนครับ
ท่านประธานคะ กานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ สมาชิกวุฒิสภา แสดงตนค่ะ
เจ้าหน้าที่จดให้หมดนะครับ ที่แสดงตนทีหลัง แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ มีไหมที่ยังไม่ได้แสดงตน ถ้าไม่มีแล้วก็ปิด การแสดงตน แจ้งผลครับ เจ้าหน้าที่ช่วยเอาที่ขานชื่อด้วยนะครับ มีผู้เข้ามาแสดงตน ที่เสียบบัตร ๔๗๖ บวกกับขานชื่อ ๑๖ เป็น ๔๙๒ ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมก็จะขอมติ จากที่ประชุมในคำถามแรกก่อนว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ถ้าท่านเห็นด้วยกับการแก้ไข กรุณากดปุ่มเห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คือตัดออกทั้งมาตรานั้น กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณากดปุ่มงดออกเสียง เชิญลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ ลงมติ ลงมติทุกท่านแล้ว แจ้งผลครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๓๙ เห็นด้วยครับ
ท่านประธาน ผม ชวภณ วัธนเวคิน หมายเลข ๒๙ เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม นิรัตน์ อยู่ภักดี วุฒิสมาชิก ๐๗๐ เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล ๐๖๗ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา ๑๖๙ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ เห็นด้วยค่ะ
เรียนท่านประธาน ผม พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน สมาชิกวุฒิสภา ๑๗๘ เห็นด้วยครับ
มีอีกไหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา หมายเลข ๑๕๙ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ กานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๐๐๙ ไม่เห็นด้วยค่ะ
เรียนท่านประธาน กระผม พลตำรวจโท บุญจันทร์ หมายเลข ๐๗๔ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานคะ นันทนา สงฆ์ประชา ๑๖๖ เห็นด้วยค่ะ
เชิญครับ ยังมีอีกไหมครับ
ท่านประธานครับ สรวีย์ หมายเลข ๔๐๒ เห็นด้วยครับ
ถ้าไม่มีแล้วนะครับ เมื่อสักครู่แจ้งแล้วนะครับว่าปิดการลงมติ แจ้งผลเลยครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งหมด ๕๐๙ ท่าน เห็นด้วย ๔๘๗ บวก ๑๓ เป็น ๕๐๐ ไม่เห็นด้วย ๑๑ บวก ๑ ก็เป็น ๑๒ งดออกเสียง ๘ ไม่ลงคะแนน ๓ เป็นอันว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยให้มีการแก้ไขนะครับ มี ๒ ความเห็นอยู่นะครับ
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวจะต้องถามคำถามที่ ๒ ต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับคุณรัชนีกรที่สงวนความเห็นไว้ ก็ต้องตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอให้สมาชิกทุกท่าน เสียบบัตรแสดงตนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ รายงานตนค่ะ
แสดงตนนะครับ
ประธานครับ ผม นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล สมาชิกวุฒิสภา ๐๖๗ แสดงตนครับ
แสดงตนนะครับ
เรียนท่านประธานครับ ชวภณ วัธนเวคิน หมายเลข ๒๙ แสดงตนครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ สุทนต์ กล้าการขาย วุฒิสมาชิก ๑๖๙ แสดงตนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๓๙ แสดงตนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สมาชิกวุฒิสภา ๐๑๕ แสดงตนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิรัตน์ อยู่ภักดี สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๐ แสดงตนครับ
พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน สมาชิกวุฒิสภา ๑๗๘ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย หมายเลขสมาชิกรัฐสภา ๑๐๐ แสดงตนค่ะ
ท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ปกรณ์วุฒิครับ ขอความกรุณาท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒินะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานแจ้งให้เพื่อนสมาชิกไปรับบัตรหน่อยครับ ไม่อย่างนั้นโหวต ทุกมาตราแล้วมันใช้เวลามาตราละ ๕ นาทีเพื่อแสดงตนนี่ผมว่าเสียเวลาเกินไปครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณปกรณ์วุฒิ กำลัง จะแจ้งอยู่พอดีครับ ตอนนี้เอาแสดงตนให้จบก่อน เมื่อแสดงตนจบแล้วมาตราต่อไป ท่านที่มี ปัญหาเรื่องบัตร รับที่เจ้าหน้าที่ได้ แต่ผมเข้าใจส่วนใหญ่ท่านวุฒิสมาชิกอาจจะอยู่ที่เจ้าหน้าที่ ลองติดต่อดูครับ เอาความสะดวก ถ้าสามารถเอาบัตรเสียบได้ อันที่ ๑ ความแม่นยำก็สูง อันที่ ๒ ไม่เสียเวลาอย่างที่คุณปกรณ์วุฒิว่า เพราะเรามี ๕๐ ครั้ง ถ้าเสียเวลา ๑๐ นาที ๑๐ นาทีนี้ก็ไปตั้งหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับ ยกเว้นว่าไม่สะดวกจริง ๆ ก็ขานชื่อเฉพาะราย ตอนนี้เอาตามนี้ก่อนครับ มีท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนบ้าง
ท่านประธานครับ ร่มธรรม ๒๕๖ สส. แสดงตนครับ
แสดงตนครับ มีอีกไหมครับ
ท่านประธานครับ ปรเมษฐ์ จินา สส. ๒๐๕ แสดงตนครับ บัตรมันไม่อ่านครับ
บัตรไม่ผ่านนะครับ เดี๋ยวติดต่อเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่งครับ เชิญครับ มีอีกไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ ขอปิด การแสดงตน แจ้งผลนะครับ ๔๙๔ บวก ๑๑ เป็น ๕๐๕ ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ก็จะต้องถามมติ จากที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับ คุณรัชนีกรที่สงวนความเห็น ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรุณากดปุ่มเห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับคุณรัชนีกร กรุณากดปุ่มไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค หมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
เห็นด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๒๙ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สมาชิกวุฒิสภา ๐๑๕ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ร่มธรรม สส. ๒๙๕ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ พันตำรวจโท สุริยา สว. ๑๗๘ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย หมายเลขสมาชิกรัฐสภา ๑๐๐ เห็นด้วยค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ สุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา ๑๖๙ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล สมาชิกวุฒิสภา ๐๖๗ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ กระผม วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี สมาชิกวุฒิสภา ๑๓๙ เห็นด้วยครับ
ครบถ้วนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ๑๕๙ เห็นด้วยครับ
ถ้าไม่มีก็ปิดการลงคะแนน แจ้งผลด้วยครับ มีผู้มาลงมติ ๕๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๕๐๓ บวก ๑๐ เป็น ๕๑๓ ไม่เห็นด้วย ๓ งดออกเสียง ๖ ไม่ลงคะแนน ๓ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตัดออกมาตรา ๓ ทั้งมาตรา จบการพิจารณามาตรานี้นะครับ
ท่านเลขาธิการต่อ เชิญครับ
มาตรา ๔ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๕๖/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ มีการแก้ไข
อันนี้ก็เป็นไปตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วนะครับ กรรมาธิการได้แก้ไขนะครับ เนื่องจาก มาตรา ๔ นี้เป็นมาตราที่เพิ่มหมวด ๑๕/๑ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ ซึ่งกรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นเนื่องจากว่าการแก้ไขนี้ มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและเพิ่มเติมด้วย เพื่อความสะดวกและลงมติ ง่ายต่อ การพิจารณา ผมจะขอหารือจากที่ประชุมนะครับ จะลงมติพิจารณาเรียงลำดับตามมาตราเดิม มาตราเดิมไม่มี แต่ว่าเพิ่มเป็นมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ ก็จะพิจารณาตามย่อย รายมาตราที่เพิ่มเติมนี้ ท่านต้องการอภิปรายมาตรา ๒๕๖/ เท่าไร ท่านก็อภิปรายเฉพาะ ในมาตรานั้น แต่เดี๋ยวจะมีต่อไปว่าในมาตรา ๒๕๖/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม หรือ ๓ กลุ่มอีก เราก็จะให้อภิปรายเป็นทีละกลุ่ม เพื่อความสะดวกที่สมาชิกจะร่วม อภิปรายด้วยหรือจะลงมติด้วยนะครับ อันนี้ท่านต้องดูไปตามลำดับ ท่านจะเข้าใจ อย่าไป กังวลในเรื่องนี้มากนักนะครับ ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น คือจะเอาตามมาตราที่เพิ่มเติม เรียงลำดับไปถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ นะครับ ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าเห็นด้วย ก็ดำเนินตามนี้นะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
หมวด ๑๕/๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๕๖/๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ
ขั้นตอนนี้ขอชี้แจงเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจแล้วก็สะดวกในการจัดหมวดหมู่ในการที่จะมีการอภิปรายนะครับ เนื่องจาก มาตรา ๒๕๖/๑ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ นอกจากนี้ก็ยังมีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นให้เพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม การให้เพิ่มใหม่แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ ๑ ที่เพิ่มเฉพาะมาตรา ๒๕๖/๑/๑ และมาตรา ๒๕๖/๑/๒ คือ ๒ มาตรา และอีกกลุ่มหนึ่งก็แก้ไขเหมือนกัน และเพิ่มเติม เหมือนกัน ก็คือกลุ่มที่เพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ ก็จะให้เรียงตามลำดับ อันนี้สำหรับผู้ที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตตินะครับ ดังนั้นผมก็ต้องหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๒ ประกอบข้อ ๓๓ (๓) โดยจะพิจารณาลงมติมาตรา ๒๕๖/๑ ก่อน จากนั้นก็จะลงมติ ตามมาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๔ ซึ่งมีการเพิ่มเติมจากกรรมาธิการก่อนนะครับ โดยมีผู้สงวนความเห็นทั้ง ๒ กลุ่มจะให้อภิปรายตามลำดับ ต่อไปนี้ก็จะเป็นการพิจารณา มาตรา ๒๕๖/๑ มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นมีทั้งหมด ๕ ความเห็น ผมจะเรียกชื่อ ไปตามลำดับ ถ้าตกหล่นใครจะอภิปรายท่านก็ยกมือแสดงจะอภิปรายได้ หลังจากนั้นก็จะให้ สมาชิกได้อภิปรายต่อครับ มาตรา ๒๕๖/๑ ความเห็นแรกที่สงวนความเห็นของกรรมาธิการ คือ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญครับ ขอประทานโทษครับ เมื่อสักครู่ก็เอาตามรายชื่อ อันนี้ได้มีการแจ้งใหม่ สำหรับบางท่านก็มอบหมายให้ท่านอื่นอภิปรายสงวนแทน ก็เอาตามที่ แจ้งชื่อมา ถ้ายังตกหล่นก็บอกได้นะครับ มาตรา ๒๕๖/๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น ท่านแรก ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เชิญท่านเลยครับ มาตรา ๒๕๖/๑ ตามที่ท่านและคณะสงวนความเห็น ตอนนี้จะให้ท่านละไม่เกิน ๗ นาที ไว้ก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับมาตรา ๒๕๖/๑ เป็นเรื่องของ การกำหนดองค์กรที่จะทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดองค์กรไว้ ๒ องค์กร ประกอบด้วยองค์กรที่ ๑ เรียกว่าคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๓๕ ท่าน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจาก บัญชีรายชื่อซึ่งบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๕ คณะกรรมาธิการที่ ๒ เรียกว่าคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่าง รัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๓๕ ท่าน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชี ตามมาตรา ๒๕๖/๙/๑๑ ท่านประธานครับ กรรมาธิการทั้ง ๒ คณะนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงไปจาก ร่างเดิม ร่างเดิมที่ว่านั้นคือร่างของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ ร่างเดิมให้มีการสมัครกันมาเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๑๗-๗๐ คน แล้วให้ประชาชนเลือกให้มี การลงคะแนนโดยตรงและลับโดยประชาชน แล้วนำ ๗๐ คนนั้นมาให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ ๓๕ คน โดยมีการเลือกที่เรียกกันโดยทั่วไป เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ บอกแล้วก็คือใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ โดยสาระสำคัญที่อยากเรียนที่ประชุมที่เคารพก็คือว่า ทั้งนี้ กรรมาธิการชุดที่ ๑ นี้ได้มีการตัดการเลือกโดยประชาชนออก ให้สมัครโดยตรงกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วนำรายชื่อทั้งหลายทั้งปวงนั้นส่งรัฐสภาให้รัฐสภาเลือก ให้เหลือ ๓๕ คนหรือ ๓๕ ท่าน เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับคณะกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ เรียกว่าคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการชุดนี้เปลี่ยนชื่อ ร่างเดิมใช้คำว่า คณะกรรมการที่ปรึกษา มีทั้งหมด ๑๐๐ คน เลือกโดยตรงจากประชาชนมาเช่นเดียวกัน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ตัดออก แล้วท้ายที่สุดให้มีการมาสมัครที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือก เหลือ ๓๕ คน โดยใช้สูตรทำนองเดียวกัน โดยรวมครับท่านประธานที่เคารพ ขอเรียนสมาชิกว่า ร่างเดิมที่นำเสนอนั้นมีการปรับเปลี่ยนไปจากร่างเดิม กล่าวคือทำการให้แก้ไขจากร่างเดิม ในวาระที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ๑. ตัดการเลือกโดยตรงโดยประชาชนออก ทั้ง ๒ กรรมาธิการ ผมเข้าใจว่าท่านเจ้าของร่างเดิมนี้ก็เข้าใจว่ายังคงสงวนความเห็นขอให้ กลับไปใช้ร่างเดิมอยู่ ซึ่งคงจะมีการอภิปรายกันในวาระต่อไป
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ส่วนของกรรมาธิการในส่วนของพรรคเพื่อไทย เราเห็นว่าการจัดกรรมาธิการเป็น ๒ ส่วนดังนั้นคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง น่าจะไม่เพียงพอ และจะได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใหม่นั้นจะเป็นปัญหา เราจึง ขอสงวนความเห็นแล้วก็แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖/๑ เป็นกลุ่มดังต่อไปนี้ กลุ่มที่ ๑ ก็คือ เราคิดว่าควรจะมีคณะกรรมการสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ มี สสร. ตามที่เราคิดไว้แต่เดิม โดยมีความเชื่อว่าการมี สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นผลดี มากกว่าการมีเพียงกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็น โดยเหตุนี้ เราจึงขอสงวนความเห็นโดยเพิ่มสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ประกอบด้วยองค์ประกอบก็คือ มี สสร. ๑๐๐ คน เลือกมาจากประชาชน ๓๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วท้ายที่สุดให้รัฐสภา เลือก สสร. นั้น โดยมีหลักประกันว่าอย่างน้อยต้องมี สสร. จังหวัดละ ๑ คน แปลว่า ประชาชนเลือกมา ๓๐๐ คน แล้วให้รัฐสภานี้เลือกเหลือ ๑๐๐ คน การตัดสินใจเช่นนี้ เราเชื่อมั่นว่าไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น กำหนดไว้เพียงว่าห้ามมิให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างจากประชาชนโดยตรง อันนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ สมควรจะสมัครเป็น สสร. ไปสมัครแล้วให้ประชาชนเลือกมาเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภา มาคัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คน จึงมิใช่การเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกส่วนหนึ่งเราคิดว่า สสร. ๑๐๐ คนนี้ไม่น่าจะเพียงพอ และประกอบด้วยรัฐสภาเลือก เท่านั้น เราจึงเห็นว่าควรจะมี สสร. ส่วนหนึ่งที่มาจากการเสนอขององค์กรทั้งหลาย เช่น องค์กรที่ว่านั้นก็คือองค์กรวุฒิสภา องค์กรสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี องค์กรเอกชน ทั้งหลาย องค์กรส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย รวมตัวกันแล้วเลือกมา เสนอให้รัฐสภาแต่งตั้งจำนวน ๕๑ คน ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่เรานำเสนอว่าควรจะมีองค์กรที่ ๑ สมาชิกที่เรียกว่า สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจำนวน ๑๕๑ คน แล้วท้ายที่สุดก็มาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอกรรมาธิการอีก ๒ ส่วน ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๑. ก็คือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๒. กรรมาธิการรับฟังความเห็น จำนวนกรรมาธิการละ ๓๕ คน เราเห็นว่าการจัดกระบวนการกรรมาธิการเช่นนั้น ๓๕ คน คัดเลือกโดยรัฐสภาอย่างเดียว ใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ นั้นอาจจะมีข้อบกพร่อง ที่ในท้ายที่สุด จะนำไปสู่การที่ว่าใครคุมเสียงรัฐสภาเสียงข้างมากได้ ก็จะคัดเลือกกรรมาธิการได้ตามที่ตนเอง ต้องการ กรรมาธิการ ๓๕ คนนั้นอาจจะเป็นกรรมาธิการของรัฐสภาเสียงข้างมาก จะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะยกร่างนั้นบิดเบี้ยวไป อย่างนี้เป็นต้น เราจึงเสนอว่าใน ๓๕ คนนั้น ควรจะใช้สูตรใหม่ ก็คือว่าให้มีที่รัฐสภาเลือกเพียง ๒๕ ท่าน แล้วให้มีการเสนอแต่งตั้ง โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายเพิ่มเติมเข้าไปอีก ๑๐ ท่าน เป็น ๓๕ ท่าน ๑๐ ท่านนั้นมาจากไหน ก็มาจากการแต่งตั้งของรัฐสภาเหมือนกัน แต่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เช่น ทางด้าน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ด้านกฎหมายมหาชน เหล่านี้เป็นต้น เพิ่มเข้าไป เพื่อเป็นการถ่วงดุลกัน ระหว่างกรรมาธิการ ๓๕ คนนั้นให้มีความหลากหลายขึ้น ส่วนกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนนั้น เราก็เห็นว่าควรจะมีเพิ่มเติมเช่นเดียวกันว่าน่าจะใช้สูตร ๒๕ บวก ๑๐ เช่นเดียวกัน ๑๐ คนนั้นมาจากไหน เช่น ๑๐ คนนั้นมาจากการเสนอโดยคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ หรือคณะอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน มาจากองค์กรเอกชน ที่รับผิดชอบด้านสื่อสารมวลชนเอาเข้ามา เป็นคณะกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชน ในการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้จึงเป็นการสงวนแล้วก็เสนอเพิ่มเติมในการแปรญัตติ มาตรา ๒๕๖/๑ องค์กรที่จะทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเสนอเป็น ๓ องค์กร ๑. ก็คือมีสภาร่าง ๒. มีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๓. มีกรรมาธิการรับฟัง ความเห็นของประชาชน ทั้ง ๓ องค์กรนี้มีความยึดโยงกับประชาชน เราไม่ตัดการเลือก โดยประชาชนออก ขณะเดียวกันเราก็คิดว่าการตัดสินใจแบบนี้จะทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีความหลากหลายขึ้น รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นจะมีความเป็นกลาง ไม่ยึดโยงกับเสียงข้างมาก หรือไม่ยึดโยงกับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือพรรคเสียงข้างมากเป็นการเฉพาะ จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกได้ว่ามาจากพี่น้องประชาชน โดยแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือการสงวนและขอแปรญัตติของกรรมาธิการในส่วน ของพรรคเพื่อไทย และรายละเอียด เช่น ทำไมควรจะมี สสร. ทำไมควรจะอย่างนี้ดีกว่า ก็จะมีกรรมาธิการในส่วนของพรรคเพื่อไทยขออภิปรายเพิ่มเติม ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์ชูศักดิ์ครับ มาตรานี้มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นที่ลงชื่อไว้แล้ว ๗ ท่านนะครับ แล้วก็มีสมาชิกจะขอ อภิปรายอีก ๓ ท่าน คือมาตรานี้เป็นมาตราหลักที่เกี่ยวข้องกับมาตราอื่น ๆ อาจจะมีผู้อภิปรายแล้วก็ใช้เวลา มากหน่อย เพราะฉะนั้น ๗ นาทีโดยประมาณที่ใช้อาจจะไม่พอ ขอให้ท่านได้อภิปรายตามที่ ท่านเห็นสมควรก็แล้วกันเพราะเป็นมาตราหลัก หลังจากอภิปรายมาตรานี้จบแล้ว มาตราอื่น อาจจะมีการอภิปรายน้อยแล้ว ผมจะอ่านตามรายชื่อนี้นะครับ เผื่อมีเพิ่มเติมที่ตกหล่นท่านก็ แจ้งมาได้ครับ แจ้งไว้ ๓ ท่านเลยนะครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านต่อไปเป็น ท่านจาตุรนต์ครับ ท่านต่อไปก็เป็นท่านชลน่าน ศรีแก้ว เอา ๓ ท่านเลยจะได้เตรียมตัว ท่านที่ ๓ คือท่านขัตติยา สวัสดิผล เชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม จากที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้อภิปรายไปแล้ว ถึงแนวความคิดที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอ สงวนคำแปรญัตติในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรที่จะทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ประเด็น สำคัญครับ คือเรื่องที่เราเสนอนี้ความจริงก็อยู่ในร่างของพรรคเพื่อไทย แต่ว่าทุกท่านก็ทราบ ดีว่าในชั้นที่พิจารณาในวาระที่หนึ่ง ร่างของพรรคเพื่อไทยตกไปเนื่องจากได้เสียงของวุฒิสภา ไม่ครบตามเกณฑ์ ๑ ใน ๓ แต่ว่าตามข้อบังคับตามกติกาไม่ได้ห้ามที่จะให้เรานำเนื้อหาสาระ ที่สำคัญของร่างนั้นมาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ แล้วเราก็ได้เสนอแล้ว แต่ว่า เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และได้จัดองค์กรออกมาเป็นคณะกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพียง ๒ องค์กร ก็ทำให้ขาดองค์กรที่สำคัญไปคือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำไมจึงต้องมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ และการไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นผลเสียอย่างไร นี่เป็น ประเด็นใหญ่ ไม่ใช่เป็นประเด็นใหญ่เฉพาะเวลาที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้เท่านั้น มันเป็น ประเด็นใหญ่ทางการเมืองตลอดมาหลายสิบปี ระบบรัฐสภาของไทยเรา พรรคการเมือง ต่าง ๆ สังคม ผู้ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างขนานใหญ่ ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีประสบการณ์กันมาตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๓๐ กว่า อันนี้เพื่อไม่ให้ย้อนไปไกล เนื่องจากว่ากรณีที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการร่างรัฐธรรมนูญ ในตอนปี ๒๕๓๙ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก่อนที่ จะร่างนั้นมีความพยายามของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กว่าจะแก้กันได้แต่ละมาตรา ก็ยาก ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองจึงจะแก้มาตราสำคัญ ๆ บางมาตราได้ แต่พอมี ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก ๆ เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นยังเป็น ปัญหาคือไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากก็มาจากการร่างหลังจากมีการรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๓๔ ในขณะนั้นสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือว่า ถ้ารัฐสภาจะแก้ รัฐธรรมนูญเองจะทำให้มีข้อครหาว่าสมาชิกรัฐสภากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของตนเอง เพื่ออำนาจของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วตามระบบของรัฐธรรมนูญ ตามระบอบรัฐสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ เป็นอำนาจของสมาชิกของรัฐสภานั่นละ แต่วัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยเรามา จะมีความรู้สึกอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ เป็นพื้นฐานมาตลอด ความพยายามในการจะแก้ รัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกหลายครั้งต่อมา จนกระทั่งระยะหลัง ๆ ในหลายปี มานี้ หลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ นี้ เมื่อมีความพยายามจะแก้เราจึงมีความคิดว่าควรจะมี สสร. มี สสร. แล้วดีอย่างไร มี สสร. หมายความว่ามีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นชุดหนึ่ง มีกรรมาธิการรับฟัง ซึ่งความจริงจะมีกรรมาธิการมากกว่านั้นก็ได้ แต่เรา เสนอ ๒ ชุด ก็จะคล้ายกับที่ร่างหลัก ร่างของกรรมาธิการส่วนใหญ่มีอยู่ แต่ว่ามีรายละเอียด ที่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันอย่างมากคือการมี สสร. ถ้ามีเฉพาะกรรมาธิการยกไปยกร่างกันมา แล้วก็รับฟังความเห็น แล้วคณะกรรมาธิการผู้ยกร่างก็เป็นผู้ตัดสินใจเองในสาระสำคัญ แต่ละมาตรา มันจะเป็นการพิจารณาที่ไม่มีทางที่จะได้รับฟังความเห็นที่รอบด้าน รอบคอบ และคณะกรรมาธิการยกร่างนี้ก็จะตรงมาที่รัฐสภา ให้รัฐสภาพิจารณา แต่พิจารณาก็ไม่ได้ พิจารณาในสาระสำคัญแต่ละมาตรา ซึ่งก็ถูกแล้วที่รัฐสภาจะพิจารณารายมาตราไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นรัฐสภาพิจารณาเองไปเสียอีก ดังนั้นจึงมีจุดอ่อนตรงที่ว่าไม่มีองค์กร คั่นกลาง องค์กรคั่นกลางนี้มีความสำคัญมาก ก็คือว่าการมี สสร. เป็นองค์กรคั่นกลาง ก็จะทำให้ผู้คนที่มาจากหลากหลายและมีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะเราเสนอว่าที่มา ให้มาจากประชาชน แต่ให้รัฐสภามาคัดเลือกให้เหลือจำนวนน้อยลงตามที่ต้องการ ซึ่งเรา ก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อองค์กร สสร. มีความเชื่อมโยง กับประชาชน และมีการมาพิจารณาร่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างมา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นี้ก็จะพิจารณาได้เต็มที่ และไม่มีข้อครหาว่ากำลังทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออำนาจ ของสมาชิกรัฐสภา กลับมาให้รัฐสภาพิจารณา รัฐสภาก็ให้ความเห็นสำคัญ ๆ ไป สภาร่าง รัฐธรรมนูญกลับไปพิจารณา จะแก้ไขปรับปรุงก็แก้ไขปรับปรุง ไม่แก้ไขปรับปรุงหรือแก้ไข ปรับปรุงน้อย กลับมาก็ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็ส่งไปลงประชามติ เพราะฉะนั้นแนวความคิดอย่างนี้มีเหตุผลที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมือง และจะทำให้ โอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประสบความสำเร็จได้มากกว่า เป็นที่ยอมรับ ของประชาชนได้มากกว่า การมีลำพังเฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้เมื่อร่างมาแล้วส่งมารัฐสภา รัฐสภาให้ความเห็นไปบ้าง เสร็จแล้วเขากลับไปแก้ไม่มาก กลับมาอาจจะมีการเผชิญหน้า ได้ทั้ง ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเผชิญหน้ากับรัฐสภานี่เอง อีกทางหนึ่งคือเผชิญหน้ากับประชาชน ประชาชนจะมีความรู้สึกว่าจากโครงสร้างที่ทำอยู่นั้นมีส่วนร่วมได้น้อย กรรมาธิการร่างเอง ตัดสินเอง อันนี้จะเป็นจุดอ่อน เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายในประเด็นสำคัญนี้ก่อน แต่ว่าที่ อยากจะย้ำก็คือว่าในการสงวนคำแปรญัตติของพรรคเพื่อไทย เรายังถือว่าที่มาขององค์กร ที่สำคัญนี้ควรจะต้องยึดโยง เชื่อมโยงกับประชาชน คำว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่าจะให้ ประชาชนร่วมเลือก ร่วมแสดงความความเห็น ร่วมพิจารณาคัดเลือก หรือเลือก แม้แต่ เลือกตั้งมา ถ้าหากว่าสุดท้ายแล้วรัฐสภามาคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง การตัดสินสุดท้ายก็อยู่ที่รัฐสภา ไม่ใช่ การที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกโดยสมบูรณ์ เหมือนกับการเลือก สส. และได้ สส. มา เพราะฉะนั้นเรายืนยันเรื่องนี้ เนื่องจากเราพูดกันมาตลอดเป็นหลายปีแล้วว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. และเป็น สสร. ที่จะต้องเชื่อมโยง กับประชาชน ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ สุดท้ายประชาชนไปตัดสินครับ ประชาชนไปตัดสิน ในการทำประชามติ ดังนั้นในร่างของผู้สงวนคำแปรญัตติในส่วนของพรรคเพื่อไทยในส่วนนี้ ที่เกี่ยวกับองค์กรจึงเน้นประเด็นเหล่านี้ และเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะขอให้ท่านสมาชิก รัฐสภาได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จริงจัง เพื่อที่เราจะได้กลไกองค์กรในการไปร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความยึดโยงกับประชาชน และเป็นที่ยอมรับของสังคม ของประชาชนมากกว่าในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพกระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะกรรมาธิการผู้สงวน ความเห็น อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าความจำเป็นและเหตุผลที่จะมากราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านนะครับ ในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเรา เหตุผลตรงนี้จะเป็นตัวชี้อนาคตถึงประเทศชาติบ้านเมืองเราในอนาคตว่า เราจะมีธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เป็นรัฐธรรมนูญของทุกภาคส่วน เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนที่แสดงถึงความเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของท่านสมาชิกในวันนี้ มีผลต่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองในเรื่องนั้นจริง ๆ ท่านประธานครับ ในข้อสงวน ของกระผมเอง และในข้อสงวนของกรรมาธิการในซีกของพรรคเพื่อไทย
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย เราเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมและการทำหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกระบวนการตรวจสอบ และที่สำคัญครับ องค์กรนี้ ต้องมีที่มาจากสมาชิกหรือตัวกรรมาธิการที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ถูกครอบงำ ชี้นำโดยกลุ่มหรือโดยสีใด ๆ ทั้งสิ้นเราถึงจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่กรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็น และผมเองได้สงวน ความเห็นเราเลยโดยมุ่งเน้นว่า
๑. ต้องเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กร ที่ ๑ ครับ ๑๕๑ คน ๑๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน อีก ๕๑ คน มาจาก ตัวแทนขององค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดในมาตรา ๒๕๑/๑/๑ ต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง ทางตรงของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นในบทมาตราที่เราเขียนรองรับไว้ สมาชิกสภาร่าง หรือกรรมาธิการที่มา ต้องมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา การเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งเบื้องต้น เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมมาเท่านั้น เป็นคัดเลือกเบื้องต้นเท่านั้น เราจึงมั่นใจว่าไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ร่างมาจากการคัดเลือก ของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กรรมาธิการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการที่จะรับฟังความเห็น ถ้าเป็นไปตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก มีโอกาสและสุ่มเสี่ยงมากที่จะถูกครอบงำ ชี้นำจากบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง ในรัฐสภาชุดต่อไปในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผมไม่ได้หมายความว่าเป็นสีใดสีหนึ่งตามที่ทุกคน เข้าใจนะครับ เพราะผลการเลือกตั้งยังไม่ออก ผู้ที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๗ และรัฐสภา บวกกับ สว. ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ละครับ คือรัฐสภาในชุดนั้น ผู้ที่ครองเสียง ข้างมากได้สามารถที่จะชี้นำ ครอบงำคนที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ โดยกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยมติของเสียงข้างมากได้อยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการ เช่นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๐ หยิบ ๑ ก็เป็นไปตามสัดส่วนเสียงข้างมาก สุดท้าย ก็เป็นไปตามเสียงข้างมากครับ และที่สำคัญ กรรมาธิการร่างธรรมนูญของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ทำหน้าที่ ๒ อย่างในคราวเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ๑. ยกร่าง ๒. พิจารณาร่าง ให้ความเห็นชอบร่างเลยก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อไป เบ็ดเสร็จอยู่ในตัวครับท่านประธาน ๓๕ คน กำหนด ประเทศได้ ถ้า ๓๕ คน ถูกครอบงำ ชี้นำมาตั้งแต่การส่ง ถ้า ๓๕ คน ถูกครอบ สงสัย ผมจะพูดเรื่องนี้ไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้า ๓๕ คนที่เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญ สุ่มเสี่ยงต่อการครอบงำ ชี้นำตั้งแต่กระบวนการการรับสมัครเบื้องต้นนะครับ ซึ่งในร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เสมือนจะไปเอื้อให้กับคนกลุ่มนี้ถูกจัดตั้งมาตั้งแต่แรก ๓๕ คน ใส่ชื่อมาได้ทันทีครับ และมีผู้สนับสนุนอีก ๑๐๐ คน บุคคลทั่วไปยากมากครับที่จะไปหา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๐๐ คนมาสนับสนุนตัวเองให้สมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่เขามีสมาชิกพรรคอยู่แล้ว ง่ายมากครับที่จะมี ผู้รับรองตรงนั้น เพราะฉะนั้นข้อสงวนของกระผมเองจึงต้องการที่จะตัดประเด็นนี้ออกไป ลดการครอบงำ ชี้นำให้มากที่สุด กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่ผมเสนอเลยเสนอที่มาครับ ใน ๓๕ คน มีที่มาตามสัดส่วนภูมิภาค ๒๐ คน ๒๐ คนครับ มาตามความเชี่ยวชาญที่เป็น สาขาต่าง ๆ เช่น เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จำนวน ๕ คน เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๕ ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญอีก ๕ คน คือเรากำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นของประเภทไว้เลย ให้เขา ไปสมัคร และดำเนินการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๕ ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะก้าวล่วงไปนิดเดียวเพื่อจะได้เห็นภาพ มาตรา ๒๕๖/๕ ถ้าร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากคือ ๒๐ หยิบ ๑ แต่ของกระผมเองครับ เพื่อป้องกันการผูกขาด การครอบงำ ชี้นำของเสียงข้างมากในยุคนั้นผมเลยใช้วิธีการให้รัฐสภาคัดเลือก โดยใช้แนวทาง ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ มาเป็นฐานในการพิจารณา ผมกราบเรียน ท่านประธานเลยครับ ผู้ที่จะได้เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน จะผ่านการเห็นชอบ ของรัฐสภา ๑. เสียงต้องเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ๒. ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ คือ ๔๐ คน และ ๓. ต้องได้รับเสียงจากฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านที่ไม่มีสมาชิก เป็นท่านประธานสภาหรือรองประธานสภา หรือคณะรัฐมนตรีอีกร้อยละ ๒๐ เหมือนกับ พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ครับ ถ้าเป็นอย่างนี้จะเกิดการถ่วงดุลครับ คนที่มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะถูกถ่วงดุล จากการเห็นชอบของทุกฝ่ายถึงจะเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ อันนี้คือสิ่งที่ผม ได้แปรญัตติแล้วแตกต่างไปจากร่างของสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทย ของพรรคเพื่อไทยนี่ ๒๘ หยิบ ๑ ครับ แล้วก็มาจากผู้เชี่ยวชาญอีก ๑๐ ท่าน ของผมนี่ แบ่งประเภทก่อนแล้วไปให้รัฐสภาเลือกตามวิธีการของมาตรา ๒๕๖ ในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าทำอย่างนี้เรามั่นใจว่าเราจะได้ สมาชิกที่มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากทุกภาคส่วน ป้องกันการครอบงำ ชี้นำ ป้องกันการฮั้ว ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสีใดสีหนึ่งได้ ก็เลยมีความจำเป็นต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ พวกเราเป็นผู้กำหนดอนาคต ของประเทศ ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอและผมเสนอ เป็นหนทางที่จะได้มา ซึ่งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สมาชิกร่างรัฐธรรมนูญที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแนวทางที่น่าจะมีความสอดคล้อง ถูกต้อง เหมาะสม ภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนด้วยเพราะมีการเลือกตั้งทางอ้อมมาเบื้องต้น จะทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นของทุกภาคส่วน ที่แท้จริง และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญคุณขัตติยา สวัสดิผล ต่อจากคุณขัตติยาก็เป็นคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นค่ะ ดิฉันขออภิปรายในประเด็นสำคัญว่าด้วยเหตุผล และความจำเป็นที่ดิฉันเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า สสร. ในฐานะที่จะเป็น องค์ประกอบที่สามของกลไกในการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผล ต่อความยึดโยงของกระบวนการและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตค่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอให้มีกลไกเพียง ๒ ส่วน นั่นก็คือ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น อย่างไรก็ตามในฐานะ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ดิฉันได้ขอสงวนความเห็นให้เพิ่มองค์ประกอบ เป็น ๓ ส่วน นั่นก็คือ ๑. สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ๒. กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และ ๓. กรรมาธิการรับฟังความเห็น โดยทั้ง ๓ กลไกจะทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ ในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกลไกของ สสร. ที่ดิฉันขอเสนอให้เพิ่มเข้ามานั้น จะมีจำนวนทั้งหมด ๑๕๑ คน โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือเราจะให้ประชาชน ทั้งประเทศเลือกมาทั้งหมด ๓๐๐ คน แล้วให้รัฐสภาเลือกเหลือ ๑๐๐ คน ซึ่งแน่นอนว่า ใน ๑๐๐ คนนี้จะมีตัว สสร. เป็นตัวแทนจังหวัด จังหวัดละอย่างน้อย ๑ คนอย่างแน่นอน และกลุ่มที่ ๒ เราจะให้มีการเสนอชื่อโดยกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ รวมทั้งหมด ๕๑ คน ซึ่งอยู่ในร่างมาตรา ๒๕๖/๑/๘ ที่กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็น เอาไว้ โดยเราเสนอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อผู้แทนพรรคการเมือง โดยบุคคล ที่จะถูกเสนอชื่อเข้ามานั้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจะเสนอตามสัดส่วน ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละพรรคการเมืองเป็นจำนวนรวม ๑๕ คน จากนั้น เราจะให้ สว. เสนอรายชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๕ คน ครม. เสนอรายชื่อ บุคคลที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีจำนวน ๕ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๑ คน และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดให้เสนอรายชื่อบุคคล ที่ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดจำนวน ๑ คน สมาคมองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ให้เสนอชื่อบุคคลได้จำนวน ๓ คน ที่ประชุมอธิการบดี สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่ง ให้ประชุมและเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และที่ประชุมคณบดีคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐทุกแห่ง ให้ประชุมและเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และสมาคมวิชาชีพด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ให้เสนอชื่อบุคคล ได้จำนวน ๓ คน สภานักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่ง เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสภา สภาเกษตรกร แห่งชาติ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาองค์กร ของผู้บริโภค และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย สามารถเสนอรายชื่อบุคคลองค์กรละ ๑ คน รวมจำนวน ๗ คน สภาและสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแห่ง ให้เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ให้เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และองค์กร เอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๑ คน ซึ่งเหล่านี้จะเป็นจำนวน ทั้งสิ้น ๕๑ คน บวกกับที่ประชาชนเลือกมาแล้วให้รัฐสภาคัดเลือกอีก ๑๐๐ คน เป็นทั้งสิ้น ๑๕๑ คน โดยเหตุผลสำคัญที่ดิฉันเห็นว่าควรจะมี สสร. เพิ่มมาอีกชั้นหนึ่ง เป็นอีก ๑ กลไก เนื่องจากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๓๕ คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น อีก ๓๕ คนนั้น ล้วนมาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัตินั้นเดินเข้ามาสมัคร และนำไปสู่การคัดเลือกโดยรัฐสภาในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งที่มาของกลไกทั้ง ๒ ชุด ผูกอยู่กับ การตัดสินใจและความชอบธรรมของรัฐสภาเพียงช่องทางเดียว ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงกังวลว่า จะเกิดปัญหาใน ๒ มิติสำคัญ
ประการแรก คือปัญหาในเรื่องความเชื่อมโยงกับประชาชนที่ไม่อาจที่จะ เพียงพอต่อการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในระยะยาวได้ เพราะอะไร เพราะผู้ที่ทำหน้าที่หลักในการร่างและอยู่ในกระบวนการทั้ง ๒ ชุด นั่นคือคณะกรรมาธิการ ร่างและคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นนั้น ไม่ได้มีที่มาที่ผูกพันกับประชาชนโดยตรง ในฐานะที่เป็นเจ้าของอธิปไตย แต่มาจากการสมัครและคัดเลือกโดยรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งแม้ รัฐสภาจะมีความเชื่อมโยงกับประชาชนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร แต่ด้วยความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุด ของประเทศ การอาศัยความเชื่อมโยงผ่านรัฐสภานั้นอาจไม่เพียงพอต่อการยอมรับ อย่างกว้างขวาง เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมโยงทางอ้อมผ่านทางรัฐสภา เท่านั้น
ประการที่ ๒ คือปัญหาจากเกณฑ์การคัดเลือกที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เสนอให้ใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ อาจจะเป็นการเอื้อให้ฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภา ทั้ง สส. และ สว. นั้นมีอิทธิพลเหนือการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็กรรมาธิการรับฟังความเห็น นั่นอาจนำไปสู่ผลทางการเมืองต่อการกำหนดอิทธิพล ในการร่างเนื้อหาของรัฐธรรมนูญได้อย่างน่ากังวล
นอกจากนี้ เกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีผู้รับรองถึง ๑๐๐ คน ยังอาจ นำไปสู่การจัดตั้งทางการเมืองโดยกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่มีทรัพยากรอยู่แล้ว และอาจเป็น การกีดกันประชาชนจำนวนมากที่ต้องการมีส่วนร่วมแต่ว่าไม่สามารถที่จะหาผู้รับรองได้ครบ ตามเกณฑ์ นั่นส่งผลให้กระบวนการที่มีส่วนร่วมถูกจำกัดอยู่ในมือของกลุ่มคนบางกลุ่ม ดังนั้น ดิฉันเชื่อว่าการมี สสร. ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบที่ ๓ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น โดย สสร. จะมีที่มาที่สะท้อน เจตจำนงของประชาชนโดยตรง แล้วก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำกับ การทำงานของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็กรรมาธิการรับฟังความเห็น ตลอดกระบวนการ อีกทั้งยังมีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ในฉบับสุดท้าย ซึ่งจะเป็นหลักประกันในกระบวนการยกร่างว่าจะมีความโปร่งใส รอบคอบ แล้วก็สะท้อนความต้องการของสังคมได้มากขึ้น
ในท้ายที่สุด ดิฉันก็ขอยืนยันว่าการมี สสร. ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย ของศาลสนับสนุนแต่อย่างใด เนื่องจาก สสร. ๑๕๑ คนนั้นไม่ใช่ผู้ร่าง แต่เป็นผู้กลั่นกรอง และให้ความเห็นชอบ ในขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่าง การยกร่างนั้นเป็นหน้าที่ของ กรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน มีที่มาคนละที่มาอย่างชัดเจน การออกแบบระบบเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าสามารถทำได้ และควรทำเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันจึงขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าการเพิ่ม สสร. นั้นเป็นองค์ประกอบที่ ๓ คือความจำเป็น ของการเมืองไทยในเวลานี้ เพราะถ้าหากเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับ มีความชอบธรรม และยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้เป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปขอเชิญคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกจากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญ แห่งอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ท่านประธานครับ พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำริในตอนที่สละราชสมบัติว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ ที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยอม สละอำนาจให้แก่คณะบุคคลใดคณะเดียว เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยไม่ฟังเสียงราษฎร นั่นหมายถึงว่าพระองค์ท่านสละพระราชอำนาจเพื่อให้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วม มากที่สุด เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ดังนั้นการที่สมาชิก พรรคเพื่อไทยที่นำโดยท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ได้เสนอโครงสร้างขององค์กรที่จะทำการยกร่าง รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมาจากประชาชน ซึ่งเป็น การเลือกตั้งโดยทางอ้อม การทำแบบนี้เคยมีมาแล้วในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งตอนนั้นมีการกำหนดให้แต่ละจังหวัดได้คัดเลือกตัวแทนกันมาเอง จังหวัดละ ๑๐ คน ๗๖ จังหวัด ก็ได้สมาชิกรวม ๗๖๐ คน แล้วต่อมาให้รัฐสภาทำการคัดเลือกเหลือ ๗๖ คน เป็นตัวแทนภาคประชาชนของแต่ละจังหวัด แล้วก็มีองค์ประกอบของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อื่น ๆ อีก ๒๓ คน รวมเป็น ๙๙ คน ดังนั้นโครงสร้างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ก็เป็นแบบอย่างที่ดีที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว จนทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้รับการยอมรับ อย่างถ้วนหน้าว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แล้วพวกผมมีความเห็นกันอย่าง ตรงไปตรงมาว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยทางอ้อมนั้นไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดจึงมีความจำเป็น เพราะถ้าเราใช้โครงสร้างองค์กรกรการร่างรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้เสนอมานั้น มันจะมีปัญหา มีความเสี่ยงว่าอาจจะมีกลุ่มเสียงข้างมากสามารถครอบงำ ในการร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งตัวนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมเองเป็นกลุ่มประชาธิปไตยที่เคยต่อต้านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเกิดจากการยึดอำนาจ ตอนนั้นสังคมโดยรวมก็รับรู้ว่ารัฐธรรมนูญที่มาจากฝ่ายทหารนั้น มีการร่างโดยคนกลุ่มเดียว ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเนื้อหาหลายอย่างมีปัญหา ทั้งไม่สอดคล้อง กับประชาธิปไตยหลักสากล มีการซ่อนเงื่อนซ่อนงำ เอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม ไม่ได้รับ การยอมรับจากประชาชนโดยรวม เมื่อมีการใช้ก็มีการต่อต้านจากประชาชนต่อเนื่อง ตลอดมาทุกครั้งไป ดังนั้นถ้าเรามีโครงสร้างการร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถถูกครอบงำโดย คนสีใดสีหนึ่งโดยเสียงข้างมากแล้ว มันจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ เราต้องยอมรับนะครับว่าสังคมไทยทุกวันนี้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่เต็มไปหมด สีแดง สีเหลือง สีส้ม สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นความน่าเป็นห่วง ถ้าใครสามารถกุมเสียงข้างมากแล้วมาครอบงำ การร่างรัฐธรรมนูญได้แล้ว สีที่เหลือก็จะไม่ยอมรับ จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราอุตส่าห์ทุ่มเท ต่อสู้กันมาเพื่อยกร่างใหม่นั้นจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมโดยรวม ตรงนี้คือสิ่งที่ น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นโครงสร้างองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้เสนอมานั้นมีปัญหา มีช่องว่าง มีช่องโหว่ ดังนั้นผมเองในฐานะสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย จึงมีความเห็นเฉกเช่นหลายท่านที่ผ่านมาว่าเราต้องมีโครงสร้างองค์กรที่จะมายกร่าง รัฐธรรมนูญนั้นเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป และประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ในทุกขั้นตอน เพื่อเขาจะได้สะท้อนสิ่งที่เขาต้องการว่าอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน สะท้อน ปัญหาที่ชีวิตเขาเจออยู่ทุกวี่ทุกวันในขณะนี้ นอกเหลือจากการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เพื่อนสมาชิกครับ วันนี้จึงขอกราบเรียนทุก ๆ ท่านด้วยความห่วงใยว่าถ้าเรายังเดินหน้า ดันทุรัง เอาโครงสร้างองค์กรที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว วันข้างหน้าก็จะมีปัญหาได้ ก็ขอกราบเรียนสมาชิกด้วยความห่วงใยตรงนี้ โครงสร้างที่ พรรคเพื่อไทยเสนอมา การให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนหนึ่งมาจากประชาชน โดยการเลือกทางอ้อมจำนวน ๑๐๐ คน โดยให้ประชาชนทั่วประเทศในทุกจังหวัดเลือกมา ๓๐๐ คน และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คน แต่ละจังหวัดต้องมีตัวแทนอย่างน้อย ๑ ท่าน บางจังหวัดก็อาจจะมีมากกว่า ๑ ท่าน เพราะมีประชากรในสัดส่วนที่สูงกว่า แล้วก็มี ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ที่องค์กรต่าง ๆ เสนอมาอีก ๕๑ ท่าน ซึ่งทำให้เรามี สสร. ที่หลากหลาย ทั้งมาจากภาคส่วนของประชาชน ทั้งมาจากผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ จึงทำให้องค์ประกอบ ตรงนี้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมในการร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างดี เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงขอกราบเรียนเพื่อนสมาชิกมาด้วยความห่วงใยตรงนี้ว่าอยากให้มีการรับฟัง และเข้าใจในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้พยายามเสนอว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมมากที่สุด และท่านเองก็จะได้รับการยอมรับมากที่สุดในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ มีกรรมาธิการ อีก ๒ ท่านที่ขอสงวนความเห็นครับ ก็มีคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคุณสหัสวัต คุ้มคง ขอเชิญ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ก่อนครับ
เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ก่อนอื่นผมต้องขอเริ่มต้น โดยการเป็นส่วนหนึ่งของสภาในการส่งความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน แล้วก็ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ขอให้ทุกคนนั้นปลอดภัยครับ การพิจารณาวาระในวันนี้ คือวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ แล้วก็มาตรา ๒๕๖/๗ แต่เพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมสภา จะขออนุญาต อภิปรายทั้ง ๓ มาตราซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในรอบเดียว ท่านประธานครับ ผมเข้าใจ ดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ นั้นจะสำเร็จได้ก็จำเป็นที่ต้องได้รับฉันทามติจากทุกฝ่าย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปกำหนดไว้ว่าการแก้ไขจะสำเร็จได้จะต้อง ได้เสียงไม่ใช่แค่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของ สส. ที่ถูกนิยามว่าเป็นฝ่ายค้าน แล้วก็เสียงเห็นชอบจาก ๑ ใน ๓ ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นแม้ว่าในวาระที่หนึ่ง ทางรัฐสภานั้นมีมติให้ร่างที่ผมและคณะเป็นผู้เสนอนั้นถูกคัดเลือก หรือว่าถูกกำหนดให้เป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการ แต่ผมเองก็ได้ พูดไว้ตั้งแต่วันแรกของการประชุมคณะกรรมาธิการครับว่าผมพร้อมรับฟังทุกความเห็นต่าง ประเด็นไหนที่พอจะหาจุดกึ่งกลางได้ผมก็พร้อมจะรับไว้พิจารณาแล้วก็น้อมรับมติ เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน มาตรา ๒๕๖/๑ นี้ เป็น ๑ ในไม่กี่มาตราที่ผมจำเป็นต้องขอสงวนความเห็น แล้วก็ยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยกับมติ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๖/๑ นั้น เรียกได้ว่า เป็นมาตราที่เป็นหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นการกำหนดโครงสร้าง ขององค์กรหรือว่ากลไกที่จะมามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากการประชุมในวันนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ผมคิดว่าที่ประชุมแห่งนี้ คงไม่ต้องใช้เวลายาวนานมากนักในการมาถกเถียงมาตรานี้ เพราะ ณ เวลานั้นดูเหมือนกับว่า ทุกฝ่ายนั้นมีความเห็นตรงกันว่ากลไกที่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นทางได้มากที่สุด คือการมีผู้ร่างหรือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน แต่พอคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ปี ๒๕๖๘ ระบุออกมาว่ารัฐสภานั้นไม่อาจให้ ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ทุกฝ่ายและทุกพรรคครับ ก็เลยต้องเผชิญกับ ข้อจำกัดที่มากขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของผมและพรรคประชาชน เราก็ได้พยายามจะออกแบบ โครงสร้างในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรามองว่าสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชนได้มากที่สุด และใกล้เคียงกับการมีผู้ร่างที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง ของประชาชนได้มากที่สุด โดยที่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงสร้างที่ว่านี้ครับท่านประธาน มีการแบ่งออกเป็น ๒ กลไกที่ทำงานกันอย่างคู่ขนาน ดังที่ปรากฏในสไลด์ด้านซ้าย กลไกที่ ๑ คือกลไกของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรา กำหนดให้ประชาชนนั้นเลือกมาก่อน ๗๐ คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คน ก็เรียกได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมรูปแบบหนึ่ง ส่วนกลไกที่ ๒ คือกลไกของสภาที่ปรึกษา การร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ในการรับฟังแล้วก็รวบรวมความเห็นของประชาชนเพื่อมา สะท้อนต่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรากำหนดให้ประชาชนนั้นเลือกตั้งโดยตรง ๑๐๐ คน ซึ่งก็เป็นกลไกเดียวในบรรดาทุกร่าง แล้วก็ทุกคำสงวนความเห็นที่พยายามจะคงหลักการไว้ ว่าให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายครับว่า ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นอาจจะยังเห็นต่างจากข้อเสนอของพรรคประชาชน ในส่วนแรกในส่วนของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ลงมติไม่เห็นชอบกับการเปิดให้ประชาชนนั้นเข้าคูหาไปเลือกผู้ร่างมาก่อน ๗๐ คน ก่อนจะ ส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คน และในส่วนที่ ๒ ในส่วนของสภาที่ปรึกษานั้น กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็มีการลงมติไม่เห็นชอบกับการมีสภาที่ปรึกษา ๑๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และท้ายที่สุดก็ถูกแปลงสภาพไปเป็นคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน ๓๕ คน จากการรับฟังการแสดงความเห็นของเพื่อนสมาชิก ในชั้นคณะกรรมาธิการ ผมเข้าใจครับว่าเหตุผลหลักที่กรรมาธิการเสียงข้างมากหลายคนนั้น ตัด ๒ กลไกดังกล่าวออกไป ไม่ใช่เพราะเขาเห็นว่าข้อเสนอของพรรคประชาชนนั้น ไม่มีประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เป็นเพราะว่าหลายคนนั้น มีความกังวลว่าข้อเสนอของเรานั้นสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ ผมเลยจำเป็นต้องขอสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อมายืนยันว่า ข้อเสนอของพรรคประชาชนนั้นในทั้ง ๒ กลไกไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด ในส่วนแรกครับ ในส่วนของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าผู้ร่าง ผมยืนยันนะครับว่าการให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คนนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นพยายามจะห้าม ประการแรกครับ หากเราไปเปิดดูเอกสารความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ถูกจัดทำอย่างเป็น ทางการโดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะระบุไว้ชัดเจนในคำอธิบายของมาตรา ๘๕ ว่าการเลือกตั้งโดยตรงนั้นหมายถึงการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นคนเลือกและชี้ขาดว่าใครจะถูก รับเลือก ดังนั้นการที่ประชาชนไปเลือกผู้ร่างมา ๗๐ คน โดยไม่มีอะไรรับประกันว่า คนไหนบ้างจาก ๗๐ คนนั้นจะถูกคัดเลือกโดยรัฐสภาให้เป็นผู้ร่าง ๓๕ คนในคณะนั้น จึงไม่เข้าข่ายว่าเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ประการที่ ๒ หรือเหตุผลที่ ๒ ผมเชื่อว่าเราเห็นภาพ ตรงกันว่าภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มาจากการคัดเลือกของสภา จากบรรดา Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่มี สส. เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดอยู่ที่ ๒๕ คน ดังนั้นในมิตินี้ความจริงแล้วกระบวนการในการเลือกนายกรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ต่างอะไรมากนักกับกระบวนการในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผม และพรรคประชาชนเสนอ เพราะว่าในมุมหนึ่งในการเลือกนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็เดิน เข้าคูหาเพื่อเลือก สส. จากพรรคต่าง ๆ และผลการเลือกตั้งตรงนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดว่า สภานั้นจะสามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจาก Candidate นายกรัฐมนตรีคนไหนได้บ้าง ดังนั้นในมุมเดียวกัน ในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาชนเสนอ ประชาชน ก็เดินเข้าคูหาเพื่อเลือกผู้ร่างมาเบื้องต้น และผลการเลือกตั้งตรงนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดว่า รัฐสภานั้นสามารถคัดเลือกผู้ร่าง ๓๕ คน จาก Candidate หรือว่าผู้สมัครผู้ร่างคนไหน ได้บ้าง ดังนั้นหากเราเห็นตรงกันว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในประเทศเรานั้นยังไม่ใช่ การเลือกตั้งโดยตรง ผมก็หวังว่าเราจะเห็นตรงกันว่าข้อเสนอของพรรคประชาชนในการเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่นกัน
ส่วนกลไกที่ ๒ ในส่วนของสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องยืนยัน เช่นกันว่าสภาที่ปรึกษาที่เราออกแบบมานั้นไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น บอกว่าประชาชนเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงสามารถกำหนดให้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงได้
ประการแรก อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาก็ถูกเขียนไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๕๖/๑๙ ว่าเป็นการรับฟังและรวบรวมความเห็นของประชาชน ไม่มีอำนาจ ในการลงมติใด ๆ ต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประการที่สอง ผมเข้าใจว่าบางคนกังวลใจว่าแม้สภาที่ปรึกษาอาจจะไม่ได้มี อำนาจในการลงมติใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหา แต่การกำหนดให้ผู้ร่างธรรมนูญนั้นต้องไปรับฟัง ความเห็นที่สภาที่ปรึกษารวบรวมมา ก็เข้าข่ายการทำให้สภาที่ปรึกษานั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของกลไกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนไม่ได้ ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมเห็นว่าการไปตีความในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการตีความที่เกินเลยไป เพราะหากเราไปยอมรับการตีความเช่นนั้น ก็หมายความว่า หากสมมุติเรากำหนดให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องไปรับฟังความเห็นของนายก อบจ. ในทุกจังหวัด เพื่อเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ก็จะกลายเป็นถูกตีความว่า ทำไม่ได้ไปด้วยหรือไม่ เนื่องจากนายก อบจ. นั้นก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนเช่นกัน ดังนั้นครับท่านประธาน กล่าวโดยสรุป ผมขอสงวนความเห็นและยืนยันว่า หากท่านเห็นว่า ๒ กลไกที่พรรคประชาชนเสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าพวกท่านนั้นสามารถลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของเราได้โดยที่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามก็ขอให้มติของรัฐสภานั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ หากรัฐสภา ลงมติ ไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของผม ผมก็ต้องน้อมรับว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในห้องประชุม แห่งนี้อาจจะตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแตกต่างจากผมไป แต่หากรัฐสภาลงมติยืนยัน ตามข้อเสนอของผม ก็จะเป็นการยืนยันว่ารัฐสภาแห่งนี้พร้อมจะเดินหน้าตามข้อเสนอ ของพรรคประชาชนในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการให้ประชาชนนั้นมาเลือก ผู้ร่างเบื้องต้นก่อนจะส่งให้รัฐสภาคัดเลือก และการให้ประชาชนนั้นเลือกสมาชิก สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง ก็ขออภิปรายคำสงวนความเห็นไว้แต่เพียงเท่านี้ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับคณะประชาชนเข้าเยี่ยมชมรัฐสภา เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๐๘ ท่าน ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้น ๓ ในขณะนี้ ขอบคุณทุกท่านครับ แล้ววันนี้ เป็นวันสำคัญ ท่านนั่งฟังการประชุมของรัฐสสภา กำลังอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านรัฐสภาไปประกาศใช้ ท่านก็จะได้ภูมิใจว่าวันที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พิจารณานั้น ท่านมาอยู่ในห้องประชุมนี้ด้วย ก็ฟังการประชุมด้วยตัวเองครับ ขอบคุณ มากครับที่สนใจการฟังการอภิปรายรัฐธรรมนูญในวันนี้ ขอบคุณทุกท่านครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสหัสวัต คุ้มคง ต่อจากคุณสหัสวัต ก็เป็นคุณเอกพร รักความสุข เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ พวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาอยู่ที่นี่และประชุมกันในวันนี้เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ การเปิดทางเพื่อนำไปสู่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประชาชนก็ได้ให้ฉันทามติของพวกเรา มาระดับหนึ่งในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ พวกเรามาระดับหนึ่งในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ที่พรรคการเมืองที่เสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้คะแนนเสียงรวมกันเข้ามาในสภาแห่งนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๖/๑ เป็นมาตราที่สำคัญมาก ๆ เป็นโครงสร้างเริ่มต้นที่จะเปิดช่องให้นำไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วกลไกการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร มาตรานี้คือมาตราสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ พวกผมกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาชน ได้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ โดยมีหลักการสำคัญก็คือการคงไว้ซึ่งร่างหลักของพรรคประชาชน ที่ได้ผ่านวาระที่หนึ่งเข้าไปสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ คือการให้มีคณะกรรมาธิการร่าง ๓๕ คน โดยให้ประชาชนเลือกมาก่อน ๗๐ คน แล้วให้รัฐสภามาคัดเหลือ ๓๕ คน และการมี สภาที่ปรึกษา ๑๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ท่านประธานครับ ผมเข้าใจความกังวลของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาดีครับว่าการมีกรรมาธิการร่างที่ให้ประชาชน เลือกมาก่อนอาจจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทุกท่านครับ คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุชัดเจนว่าไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ท่านพริษฐ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการที่ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการร่างมาก่อน ๗๐ คน แล้วให้รัฐสภามาคัดเหลือ ๓๕ คน ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง ก็เหมือนกับการที่ เราเลือก สส. แล้วให้ สส. มาเลือกนายกรัฐมนตรี ทุกท่านครับ หลายท่านอาจจะกังวล จริง ๆ ว่าถ้าทำแบบนี้มีผู้ร้องไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วอาจจะนำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่เลยครับ นี่คือการเปิดช่องเพื่อยืนยันหลักการที่สำคัญที่สุด เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แล้วเป็นหลักการที่เขียนอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเยอะมาก ไม่ว่าจะคำวินิจฉัยรวมและคำวินิจฉัยส่วนตน คืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน คำคำนี้ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเยอะมาก ๆ ทุกท่านครับ แล้วผมหวังว่า วันนี้สภาแห่งนี้จะตัดสินใจเรียบง่าย แต่ตรงไปตรงมาโดยการยืนยันหลักการของคำนี้ หวังว่า รัฐสภาแห่งนี้จะยืนยันหลักการนี้ และยืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ทุกท่านครับ ถ้าเราไม่เปิดให้มีคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนได้มาใช้อำนาจ เลือกผู้ร่าง แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะหายไป เราไม่สามารถพูดกันได้อย่างเต็มอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากประชาชน แต่ท่านประธานครับ หลายท่านก็อาจจะกลัวว่าการยึดโยงกับประชาชนจะไม่เพียงพอ เราจึงเสนอกลไกที่ชื่อว่า สภาที่ปรึกษา เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยสภาที่ปรึกษาเหล่านี้จะมีหน้าที่รับฟัง ความเห็นแล้วเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการร่าง ไม่ได้มีอำนาจร่างโดยตรงนะครับ แต่มี หน้าที่ในการรวบรวมความเห็นและนำมาเสนอต่อคณะกรรมาธิการร่าง เพื่อให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกท่านครับ มันเป็นการเลือกตั้งโดยตรงที่เรียบง่าย แล้วเรายังกำหนดกลไกให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างสภาร่าง และกรรมาธิการร่าง และสภารับฟังความเห็น เพื่อให้เกิดการทำงานคู่ขนาน ๒ ขากันไป เพื่อยืนยันหลักการง่าย ๆ หลักการสำคัญ ๒ ข้อที่เราต้องการให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือให้ประชาชนมีส่วนร่วม มากที่สุดและไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ วันนี้ วันรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ผมขอเรียกร้องต่อสมาชิกรัฐสภาทุกท่านให้ตัดสินใจเรื่องนี้ บนฐานแห่งความกล้า กล้าที่จะเปิดช่องและยืนยันหลักการที่ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นของประชาชน แล้วยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีคูหาเลือกตั้ง ยืนยันว่าอย่างไรประชาชน ต้องได้ออกสิทธิ ออกเสียงในการเลือกผู้ร่าง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ยืนยันว่า ประชาชนต้องมีตัวแทนของตัวเองอยู่ในคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็น มีสภารับฟังความเห็นเพื่อเปิดช่องให้ประชาชนได้ส่งเสียงของตัวเองว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญ แบบไหน อยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญหน้าตาอย่างไร แล้วมีประเด็นอะไรบ้าง ส่งตัวแทน ของเขาเข้ามาให้มีส่วนร่วมกับการร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด ไม่ต้องกลัวคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญไปครับ ร่างของพรรคประชาชนได้ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แล้วสอดคล้องกับ ๒ หลักการนี้แล้วอย่างเต็มที่ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ วันรัฐธรรมนูญ เรามายืนยันหลักการของรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยกันครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอสลับชื่อ นิดหนึ่งครับ สักครู่ผมเรียกคุณเอกพร รักความสุข ท่านตกลงกันว่าให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อภิปรายก่อน แล้วก็จะต่อด้วยท่านเอกพร รักความสุข แล้วต่อด้วยคุณรัชนีกร ทองทิพย์ เชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกรัฐสภา เป็นกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับมาตรา ๒๕๖/๑ ก่อนที่จะเข้าไปสู่ มาตรา ๒๕๖/๑ อยากจะให้เพื่อนสมาชิกและประชาชนทั้งประเทศ ผ่านท่านประธานนะครับ ได้รับรู้ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ เนื่องจากว่าในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีไว้ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า จัดทำได้แต่ต้องไปออกเสียงประชามติ แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติว่าผู้จัดทำ ผู้เสนอ ริเริ่ม แล้วผู้ต้องการจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่คือรัฐสภา เพื่อนสมาชิกครับ รัฐสภาเรา ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน วุฒิสภา จำนวน ๒๐๐ คน เป็น ๗๐๐ คน แล้วผู้ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญก็คือรัฐสภา ก็คือสมาชิก ๗๐๐ คน ดังนั้นสมาชิก ๗๐๐ คน ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็หวังว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๕๐๐ คน อาจจะไม่มีอยู่ในสภานี้เลยก็ได้ หรืออาจจะกลับมา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คือกลับมาร่างรัฐธรรมนูญอีก ดังนั้นการที่พวกเราเรียกร้อง สสร. ก็คือ จะต้องไปเรียกร้องผ่านการเลือกตั้งที่จะมีถึง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๕๐๐ คน มาร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวที่เป็นสมาชิก ส่วนวุฒิสภานั้นท่านยังอยู่ เพราะในรัฐธรรมนูญนั้นบอกให้เราทำให้เสร็จ ๑ ปี อาจจะบวกลบ ขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง แล้วผมก็เชื่อว่าโดยหลักการ เมื่อประชาชนทั้งประเทศ หรือสมาชิก ว่ามีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด จัดทำใหม่ เกิดขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้ว สมาชิก ในสมัยหน้าก็เป็นชุดที่ ๒๖ ก็ควรจะยุบสภาแล้วก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อเราเข้าใจดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยหน้าคุณจะต้องไปประกาศ ให้ประชาชนได้รับรู้ว่าคุณจะมาจัดทำรัฐธรรมนูญที่จะมาแบ่งปันอำนาจ แบ่งปันทรัพยากร แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจหรือสิทธิต่าง ๆ มากมายอย่างไร เพื่อจะให้ สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นหลักประกันของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่อไปนี้ความเหลื่อมล้ำ จะต้องเป็น ๐ ความยากจนจะต้องเป็น ๐ คนต้องมีกรรมสิทธิ์และที่ดินทำกินเหมือนเมื่อวาน ที่เราไปฟังนักวิจัยเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญจัดทำใหม่ที่ยั่งยืน ๑๗ รายงานก็บอกว่าในหลายประเทศ อย่างเช่น ฟินแลนด์ เขาจะมีพื้นที่ให้คนทุกคนเข้าไป ในที่สาธารณะ ไปเก็บ Berry หรือคิวบายังต้องมีที่ดินให้ประชาชน เกษตรกรต้องมีที่ดิน ทำกิน ไม่ต้องยากไร้ ไม่ต้องมาสงสารก่อน อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นผมจึงเห็นว่าเมื่อกระบวนการ รัฐธรรมนูญเป้าหมายสุดท้ายก็คือ สส. ในสมัยหน้า ผมเชื่อว่าถ้าพวกเราจะไปสมัครใหม่ หรือพรรคการเมืองต่าง ๆ จะสมัครใหม่ ต้องไปหาผู้สมัครที่ไม่ใช่เป็นนักซื้อเสียงที่ไม่เป็น นักครอบงำประชาชน แต่คนคนนี้จะต้องมาทำหลักเกณฑ์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่ก็คือมาจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นความกังวลที่จะต้องมี สสร. หรือไม่มี สสร. นั้น เมื่อคน ๖๖ ล้านคน ถ้าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๐ ล้านคน จะเลือกคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญแล้วท่านอย่าไปดูถูก ประชาชน การเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดมา ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๒ เราก็ได้เห็นว่าพรรคการเมืองที่เป็นมิติใหม่ ผมขอชื่นชมพรรคอนาคตใหม่ก็เข้ามา ซึ่งเลือกตั้ง ครั้งที่ ๒ ก็บอกพรรคเข้ามามันเป็นการเปลี่ยนแปลง เราอย่าไปดูถูกคนเลือกตั้ง เราต้องทำตัว ผู้เลือกตั้ง ต้องมีคุณภาพพอให้ผู้เลือกตั้ง อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นผมจึงเห็นด้วย แต่ว่า ไม่เห็นด้วยกับจำนวน ในการที่ผู้จะสมัครเราจะแบ่งเป็น ๒ ชุด ชุดที่ ๑ คือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมขอ ๑๐ หยิบ ๑ ผมขอเป็น ๗๐ คน ผมเห็นด้วย แต่ว่าเพื่อจะอย่างน้อยที่สุดประชาชน เขาได้เลือกตั้ง อย่างเช่นพรรคประชาชาติ ที่ขณะเลือกตั้งมีท่านประธานเป็นหัวหน้าพรรค ถ้าผม ๑๐ หยิบ ๑ ผมได้มา ๙ คน อาจจะปัดเศษเป็น ๑ คน พรรคผมก็ต้องหาคนที่เก่งที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนลดความเหลื่อมล้ำ ลดการกดทับ แล้วทำให้อนาคตของคนในพื้นที่ ดีขึ้นมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่พอ ๒๐ หยิบ ๑ นั้นผมเองก็ไม่ค่อยมั่นใจ แล้วท่าน อย่าไปดูถูกประชาชน เมื่อประชาชนเลือกท่านมา แล้วท่านมาหาผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วผู้ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งผมก็เป็นส่วนจะเสนอว่าคุณต้องแสดง วิสัยทัศน์ว่าคุณเคยทำงานวิจัย คุณเคยศึกษา แล้วคุณมาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่มีอะไร รวมทั้งให้ประชาชนรับรองด้วย แล้วก็ต้องตีพิมพ์ อันนี้เป็นต้น ผมจึง อยากจะฝากวิงวอนครับ หลักการนี้ดีแล้ว แล้วก็โดยคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ผมก็จะขอเพิ่มเป็น ๗๐ คน ก็อยากจะว่าการเลือกตั้งที่จะมีถึงไม่ใช่การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้ง สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะเป็น รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ผมก็อยากฝากไว้ครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณเอกพร รักความสุข ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเอกพร รักความสุข กรรมาธิการที่สงวนความเห็น สำหรับในวันนี้นั้น เป็นวันสำคัญของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ๙๓ ปีที่แล้วคนสยาม ซึ่งหมายถึง ประเทศไทยในเวลานี้ มีความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญที่ได้อนุวัตใช้ในสยามประเทศในขณะนั้น จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ดังนั้นในวันนี้ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ใคร่ขอให้ ท่านสมาชิกรัฐสภาได้ลองพิจารณาความเห็นที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กับคณะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นนั้นมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ ในส่วนที่กระผม ได้สงวนความเห็นนั้น อยากยืนยันว่าตามรายงานของคณะกรรมาธิการที่นำเสนอต่อรัฐสภา วันนี้มีลักษณะของการสร้างกลไกวิธีร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะของ ๒ ล้อ ถ้าหากเป็นรถยนต์ ๒ ล้อจะไม่สามารถขับเคลื่อนออกไปได้ อย่างมากก็ได้แค่จักรยานยนต์ เท่านั้น ซึ่งอันตรายหากไม่ใส่หมวกกันน็อก หรือขับอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พวกเราได้สงวน ความเห็นนั้น อยากจะกราบเรียนว่ามีความจำเป็นต้องสร้างอีก ๒ ล้อ ในรูปแบบของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นประกอบไปด้วยคน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือมาจากระดับจังหวัดจำนวน ๑๐๐ คน กลุ่มที่ ๒ จำนวน ๕๑ คน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะมาช่วยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความสมดุลในการถ่วงความคิด ความเห็น ชุดความคิดกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็น ของประชาชน สำหรับการอภิปรายเพื่อจะให้เหตุผลต่อเหตุผลเรื่องของการมี สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น กระผมขออภิปรายใน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกสร้างขึ้นจากคณะกรรมการ ร่างธรรมนูญ มีการประชุม ๕๐๑ ครั้ง ประกาศว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่ในเวลานี้ จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด แล้วเป็นอย่างไรล่ะครับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่สามารถ จัดการกับปัญหาโควิด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีปัญหาในเรื่อง ต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งน้ำท่วม หรือปัญหาชายแดน วันนี้รัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของเท่านั้นจะมีอารมณ์ มีความรู้สึกที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริง ท่านประธานคงจะสังเกตเห็นนะครับว่าวิธีการประเทศเรานั้นที่เสียเวลาร่างรัฐธรรมนูญ มาหลายครั้งจนถึง ๒๐ ฉบับนั้น มีปัญหาจากวิธีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงคนที่มา ร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แต่งตั้งใครมาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ยกร่างก็จะร่างไปตามแบบนั้น ดังนั้นถ้าหาก ประชาชนมีความเป็นเจ้าของ สามารถส่งคนของเขามาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ปัญหานี้ ก็จะหมดไป สิ่งที่ผมเห็นแตกต่างจากเพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือกรณี ๒๐ หยิบ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวันหนึ่งที่สมาชิกรัฐสภาจำนวนมากตัดสินใจเลือกคน ๑ คน จากกรณี ๒๐ คน ไปเลือก ๑ คนนั้น ก็จะมีสภาพไม่ต่างกับการตั้งกรรมาธิการในสภา หรือการเลือกพวกตัวเองเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเสียงคนตัวเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของคนพิการ ผู้หญิง เด็ก หรือคนที่ด้อยโอกาสในสังคม อาจจะไม่ถูกเลือก จากระบบแบบนี้ ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญให้มีความเห็นพ้องต้องกันนั้น ในประเด็นแรก มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หากปล่อยให้มีการทำเรื่อง ๒๐ หยิบ ๑ คนตัวเล็ก ๆ ในสังคมอาจจะ ไม่ได้รับการเลือก
ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญที่มีความสมดุล ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวอย่าง ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ตั้งคณะกรรมาธิการอย่าง ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกำหนดเพียงแค่ ๒ ชุด เขามีกรรมาธิการอีก ๖ ชุด เพื่อที่จะ ทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเห็นพ้องต้องกันจากสังคมไทยโดยรวม ในที่สุด วันนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของพลเมืองไทย ไม่ใช่ของกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งอย่างที่เกิดขึ้นมา
ประเด็นสุดท้าย วันนี้เจตนารมณ์สำคัญของท่านสมาชิกรัฐสภาคืออยากให้ รัฐธรรมนูญของไทยจบเสียที ให้เป็นฉบับสุดท้าย เหมือนทุก ๆ ประเทศที่เขาไม่ต้องมา เถียงกันเรื่องว่าจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายได้นั้น จะต้องเกิดจากความเห็นพ้องต้องกัน จริงอยู่ครับ การลงประชามติอาจจะบอกว่าสามารถ สร้างการยอมรับจากคนไทยทั้งประเทศ แต่พอถอยหลังกลับไปมองเรื่องในอดีตในการลง ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประชาชนที่เข้าคูหา ดังกล่าวกลับต้องตกใจว่าถ้าลงประชามติไม่รับรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวของผู้ยึดอำนาจ ฉะนั้นการอยู่ในสภาพจำนนแบบนี้จะไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ดังนั้นเหตุผลที่พวกเราได้อภิปรายเกี่ยวกับการสร้าง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อเป็นลมหายใจของสังคม ให้คนจำนวน ๑๕๑ คน คอยทักท้วงสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะนำพาประเทศผิดทิศทาง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมอยากขอสรุปนะครับว่า ถ้าเราอยากจะเติมเต็มระบบของสังคมไทย อย่าปล่อยให้รถยนต์มีเพียง ๒ ล้อ ก็จะต้องเพิ่มอีก ๒ ล้อจากตัวแทนจังหวัด ๑๐๐ คน ที่ผ่านการเลือกโดยสมาชิกรัฐสภา แล้วอีก ๕๑ คน เอาคนเก่งของประเทศไทยให้มามี ส่วนร่วมเป็นล้อทั้งสี่ของรถยนต์ของประเทศไทยเพื่อจะขับเคลื่อนไปอย่างปกติ ไม่ได้มีสภาพ อาการพิกลพิการอย่างที่เรามีปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขอบพระคุณมากครับ
ต่อไปขอเชิญคุณรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ๓๕ คน กำหนดประเทศได้ กรรมาธิการชุดนี้ได้มีการพิจารณาในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยจะใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ อันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยเลย และดิฉันได้แถลงข้อความไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ในชั้น กรรมาธิการแล้ว ดิฉันได้ให้ความเห็นว่า ๒๐ หยิบ ๑ ของท่าน สส. พรรคเล็กที่มีนักการเมือง ที่มี สส. ไม่ถึง ๒๐ คน เสียงเขาจะอยู่ตรงไหน สว. อิสระ เสียงเขาจะอยู่ตรงไหน ๒๐ คน ส่ง คนมาแก้รัฐธรรมนูญได้ ๑ คน ท่านจะเลี่ยงภาษาเลี่ยงบาลีไปถึงไหน ท่านอ้างว่าประชาชน เป็นที่ตั้ง ใช้แต่คำว่า ยึดโยงประชาชน ดิฉันเบื่อวาทกรรมพวกนี้เต็มที ฟังมาจนเหนื่อย แล้วค่ะ ถ้ายึดโยงประชาชนจริง สส. ท่านมาจากประชาชนเลือกใช่ไหมคะ หรือท่านไม่ได้ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนท่านค่อยมา บอกว่าให้เลือกประชาชนเข้ามา สว. ก็มาจากการคัดเลือกในกลุ่มอาชีพ แล้วเขาไม่ใช่ ประชาชนตรงไหนคะท่าน เรามาตามรัฐธรรมนูญ เรามาตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เลิกใช้ วาทกรรมบิดเบือนสักที ดิฉันอยากให้ท่านหยุดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วหันมาตั้งหน้า ตั้งตาทำมาหากิน หันมาตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาประเทศ แก้ปัญหาประเทศอย่างจริงจัง เราแก้ รัฐธรรมนูญมา ๒๐ ฉบับแล้วนะคะ หากประเทศไทยเจริญจริงจากการแก้รัฐธรรมนูญ ป่านนี้ เราคงเจริญไปแล้วจาก ๒๐ ฉบับที่แก้กันมา ประชาชนทางบ้านฝากถามมานะคะว่า ทำไหร กันหล่าวพวกนักการเมือง ว่างไม่ว่างแก้แต่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ควรจะมีวุฒิภาวะ ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญฉบับเพ้อฝัน ดิฉันพยายามถามในชั้นกรรมาธิการและผู้ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับมาหลายครั้งแล้วว่าท่านจะแก้อะไร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผิดอะไรนักหนา ทำไมท่านถึงจะแก้ทั้งฉบับ ถามว่าผิดตรงไหนก็ไม่บอก ถามว่าอยากแก้ตรงไหนก็ไม่บอก แต่รู้ว่า จะแก้ แล้วจะแก้ทั้งฉบับ แล้วจะแก้วิธีการตามมาตรา ๒๕๖ นี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายไม่มีวันเกิดขึ้นจริงค่ะ เดี๋ยวเปลี่ยน สส. ท่านก็เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ กันอีก ในมาตรา ๒๕๖ ที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้เป็นการพิจารณาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ กำลังพิจารณาเรื่องการออกเสียงประชามติ ที่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน ๕ เรื่อง คือ ๑. หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๔ การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่ เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่อง ที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ การที่คนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้มีการล็อกในส่วนที่สำคัญดังกล่าวนี้ไว้ เพื่อที่จะกำหนดให้ส่วนที่ไม่ควรแก้ไข หรือหากต้องการให้มีการแก้ไขก็ควรทำได้ยาก อย่างเช่น เรื่องของการแก้ไขรูปแบบรัฐ ระบอบการปกครอง การใช้อำนาจประมุขของรัฐ อำนาจศาล ซึ่งก็เป็นไปตามหลักสากล ที่จะต้องมีการทำประชามติ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคะ ท่านสาบานสิคะว่าถ้าท่านแก้ รัฐธรรมนูญโดยไม่มีความต้องการส่วนตัวหรือผลประโยชน์แอบแฝง ท่านสมาชิกผู้ต้องการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับคะ ท่านรับปากประชาชนสิคะว่าแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วจะแก้ปัญหา ภัยพิบัติน้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ดินโคลนถล่ม ปัญหาสงครามได้ ท่านรับปากสิคะว่าสงครามวันนี้จะสงบ ท่านรับปากสิคะว่าประชาชนจะพ้นความยากจน ประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ท่านรับปากสิคะว่าสังคมไทยจะสงบสุข ปลอดภัย ไม่มี ความขัดแย้ง ถ้าท่านไม่กล้ารับปาก แล้วท่านเอาความกล้าหาญไหนมาเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับโดยใช้งบประมาณชาตินับหมื่นล้านบาทไปกับสิ่งที่ท่านก็ยังไม่แน่ใจเลยในวันนี้ ทำไม ไม่เอางบประมาณหมื่นล้านบาทมาแก้ปัญหาน้ำท่วม ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาสงคราม แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ท่านที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับคะ ท่านกล้าพอไหมคะ ที่จะประกาศในสภาในตอนนี้ให้ชัดเลยค่ะว่าถ้าแก้แล้วปัญหาต่าง ๆ แก้ได้ หากแก้ไม่ได้ ท่านยินดีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ประเทศชาติต้องจ่ายทั้งหมด หรือท่านจะเลิกเป็น นักการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองตลอดชีวิต ในมาตรา ๒๕๖/๑ นี้นะคะ ดิฉันได้เสนอ คำสงวนความเห็นไว้ คือดิฉันได้เสนอข้อความว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มี คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการจำนวนสามสิบห้าคน ซึ่งรัฐสภาเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๑/๒ ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการจำนวนสามสิบห้าคน
ส่วนในมาตรา ๒๕๖/๑ ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาลงมติว่าเห็นควรจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วย การออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ขออนุญาตย้ำนะคะ ข้อความนี้สำคัญ โดยให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ทำไมคะ ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านต้องกล้าที่จะประกาศว่าท่านต้องการให้มีการทำประชามติใช่หรือไม่ ดังนั้น การลงคะแนนต้องเปิดเผย ใช้วิธีการเรียกชื่อ เพื่อให้ท่านที่เป็นผู้แทนราษฎรเวลาไปพบกับ ประชาชนในพื้นที่ของท่าน เวลาท่านหาเสียง อีกไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนคงจะยุบสภากันแล้ว ใช่ไหมคะ ท่านก็ไปหาเสียงเลยค่ะว่าท่านจะให้มีการทำประชามติให้ใช้งบประมาณ หมื่นล้านบาท จุดนี้ละค่ะ ให้ประชาชนตัดสินไปเลยค่ะว่าเขาจะเลือกท่านกลับมาไหม เขายัง จะเลือก สส. ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ประชาชนต้องการเลือก สส. ที่เห็นด้วย กับการใช้งบประมาณของชาติหมื่นล้านบาทไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่ปัญหาสำคัญ ของพี่น้องประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ และดิฉันได้สงวนความเห็นอีกส่วนหนึ่ง ก็คือว่าในกรณีเห็นชอบจะต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของรัฐสภา ในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ทำไมคะ ส่วนนี้ก็ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดไว้ เขาป้องกันเผด็จการรัฐสภาค่ะท่าน ที่พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา จะกลายเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอย่างในประเทศนี้ ท่าน สส. ท่านไม่ต้องกังวลค่ะ ท่านมี ๕๐๐ เสียง สว. มีแค่ ๒๐๐ เสียง หนึ่งในสามของ สว. มีแค่ประมาณ ๖๗ เสียง ไม่มากเลย หากเรื่องนั้นสำคัญมากพอ ดิฉันเชื่อว่า สว. เห็นด้วย ดิฉันเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ก็นั่นละค่ะ เหมือนนิทานที่เคยอ่าน ที่เขาว่าพระเจ้าสร้างให้ ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ไม่มีภัยพิบัติที่รุนแรง แต่พระเจ้าก็กลัวว่าประเทศไทยจะเจริญ จนกลายเป็นมหาอำนาจครองโลก จึงสร้างนักการเมืองไทยให้มาฉุดความเจริญของ ประเทศไทยไว้ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
เชิญท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นเลย ก็ต้องขอสดุดีทหารกล้าที่ชายแดน แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน สส. ที่อยู่ชายแดนที่ดูแลพี่น้อง ประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญนะครับ คงต้องฝากรัฐบาลว่าคนที่ถูกลืมคือ ชรบ. ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านไม่เคยได้อะไรเลยครับ ก็คงต้องฝากมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ สิ่งสำคัญในการที่เราจะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑ นี้ที่เราจะเห็นได้ชัดนะครับ ต้องฝากฟ้องท่านประธานรัฐสภาเรื่องหนึ่งครับ เราแย่งกันเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเข้าไปสู่วันที่แปรญัตติในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๒๙ นาฬิกา ท่านทราบ ไหมครับ กรรมาธิการอยู่ในห้องผมนับจำนวนเลยนะครับ มีเพียง ๑๖ คน จาก ๔๓ คน อันนี้ อาจจะบอกประชาชนว่าตกลงท่านจริงใจที่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เพราะท่าน ไม่ได้สนใจจริงจังครับ ท่านก็อ้างภารกิจมากมาย แล้วท่านจะเป็นกันทำไม ในส่วนสาระสำคัญเรื่องมาตรา ๒๕๖/๑ เราจะเห็นได้ว่าในการที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ก็คือจะเป็นสิ่งที่ทางกรรมาธิการยังไม่ได้มีการแก้ไข ณ วันนี้มีการแก้ไขมาแล้วก็ให้เป็น คณะที่ปรึกษาโดยมีแค่เพียง ๓๕ คน ถ้าจากในเนื้อหาเดิมของผมก็คือสภาที่ปรึกษายกร่าง รัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก ผมอยากจะตัดให้เหลือแค่เพียง ๗๗ คน โดยที่มายึดโยง กับทางจังหวัด แต่วันนี้เองอาจจะมีการที่ผิดตามรัฐธรรมนูญหรือว่าตามศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราเห็นสำคัญครับว่าเราเห็นด้วยกับทาง ท่านกรรมาธิการที่มองว่าเรื่องนี้เองจะทำให้จากการที่เราเลือก ๒๐ หยิบ ๑ ก็จะทำให้ พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยหรือกลุ่ม สว. อิสระเองที่อาจจะไม่ได้มีความชอบธรรมในการที่ ได้เข้ามาสู่ในการมีส่วนร่วม หรือคะแนนของเขามีค่าในการที่จะเลือกคนได้เข้ามา อย่างแท้จริง ผมยังจะเห็นด้วยครับ ถ้าผมเชื่อมโยงจาก ๗๗ คน ก็คือ ๙ ต่อ ๑ ก็คือ ๙ คน หยิบ ๑ แต่จริง ๆ แล้วในรัฐสภาของเรามีทั้งหมด ๗๐๐ คน มาจาก สว. ๒๐๐ คน มาจาก สส. ๕๐๐ คน จริง ๆ แล้วอยากให้มาเป็น ๗ หยิบ ๑ ด้วยซ้ำไป แต่วันนี้ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยถ้าสภาที่ปรึกษาได้ยกร่างที่มาคอยคัดกรองต่าง ๆ ขอให้มีการได้มีโอกาสของทาง ประชาชนได้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องได้บ้างหรือไม่ อย่าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สุดท้ายแล้วมาอยู่แค่ในรัฐสภา รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับประชาชนใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าจะอ้างเหตุผลว่าในการทำ ๒๐ หยิบ ๑ นั้น โดยการเลือกจากทาง สส. ผู้ซึ่งได้รับ เลือกมาจากประชาชน แต่ความเป็นจริงแล้วประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ใด ๆ เลย วันนี้เองท่านอาจจะต้องลองพิจารณาเรื่องนี้ว่าสิ่งไหนที่ทำให้ ประชาชนได้ หรือว่าท่านจะมีเหตุผลอย่างไรบ้างที่ทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรับฟัง และการได้ชี้แนะ แนะนำในกระบวนการการแก้ไขในครั้งนี้ ที่สำคัญว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของ ๗๐๐ คนที่อยู่ในรัฐสภา ท่านต้องหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการที่ทำให้คนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะบางเรื่องเองคนในห้องนี้ ๗๐๐ คนก็ไม่สามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละอาชีพ แต่ละธุรกิจ หรือเรื่องต่าง ๆ ได้ วันนี้เองผมก็เลยมองว่าอยากให้ทางกรรมาธิการมองเห็นว่า หากมีการเพิ่มจำนวนจาก ๓๕ คน เป็น ๗๗ คนก็ยังดี ทำให้มีทางเลือกอื่นออกมาได้มาก ยิ่งขึ้น ก็ต้องขอขอบคุณมากครับ
เชิญท่านอาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ สิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ตอนนี้ พวกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ History Moment กำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ คือการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนฝากความหวังไว้ว่า จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนด้วยมือของประชาชนเองในวันอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ วันรัฐธรรมนูญนี้ แต่แล้วประชาชนที่ชมการถ่ายทอดสดการประชุมในขณะนี้ก็คงรู้สึกผิดหวัง กับมติของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้ตัดคูหาที่ให้ประชาชนเลือก สสร. หรือผู้ร่าง รัฐธรรมนูญด้วยตนเองออก การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดสิทธิการเลือกผู้ร่าง รัฐธรรมนูญโดยประชาชนออกไป แต่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากการสมัคร กันเอง ถือว่าขัดหลักการของร่างหลักที่คุณพริษฐ์เสนอมา และรัฐสภาแห่งนี้ได้ลงมติเลือกให้เป็นร่างหลักไปแล้ว นี่จึงถือเป็นการบิดเบือนเจตจำนง ของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุเพราะ ๙๓ ปีของประชาธิปไตยไทย มีรัฐธรรมนูญ มา ๒๐ ฉบับ ประชาชนไม่เคยได้มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญด้วยมือของประชาชนเองเลย รัฐธรรมนูญฉบับที่ใกล้เคียงกับคำว่าฉบับประชาชนมากที่สุดคือฉบับปี ๒๕๔๐ แต่ฉบับนั้น ก็ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง ที่ผ่านมาเรามีนิติกรฝีมือดีที่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ซับซ้อน ซ่อนอำนาจของประชาชนไว้อย่างแนบเนียนจนไม่เหลืออำนาจใด ๆ ไว้เลย ดังเช่น รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้กันอยู่นี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่อัปลักษณ์มากเกินกว่าที่เราจะพูดถึง ได้หมด ยกตัวอย่างที่มาของ สว. ที่เลือกกันเอง ฮั้วกันเข้ามาเอง ประชาชนไม่ได้เลือกเลย แต่มีอำนาจมหาศาลในการเห็นชอบองค์กรอิสระ ควบคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียง ๑ ใน ๓ ไม่มีอะไรที่ยึดโยงกับประชาชนเลย ส่วนอำนาจของประชาชนกลับถูกโยนทิ้ง ไม่อาจ ลงชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ได้เลย ตรงกันข้ามกับอำนาจขององค์กร อิสระที่มีอำนาจกว้างขวางใหญ่โตมหาศาลผูกพันทุกองค์กร สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ได้รายปี ยุบพรรคการเมืองได้รายเดือน นี่คือตัวอย่างของการร่างรัฐธรรมนูญโดยนิติบริกร แถมยังคุยโม้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่ตลอดเวลาที่ใช้มาดัชนีคอร์รัปชันของไทย พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบัญญัติที่ว่าด้วยจริยธรรมของนักการเมืองไม่ได้ควบคุมการทุจริต แต่อย่างใด กลับกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ประชาชน ทนมานานแล้ว พอแล้ว เราไม่ต้องการนักกฎหมายที่รับใช้เผด็จการ หรือรัฐบาล Scammer มาคิดแทนเรา มาหมกเม็ดอำนาจของเรา เมื่อเช้าภาคประชาชนหลายร้อยคนในนามของ ประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญ ได้เดินเท้ามายื่นหนังสือให้ สส. และ สว. ที่เห็นหัวประชาชน ช่วยกันเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้กลับมติของกรรมาธิการเสียงข้างมากโดยให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกของประชาชน เพราะหากให้มีการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามวิธีที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานั้น มันเป็นวิธีที่สมาชิกรัฐสภาเลือกผู้สมัครเข้ามาเอง ในสูตร ๒๐ หยิบ ๑ ด้วยวิธีนี้จะยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ในเมื่อ สว. ที่ไม่ได้มาจาก ประชาชน โดยเฉพาะ สว. เสียงข้างมากสามารถหยิบผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาได้แล้ว ๗-๘ คน ส่วนที่เหลือไปเกาะเกี่ยวกับพรรคการเมืองก็จะได้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากทันที ด้วยวิธีนี้เราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนได้อย่างไร เรายังไม่เข็ดกันอีกหรือคะ ที่จะเลือกกันเองแบบ สว. ที่ได้มาโดยประชาชนไม่ได้เลือก แล้วพอเมื่อได้เข้ามาเป็น สว. แล้ว ก็ไม่เคยทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมุ่งเพื่อรักษาอำนาจ ของพวกพ้องตนเอง โดยเสนอให้ สว. อยู่จนครบวาระ ๕ ปี ขอให้มีอำนาจในการแก้ รัฐธรรมนูญ ขอให้ตนเองได้ไปเป็น สส. เป็นรัฐมนตรีหลังพ้นจากตำแหน่ง สว. เห็นไหมคะ ถ้าเราได้คนร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน เขาก็จะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง มากกว่าประโยชน์ของประชาชน และนี่คือรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ เราจะยอมให้กลุ่มก๊วนที่ฮั้วกันเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง กลุ่มก๊วน ของเขา แล้วถ้ากลุ่มก๊วนนี้เป็นพวกที่เชื่อมโยงกับ Scammer ประเทศเราจะเป็นอย่างไร เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญของเราเป็นสีเทาอย่างนั้นหรือคะ ท่านประธานที่เคารพคะ เราไม่อาจฉุดรั้งกงล้อประวัติศาสตร์มิให้เคลื่อนไปข้างหน้าได้ฉันใด เราก็ไม่อาจหยุดยั้ง พัฒนาการของรัฐธรรมนูญได้ฉันนั้น วันนี้เราต้องมีความหวังกับการเดินทางของรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่กำลังจะสถาปนาขึ้นด้วยมือของประชาชน และจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ในรอบ ๑๐๐ ปี แล้วจะสถิตสถาพรอยู่กับเราตราบนานเท่านาน นี่คือมรดกที่คนรุ่นเรา จะฝากไว้ให้แก่แผ่นดินไทย ขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านหันไปลงมติให้กับองค์กร ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกของประชาชนกันค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย ครับ ตอนนี้เหลือจิตติพจน์ ท่านจุลพงศ์ ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย แล้วก็ท่านประทุม วงศ์สวัสดิ์ เตรียมตัวครับ ในนามของรัฐสภา ยินดีต้อนรับคณะประชาชนผู้เข้าเยี่ยมชมรัฐสภา เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๘๐ คน ได้เข้าฟังการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในวันพุธที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๒.๑๐ นาฬิกา ขอต้อนรับครับ ต่อไป ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดข้อความในมาตรา ๒๕๖/๑ (๒) ในส่วนของคำว่า สภาที่ปรึกษา ที่ถูกตัดไป แล้วก็ในส่วนของคำว่า ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเรียน อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมจะเรียกว่าผิดที่ไว้ใจ ผมไม่ได้ยื่นคำแปรญัตติมาไว้ เพราะว่า ก็เชื่อมั่นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะยืนยันหลักการสำคัญขององค์กรที่ทำหน้าที่ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สภาที่ปรึกษา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในส่วนของสภาที่ปรึกษา แน่นอนเราอาจจะมีข้อกังวล ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าในวาระที่หนึ่งผมจะยืนยันว่าเราสามารถที่จะเป็น ผู้ริเริ่มหรือเป็นผู้แสดงความต้องการให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยตรงได้ เพราะว่าการกระทำดังกล่าวไม่อาจทำได้โดยที่รัฐสภากระทำได้แต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องผ่านอย่างน้อยผ่านวาระที่สามแล้วก็ต้องไปถามผู้ที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดั้งเดิมก็คือประชาชนอยู่ดีในการทำประชามติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นร่างที่เข้ามาในวาระแรก ก็ต้องการที่จะ Safe ที่สุด ปลอดภัยที่สุด ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นใครจะไปร้อง ป้องกัน ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการเตะตัดขาอะไรก็แล้วแต่นะครับ ท้ายที่สุดแล้วก็มีความพยายาม ของผู้เสนอร่างทั้ง ๓ ร่างให้อย่างน้อยมีการยึดโยงกับประชาชน สิ่งนี้อยู่ในเหตุผลประกอบ ร่างทั้ง ๓ ร่าง ทั้งร่างของพรรคเพื่อไทยที่ตกไปด้วยว่าต้องการให้มีกระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้ง ๓ ร่างเขียนทำนองเดียวกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่า การมีส่วนร่วมเหล่านั้นเมื่อพิจารณาตามมาตรา ๒๕๖/๑ แล้วกลับถูกตัดออกไป ยกคูหา หนีประชาชนไป ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจึงคิดว่าในเมื่อทุกคนให้เหตุผลสนับสนุน เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน วางไว้ในเหตุผลประกอบร่างแก้ไขทั้ง ๓ ร่างแล้ว แม้ว่าร่างของพรรคเพื่อไทยจะตกไป เมื่อสักครู่ท่านประธานครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ทุกท่านพูดในทำนองเดียวกันว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมก็หวังว่าอย่างน้อยที่สุด ไม่แก้ไขในส่วนของมาตรา ๒๕๖/๑ (๒) ยังคงให้ประชาชนสามารถเลือกสภาที่ปรึกษา ได้โดยตรง ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าสภาที่ปรึกษาไม่ได้เป็นผู้ร่าง สภาที่ปรึกษา ไม่ได้เป็นคนที่หยิบปากการ่าง เพียงแต่ทำหน้าที่ในการที่จะไปรับฟังความคิดเห็น เพียงแต่ ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษากับผู้ร่างในกรรมาธิการร่างเท่านั้น ดังนั้นผมคิดว่าเราต้อง ยืนหยัดตรงนี้ ต้องยืนหยัดเพื่อปกป้องให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ การเลือกผู้ที่มีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งในส่วนของกรรมาธิการร่าง อันนี้เดี๋ยวผม จะไปอภิปรายในมาตรา ๒๕๖/๒ แต่ว่าผมยืนยันตรงนี้นะครับ ผมเห็นทุกท่านพูดนะว่าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถึงที่สุดถ้าหากว่าสุดท้ายแล้วยังยืนยัน ตามเสียงกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะมีการแก้ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าจะยืนยันตามเสียงกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวน ผมเห็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายคนก็เสนอ Model ของการให้มีทั้ง สสร. เอย หรืออะไรก็แล้วแต่เอย ผมก็กังวลว่า ความยึดมั่นในอัตตาของตัวเองโดยที่ไม่ประนีประนอม สุดท้ายแล้วประชาชนจะไม่ได้มี ส่วนร่วม เพราะว่าทุกคนต่างยึดมั่นในแนวทางของตนเอง ผมหวังว่าทั้งกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้หวังว่าจะได้คุยกัน แล้วก็ยืนยันว่าจะเอาทางใดทางหนึ่ง อย่างน้อยเปิดทางเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมจริง ๆ เลือกทางใดทางหนึ่ง เลือกสัก Model นะครับ ถ้าท่านยังยืนยันใน Model ของตัวเอง ท้ายที่สุดแล้วประชาชนจะไม่มี ส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของการเลือกผู้ร่าง ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมองดูมาตรานี้ด้วยความกังวลครับท่านประธาน ที่มีการออกแบบกันว่าให้แบ่งเป็น ๓๕ กลุ่ม แล้วกลุ่มหนึ่งก็มีสมาชิกรัฐสภา ๒๐ คน แล้ว ๒๐ คนนี้ก็จะเป็นคนเลือก กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมา ๑ คน หรือที่เรียกกันว่า ๒๐ หยิบ ๑ ท่านประธานครับ ถ้าเรา ใช้ระบบนี้ ปัญหาที่ผมมองเห็นก็คือถ้าหากว่ามีคนสามารถควบคุมได้สัก ๑๘ กลุ่ม จาก ๓๕ กลุ่ม ก็จะสามารถควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้อย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งวิธีการควบคุมก็ใช้เพียงเสียง ๑๑ คูณ ๑๘ ก็คือ ๑๘ กลุ่ม และแต่ละกลุ่ม มี ๑๑ เสียง รวมแล้วก็เป็น ๑๙๘ เสียง เพียงใช้เสียง ๑๙๘ เสียง สามารถคุมเสียงข้างมาก ในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ และควบคุมความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด ซึ่งเป็น สิ่งที่น่ากังวลมาก เหตุผลก็เพราะว่าในการที่มีการเลือกโดยการใช้กลุ่มนั้น กลุ่มที่มีการรวมตัว กันอย่างเหนียวแน่น กลุ่มที่มีการจัดการที่เป็นระบบ แล้วก็มีการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการจัดการ รวมทั้งถ้ามีกติกาที่เอื้อต่อการเลือกด้วย เพียงแค่มี ๑๙๘ เสียง สามารถ ควบคุมความเป็นไปทั้งหมดของรัฐธรรมนูญได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าหากว่ามีพรรคหนึ่ง หรือว่ากลุ่มหนึ่ง อาจจะเรียกว่ากลุ่มสีน้ำเงินก็แล้วกันนะครับ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะสีน้ำเงิน ก็เป็นสีที่ดีนะครับ มี สว. สีน้ำเงินสัก ๑๕๐ เสียง บวกกับ สส. สีน้ำเงินสัก ๑๐๐ เสียง ในการเลือกตั้งข้างหน้า ๒๕๐ เสียง สามารถควบคุมความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้อย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ หรือแม้แต่กระทั่งในปัจจุบันที่มี สส. สีน้ำเงินประมาณ ๗๐ เสียง หรือ ๘๐ เสียง หรืออาจจะเป็น ๙๐ เสียงแล้วก็ได้ในตอนนี้ หรืออาจจะ ๑๐๐ กว่าเสียง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเท่าไร ก็เกินกว่า ๑๙๘ เสียงอยู่ดี ทั้งในร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมี การเขียนไว้ด้วยว่า กติกาในการเลือกตั้ง กติกาในการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้บัญญัติ ซึ่งประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดก็คือประธานรัฐสภา ในเที่ยวหน้า ซึ่งก็หมายความว่าในการเลือกตั้งเที่ยวหน้านั้นถ้าหากว่ารัฐบาลเป็นสีน้ำเงิน แล้ว สว. ก็เป็นสีน้ำเงินด้วย เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นสีน้ำเงินอย่างแท้จริง อย่างที่ ผมเรียนนะครับ สีน้ำเงินไม่ใช่สีที่เสียหาย แต่ตามหลักประชาธิปไตยแล้วรัฐธรรมนูญต้องเป็น ของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญไม่ควรจะมีสีใดสีหนึ่ง ธงชาติเราก็ยังมี ๓ สี รัฐธรรมนูญของเราต้องเป็น รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เรามีรัฐธรรมนูญ ที่บิดเบี้ยว แล้วทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความได้เปรียบ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่มีทางที่จะอยู่ นานได้ เดี๋ยวเราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๑ เดี๋ยวเราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๒ แล้วก็ ๒๓ ๒๔ ๒๕ เรื่อย ๆ ไป ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราเพิ่งใช้ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ไม่ถึง ๑๐๐ ปี แต่เรามีรัฐธรรมนูญแล้วถึง ๒๐ ฉบับ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากกว่า ๒๐๐ ปี แต่มี รัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว แล้วประเทศก็เจริญวัฒนาถาวร การเปลี่ยนกติกาบ่อย ๆ การมี รัฐธรรมนูญที่ไม่มีความมั่นคงเป็นสิ่งที่เป็นโทษ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศเราติดกับดัก ประเทศรายได้ปานกลาง ไม่สามารถสู้กับเวียดนามได้ ไม่สามารถสู้กับสิงคโปร์ได้ ไม่สามารถ สู้กับประเทศจีนได้ เราจึงควรกระทำเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของลูกหลานเรา ในวันหน้า ไม่ควรที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความได้เปรียบระยะสั้น เพราะว่ามรดกที่เรา จะมอบให้กับลูกหลานของเรานั้นมีความสำคัญมากกว่าความได้เปรียบทางการเมือง ในระยะสั้นมากนัก แต่อย่างไรก็ดีครับ ตามกติกาที่ท่านร่างกันมา ผมก็เห็นว่าถ้า ๓๕ กลุ่ม ใช้เพียง ๑๙๘ เสียงก็คุมได้ แต่ท่านหัวหน้าพรรคประชาชาติท่านบอกว่าท่านขอใช้ ๗๐ กลุ่ม ๗๐ คูณ ๑๐ ก็เป็น ๗๐๐ ถ้าจะคุมเสียง ๗๐ กลุ่ม ต้องใช้ ๓๖ กลุ่ม ๓๖ กลุ่ม คูณด้วย ๖ ก็ใช้ ๒๑๖ เสียง ๗๐ เสียง ความหมายก็คือว่าถ้ามี ๗๐ กลุ่ม แล้วเอา ๑๐ หยิบ ๑ ก็จะคุม ยากกว่านิดหน่อย คือต้องใช้เสียง ๒๑๖ เสียง แต่อย่างไรก็ดีครับ ตามความเห็นของผมก็ยังมี ปัญหาอยู่ดี ถ้าหากว่ามีการใช้วิธีการอื่นที่ให้ยึดโยงกับประชาชน แล้วผู้ร่างมาจากประชาชน โดยตรง น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แล้วผมก็เห็นว่าไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นไม่สามารถบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ได้ และคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นเป็นประเด็น วินิจฉัยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีการสืบพยาน มีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่มีการให้ประชาชนเป็นผู้ร่างโดยตรงทำได้หรือไม่ แล้วก็มีการวินิจฉัยเทียบกับกฎหมาย ต่าง ๆ แล้วก็มีการวินิจฉัยออกมา อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าเป็นคำวินิจฉัย แต่ในคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่มีข้อความว่า ประชาชนไม่สามารถที่จะเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรงได้ ไม่มีการอ้างอิงถึงข้อกฎหมายอ้างอิง ไม่มีการอ้างถึงคำของผู้เชี่ยวชาญ พยานหลักฐานต่าง ๆ ไม่มีการอ้างถึงว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีการยื่นขอให้ ตีความในเรื่องนี้หรือไม่ จึงไม่อาจจะถือได้ว่าข้อความนั้นเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขออนุญาตฝากความกังวลให้ท่านประธาน และหวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะช่วยกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทยขึ้นมา ขอบพระคุณครับ
ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ท่านต่อไป เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขอร่วม อภิปรายตามข้อ ๑๒๗ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ท่านประธานครับ ผมคงไม่จำเป็นต้องอภิปรายสนับสนุนกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่า กรรมาธิการท่านได้ชี้แจงโดยละเอียดแล้ว และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้เขียนไว้ ก็ชัดเจน ผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญหน่อยครับ เหตุที่จำเป็น ต้องพูด เพราะว่าหลายคนเวลาพูดถึงคำสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าจะต้องมาจาก การเลือกตั้ง หรือว่ามาจากไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ผมเกรงว่าการประชุมหลังจากนี้ไป อาจจะมีการพาดหัวว่าสภาตีตกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะขอเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ เรามีสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายชุดแล้วครับ ๔-๕ ชุด มีสภาร่างรัฐธรรมนูญบางชุดจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนี้เกิดขึ้นเป็นผลจากการยึดอำนาจการปกครองของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๙ มีการตั้ง สมัชชาแห่งชาติจากคนทุกภาคส่วน ๑,๙๘๒ คน แล้วเลือกกันเอง ๑,๙๘๒ คนนี้เลือกกันเอง จนเหลือ ๒๐๐ คน แล้วรายชื่อ ๒๐๐ คนก็ถูกส่งมาให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ในยุคนั้นทำการคัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คน เพื่อให้เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปติดยึดครับ อย่าไปติดยึดว่าถ้าเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วต้องมาจาก การเลือกตั้งเท่านั้น เพราะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญบางชุดเกิดจากคณะรัฐประหาร ในรัฐธรรมนูญ ที่เกิดจากปี ๒๕๔๙ มีอีกอันหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ คือเป็นครั้งแรก ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการออกเสียงลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น แล้วมีการลงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีคน เห็นชอบประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ และไม่เห็นชอบประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ประกาศใช้ในเดือนสิงหาคมปีนั้น ผมขอย้ำอีกทีหนึ่งว่าที่มาของคนที่มาร่างรัฐธรรมนูญนั้นผมคิดว่าสำคัญกว่าชื่อนะครับ สำคัญ กว่าชื่อ แล้วคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นชื่อที่ชี้ชัด แล้วมีของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในความเห็นผมว่ามีจุดเกาะเกี่ยวที่ใกล้ที่สุดกับประชาชน ผมไม่ทราบว่าต้องเรียนปรึกษา ท่านประธานเหมือนกัน อันนี้ผมด้วยความเคารพนะครับ กรรมาธิการที่ได้เสนอขอเพิ่ม มาตรา ๒๕๖/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑๔ ผมขอปรึกษาไว้เฉย ๆ แล้วกันนะครับว่าถ้ามาตรานี้ ที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ สภาแห่งนี้ยังต้องพิจารณามาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ ซึ่งเป็นเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นหรือเปล่าครับ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านสมาชิกที่เสนอเรื่องนี้ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าจะไม่อภิปรายอะไร เพียงแต่ว่ากลไกทางรัฐสภาในการประชุมเราเพื่อที่จะย่นเวลาไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมคงไม่ต้องพูดอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ผมเคยพูดในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ผมหวังว่าการประชุม รัฐสภานี้และการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นผลสำเร็จ และหวังว่าชนรุ่นหลัง อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าไม่ต้องมานั่งเถียงกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญหรือมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ขณะนี้ประเทศไทยเราต้องยอมรับว่าเราถดถอยลงทุกด้านนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสติกำลังอะไรต่าง ๆ เราควรมุ่งไปที่ทุ่มเทไปสำหรับการบริหารประเทศนะครับ มันเป็นไปได้อย่างไรท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา ๒ ปี ผมฟัง นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ๓ คนเลยครับ ผมต้องฟังแสดงว่าเฉลี่ยไม่ถึงคน แล้วเราอยู่ สภาพแบบนั้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แบบนี้ที่สร้างความไม่มั่นคงทางการเมือง ผมจึง ขอเรียกร้องให้สภาแห่งนี้ร่วมมือกันสนับสนุนกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ร่วมกันผลักดัน เพื่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ ผมก็ไปเจอท่านประธานอยู่ที่งานวันรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ของสภาเราที่จัดขึ้น ผ่านไป ๙๓ ปี เรายังก้าวข้ามเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้เลยนะครับ มี ๒๐ ฉบับแล้วยังไม่พอใจ หรือครับ คือดูแล้วมันสะท้อนใจนะครับ ผมได้มีโอกาสมาสนใจเรื่องการเมืองตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ เป็นกรรมการนิสิต ก็ไป เรียกร้องรัฐธรรมนูญกับช่วยผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจับ ทำให้เกิด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เห็นไหมครับ จนตอนนี้ก็เกษียณไปหลายปีแล้วนะครับ มันก็มาอยู่ที่เดิม แสดงว่ารัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ มันสมควรจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดีสำหรับประชาชน แล้วที่ผมติดใจอยู่ ฉบับหนึ่งที่ทำกันนะครับ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๙ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะตอนนั้นรัฐประหารก็เยอะ แล้วก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย ก็เลย อยากจะได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง เห็นไหมครับ ก็ทำให้เกิดมีกลไกที่สำคัญขึ้นมา ก็คือมี สสร. มีการเลือกแบบทางอ้อมเลยนะครับ ที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะได้เสนอไป ทำให้เรา ก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ รายได้ของประเทศชาติก็ดีขึ้น มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ ประชาชนรู้จักคำว่าประชาธิปไตยที่กินได้ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ พรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้รับการรับรองในวาระที่หนึ่งตกไปอย่างน่าเสียดาย โดยเหตุจำนวน สว. ที่สนับสนุนไม่ถึง ๖๗ ท่าน ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ละครับ เห็นชัดเจนว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ให้อำนาจยับยั้งกับเสียงข้างน้อยซึ่งทำให้เรื่องอื่น ๆ ไปไม่ได้ เราก็ ไม่ว่าใครนะครับ แต่เราควรจะแก้ไข ท่านประธานครับ บรรยากาศทางการเมืองและสังคม ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร มีความขัดแย้ง มีเหตุการณ์ประหลาด ๆ ซึ่งไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าเรื่องการปกครอง เรื่องศาลอะไรต่าง ๆ เราอธิบายไม่ได้เลย ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ แตกแยก ไม่มีหลักประกันที่จะทำให้มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ที่จะสามารถรับผิดชอบ การกระทำของตัวเอง ระบบตรวจสอบก็อ่อนแอ ทั้ง ๆ ที่เรามีความตั้งใจดีมาก มีองค์กร อิสระที่มีอำนาจ ซึ่งทุกคนก็อ้าปากค้างแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร กระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหา ซึ่งทราบกันดี ประชาชนก็ยากจนลงไปเรื่อย ๆ หนี้ครัวเรือนก็มากขึ้น หนี้รัฐบาลก็มากขึ้น ปัญหาก็รบเร้าเข้ามาเยอะแยะ ไม่ว่าชายแดน ภาวะทางเหตุการณ์ธรรมชาติ เงินไม่มี ประชาชนก็รู้สึกอึดอัด ๆ แล้วก็เหมือนถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านประธานครับ ประชาชนเขาจับตาดูนักการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นะครับ ว่าดูนักการเมืองเหมือนคนแปลกหน้า เหมือนกรณีที่เกิดเหตุการณ์ สว. สีน้ำเงิน มันต้อง อธิบายให้ได้นะครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขที่เขามองมานี้เขาเห็นว่านักการเมือง ทำเพื่อตัวเองและรักษาผลประโยชน์ของตน อันที่ ๒ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ยึดโยงกับประชาชนดังเช่นเคยทำในปี ๒๕๔๐ ๓. การตีความคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่เรียกว่างง ๆ ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงโดยไม่มี เหตุผลอะไรเลย แล้วมันก็ขัดกับหลักการของศาลรัฐธรรมนูญเองที่เคยวางไว้ว่าประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ แล้วท่านจะเอาอย่างไรกัน เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ การออกแบบในมาตรา ๒๖๑ มีการกล่าวไปถึงว่า ๒๐ จับ ๑ ไม่อาจสามารถลดการผูกขาดของบุคคลที่จะมายกร่างได้ทั้งหมด ก็อย่างที่มีสมาชิก ซึ่งอาจารย์จิตติพจน์ก็ได้ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วอันตรายครับ ท่านประธานครับ กลไก มาตรา ๒๕๖/๑ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ สำคัญที่ว่ารัฐธรรมนูญของเราจะออกมาเป็นอย่างไร แนวทางของพรรคเพื่อไทยที่ตกไปเป็นแนวทางที่ประชาชนรับได้ คุ้นเคย ที่ท่านเสนอ เพราะว่าจะมาจากการเลือกของรัฐสภานี้ การเสนอจากประชาชนทั้งประเทศเลือกมา ๑๐๐ คน แล้วมาจากองค์กรต่าง ๆ อีก ๑๕๑ คน เป็น ๑๕๑ คน ก็เป็นกรรมาธิการยกร่าง หรืออะไรก็ว่ากันไป เพื่อจะทำให้ฉบับนี้อย่างน้อยก็เป็นฉบับที่ใกล้เคียงว่าเป็นฉบับของ ประชาชนจริง ๆ แล้วก็ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่จะทำให้เกิดตามหลักการที่จะเกิดว่า ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งเราพูดกันอยู่เสมอนะครับ โดยประชาชน เพื่อประชาชน มันจะได้เป็นจริงเสียทีนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาล ไม่เข้มแข็งเลย สส. เป็นเบี้ยหัวแตก แล้วทำให้เปิดโอกาสให้คนที่เป็นนักการเมืองอะไรต่าง ๆ ที่คิดเอาประโยชน์ของตนเองมาวางเกมการเมืองต่าง ๆ ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ ผมขอเรียกร้องให้ท่านสมาชิกรัฐสภานะครับ เราสงบกันดีไหมครับ หันหน้ามาคุยกัน มีความเห็นแตกต่างก็คุยกันได้ อยากจะให้มีรัฐธรรมนูญที่ออกมาที่เป็นกลาง ๆ เป็นหลัก สากล แล้วจะทำให้เราก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ ท่านประธานครับ มันยังไม่พอแค่นี้นะครับ เมื่อเราได้รัฐธรรมนูญแล้ว ถัดไปปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือมันต้องให้ผ่านประชามติครับ ถ้าไม่ผ่านประชามติเราเถียงกันแทบตาย ประชามติไม่ผ่านมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น อยากจะเรียกร้องให้ท่านสมาชิกรัฐสภาช่วยกัน เป็นความหวัง เรามีความเห็นต่างกันว่ากันไป แต่อยากได้รัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อให้บ้านเมืองก้าวข้าม เจริญรุ่งเรือง แล้วลูกหลานมีความสุข ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านประทุม วงศ์สวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ สว. สูงวัย อย่างดิฉันได้มีที่ยืนวันนี้ เพื่ออะไรคะ ดิฉันมาเป็น สว. เพื่ออยากจะมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ หลังจากที่เรามีความขัดแย้งในประเทศมาหลายทศวรรษ ดิฉันคิดว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีหมุดหมายที่สำคัญที่สุด ท่านประธานคะ ภารกิจวันนี้ ดิฉันมีความภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ขออนุญาตแสดงความเห็น มาตรา ๒๕๖/๑ หลังจากที่ได้อ่านแล้ว ในความเห็นของดิฉันมันเป็นเรื่องของ การประนีประนอมในหมู่นักการเมืองกันเอง ประนีประนอมกันจนขาดหลักการ มาตรา ๒๕๖/๑ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะเป็นมาตรา ที่กำหนดวิธีประชาชน และสภาจะใช้ปรับปรุงรัฐธรรมนูญในอนาคต ถ้ามาตรานี้ออกแบบ ไม่ดี ประเทศไทยจะติดกับดักเดิมอีกหลาย ๆ ปี หลายสิบปีเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอมีส่วนร่วมในวาระที่สำคัญวันนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอแสดงความไม่เห็นด้วย อย่างชัดเจนกับระบบ ๒๐ หยิบ ๑ ที่นำมาใช้เป็นเงื่อนไขในมาตรา ๒๕๖/๑ เพราะเหตุผล สำคัญดังต่อไปนี้ ระบบ ๒๐ หยิบ ๑ ขัดหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต้องสะท้อนเสียงรวมของประชาชน ไม่ใช่เสียงของ กลุ่มตัวแทนขนาดเล็ก ๆ แต่ละจังหวัด ระบบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ จังหวัดที่มีประชากรน้อย มีอำนาจเท่ากับจังหวัดใหญ่ นี่เกิดความเหลื่อมล้ำค่ะท่านประธาน เสียงของคนไทย หลายล้านคนอาจถูกคว่ำทิ้งด้วยเสียงจากไม่กี่พื้นที่ ไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยสากลที่ยึด เสียงข้างมากของคนทั้งประเทศ นี่คือการใช้อำเภอแทนประชาชน ไม่ใช่การตรากฎหมาย เพื่อส่วนรวม ๒๐ หยิบ ๑ ดิฉันไม่เห็นด้วย
ข้อ ๒ เป็นการเปิดทางให้เสียงส่วนน้อยล้มเสียงส่วนใหญ่ได้ ระบบนี้ หมายความว่าประชาชนทั่วประเทศ แม้ว่าประชาชนจะลงมติเห็นชอบแล้ว แต่เสียง ส่วนกลุ่มจังหวัดไม่กี่แห่งก็สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ตีตกได้ เป็นกับดักที่ทำให้ ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้อีกแน่นอนค่ะท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ถูกวิจารณ์ว่า แก้ยากแล้วยากอีก ถ้ายังมี ๒๐ หยิบ ๑ เข้าไปอีก ประเทศยิ่งแก้ไขไม่ได้ค่ะท่านประธาน ในความเห็นของดิฉันนะคะ
ข้อ ๓ เป็นกลไกที่สวนทางกับการที่เรื่องระบบประชาธิปไตยเหมือนที่เราเคย สนับสนุนค่ะท่านประธาน เรื่อง สสร. จำได้ไหมท่านประธาน บรรยากาศ สสร. ที่ ๒๕๔๐ เรามีความสุขมาก ๆ ค่ะท่านประธาน ถ้าคนรุ่นเดียวกันดิฉันอยู่นะคะ มีความสุขมาก ที่ประชาชนตื่นตัวกับการมีส่วนร่วม อยากจะเห็นบรรยากาศอย่างนั้นอีกครั้งค่ะท่าน แล้วเรา เอาบรรยากาศที่ประชาชนมีความสุขเอาไปทิ้งตรงไหนคะท่าน เราอยากได้ ประชาชน หลาย ๆ ส่วนอยากได้บรรยากาศที่ทุกคนมีความสุขที่จะได้ร่างกติกาของตัวเอง อยากเห็น บรรยากาศอย่างนั้นอีกท่าน วันนี้เราอยากให้ประชาชนออกแบบอนาคตการปกครอง ของประเทศด้วยตัวเอง แต่ระบบ ๒๐ หยิบ ๑ นี่ทำให้เสียงของประชาชนถูกล้มด้วยเสียง ในพื้นที่บางส่วน มันขัดกับเจตนารมณ์และการเปิดทางให้ประชาชนออกแบบรัฐธรรมนูญเอง ประเทศไทยเราไม่จำเป็นต้องมีกลไกสุดโต่งขณะนี้ค่ะท่านประธาน ประเทศประชาธิปไตยอื่น ไม่มีระบบให้เสียงส่วนน้อยในพื้นที่ควบคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยค่ะท่านประธาน แต่วิธีสากลที่เขาใช้คือเสียงข้างมากจาก สส. การทำประชามติ การเปิดให้ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส แต่ไม่เคยมีประเทศใดล็อกพื้นที่ให้ประชาชนส่วนเล็ก ๆ มีการควบคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันเกินความจำเป็น สำหรับประเทศไทยแล้ว เกินเหตุค่ะท่านประธาน
ข้อเสนอของดิฉันนะคะ เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า และให้รัฐธรรมนูญ มีความยืดหยุ่น แต่ยังคงความรับผิดชอบ ความรอบคอบ ดิฉันขอให้ใช้เสียงประชาชน ทั้งประเทศเป็นหลักเกณฑ์ค่ะท่านประธาน สรุปว่าดิฉันขอไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๒๕๖/๑ ในส่วนระบบ ๒๐ หยิบ ๑ ค่ะ เพราะมันไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่สะท้อนเจตจำนงของคนไทย ทั้งประเทศ และเป็นสารตั้งของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทย ต้องเดินหน้าไปสู่ระบบประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง โดยดิฉันขอให้ ท่านวุฒิสภาและสภาแห่งนี้พิจารณาโหวตให้ร่างไหนก็ได้ ให้ท่านไหนก็ได้ แต่ว่าต้องยึดโยง กับประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมคงใช้เวลาในการอภิปรายมาตรานี้ไม่มากนะครับ แล้วก็คง ไม่ได้ลงในรายละเอียด เพราะเข้าใจว่าในรายละเอียดยังมีอีกหลายมาตราที่เราต้อง อภิปรายกัน แต่ผมอยากจะขอใช้เวลาขึ้นมาอภิปรายเพื่อสอบถามย้ำในเรื่องของวัตถุประสงค์ ที่เรามาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันในวันนี้ต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ คน รวมถึง พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อาจกำลังฟังการติดตามการถ่ายทอดสดในการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในครั้งนี้อยู่ ท่านประธานครับ หลักสาระสำคัญของมาตรา ๒๕๖/๑ ก็คือ เราพูดคุยในเรื่องขององค์ประกอบและที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมีการพูดคุย ในเรื่องของสูตร ๒๐ หยิบ ๑ หรือเลยไปถึงเรื่องอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในมาตราอื่น ๆ ไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากมาชวนทุกท่านคิด ชวนทุกท่านคุยครับท่านประธาน เราถามว่า กระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกว่าเป็นกระบวนการในอุดมคติแบบที่ พวกเราอยากได้นั้นเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกท่านมีคำตอบในใจที่เหมือนกันครับ เราอยากได้ กระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สีใดสีสีหนึ่งในประเทศนี้ ที่สามารถกินรวบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญในกระบวนการต่อ ๆ ไปได้ สิ่งที่เราอยากได้มีอะไรครับ เราอยากได้กระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความยึดโยงกับพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนมากที่สุด เราอยากได้กระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราพอจะ มั่นใจได้ครับว่าผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปนั้นจะทำให้ทิศทาง ของประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่ใช่ถอยหลัง
สุดท้ายครับ เราอยากจะเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี การปลดล็อกเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปในอนาคต ให้สามารถทำได้ มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ติดล็อกแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ๔ ประการที่สำคัญที่ผม ได้นำเรียนท่านประธานไปก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าถ้ามีไมโครโฟนจากสื่อมวลชนไปจ่อปาก สมาชิกรัฐสภาทุก ๆ คนไม่มีใครที่จะพูดปฏิเสธหรอกครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่อไป กระบวนการในการยกร่างเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เราทุกคนอยากจะเห็น กระบวนการและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในเรื่องของข้อจำกัดทางการเมือง สภาพทางการเมืองที่เป็นจริง เราเห็นกันอยู่ครับ ผมเอง ก็มีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงทางการเมืองที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ กระบวนการในปัจจุบัน ฉบับในปัจจุบันนี้ที่ยังมีในเรื่องของเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างเช่นการที่ จะต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๓ ในการเห็นชอบในวาระที่สาม รวมถึงเงื่อนไข ๑ ใน ๕ ของฝ่ายค้านที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นถ้าจะเดินหน้าได้ผ่าน ก็ต้องเป็นฉบับที่เป็นตรงกลาง ที่ทุก ๆ ฝ่ายสามารถที่จะเห็นชอบร่วมกันแล้วเดินไปข้างหน้า ด้วยกันได้ รวมถึงกรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดที่ออกมาตอบเกินคำถามว่า ไม่สามารถที่จะมีผู้ยกร่างที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ นี่คือข้อจำกัด ทางการเมืองต่าง ๆ ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดี แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมเอง ก็อยากจะอภิปรายในครั้งนี้เพื่อเตือนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่านครับ ไม่ว่าท่านเองจะมี ในเรื่องของข้อคิดเห็น
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายนิดหนึ่งครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๕๕ ก็คือเป็นการใส่ร้ายของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการวินิจฉัยเกินคำขอ ในประเด็นนี้อยากให้ ท่านผู้อภิปรายถอนคำพูดครับ เหตุผลเพราะว่าตามหลักการแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถ ที่จะวินิจฉัยเกินคำขอได้ครับ โดยเฉพาะมาตรา ๑๙๒ ของ วิ. อาญา ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามให้พิจารณาแก้ไขเกินคำขอ รวมไปถึงวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ ก็ห้ามมิให้ พิจารณาเกินคำขอหรือเกินคำสั่ง เพราะฉะนั้นผมถือว่าการที่ท่านอภิปรายแบบนี้ เป็นการดูหมิ่นศาลครับท่านประธาน เหตุผลนี้ผมกลัวว่าจะทำให้ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง นะครับท่านประธาน ประเด็นนี้ครับ ขอบคุณครับ
ผมขอให้ ท่านประธานได้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยว่าท่านผู้ประท้วงได้ประท้วงถูกข้อบังคับหรือไม่ อย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นประท้วงแทนก็ได้ครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัย ได้เลยครับ
ท่านณัฐพงษ์ครับ ผมอยากให้ ท่านหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงศาลนะครับ
ตามข้อบังคับ ถ้าผมจะมีการอภิปรายถึงบุคคลภายนอกผมพร้อมที่จะรับผิดชอบคำพูดของตัวเองครับ ท่านประธาน ดังนั้นผมอภิปรายตามข้อบังคับทุกประการ ถูกต้องไหมครับท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้อง รับผิดชอบตัวเอง
ได้ครับ ผมขอบคุณท่านประธานและท่านผู้ประท้วงนะครับ ถ้าคำอภิปรายของผมจะส่งผลกระทบ ถึงตัวผมเองก็ผมรับผิดชอบคำพูดของผมเองได้ ขอบคุณครับ ขออนุญาตต่อนะครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากถึงเพื่อนสมาชิกทุก ๆ คนในการพิจารณาทุก ๆ มาตราต่อจากนี้ ไม่ว่า ท่านจะมีจุดยืนหรือมีข้อคิดเห็นอย่างไร สิ่งหนึ่งอย่าลืมว่าสุดท้ายสิ่งที่พวกเราจะต้องได้รับ ความเห็นชอบก็คือในเรื่องของการที่เราได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในฐานะที่พวกเขาจะต้องเป็นผู้ที่ไปออกเสียงประชามติในการเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะย้ำอีก ๑ ครั้ง อยากจะให้ทุกท่าน ถอยกลับมาใน ๔ ประเด็นที่ผมได้ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าสุดท้ายสิ่งที่ประชาชน คนที่มีอำนาจ สูงสุดในการผ่านการเห็นชอบกระบวนการประชามติ ประชาชนเขาอยากได้อะไร
ประการแรก ในเรื่องที่บอกว่าไม่มีใครอยากจะเห็นกระบวนการในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกกินรวบโดยกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง สีใดสีหนึ่ง อันนี้ผมเองก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการเสียงข้างมากที่พยายามออกมา อย่างเต็มที่ตามสูตร ๒๐ หยิบ ๑ ที่ผมและเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านเห็นว่าสูตร ๒๐ หยิบ ๑ นี้จะเป็นวิธีในการป้องกันอย่างดีที่สุดแล้วที่ไม่ให้เกิดการกินรวบได้ในสัดส่วน ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นก็คือในเรื่องของทิศทางของประเทศ ที่เดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกรอบเนื้อหาที่ต้อง เปิดกว้างครับ ยกระดับเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ยกระดับความเป็นประชาธิปไตย อย่าไป ตีกรอบในเรื่องของการแก้ไขระบบการเมือง ศาล องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เราควรจะต้อง ป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นกระบวนการนิติสงคราม ทุบทำลายตัวแทนจากประชาชนในอนาคต รวมถึงกรอบเนื้อหาที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเห็นร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากออกมาอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๒๖ ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้หาจุดตรงกลางตรงนี้ในการเดินร่วมกันได้ รวมถึง อีก ๑ ประการในการปลดล็อกกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไปโดยใช้เสียง ของรัฐสภาเสียงข้างมากโดยที่ไม่ต้องมีในเรื่องของเงื่อนไขเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๓ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจว่าอาจจะมีข้อเห็นแย้งจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมก็เห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากก็พยายามหาจุดตรงกลางที่เราพยายามจะทำให้ กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นไปตามความต้องการของประชาชน มากยิ่งขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ประการสุดท้ายที่ผมได้เปิดประเด็นไว้ ๔ ข้อ ตั้งแต่ตอนแรก ก็คือในเรื่องของกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ควรมี ความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางการเมืองแบบที่เป็นอยู่ นั่นก็คือ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ ผมและพรรคประชาชนเราเห็นว่าข้อเสนอของพวกเรา ที่มีตัวแทนได้สงวนคำแปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ในเรื่องของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น สามารถมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมได้ รวมถึงในเรื่องของคณะที่ปรึกษาการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ เรายังมีความเห็นว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้มีความแย้ง กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างไร ดังนั้นผมก็อยากจะเชิญชวนท่านสมาชิกครับ ไม่ต้องลงในรายละเอียดมาก แต่ว่าอยากจะให้ทุกท่านย้อนกลับไปดูเจตจำนงเริ่มต้น ที่พวกเราเดินหน้ากระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะสุดท้ายแล้วเราควรจะต้อง ทำหน้าที่ของพวกเราในสภาอย่างเต็มที่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพราะสุดท้ายประชาชนจะเป็นคนอนุมัติความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ ก็อยากจะ เชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านในรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ทุกท่านโหวต เพื่อให้ กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด โดยการเห็นชอบกับการสงวนความเห็นของกรรมาธิการจากพรรคประชาชนครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขณะนี้ผู้อภิปรายได้อภิปราย ครบถ้วนแล้วนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ผมอาจจะต้อง ขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อย แต่คิดว่าจะไม่ได้เป็นการตอบคำถามที่ยาวนานกับเพื่อน สมาชิกทั้ง ๑๘ ท่าน ไม่ว่าจะในสถานะของผู้สงวนความเห็น ผู้แปรญัตติ หรือสมาชิกที่ใช้สิทธิ ในการอภิปรายในกรณีที่มีการแก้ไขครับ ในสิ่งที่ท่านมีการอภิปรายทั้งหมดนั้นผมคิดว่า อาจจะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน
กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มที่อยากจะให้คงมาตรานี้ไว้ในลักษณะเดิม ก็คือในลักษณะ ที่จะมีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และจะมีสภาที่ปรึกษาในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามร่างหลักที่ได้มีการรับหลักการมาในชั้นการพิจารณาขั้นรับหลักการครับ
กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่สนับสนุนและเห็นด้วยกับสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีการสรุปมาเป็นความเห็น มีการลงมติแล้วออกมาเป็นรายงาน ก็คือการปรับรูปแบบ กรรมาธิการยกร่างเป็นกรรมาธิการร่าง แล้วก็สภาที่ปรึกษานั้นเป็นกรณีของกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็น แต่ว่าท่านอาจจะเห็นแตกต่างในเชิงรายละเอียดของกรรมาธิการ ในทั้ง ๒ ส่วนครับ เช่นในกรณีของกรรมาธิการร่างนั้น มีท่านสมาชิกบางท่านเห็นควรเพิ่ม สัดส่วนในส่วนของผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้าไป หรือเห็นควรที่จะมีการเพิ่มจำนวนต่าง ๆ เข้าไปมากยิ่งขึ้น
กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มที่ท่านสนับสนุนว่าในกรณีของกลไกที่ควรจะมี ในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น ขอให้เข้าใจโดยง่าย ยึดโยง หรือตอบโจทย์ต่อพี่น้องประชาชนในรูปแบบในอดีตที่เคยมีมาได้หรือไม่ ก็คือการมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นเรื่องการมีกรรมาธิการร่าง หรือกระบวนการในแง่ของ การรับฟังความคิดเห็นนั้น ท่านก็มองว่ามันต้องอยู่ภายใต้กลไกเหล่านั้นหรือเป็นกลไก ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันมา
ส่วนกลุ่มที่ ๔ นั้นอาจจะเป็นประเด็นในเชิงรายละเอียดอื่น ๆ แม้กระทั่ง ในเชิงรายละเอียดที่มองว่าในกรณีของการจะพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควร จะเป็นกรรมาธิการที่มาจากระบบใด ๆ เลย แต่ควรจะเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา นี่คือ ๔ กลุ่มที่ท่านได้มีการอภิปราย
ผมขออนุญาตตอบบางคำถามที่ผมคิดว่าท่านตั้งคำถามไว้และยังไม่ได้มีผู้ใด อภิปรายตอบในตัว หรือยังไม่ได้มีประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้พิจารณามาก่อน มีท่าน สมาชิกบางท่านตั้งคำถามว่าในการพิจารณาของกรรมาธิการรอบนี้ที่ออกมาเป็น ๒ คณะ แบบนั้นขัดหลักการหรือไม่ ผมก็ต้องเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ หลักการของการแก้ไขรอบนี้เขียนแต่เพียงว่าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น ฉะนั้น ผมเรียนว่าอันนี้ไม่มีประเด็นที่จะขัดหลักการอย่างไร ท่านอาจจะแย้งว่ามีประเด็นที่ขัดต่อ เหตุผลไหม ผมก็ต้องนำเรียนว่าเหตุผลนั้นเขียนแต่เพียงว่าด้วยรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีเรื่อง ปัญหาความชอบธรรมของประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับ คณะรัฐประหาร ถูกรับรองด้วยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม มีบทบัญญัติ หลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงเห็นควรให้มีการแก้ไขเพื่อให้ รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลด้วยกลไกที่มีความยึดโยง กับประชาชนและประชาชนมีส่วนร่วม ผมเชื่อมั่นว่าในคณะกรรมาธิการของเราเอง ในการพิจารณาต่อเนื่องมา ๑๕ ครั้งนั้น คำว่า กลไกที่ยึดโยงกับประชาชน และประชาชน มีส่วนร่วม เป็นคำสำคัญที่เราคิดถึง ฉะนั้นแน่นอนครับ ด้วยเหตุและผลดังกล่าวก็มิได้ขัด ต่อเหตุผลแต่อย่างไร ทีนี้ถามว่าแล้วสิ่งที่คณะกรรมาธิการสรุปออกมานั้น ตกลงรูปแบบ มันเป็นอย่างไรครับ ก็ต้องนำเรียนว่ารูปแบบนั้นสำคัญ แต่กระบวนการได้มาของรูปแบบ ต่าง ๆ นั้น และกระบวนการดังกล่าวนั้น มีหน้าที่และอำนาจตลอดจนความยึดโยง ต่อประชาชนหรือไม่ ผมคิดว่าแน่นอนว่าในการตอบคำถามเฉพาะมาตรานี้อาจจะยังตอบได้ ไม่หมด และบางท่านที่มีการอภิปรายนั้นอยู่ในมาตราอื่น ๆ เช่นในกรณีมาตรา ๒๕๖/๕ ที่พูด ถึงกระบวนการได้มาซึ่งกรรมาธิการต่าง ๆ หรือมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นผมเองอาจจะ ขอละไว้ที่ยังไม่ได้ตอบ สิ่งสำคัญครับ เวลาที่มีการพิจารณาในขั้นกรรมาธิการ มันต้องเริ่มจาก การพิจารณาว่าเราเห็นด้วยกับร่างหลักที่สภารับหลักการมาหรือไม่ ซึ่งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ที่เป็นกรรมาธิการบางท่านก็ได้แสดงตัวเลขของการลงมติให้เห็นว่าในกรณีการพิจารณาการมี ของกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งวันนี้เปลี่ยนเฉพาะคำสั้น ๆ เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการลงมติที่กรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย จึงมิได้นำไปสู่ประเด็นที่ ๒ ที่อาจจะมีรูปแบบ อื่น ๆ ที่ตามมาแต่อย่างไร
ส่วนประเด็นเรื่องสภาที่ปรึกษานั้นก็เช่นเดียวกันว่าเมื่อมีการถกแถลงกัน ต่าง ๆ ก็ต้องนำเรียนว่ารูปแบบของสภาที่ปรึกษาเป็นทั้งรูปแบบและกระบวนการได้มา ซึ่งในท้ายที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นไม่เห็นด้วย และมีการลงมติปรับเปลี่ยนรูปแบบ ของสภาที่ปรึกษา เป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการร่างด้วยจำนวน ๓๕ คน นี่ก็เป็นไปตามมติที่เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการ ประเด็นอยู่ที่ว่าในท้ายที่สุดกระบวนการที่เกิดขึ้นในเรื่องขององค์กรในการจัดทำนั้น ย่อมเชื่อมโยงไปกับคำถามที่ท่านมีการตั้งหลายประเด็นว่าจะมีการเชื่อมโยงต่อประชาชน อย่างไร จะมีการที่บล็อกหรือฮั้ว หรือนำไปสู่การผูกขาดการเป็นกรรมาธิการคณะใดหรือไม่ จะมีกระบวนการที่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเนื้อหาสาระที่มีการยกร่างมานั้นจะเป็นเนื้อหา ที่ตอบโจทย์ต่อประชาชน ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ท่านเองมีการตอบในตัว และผมอาจจะหยิบ บางประการที่ท่านตอบนั้นมาตอบในรัฐสภาแห่งนี้ เช่นในกรณีของการเปิดช่องว่าบุคคล ต่าง ๆ นั้นสามารถสมัครเข้ามาได้ตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเบื้องต้นตลอดจนลักษณะ ต้องห้ามที่มีอยู่ แน่นอนครับ อาจจะมีบางประการที่พูดถึงจำนวน ๑๐๐ คนที่เข้าไปเป็น การยืนยันรายชื่อของบุคคลที่สมัคร แต่ผมคิดว่านี่ก็เป็นความชอบธรรมของที่มา ของกรรมาธิการร่างแต่ละท่าน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นแต่ละท่าน ที่จะมีที่มาที่เห็นว่า มีประชาชนช่วยรับรองยืนยันตัวตนของบุคคลที่จะเข้ามาในการสมัคร
ส่วนประเด็นเรื่องการยึดโยงต่อประชาชนครับ ด้วยการออกแบบกลไก ทั้ง ๒ อัน ถึงบอกว่ากลไกทั้ง ๒ อันนั้นไม่ได้เดินตามลำพัง มิใช่ว่ากรรมาธิการร่างจะหยิบยก ร่างใด ๆ ต่าง ๆ ด้วยตัวเองตามลำพังได้ แต่เรามีมาตราที่รองรับว่าให้กรรมาธิการทั้ง ๒ คณะนั้น มีการประชุมอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง แน่นอนครับ เวลาที่มีการร่าง รัฐธรรมนูญนั้น ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนย่อมเป็นสิ่งที่สัมพันธ์และสำคัญต่อเนื้อหา ที่จะนำไปสู่การยกร่าง แล้วผมเชื่อมั่นว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นรัฐสภาจะเป็นตัวตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบว่าร่างนั้นเป็นร่างที่ ตอบโจทย์และใกล้เคียงต่อการยึดโยงต่อประชาชนหรือไม่ในครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ประเด็นนี้ผมไม่ห่วงแต่ประการใดครับ
ประเด็นที่ท่านสมาชิกกังวลว่าในท้ายที่สุดที่มาของการได้มาแต่ละคณะ ความจริงผมเองคิดว่าจะมีการอภิปรายในมาตรา ๒๕๖/๕ อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ตอบเบื้องต้นว่า เรายังไม่อาจประเมินได้ว่าผู้ที่จะใช้วิธีการในการ ๒๐ หยิบ ๑ ที่จะเกิดขึ้นนั้น ในสภาผู้แทนราษฎรครั้งหน้าจะเป็นใคร แล้วไม่ได้หมายถึงสภาเดียวนะครับ อาจจะมี การจับกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา อาจจะมีการระบุกลุ่มต่าง ๆ อาจจะมีการแยกออกมา หรือแม้กระทั่งในส่วนของพรรคการเมืองที่ท่านอาจจะมีสมาชิก ไม่ถึง ๑๐ คน ก็อาจจะมีการเข้ามาร่วมกันเพื่อเสนอบุคคลเข้าไปเป็นกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งผมเชื่อมั่นและมั่นใจ ผมเห็นท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกหลายท่านบอกว่าเราอยากเห็น รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับถาวร เราไม่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่มีการยกเลิกแก้ไขด้วยวิธีการอื่น ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดังที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ก็รอบนี้ที่อาจจะนำไปสู่การปลดล็อก แบบนั้นได้มากที่สุด แล้วผมเชื่อมั่นว่าเมื่อถึงวันนั้นการคัดเลือกคนของท่านก็น่าจะเป็น การคัดเลือกคนที่ตอบโจทย์ เพราะท่านเองก็ถือว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนและต้อง รับผิดชอบต่อการเลือกบุคคลดังกล่าว
อีกทั้งในแง่ของการตรวจสอบถ่วงดุลครับ อย่างที่ผมได้นำเรียนว่ารัฐสภาเอง มีขั้นตอนถึง ๒ ชั้นด้วยกันในการให้ความเห็น และเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วท้ายที่สุดนั้น อย่าลืมว่ามันมิใช่การให้รัฐสภาเท่านั้น ยังมีการทำประชามติในกรณีรัฐธรรมนูญใหม่ อีกครั้งหนึ่งที่จะเป็นตัวตอบว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาที่ไป ไม่ว่า จะเป็นเรื่องความชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลไก ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่ท่านบอกว่าเราอาจจะนำประเทศไปผิดทาง อีกหรือไม่นั้น พี่น้องประชาชนในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจะเป็น ผู้ยืนยันครับ ฉะนั้นด้วยเหตุและผลทั้งหมดที่ผมได้นำเรียน พยายามจะช่วยตอบโจทย์ท่าน แต่ว่าในคำอภิปรายของท่านเองมีการตอบโจทย์ระหว่างกันเองไปพอสมควรแล้ว ผมคง ไม่ตอบซ้ำในสิ่งเหล่านั้น
มีคำหนึ่งของเพื่อนสมาชิก ท่านตั้งคำถามได้น่าสนใจนะครับ ท่านบอกไว้ใจ คนผิดหรือเปล่าในการไปเป็นกรรมาธิการร่าง แล้วมีเพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่งอ้างตัวเลข ในขณะที่เข้าไปประชุมว่าเห็นกรรมาธิการนั่งอยู่เพียง ๑๖ ท่าน ผมก็ต้องเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าถึงแม้ในขณะที่เรามีการพิจารณานั้น กรรมาธิการคณะนี้ มีการประชุมกันสัปดาห์ละ ๓ วัน และเริ่มจากเช้าไปจบ ๑๘.๐๐ นาฬิกาทุกวัน ฉะนั้น ผมยืนยันว่าถ้าท่านตรวจย้อนไปในเรื่องของรายงานการประชุม สมาชิกเรามาครบถ้วน เกือบทุกครั้ง และแต่ละท่านที่มีภารกิจต่าง ๆ นั้นเราก็บันทึกไว้ แล้วถ้าท่านเห็นในตัวรายงาน จะเห็นได้ว่ามีการลงรายละเอียดเยอะพอสมควรว่าสมาชิกท่านใดสงวน หรือให้ความเห็น แบบใด อย่างไร ซึ่งผมยืนยันว่าไม่มีประเด็นใด ส่วนเรื่องของการไว้ใจคนผิดหรือไม่ ผมคิดว่า ถ้าท่านดูพวกผมที่ทำงาน และดูเนื้อหาสาระที่ออกมา และดูผลลัพธ์ที่จะตามมาในแง่ของ การให้ความเห็นชอบต่อการลงผลในวาระที่สามและประชามติ จะเป็นตัวตอบท่านเองว่า ท่านไม่ได้ไว้ใจคนผิดแน่นอน
ฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมนำเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ว่าในส่วนของกรรมาธิการเรายืนยันตามเสียงข้างมากที่ได้มีการสรุปลงมติไปครับ และยืนยัน ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้สงวนแล้วก็ได้แปรญัตติไว้ ก็ขอยืนยัน ขอให้รัฐสภา เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบตามมติของเสียงข้างมากในมาตรา ๒๕๖/๑ ที่กรรมาธิการได้มี การแก้ไขครับ กราบขอบคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะประชาชนเข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๘๐ คน วันนี้ได้เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ขอบคุณครับ กรรมาธิการชี้แจงเพิ่มไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ที่ผมต้องขอเสริมประเด็นของท่านประธาน คณะกรรมาธิการนิดหนึ่งตรงที่ว่าเราคุยกันในมาตรา ๒๕๖/๑ เป็นการคุยกันหลายครั้งมาก ในการประชุมทั้งหมด ๑๕ ครั้ง เรียกง่าย ๆ ว่า ๔-๕ ครั้งแรกเป็นการประชุมในเรื่อง มาตรา ๒๕๖/๑ เลยนะครับ ซึ่งให้เวลากับการประชุมตรงนี้มาก เพราะว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด เราเข้าใจได้ว่ารัฐธรรมนูญเราอยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่อย่างไรก็ดีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ท่านได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจน รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งประเด็นนี้ที่เมื่อสักครู่ ผมไปประท้วง เหตุผลหนึ่งไม่มีอะไรเลยครับ เหตุผลเพราะว่าจริง ๆ แล้วเอกสารที่ส่งมาจาก รัฐสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ไม่ให้เปิดเผย อันนี้มีเอกสารแนบ ไปด้วย ซึ่งเอกสารที่แนบนี้คืออะไร ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช .... ของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งอันนี้เป็นร่างที่ส่งควบคู่กับหนังสือไปยัง ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสักครู่ผมก็เลยต้องขอประท้วงว่าถ้าไปบอกว่าการที่ศาล วินิจฉัยเกินคำขอ จริง ๆ ทำไม่ได้อยู่แล้วครับ เพราะอะไรครับ เพราะมันเป็นหลักการทั่วไป ของนิติศาสตร์เลย ก็คือหลักของห้ามศาลตัดสินเกินคำขอ ภาษาเขาเรียกว่า Ultra Petita ซึ่งบทบัญญัตินี้อยู่ในพื้นฐานของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่งที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง รวมไปถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ นะครับท่านประธาน ก็คือ ห้ามมิให้พิพากษาหรือให้คำสั่งเกินคำขอเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าขอต่อไปนี้นะครับว่า อย่ากล่าวอ้างที่เป็นลักษณะดูหมิ่นศาล เพราะจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ ว่าผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาคดีมีโทษจำคุก ซึ่งอันนี้ผมก็เลยต้องขอชี้แจงว่าเรื่องนี้ เราคุยกันมานานมากแล้วก่อนที่จะมาเป็น ๒๐ หยิบ ๑ ตามสูตรที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
คณะกรรมาธิการชี้แจง จบแล้วนะครับ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินี้ ยังคงติดใจหรือไม่ครับ ติดใจนะครับ ถ้าติดใจผมก็ต้อง เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไข หรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ ขอแสดงตนค่ะ
๑๘๗ แสดงตนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ แสดงตนด้วยวาจาครับ
สมาชิกวุฒิสภา ๑๔๔ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ พิทักษ์เดช เดชเดโช สส. ๒๕๒ แสดงตนครับ
สส. ๒๕๒ แสดงตน เชิญครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ ขอแสดงตนด้วยวาจาค่ะ
๑๐๐ แสดงตนครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน สมาชิกวุฒิสภา เลขที่ ๑๗๘ แสดงตนครับ
๑๗๘ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๐๒๔ สส. แสดงตนครับ
สส. ๐๒๔ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ผม สส. ๑๘๓ นเรศ แสดงตนครับ
๑๘๓ แสดงตนครับ ขอให้ ท่านสมาชิกทุกท่านได้แสดงตนด้วยครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนอีกไหมครับ ผมจะถามอีกครั้งว่ายังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๓ ครับ
๐๐๓ แสดงตนครับ
หมายเลข ๓๙๐ แสดงตนค่ะ
๓๙๐ แสดงตนครับ มีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้แสดงตนอีกไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่ส่งผล การแสดงตนครับ มีจำนวนผู้เข้าประชุม ๕๙๓ บวก ๙ เป็น ๖๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิม ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกได้ออกเสียง ลงคะแนนเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภาหมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
๑๘๗ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สส. ๐๒๔ เห็นด้วยครับ
๐๒๔ เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยครับ
๑๔๔ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธาน ผม พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๗๘ เห็นด้วยครับ
๑๗๘ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ เห็นด้วยค่ะ
๑๐๐ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธาน ผม ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ๐๐๓ เห็นด้วยครับ
๐๐๓ เห็นด้วยครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ผมจะถามอีกครั้งว่ายังมีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๐๙ บวก ๖ เป็น ๖๑๕ เห็นด้วย ๔๔๘ บวก ๖ เป็น ๔๕๔ ไม่เห็นด้วย ๑๔๗ งดออกเสียง ๑๐ ไม่ลงคะแนน ๔ ครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับการให้มีการแก้ไข ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
๑๘๗ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ แสดงตนครับ
๑๔๔ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธาน ผม พันตำรวจโท สุริยา สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๗๘ แสดงตนครับ
๑๗๘ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ ขอแสดงตนค่ะ
๑๐๐ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๔ แสดงตนครับ
๒๔ แสดงตนครับ มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๕๙๕ บวก ๕ เป็น ๖๐๐ ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปจะเป็นการใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใด เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียงครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค หมายเลข ๑๘๗ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยค่ะ
๑๘๗ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ ไม่เห็นด้วยครับ
๐๒๔ ไม่เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ
๑๔๔ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธาน ผม พันตำรวจโท สุริยา สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๗๘ เห็นด้วยครับ
๑๗๘ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ เห็นด้วยค่ะ
๑๐๐ เห็นด้วยครับ มีท่านผู้ใด ที่ยังไม่ได้ออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๓ บวก ๕ เป็น ๖๑๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๔ บวก ๔ เป็น ๓๒๘ ไม่เห็นด้วย ๒๖๕ บวก ๑ เป็น ๒๖๖ งดออกเสียง ๒๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาตามที่ คณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ตามมาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ ในการขอสงวนความเห็นเพิ่มมาตราของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มีความเห็นออกเป็น ๒ กลุ่ม โดยกลุ่มที่ ๑ สงวนความเห็น เพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑/๑ และมาตรา ๒๕๖/๑/๒ และกลุ่มที่ ๒ สงวนความเห็น เพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ ดังนั้นผมจะให้ คณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นอภิปรายไปตามลำดับ โดยเริ่มจากกลุ่มที่หนึ่งก่อน ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นอภิปรายครับ มีไหมครับ เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล ในฐานะกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมดังต่อไปนี้ว่า ที่สงวนความเห็นไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ เป็นเรื่องที่มาของ สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๓๐๐ คนนั้น คัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คนมาอย่างไร เป็นเรื่องอำนาจ หน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการอย่างไร มีหน้าที่อย่างไร แล้วก็ การประชุมทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องโดยรวมก็คือเกี่ยวข้องกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพว่าเมื่อรัฐสภานี้ได้มีมติเมื่อสักครู่นี้เห็นชอบว่า ให้คงไว้ตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าองค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญนั้นให้มี กรรมาธิการ ๒ คณะ ก็แปลว่าปฏิเสธการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการสงวน บทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๒๕๖/๑/๑ จนถึง /๑๔ จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาต่อไป กระผมก็ขอถือโอกาสนี้ว่าไม่ติดใจที่จะให้รัฐสภานี้พิจารณา เนื่องจากได้มีมติมาตรา ๒๕๖/๑ ไปเรียบร้อยแล้ว ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณอาจารย์ครับ ต่อไป ท่านรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอสงวน ความเห็นโดยการเพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑/๑ และมาตรา ๒๕๖/๑/๒ ความว่ามาตรา ๒๕๖/๑/๑ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มีคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวน ๓๕ คน ซึ่งรัฐสภาเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๑/๒ ในคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการจำนวน ๓๕ คน ซึ่งมาจากการคัดเลือก ของรัฐสภาตามมาตรา ๒๖๕/๕ โดยมาตรา ๒๕๖/๑/๒ ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการเลือก คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑/๑ จำนวน ๓๕ คน จากสมาชิกรัฐสภา ที่สมัครรับเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนเลือกสมาชิก รัฐสภาที่สมัครรับเลือกตามวรรคหนึ่ง เพื่อเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ไม่เกิน ๓๕ คน ในกรณีที่สมาชิกรัฐสภาคนใดเป็นผู้สมัครรับเลือกตามวรรคหนึ่ง ก็ให้มีสิทธิเลือกตัวเองได้ด้วย และให้สมาชิกรัฐสภาผู้ได้รับเลือกที่มีคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบ ๓๕ คน เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ให้ประธานรัฐสภาประกาศแต่งตั้ง บุคคลได้รับคัดเลือกตามวรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบเป็นคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุที่ขอยืนยันตามเดิมนะคะว่า สมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สส. และ สว. สส. ท่านเป็นผู้แทนประชาชนโดยชอบธรรม และเป็นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยเราใช้ระบบตัวแทนเข้ามาในการบริหาร ประเทศ ณ วันนี้ท่านได้รับการเลือกจากประชาชนแล้ว เหตุใดท่านถึงจะผลักภาระไปให้มี การตั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาอีก เพราะด้วย เหตุว่าสมาชิกรัฐสภาหรือว่านักการเมือง มีแนวคิดหลักการที่สำคัญหลักการหนึ่งที่เป็น ส่วนสำคัญของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่เรียกว่าความรับผิดทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพคะ องค์ประกอบนี้สำคัญมากสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่จริง ถ้าท่านปฏิเสธเรื่องความรับผิดความรับชอบทางการเมืองเช่นนั้นแล้ว สถานะ สส. ของท่าน ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรมอีกต่อไป ขอให้ท่านทบทวนนะคะ ในการพิจารณาแก้ไขในชั้น กรรมาธิการ ดิฉันก็เป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการในการนั่งพิจารณา ขอยืนยันว่ากรรมาธิการ ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตั้งแต่เช้าจดเย็น บางวันติดค่ำเหมือนที่ท่านประธานพูด ทุกคนตั้งใจ และดิฉันก็เห็นความตั้งใจของทุกคน ถึงแม้ว่าความคิดเห็นในบางครั้งเราอาจจะ ไม่ตรงกัน แต่นี่คือประชาธิปไตยใช่ไหมคะ แม้กระทั่งเสียงเดียวก็มีความหมายในระบอบ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน สส. และท่าน สว. ที่เป็นผู้แทนประชาชนอย่าได้ละเลย แม้เสียงนั้นจะเป็นแค่เสียงเดียว วันนี้ดิฉันลุกขึ้นยืน แม้ดิฉันอาจจะเป็นแค่เสียงเดียวที่เห็น แบบนี้ แต่นี่คือระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นท่านอย่ามาดูแคลนความคิดของคนอื่น ที่ไม่ตรงกับท่าน นี่คือหลักการของประชาธิปไตย ขอให้ท่านยึดมั่นไว้ แนวคิดของดิฉันก็คือ ไม่ต้องให้มันยุ่งยากในการ ๒๐ หยิบ ๑ ไม่ต้องมาบอกว่าใครมาจากใคร ไม่ต้องให้ สส. สว. มารวมกันแล้วเสนอชื่อครบ ๒๐ แล้วหยิบมา อันนี้จะทำให้พรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นผู้กุม อำนาจในการเลือกสมาชิกที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญได้โดยเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์ ดิฉันขอเสนอ วิธีการง่าย ๆ คือสมาชิกรัฐสภาท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ทำไมท่านไม่ใช้สิทธิของท่านโดยการเลือกกันเอง ท่านเป็นผู้แทน ท่านจะไป เลือกใครอีก คุณสมบัติของท่านก็ครบ ลักษณะต้องห้ามก็มี ลักษณะเฉพาะตำแหน่งก็มี ได้รับ การคัดเลือกมาทุกอย่างแล้ว ทำไมท่านไม่เลือกกันเอง ๑. สมาชิกรัฐสภา ท่านมีเสียง ๑-๓๕ คน ท่านเลือกมาเลย ใครได้รับคะแนนสูงสุด ๑-๓๕ คนแรก ได้เป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ ง่าย ๆ แค่นี้ แต่ที่สำคัญ มีแนวคิดเรื่องความรับผิดรับชอบทางการเมือง คุ้มอยู่ด้วย ท่านจะเข้ามาเป็น สส. ท่านจะเข้ามาเป็น สว. โดยไม่รับผิดชอบทางการเมืองไม่ได้ ท่านจะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่ท่านไม่ยอมรับความผิดชอบที่จะเกิดขึ้นจากการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่ได้ ดิฉันยังเชื่อโดยดุษณีว่าหลังจากนี้ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจริง ความขัดแย้งในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ณ วันนี้ถ้าท่านไปดู Social Media ท่านเข้าไปดูเลยค่ะ Online ตอนนี้ ประชาชนก็แตกเป็น ๒ ฝั่งแล้ว หน้าสภาก็มีม็อบมา มีทั้งนั่งรถมา ทั้งเดินมา ไม่ทราบว่าวิธีไหน แต่ก็มา นี่คือหลักการของประชาธิปไตย ทุกคน มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นดิฉันยังขอยืนยันว่าสมาชิกรัฐสภาท่านต้อง รับผิดชอบทุกอย่างที่ท่านกระทำ ท่านจะมาโยนความผิดให้สมาชิกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วบอกว่าไม่รู้มาจากไหน มาแก้โดยที่ท่านไม่รู้เรื่องไม่ได้ ในเมื่อท่านบอก ๒๐ หยิบ ๑ เอาง่าย ๆ ท่าน ๒๐ มาจากใคร แนวคิดก็ต้องมาจากคนคนนั้น ประชาชนเขาดูออก ประชาชนเขากินข้าวเหมือนกัน ประชาชนเขาอ่านหนังสือเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่มีทาง ที่จะมาเลี่ยงภาษาเลี่ยงอะไรได้เลย ทุกวันนี้ประชาชนติดตามการประชุมของรัฐสภา ดิฉันชื่นชมมาก นี่คือหลักการของประชาธิปไตยที่ทุกคนควรจะเข้ามามีส่วนร่วม ดิฉันยังมี การเสนอว่าบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญในเรื่องของการแก้ และความรู้ต่าง ๆ เฉพาะทาง ขอให้ท่านเข้ามาในช่องทางของการเป็นที่ปรึกษาในการยกร่าง ครั้งนี้ โดยที่ปรึกษาสามารถจะเสนอชื่อผ่านเข้ามาให้สมาชิกรัฐสภาเลือกได้ ๑-๓๕ คน ที่เป็น เสียงสูงสุดเหมือนกัน มีผู้รับรอง ๓ คน ในร่างของกรรมาธิการท่านให้รับรองถึง ๑๐๐ คน ถามหน่อยสิคะว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการอิสระ ผู้ต้องการเข้ามาช่วยแก้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นอิสระ เขาจะไปเอาเสียงคนตั้ง ๑๐๐ คนที่ไหนมารับรองเขา ดิฉันใช้หลักการเดียวกับ ที่มีผู้รับรองของสมาชิกวุฒิสภา แค่ ๓ คนท่านรู้ไหมว่าหลังจากเลือกเข้ามาแล้วมันวุ่นวาย ยุ่งยากแค่ไหนในการตรวจสอบ แค่ ๓ คน ตรวจสอบกันมาปีกว่าก็ยังไม่เสร็จเลย ท่านจะเอา มาตั้ง ๑๐๐ คน ดิฉันเห็นว่าผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาในช่องทางของที่ปรึกษาได้ และดิฉันขอยืนยันให้สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติของท่านช่วยทำหน้าที่ปวงชนชาวไทย ช่วยทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยให้เต็มที่ และช่วยรับผิดชอบทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น โดยการกระทำของท่าน ทุกอย่างตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกหลีกเลี่ยง เลิกโยนความผิด ให้บุคคลอื่นสักที ขอบพระคุณค่ะ
เชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่น ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ ที่ท่านตระหนักถึงผลของการลงมติของสภาไป เมื่อสักครู่นี้ และถ้าไม่ติดใจในกรณีของการสงวนความเห็นตั้งแต่มาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑/๑๔ ท่านประธานครับ ประเด็นของเพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านรัชนีกร ทองทิพย์ ที่ท่านมีการสงวนไว้ในมาตรา ๒๕๖/๑/๑ และมาตรา ๒๕๖/๑/๒ นั้น มี ๒ ประเด็นด้วยกันที่ผมจะถือโอกาสนี้ตอบต่อเพื่อนสมาชิกครับ
ประเด็นที่หนึ่ง เป็นเรื่องของกลไกหรือองค์กรในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในนี้ ท่านเห็นด้วยกับการมีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๓๕ คน แต่ว่าถ้ามีเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ให้มีที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการจำนวน ๓๕ คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของรัฐสภาเช่นเดียวกัน ประเด็นนี้เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ทางรัฐสภาได้มีการลงมติในมาตรา ๒๕๖/๑ มีการระบุกลไก อยู่ ๒ คณะด้วยกัน ก็คือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีสภาที่ปรึกษา และไม่มีที่ปรึกษารูปแบบอื่นใด ส่วนเมื่อกรรมาธิการเกิดขึ้นแล้วจะมีการตั้งอนุกรรมการ มีการตั้งที่ปรึกษาหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ฉะนั้นในประเด็นนี้ทางกรรมาธิการคงต้อง ขอยืนว่าเราไม่อาจเห็นด้วยครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านรัชนีกร ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านสงวนไว้ครับ ก็คือประเด็นเรื่องที่มาของการคัดเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนผมได้นำเรียน ไปเบื้องต้นว่าที่มาดังกล่าวนั้นจะอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๒ จนไปถึงมาตรา ๒๕๖/๕ ซึ่งจะเป็น ประเด็นในการพิจารณาต่อไป แต่ว่าท่านตั้งประเด็นตรงนี้ไว้ ทางคณะกรรมาธิการก็คงต้อง ตอบครับ ถ้าตอบว่าท่านอยากได้ที่มาของกรรมาธิการร่างนะครับ เป็นระบบที่มาจากสมาชิก รัฐสภาเท่านั้น และท่านก็บอกว่าไม่ได้หมายถึงว่าการคัดเลือกโดยตรงนะครับ แต่ต้องเริ่มจาก การที่สมาชิกรัฐสภาท่านใดประสงค์ที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างจะต้องมีการสมัครเข้ามาก่อน แม้จะเป็นสมาชิกรัฐสภา ประเด็นนี้ในกรรมาธิการมีการพิจารณากันเยอะครับ กรรมาธิการ ตระหนักดีว่าโดยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น ถึงแม้จะมาจากประชาชน แต่สมาชิกรัฐสภา เป็นผู้ใช้อำนาจนั้นในบางส่วนได้จริงอยู่ครับ กรรมาธิการตระหนักดีว่าคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญพูดถึงกระบวนการริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญว่าเป็นอำนาจของรัฐสภา แล้วก็บอกว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่กรรมาธิการระวัง มากที่สุดก็คือการเข้าไปควบคุม การเข้าไปกำกับ การเข้าไปแทรกแซง การเข้าไปเป็นองค์กร สถาปนารัฐธรรมนูญเสียด้วยตนเอง และทำให้กระบวนการที่อาจจะมีตัวแทนที่หลากหลาย กระบวนการที่แม้จะยึดโยงในฐานะตัวแทนประชาชนอยู่ในระดับหนึ่งนั้นอาจจะไม่ยึดโยง ในท้ายที่สุดหากใช้สมาชิกรัฐสภาไปเป็นผู้ยกร่างหรือร่างรัฐธรรมนูญเสียเองนั้น ข้อครหา ในประเด็นเรื่องความชอบธรรมต่าง ๆ เราเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการได้มี การยืนมาโดยตลอดก็คือว่าต้องจำกัด หรือพยายามจะให้รัฐสภามีส่วนร่วมน้อยที่สุด ในกระบวนการร่าง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการร่าง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น จำกัดและควบคุมมิให้สมาชิกรัฐสภาเข้าไปมีส่วนแทรกแซง กระบวนการต่าง ๆ ได้ ถึงแม้ในท้ายที่สุดนั้นเมื่อมีการร่างออกมาแล้วสมาชิกรัฐสภาจะเป็น ผู้ลงมติให้ความเห็นชอบ ด้วยเหตุดังกล่าว ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงไม่เห็นด้วย กับการให้สมาชิกรัฐสภา แม้จะมีการสมัคร แม้จะมีการคัดเลือกโดยรัฐสภาเข้ามาเป็นผู้ร่าง รัฐธรรมนูญเสียเอง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่อาจรับข้อสงวนของท่านรัชนีกรได้ทั้ง ๒ ประเด็น ก็ขอยืนตามสิ่งที่เราสรุปมาเป็นร่างรายงานตามเสียงข้างมากครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการยังสงวน อยู่ไหมครับ ยังติดใจไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพคะ การควบคุม การกำกับ การแทรกแซง ในระบบ ๒๐ หยิบ ๑ มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยธรรมชาติ และโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถเลี่ยงได้เลย ใครมาจากใครก็ทำตามบุคคลนั้นค่ะ ดิฉันยังขอ ยืนยันว่าประชาชนกินข้าว และประชาชนอ่านหนังสือ ดิฉันเบื่อนักการเมืองที่คิดว่าประชาชน รู้ไม่ทันมากนะคะ
เฉพาะสั้น ๆ นะครับว่าติดใจ หรือไม่ติดใจ
ขอสงวนความเห็นค่ะ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ แม้ว่ามาตรานี้ คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มขึ้นใหม่ แต่กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นยังคงติดใจในคำชี้แจง ของคณะกรรมาธิการครับ ดังนั้นผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ไม่เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นให้เพิ่มมาตราขึ้นไหมครับ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ แสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๐๐ ขอแสดงตนค่ะ
๑๐๐ แสดงตนครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
๑๘๗ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ แสดงตนด้วยวาจาครับ
๑๔๔ แสดงตนครับ
เรียนท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ แสดงตนครับ
๐๒๔ แสดงตนครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๖๑ บวก ๔ เป็น ๕๖๕ ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปผมจะเชิญท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือไม่เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ก็คือเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญท่านสมาชิก ลงคะแนนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
๑๘๗ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ เห็นด้วยครับ
๐๒๔ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานครับ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยครับ
๑๔๔ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ค่ะ หมายเลขสมาชิกรัฐสภา ๑๐๐ เห็นด้วยค่ะ
๑๐๐ เห็นด้วยครับ มีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๓ บวก ๔ เป็น ๕๘๗ ครับ เห็นด้วย ๕๖๓ บวก ๔ เป็น ๕๖๗ ไม่เห็นด้วย ๓ งดออกเสียง ๑๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ ไม่เพิ่มมาตราขึ้นไหม
ต่อไปเป็นมาตรา ๒๕๖/๒ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๕๖/๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นอภิปรายครับ ท่านแรก ท่านเอกพร รักความสุข เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เอกพร รักความสุข กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น สำหรับในประเด็นนี้ ก่อนอื่นจะต้องขอ กราบเรียนที่ประชุมนะครับ ผลการลงคะแนนในมาตรา ๒๕๖/๑ ที่เราไม่สามารถมี สภาร่างรัฐธรรมนูญได้นั้น ทำให้เราต้องจำยอมให้มีระบบที่ออกแบบ มีคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น เป็นเหมือน ๒ ล้ออย่างที่ผม ได้อภิปรายไปในเบื้องต้น สิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากออกแบบเอาไว้ก็คือให้มี คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๓๕ ท่าน โดยใช้ระบบวิธีหยิบจากจำนวน ผู้มาสมัคร ท่านประธานครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปว่าอาจจะมี การควบคุมผ่านเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ล็อกตัวบุคคลที่จะมาเป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญ ๓๕ ท่าน ฉะนั้นพวกเราจะคิดกันใหม่ไหมในชุดความคิดว่าเราจะสร้างความเป็นกลางให้อยู่ใน คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญใน ๓๕ ท่านนี้ด้วยจำนวน ๑๐ ท่าน ถามว่าทำไมต้องมอง ๑๐ ท่าน เหตุผลคือว่าบุคคลที่เราได้สงวนคำแปรญัตติให้เข้ามาเกี่ยวข้องในบทบาทของ การเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น มาจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน จำนวน ๓ ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๓ ท่าน แลผู้ที่มีประสบการณ์ ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือเรื่องต่าง ๆ ทางการบริหารบ้านเมือง จำนวน ๔ ท่าน ทั้งหมดนี้ถ้าหากจะกล่าวได้ว่า ๑๐ ท่านนี้จะมีประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ผมจะขออภิปรายใน ๓ ประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นที่ ๑ คือความเป็นกลาง ประเด็นที่ ๒ คือไม่คลุมเครือ และประเด็นสุดท้าย คือมีคุณภาพ ตัวอย่างที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นการยกร่างโดยคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ ไม่ได้มาจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีมาตราหนึ่งคือในเรื่องสิทธิชุมชน มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๖ เป็นการกำหนดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่ผู้ยกร่าง ไม่บอกว่าวิธีการจัดการกับสิทธิชุมชนจะต้องทำอย่างไร หรือหน่วยงานรับผิดชอบควรจะทำ อย่างไร ทำให้ปัญหาสิทธิชุมชนยืดเยื้อยาวนานมาไม่ต่ำกว่า ๘ ปี หลังจากรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับ
ประเด็นต่อมา เรื่องอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภา เราจะเห็นว่า ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ชัดเจนว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาภายใต้เงื่อนไขอะไร ถ้าในอดีตจะบอกชัดเจนว่าจะต้องให้คณะรัฐมนตรีมีความเห็นร่วมกันในการยุบสภา เรื่องแบบนี้ละครับ นักกฎหมายมหาชนจะทำหน้าที่ในการดูแลประเด็นในรัฐธรรมนูญให้มี ความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คำนึงถึง เลยว่าจะมีกรณีปัดเศษของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ประชาชนอาจจะลงคะแนนเลือก พรรคการเมืองขนาดใหญ่ แต่ต้องนำคะแนนเหล่านั้นไปช่วยสนับสนุนพรรคการเมือง ขนาดเล็กเป็นวิธีปัดเศษ ปัญหาแบบนี้คือความคลุมเครือในการใช้คะแนนเสียงของประชาชน นอกจากนี้วาระของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๘ ที่ต้องดำรงตำแหน่ง ๘ ปี ก็เป็นปัญหา ในการตีความจนกระทั่งนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์แบบนี้ ไม่ควรจะเกิดจากการเขียนรัฐธรรมนูญ ถ้าเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน มีผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีความเป็นกลาง นั่งอยู่ใน คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ก็น่าจะดีกว่าที่ผมได้เล่ามา
ประเด็นต่อมา การที่เรามีผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวนี้ จะทำให้ทิศทางการทำงาน ของคณะกรรมาธิการยกร่างนั้นมีความเป็นกลางเพิ่มมากขึ้น ท่านลองนึกดูว่าในเวลานี้ สังคมการเมืองเบื่อหน่ายกับใบสั่งทางการเมือง เรามีมือที่มองไม่เห็นอยู่ในระบบบริหาร ภาครัฐ เรามีคนที่เอาเปรียบโดยใช้เสียงข้างมากทำเรื่องต่าง ๆ และทำให้ประชาชน คลางแคลงใจ หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีคนทักท้วง ไม่มีคนคอย ตรวจสอบ ปัญหาก็จะตามมา ฉะนั้นก็หวังว่าใน ๓ ประเด็นนี้ หากมี ๑๐ ท่าน จาก ๓๕ ท่าน ทำหน้าที่เป็นกลางเพื่อรักษาความชัดเจนของกฎหมายมหาชน ไม่มีความคลุมเครือ ในประเด็นข้อกฎหมายต้องตีความ เขียนให้ชัดเจน ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญก็จะสบายใจ อย่างน้อยถึงแม้ไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีบุคคลที่เชี่ยวชาญ ๑๐ ท่าน อยู่ใน การยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
ผมขออนุญาตที่ประชุมครับ ผมขอพักการประชุม ๕ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๑๓.๕๙ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๐๔ นาฬิกา
ขอต้อนรับคณะประชาชน เข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๐๐ ท่าน เข้าฟัง การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ ขอบคุณครับ ยินดีต้อนรับครับ ต่อไปเชิญท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ท่านประยุทธ์อยู่ไหมครับ ถ้ายังไม่เห็น เชิญท่านสุธรรม แสงประทุม ท่านสุธรรม ยังไม่มาใช่ไหมครับ เชิญท่านสหัสวัต คุ้มคง ครับ เข้ามาหรือยังครับ เข้ามาแล้วเชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนคำแปรญัตติครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๕๖/๒ คือที่มาของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านครับ อย่างที่ผมได้พูดไปในตอนที่อภิปรายร่างมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ นี้ก็เป็นตัวยืนยัน เช่นกันว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะมีความยึดโยงกับประชาชนมากแค่ไหน เพื่อนสมาชิกครับ การที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะมีความยึดโยงกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ครับ เพราะเรา จะสามารถพูดได้เต็มปากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากประชาชน และเพื่อนสมาชิกครับ อย่างที่ผมได้อภิปรายไปตอนมาตรา ๒๕๖/๑ ว่าการให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างและให้สภา มาคัดอีกทีไม่ได้เป็นการขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะนี่ไม่ใช่การเลือกตั้ง ทางตรง แต่นี่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม เหมือนที่ประชาชนเลือก สส. แล้ว สส. มาเลือก นายกรัฐมนตรี ทุกท่านครับ ผมต้องขอพูดอีกครั้งและผมจะพูดได้เรื่อย ๆ ว่าผมขอเรียกร้อง ให้รัฐสภาแห่งนี้ยืนยันเรื่องง่าย ๆ คืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ยืนยันเรื่องที่ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราอยู่กับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาอย่างยาวนานแล้วเราเห็นปัญหากันมาอย่างชัดเจนเต็มไปหมด จนเรื่องนี้แทบจะเป็นฉันทามติที่สังคมพูดกันเป็นเสียงเดียวกัน ผมขอเรียกร้องรัฐสภาแห่งนี้ โหวตตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อยืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ยืนยันว่าประชาชนต้องได้มีโอกาสเลือกผู้ร่าง แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม ถ้าขนาดทางอ้อม ท่านไม่ให้เขา ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยิ่งลดลงเรื่อย ๆ ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ท่านรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรา ๒๕๖/๒ ดิฉันได้สงวนความเห็น ไว้ว่าให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑ โดยให้บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๕๖/๓ และมาตรา ๒๕๖/๔ และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรองจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ คน ซึ่งประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งความประสงค์ในการสมัครรับคัดเลือกต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ประธาน รัฐสภาประกาศกำหนด โดยประกาศดังกล่าวให้ประกาศในวันเดียวกับวันที่ประธานรัฐสภา ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ วรรคสาม โดยต้องกำหนดระยะเวลาการได้มาซึ่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร รับคัดเลือกก่อนวันที่รัฐสภาจะดำเนินการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ที่เคารพคะ สิ่งที่ดิฉันต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากก็คือ ๑. คุณสมบัติเหล่านี้ดิฉันขอให้ เป็นคุณสมบัติของที่ปรึกษา เนื่องด้วยจากที่อภิปรายไปแล้วในมาตราก่อนหน้าในเรื่องของ ความรับผิด รับชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย อีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของผู้รับรอง กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าต้องมี ผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ส่วนนี้ดิฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นภาระยุ่งยากเกินความจำเป็น และจะทำให้ ๑๐๐ คนนั้นที่จะมาเป็นผู้รับรองจำกัดการได้มาซึ่งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถที่จะมาช่วยกันแก้หรือว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนที่ได้นำเรียนว่าบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หรือการใช้ รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าทางกฎหมายหรือว่าทางการใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคประชาชน ผู้รับรอง ๑๐๐ คน ไม่น้อยนะคะ กับผู้เชี่ยวชาญที่มาจากประชาชนที่อิสระที่ไม่ได้อิงกับ พรรคการเมือง ถามว่า ๑๐๐ คนของผู้รับรองเขาต้องใช้เวลาเยอะมาก แล้วจะเอามาจากไหน ๓ คนก็พอแล้วค่ะ ดิฉันขอเทียบเคียงกับผู้รับรองของผู้สมัคร สว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ได้รับเลือกกันมาในปัจจุบัน ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง ในการเป็นผู้รับรองหรือว่าพยาน ของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา หากผู้รับรองให้ข้อมูลเท็จในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ก็จะมีโทษ ตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี และ/หรือปรับ ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท และหากศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๕ ปี ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วย การได้มาซึ่ง สว. มาตรา ๗๕ และหากเป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่ กกต. หรือเจ้าพนักงานโทษก็หนักมากขึ้น อาจจะเป็นต้องโทษจำคุก ๗-๑๐ ปี และเพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง ๒๐ ปี ท่านเอา ๑๐๐ คน มารับรองผู้สมัคร เอาจริง ๆ คือผู้ที่เข้ามาสมัคร จะต้องมีทั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม คุณสมบัติตัวอย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้พูดถึง ที่สำคัญ ๆ ที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องการรับรองก็คือมีทั้งเรื่องของการเคยเป็นผู้สอน วิชาในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือเป็น หรือเคยเป็นผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมและมี ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ใช้คำว่า ผลงานเป็นที่ประจักษ์ หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมาย รับรองการประกอบวิชาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งการพิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ ดิฉันถามว่า ถ้าจะเอาคน ๑๐๐ คน แล้วให้มารับรองคนคนเดียว ถ้าคนคนนั้นเป็นผู้อิสระจริง ตามเจตนารมณ์ของการได้มาซึ่งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านอ้างว่าจะไม่อิงกับ พรรคการเมือง จะไม่มีสายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดิฉันเชื่อว่าเป็นไปได้ยากมาก เอาความจริงมาพูดกันค่ะ ๑๐๐ คนจะเอามาจากไหนกับคนอิสระ มาดูถึงลักษณะต้องห้าม อีกนะคะ ที่ไม่ใช่แค่คุณสมบัติที่มี ลักษณะต้องห้ามที่กำหนดไว้ก็มีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เคยต้องโทษต่าง ๆ ถามว่า ๑๐๐ คน ที่จะเอาเข้ามารับรองผู้สมัคร ๑๐๐ คนนั้นจะมั่นใจ ได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นไม่เคยมีลักษณะต้องห้าม ตัวอย่างเช่น เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุด ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม นี่แค่ตัวอย่างนะคะ ดิฉันถามว่าประชาชน ๑๐๐ คน ที่จะมารับรองบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่ท่านทั้งหลาย ณ วันนี้ตั้งใจให้เป็นผู้ที่ เป็นอิสระจากพรรคการเมือง อิสระจากการครอบงำ อิสระจากการแทรกแซง เป็นไปได้ หรือคะ ท่านลองคิดคำนวณดูในใจก็ได้ค่ะ ถึงแม้วันนี้ดิฉันจะสงวนความเห็นไว้เยอะแยะ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรดิฉันถือว่าดิฉันได้ทำหน้าที่ของดิฉันอย่างเต็มที่ และคะแนนวันนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่ท่านจะต้องยึดโยงกับพรรคการเมือง ดิฉันถามตรง ๆ ว่า คำว่า ยึดโยงกับประชาชน มันเกิดขึ้นได้จริงไหม เราเอาความจริงมาตอบกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่ เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกรัฐสภา จากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากการที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีมติให้มีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๓๕ คน โดยใช้วิธีการเรียกง่าย ๆ ว่าคือ ๒๐ หยิบ ๑ ก็คือสมาชิกรัฐสภา ๒๐ คน เลือกมา ๑ คน ถ้ารวมแล้วสมาชิกสภา ๗๐๐ คน ก็เลือกได้มา ๓๕ คน ตามจำนวนที่ กำหนดไว้ ทีนี้ในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่หลากหลาย อย่างเช่นว่า เคยเป็นอาจารย์สอนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือเคยเป็นผู้พิพากษา หรือเคยเป็นอัยการ หรือ ตำรวจ หรือเคยเป็นข้าราชการระดับ ๘ ขึ้นไป หรือเคยเป็น สส. สว. หรือคนที่เคยทำงานใน ภาคประชาสังคมมาไม่ต่ำกว่า ๕ ปี เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการคัดเลือกหรือหยิบเลือกจาก ผู้ที่มาสมัครที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น ไม่มีความมั่นใจว่าจะมีการหยิบเลือกหรือเลือกบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์เรื่องกฎหมายมหาชน เรื่องรัฐศาสตร์ หรือมีความรู้ประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือบุคคลที่เคย ร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาได้เพราะว่าจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะ เป็นไปด้วยความล่าช้าเนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญ ขาดผู้ชำนาญโดยตรง หรือขาด ประสบการณ์ที่หลากหลายในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการปกครอง ดังนั้น ผมในฐานะกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย ได้ขอสงวนความเห็นโดยขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา ๒๕๖/๒ เป็นว่า ขอให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อจำนวน ๒๕ คน และมาจากบุคคลซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จากผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์ หรือจากผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน หรือจากเคยเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญมา จำนวน ๑๐ คน ผู้เชี่ยวชาญ ๑๐ คนซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง จะเป็นเครื่องรับประกันว่าการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความง่ายดายมากขึ้น เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือคนที่เคยมี ประสบการณ์ด้านบริหารราชการแผ่นดินจะมีความเข้าใจในเรื่องกฎหมายมากกว่า ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีความรอบคอบมากขึ้น และที่สำคัญการที่เรามีนักวิชาการ สายกฎหมายมหาชนหรือสายรัฐศาสตร์เข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่าง จะทำให้สังคมยอมรับ มากกว่านะครับ ยอมรับมากกว่าบุคคลทั่วไป ซึ่งอาจจะเป็นใครก็แล้วแต่ที่ไปสมัคร แล้วถูกสมาชิกรัฐสภาคัดเลือกเข้ามา เพราะว่าการที่มีการสมัครแล้วสมาชิกรัฐสภาคัดเลือก เข้ามานั้น ก็แน่นอนว่าบุคคลเหล่านั้นอาจจะมีความเชื่อมโยงกับสมาชิกรัฐสภากลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทำให้สังคมมีความเคลือบแคลงใจ เพราะฉะนั้นการที่อย่างน้อยมีคนที่เป็นนักวิชาการจำนวนหนึ่งเข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น อย่างน้อยทำให้สังคมมีความสบายใจมากขึ้น แล้วอย่าลืมนะครับว่า ร
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ผมจะขออภิปรายแสดง ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเห็นที่ได้สงวนไว้ ที่ท่านกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย ก็เพิ่งได้อภิปรายไป ที่เราสงวนความเห็นไว้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการให้มีการเลือกตั้ง โดยประชาชนมาก่อน ก่อนที่จะมาให้รัฐสภาเลือก ก่อนที่จะมาเป็น ๒๐ หยิบ ๑ หรือจะเป็น อย่างอื่นก็ตาม ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในร่างของพรรคเพื่อไทย เราให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และ สสร. นั้น ๓๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วให้รัฐสภามาคัด ให้เหลือ ๑๐๐ คน การเลือกตั้งจึงอยู่ในชั้น สสร. ส่วนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเราไม่ได้ เสนอให้ต้องมีการเลือกมาจากประชาชน เนื่องจากว่าองค์กรที่จะให้มีการเลือกมาจาก ประชาชนมาก่อนเป็น สสร. และในเรื่อง สสร. นี้ได้ตกไปแล้ว เมื่อตกไปแล้วก็มาถึงขั้น กรรมาธิการร่าง ซึ่งก็ต้องมาดูร่างของคณะกรรมาธิการและข้อสงวนของเรา ท่านประธานครับ ในร่างของคณะกรรมาธิการ มาตรา ๒๕๖/๒ ก็จะให้มีผู้ประสงค์สมัครมาคัดเลือกเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐาน วิสัยทัศน์ รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ให้สนับสนุนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้ก็พอเป็นที่ทราบ กันแล้ว แต่ว่าถ้าเราจะดูต่อไปถึงคุณสมบัติในมาตรา ๒๕๖/๓ ผมเข้าใจนะครับว่าขณะนี้ เราพิจารณามาตรา ๒๕๖/๒ แต่ว่ามันโยงกัน จำเป็นต้องยกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นปัญหา ของมาตรา ๒๕๖/๒ นี้ ในมาตรา ๒๕๖/๓ กรรมาธิการบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ระบุเรื่อง คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะบอกว่า มีสัญชาติไทยโดยการเกิดอายุเท่าไร การศึกษาอะไร แล้วพอมาตอนเริ่มสำคัญมากขึ้น เช่น เคยเป็นผู้สอนวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเคยเป็นผู้วิจัยในโครงการหน่วยงานระดับวิจัยและนวัตกรรม และมีผลงาน เป็นที่ประจักษ์ อันนี้ก็นึกถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ ก็น่าจะมีคุณสมบัติ มีความรู้ ความสามารถที่จะช่วยร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่พอต่อไปก็จะมีว่าเป็นผู้พิพากษามาจะต้อง เป็นอย่างไร เคยรับราชการในตุลาการศาลปกครองจะต้องเป็นอย่างไร รับราชการเป็น เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร แล้วก็เคยรับราชการไม่น้อยกว่า ๓ ปี ในตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนระดับ ๘ อย่างนี้เป็นต้น ไปจนถึงเคยเป็น สส. สว. ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ พ้นตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี แล้วก็เป็นผู้เคยทำงานในภาค ประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย ผู้บริหาร ระดับสูงของบริษัทมหาชน คุณสมบัติอย่างนี้ครอบคลุมไหม ครอบคลุม ก็คือเปิดโอกาส ให้ใครที่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งก็มีสิทธิสามารถที่จะมาเป็นผู้สมัครเป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ ปัญหาจะเป็นอย่างนี้ครับ พอเราใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ คนที่เขาจะมาสมัครเขาก็รู้กติกา รู้กติกาเขาก็ยังต้องคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น สมมุติว่าเขาแห่ กันมาสมัครสัก ๑๐,๐๐๐ คน มาถึงสภาจริง ๆ จะเป็นอย่างไร ๒๐ หยิบ ๑ พรรคการเมืองหนึ่ง มี ๔๐ ที่ มี สส. ๔๐ คน ก็เตรียม ๒ คนไว้แล้ว ๒ คนไว้แล้วนั่นอยู่ใน ๑๐,๐๐๐ กว่าคนนั้น แล้วกรณีทำนองเดียวกันก็จะเกิดขึ้นไปจนครบ ๓๕ คน โดยความเป็นจริงจะพบว่าการสมัคร กันครั้งนี้จะมีคนมาสมัครน้อยมาก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าพรรคการเมืองก็ดี หรือ สว. ก็ดี ที่รวมกลุ่มกันเป็น ๒๐ คนจะเลือกใคร และให้ใครไปสมัคร เพราะฉะนั้น ๒๐ หยิบ ๑ นี้ จะล้มเหลวในแง่ที่ท่านอาจจะมองภาพนึกภาพเป็นว่าจะมาสมัครกันเยอะแยะเลย คงจะได้ คัดเลือกจากบุคคลที่หลากหลาย อันนั้นเป็นปัญหาข้อที่ ๑ จะทำให้การคัดเลือกกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างซบเซาที่สุด เป็นไปอย่างที่คนทั้งประเทศจะรู้สึกว่าเขาไม่เกี่ยว ด้วยเลย แล้วคนสมัครถ้าไม่ได้รับการติดต่อทาบทามไว้แล้วก็ไม่อยากจะมาสมัครให้เสียเวลา แต่ปัญหาต่อมาทำไมทางพรรคเพื่อไทยสงวนไว้อย่างที่ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง เพิ่งได้อภิปรายไป เมื่อเขียนคุณสมบัติอย่างนี้แล้วก็ให้ ๒๐ หยิบ ๑ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่จะช่วยร่างรัฐธรรมนูญได้ การร่างรัฐธรรมนูญอาจจะบอกว่ามีสัญชาติไทย โดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี แล้วมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เคยเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี สมมุติอย่างนี้ หรือจะมีบางคุณสมบัติแล้วไปกระจุกอยู่ในบางคุณสมบัตินั้น โดยที่ไม่มีบุคคลที่มีคุณสมบัติ ที่จะมีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมหาชน ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาเป็นกรรมาธิการอย่างเพียงพอ ตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ทางพรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็น ไว้ว่าเราอยากเห็นการกำหนดให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแบ่งเป็น ๒ ส่วน แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนหนึ่ง ๒๕ คน ใช้สูตรถ้าเป็น ๒๐ หยิบ ๑ ๗๐๐ คน เลือก ๒๕ คน ก็จะเป็น ประมาณ ๒๘ หยิบ ๑ อีก ๑๐ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากวิชาชีพที่รัฐสภาจะเลือก แต่หมายถึงเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญทางด้านที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือความแตกต่าง เราคิดว่าเมื่อท่านไม่ได้กำหนดให้มาจาก ประชาชนก่อนแล้ว แล้วใช้วิธี ๒๐ หยิบ ๑ แบบนี้ ความเสี่ยงที่คนจะเข้าร่วมจะมีน้อยมาก แล้วอย่างนี้ ควรจะกำหนดสัดส่วนเสียให้ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่าง ไม่อย่างนั้นกรรมาธิการ ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญไม่รู้ว่าจะเป็นองค์ประกอบแบบไหน ที่เรากลัวกันมาก ๆ คือ ๒๐ หยิบ ๑ นี้จะกลายเป็นเสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดได้ไปหมด กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ถูกกำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่ไปรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็น สส. ด้วยกัน หรือ สส. กับ สว. ร่วมกันแล้วกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้หมด แถมผู้ร่างก็มีองค์ประกอบที่ขาด ผู้ที่ควรจะมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญ พวกผมกรรมาธิการ จากพรรคเพื่อไทยจึงได้สงวนความเห็นไว้ดังที่ได้ปรากฏในเอกสาร ขอบคุณครับ
ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กับท่านสุธรรม แสงประทุม ยังอยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่ขอเชิญท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่แก้ไขในมาตรา ๒๕๖/๒ ในส่วนของมาตรานี้หัวใจสำคัญเลยก็คือเรื่องที่มาของ บัญชีบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกในส่วนของกรรมาธิการ ซึ่งถ้าหากว่ายืนตามร่างเดิมก็คือ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเนื่องด้วยเมื่อสักครู่ทางรัฐสภามีมติในส่วนนี้ก็คือไปแก้ เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญในเรื่องของ การที่จะมีประชาชน อย่างน้อยมีคูหา แม้ว่าจะเป็นในเรื่องของเลือกแบบทางอ้อมก็ตาม อย่างน้อยที่สุดแล้วประชาชนเขาจะได้มีส่วนร่วมดังคำที่ระบุไว้ในเหตุผลประกอบร่าง ของทั้ง ๓ ร่างที่นำมาสู่การพิจารณา แม้ว่าร่าง ๑ จะตกไปก็ตาม ผมคิดว่าถ้าหากว่าทุกท่าน พูดอยู่เสมอว่าอยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นผู้สถาปนา เป็นผู้ทรงอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมดั่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้เราจะกังวลว่า จะไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่การที่ยังมีคูหาให้ประชาชน ได้เลือก ได้คัดกรองผู้ที่เป็น Candidate หรือผู้ที่สมควรได้รับเลือก คัดเลือกมาชั้นหนึ่ง ก็ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องที่นอกจากเรื่องของในเชิงหลักการแล้ว ยังเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ด้วยท่านประธานครับ หลังจากที่เราจะพิจารณา หลังจากวันนี้ วาระสอง พรุ่งนี้อีกวันหนึ่งแล้วก็เว้น ๑๕ วัน แล้วเราก็จะพิจารณาในวาระที่สาม หลังจากนั้น เราต้องไปทำประชามติ ถ้าหากว่าไม่มีอะไรสะดุด แล้วการทำประชามตินั้นก็ต้องถาม ประชาชน ท่านประธานครับ เราจะไปบอกเขาอย่างไรว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่ประชาชนเป็นผู้สถาปนา มีอำนาจในการสถาปนาในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถให้ประชาชนเลือกได้โดยตรง แม้กระทั่ง ไม่สามารถให้ประชาชนเลือกได้โดยอ้อม เราไม่สามารถ ไม่มีความพยายามพอที่จะให้ ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการเลือกผู้ร่าง แม้กระทั่งเลือกโดยอ้อมเราก็ไม่มี ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการที่จะไปตัดกระบวนการตรงนี้ และเมื่อพิจารณา ประกอบกับเมื่อสักครู่ที่สภาลงมติในมาตรา ๒๕๖/๑ ไปแล้ว ซึ่งกรรมาธิการเดิมทีเดียวใช้คำว่า ยกร่างก็เหลือเพียงแค่ กรรมาธิการร่าง ดังนั้นผมก็ สนับสนุนกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ในคณะของท่านพนิดา ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ และคณะ ที่คงร่างเดิม แต่ว่า แก้ไขตัวข้อความเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๕๖/๑ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณธิษณา ชุณหะวัณ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันขออภิปรายในประเด็นมาตรา ๒๕๖/๒ ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดที่มา โครงสร้าง และความชอบธรรมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ว่าดิฉันไม่เห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเห็นชอบในกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ประกอบไปด้วยคุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ คุณอนุสรณ์ แก้ววิเชียร คุณเชตวัน เตือประโคน คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ คุณภัณฑิล น่วมเจิม และคุณสหัสวัต คุ้มคง และเห็นชอบให้เราควร ยึดร่างที่ให้กรรมาธิการมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และไม่ควรรับร่างที่เพิ่มสัดส่วน กรรมาธิการที่มีรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ดิฉันมี ๔ ประเด็นหลัก ๆ
หลักการที่ ๑ คือหลักการการตั้งต้นรัฐธรรมนูญต้องมาจากเจตจำนงของ ประชาชน รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายทั่วไปค่ะ แต่เป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ผูกพัน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีที่มาที่ยึดโยง เชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนผู้มีอธิปไตยสูงสุดทางตรงค่ะท่านประธาน ร่างที่กำหนดให้มี กรรมาธิการยกร่าง จำนวน ๗๐ คนจากการเลือกตั้งโดยตรงและลับทั้งประเทศ สะท้อน หลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจนว่าผู้ร่างกติกาสูงสุดต้องได้รับอำนาจจากเจ้าของอธิปไตย ซึ่งคือพี่น้องประชาชนค่ะ
หลักการที่ ๒ คือระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อกลุ่ม ความชอบ และหลากหลาย การกำหนดให้สมัครเป็นบัญชีรายชื่อกลุ่มตั้งแต่ ๑๗-๗๐ คน ไม่ใช่กลไก ทางเทคนิคเพียงเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบให้ใช้ความคิดเป็นชุดค่ะท่านประธาน ไม่ใช่ ความคิดของตัวบุคคล ลดอิทธิพลของปัจเจกบุคคลลง และเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลาย ทางอุดมการณ์ ภูมิภาค และประสบการณ์ที่หลากหลายค่ะท่านประธาน เมื่อใช้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งและนับคะแนนแบบสัดส่วน จะได้คณะกรรมาธิการที่สะท้อนสังคมไทย โดยรวม และไม่ผูกขาดกับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งค่ะ
หลักการที่ ๓ กลไกการคำนวณคะแนนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ร่างที่เลือกตั้ง ทั้งหมดวางสูตรคำนวณอย่างละเอียด ตั้งแต่เกณฑ์ขั้นต่ำ ๑ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยต่อ ๑ ที่นั่ง การจัดการเศษ และกรณีคะแนนเสมอค่ะ นี่คือการยืนยันว่าการได้มาซึ่งกรรมาธิการไม่ใช่ การต่อรองทางการเมือง แต่เป็นผลลัพธ์ของคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนล้วน ๆ ค่ะ
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้าย คือความเชี่ยวชาญไม่เท่ากับความชอบธรรม ผู้เชี่ยวชาญค่ะ ดิฉันยอมรับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ความเชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องได้มาด้วย การแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการบริหารราชการเอง สามารถเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งได้เฉกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และเมื่อได้รับ การเลือกตั้ง จะมีทั้งองค์ความรู้และมีความยอมรับ เป็น Consensus จากพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่การแต่งตั้งไม่สามารถทดแทนได้เลย
บทสรุป ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ดิฉันจึงเห็นว่า
๑. ร่างที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด
๒. คือควรมีโครงสร้างที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ให้ได้มากที่สุด
๓. คือคณะร่างที่เพิ่มกรรมาธิการแต่งตั้งโดยรัฐสภา ยังมีข้อจำกัดเชิงหลักการ และมีผลกระทบต่อความชอบธรรมของกระบวนการ อาจจะถูก Discredit ภายหลังได้ ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างมาตรา ๒๕๖/๒ ตามความเห็นของกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่เพิ่มสัดส่วนการแต่งตั้ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ฉบับนี้เป็นกติกาที่พี่น้องประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการ ได้ตอบชี้แจงครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๗ ท่าน ที่ได้มีการตั้งข้อสงวน มีการแปรญัตติ แล้วก็มีการอภิปรายเพิ่มเติมในประเด็น ต่าง ๆ ผมขออนุญาตสรุปว่าสิ่งที่ท่านมีการอภิปรายนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ ๑ ก็คือมีกรรมาธิการ แล้วก็ที่สงวนไว้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ จากพรรคประชาชนที่ตั้งประเด็นในลักษณะการขอให้พิจารณาการกลับคืนสู่ร่างเดิม ซึ่งร่างเดิมในส่วนของมาตรา ๒๕๖/๒ นั้นคือการได้มาซึ่งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอให้เป็นการได้มาจากการเลือกตั้ง แม้กระทั่งอาจจะมีการเรียกว่าการเลือกตั้งทางอ้อม แต่คือการเลือกตั้งบุคคลจำนวนหนึ่งขึ้นมาก่อนแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาอีกส่วนหนึ่งครับ
กรรมาธิการที่สงวนความเห็นในส่วนที่ ๒ ก็คือกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยหลายท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านก่อแก้ว ท่านเอกพร ท่านจาตุรนต์ ที่มีการสงวนความเห็นว่าในกรณีที่จะพิจารณาบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ เป็นกรรมาธิการร่าง อย่างน้อยที่สุดควรจะมีหลักประกันเรื่องของความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายมหาชน ความเชี่ยวชาญในด้านของการปฏิบัติราชการต่าง ๆ ซึ่งห่วงกังวลว่าในกรณีที่ไม่เขียนระบุไว้ในตอนนี้นั้น หากมีการพิจารณาคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๕๖/๓ นั้น อาจจะไม่ได้มาซึ่งบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในบางประการที่จะ ส่งผลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้เองทางเราก็ตระหนักแล้วก็มีความเห็น ที่คล้อยตามในบางส่วน แต่ว่าก็จะเป็นการพิจารณาในมาตราถัด ๆ ไปครับ
อีกส่วนหนึ่งที่กรรมาธิการสงวนความเห็นไว้นะครับ โดยเฉพาะในส่วนของ ท่านรัชนีกร ก็คือการสงวนความเห็นเรื่องของการดำรงอยู่ ซึ่งกลุ่มที่เรียกว่าที่ปรึกษา ของกรรมาธิการในการร่างรัฐธรรมนูญ
ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่ ๓ ก่อนนะครับ เนื่องจากว่าเราได้มีการลงมติ ในมาตรา ๒๕๖/๑ แล้วเราได้มีการลงมติที่ไม่เห็นด้วยในการเพิ่มมาตรา ๒๕๖/๑/๑ และมาตรา ๒๕๖/๑/๒ ไปแล้ว ฉะนั้นเรื่องที่มา ถึงแม้อาจจะมีรายละเอียดในบางประการ เรื่องจำนวนการรับรอง และกระบวนการในการเลือกนั้น แต่กรรมาธิการคงไม่อาจที่จะ เห็นด้วยกับข้อสงวนของท่านรัชนีกรได้ครับ
ส่วนอีก ๒ ประเด็นที่เป็นข้อสงวนของเพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ ผมก็ต้อง นำเรียนว่าหลักคิดของกรรมาธิการในการพิจารณาคือกรรมาธิการยังเชื่อมั่นว่าในท้ายที่สุด แม้กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าจะออกมาเป็นบทบัญญัติรายมาตราดังที่ปรากฏ ในการร่างอยู่นั้น อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญในแง่ของการพิจารณาด้านกฎหมายมหาชน ด้านการบริหารราชการแผ่นดินต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจริงครับ แต่เรามองว่าในส่วนของ ผู้ที่จะคงหลักการพื้นฐานต่าง ๆ นั้น อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องได้บุคคลดังกล่าวทั้งหมด เพราะเราเชื่อมั่นว่าฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการในการร่าง ซึ่งก็คงต้องพิจารณาว่า เป็นหน่วยงานใดในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจจะเป็นบุคลากรของรัฐสภานั้น และบุคลากร ของกฤษฎีกาที่มาช่วยเราในการพิจารณาครั้งนี้ อาจจะเข้าไปมีส่วนช่วยในการดำเนินการ ครั้งหน้า ซึ่งสามารถมีได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่คุณสมบัติมาในมาตรานี้เป็นการเฉพาะ
อีกทั้งกรณีมาตรา ๒๕๖/๓ ที่จะมีการพิจารณาต่อไป ซึ่งเพื่อนสมาชิก หลายท่านก็พูดถึงว่ามีการเปิดกว้างเรื่องของคุณสมบัติในระดับหนึ่ง เช่น บุคคลที่มี ความเชี่ยวชาญในการบริหารราชการ คนที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คนที่เคยเป็น ในส่วนของคนที่ทำงานวิจัยด้านที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ท่านทวี สอดส่อง พูดเมื่อเช้าว่าขณะนี้ สถาบันพระปกเกล้าเองก็มีงานวิจัยออกมา ถ้าเพื่อนสมาชิกมีเวลาลองไปดูอย่างที่ ท่านประธานแนะนำนะครับ ผมเองอยากได้กล่องนั้นนะครับท่านประธาน กล่องที่รวบรวม เรื่องของการศึกษาวิจัยของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกล่องใหญ่ครับ แต่เขาบอกว่า เขาเตรียมมาน้อย เขายังไม่สามารถที่จะให้ผมได้ อันนี้ก็ต้องฝากท่านประธาน ซึ่งถ้าเป็น มาตรา ๒๕๖/๓ ที่เรากำลังจะพิจารณาคุณสมบัติต่อไป เราเชื่อว่าเปิดกว้างมากพอ และเชื่อว่าในท้ายที่สุดกรณีของบุคคลที่จะเลือกบุคคลดังกล่าวนั้น หากพิจารณา มาตรา ๒๕๖/๕ ตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็มั่นใจในกรณีของ ๒๐ คน ที่จะมี การเข้าชื่อว่าท่านจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่เขาจะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ฉะนั้นประเด็นนี้กรรมาธิการไม่เห็นด้วยครับ
ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ท่านสหัสวัต ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ได้พูดถึง เรื่องของการยึดโยงต่อเรื่องของการเลือกตั้ง บุคคลที่จะ เข้ามาทำหน้าที่ในการร่างอีกครั้งหนึ่ง ผมตระหนักดีครับ และยอมรับว่าอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญนั้นต้องปักหมุดให้ชัดว่าเป็นอำนาจของประชาชน ผมตระหนักดีครับว่าอำนาจ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนมอบให้มานั้น รัฐสภาย่อมมีส่วนร่วม แต่เมื่อ พิจารณาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราจะทำให้การแก้ไขครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่มีมิติเรื่องของ การตีความ เรื่องของการทำให้ระยะเวลาในการพิจารณาถูกทอดยาวออกไปโดยไม่จำเป็น ก็จำเป็นต้องอิงคำวินิจฉัย ที่ ๑๘/๒๖๘ ของศาลรัฐธรรมนูญ และเราไม่ได้อิงเฉพาะคำวินิจฉัย นี้นะครับ เราดูคำวินิจฉัยส่วนตน และดูแนวทางคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในอดีต ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในปี ๒๕๕๕ หรือในปี ๒๕๖๔ เราเห็นว่าหากจะให้มีการระบุให้มี การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งบุคคลเข้ามาก่อนแล้วรัฐสภาเป็นคนเลือกอีกครั้งหนึ่งนั้น สุ่มเสี่ยงครับ สุ่มเสี่ยงทั้งในแง่ของการที่มีคูหาเลือกตั้ง อาจถูกเข้าข่ายเป็นการตีความว่า เราให้มีการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือไม่ และสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ทำให้ กระบวนการในการแก้ไขครั้งนี้ล่าช้ายิ่งขึ้น อีกทั้งเรามั่นใจครับว่าแม้จะไม่ใช้กระบวนการดังกล่าว แต่มาตรา ๒๕๖/๒ ณ ขณะนี้ ที่กรรมาธิการพิจารณาไป ที่มีอยู่สี่วรรคนั้น สามารถที่จะตอบโจทย์เพื่อนสมาชิกทุกคนครับ มาตรา ๒๕๖/๒
ในวรรคหนึ่งนั้น พูดเรื่องของที่มาที่ไปว่าบุคคลที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัคร รับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างนั้น ท่านต้องมาพร้อมกับรายชื่อของบุคคลที่ให้ การสนับสนุน ท่านต้องมาพร้อมกับหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งจะมีกระบวนการในการตรวจ อย่างที่ บางท่านกังวลว่ากระบวนการตรวจจะหลุดรอดไปหรือไม่ ผมเชื่อมั่นว่าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว และท่านต้องมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ในการร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือวรรคหนึ่งครับ
วรรคสอง ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากพิจารณาออกมานั้น ก็คือว่าให้อำนาจ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ซึ่งผมเชื่อมั่น ในระดับหนึ่งนะครับ แม้อาจจะยังมีข้อติดขัดในบางครั้งของการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง แต่ในฐานะที่เห็นบทบาทบางส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อการตรวจสอบ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่สมัคร เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหาร และสมาชิกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ผมเชื่อมั่นว่าเขาเองก็สามารถดำเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามได้อย่างเพียงพอ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ของกรรมาธิการที่กำลังพิจารณาอยู่
วรรคสาม พูดถึงเรื่องบัญชีรายชื่อว่าเมื่อบัญชีรายชื่อดังกล่าวนั้นถูกส่งมาที่ รัฐสภาแล้ว เป็นอำนาจของท่านประธานรัฐสภาที่จะต้องออกระเบียบและให้มีการเปิดเผย บุคคลดังกล่าวเหล่านั้นต่อพี่น้องประชาชน ให้มาแสดงความคิดเห็นว่าบุคคลท่านนั้นที่สมัคร เข้ามาเหมาะหรือไม่เหมาะ มีเงื่อนไขติดขัดใด ๆ ในการจะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
ส่วนวรรคสี่นั้น เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องเท่านั้นว่าในกรณีแบบใบสมัคร ต่าง ๆ นั้นขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดครับ
ฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมได้นำเรียนต่อที่ประชุมนะครับ
๑. คือเราระมัดระวังและเราหลีกเลี่ยงมากที่สุดที่อาจจะนำไปสู่การตีความ ใด ๆ ต่าง ๆ ที่ทำให้การปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่สำเร็จ ฉะนั้นประเด็นเรื่อง การกลับคืนไปสู่ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามา เบื้องต้นนั้นทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย
๒. ก็คือกรณีของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เราเห็นชอบกับสิ่งที่ท่านเสนอว่า มีเหตุผลในระดับหนึ่ง แต่เราไม่อาจเห็นด้วยกับการใส่ถ้อยคำดังกล่าวมาในมาตรานี้ได้ และเราเชื่อมั่นว่าเมื่อพิจารณาในมาตราถัด ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๕๖/๕ บุคลากรตามความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่ท่านพูดถึงนั้นก็จะถูกพิจารณาในมาตราถัด ๆ ไป และเชื่อมั่นในผู้ที่คัดเลือกบุคคลดังกล่าวมา
ส่วนประเด็นที่เหลือเป็นประเด็นปลีกย่อย ที่ผมคิดว่าในท้ายที่สุดนั้นไม่ส่ง ผลกระทบต่อมาตราที่เรากำลังเดินหน้าอยู่ครับ ด้วยเหตุด้วยผลทั้งหมด ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากขอยืนตามร่างที่ปรากฏในรายงาน แล้วก็ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อสงวนของ เพื่อนสมาชิกได้ครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณประธาน คณะกรรมาธิการครับ กรรมาธิการยืนตามความเห็นเดิม ผู้สงวนยังติดใจไหมครับ เชิญท่านจาตุรนต์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีประเด็นที่ต่อเนื่องจากที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเพิ่งชี้แจงไปนิดหนึ่งนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งก็ไม่ได้พูดอภิปรายอย่างชัดเจนไว้ในที่ประชุม คณะกรรมาธิการอย่างที่ท่านได้ชี้แจง ที่ท่านชี้แจงนั้นก็เป็นเหตุเป็นผล แต่ใจความที่ท่าน ชี้แจงที่สำคัญก็คือว่า ท่านเกรงว่าถ้าหากว่าไปมีการเลือกตั้งทางอ้อมหรือเลือกตั้งมาก่อน แล้วจะให้รัฐสภามาคัดเลือก จะกลายเป็นขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกิดเป็น ประเด็นที่ตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยง วันนี้ มีสมาชิกบางท่านก็อภิปรายในทางพยายามจะหลีกเลี่ยงการที่อาจจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุน ตามเงื่อนไข จึงจำเป็นต้องยอมหลักการบางอย่าง ทีนี้เรื่องนี้มาเกี่ยวกับกรรมาธิการ ทางพรรคเพื่อไทยอยู่ด้วยผมจึงจำเป็นต้องชี้แจงหรือสอบถาม ก็คือว่าในระหว่างที่พิจารณา กรรมาธิการที่ต้องการให้กลับไปใช้ร่างเดิม ซึ่งขณะนี้ก็สงวนอยู่ สงวนอยู่เป็นกลุ่มแรกอยู่ใน หน้า ๙ ของเอกสาร แต่ปรากฏว่าท่านเกือบจะไม่ได้อภิปรายกันแล้ว แต่ตอนนั้นท่านพูดในกรรมาธิการว่าเสียดายที่กรรมาธิการบางส่วน บางพรรคงดออกเสียง การจึงไม่ได้เป็นไปอย่างที่ท่านต้องการ แล้วท่านก็เลยสงวนไว้อย่างแข็งขันจริงจังว่าจะเอา เรื่องการเลือกตั้งโดยประชาชนก่อนกลับมา แต่วันนี้ไม่ปรากฏ หรือปรากฏน้อยมากว่า ท่านยังต้องการอยู่อย่างเดิมหรือไม่ หรือท่านเห็นตามที่ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ไปแล้ว ซึ่งเดิมท่านประธานก็ไม่ได้สรุปทำนองนี้ เพราะเราไม่ได้คุยกันในทางว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นไปอย่างนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีการตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมพูดประเด็นนี้เพื่อที่อย่างน้อยเป็นการทำความเข้าใจว่าการตำหนิกัน หรือการโทษกันไปโทษกันมาว่าที่ไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เพราะใครงดออกเสียง เพราะใครงด ไปในทางตรงข้ามอะไรนี่ สุดท้ายแล้วจริง ๆ แล้วท่านที่อยากจะใช้ร่างเดิม ความจริง ลึก ๆ แล้วก็ยอมที่จะไม่อยากให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เลยไม่ได้แสดง ความเห็นในวันนี้ ถ้าเรื่องจะเป็นไปตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจง เราก็เข้าใจ เคารพการชี้แจงนั้น แต่เราก็ยังเห็นแบบของเรา เราสงวนไว้อย่างไรก็ขอสงวน ความเห็นไว้อย่างนั้น ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ผู้สงวนก็ยัง ติดใจนะครับ
ท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ แล้วก็เป็นการชี้แจงไปในตัว
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านจาตุรนต์ ฉายแสง นะครับ ที่ท่านพูดถึงว่าผมไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ผม ได้สรุปเมื่อสักครู่ในที่ประชุม แน่นอนครับ ในฐานะการทำหน้าที่ประธานนั้นผมคงไม่สามารถ ที่จะแสดงความคิดเห็นแบบจำเพาะเจาะจงได้ทั้งหมด แต่จะบอกว่าไม่ได้พูดเสียเลยก็คงไม่ใช่ ในขณะเดียวกันในสิ่งที่ผมได้นำสรุปเมื่อสักครู่นั้นเป็นผลที่มาจากการประชุมในบันทึก การประชุม ครั้งที่ ๘ และในครั้งที่ ๙ ที่เกิดขึ้นในวันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ แล้วก็เป็น ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ แน่นอนครับ มีรายละเอียดที่มากไปกว่าที่ผมพูด แต่ว่าหลักการพื้นฐานนั้นเป็นไปตามเพื่อนกรรมาธิการได้นำเสนอ แล้วในท้ายที่สุดออกมา เป็นข้อสรุป เป็นผลของการลงมติในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ผมเพียงแต่ทำหน้าที่ ในการนำข้อสรุปดังกล่าวมายืนยันต่อที่ประชุมรัฐสภา ก็ขออนุญาตชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ สหัสวัต คุ้มคง ขอใช้สิทธิพาดพิงนิดหนึ่งครับ
เชิญครับ
เมื่อสักครู่ที่ท่านจาตุรนต์ได้อภิปราย ผู้ที่ทั้งสงวนยืนยันให้ใช้ร่างหลักทั้ง /๑ และ /๒ บอกว่าพอถึง /๒ พวกเราไม่ได้ออกมายืนยัน ผมได้เป็นผู้อภิปรายในเมื่อสักครู่ไป เพราะผมสงวนทั้ง /๑ และ /๒ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ของพรรคประชาชนก็สงวนทั้ง /๑ และ /๒ แล้วเราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราต้องการคือการให้มี คูหาเลือกตั้ง แล้วเราพูดเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ไม่อยากย้อนกลับไปว่ามีแค่ กรรมาธิการสัดส่วนของพรรคเราเท่านั้นที่โหวตยันเรื่องนี้ในกรรมาธิการ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรานี้ดิฉันก็ยังขอยืนยันในสิ่งที่ดิฉันเห็นว่า กรรมาธิการที่จะมาร่างหรือใด ๆ ก็ตามควรที่จะเป็นอิสระและไม่ถูกควบคุม และไม่ถูก แทรกแซงโดยพรรคการเมือง รวมถึงจำนวนผู้รับรอง ๑๐๐ คน ก็ไม่ควรที่จะเป็นข้อจำกัด ของผู้ที่สมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในชั้นของกรรมาธิการดิฉันได้ตั้งคำถาม ไปยังคณะกรรมาธิการว่าถ้าในกรณีของผู้รับรอง ๑๐๐ คน แล้วพรรคการเมืองมีการส่งมา จะซ้ำได้ไหม หมายความว่าใช้เอกสารของผู้รับรอง ๑๐๐ คน ซ้ำ ๆ ได้ไหม ถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองมีการเตรียมการให้ ดิฉันยังขอสงวนความเห็นค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เนื่องจาก กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนยันตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผู้สงวนก็ยังสงวน ความเห็นนะครับ เนื่องจากมาตรานี้กรรมาธิการได้มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นผมจึงจะต้องถาม เป็น ๒ ตอน ในช่วงแรกจะถามก่อนว่าเห็นควรจะมีการแก้ไขหรือไม่ ในกรณีที่เห็นควร มีการแก้ไข จึงจะถามต่อไปว่าจะให้แก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะให้แก้ไขตามที่ กรรมาธิการสงวนความเห็น ก็จะมีการลงมตินะครับ ก่อนจะมีการลงมติก็ต้องขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามา เสียบบัตรแสดงตน ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาเสียบบัตรแสดงตนเพื่อจะ ลงมติต่อไปนะครับ ท่านที่กล่าวมาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ แสดงตนด้วยวาจาครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
เรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข ๐๒๔ แสดงตนครับ
เชิญเข้ามาเสียบบัตรแสดงตน ท่านที่เข้ามากดบัตรแสดงตนเรียบร้อยทุกท่านแล้ว มีสมาชิกท่านใดยังไม่แสดงตน ถ้าไม่มีแล้ว ก็ปิดการแสดงตนนะครับ แจ้งผลครับ มีผู้แสดงตนในห้องประชุมนี้ ๕๔๑ บวก ๓ เป็น ๕๔๔ ครบองค์ประชุมครับ
ผมจะถามมติจากที่ประชุม ว่าเห็นควรมีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควรมีการแก้ไข ก็กรุณากดบัตรเห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข กรุณากดปุ่มไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ เห็นชอบค่ะ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สส. ๐๒๔ เห็นชอบครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยครับ
มีอีกไหมครับที่ยังไม่ได้ลงมติ มีไหมครับ กำลังเข้ามา ๒ คนลงมติเลยครับ
ท่านประธานคะ เทียบจุฑา ขาวขำ สส. ๑๕๖ เห็นชอบค่ะ
ทรงยศ สส. ๑๔๓ เห็นด้วยครับ
แสดงตนหมดแล้วนะครับ แจ้งผลครับ อันนี้ลงมติแล้วนะครับว่าเห็นด้วยควรจะมีการแก้ไขหรือไม่นะครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๕๗๐ บวก ๕ เป็น ๕๗๕ เห็นด้วย ๔๑๖ บวก ๕ เป็น ๔๒๑ ไม่เห็นด้วย ๑๓๘ งดออกเสียง ๑๓ ไม่ลงคะแนน ๓ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขครับ
จะถามต่อไปว่าจะเห็นด้วย กับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่สงวน ความเห็น ก่อนที่จะลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
กรุณากดบัตรแสดงตนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
กำลังเข้ามาอีกหลายท่านนะครับ รัฐสภาขอต้อนรับคณะประชาชนที่เข้าเยี่ยมรัฐสภาเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๓๐ ท่าน กำลังฟังการประชุมอยู่ชั้น ๓ ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณมากครับ ที่มาชมงานวันรัฐธรรมนูญและมาฟังการประชุมในวันนี้ ขณะนี้รัฐสภากำลังประชุม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่นะครับ ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่มาฟังการแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ ได้กดบัตรแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการแสดงตน แจ้งผลครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ แสดงตนด้วยวาจาครับ
แจ้งผลนะครับ มีผู้เข้าร่วม ประชุมแสดงตน ๕๖๐ บวก ๒ เป็น ๕๖๒ ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปเป็นการลงมติว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็น ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไข กรุณากดปุ่มเห็นด้วย ถ้าเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น กรุณากดปุ่มไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณา กดปุ่มงดออกเสียง ลงมติได้ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค หมายเลข ๑๘๗ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยค่ะ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สส. ๐๒๔ ไม่เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ
ลงมติทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงมติ แจ้งผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๙๑ เห็นด้วย ๓๑๕ บวก ๒ เป็น ๓๑๗ ไม่เห็นด้วย ๒๕๕ บวก ๑ เป็น ๒๕๖ งดออกเสียง ๑๗ ไม่ลงคะแนน ๔ ที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไขนะครับ
เชิญเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๒๕๖/๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรา ๒๕๖/๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ กรรมาธิการที่สงวน ความเห็น ขอเชิญคุณรัชนีกร ทองทิพย์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ในมาตรานี้ดิฉันได้สงวนความเห็นไว้ ก็คือมาตรานี้เกี่ยวข้องกับเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ดังที่ดิฉันได้อภิปรายไปในมาตราต้น ๆ แล้วว่า ที่จริงแล้วสมาชิกรัฐสภาควรที่จะมารับ หน้าที่นี้โดยตรงเนื่องจากความรับผิดชอบทางการเมือง แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย แล้วท่าน เห็นว่าควรจะเป็นบุคคลภายนอก ดิฉันก็ยังยืนยันว่าลักษณะที่เป็นคุณสมบัติเหล่านี้ก็ควร จะเป็นลักษณะของที่ปรึกษาที่จะเข้ามาช่วยกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในคุณสมบัติ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการพูดถึง ก็คือมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยศาสตร์ หรือว่าวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบัน อุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น มีอยู่อนุมาตราหนึ่งที่มีการพูดถึงว่าเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาค ประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ส่วนนี้เองที่ดิฉันเห็นว่าคุณสมบัติที่ควร จะเข้ามา ถ้าเราเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเข้ามาเราก็ไม่ต้องมา พิจารณาในเรื่องคุณสมบัติที่สามารถเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญกันอีกแล้วนะคะ เพราะไม่ว่า สส. หรือ สว. ทุกวันนี้ท่านก็ได้รับการรับรองแล้วว่าท่านมีคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว คำถามคือถ้าร่างรัฐธรรมนูญไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วมีผลของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมา แล้วพบว่ากรรมาธิการร่างนั้นขาดคุณสมบัติ แล้วอย่างไรต่อคะ จะทำให้ประชาชน เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอขึ้นมานั้นไม่ชอบธรรมใช่หรือไม่ สิ่งที่ดิฉันสงวนความเห็นไว้ ในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือเรื่องอายุของผู้ที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้ตามคุณสมบัติ ของ สส. สว. ก็เป็นไปตามคุณสมบัติของ สส. สว. ไม่ต้องมาพิจารณาแล้ว แต่ถ้าท่านเอา บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาเข้ามา ท่านก็ต้องมาดูในเรื่องของอายุ ๒๕ ปี คำถามนะคะ ท่านประธาน อายุ ๒๕ ปีผ่านรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ถ้านับจากปี ๒๕๖๘ แสดงว่าท่านเกิด ปี ๒๕๔๓ ท่านเจอรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกี่ฉบับ ท่านเจอตอนปี ๒๕๔๙ ตอนท่านอายุ ๖ ขวบ ท่านเจอตอนปี ๒๕๕๐ ตอนท่านอายุ ๗ ขวบ ท่านเจอตอนปี ๒๕๕๗ ตอนท่านอายุ ๑๑ ขวบ ถามตรง ๆ ตอบตรง ๆ นะคะ อย่าโกหก ตอนท่านอายุ ๖ ขวบ ๗ ขวบ ๑๑ ขวบ รัฐธรรมนูญคืออะไร ท่านรู้จักแล้วหรือยัง ท่านเจอ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๐ ตอนอายุ ๒๕ ปี วิเคราะห์ อย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้าเราเอาคนอายุ ๒๕ ปี มาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเอาประสบการณ์ การใช้รัฐธรรมนูญมาจากที่ไหนคะ เฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามอายุของคน ๒๕ ปี ที่ได้มา ใช้กันเต็ม ๆ ฉบับนี้มีการใช้กันแค่ ๗-๘ ปี คำถามคือท่านเอาความกล้าหาญชาญชัยที่ไหน ที่ริอาจมาแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดทุกกฎหมาย และการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคนทั้งประเทศ ท่านเอาประสบการณ์จาก ที่ไหนมาแก้รัฐธรรมนูญให้คนทั้งประเทศใช้ คุณวุฒิ วัยวุฒิ ต้องมาพร้อมกันค่ะท่านประธาน เพราะคุณวุฒิคือความรู้ความสามารถ และวัยวุฒิคือประสบการณ์ พูดง่าย ๆ นะคะ คนที่มี วัยวุฒิและมีคุณวุฒิ ก็จะไม่ทำให้ประเทศชาตินี้วุ่นวาย เวลาเขาจะประชุมก็จะประชุมกัน อย่างสงบ ไม่เดินวนไปวนมา แล้วก็ตั้งใจที่จะติดตามการประชุมอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ ให้เกียรติผู้อภิปรายอย่างเต็มที่ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นยังมีอีกไหมครับ ไม่มีนะครับ ก็จะขอเชิญผู้สงวนคำแปรญัตติต่อไปนะครับ ท่านแรก ขอเชิญคุณปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกรัฐสภา ผมสงวนคำแปรญัตติในส่วนเรื่องของ มาตรา ๒๕๖/๓ มีประเด็นเดียวครับ ก็คือในส่วนเรื่อง (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และไม่เคยถือครองสัญชาติอื่นใดมาก่อนจนถึงวันสมัคร สิ่งที่เห็นอย่างได้ชัดว่าในส่วนนี้ว่า เราต้องการคนที่มาแก้ไข หรือเป็นคณะในการที่จะทำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สำหรับคนไทย ประเทศไทยไว้ได้ใช้ ไม่ใช่ว่าเป็นคนไทย แล้ววันนี้บางท่านหรือบางคนไปถือ สัญชาติอื่นด้วย ยกตัวอย่างครับท่านประธาน หากบางท่านเองที่เข้ามาสมัครในการคัดเลือก มีการเกิดโดยได้สัญชาติไทยในการเกิด แต่วันนี้บางท่านดันไปถือสัญชาติกัมพูชา เราก็ จะเห็นว่ากลายเป็นรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้กับเขมรหรือเปล่า ผมเลยอยากจะสงวน คำแปรญัตติไว้ว่าเรื่องนี้ควรที่จะต้องมีการเพิ่มเติมในส่วนเรื่องไม่เคยถือครองสัญชาติอื่นใด มาก่อน เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะว่าเราต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่ของประเทศอื่น เราอยากได้คนที่เป็นคนไทยมาทำเพื่อคนไทย ประโยชน์ของคนไทยอย่างสูงสุดอย่างแท้จริงนะครับ ก็ต้องขอกรรมาธิการลองดูในเรื่องนี้ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าเราลองดูข้อมูลจริง ๆ ว่าคนไทยหลาย ๆ คน ถือครองสัญชาติอื่น ๆ ก็มีมากเช่นเดียวกัน ถามว่าถ้าใจเขาไม่ได้หัวใจคนไทยอย่างแท้จริง วันนี้ให้เขามาทำรัฐธรรมนูญเขาจะเอื้อต่างชาติหรือเปล่า ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณอังคณา นีละไพจิตร ครับ
เรียนท่านประธาน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอแปรญัตติ โดยในเรื่องคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือก เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๑) เรื่องของสัญชาติไทย โดยขอให้ตัดคำว่า โดยการเกิด ออก ท่านประธานคะ เหตุผลที่ดิฉันเสนอให้ตัดคำว่า โดยการเกิด ออก เนื่องจากว่าประเทศไทยได้ถือหลักสัญชาติโดยใช้หลักการสืบสายโลหิต แล้วก็หลักดินแดน อย่างไรก็ดีก็มีคนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่เกิดมาแล้วโดยที่ไม่ได้มีสัญชาติ คนเหล่านี้ รวมถึงคนไทยพลัดถิ่นด้วยนะคะ หลายคนที่บิดามารดาอาศัยอยู่ในพื้นที่มาช้านาน แล้วก็เด็ก ที่เกิดมาอาจจะไม่ได้ไปแจ้งเกิดจึงทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ ในกรณีของคนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในบังคับของประเทศอื่นจากการเปลี่ยนแปลงพรมแดน ตามสนธิสัญญาในอดีต แต่ว่าปัจจุบันนี้คนเหล่านี้ก็ได้อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย พูดภาษาไทย มีชีวิตแบบคนไทย แล้วก็ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ หลายคน มีจำนวนไม่น้อยที่ได้รับสัญชาติตาม พ.ร.บ. สัญชาติที่ได้ปรับปรุงหลายฉบับเพื่อทำหน้าที่ ของพลเมือง ท่านประธานคะ มีคนจำนวนไม่น้อยที่แม้จะเกิดในแผ่นดินไทย แต่เกิดมา ในฐานะคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จนเมื่อเขาได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นผู้ที่สืบสัญชาติไทย ได้รับ การคืนสัญชาติ ดิฉันจึงเห็นว่าบุคคลเหล่านี้สมควรที่จะได้รับสิทธิในการมีส่วนร่วม ทางการเมืองในฐานะพลเมืองเช่นเดียวกับคนไทยทั่ว ๆ ไป การตัดคำว่า โดยการเกิด ในมาตรานี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทุกกลุ่มได้รับสิทธิในการเสนอตัวเพื่อให้ได้รับ การคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มีสิทธิในการเสนอความคิดเห็นและการออกแบบ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้บังคับกับบุคคลทุกคนในประเทศไทย เช่นเดียวกับผู้ที่ มีสิทธิเลือกตั้งที่ให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยไม่จำเป็นต้องเขียนว่าโดยการเกิด ทั้งนี้ ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลได้รับรองไว้ว่า บุคคลมีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนย่อมมี สิทธิได้รับการเลือกให้เป็นผู้แทนด้วยค่ะ นอกจากนั้นท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติใน (ก) กรณีที่เป็นผู้เคยสอน เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนในวิชาสาขาต่าง ๆ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เหตุที่ดิฉันเสนอให้ตัดคำว่า เป็นหรือเคย เป็นผู้สอน ก็เพื่อเปิดกว้างให้มีผู้เชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่นักวิชาการในแต่ละสาขา ได้มีโอกาสร่วม ในการเขียนรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์ จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นครู หรือนักวิชาการในสถาบันการศึกษา ได้มีโอกาสเข้าร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้อาจเป็นปราชญ์ชาวบ้าน หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งก็จะรวมถึงผู้ที่เคยสอนในสถาบันการศึกษาด้วย
อีกข้อหนึ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ก็คือข้อ (ฉ) ดิฉันขอตัดคำว่า ทำงานหรือเคย และเปลี่ยนเป็น ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ท่านประธานคะ เหตุที่ดิฉันเสนอให้มีผู้ให้ใช้คำว่า ผู้มีประสบการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชนหรือสื่อมวลชน แทนคำว่า ผู้ทำงานหรือเคย ก็เนื่องจากว่าบุคคลที่มี ประสบการณ์เหล่านี้จะทำงานสัมผัสกับปัญหาของประชาชนโดยตรง จึงจะเป็นประโยชน์ ในการเสนอความคิดเห็นในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองประชาชน อีกทั้งรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่จะกำหนดโครงสร้างในการใช้อำนาจของรัฐ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี เสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของกฎหมายมหาชน รวมถึงการวางรากฐาน ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักนิติธรรม หลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือการกำหนดกลไก การตรวจสอบถ่วงดุล นอกจากนั้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดสิทธิเสรีภาพที่รัฐ ต้องเคารพและคุ้มครองประชาชน เช่น สิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชน รวมถึงรัฐสวัสดิการ ดิฉันจึงเห็นว่าการเปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ มีโอกาสร่วมในการเขียน รัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่จะตั้งขึ้นสามารถที่จะ เสนอความคิดเห็นอย่างครบถ้วนและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิ เสรีภาพ ด้านเสรีภาพสื่อ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ แล้วก็เพื่อให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีความครบถ้วน ครอบคลุมทุกมิติของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้มาตราเดียว แล้วก็ตั้งใจว่าจะพูดครั้งเดียว จะไม่ใช้สิทธิ ในมาตราอื่นนะครับ ผมได้แปรญัตติไว้ มาตรา ๒๕๖/๓ ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เราเขียนคุณสมบัติหลัก ๆ ไว้ ๓ ประการ คือ ๑. สัญชาติไทย โดยการเกิด ๒. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี ๓. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า แล้วต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้อยู่อีก ๙ ประการ คุณสมบัติทั้ง ๙ ประการนี้มีคุณสมบัติ แตกต่างกัน พวกที่มีคุณสมบัติเป็นแล้วก็สมัครได้ คือ พวกที่เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ในระดับอุดมศึกษา แล้วผ่านงานวิจัยมาแล้ว คนเหล่านี้ เป็นทั้งอาจารย์ด้วย และเป็นผู้สมัครด้วย บุคคลประเภทที่ ๒ ก็คือคนที่เป็นนักประชาสังคม ผ่านมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งหมายความว่าเป็น NGO นักประชาสังคม แล้วก็เป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ ประเภทที่ ๓ ก็คือประกอบอาชีพวิชาชีพกฎหมาย ก็อย่างทนายความ อย่างท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ ประกอบอาชีพทนายความมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็สามารถเป็นได้ เป็นทนายไปด้วย เป็นกรรมาธิการร่างไปด้วย หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง ในบริษัทมหาชน แล้วก็มีคุณสมบัติที่เป็นและจะต้องออกจากตำแหน่งมาด้วย เช่น ผู้พิพากษาที่เคยรับราชการมาไม่ต่ำกว่าศาลชั้นต้นหรือเทียบเท่า หรือตุลาการศาลปกครอง ซึ่งลงตำแหน่งมาไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือข้าราชการที่เป็นอัยการ รับราชการมาไม่ต่ำกว่า อัยการประจำกอง ๔. ครอบครัวพวกข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๘ แต่มี ประเภทหนึ่งครับ คือเคยเป็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเคยเป็นมาและดำรงตำแหน่งนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็คือนักการเมืองทุกประเภท ตั้งแต่รัฐมนตรี สส. วุฒิสภา หรือว่าคนที่เป็น นักการเมืองท้องถิ่น ถ้าออกจากตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่น้อยกว่า ๕ ปี ไม่มีสิทธิที่จะไปสมัคร เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าเราเขียนอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เชื่อไหมครับ คนที่มีประสบการณ์มากอย่างท่านประธานหรือสมาชิกในสภานี้ ครั้งหน้า ใครคิดจะไปเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคุณสมบัติครบถ้วน ผิดอย่างเดียวก็คือ พ้นตำแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี ทั้งที่เรามีข้อป้องกันความขัดแย้งในตำแหน่งโดยออกจากตำแหน่งแล้ว ต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปอีกกี่ปี ผมไม่ติดใจครับ แต่เรามาติดใจป้องกัน นักการเมืองที่สมัครใจจะลาออกจากตำแหน่งแล้วก็ไปเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มันก็มี เหตุผลอธิบายได้ ๒ ประการ คือ ๑. พวกเราที่ร่างกฎหมายฉบับนี้รู้สึกว่ารัฐธรรมนูญที่จะ ร่างกันใหม่นี้ คนที่มีส่วนได้เสียมากที่สุดน่าจะเป็นสมาชิกในสภานี้ หรือน่าจะเป็น นักการเมือง ประการที่ ๒ เราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่ไว้วางใจ พวกนักการเมือง เราถึงไม่กล้าให้นักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาลาออกไปเป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่จริงเราต้องห้ามไว้อย่างเดียวพอครับ เพื่อขจัดความขัดแย้ง ทางผลประโยชน์ทางการเมือง หลังจากพ้นตำแหน่งร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คุณจะต้องห้าม ๕ ปี ๑๐ ปี ผมไม่ติดใจ แต่วันที่คนมีคุณสมบัติดี ๆ ในสภาแล้วเขาเว้นวรรคทางการเมือง เที่ยวหน้าเขาจะไปลงสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เลย แต่อาชีพอื่นครับ ดำรงอาชีพด้วย สมัครด้วยก็ได้ หรือเป็นผู้พิพากษา ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ เป็นอัยการ ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ ยกเว้นประเภทเดียวคือนักการเมือง คราวนี้ก็เป็นปัญหา อย่างเดียวครับว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมนั่งดูจนจบ ๑. คือเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ผมเริ่มต้นมีความเห็นแย้งกับผู้ที่เสนอทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นระยะ ๆ ผมไม่อยากให้ยกให้ใครคนใดคนหนึ่งไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยปล่อยว่างเปล่า ไปเขียนอะไร ก็ได้ ผมอยากรู้ว่าเขาอยากแก้อะไร คำตอบที่ได้รับในสภาครับ เขาอยากแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทั้งฉบับ เพราะว่าฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำโดยเผด็จการ ท่านประธานครับ สภาเหล่านี้ที่นั่งกันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทั้งนั้น แล้ววันนี้เราแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อทำใหม่ทั้งฉบับ เราให้ใครไปทำครับท่านประธาน ให้คนมาสมัคร เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และให้รัฐสภานัดหน้า ซึ่งไม่ใช่นัดนี้ สภาเที่ยวหน้าซึ่งเป็น สภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เหมือนกัน ทั้ง สว. และ สส. ให้รัฐสภาเป็นคนตั้ง กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นคนตั้งกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ท่านประธานครับ ในเมื่อสภาชุดหน้าเป็นผลผลิตจาก รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วคุณบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นฉบับที่ยึดโยงประชาชน มาจากประชาชน แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน ใครอยากสมัครก็ได้ แต่คนที่เลือกคือรัฐสภาเป็นคนเลือกเอามา ๓๕ คน มาเขียนรัฐธรรมนูญ ถามว่า ๓๕ คน มาจากไหนครับ มาจากรัฐสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ แล้วเราเสียเวลาไปทำไม ถ้าอยากแก้เรื่องอะไร วันนี้เขา Block ไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดแล้วครับ หมวด ๑ หมวด ๒ ห้ามแตะ แก้อะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากแก้อะไรตั้งแต่หมวด ๓ ไปเรื่อยจนถึง หมวดสุดท้าย แก้โดยสภาทีละมาตราได้หมดไม่มีการต้องห้าม แต่ทั้งนี้เราลงทุนหมดไปไม่รู้ กี่พันล้านบาท หรืออาจจะเป็นหมื่นล้านบาท เพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่า เก็บสตางค์เหล่านั้นไว้ชดเชยให้พี่น้องที่โดนน้ำท่วม ชดเชยให้กับพี่น้องชายแดนที่ต้องอพยพ มาหลายแสนคน ทิ้งบ้านทิ้งเรือนมา ชดใช้ให้กับคนที่บาดเจ็บล้มตายกับสงครามดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราเท่ากับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และให้คำตอบไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะเปิดช่องให้ไปเขียนกันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนจริง ๆ อย่างไรเสีย มันก็ออกมาจากสภาอยู่ดี ท่านประธานครับ ในความรู้สึกผม เรายังใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ วันนี้สภาผ่านวาระที่สอง ลงมติกันเสร็จ หลังจากนี้ ๑๕ วัน สภาก็จะนัดอีกครั้งเพื่อลงมติ วาระที่สาม ผมทราบแว่ว ๆ ว่าท่านประธานอาจจะนัดวันที่ ๒๙ แล้วก็แว่ว ๆ ว่ารัฐบาล อาจจะยุบอันที่ ๓๐ ๓๑ หรือวันที่ ๑ ๒ ๓ แต่ลงมติเสร็จแล้วรัฐธรรมนูญเขาไม่ได้ ประกาศใช้เลย มาตรา ๒๕๖ เขาเขียนเลยว่าจะต้องรอไว้ ๑๕ วัน เพื่อกราบบังคมทูล และระหว่าง ๑๕ วัน ถ้าสมาชิกรัฐสภานี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ คน เข้าชื่อขึ้นตีความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนแก้ไปนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรออีก ๓๐ วัน ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วผมเชื่อว่ามาตรา ๒๕๖/๓ ที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ ผมกับท่านประธานคณะกรรมาธิการดำรงตำแหน่ง ๒ ฐานะ ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาหลายสมัย ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็น ทนายความ ผมก็เป็นทนายความ ถ้าผมเกิดลาออกจากสภาในเที่ยวหน้าไปสมัคร ถ้าเขาเกิด ตีความว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งลาออกมาไม่ถึง ๕ ปี ขณะเดียวกันผมเป็น ทนายความมาตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังมีใบอนุญาตว่าความตลอด ถามว่า ถ้าเขาตีความอย่างนั้น กฎหมายอันนี้จะขัดกับในตัวเองหรือเปล่า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะ ส่งไปตีความ ผมคิดว่ามันก็ต้องพักไว้อย่างน้อย ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๒๙ ที่เราลงไปแล้ว โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปใช้ผมคิดว่ายากเต็มทนครับท่านประธาน แต่ก็หวังว่า อย่างน้อย ๆ ถ้าเอาแค่ว่าแก้ตามที่ต้องการที่เป็นผลประโยชน์ประชาชน รัฐสภาเที่ยวหน้า ทำเองได้ครับ ทีละมาตรา จะไปหวังแก้หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดความมั่นคง แก้ไม่ได้ หรอกครับ เราล็อกโดยรัฐธรรมนูญที่จะแก้เปิดช่องให้แล้ว เพราะฉะนั้นไปทำกันทีละมาตรา ดีกว่า ประหยัดกว่า เอาเงินไปใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนดีกว่าที่จะหมดเป็นหมื่น ๆ ล้าน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี ในมาตรานี้ผมแปรญัตติไว้ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยก็เลยได้สงวนความเห็นไว้ ประเด็น ที่แปรญัตติก็คือเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๓ ข้อ ข้อแรก มีสัญชาติไทยโดยการเกิด นี่ก็ไม่เป็นไรเห็นพ้องกัน ข้อ ๒ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี นับถึงวัน ร่างเดิมเป็นนับถึงวันเลือกตั้ง ท่านกรรมาธิการส่วนใหญ่ก็ไปเปลี่ยนเป็นนับถึง วันสมัคร อันนี้ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ พอรับได้ ลักษณะที่ ๓ ก็คือเป็นคุณสมบัติอย่างใด อย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ มันก็มีข้อ (ก) (ข) (ค) (ง) ไปถึงข้อ (จ) ผมมีความเห็นแตกต่างจาก ร่างเดิม ก็คือร่างเดิมกำหนดว่า คนที่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นนายกเทศมนตรี เทศบาลนคร เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งในองค์กร อิสระ แล้วก็เขียนไว้ต่อไปว่าต้องพ้นจากตำแหน่งนี้ดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึง วันเลือกตั้ง ประเด็นนี้ผมไม่เข้าใจ คำว่าไม่เข้าใจก็ไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยเริ่มเขียนนี่แปลว่า รับรองความสามารถของเขาว่าคนที่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็น สส. เป็นวุฒิสมาชิก เป็นอะไร เป็นอดีตผู้ว่า กทม. เขามีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถที่จะให้เขามาเป็นกรรมาธิการร่าง แต่วรรคสุดท้ายไม่เข้าใจว่าใครเขียนไว้ทำไม เพราะว่าเขียนตำแหน่งต่าง ๆ เป็นตำแหน่ง ที่เขาเคยเป็น แล้วรับรองว่าคนเคยเป็นตามตำแหน่งที่เขียนมีคุณสมบัติดีที่จะร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่เข้าใจว่าต้องพ้นตำแหน่งมาแล้ว ๕ ปี ไปเขียนไว้ทำไม ถ้าเขียนรับรองความรู้ความสามารถ เขาไว้แล้วก็ออกมาปีเดียวก็เป็นได้ ๔ ปีก็เป็นได้ ๕ ปีก็เป็นได้ แล้วไปกำหนดไว้ทำไม ต้องออกมาแล้ว ๕ ปี มันก็เลยมีความขัดแย้งกัน ถ้าผมอ่านอย่างพิจารณาแล้วมันมีขัดแย้งกัน เพราะเริ่มต้นท่านรับรองความรู้ความสามารถ ประสบการณ์เขา แต่สุดท้ายท่านบอกว่า ต้องพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี แปลว่าต้องพ้นมาแล้วไป ๕ ปี ถึงเก่งหรืออย่างไร ความหมาย ของคนเขียน หรือต้องให้พ้นมา ท่านกลัวว่าเขาจะมีอิทธิพลอยู่ตอนอยู่ในตำแหน่ง พอพ้น มาแล้ว ๕ ปี ก็ไม่มีชื่อเสียงแล้ว ก็อยากไปเก็บเขามาเป็นประโยชน์ อธิบายอย่างนั้นหรือ ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยแปรญัตติตัดออก ไม่น้อยกว่า ๕ ปี ตัดออก ผมอยาก ทราบเหตุผลกรรมาธิการทำไมไม่เห็นด้วยกับผม เพราะเขียนไว้เฉพาะมาตรานี้ละ มาตรา (จ) ก็เลยอยากฟังคำอธิบาย ส่วน (ฉ) ผมขอตัดออก ผมไม่ติดใจและไม่อภิปราย ผมอภิปราย ข้อเดียวนี้ แล้วต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเริ่มต้นรับรองความรู้ความสามารถ ประสบการณ์เขา แต่สุดท้ายต้องไปเขียนว่าถ้าจะมีความรู้ความสามารถให้ไว้วางใจได้ต้องพ้นตำแหน่งไปแล้ว ๕ ปี มันเป็นวิธีการเขียนกฎหมายที่ใช้ไม่ได้ แล้วก็เขียนตาม ๆ กันมา ผมไม่เห็นด้วยกับ เรื่องนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณวีรยุทธ สร้อยทอง ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ วีรยุทธ สร้อยทอง ครับ ในส่วนที่ผมแปรญัตติในวันนี้ก็ต้องกล่าวอย่างนี้ครับท่านประธาน การที่เรามาประชุมวันนี้คงไม่ใช่การมาพิจารณาอักษรทางกฎหมายอย่างเดียว แต่คือ การมาร่วมกันเขียนอนาคตประเทศไทย ดังนั้นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญสูงสุดจึงเริ่มตั้งแต่ การเลือกผู้ร่างที่เป็นผู้ร่างที่เข้าใจประชาชน และรับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นที่มา ของการสงวนคำแปรญัตติของผมในวันนี้ในมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ฉ) ว่าด้วยคุณสมบัติผู้สมัคร จากภาคประชาสังคม ผมเสนออย่างนี้ครับ ผมเสนอให้ผู้สมัครในภาคประชาสังคมที่ทำงาน มาแล้วไม่ต่ำ ๕ ปี ต้องมีการรับรอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ต้องมีการรับรองจากมูลนิธิ หรือสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากำไร เหตุผลที่กำหนด ในเงื่อนไขนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับท่านประธาน เป็นเพียงแค่การวางมาตรฐานการตรวจสอบ ให้เป็นรูปธรรม เพราะการไม่มีการรับรองที่ไม่ชัดเจน ผู้ใดก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าทำงาน ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชน ทั้งที่อาจไม่เป็นความจริง ซึ่งผู้ที่กล่าวอ้างจะมี ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์กับกลุ่มบางกลุ่ม ถ้าเราดูในสังคมไทยเองในส่วนของ การรับรอง ก็จะมีในส่วนของสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เอง ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ในส่วนของ การรับรองการฝึกงานของทนายความ การรับรองของอาจารย์แพทย์ก่อนขอใบผู้ประกอบ โรคศิลปะ การรับรองประสบการณ์ของวิศวกรอาวุโส ทั้งหมดล้วนอาศัยรับรองจากผู้รู้ ในแวดวงเดียวกันเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นมาตรฐานร่วมกัน ดังนั้นการให้องค์กร ที่ยอมรับในแวดวงเดียวกันรับรอง จึงไม่ใช่การกีดกันหรือการสร้างภาระจนเกินไปให้กับ ผู้สมัครในส่วนของภาคประชาสังคม ซึ่งจะเป็นการรับประกันคุณภาพ และการเสริมสร้าง ความน่าเชื่อถือมากกว่าโดยที่ผู้สมัครไม่ผ่านการรับรองในส่วนของจากสมาคมหรือองค์กร ในภาคประชาสังคม ในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจสำคัญ เงื่อนไข ประสบการณ์ ๕ ปี และการรับรองจากองค์กรสาธารณประโยชน์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจ และยังช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มธุรกิจเข้ามาแอบอ้างว่าเป็นภาคประชาชน แสวงหาประโยชน์จากการที่จะไป ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะกำหนดกติกาเพื่อกลุ่มหรือพวกพ้องตัวเอง
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมย้ำอีกครั้งว่าการสร้างเงื่อนไขการรับรอง ภาคประชาสังคมคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กระบวนการ หากเราไม่ให้ใครที่กล่าวอ้างเข้ามา โดยไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สิ่งที่เราจะได้ก็อาจจะเป็นเพียงรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับ ตามอำเภอใจ ซึ่งเต็มไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝงที่จะทำให้โครงสร้างประเทศแปรผันไปตาม วาระซ่อนเร้น แต่หากเรากล้าที่จะคัดกรองอย่างเข้มข้นและสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน เราก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ดังนั้นผมขอให้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านโปรดพิจารณาคำแปรญัตตินี้ ให้เราได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับหลัก ที่มาจากหลักการที่เที่ยงตรง ไม่ใช่ฉบับที่หลงเชื่อว่าผู้กล่าวอ้างซึ่งอาจจะเป็นบุคคลที่ไร้ ความรับผิดชอบ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ไม่มีผู้อภิปราย แล้วนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๗ ท่าน ทั้งท่านที่มีข้อสงวนไว้ แล้วก็รวมถึงผู้แปรญัตติ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นที่มี การอภิปรายที่พูดถึง ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่นานนัก เพราะคิดว่าประเด็นเรื่องของ คุณสมบัตินั้นเป็นประเด็นที่กรรมาธิการมีการพูดคุยกันมาค่อนข้างมาก แล้วก็เห็นว่าในสิ่งที่ เราร่างมานั้นมีเหตุและผลที่เพียงพอในการที่จะขอให้เพื่อนสมาชิกได้ลงมติเห็นชอบกับร่าง เสียงข้างมากของกรรมาธิการครับ อย่างไรก็ตามคงต้องตอบหลายประเด็นทีเดียว ประเด็น ที่ท่านตั้งไว้ซึ่งมีความสำคัญแล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังจะลงมติต่อไป
กรณีของท่านรัชนีกร ท่านพูดถึงประเด็นเรื่องของอายุของบุคคลที่จะมาเป็น กรรมาธิการร่าง ผมก็ต้องนำเรียนว่าจริง ๆ แล้วอายุที่ท่านพูดถึงนั้นท่านพูดถึงกรณีของสภา พอกรณีของบุคคลที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ต้องนำเรียน อย่างตรงไปตรงมาว่าเราเองมีมติไปแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการมีที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ถ้าเป็นเช่นนั้นในกรณีของอายุนั้นผมคิดว่าถึงแม้ว่าท่านจะใช้อายุ ๔๐ ปี เฉกเช่นเดียวกับ อายุของผู้ที่มีคุณสมบัติการเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ผมมั่นใจว่ากรณีในปัจจุบันนั้น บุคคลที่มีอายุน้อย ซึ่งกรรมาธิการกำหนดไว้ที่ ๒๕ ปี แต่ต้องบวกกับคุณสมบัติอื่น ๆ นั้น ก็สามารถทำหน้าที่ในการยกร่างหรือการร่างรัฐธรรมนูญได้ ความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมา มีกรรมาธิการที่อายุน้อยกว่า ๒๕ ปี ถึง ๒ ครั้งด้วยกันที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญครับ
ประเด็นของท่านปริญญากับของท่านอังคณา เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องสัญชาติ ถึงแม้ว่ทั้ง ๒ ท่านจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ท่าน สว. อังคณา ท่านพูดถึงว่าเพราะเหตุใดทางกรรมาธิการถึงระบุหรือจำกัดว่าบุคคลที่จะมาเป็นกรรมาธิการนั้น จะต้องมีสัญชาติโดยการเกิดเท่านั้น แล้วท่านอยากปลดล็อกให้เป็นการมีสัญชาติโดยกว้าง ในขณะที่คำแปรญัตติของท่านปริญญานั้นเป็นการเพิ่มเงื่อนไขของการระบุสัญชาติว่า นอกเหนือจากการมีสัญชาติโดยการเกิดนั้น ต้องไม่เคยถือครองสัญชาติอื่นใดมาก่อนจนถึง ปัจจุบัน ซึ่งเป็น ๒ ประเด็นที่มีนัยที่มีความแตกต่างห่างกันอย่างชัดเจน
ผมเรียนแบบนี้ครับว่าจริง ๆ กรรมาธิการมีการพิจารณาประเด็นนี้ครับ ตอนแรกกรรมาธิการห่วงกังวลว่าในกรณีแบบนี้จะไม่เปิดช่องให้บุคคลที่ได้สัญชาติภายหลัง แม้กระทั่งหลายคนนั้นควรจะได้สัญชาติโดยการเกิดด้วยซ้ำ แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการ ตกหล่นในการสำรวจหรือการขึ้นทะเบียนสถานะ เขาเองก็ควรจะมีสิทธิครับ แต่อีกด้านหนึ่ง กรรมาธิการก็มีความกังวลว่าหลายครั้งของการแปลงสัญชาตินั้น เราพบว่ามีบุคคลที่อาศัย ช่องว่างทางกฎหมาย หรืออาจจะเข้าข่ายเป็นการทุจริตได้มาซึ่งสัญชาติ ซึ่งเป็นประเด็น ที่เราห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นเราเองตระหนักถึงประเด็นที่ท่านตั้งครับ แต่เราขอยืน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๙๗ ที่ระบุคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ในนั้นระบุไว้ว่าต้องมีสัญชาติโดยการเกิดครับ ฉะนั้นกรรมาธิการขอยืน ในประเด็นนี้ครับ
สิ่งที่ท่าน สว. อังคณาท่านพูดถึงยังไม่ใช่เฉพาะมีแต่ประเด็นเรื่องสัญชาตินะครับ คือมีประเด็นที่ไปเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ท่าน สว. วีรยุทธ สร้อยทอง ท่านพูดถึงเช่นเดียวกัน ก็คือเรื่องของบุคคลที่ทำงานในองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ผมเข้าใจและตระหนักดีครับ ผมเอง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเองก็เคยทำงานในองค์กรพัฒนาสังคมหรือภาค NGO มาถึง ๑๘ ปีเต็มครับ แล้วก็สิ่งที่ท่าน สว. อังคณาท่านติงไว้ ท่านอยากให้มีการเปิดช่องว่าง ของผู้มีประสบการณ์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ซึ่งแน่นอนมีอายุเรื่องของการกำหนดไว้ว่า ต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในขณะที่ร่างการแปรญัตติของท่านวีรยุทธนะครับ เป็นการปลดล็อกเงื่อนไขเรื่องของการยืนยันตัวตนดังกล่าว แล้วก็มีการระบุว่าในกรณีของ บุคคลที่ทำงานในภาคเหล่านี้นั้น ควรจะเป็นการรับรองจากมูลนิธิหรือสมาคมที่มี วัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ ผมเองมิได้เห็นแตกต่างกับท่านครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในสิ่งที่มีความแตกต่างกันก็คือว่ากรรมาธิการมีการเพิ่มเข้าไปว่ามีคุณสมบัติบางประการ ของคนที่เราเห็นว่าสามารถยืนยันตัวตน หรือการรับรองผ่านองค์กรที่ทำงานในวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กรหรือวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ อยู่ในมาตรา ๒๕๖/๓ ใน (ช) เป็นผู้ประกอบ วิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านแปรญัตติ โดยตรงครับ แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติของท่านโดยตรงนั้นก็คืออยู่ในกรณีของ (ฉ) ซึ่งกรรมาธิการ เขียนคำกว้าง ๆ แต่เพียงว่าเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๕ ปี และมีการเพิ่มถ้อยคำไปในวรรคท้ายของมาตรา ๒๕๖/๓ ว่าการพิจารณา คุณสมบัติของผู้สมัคร ซึ่งรวมถึงกรณีของ (ฉ) นั้น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกำหนด แน่นอนว่าในส่วนของคนที่ทำงานภาคประชาสังคม ท่านอาจจะมี ใบรับรองการทำงานมาจากองค์กรที่ท่านเคยทำงาน เคยสังกัด แต่ในท้ายที่สุดนั้นจะอยู่ใน เงื่อนไขคุณสมบัติที่จะมีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนที่จะส่งรายชื่อมาที่รัฐสภา ผ่านกรณี ของการออกระเบียบกำหนดเงื่อนไข คุณสมบัติต่าง ๆ ที่ผมได้นำเรียน ฉะนั้นผมคิดว่า ในท้ายที่สุดนั้นไม่ตกหล่นกับบุคคลที่จะได้รับการรับรองหรือยืนยันมาจากองค์กรต่าง ๆ ในทำนองกลับกัน การมีการรับรองยืนยันจากองค์กรที่สังกัดอาจจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ในการพิจารณาคุณสมบัติเพื่อให้รัฐสภาเป็นบุคคลที่เลือกด้วยซ้ำ
ส่วนประเด็นของท่าน สว. อังคณานั้น เรามั่นใจว่าคำว่าเป็นผู้ทำงานหรือเคย ทำงานในภาคประชาสังคม คำว่า ภาคประชาสังคม นั้นเคยมีระเบียบของสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งวางอยู่ และครอบคลุมมิติที่ท่านพูดถึงโดยแท้แน่ ๆ ครับ
๒ ท่านสุดท้าย ก็คือในส่วนของท่านขจิตร ชัยนิคม และท่านวิทยา แก้วภราดัย เพื่อนกรรมาธิการ ซึ่งขยันขันแข็งในคณะกรรมาธิการของพวกเรา ผมมี ๒ ประเด็นย่อย ๆ ในส่วนนี้ ๑. ก็คือเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติการต้องพ้นจากตำแหน่ง ของบุคคลบางประการ ซึ่งท่านเองติติงว่าจริง ๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เรียงลำดับก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ตุลาการศาล ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๕ ปีท่านบอกว่าไม่ควรมีตรงนี้ด้วยซ้ำเพราะถือว่าเขาเองเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือมี คุณสมบัติ หรือลักษณะที่เหมาะสม ซึ่งในทำนองกลับกันนั้นควรจะส่งเสริมให้เขาเข้ามามีส่วน ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ผมก็ต้องนำเรียนท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราเขียนไว้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ท่านอภิปรายถูกต้องว่า ท่านใช้คำว่า เขียนตามกันมา แต่เรา คงไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานที่ว่าเมื่อมีการเขียนในลักษณะแบบนี้ และต้องเขียนตามไป ผมคิดว่ามันมีหลังพิงอยู่ ๒-๓ ประการ ที่เป็นเหตุผลที่เราใช้เงื่อนไขการกำหนด ๕ ปี เหตุผลที่ ๑ ก็คือว่าระยะเวลาของการกำหนดดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะเดียวกับที่เคยเขียนจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นวุฒิสมาชิกในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ว่า ในกรณีของวุฒิสมาชิกนั้นต้องมีเงื่อนไขที่ต้องพ้นจากเรื่องของการดำรงตำแหน่งในทาง การเมืองต่าง ๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ไม่ว่าจะเป็นกรณีของตุลาการศาลปกครองที่เราใช้ อ้างอิงในการพิจารณามาตรานี้เช่นเดียวกันก็กำหนดในลักษณะเดียวกัน นั่นคือเหตุผลในทาง กฎหมายแล้วก็เหตุผลที่มีหลังพิง ส่วนเหตุผลในทางสังคม ผมคิดว่าเรากำลังพูดถึงการร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ที่เราต้องการให้คนที่มาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความชอบธรรม มีระยะเวลา พอเพียงของการพ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้บอกว่าท่านไม่มีประสบการณ์ แต่มีระยะเวลาพอเพียง ของการพ้นจากตำแหน่ง ไม่มีประเด็นที่จะถูกข้อครหาต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก กรอบระยะเวลาของวาระปกติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ๔ ปีนั้น ระยะเวลา ๕ ปีนั้น ก็เป็นระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นแล้วว่าน่าจะเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราเองตระหนักและให้ความสำคัญ แล้วก็ยืนยันว่า ในท้ายที่สุดนั้นกรรมาธิการเห็นว่าคุณสมบัติพื้นฐานที่เรากำหนดนั้นครอบคลุมอย่างเพียงพอ สำหรับคนที่จะมีช่องทางต่าง ๆ เข้ามา มี ๑ ประเด็นย่อยที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านพูดถึง แล้วถ้าจะพูดถึงผมในลักษณะเดียวกันว่าหากเป็นกรณีของผมเองที่มีเข้าเงื่อนไขคุณสมบัติ อื่น ๆ นั้น แต่ติดเงื่อนไขคุณสมบัติการไม่พ้นมาจากระยะเวลา ๕ ปีนั้นจะสามารถสมัคร ได้หรือไม่ ผมอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดดูความในมาตรา ๒๕๖/๓ โดยเฉพาะ ใน (๓) ใช้คำว่า มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ฉะนั้นถึงแม้ว่าท่านอาจจะเป็นผู้ที่ เคยดำรงตำแหน่งในทางการเมือง หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ มา และพ้นจากตำแหน่งมา แต่ไม่พ้น ๕ ปี แต่ถ้าท่านมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในวงเล็บอื่น ๆ เช่น มีคุณสมบัติเป็นผู้เคยทำงานภาคประชาสังคม หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรอง ซึ่งท่านพูดถึงวิชาชีพทนายความ แบบนี้ถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรานี้ แล้วครับ ส่วนจะติดลักษณะต้องห้ามหรือไม่นั้นต้องไปพิจารณาอีกมาตราหนึ่ง
ในท้ายที่สุดทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่ามาตรา ๒๕๖/๓ มีเหตุผล มีที่มาที่ไป มีทุกข้อที่ตอบข้อกังวลของท่าน แล้วก็แน่นอนครับ มีการต้องไป พิจารณาประกอบกันสำหรับผู้ที่จะพิจารณาเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นกรรมาธิการร่าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นทางคณะกรรมาธิการเห็นว่าได้ตอบประเด็นนี้เพียงพอ และขอยืนตาม ร่างที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เชิญครับ
ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พอดีทางท่านประธานคณะกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ ของผมเลย ในส่วนเรื่องที่บอกว่ามีสัญชาติไทยโดยการเกิดและไม่ถือครองสัญชาติอื่นใด มาก่อนถึงวันสมัคร ท่านบอกแค่ว่าคุณสมบัติของการเป็น ถ้าเทียบเคียงคุณสมบัติของ การเป็น สส. เองที่บอกว่ามีสัญญาณไทยโดยการเกิด วันนี้เองท่านจะยอมรับไหมว่าเท่ากับว่า คนถือ ๒ สัญชาติก็มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้ เท่ากับว่าวันหนึ่งมีคนถือ สัญชาติไทยกับสัญชาติเขมร ก็สามารถมาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้ ขอให้ ท่านตอบด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานครับ
เชิญท่านวิทยาครับ
ผม วิทยา แก้วภราดัย ท่านยังติดใจ ข้อชี้แจงของเสียงข้างมาก ประธานคณะกรรมาธิการ ผมยังไม่ได้รับคำอธิบายชัด ๆ เลยว่า ทำไมต้องห้ามคนที่เป็นนักการเมืองลาออกวันนี้ แล้วไปสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ ทำไมห้ามอดีตรัฐมนตรี อดีตประธานสภา อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร อดีตนายกเทศมนตรี ที่พ้นจากตำแหน่งแล้วต้องรอถึง ๕ ปี แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านรับรองผมได้อย่างไรครับ แล้วเกิดท่านหรือผมลาออก จากสภาเที่ยวหน้าแล้วไปสมัคร แล้ว กกต. ก็ตีความว่าเป็นอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี ลาออก ไม่ถึง ๕ ปี แล้วไปเข้าเงื่อนไข ผมก็เป็น NGO มาก่อน ผมเป็นกรรมการสิทธิเสรีภาพ แห่งประเทศไทยอยู่ ๗ ปี และมีอาชีพทนายความอยู่ ๔๕ ปี เพราะฉะนั้นผมมีคุณสมบัติ แต่เมื่อคุณสมบัติอันหนึ่งของผมที่สมมุติผมจะสละออกไปแล้วมันไปขัด ใครจะรับรองให้ผม หรือท่านประธานคณะกรรมาธิการจะทำหน้าที่เป็นตุลาการวินิจฉัยให้เลยตอนนี้ ก็จะได้ บันทึกไว้ว่าสภาวินิจฉัยแล้วว่าเป็นหลายตำแหน่ง หยิบตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาก็ได้ แต่ถ้าไม่วินิจฉัยให้วันนี้ ผมก็ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่าก็เขียนกฎหมายขัดกันเอง ในตัว แล้วไปห้ามเขาทำไมนักการเมืองถ้าลาออกเขาเลวตรงไหนครับ หรือรู้ตัวเต็มที่ว่า รัฐธรรมนูญจะแก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง หรือรู้อยู่เต็มที่ว่านักการเมืองประชาชน เบื่อหน่าย เอาสักอย่างครับ ถึงจะเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องห้าม ถ้าลาออกแล้วเป็นไม่ได้ ทำไมต้องเว้นวรรคไว้ ๕ ปี ไม่มีเหตุผลอธิบายจากกรรมาธิการ ผมถามในที่ประชุม ก็กล้อมแกล้มกันมา ไม่มีใครอธิบาย แล้วผมเชื่อว่าท่านขจิตร ชัยนิคม ก็ยังติดใจครับ ผมอยากฟังคำชี้แจงที่เป็นเหตุเป็นผลจริง ๆ ครับ
กรรมาธิการครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็มีประเด็นที่อาจจะต้องสอบถามเพิ่มเติม ทางกรรมาธิการ แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ชี้แจงในส่วนของคำแปรญัตติ ของผม ในส่วนคำแปรญัตติของผมก็จะมี ๒ ประเด็น จะสอบถามเพิ่มเติมนะครับ
ประเด็นแรก ที่ท่านได้แจ้งว่าในส่วนของตัวร่างของกรรมาธิการเองได้เพิ่ม ในส่วนของวรรคท้าย คือการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครตาม (๓) (ก) (ฉ) (ช) (ซ) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ยังไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนิดหนึ่ง ผมยกตัวอย่างในส่วนของวุฒิสมาชิกของเรา เรามาจาก กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งก็จะเห็นว่าหลังจากที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเข้ามา ก็จะมีการร้อง ในส่วนของคุณสมบัติของผู้สมัครเอง ซึ่งตรงนี้เป็นข้อห่วงใยของผมที่ทำคำแปรญัตติมา คือถ้าเราไม่กำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่แรก แล้วเราไปหวังในส่วนระเบียบของ กกต. อาจจะเป็น ช่องว่าง อาจจะให้เกิดในเรื่องของการตีความหรือการฟ้องร้องสำหรับผู้ที่ได้รับคัดเลือก เป็นกรรมการยกร่าง ซึ่งจะเป็นภาระผูกพันที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตอาจจะ ไม่ต่อเนื่องหรือมีข้อจำกัด ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมเองเป็นข้อกังวล ถึงแปรญัตติในส่วนของมาตรานี้ไว้ ก็เลยอยากจะสอบถามความคิดเห็นของกรรมาธิการว่าตรงนี้ได้คิดเผื่อไว้หรือเปล่าว่าถ้ามี ความไม่ชัดเจนแล้ว กรรมาธิการได้รับเลือกจากรัฐสภาแล้วมีการไปร้องในเรื่องของคุณสมบัติ โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ถ้าเราย้อนกลับไปดูโดยเฉพาะ สว. กลุ่มภาคประชาสังคมก็มี การฟ้องร้องกันเรื่องคุณสมบัติอยู่ ถ้าเราไม่คิดป้องกันในเหตุผลตรงนี้ก็จะเกิดปัญหา ในอนาคตได้ และผมคิดว่าในส่วนที่ท่านบอกว่าการทำงาน ๕ ปี หรือยกตัวอย่าง หลาย ๆ ท่าน เมื่อสักครู่อย่างเพื่อนสมาชิกได้บอกว่า ผมยกตัวอย่างว่าบุคคลหนึ่งบุคคล อาจจะมีสถานะการทำงานหลายอย่าง บางคนมีงานประจำ แล้วก็ทำงานในส่วนของอาสา อาจจะทำในส่วนตรงนี้ ถ้าไม่มีการรับรองเลยก็จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตอย่างที่ผมบอก ก็คือการแอบอ้าง เราจะเห็นว่าในช่วงหลัง ๆ มามีการแอบอ้างคำว่าภาคประชาสังคมเข้ามา เพื่อรักษาผลประโยชน์ตรงนี้ ผมอยากได้ความชัดเจนนิดหนึ่งจากกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ
ยังติดใจไหมครับ เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะประธานกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณทั้ง ๓ ท่าน ที่ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม ถ้าตกหล่นผมต้องขอประทานโทษด้วยนะครับ
ประเด็นแรก ของท่านวีรยุทธ สร้อยทอง ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดไว้นั้น เป็นข้อสังเกตที่มีความสำคัญ และผมยังเชื่อมั่นว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไปออก ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่มีการตรวจสอบคุณสมบัติต่าง ๆ นั้น วันนี้ท่านนั่งฟังในสิ่งที่เพื่อน สมาชิกอภิปรายการออกระเบียบหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ก็คงคำนึงถึงข้อสังเกตของท่าน ด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอย่างไรก็ตามกรณีหากมีการระบุไปเพียงแต่การรับรองจากมูลนิธิ หรือสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเดียวอาจจะไม่ครอบคลุมมากพอ สำหรับคนที่ทำงานในภาคประชาสังคมอื่น ๆ ซึ่งก็รู้ว่าในคนที่ทำงานภาคประชาสังคม อื่น ๆ นั้น ไม่ได้สังกัดอยู่ในองค์กร มูลนิธิใด ๆ ก็มีอยู่ครับ ในประเด็นนี้ผมคิดว่าข้อสังเกต ของท่านทางกรรมาธิการคงไม่ได้ตอบเพิ่ม แต่ขอรับไว้เพื่อประโยชน์ในการออกระเบียบ ลักษณะการตรวจสอบคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในลำดับถัดไปครับ
ของท่านวิทยา แก้วภราดัย ผมต้องขอบพระคุณท่านครับ ผมเองคงไม่ใช่ ตุลาการหรือคนที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ผมได้ตอบนั้นเป็นไปอย่างที่ผมวินิจฉัยคนเดียวหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ตั้งแต่ต้นครับ แต่ผมคิดว่านี่คือเจตนารมณ์ครับ เจตนารมณ์ในขณะที่กรรมาธิการ มีการพิจารณาว่ามาตรา ๒๕๖/๓ นั้นคือประตูเข้า และประตูเข้าคือ Choice เบื้องต้นครับ ซึ่งเรายืนยันมีการอภิปราย มีบันทึกการประชุมชัดเจนว่าหากท่านเข้าเงื่อนไข ๓-๔ ประการ ด้วยกัน เงื่อนไขประการที่ ๑ คือการมีสัญชาติ เงื่อนไขประการที่ ๒ คือมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี นับแค่ถึงวันรับสมัครด้วยนะครับ เงื่อนไขประการที่ ๓ คือการสำเร็จการศึกษาใน ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วก็เข้าเงื่อนไขประการที่ ๔ ตาม (๓) คือมีอย่างใด อย่างหนึ่งนั้น เป็นข้อยืนยันว่านี่คือคุณสมบัติพื้นฐานอยู่แล้วครับ และไม่มีประเด็นที่หากติด ข้อ ๑ ขัดข้อ ๒ นั้นจะไม่สามารถเดินต่อได้ครับ หากจะมีการขัดหรือเข้าข่ายเป็นลักษณะ ต้องห้ามที่มิใช่ให้เป็นผู้มีคุณสมบัตินั้นจะต้องไปพิจารณาในมาตรา ๒๕๖/๔ เป็นมาตรา ในลำดับถัดไปครับ ผู้มีคุณสมบัตินั้นจะต้องไปพิจารณา ซึ่งผมยืนยันว่านี่เป็นเจตนารมณ์ของกรรมาธิการ ในขณะมีการพิจารณาว่าตามมาตรา ๒๕๖/๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาม (๓) ตั้งแต่ ก ถึง ซ นั้น เข้าข้อใดข้อหนึ่ง แม้อาจจะขัดกับข้อ ๑ นั้น ก็สามารถเป็นทางเลือกหรือเป็น Choice ในการ พิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นได้ นี่ผมยืนยันแบบนั้นครับ ส่วนประเด็นเรื่องของกรณีสถานะ หรือสัญชาตินั้น ความจริงมีข้อเท็จจริงที่สามารถตอบได้ แต่ว่าเพื่อความชัดเจนผมจะ ขออนุญาตให้ทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่คณะกรรมาธิการได้เชิญมา และท่านประธานได้อนุญาตนั้น เป็นผู้ตอบคำถามในประเด็นนี้ครับ กราบขอบคุณครับ
คณะกรรมการกฤษฎีกา จะตอบใช่ไหม เดี๋ยวช่วยตอบประเด็นท่านวิทยาให้หมดประเด็นไปเลย เพราะท่านถามว่า ทำไมนักการเมืองจึงต้องพ้นจากตำแหน่ง ๕ ปีถึงจะไปสมัครเป็นกรรมการร่างได้ เพราะประเด็นคุณสมบัติอื่น ๆ ก็เคลียร์ ถ้าเคลียร์ประเด็นนี้ได้ท่านวิทยาจะได้หมดข้อสงสัย ใช่ไหมครับ กฤษฎีกาจะตอบ ช่วยตอบประเด็นนี้ด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและที่ประชุมนะครับ กระผม นายนภนันทน์ จันทราชโลธร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตชี้แจงในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนด เรื่องสัญชาติไทยโดยการเกิด ในประเด็นนี้ถ้าเกิดมีการกำหนดข้อความเพิ่มเติมว่า และไม่เคย ถือครองสัญชาติอื่นใดมาก่อนจนถึงวันสมัครจะก่อให้เกิดปัญหาในหลายประการ จะขอ ยกตัวอย่าง ก็คือว่าในการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด บุคคลอาจเกิดมามี ๒ สัญชาติตั้งแต่แรก อย่างเช่น บิดาสัญชาติหนึ่ง แล้วก็มารดาอีกสัญชาติหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีนี้ แม้ว่าเขาสละสัญชาติ อื่นแล้วในภายหลังโดยเหลือแต่สัญชาติไทย เขาก็จะติดล็อกว่าไม่เคยถือครองสัญชาติอื่น มาก่อนจนถึงวันสมัคร ก็จะทำให้เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติ กรณีนี้ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ก็เลยกำหนดให้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เช่นเดียวกับบทบัญญัติในส่วนของคุณสมบัติ ของ สส. และ สว. สำหรับในอีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นที่จะขออนุญาตให้ทางกรรมาธิการ เป็นผู้ชี้แจงครับ ขอบคุณครับ
มีประเด็นไหนจะขอให้ ชี้แจงอีก ท่านวิทยาเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมต้องการ คำตอบจริง ๆ ว่าเราไปกันนักการเมืองไปสมัครเป็นกรรมาธิการร่างทำไม เพราะสุดท้ายครับ ท่านประธาน คนที่มาเลือกกรรมาธิการร่างก็รัฐสภา ซึ่งผมเรียนตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า มันคลอดจากรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ละเป็นคนเลือกมาเอง หรือว่าเรากลัวอะไรครับ นักการเมืองในสภา กลัวว่าถ้าไปร่างรัฐธรรมนูญแล้วมันร่างเรื่องประโยชน์ตัวเองสรุปว่า รัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่คิดจะทำกันนี่เพื่อประโยชน์นักการเมืองหรือ ถ้ากลัวแค่นั้นผมว่าอย่าไป แก้เลยรัฐธรรมนูญ อยู่เฉย ๆ กันดีกว่า เพราะผมยืนยันนะครับว่าแก้อย่างไรก็ไม่พ้นรัฐสภานี้ ถ้าอยากแก้มาตราไหนบอก ผมอภิปรายมาทุกครั้งที่พูดถึงรัฐธรรมนูญว่าบอกสิครับอยากแก้ มาตราไหน ผมก็อยากแก้หลายมาตราเหมือนกัน แต่ว่าถ้ายกทั้งฉบับแล้วไปนั่งร่างกัน เสกกันเอง แล้วสุดท้ายบอกว่าเพื่อประชาชน จากประชาชน สุดท้ายครับ รัฐสภาที่มาจาก รัฐธรรมนูญเผด็จการมานั่งโหวตกันเองว่าจะเอาใครมาร่าง แค่ตอบคำถามว่าห้ามทำไม นักการเมืองถ้าจะลาออกไป ผมก็คิดว่าไม่ควรจะดูถูกกันเอง ถ้าให้ฝ่ายราชการดูถูกว่า นักการเมืองไม่ควรไปร่างนี่ผมก็ให้เขาดูถูกไป แต่ถ้ากล้าดูตัวเองว่าถ้าลาออกจาก สส. ไปเป็น กรรมาธิการร่างแล้วกลายไปเป็นคนเลว มันเลวตั้งแต่อยู่ที่นี่ถ้าอย่างนั้น ช่วยอธิบายผมครับ เพราะว่าหลักการนี้เราเขียนมาตลอด เขียนทุกทีครับ กันนักการเมือง กันสมาชิก พรรคการเมือง ใครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองสมัครโน่นสมัครนี่ไม่ได้ ใครเป็นนักการเมือง ออกจากตำแหน่งไม่เกิน ๓ ปี ๕ ปี ไปทำอะไรไม่ได้ เรากำลังประจานคนที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐสภาแห่งนี้กันเอง ผมต้องการคำตอบจริง ๆ ห้ามทำไม กฤษฎีกาก็ตอบไม่ได้ กรรมาธิการก็ชี้แจงผมไม่ได้ แต่ผมไม่เป็นไรครับ ผมถือบัตรทนายจนถึงเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่ สภาทนายความตั้ง ผมเป็นมาตลอด เพราะฉะนั้นผมไม่ขาดคุณสมบัติ อยู่ที่ กกต. เพราะเป็น คนรับสมัคร ถ้าเขาตัดผมทิ้ง ผมมาทวงจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ แต่ผมอยากมี คำตอบกับสภากับนักการเมืองครับว่าทำไมชอบดูถูกกันเอง
กรรมาธิการจะตอบ หรือเปล่าครับ กรรมาธิการไม่ตอบครับ คือความจริงคำถามของคุณวิทยาก็มีประโยชน์ เหมือนกัน คือนักการเมืองที่ถูกห้าม เช่นว่าห้ามไปเลือกตั้ง ๕ ปี เพราะทุจริต หรือโกง การเลือกตั้ง อันนี้ก็ห้ามได้ แต่ว่านักการเมืองทั่วไปที่ไม่ติดคดีอะไร ไม่ได้ห้ามไปเป็น กรรมการพรรค หรือสมัครอะไรต่ออะไรไปสมัครอันนี้ไม่ได้ ผมก็ข้องใจเหมือนกับคุณวิทยา เหมือนกัน แต่กรรมาธิการเขามีสิทธิที่จะไม่ตอบก็ได้ เดี๋ยวถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ คุณก็โหวตอีกทางหนึ่งเท่านั้นเอง
ท่านประธานครับ ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภาครับ ขออนุญาตครับ พอดีอยากจะให้กระจ่างชัดเจน เพราะว่าเผื่อประชาชนที่สนใจจะดูในนี้แล้วสมัครเข้ามา ก็คืออยากให้ทางกรรมาธิการ ตอบให้ชัดว่าสรุปแล้วเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติ เท่ากับว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ถือ ๒ สัญชาติก็สมัครได้ใช่หรือไม่ สั้น ๆ เท่านั้นเองว่ามี ๒ สัญชาติ ก็สามารถสมัครได้ใช่ไหมครับ ขอบคุณมากครับ
กรรมาธิการเมื่อสักครู่ ตอบแล้วจะตอบชัด ๆ อีกทีได้ไหมครับ เพราะคำถามเขาสั้น ๆ ว่าสมัครได้หรือไม่ ๒ สัญชาติ กรรมาธิการครับ ตกลงกรรมาธิการไม่ใช้สิทธิตอบนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ อังคณา นีละไพจิตร ค่ะ ดิฉันขอถามทางท่านประธานคณะกรรมาธิการนะคะ เนื่องจากว่าตามที่ดิฉัน ได้เสนอในเรื่องของสัญชาติไทยโดยการเกิด โดยตัดคำว่า โดยการเกิด ถ้าท่านประธานจำได้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ว่าสัญชาติไทย แล้วมีข้อยกเว้นก็คือกรณีบุคคลที่โอน สัญชาติต้องโอนสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ทีนี้สิ่งที่ดิฉันเห็นว่าควรจะตัดคำว่า โดยการเกิด คือการให้สิทธิกับคนที่เราต้องคืนสิทธิให้กับเขา ท่านประธานคะ การที่เรา จะเลือกในครั้งนี้ เลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้เลือกคนที่เข้ามาเป็น สส. เป็น สว. เป็นรัฐมนตรีหรือเป็นนายกรัฐมนตรีนะคะ เราเลือกคนทุกกลุ่มเพื่อมาเขียน รัฐธรรมนูญ ดังนั้นดิฉันจึงยังเห็นว่าไม่สมควรเลยที่จะต้องให้มีเขียนกำกับไว้ว่า โดยการเกิด แล้วอีกประการหนึ่งในข้อ (ฉ) ดิฉันเสนอว่าควรจะตัดคำว่า ผู้ที่ทำงานหรือเคยทำงาน แล้วใช้คำว่า ประสบการณ์ ดิฉันอยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วงานในองค์กรเอกชนต่าง ๆ ดิฉันเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการคงทราบดีว่าบางคนถ้าเคยทำงานหรือทำงานมาแล้ว ในองค์กรเหล่านี้ บางคนอาจจะเป็น Admin ก็ได้ ที่ไม่ได้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้าน ต่าง ๆ เพียงพอก็ได้ ดิฉันจึงเสนอ คิดว่าน่าจะเป็นการเขียนว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ น่าจะเหมาะสมกว่า ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาว รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรานี้ดิฉันก็ยังมี คำถามต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าในการกำหนดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่มี การกำหนดไว้หลายวงเล็บ ตั้งแต่ (ก) จนถึง (ซ) ท่านมีการกำหนดสัดส่วนในการคัดเลือก คุณสมบัติของบุคคลในแต่ละคุณสมบัติเข้ามาได้อย่างไร คือในกรณีนี้ท่านเปิดช่องของการที่ คนอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีเข้ามาใช่ไหมคะ นั่นหมายความว่านาย ก ที่จะเป็น หรือเคยเป็น ผู้สอนในวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือว่าวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือว่าเคยเป็นนักวิจัย ก็แสดงว่า อาจจะไม่ได้ถูกกำหนดสัดส่วนไว้ หรือว่าข้าราชการที่เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือเทียบเท่า หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการในศาล ปกครองชั้นต้นมาไม่น้อยกว่า ๓ ปี เคยรับราชการไม่น้อยกว่า ๓ ปีในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า อัยการประจำกองหรือเทียบเท่า เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือว่าเคยรับราชการไม่น้อยกว่า ๓ ปี ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าข้าราชการ พลเรือน ระดับ ๘ หรือข้าราชการพลเรือนประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ รวมถึง ยังมีในเรื่องของผู้ที่เคยทำงาน หรือว่าทำงานในภาคประชาสังคมมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี สิ่งที่ดิฉันเห็น ก็คือข้ออ่อนของการพิจารณาของคณะกรรมาธิการในมาตรานี้คือสัดส่วนของคุณสมบัติ อย่างใดอย่างหนึ่ง
คือประเด็นอย่างนี้ครับ คุณรัชนีกรคงจะไปชี้แจงในกรรมาธิการแล้ว ตอนนี้ท่านได้ชี้แจงไปแล้ว กรรมาธิการ เสียงข้างมากยืนท่านยังติดใจ เดี๋ยวเอาไว้ตอนลงมติแล้วนะครับ เพราะว่าถ้าชี้แจงไปชี้แจงมา ก็ไม่จบสักที ประเด็นก็คือว่ากรรมาธิการที่สงวนความเห็นก็ได้มาแสดงความเห็นที่ท่าน สงวนแล้ว แล้วกรรมาธิการก็ชี้แจงว่าไม่เห็นด้วยกับการสงวนของท่าน กรรมาธิการยืนตามที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันขอยืนยัน การสงวนความเห็น ขอบพระคุณค่ะ
ใช่ครับ เดี๋ยวก็ลงมติ ก็ถือว่า ในมาตรานี้กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนตามร่างของคณะกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการ แสดงความเห็น และผู้แปรญัตติยังติดใจ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะโหวตกันนะครับ
ขณะนี้รัฐสภาขอต้อนรับคณะประชาชนเข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเนื่องใน วันรัฐธรรมนูญ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ จำนวน ๑๘๐ คน กำลังฟังการประชุมอยู่ชั้น ๓ ขอต้อนรับทุกท่านนะครับ ขอบคุณมากที่ให้กำลังใจในวันรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้มาฟัง การพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ผมก็คงต้องถามความเห็นแล้วนะครับ เพราะว่าได้มีการชี้แจงแล้ว กรรมาธิการยืน แล้วผู้สงวน แล้วผู้แปรญัตติยังติดใจ ก็จะต้องถามมติจากที่ประชุมครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ก็จะต้องถามเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรกว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับแก้ไข ก็จะต้องถามครั้งที่ ๒ ต่อไปว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตตินะครับ แต่ถาม ๒ ครั้งนะครับ ก่อนที่จะมีการลงมติก็ขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามา ในห้องแล้วก็กดบัตรแสดงตนนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
เชิญครับ ท่านสมาชิกที่ยังอยู่ ข้างนอก เข้ามาแสดงตนด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ ขอแสดงตนด้วยวาจาครับ
ขอบคุณครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ แสดงตนครับ
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกเข้ามาแสดงตน จะมีการลงมติในมาตรานี้ครับ เข้ามาแล้วกดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านยังมีปัญหาเรื่องกดบัตรก็ชี้แจงด้วยครับ ได้แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ถ้าแสดงตน ทุกท่านแล้วก็ปิดการแสดงตน แจ้งผลด้วยครับ มีผู้แสดงตน ๕๔๖ บวก ๓ เป็น ๕๔๙ ถือว่า ครบองค์ประชุมครับ
ขอถามมติจากที่ประชุมว่า เห็นควรมีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นควรให้มีการแก้ไข กดปุ่มเห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณากดปุ่มงดออกเสียง ลงมติได้ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมรศรี บุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ เห็นชอบค่ะ
เรียนท่านประธานสภา กระผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สส. ๐๒๔ เห็นด้วยครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยครับ
เชิญครับ มีสมาชิกท่านใด ยังไม่ได้กดปุ่มครับ ลงมติกันแล้วทุกท่านนะครับ แจ้งผลด้วยครับ มีผู้ลงมติ ๕๖๒ เห็นด้วย ๕๓๗ บวก ๓ เป็น ๕๔๐ ไม่เห็นด้วย ๘ งดออกเสียง ๑๓ ไม่ลงคะแนน ๔ ที่ประชุม เห็นด้วยควรจะมีการแก้ไขครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๔๑ เห็นด้วยค่ะ
บันทึกไว้นะครับ ก็ถือว่า ที่ประชุมเห็นควรมีการแก้ไข
ก็จะถามคำถามที่ ๒ ว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติ ก็ต้องตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง โปรดกดบัตรแสดงตนครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
กดบัตรแสดงตนเลยนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
มีท่านใดยังไม่แสดงตนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ ขอแสดงตนด้วยวาจาครับ
มีอีกไหมครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ แสดงตนครับ
ไม่มีแล้วนะครับ ปิดการแสดงตน แจ้งผลครับ มีผู้แสดงตน ๕๓๖ บวก ๓ รวม ๕๓๙ ครบองค์ประชุมครับ
ก็จะเป็นการลงมติว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการสงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่มเห็นด้วย ถ้าเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ กดปุ่มไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กดปุ่มงดออกเสียง ลงมติได้ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
เรียนท่านประธานสภา ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๐๒๔ เห็นด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๔๔ เห็นด้วยครับ
มีอีกไหมครับที่ยังไม่ได้ลงมติ ลงมติทุกท่านแล้วนะครับ แจ้งผลครับ มีผู้ลงมติ ๕๗๓ คน เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ๕๒๗ บวก ๓ เป็น ๕๓๐ ไม่เห็นด้วย ๓๐ งดออกเสียง ๑๑ ไม่ลงคะแนน ๕ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ต่อไปเชิญเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๕๖/๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรานี้มีกรรมาธิการ สงวนความเห็นแจ้งความประสงค์จะอภิปราย ๓ ท่าน มีผู้แปรญัตติจะขอร่วมแสดง ความคิดเห็นคำแปรญัตติ ๔ ท่าน ขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นก่อนครับ เชิญท่านแรก ท่านรัชนีกร ทองทิพย์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรานี้ดิฉันขอแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๒๕๖/๔ จริง ๆ แล้วมาตรานี้เป็นเรื่องของการพูดถึงบุคคลต้องห้าม หรือว่า ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะมาเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนที่ดิฉันเคยยืนยันว่า ผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะมีลักษณะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจะทำให้ลักษณะต้องห้าม ได้รับการยืนยันและตรวจสอบมาชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นในการแก้ไขการร่างรัฐธรรมนูญ ต่าง ๆ ก็ไม่ต้องมาตรวจสอบในเรื่องมาตรานี้อีก แต่ในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านยืนยันว่าจะให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็มี การกำหนดว่า (๑) คือติดยาเสพติดให้โทษ (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือว่านักบวช รวมถึงสิ่งที่ท่านพูดถึงใน (๔) ก็คือต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมาย ของศาล คำถามคือถ้าท่านเขียนแบบนี้ก็แสดงว่าคนเคยค้ายา คนเคยฆ่าคนตาย ก็เข้ามาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้หรือคะ ดิฉันขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ ก็คือดิฉันเสนอให้มี การแก้ไขเพิ่มเติมความ โดยเพิ่มเป็น (๔/๑) คือเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้ว่า จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่การรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของคุณสมบัติหรือว่าลักษณะต้องห้ามของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องเป็นสิ่งที่ชัดเจน โปร่งใส แล้วก็ไม่มีสิ่งที่เป็นข้อกังขากับประชาชนทั้งประเทศได้ว่าตกลงแล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาจากใคร มาจากคนเคยค้ายาไหม มาจากคนเคยฆ่าคนตายหรือเปล่า แถมในวรรค สุดท้ายนะคะ ท่านยังไปลดเวลาในเรื่องของการห้ามมิให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จาก ๓ ปี ท่านลดให้เหลือ ๒ ปี ซึ่งส่วนนี้อาจจะถูกตั้งคำถาม ได้ว่าเป็นการเข้ามาเพื่อปูทางทางการเมืองใช่หรือไม่ ถ้ามีการร้องเรื่องคุณสมบัติกันไปมา ในระหว่างทางของการแก้รัฐธรรมนูญ คนที่เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญก็จะชี้แจงเรื่องคุณสมบัติ กันไป แล้วในระหว่างทางถ้ามีคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติจะแก้ปัญหาอย่างไร และท้ายที่สุดแล้ว ถ้ากรรมาธิการที่เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วน ทำให้ผู้ที่เชี่ยวชาญ ในสาขาต่าง ๆ เข้ามาตามความเหมาะสม อาจจะเทไปในเรื่องของคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่ง เพราะต้องเรียนตามตรงว่าถ้าใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีที่มาจาก พรรคการเมือง ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณปรีติ เจริญศิลป์ กรรมาธิการสงวนความเห็น เชิญครับ สับเปลี่ยนครับ เชิญท่านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ก่อนครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็น ผมขอเริ่มอภิปรายในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันความเป็นกลาง ของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะข้อสงวนที่ผมขอเสนอให้กำหนดให้ผู้ร่าง รัฐธรรมนูญต้อง เว้นวรรคทางการเมืองไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยผมขออภิปรายรวบ ๒ มาตรานะครับ ที่มีหลักการเดียวกัน ก็คือมาตรา ๒๕๖/๔ นี้ แล้วก็ มาตรา ๒๕๖/๙ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายธรรมดา แต่เป็นกติกาสูงสุด ของประเทศ เป็นสนามที่กำหนดว่าผู้เล่นทางการเมืองจะลงแข่งกันอย่างยุติธรรมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ที่กำหนดหน้าที่การออกแบบสนามจะต้องไม่เป็นผู้ที่เตรียมลงมาแข่งขัน ในสนามนั้นในเวลาอันใกล้ หากเรากำหนดระยะเวลาเว้นวรรคเพียง ๒ ปี เพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ โปรดมองด้วยความเป็นธรรมว่าระยะเวลา ๒ ปีนี้สั้นเกินไปหรือไม่ สั้นจน ประชาชนอาจตั้งคำถามว่ากติกานี้ถูกออกแบบเพื่อใคร การกำหนดเป็น ๕ ปี ไม่ได้เป็น การลงโทษผู้มาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เป็นการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็น หลักประกันต่อสาธารณะว่ากติกานี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบกับตัวผู้เขียนเอง ท่านประธานครับ ในสังคมที่มีความเปราะบางทางด้านความเชื่อมั่นอย่างในประเทศไทยเรา เราจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มแข็งกว่าปกติเพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชน ๕ ปี ไม่ใช่ตัวเลขที่ผมเลือกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ๕ ปีคือ ๑ ระยะรอบทางการเมืองที่ชัดเจน เพียงพอที่จะตัดสายสัมพันธ์และผลประโยชน์ที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้วางกติกา ไม่ใช่ ผู้ที่ตั้งใจจะเข้ามาเล่นในเกม ผมจึงขอเรียกร้องต่อเพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ให้พิจารณาข้อนี้ ด้วยความรอบคอบนะครับ ไม่ใช่เพียงมุมมองของสิทธิของผู้ร่างเท่านั้น แต่ในมุมมองของสิทธิ ของประชาชนที่ควรจะได้รับรัฐธรรมนูญที่เป็นกลาง แล้วก็เป็นธรรมอย่างแท้จริง สุดท้ายนี้ ผมก็ขอสงวนความเห็นและยืนยันหลักการว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องเริ่มต้นจากกระบวนการ ที่ประชาชนเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นนี้จะเริ่มต้นจากการแยกผู้ร่างออกจากอำนาจ ทางการเมืองอย่างชัดเจน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณ ปรีติ เจริญศิลป์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นไว้ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามาตรา ๒๕๖/๓ ที่พวกเราเพิ่งเห็นชอบ กันไปเมื่อสักครู่นี้ ผมมีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ในคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของที่ระบุว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบัน อุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี อย่างไรก็ดีผมเห็นว่าคุณสมบัตินี้มีความจำเป็นนะครับ เนื่องจากเราจำเป็นต้องมีนักวิชาการที่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีความน่าเชื่อถือ ทางสังคม โดยในอดีตที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับมีนักวิชาการที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ในสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแทบทั้งนั้น เช่นในอดีตที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมัยนั้นก็ยังเป็นอธิการบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณสมคิด เลิศไพฑูรย์ ก็เป็นอาจารย์ที่สอนนิติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น มีสิทธิ ที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี ในมาตรา ๒๕๖/๔ เป็นข้อห้ามในเรื่องคุณสมบัติที่ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๑๒) เขียนไว้ว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ และ (๑๓) เขียนไว้ว่าเป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่น ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ประโยคสำคัญที่ (๑๒) (๑๓) ระบุไว้เป็นข้อห้ามมาเป็นสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มันไปโยงกับ มาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ซึ่งมีความย้อนแย้งกันอยู่ หาก (๑๒) และ (๑๓) ของมาตรา ๒๕๖/๔ ไม่ถูกตัดออก จะเกิดผลเป็นว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่กำลังสอนอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถ เข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ นี่คือความย้อนแย้งในกฎหมายของ ๒ มาตรานี้ ผมจึงได้สงวนเอาไว้ครับ เพราะยิ่งโดยเฉพาะบางประโยค ผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ อันนี้ครอบคลุมคนที่เกี่ยวข้องที่ทำงานให้กับรัฐมากกว่า ๓ ล้านคนเลยครับ ในส่วนตัวของผมคิดว่าถ้าเราต้องการให้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีไฟอยู่ ที่กำลังสอนอยู่ สามารถเข้ามาเป็นได้ด้วย โดยที่เราควรเปิดกว้าง ไม่ใช่ให้เฉพาะคนที่เกษียณไปแล้ว หรือลาออกไปแล้วเข้ามาสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญครับ เราจะได้รัฐธรรมนูญที่มี ความทันสมัย ก้าวหน้า และมีความคิดหลากหลาย ดังนั้นผมจึงเห็นว่าควรต้องตัด (๑๒) และ (๑๓) ที่เป็นข้อห้ามออก ในส่วนของที่ระบุว่า เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ (๑๓) ตัดออกก็คือ เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก็ขอสงวนความเห็นไว้ดังนี้ ขอบพระคุณครับ
คุณปกรณ์วุฒิเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกรัฐสภา และในฐานะประธาน วิปฝ่ายค้านด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังท่านปรีติ และก่อนหน้านี้ก็ได้อ่าน ข้อสงวนของท่านปรีติ ผมคิดว่าค่อนข้างมีประเด็น แล้วผมก็ได้พูดคุยกับกรรมาธิการ หลายท่าน รวมถึงวิปของแต่ละพรรคด้วยนะครับ ผมเข้าใจว่าทางกรรมาธิการมีข้อกังวล เรื่องคุณสมบัติต้องห้าม จึงระบุเอาไว้ว่าต้องไม่เป็นข้าราชการ เพราะกลัวว่าจะมีอธิบดี รองอธิบดีกรมนั้นกรมนี้มาสมัคร ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามันไม่เหมาะไม่ควร แต่ทีนี้เราไปดูใน มาตรา ๒๕๖/๓ ที่ผ่านมติไปแล้ว เราเห็นความแตกต่างชัดเจนครับ ใน (ข) เขียน เคยรับราชการ (ข)/๑ เคยรับราชการ (ค) เคยรับราชการ (ค)/๑ เคยรับราชการ แต่ใน (ก) เขียนว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้สอน แสดงว่าเจตนารมณ์ใน /๓ ก็ยังเป็นอาจารย์อยู่ก็ได้ นึกออก ไหมครับ คือเจตนารมณ์ชัดเจนว่าถ้าเป็นรับราชการจะต้องเป็นอดีต แต่ถ้าเป็นอาจารย์จะยัง เป็นอยู่ก็ได้ หรือเคยเป็นก็ได้ แต่พอบอกว่าเป็นหรือเคยเป็น แต่ใน /๔ มาห้าม เป็นคุณสมบัติ ต้องห้ามว่าเป็นข้าราชการไม่สามารถสมัครได้ แปลว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น ถึงจะมาสมัครได้ ถ้าท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐท่านจะต้องลาออกจึงจะสมัครได้ ซึ่งผมคิดว่ามันย้อนแย้งกันเองแบบที่ท่านปรีติบอก แต่อย่างไรก็ดีถ้าตัดออกไปเลย มันก็อาจจะกลายเป็นว่าข้าราชการทั่วไปที่เป็นอธิบดี รองอธิบดี ก็อาจจะมาสมัครได้อีก ดังนั้นผมคิดว่าอาจจะมีปัญหาอยู่นิดหนึ่ง แล้วจริง ๆ มันสอดคล้องกับตอนที่ (๒) ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ผมขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านก็ได้ตั้งข้อกังวลไว้ว่าอยากให้ กรรมาธิการมีผู้เชี่ยวชาญจากด้านกฎหมายมหาชน มีผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ครับ ซึ่งถ้าเราไปกำหนดเอาไว้ แบบนี้ผมว่าจะมีความย้อนแย้งกันเอง แล้วก็จะติดข้อจำกัดที่ท่านจาตุรนต์กังวลอีกว่า มีความเสี่ยงที่คนที่เข้ามาร่วมสมัครจะมีจำนวนน้อยมาก เพราะก็ยากมากที่อาจารย์จะทิ้ง อาชีพตัวเองเพื่อที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ถ้าตอนนี้ยังขัดกันอยู่ ผมเสนอแบบนี้ได้ไหมครับท่านประธาน ผมเสนอให้พักการประชุม และให้ทางกรรมาธิการ ลองไปตกลงกันดูไหมครับว่าจะแก้ไขแบบไหนเพื่อให้เปิดกว้างในคุณสมบัติ โดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมากที่สุดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ว่าอย่างไรครับ จะพักดีไหมครับ เพื่อจะได้ไปปรับปรุงหน่อย ถ้าพักก็จะได้ขอพัก เพื่อจะได้ หารือกัน
ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานเรียกชื่อผู้แปรญัตติอีก ๔ ท่านไว้แล้ว ถ้าเป็นไปได้ มัน ๒ มุมนะครับ มุมหนึ่งก็คืออยากจะฟังผู้แปรญัตติว่าท่านมีประเด็นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือว่าถ้ามีท่านอื่นที่จะท้วงติงประเด็นเดียวกันพวกผมไม่ติดใจครับ แต่ขอให้เห็นว่า มีความเห็นร่วมกันของสมาชิกสักเล็กน้อยว่าอยากให้พวกผมพักไปเพื่ออะไร อย่างไรครับ ท่านประธาน
เมื่อสักครู่คุณปกรณ์วุฒิ เสนอว่าให้พักการประชุมเพื่อจะได้ปรับปรุงข้อย้อนแย้งนี้กับการทบทวนของกรรมาธิการ ที่อภิปรายไปแล้ว ก็มีประเด็น แต่ท่านประธานบอกว่าขอฟังผู้ที่แปรญัตติอีก ๔ ท่าน ถ้ายังมี ประเด็นย้อนแย้งและจะพิจารณาให้อีกทีว่าควรจะพักก่อนใช่ไหมครับ ขอฟัง ๔ ท่านนี้ก่อน ได้ครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับคุณปกรณ์วุฒิ
สั้น ๆ เพิ่มเติม นิดเดียวครับ คือนอกจากคุณสมบัติต้องห้าม คุณลักษณะต้องห้ามใน /๔ ยังมีใน /๙ ด้วย ที่อาจจะต้องแก้ด้วยถ้าหากมีการพักการประชุม เพราะว่ามีการระบุไว้เหมือนกันครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ขอให้ ผู้แปรญัตติ ๔ ท่านได้มีการอภิปรายก่อน เดี๋ยวก็จะถามประธานคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะขอเวลาพักการประชุมเพื่อไปปรับแก้หรือไม่ อย่างไร เพราะว่าเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ประธานจะใช้สิทธิให้พักการประชุมก็ได้ ลองฟังดูก่อนครับ ถ้ามีประเด็นย้อนแย้งจะไปไม่ได้ เราพักเพื่อแก้ได้ ไม่มีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นขอเชิญผู้ที่สงวนคำแปรญัตติท่านแรกก่อนครับ ท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ของผมเอง ในส่วนเรื่องของมาตรา ๒๕๖/๔ ประเด็นสำคัญเลยนะครับ ในส่วนของเรื่องของ (๗) เคยต้อง คำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าด้วยการกระทำความผิดทางตำแหน่งราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยการทำความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดกฎหมายว่าด้วยการกู้เงิน หรือการฉ้อโกงเงินประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในฐานะความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า หรือกฎหมายการพนัน จนมาถึงการฟอกเงิน ส่วนผมเองจะขออนุญาตเสนอให้มีการเพิ่ม ในส่วนของ (๗/๑) ก็คือเคยต้องคำพิพากษาของศาลต่างประเทศอันถึงที่สุดว่าด้วย การกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ใน (๗) ใน (๗) ที่ผมเชื่อมโยงไว้แล้ว หลัก ๆ เลย เราเห็นนะครับ บางครั้งเราก็จะมีปัญหานี้เกิดขึ้นในส่วนของเรื่องในพรรคการเมือง หรือในตำแหน่งทางการเมืองเอง ในอดีตที่ทางศาลได้เคยวิเคราะห์ไว้ว่าเป็นการกระทำ ความผิดนอกราชอาณาจักร และวันนี้เองก็กลับกลายเป็นไม่มีความผิดที่เกิดขึ้น ผมเลย อยากให้ใส่เรื่องพวกนี้ไว้ครับ ทั้งเรื่องปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ บางครั้งเองมีปัญหาในกระบวนการการค้ามนุษย์ในระหว่างประเทศ ในนอกประเทศ หรือแม้กระทั่งในส่วนเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับเรื่อง Scammer ท่านต้องการคนแบบนี้เข้ามา ทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญหรือเปล่าครับ เมื่อเขากระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ที่เกิดขึ้น อยากให้กรรมาธิการได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญนะครับ โดยเฉพาะประเด็น เรื่องยาเสพติด ปัญหาด้านยาเสพติดนี่ครับ กี่สิบปี รัฐบาลกี่สมัยไม่มีใครเคยทำได้เลยครับ กี่พรรคการเมืองเข้ามา มาจัดตั้งรัฐบาลเป็นรัฐมนตรี เป็นคณะรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศการสู้ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ก็ไม่มีใครเคยทำได้จนถึงปัจจุบัน มีแต่ราคาคุยกันมาโดยตลอด และผม เชื่อว่ารอบต่อไปก็ราคาคุยเช่นเดียวกันในเรื่องยาเสพติด เลยมองว่าในเรื่องประเด็นนี้ อยากให้เป็นเรื่องสำคัญว่าหากมีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรเองจริง ๆ ก็ควร ที่จะต้องไม่มีสิทธิ ในการที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
อีกส่วนหนึ่งนะครับ ผมได้ขอสงวนไว้ในส่วนเรื่อง (๑๑) ในย่อหน้าที่ ๒ ในวรรคสอง ในส่วนเรื่องการห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองภายในระยะเวลา ๕ ปี เนื่องจากเรามองว่าในส่วนเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต หากท่านมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็อยากให้ท่านเปิดใจในการที่ คุณจะต้องเสียสละ เสียเวลาในการที่คุณจะกลับมาเป็นนักการเมืองในอนาคตเพียงแค่ ๕ ปี แต่ท่านสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มากขึ้น ในส่วนนี้ก็อยากให้ทาง เพื่อนสมาชิกเห็นถึงในส่วนความสำคัญ ถ้าหากท่านอาจจะไม่เห็นในความสำคัญเรื่อง ๕ ปี ในการเว้นวรรค แต่อยากให้ท่านเห็นด้วยกับผมในส่วนเรื่องของการเพิ่มใน (๗/๑) ในการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร เพราะว่าในการที่เข้าไปฟังในกรรมาธิการแล้ว คำตอบนี้ยังไม่ได้กระจ่างชัดเลยครับ ก็อยากให้กรรมาธิการช่วยชี้แจงอีกครั้งหนึ่งว่าทำไม ถึงไม่เห็นด้วย ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี ในมาตรานี้ หมายถึงมาตรา ๒๕๖/๔ ได้พูดถึงบุคคลที่ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิไปสมัครรับเลือกตั้ง เป็นบุคคลที่ควรได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในความเห็น ของผมมี ๒ ลักษณะ ลักษณะแรกเราห้ามบุคคลที่ ถ้าผมแยกจำแนกก็คือติดเครื่องหมายลบ เช่น ติดยาเสพติด วิกลจริต ต้องคำพิพากษา เคยถูกคำสั่งให้พ้นฐานทุจริต ต้องคำพิพากษา ด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ว่ากันไปถึง (๗) (๘) ก็เรื่องต้องคำพิพากษา แต่มีข้อสังเกต ๑ ลักษณะ ที่ผมไม่เห็นด้วยที่จะเป็นบุคคลต้องห้าม ใน (๒) บอกว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช อันนี้เป็นเครื่องหมายบวก ไม่ใช่เครื่องหมายลบ แล้วเป็นบุคคลที่มีธรรมะ มีศีลธรรมด้วย โดยเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช เป็นคนที่มีคุณธรรมด้วย ถ้าเป็นภิกษุ ที่เป็นหลวงพ่อดัง ๆ เวลามีปัญหาเที่ยวไปไหว้หลวงพ่อ แต่เวลาจะสร้างประโยชน์บ้านเมือง ก็เขียนกันไว้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีเยอะแยะ แล้วจบดอกเตอร์ จบอะไร ไปต่างประเทศ ไปเผยแพร่ธรรมะอะไรต่าง ๆ มากมาย สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ รู้เรื่อง สนใจ การเมืองก็เยอะ แล้วทำไมเขียนห้ามไว้ เขียนห้ามไว้แล้วได้ประโยชน์อะไร หรือนึกว่าบุคคล เหล่านี้จะไปบรรลุอรหันต์ ใกล้จะบรรลุอรหันต์หมดแล้ว ๙๘ เปอร์เซ็นต์หรืออย่างไร เท่าที่ ผมสัมผัสและทราบมาในประเทศนี้ตลอดระยะเวลา ๗๔ ปีที่มีชีวิตอยู่ ก็ไปที่แห่งใด ๆ ส่วนมากสามเณร นักพรต นักบวช ภิกษุ ก็ไม่ใช่ประเภทที่จะหลุดพ้นจากโลก ก็เป็นประเภท ที่เกี่ยวข้องกับโลกนี้แต่ว่าอยู่ในฝ่ายธรรมะ ทำไมท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ดูทันสมัยอยู่ เวลาท่านไปเขียนกฎหมายท่านทำไมเขียนตาม ๆ ที่เขาเขียนมา เขียนให้มันแปลก ๆ เหมือนความคิดของท่านไม่ได้หรือ ให้มันเป็นประโยชน์ เปลี่ยนเสียบ้าง ถ้าจะเอาเฉพาะ ติดเครื่องหมายลบมีคดีโน่นนั่นนี่ผมก็ไม่ได้ว่า แต่ว่าประเภทที่ผมว่า (๒) ผมเลยแปรญัตติ ตัดออก แล้วผมก็จะมีความเห็นในทางกฎหมายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในฐานะนักเขียนกฎหมาย ก็จะให้โอกาสพระภิกษุ สามเณร ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นอธิการบดีในมหาวิทยาลัย ของสงฆ์ ๒-๓ แห่ง แล้วเป็นคณะไปเผยแพร่คุณธรรมความดีต่างประเทศเป็นคณะ ๆ แล้วทำไมพระภิกษุเหล่านั้นเราไม่ให้สิทธิท่านในการที่จะสมัคร หรือจะฉวยโอกาสตัดให้ท่าน ไปอยู่คนละโลกกับตัวเองหรืออย่างไร นี่อันที่ ๑
อันที่ ๒ เหมือนเดิมอีก คนที่เป็นรัฐมนตรี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ไม่มีผู้ว่า กทม. แต่ว่าจะเข้าผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็ไม่ให้สมัคร ทำไมล่ะ เขาอยากสมัครก็สมัครก็ให้เขาสมัครไป ถ้าจะเขียนบอกว่าเป็นพร้อมกัน ๒ ตำแหน่ง หรือ ๒ หน้าที่ไม่ได้ก็ไปเขียนไว้ในที่อื่น เขียนกันไว้ แต่ตอนสมัครทำไมห้ามเลย ยังไม่รู้ว่าสมัครแล้วจะได้คัดเลือกไหม ควรจะให้สิทธิ เขาคัดเลือก แล้วก็วรรคท้ายไปเขียนว่า คนที่เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญห้ามไปดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ร่างเดิมเขียนไว้ ๓ ปี ผมไม่เห็นด้วยผมก็แปรญัตติให้เหลือ ๑ ปี กรรมาธิการพิจารณาแล้วเท่าที่ดูจากร่าง ท่านก็ไปเปลี่ยนว่า ๒ ปี ๒ ปีก็เท่ากับสมาชิก วุฒิสภาที่พ้นไปสมัยที่แล้ว ห้ามเป็นอะไรทางการเมืองภายใน ๒ ปี ผมไม่เห็นด้วยกับ ข้อกำหนดเหล่านี้เลย คนที่ร่างรัฐธรรมนูญเขาก็ร่างไป จะคิดว่าเขามาร่างเพื่อตัวเองได้ หรืออย่างไร ๓๕ คนจะมาเกาะกลุ่มกันร่างไปเพื่อ ๓๕ คน เราเชื่ออย่างนั้นหรือ มีความเชื่อ เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นจะเอามากำหนดทำไม เพราะสาระสำคัญก็คือ ๓๕ คน หรือว่าที่ท่าน ตั้งกรรมาธิการท่านจะให้เขาไปร่าง มีอะไรดูแลอยู่เยอะกว่าจะผ่านเป็นรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ใครจะมาร่างหรือใครจะไม่ร่างอย่าไปห้ามเขาก็เลย อย่าไปเห่อเหิมกับรัฐธรรมนูญกับพวก เขียนว่าประโยชน์ทับซ้อนอะไร ซึ่งเรากำลังแก้ไขอยู่ แล้วในขณะเดียวกันท่านก็ไปยึด รัฐธรรมนูญนั้นมาเขียนกฎหมายเหล่านี้ผมไม่เห็นด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณวีรยุทธ สร้อยทอง ครับ
เรียนประธานรัฐสภา วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมได้แปรญัตติในส่วนของ มาตรา ๒๕๖/๔ เพิ่มในส่วนของ (๑๒) มีความว่า ไม่เคยมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการทำ รัฐประหาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามที่ระบุเพิ่มเติมไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ท่านประธาน ผมขอเริ่มด้วยคำถามสำคัญครับ เราจะสร้างกติกาสูงสุดของชาติที่เป็นธรรม และยั่งยืนได้อย่างไร หากปล่อยให้ผู้ที่เคยทำลายกติกาเดิมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด กติกาใหม่ หัวใจของเรื่องนี้คือการธำรงไว้ซึ่งหลักสูงสุด ๓ ประการของระบอบประชาธิปไตย ครับท่านประธาน
หลักที่ ๑ หลักความชอบธรรม รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ ต้องมีที่มาที่บริสุทธิ์และชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ผู้ที่มาร่างกติกาของชาติจึงต้องเป็น ผู้ที่ยอมรับและปฏิบัติตามกติกานั้นอย่างเคร่งครัด การทำรัฐประหาร การกระทำที่ล้มล้าง ความชอบธรรมของอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรุนแรง และที่สุดหากเราอนุญาตให้ ผู้ที่เคยเป็นผู้ทำลายหลักการนี้เข้ามาเป็นผู้สร้างใหม่นั้น เท่ากับเรากำลังยอมรับความชอบธรรม ของการใช้กำลังและอำนาจนอกระบบรัฐสภา ซึ่งจะบ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของ รัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกครับ
หลักที่ ๒ หลักการปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทางการเมือง ประชาธิปไตย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประนีประนอมและการแก้ความขัดแย้งผ่านกลไกรัฐสภา การรัฐประหารคือการใช้กำลังเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการปฏิเสธกระบวนการ สันติ เป็นการสร้างบาดแผลทางสังคมอย่างลึกซึ้ง การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามจึงเป็น ประกาศอย่างหนักแน่นต่อสังคมและต่อประชาคมโลกว่าประเทศนี้ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง หรืออำนาจพิเศษในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วจะส่งเสริมวัฒนธรรมที่เชื่อมั่น ในการเจรจาและการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
หลักที่ ๓ หลักการไม่ให้ผลประโยชน์แก่ผู้ทำผิด ในทางนิติศาสตร์ และจริยธรรม การอนุญาตให้ผู้ที่เคยใช้กำลังยึดอำนาจกลับมามีบทบาทสำคัญในการกำหนด อนาคตของชาติถือเป็นการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่การกระทำผิดกฎหมาย และเป็น ปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เราต้องสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจน การกระทำที่ทำลาย เสถียรภาพและหลักการพื้นฐานของรัฐจะต้องนำมาซึ่งความรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้รางวัล การกีดกันจึงเป็นกลไกในการป้องกันมิให้ผู้ผิดสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ด้วยการออกแบบ กติกาให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจหรือพ้นจากความรับผิดชอบ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมก็คงต้องสื่อสารกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามนี้คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประชาธิปไตย เป็นการยืนยัน หลักการว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน และต้องใช้ตามวิถีของ รัฐธรรมนูญเท่านั้น การดำเนินการตามญัตตินี้จึงไม่ใช่เป็นการแก้แค้น แต่เป็นการป้องกัน มิให้อำนาจนอกระบบกลับมาทำลายชาติอีกครั้ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านอาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้เสนอแปรญัตติ เพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๔/๔ (๑๒) ข้อเสนอ ที่ดิฉันเพิ่มเติมเข้าไปนั้นเป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย มากที่สุด นั่นก็คือคุณสมบัติต้องห้ามของบุคคลที่จะมาสมัครเป็นกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ต้องไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ท่านประธานคะ ถ้าเราถามหา คู่ตรงข้าม สีขาวตรงข้ามกับสีดำ ดีตรงข้ามกับเลว ประชาธิปไตยตรงข้ามกับเผด็จการ เมื่อประชาธิปไตยอยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ การทำรัฐประหารคือการทำลายประชาธิปไตย รัฐประหารก็ย่อมอยู่ตรงข้ามกับรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะให้คนที่ทำลายประชาธิปไตย มาร่างรัฐธรรมนูญเช่นนั้นหรือคะ ข้อเสนอที่ดิฉันแปรญัตตินั้นเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเป็นสิ่งที่ประชาชนได้ฝากดิฉันมาในระหว่างที่ดิฉันลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเรื่อง การแก้รัฐธรรมนูญ แต่ดิฉันก็แปลกใจว่าทำไมกรรมาธิการจึงมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเช่นนี้ ท่านจะปล่อยให้คนที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยมาร่างกติกาประชาธิปไตย อย่างนั้นหรือคะ ท่านไม่เคยทราบมาก่อนหรือคะว่าประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตย เขารังเกียจบรรดานายทหารที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน ถึงขนาดที่ Ban ตัวผู้ทำและครอบครัวไม่ให้เข้าประเทศ ส่วนประเทศที่มีการยึดอำนาจ ประชาคมโลกเขาก็ Boycott Sanction ไม่ค้าไม่ขายด้วย ประเทศไทยก็โดนมาอย่างหนักสมัยที่มีการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ จนเศรษฐกิจเราไปไม่เป็นเลย ๑๐ ปี GDP เฉลี่ยโตแค่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านกรรมาธิการไม่ตะขิดตะขวงใจเลยหรือคะที่จะให้คนที่มีมลทินจากการทำรัฐประหาร มาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคิดได้อย่างไร ที่ผ่านมาคนทำรัฐประหารรอดตัวไปก็เพราะพอเขา รัฐประหารเสร็จก็ฉีกรัฐธรรมนูญทันที ถ้าไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญเขาจะมีโทษฐานกบฏ ล้มล้าง การปกครอง โทษคือประหารชีวิต แล้วท่านจะให้คนที่มีส่วนในการล้มล้างการปกครอง มาร่างรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือคะ ดิฉันคงเตือนสติกรรมาธิการไม่ทันแล้ว เพราะท่านลงมติ ไปแล้ว แต่ท่านสมาชิกรัฐสภาคะ เมื่อท่านได้ฟังตรรกะนี้แล้วท่านคงเห็นด้วยกับดิฉันว่าคนที่ มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารไม่ควรมาสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ การลงมติ ของเพื่อนสมาชิกในมาตรานี้จะแสดงถึงจุดยืนทางการเมืองของท่านว่าแท้จริงแล้วท่านยึดมั่น ในระบอบประชาธิปไตยตามที่ท่านเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือแท้จริงแล้วท่านก็เป็น เผด็จการจำแลง ประชาชนรอดูการลงมติของท่านอยู่ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี ภราดรขอใช้สิทธิสมาชิกร่วมอภิปรายในมาตรานี้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีภราดรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมหารือท่านประธานนิดเดียวครับ ผมเป็นกรรมาธิการ แต่ว่าในกรณีนี้ ผมไม่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ และในส่วนที่มีเพื่อนสมาชิกได้แปรญัตติและเพื่อนกรรมาธิการ ได้สงวนความเห็นไว้ เมื่อสักครู่นี้ของท่านปรีติได้สงวนความเห็นเอาไว้ว่าให้ตัดใน (๑๒) และ (๑๓) ออก ซึ่งทั้งสองวงเล็บนี้กรรมาธิการเราไปเพิ่มมาใหม่เป็นเนื้อความว่า เป็นข้อห้ามไม่ให้ข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำเข้ามาเป็น สสร. และใน (๑๓) ก็คือ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่น หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการท้องถิ่น เข้ามาเป็น สสร. เช่นเดียวกัน ผมเห็นอย่างนี้ครับว่าเมื่อสักครู่นี้เราได้ลงมติในมาตราก่อนหน้าคือมาตรา ๒๕๖/๓ เราลงมติไปแล้วครับว่าคุณสมบัติของผู้ที่สามารถจะสมัครเป็น สสร. ได้ใน (๓) (ก) เขาบอกว่า ให้เคยเป็นผู้สอนวิชาต่าง ๆ ไม่ต้องลงไปในรายละเอียด ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าสามารถที่จะให้ อาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย เป็น หรือเคยเป็น นั่นหมายความว่าสามารถให้อาจารย์เข้ามา เป็น สสร. สมัครเป็น สสร. ได้ แต่ในมาตรา ๒๕๖/๔ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ผมเข้าใจว่า จะขัดแย้งกันเองในตัวบทรัฐธรมนูญ เมื่อลงมติไปแล้ว รัฐธรรมนูญ ๒ มาตราจะขัดแย้งกันเอง ในตัว เพราะฉะนั้นก็จะหารือกับท่านประธานเหมือนกับท่านประธานวิปเมื่อสักครู่นะครับ เห็นว่าควรที่จะให้กรรมาธิการไปหารือในประเด็นนี้กันใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นหากลงมติไปแล้ว ก็จะมีปัญหาในอนาคตได้ในเรื่องของความย้อนแย้งกันของรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ มาตรา ก็เห็นด้วยกับท่านประธานวิป ให้ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการลองเรียกประชุม กรรมาธิการหารือกันเร็ว ๆ คงไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง ก็หารือท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีภราดรครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เราพักสักหน่อยดีไหมครับ เพื่อจะได้ไปดูแลให้รอบคอบอีกที ถ้าอย่างนั้นผมจะขออนุญาตต่อที่ประชุมนะครับว่าขอพัก ๒๐ นาที ๑๗.๒๐ นาฬิกา เราจะมาประชุมใหม่เพื่อให้กรรมาธิการกับผู้ที่เห็นว่ามีมาตราที่แย้งกันอยู่ช่วยไปตรวจสอบ ในรายละเอียดดู แล้วเราก็มาว่าตอน ๑๗.๒๐ นาฬิกา อย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เรายังมี อีกหลายมาตรา แล้วเราก็ไปด้วยดีอยู่ครับ แต่ว่าไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง ขอพัก การประชุม ๒๐ นาทีนะครับ
พักประชุมเวลา ๑๖.๕๗ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๘.๑๑ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจาก คณะกรรมาธิการได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานของคณะกรรมาธิการ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ แจกเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกครับ ทั้งนี้ ข้อบังคับ ข้อ ๓๗ กำหนดให้ การแก้ไขเพิ่มเติมญัตติที่ประธานสภาสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมจะกระทำได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุม ดังนั้นผมจึงขอถามที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมมีมติยินยอมให้คณะกรรมาธิการแก้ไข รายงานตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ประกอบข้อ ๖๑ เชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารเพื่อประกอบ การพิจารณาของสมาชิกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว สมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ ๓ ด้านการศึกษา จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนถามอย่างนี้ครับ ผมยังไม่เข้าใจในคำถามของท่านประธาน ที่ถามเมื่อสักครู่ว่าที่ประชุมยินดีให้คณะกรรมาธิการแก้ไขรายงานหรือไม่ ผมอยากจะถาม ความชัดเจนว่าคำว่ายินยอมให้แก้ไข แปลว่าแก้ไขเพื่อจะมาถามความสมัครใจอีกครั้งหนึ่ง ว่าที่ประชุมเห็นชอบตามข้อความที่แก้ไข หรือไม่เห็นชอบ หรือถือว่าถ้าบอกว่ายอมให้แก้ไข แปลว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว เป็นไปตามนั้นครับ ขออนุญาตถามครับ
เป็นอย่างนี้ครับ เนื่องจาก คณะกรรมาธิการได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้รายงานไปเมื่อตอน ประชุมนะครับ จะมีแก้ไขนิดหน่อยตอนพักการประชุม ตอนนี้กำลังทำเป็นเอกสารแจก รายงานที่ขอแก้ไข ทั้งนี้มีข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ที่กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมญัตติที่ประธานสภา สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้ว จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุม ดังนั้นผมก็เลยถามที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ถือว่า ที่ประชุมยินยอมให้คณะกรรมาธิการแก้ไขรายงานตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ประกอบข้อ ๖๑ เพราะว่าถ้ายินยอมก็จะได้แจกให้ที่ประชุมพิจารณา กรรมาธิการก็จะได้รายงานสิ่งที่แก้ไข ให้ที่ประชุมทราบ แล้วที่ประชุมจะเห็นชอบหรือจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เข้าใจนะครับ
ครับ
ที่ประชุมยินยอม เข้าใจ แล้วครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ และต้องขอบพระคุณทางเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการอภิปราย ในตอนต้น ท่านบอกว่าท่านห่วงกังวลว่าอาจจะมีบางประเด็นที่ควรจะต้องมีการพิจารณาทบทวน แล้วก็ท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาให้มีการพักการประชุมเพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมพิจารณาทบทวนไปเมื่อสักครู่นี้ เห็นควรว่าในกรณีที่มีมาตราที่เกี่ยวข้องกันนั้น อาจต้องมีการปรับแก้ทั้งหมด ๓ มาตรา ด้วยกัน ดังปรากฏในใบแทรกของเอกสารที่กำลังมีการแจกให้กับท่านสมาชิกทั้งหมดครับ
มาตราที่หนึ่ง คือมาตรา ๒๕๖/๔ ซึ่งขณะนี้เป็นมาตราที่กำลังมีการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติม ด้านหนึ่งก็สืบเนื่องมาจากคำสงวนของท่านปรีติ เจริญศิลป์ ที่พูดถึงกรณีของ บุคคลที่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ตลอดจนบุคคลที่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกระบุ เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาสมัครรับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาว่าเฉพาะในกรณีนะครับ เราขอเพิ่มถ้อยคำ เข้าไปเป็นวรรคสองของมาตรา ๒๕๖/๔ ก็คือการเพิ่มถ้อยคำว่า ความใน (๑๒) ที่ผมได้อ่าน ไปเมื่อสักครู่ และ (๑๓) ที่ผมได้อ่านไปเมื่อสักครู่นั้น ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิสมัคร รับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ความหมายก็คือว่าในกรณีก่อนหน้านี้ที่เราได้มี มติในมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) นั้น เราพูดถึงกรณีของบุคคลที่เป็น หรือเคยเป็นผู้สอนวิชา ในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเป็น หรือเคยเป็นผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์นั้น ลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการ ตลอดจนการเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นนั้น จะมิให้ไปใช้บังคับกับกลุ่มนี้ครับ พูดกันง่ายที่สุดนะครับ ไม่ใช่ข้อความที่มีประเด็นย้อนแย้ง ไม่ใช่ข้อความที่กรรมาธิการเข้าใจ คลาดเคลื่อน เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องของกรรมาธิการตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่าทางกรรมาธิการ พิจารณาเห็นถึงข้อจำกัดบางประการ ที่ถึงแม้เราอาจจะได้บุคคลที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน ถึงแม้เราอาจจะได้บุคคลที่เป็นอาจารย์หรือนักวิจัยที่อยู่ใน สถาบันเอกชนต่าง ๆ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดดังกล่าวนั้น สำหรับกรณีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีลักษณะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะ หากจำกัดไว้แบบนั้นในกรณีของบุคคลที่อยู่ใน หน่วยราชการของรัฐ ที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติอื่นใดตามตำแหน่ง ที่เรียกนั้น อาจจะทำให้เราไม่อาจได้บุคคลดังกล่าวเข้าไป ฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการ จึงขอเพิ่มข้อยกเว้นในลักษณะต้องห้ามเข้าไปตามความในมาตรา ๒๕๖/๔ วรรคสอง ดังที่ ปรากฏในเอกสารใบแทรก
ประเด็นที่ ๒ ที่จะมีการพิจารณา เมื่อมีการพิจารณามาตรานี้นั้นย่อมมี ผลกระทบ หรือมีความคล้ายคลึงกันในกรณีของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในมาตรา ๒๕๖/๘ และมาตรา ๒๕๖/๙ แน่นอนครับ ในมาตรา ๒๕๖/๘ ที่ยังไป ไม่ถึงนั้น จริง ๆ เปิดคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้าง ระบุไว้แต่เพียงว่าผู้มีสัญชาติโดยการเกิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี นับถึงวันสมัครเท่านั้น แต่หากเขียนไว้แบบนี้ หากเป็นกรณี เช่นเดียวกันในกรณีของอาจารย์ หรือบุคคลที่มีงานวิจัย และเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน หรือเป็นลูกจ้าง หรือตำแหน่งอื่นใดในสังกัดของราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นนั้น เราอาจจะไม่ได้บุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นผู้ที่ทำให้รัฐสภาเลือกเขาเข้ามา เป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่มีการพิจารณาเมื่อสักครู่นี้ จึงขอให้มีการเพิ่มถ้อยคำไป เป็นถ้อยคำในวรรคสองของมาตรา ๒๕๖/๙ บอกว่าความใน (๑๒) ก็คือเป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และความใน (๑๓) เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงาน อื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิ สมัครรับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๘ ที่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้วิจัยที่มี รายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นข้อความในลักษณะ เปิดกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะสาขานะครับ เพราะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นนั้นคุณสมบัติ พื้นฐานจะกว้างกว่าในส่วนของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญครับ และในขณะเดียวกันเราพบ ถ้อยคำที่ตกหล่น ในกรณีของ (๒/๒) ของมาตรา ๒๕๖/๙ ในกรณีของการอยู่ระหว่าง ถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จึงขอเพิ่มเติมถ้อยคำที่ตกหล่นไปพร้อมกัน นั่นเป็นมาตราที่ ๒ ครับ
มาตราที่ ๓ ที่ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วพบว่ามีการตกหล่น ในวรรคตอน คือมาตรา ๒๕๖/๒๕ เฉพาะกรณีวรรคสี่ ที่ถ้อยคำในบรรทัดที่ ๓ ระหว่าง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราเว้นวรรคคำว่า ทำหน้าที่รองประธาน ฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่านอกจากมีการพักการประชุม แล้วก็มีการแก้ไขแล้ว ก็ขอมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการขอปรับแก้ถ้อยคำ ในมาตรา ๒๕๖/๒๕ วรรคสี่ ให้สมบูรณ์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปปรับแก้เมื่อครบการพิจารณา วาระที่สองอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ๓ มาตราที่มีการแก้ไขครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ก่อนหน้านี้เพื่อตอบคำถาม ของเพื่อนสมาชิกจำนวน ๗ ท่านด้วยกัน แล้วก็หากมีประเด็นที่จะพิจารณามาตรานี้ ก็จะขอให้มีการพิจารณาต่อไป ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะมีเพื่อนสมาชิกไม่เห็นด้วย หรือท้วงติง เพิ่มเติมในกรณีการแก้ไขของทางคณะกรรมาธิการครับ ก่อนหน้านี้ในมาตรา ๒๕๖/๔ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านรัชนีกร หรือท่านนรแศรษฐ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสงวนความเห็นในมิติที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนเวลา และมิติที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ของท่านนรเศรษฐ์นั้น ทางกรรมาธิการเห็นว่า หากจะมีการขยายระยะเวลาขาออกของผู้ที่เคยมาเป็นกรรมาธิการ ห้ามมิให้มาดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองอีกภายใน ๓ ปี ท่านมองว่าน้อยไป ขอเสนอเป็น ๕ ปีนั้น ทางกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยครับ เพราะคิดว่าบุคคลที่เคยมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นย่อมมี คุณสมบัติ หรือความรู้ ความเชี่ยวชาญที่สามารถรับใช้บ้านเมืองในการดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองต่อไปได้ เพียงแต่ต้องขอเว้นวรรคเพื่อมิให้มีการติดขัดในเรื่องของประโยชน์ ได้เสียไว้ที่เพียง ๓ ปี
ในส่วนของท่านรัชนีกร เป็นการขยายประเด็นเรื่องใครเคยต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุกแม้จะมีการรอการลงโทษ ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยครับ หลักการก็คือ ทางกรรมาธิการยืนยันนะครับว่าสิทธิของผู้ได้รับโทษต่าง ๆ นั้น เมื่อพ้นการถูกคุมขัง ถูกจำคุกแล้ว สิทธิความเป็นพลเมืองของเขาควรกลับคืนอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในลักษณะ ของคุณสมบัติบางประการนั้นเราอาจจำเป็นต้องระบุ เช่น กรณีของการเคยต้องคำพิพากษา จำคุกและกำลังถูกจำคุกอยู่ แบบนี้เขาไม่สามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้ หรือกรณีของการเคย ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะ เช่น เรื่องของการทุจริตต่อ ตำแหน่งหน้าที่ เรื่องของการทุจริตในการเลือกตั้งต่าง ๆ หรือเรื่องของคดีเฉพาะที่มีลักษณะ ที่สังคมเห็นว่าอาจจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการทำหน้าที่ เช่น กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดตามกฎหมายยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินนั้น แบบนี้ยังจำเป็น ฉะนั้นกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทางท่านรัชนีกรขอสงวนให้มีการขยายไว้ครับ
อีก ๓ ท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ท่านวีรยุทธ สร้อยทอง และท่านอาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ซึ่งผมก็ต้องนำเรียนในส่วน ของท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ นั้น ผมเองเรียนก่อนนะครับว่าในกรณีที่ท่านเคยถาม ก่อนหน้านี้เรื่องของการมีสัญชาติ ๒ สัญชาตินั้น ใช่ครับ แต่เงื่อนไขการมี ๒ สัญชาติ ที่สมัครได้ สัญชาติไทยนั้นต้องเป็นสัญชาติโดยการเกิดเท่านั้น แต่นั่นเป็นประเด็นที่ ผ่านไปแล้วที่ผมไม่ได้ตอบท่าน แต่ประเด็นเรื่องเคยต้องคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ อันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ใน (๗) นั้นมีข้อจำกัดในแง่ของการพิสูจน์ มีข้อจำกัดในแง่ของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจของตุลาการ อำนาจของอำนาจอธิปไตย ของแต่ละประเทศ ตลอดจนเงื่อนไขของการพิสูจน์ครับ ทางกรรมาธิการยืนว่าไม่อาจ เห็นด้วยกับถ้อยคำที่ท่านมีการขอให้เพิ่มเข้ามาครับ
กรณีของท่านอาจารย์นันทนากับท่านวีรยุทธครับ เป็นการขอเพิ่มถ้อยคำว่า ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอเพิ่มไปได้หรือไม่ ว่าต้องไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ผมเรียนว่าเจตนาของท่านกับพวกผม ตรงกันครับ กงจักรคือกงจักร ดอกบัวคือดอกบัว ดอกบัวสี่เหล่า อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ พวกผมไม่ได้เห็นแตกต่างนะครับ ดอกบัวคือดอกบัวครับ แต่อย่างไร ก็ตามนั้นผมเรียนว่าการจะพิสูจน์ว่ามีบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารบ้างนั้น ไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ที่ง่ายนัก แล้วในขณะเดียวกันผมย้ำนะครับว่าเจตนารมณ์สำคัญ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถูกระบุอยู่ในเหตุผลของการแก้ไขในร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ อย่างชัดเจนครับ ท่านใช้คำว่า ในกรณีกับเหตุผลในการแก้ไข เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมานั้นมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม ฉะนั้นผมคิดว่านี่คือเจตจำนงที่สำคัญครับ แม้ไม่มีถ้อยคำซึ่งทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วยให้เติมไปอย่างที่ทั้ง ๒ ท่านได้นำเสนอนั้น ผมเองก็มั่นใจว่าเราไม่ใช่เป็นการรับรอง บุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารครับ แล้วในขณะเดียวกันหากเราเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งนั้น ท่านที่เป็น ผู้เข้าชื่อเสนอบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งท่านก็จะต้องพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ต่าง ๆ ให้เหมาะสม แล้วท่านเห็นว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ย่อมเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองของท่านที่จะมีการเข้าชื่อในการเสนอบุคคลดังกล่าว ฉะนั้นเราเห็นตรงกับท่านในเหตุและผล แต่ผลลัพธ์ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับการเพิ่ม ถ้อยคำดังกล่าวครับ
ประเด็นของท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องอยู่ใน ๓ จุด ด้วยกัน จุดที่ ๑ คือความเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช อันนี้ต้องถกเถียงกันในเชิง ปรัชญาเลยครับ ระหว่างเรื่องของโลกุตระ โลกียะ ตลอดจนรัฐฆราวาส Secular State เห็นด้วยกับท่านว่าสิทธิความเป็นพลเมืองต่าง ๆ นั้นอาจจะต้องดำรงอยู่ด้วยกัน และจำเป็นต้องย้ำครับ ถึงแม้ท่านบอกว่าผมน่าจะเป็นคนหัวก้าวหน้า เป็นคนรุ่นใหม่ แต่ปีนี้ จะเข้าเลข ๕ เลขครับ โดยอายุก็คงไม่ได้ขนาดนั้น เพียงแต่ว่าในการเขียนระบุความเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวชนั้น เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเข้ามาในทางนิติบัญญัติ ในทางตุลาการ ในทางบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับอยู่แล้วครับ ฉะนั้นเราจำเป็นต้องยืนครับ อาจจะเป็นคำตอบที่ท่านเคยได้ยินหลายครั้ง แต่กรรมาธิการ ก็ยังยืนคำตอบจากสิ่งที่ท่านเคยได้ยินหลายครั้งอยู่ครับ
ผมเห็นด้วยกับท่านนะครับ ในประเด็นเรื่องของการที่จะมีส่วนได้เสียว่า ควรจะเป็นเพียง ๑ ปีหรือไม่ แต่ว่าถ้าท่านเห็นในสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไข กรรมาธิการก็ขอ ประนีประนอมกับท่านขจิตรครับ ทางท่านขจิตรขอ ๑ ปี ทางกรรมาธิการตอนแรกระบุเป็น ๓ ปี ก็ขอลดเหลือเป็น ๒ ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งได้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ความเป็น รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผมตระหนักครับว่าบุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม แต่ว่าเราไม่อาจปฏิเสธ หรือหนีไม่พ้นการถูกมองว่าการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ของบุคคลเหล่านี้นั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ ในทำนองกลับกันครับ หากให้ ท่านเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขดังกล่าว ความชอบธรรมของการแก้ไข ตลอดจนการทำหน้าที่ปกติของท่านย่อมกระทบกระเทือนอย่างยิ่งครับ แล้วจะส่งผลต่อ ความเห็นชอบในการลงมติของรัฐธรรมนูญครับ
ฉะนั้นทั้ง ๗ ท่าน ผมเองมีรายละเอียดที่อยากจะตอบมากกว่านี้ เพียงแต่ว่า หากเราใช้เวลาในการตอบ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นท่านที่เป็นผู้สงวนและเป็นท่านที่เป็น ผู้แปรญัตติ ผมเองตอบได้แต่เพียงว่าในนามของกรรมาธิการเอง เรามั่นใจว่าเราได้พิจารณา อย่างถี่ถ้วนแล้ว และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด เว้นแต่ประเด็นของการแก้ไข มาตรา ๒๕๖/๔ (๒) ที่ทางกรรมาธิการได้มีมติขอเพิ่มเติมเข้ามา กราบขอบพระคุณครับ
ท่านคุณหมอชลน่านจะขอ อภิปรายใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ต้องขออนุญาตสงวนความเห็นในกรณีที่ท่านประธานอนุญาตให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการพักการประชุมแล้วไปประชุมกรรมาธิการ เพื่อขอแก้ไขในมาตรา ๒๕๖/๔ เรื่องของลักษณะต้องห้ามของผู้ที่มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือก เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผลการพิจารณาของกรรมาธิการระหว่าง มีการพักการประชุมก็มีมติชัดเจนครับ เห็นมาปรับแก้ตามที่ได้มีการเสนอ แล้วก็นำเสนอ ในใบแทรกให้ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านได้พิจารณาในมาตรา ๒๕๖/๔ ข้อความก่อน วรรคท้าย ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านในข้อความนะครับ ความใน (๑๒) และ (๑๓) ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ความหมาย คืออะไรครับ ความหมายคือคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ที่เราพิจารณาผ่านไปแล้ว ใช้คำว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชา ในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นหรือเคยเป็นผู้วิจัย หรือมีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อันนี้คือคุณสมบัติที่สมัครได้ แต่มีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๒๕๖/๔ กรณีเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ถือเป็น ลักษณะต้องห้ามที่จะสมัครมิได้ เป็นพนักงานลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เป็นลักษณะต้องห้าม สมัครมิได้ ท่านประธานครับ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเว้นข้อนี้ ความหมายคืออะไรครับ กรณีเป็นผู้สอน ตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) เดิมถ้าตีความตามนี้คนที่ไม่เป็นข้าราชการ ไม่สังกัด มหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นอาจารย์สอนในภาคเอกชน สามารถมาสมัครได้ เพราะไม่มีตำแหน่ง เป็นข้าราชการ ไม่เป็นพนักงานของรัฐที่มีเงินเดือนประจำวันหรือมีตำแหน่ง พอกรรมาธิการ ไปแก้ไข ใช้คำว่า เว้นมิให้ใช้บังคับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย อุดมศึกษาของรัฐหรือตาม (๑๓) ที่เป็นพนักงานลูกจ้างอยู่ในส่วนท้องถิ่น ที่มีเงินเดือน ประจำหรือมีตำแหน่ง สามารถมาสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ ผมเองฐานะ เสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตด้วยความเคารพ ผมมองที่หลักการ ไม่ได้มองที่ความรู้ ความสามารถ ไม่ได้มองที่ตัวบุคคล ที่ผมอภิปรายไม่ได้มองถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมมองในหลักการว่าผมไม่เห็นด้วยตามมติเสียงข้างมาก ของกรรมาธิการที่เรามีมติสรุปมาตั้งแต่ต้นในมาตรา ๒๕๖/๔ เราห้ามคนที่เป็นข้าราชการ เราห้ามคนที่มีเงินเดือนประจำ หรือเป็นพนักงานลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือส่วน ท้องถิ่น มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
เหตุผลสำคัญประการแรกสุด คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี องค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบบรัฐสภาเราเป็นการปกครองที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ท่านสังเกตครับ ท่านประธานเอง ตัวผมเอง หรือท่านสมาชิก ที่อยู่ตรงนี้ ถูกห้ามไม่ให้เป็นข้าราชการ ไม่ให้มีเงินเดือนประจำในส่วนของกรณีเป็นหน่วยงาน ของรัฐ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามเลย เพราะอะไรครับ แม้แต่ใช้อำนาจหน้าที่ไปเกี่ยวข้อง กับราชการ หน่วยงานประจำ ก็ห้าม เพราะเป็นหลักการการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารต้องแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากกำลังเอาอำนาจ ๒ อำนาจมาปนอยู่ด้วยกันทั้งบริหารและนิติบัญญัติ ซึ่งเป็น หลักการสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาที่มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน ผมเองไม่ยอมในข้อนี้
ประเด็นที่ ๒ เหตุที่ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจ และไม่ให้ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน ในตำแหน่งหน้าที่เดียวกัน เพราะคนที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน มีความเป็นประชาธิปไตย เชื่อถือได้ ต้องไม่ถูกครอบงำ ชี้นำ ต้องมี ความเป็นอิสระ ข้าราชการแม้จะมีความเป็นอิสระในพฤติการณ์ พฤติกรรม แต่เขามีต้นสังกัด มีผู้บังคับบัญชา มีกลไก มีกฎระเบียบรองรับว่าคุณต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไรในตำแหน่งหน้าที่ ของคุณที่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ หรือตำแหน่งอื่นที่เรียกในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ มีกฎหมายรองรับ ถ้าเราไม่เคารพตรงนี้ ความเป็นอิสระในการที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญ ตัวหลักมันก็ไม่มีหลักประกันอยู่แล้ว เราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าคนคนนั้น ๑ ใน ๓๕ คนมาเขียนรัฐธรรมนูญภายใต้การครอบงำ ชี้นำ ซึ่งสภาแห่งนี้ต้องถือเป็น เรื่องหลักนะครับ เพราะเรากำลังจะขอให้คน ๓๕ คนมากำหนดชะตาของประเทศ ซึ่งขณะนี้ ขณะที่ผมอภิปรายอยู่ตรงนี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่ารายชื่อ ๓๕ คน อยู่ในสมองของคนยกร่างเรียบร้อยแล้ว ยิ่งไประบุชัดบอกว่าต้องการอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้ามา เขียนเป็นการเฉพาะ ขณะที่ส่วนอื่นไม่ให้ มันหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน เป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น แต่ให้สิทธิคนอีกกลุ่มหนึ่งในฐานะที่เป็นข้าราชการเหมือนกัน เขียนเพื่ออะไรครับ เขียนให้คนของตัวเองเข้ามาหรือครับ เราเองกำลังจะถูกสังคมโดยรวม บอกว่ารัฐสภาตรงนี้ละเป็นคนกำหนดมา รัฐสภาชุดหน้าเสียงข้างมากกำหนดได้ทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่ผมเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ฝ่ายประจำที่เป็นข้าราชการประจำเข้ามา ทำหน้าที่ในการเขียนรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยต้องยึดเป็นหนึ่งครับ เราอย่าเอาข้อเว้นมาใส่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็น กฎหมายเฉพาะ กฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีปฏิบัติ ผมจะไม่กราบเรียนท่านประธาน ให้เสียเวลาของรัฐสภาแห่งนี้มาก แต่อันนี้คือตัวรัฐธรรมนูญครับ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมันมีผลกระทบระเนระนาด ไปหมดเลย แล้วเราเองเขียนรัฐธรรมนูญในฉบับเดียวกันในปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ที่แตกต่างกันในฉบับเดียวกัน มีลักษณะและคุณสมบัติต้องห้ามที่แตกต่างกัน ในบทบาท หน้าที่ที่ทำเหมือนกันก็คือเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ การเขียนรัฐธรรมนูญคือนิติบัญญัติครับ แม้จะเป็นการชั่วคราว แต่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ธรรมนูญคือกฎหมายหลัก รัฐธรรมนูญคือกฎหมายหลักของรัฐ ถ้าเขียนอย่างนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญของเราที่พยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ออกมาเป็น รัฐธรรมนูญที่ทุกคนไม่ยอมรับ ถ้าใช้ประเด็นนี้ในการที่จะไปรณรงค์ในการออกเสียง ประชามติ หรือแม้กระทั่งวาระที่สามอาจจะไม่ผ่านก็ได้นะครับท่านประธาน มันเป็นเงื่อนงำ ที่จะทำให้ไม่ผ่านวาระที่สามหรือไม่ผ่านประชามติ
ท่านประธานที่เคารพครับ การเขียนรัฐธรรมนูญใช้เวลา ๑ ปี ทำงานทุกวัน ๓๖๐ วัน เอาข้าราชการคนหนึ่งออกมา หน้าที่การงานประจำเขาเป็นอย่างไรครับ กระทบ หรือไม่ ก็เลยมีหลักต้องแบ่งแยกอำนาจซึ่งกันและกัน ผมเชื่อครับว่าเขาเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ แต่ประเทศชาติบ้านเมืองเรา ผมเชื่อว่าคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำ หน้าที่แทนตรงนั้นย่อมมีอยู่มากมาย เป็นเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นประการ สุดท้ายว่าเมื่อเป็นอย่างนี้เราไม่ควรที่จะไปละเมิดหลักการ โดยจะเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่ง ๑ ใน ๓๕ คน หรือ ๒ ใน ๓๕ คน ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว มีการระบุกันชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าปรากฏ ชัดขึ้นมาอีก ข้อครหา ข้อโจมตีมันมีเยอะมากครับ นั่นหมายความว่ารัฐสภาของเรา ต้องรับผิดชอบ ชุดนี้ครับ รัฐสภาชุดนี้ที่ท่านประธานนั่งเป็นประธานอยู่นี้ต้องรับผิดชอบว่า สิ่งที่เราเป็นคนกำหนดให้เขาไป ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมไม่เห็นด้วย และฝากไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ถ้าท่านเห็นกับคำอภิปรายของผม เห็นแก่หลักการโดยรวม แล้วไม่ทำให้รัฐสภาเราถูกตำหนิ ก็มาลงมติว่าไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขของเสียงข้างมาก ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ก็กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมด้วยความเคารพว่าผมคงจะต้อง ถือโอกาสมาชี้แจงความเป็นมาเป็นไปทั้งหลายของการที่ทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมาก มาแก้ในวันนี้ แก้รายงานที่เคยนำเสนอแล้วแจกเป็นใบแทรกมาในวันนี้ ท่านประธานครับ ก็เรียนอย่างนี้ครับว่าโดยร่างเดิมที่เป็นร่างหลักที่ใช้ในการประชุม ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ร่างของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่นำเสนอเป็นร่างหลัก ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๓ ในร่างเดิมนั้นไม่ห้ามข้าราชการที่จะมาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านจะไปดูร่างก็เห็นชัดเจน เขาใช้คำว่ารับราชการหรือเคยรับราชการ เช่น รับราชการ หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาชั้นนั้นชั้นนี้ รับราชการหรือเคย รับราชการในตำแหน่งอัยการอย่างโน้นอย่างนี้ รับราชการหรือเคยรับราชการเป็นข้าราชการ ไม่ต่ำกว่าระดับ ๘ ในกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย แปลว่าร่างเดิมนั้นไม่ห้ามข้าราชการ ที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างเดิมเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่เคารพ ผมเป็นผู้อภิปรายเองละว่าผมได้ข่าวว่ากรรมาธิการหลายคณะ ของรัฐสภา ของวุฒิสภา ของสภาผู้แทนราษฎร เชิญกรรมาธิการที่เป็นผู้พิพากษา เป็นตุลาการ เป็นอัยการ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญคณะนั้นคณะนี้ แต่ปรากฏว่าเมื่อเชิญ มาแล้วบางทีเขาแต่งตั้งไปแล้วด้วย คนเหล่านั้นก็ไปขออนุญาตหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงาน ต้นสังกัดเหล่านั้น เช่น เขามี กต. คุมผู้พิพากษาอยู่ มี กอ. คุมอัยการอยู่ กลายเป็นว่า หน่วยงานเหล่านั้นไม่อนุญาตให้มาเป็นกรรมาธิการ โดยอ้างกฎระเบียบของหน่วยงาน เหล่านั้นว่ามีกฎหมาย มีกฎระเบียบว่าจะไปเป็นอะไรภายนอกต้องขออนุญาต เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายครับ ขณะนี้ผู้พิพากษาถ้ามีตำแหน่งหน้าที่ประจำ ไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหน ถ้าคุณ จะออกมาทำโน่นทำนี่ เป็นโน่นเป็นนี่ ต้องขออนุญาตทั้งหมด ผมก็ยกประเด็นขึ้นว่าถ้าเป็น เช่นนี้แล้ว ถ้าเราไม่ห้ามข้าราชการ หรือข้าราชการทั้งหลายทั้งปวงเป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้หมด และถ้าเกิดกรณีเช่นนี้เป็นอย่างไร ที่ประชุมก็ยกปัญหานี้ขึ้นมา เหมือนกัน ท้ายที่สุดก็ได้ความว่าข้าราชการทั้งหลายนั้นเขามีกฎระเบียบ มีกฎหมายบังคับ มีผู้บังคับบัญชา จะไปทำหน้าที่การงานนอกเหนืออำนาจหน้าที่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ถ้าไปดู มาตราท้าย ๆ เป็นเวลา ๓๖๐ วัน แปลว่าข้าราชการเหล่านี้จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องออกมาจากหน่วยงานประจำมาทำหน้าที่ตรงนั้น ๓๖๐ วันเป็นอย่างน้อย และท้ายที่สุด จะกระทบต่อหน้าที่การงานประจำหรือไม่ พออภิปรายกันเช่นนี้แล้ว ท้ายที่สุดกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันให้ตัดข้าราชการออก เอาเป็นแต่ว่าเคยเป็น เช่น เคยเป็น ผู้พิพากษาชั้นนั้นชั้นนี้ เคยเป็นอัยการชั้นนี้ เคยรับราชการไม่ต่ำกว่าระดับ ๘ อย่างโน้น อย่างนี้ แปลว่าที่เป็นข้าราชการนั้นตัดออกหมด และท้ายที่สุดที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ ก็เห็นชอบตามนี้ โดยเหตุผลก็คือความเป็นมาว่าเขามีกฎระเบียบทั้งหลายทั้งปวงที่จำเป็น จะต้องปฏิบัติ แล้วเผลอ ๆ ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต ทีนี้ปัญหามันเกิดที่เขามาแก้นี่ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าวงเล็บที่ว่าด้วยอาจารย์ เขียนว่าสอนหรือเคยสอน ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จริง ๆ สอนหรือเคยสอนนี่มันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นข้าราชการ แต่มาตรา ๒๕๖/๔ ไปเขียนลักษณะต้องห้าม ห้ามข้าราชการมาเป็น ก็เลยไปตีความว่า ถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นข้าราชการอยู่มาเป็นไม่ได้ มาเป็นกรรมาธิการไม่ได้ ท้ายที่สุดก็เป็นบ่อเกิดของการไปพูดคุยกันข้างนอก ผมก็พูดตรงไปตรงมา กรรมาธิการ หลายท่านก็ได้รับการ Complain จากอาจารย์ เขาบอกอย่างนี้ผมก็เป็นไม่ได้ แปลว่า คนเหล่านี้เขาต้องการมาเป็น ๑ ใน ๓๕ ของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ข้อสังเกตของกระผมก็คือว่า ๑ ใน ๓๕ นั้น หรือ ๓๕ นั้นไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหมด อาจจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ประมาณสัก ๑ คน ๒ คน ก็สุดแต่ ก็เป็นเหตุของการแก้ไข ตรงนี้ เมื่อมาขอร้องให้ผมช่วยพิจารณาหน่อยว่าถ้าจะแก้ไขตามนี้ควรจะเป็นอย่างไร ผมเองเข้าใจธรรมชาติอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ เคยเป็นอาจารย์มาก่อน เป็นข้าราชการ ประจำด้วย ส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าที่สอน สอนเสร็จก็นั่งอยู่ที่ห้องสักพักหนึ่ง ก็ไปโน่นไปนี่ แต่ว่า ข้อสำคัญคุณอย่าขาดการสอน ก็ยังสามารถไปทำโน่นทำนี่ ไปทำวิจัยอะไรก็ว่ากันไป เข้าใจดี แต่ว่าการแก้เช่นนี้ก็ต้องพูดว่าแก้เพื่อให้ข้าราชการที่เป็นอาจารย์เท่านั้นสามารถเข้ามาได้ แต่ข้าราชการอื่น ๆ นั้น เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทั้งหลายทั้งปวงเข้าไม่ได้ เพราะเขาห้าม ข้าราชการมาเป็น ตัดออกหมดแล้วข้าราชการ ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตไปยังเสียงข้างมาก เมื่อสักครู่ผมก็ยังไปพูดว่าสิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือว่าถ้าคุณแก้กฎหมายเช่นนี้จะเป็นการเลือก ปฏิบัติหรือไม่ แปลว่าข้าราชการอื่นเข้าได้ เป็นได้ แต่ข้าราชการอื่นเข้าไม่ได้ ผู้พิพากษา เข้าไม่ได้ อัยการเข้าไม่ได้ ซี ๘ ขึ้นไปเข้าไม่ได้ แต่เฉพาะอาจารย์ที่เป็นข้าราชการเข้าได้ เหตุผลที่เขาอยากจะแก้ก็เพราะเชื่อว่าอาจารย์เหล่านี้มีความรู้ความสามารถ สามารถที่จะรู้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วจะเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า ผมขอเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ เรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายว่าก็สุดแต่จะพิจารณา แต่ว่าผมให้ระมัดระวัง ที่สุดก็คือว่าทำเช่นนี้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ มีเหตุผลอะไรที่ว่าคุณห้ามข้าราชการอื่น แต่คุณไม่ห้ามข้าราชการที่เป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัย ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า ความเป็นมาเป็นอย่างนี้ แล้วอธิบายให้ท่านที่ประชุมฟังว่าประวัติความเป็นมาที่เราไป ถกเถียงกันในคณะกรรมาธิการเป็นอย่างไร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นค่ะ ในมาตรา ๒๕๖/๔ เมื่อสักครู่ที่ได้ไป ประชุมกรรมาธิการ ดิฉันเสนอให้มีการตัด (๑๒) และ (๑๓) ด้วยสาเหตุสำคัญ ๒ ประการค่ะ (๑๒) ก็เป็นลักษณะต้องห้ามที่มี ก็คือบอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ (๑๓) เป็นพนักงานลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าให้มายกเว้นกับอาจารย์ ที่สามารถยกเว้นได้ ดิฉันเห็นว่าควรที่จะให้ตัดทั้ง ๒ อนุมาตราออกไปเลยนะคะ
เนื่องด้วยเหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือถ้าผู้ที่มาสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเขาสามารถที่จะขออนุญาตลาจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดเขาเอง เพื่อที่จะลามาปฏิบัติ หน้าที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ตามระเบียบการลาของหน่วยงานต้นสังกัดของท่าน เหล่านั้นเอง ก็ต้องอนุญาตให้เขาสามารถที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ต้องยกเว้นว่า เป็นเฉพาะอาจารย์หรือว่าเป็นข้าราชการอื่น ๆ นะคะ จริง ๆ แล้วระเบียบของหน่วยงานแต่ละหน่วยงานอาจจะแตกต่างกันว่าสามารถที่จะลา มาปฏิบัติงานเต็มเวลา ๑ ปีกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ บางหน่วยงานอาจจะได้ บางหน่วยงานอาจจะไม่ได้ หรือบางหน่วยงานก็อาจจะลาได้โดยที่ไม่ได้รับเงินเดือน ดิฉันเห็นว่าลักษณะต้องห้ามเหล่านี้ไม่ควรมี ตัดออกไปเลยค่ะ เพราะว่าจะปิดกั้นบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถโดยการปิดกั้นตั้งแต่แรกเลย แล้วถ้าบางหน่วยงานเขาสามารถ ลาได้ล่ะคะ ก็เท่ากับเราเสียโอกาสที่จะได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ไปอย่าง น่าเสียดาย
อีกประเด็นหนึ่งก็คือดิฉันเห็นด้วยว่าหากไม่ตัดไปทั้ง ๒ อนุมาตรา (๑๒) กับ (๑๓) ก็จะกลายเป็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จะทำให้เฉพาะบางอาชีพเท่านั้นที่ได้เข้ามา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนด้วยซ้ำว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นใคร มาจากตรงไหนบ้าง แต่ถ้าบอกว่าข้าราชการหรือว่าพนักงานลูกจ้างที่ปฏิบัติงาน เต็มเวลาไม่สามารถเข้ามาได้เลย ก็กลายเป็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนที่ไม่ใช่อาจารย์ มหาวิทยาลัย ถ้าเขาลามาได้ดิฉันเห็นว่าก็ให้เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำลามา โดยอาจจะเสนอว่า อาจจะเพิ่มเอกสารรับรองการให้อนุญาตลา หรือว่าการขออนุญาตลาจากผู้บังคับบัญชา โดยมีผู้บังคับบัญชาเซ็นรับรองมาตั้งแต่ตอนรับสมัครเลยนะคะ ก็จะเป็นการปิดปัญหาในที่ว่า พอได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว กลายเป็นว่าต้องมาลาออกจาก กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเนื่องจากผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต ก็ให้เขาเหล่านี้ที่เป็น ข้าราชการ หรือว่าพนักงานลูกจ้างของรัฐ มีเอกสารประกอบการสมัครที่ผู้บังคับบัญชา หรือว่าหน่วยงานต้นสังกัดอนุญาตให้มาปฏิบัติหน้าที่กับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเต็มเวลา ตามเวลาที่กำหนดได้เลยค่ะ ขอนำเรียนด้วยความเคารพค่ะ
ท่านประธานครับ วีรยุทธ สร้อยทอง พอดีผมใช้สิทธิในส่วนของผู้สงวนคำแปรญัตตินะครับ เมื่อสักครู่นี้ทางกรรมาธิการ ได้ชี้แจงผมมาแล้วครับ แต่ว่าก็มีประเด็นที่อยากจะสื่อสารกับทางท่านกรรมาธิการเพื่อเป็น ประโยชน์กับทางเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องโหวตในส่วนของญัตติในการแปรญัตตินี้ จะขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมท่านประธานครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็คงขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ ชี้แจงเพิ่มเติม แต่ผมคงต้องชี้แจงในส่วนที่ทางกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของผู้ที่ เกี่ยวข้องกับรัฐประหารเองมีการระบุได้ยาก หรือ Identify ได้ยาก หรือว่าขอบเขต เป็นอย่างไร ซึ่งผมต้องให้ข้อมูลอย่างนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับทางเพื่อนสมาชิก เพื่อที่จะลงมติ หรือหลังจากนี้ ผมแบ่งคำจำกัดความไว้อย่างนี้นะครับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร ผมแบ่งเป็น ๒ ประเด็น
๑. คือผู้ที่เกี่ยวข้องทางตรง ผู้ที่เกี่ยวข้องทางตรงก็คือเป็นผู้ที่สนับสนุน เป็นผู้ที่ทำการรัฐประหาร อย่างเช่น หัวหน้ารัฐประหาร หรือผู้สั่งการให้ใช้กำลัง ในการรัฐประหาร
๒. คือผู้มีอำนาจแต่งตั้ง นิยามก็คือเรื่องของผู้ที่ได้การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สำคัญในการใช้อำนาจหลังจากที่มีการรัฐประหาร อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน มีขอบเขตว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องทางตรงมีนิยามอย่างไร ซึ่งพวกนี้สามารถสืบค้นซึ่งมีตำแหน่งที่เกิดขึ้นหลังจาก ที่มีการรัฐประหารนะครับ
ในส่วนที่ ๒ เองก็คือการมีส่วนร่วมทางอ้อม การมีส่วนร่วมทางอ้อม ก็อย่างเช่นผู้สนับสนุนเชิงนโยบาย คือผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางยุทธศาสตร์ หรือเป็นที่ปรึกษาหลักในคณะรัฐประหาร
ในส่วนของถัดไปก็จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ในทางปฏิบัติ ก็คือผู้ที่ได้รับ การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรมนูญที่เกิดจาก การรัฐประหาร
แล้วก็ในส่วนถัดไปที่เป็นในส่วนทางอ้อมก็คือการให้การสนับสนุนโดยเปิดเผย ก็คือคนที่เปิดเผยและสนับสนุนการทำรัฐประหาร ตรงนี้เป็นนิยามซึ่งมีขอบเขตชัดเจน และสามารถสืบค้นได้ ซึ่งมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในการรัฐประหาร ตรงนี้เองก็คงจะฝาก ให้กับทางกรรมาธิการว่าที่จริงสามารถระบุได้ชัดเจน แล้วผมคิดว่าความรับผิดชอบในส่วน ของผู้ที่จะเป็นคนเลือก อันนั้นเป็นตัวกรองชั้นที่ ๒ ตัวกรองชั้นแรกที่เป็นปฐมภูมิ ผมคิดว่า คือเรื่องของคุณสมบัติ ถ้าเรากำหนดคุณสมบัติต้องห้ามให้ชัดเจน ผมคิดว่าตรงนี้เองการมี ตัวกรอง ๒ ชั้นจะทำให้เราได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพ แล้วเป็นผู้ร่างที่จะรับฟังเสียง ประชาชนแล้วก็เข้าใจประชาชนจริง ๆ แล้วสามารถที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความศรัทธา กับพี่น้องประชาชน ก็คงจะสื่อสารกับทางกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกไว้ประมาณนี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส ขออนุญาตที่จะเพิ่มเติมในส่วนที่ท่านประธานณัฐวุฒิได้ชี้แจง และดิฉันเองยังรู้สึกว่ามีข้อกังขากับสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงไป ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ได้ร่วมกันเสนอแปรญัตติกับท่านวีรยุทธในการที่จะกำหนด ในเรื่องของคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ซึ่งท่านประธานณัฐวุฒินั้น ได้ระบุว่าการทำรัฐประหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถที่จะระบุได้ชัดเจนว่าใครจะเข้ามา มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหาร ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าการทำรัฐประหารไม่ใช่เรื่องที่ทำกันแบบ ลับ ๆ ล่อ ๆ เป็นเรื่องที่ทำกันแบบเปิดเผย เป็นเรื่องที่โชว์หน้าออก TV มีคำสั่งแต่งตั้ง แบบชัดเจนซ้ำไปซ้ำมา โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง จนคนเขารู้กันทั้งประเทศ รู้กันทั้งโลก อันนี้ จะบอกว่าไม่สามารถระบุได้อาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะว่าการทำรัฐประหารไม่ได้ เหมือนกับ Scammer ที่หลบ ๆ กัน ทำกันซ่อน ๆ แต่การทำรัฐประหารนั้นเปิดเผยชัดเจน คนทั้งโลกเขารู้กันหมด ไม่อย่างนั้นสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป เขาจะ Ban คนทำ รัฐประหารได้อย่างไร ก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่ผู้ทำรัฐประหารนั้นถูก Ban ประเทศอื่น ๆ ที่มีการทำรัฐประหารเขาก็ Ban กัน แล้วจะบอกว่าต่างประเทศรู้ คนไทยไม่รู้ มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งท่านประธานณัฐวุฒินั้นท่านยืนยันว่าท่านก็มีเจตนาที่ตรงกับผู้ที่แปรญัตติว่าไม่ต้องการ ให้ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยนั้นเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะท่านไม่บรรจุลงไปในคุณสมบัติต้องห้ามว่าให้คนเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะเข้ามาได้ ท่านบอกว่าให้คนที่เสนอชื่อเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าท่านพูด อย่างนี้คุณสมบัติอีก ๑๐ กว่าข้อท่านไม่ต้องใส่ ไม่ต้องใส่เลย ให้คนที่เสนอเข้ามา เป็นผู้รับผิดชอบไปเลย ทำไมท่านต้องใส่ เพราะเป็นคุณลักษณะที่ให้คุณให้โทษ และเรา จำเป็นจะต้องระบุลงไปให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของคนที่เคยทำรัฐประหาร เจตจำนง จุดยืน อุดมการณ์ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่มีเจตจำนงที่จะปกป้องระบอบประชาธิปไตย แล้วเหตุไฉนท่านจึงไปปกป้องคนแบบนี้ให้เขามาร่างรัฐธรรมนูญ เราระบุลงไปค่ะ แล้วถ้าเผื่อว่ามีใครที่มาสมัครแล้วคุณสมบัติมีข้อโต้แย้ง ตอนนั้นเราค่อยมาถกเถียงกันว่า คุณนั้นมีชื่ออยู่ในประกาศหรือเปล่า คุณเคยถูก Ban จากต่างประเทศหรือเปล่า หรือว่า คุณแค่มีส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็น Messenger ไม่ได้เคยลงมือกระทำ อันนั้นค่อยมาคุยกัน ในรายละเอียด แต่หลักการต้องเป็นหลักการ เราต้องชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนคนที่มีแนวคิด เผด็จการ คนที่ไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้มาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด และใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นดิฉันยืนยันว่าท่านประธานคงจะต้องคิดใหม่ว่า การบรรจุลงไปไม่เสียหาย ถ้าเกิดมีข้อโต้แย้งก็พิจารณาเป็นรายกรณี แต่ถ้าท่านไม่บรรจุลงไป นั่นคือความเสียหายอย่างหนักว่ากรรมาธิการชุดนี้ประสงค์ที่จะให้คนที่ไม่มีเจตจำนง ในการยึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะโจษขาน กันไปแบบนี้ ขอให้ท่านประธานคิดใหม่ ทำใหม่ แล้วก็ขอให้ท่านสมาชิกนั้นช่วยกันที่จะทำให้ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้คนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอให้บรรจุข้อนี้ ลงไป ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ สำหรับ ประเด็นของข้อสังเกตแล้วก็ประเด็นที่ท่านอภิปรายของท่านวีรยุทธและท่านอาจารย์นันทนานั้น ผมเคารพครับ แล้วผมเองก็ไม่ได้เห็นแตกต่างกับท่านครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเป็นประเด็น ที่เป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ก็ขอให้เป็นมติของสมาชิก รัฐสภาในการพิจารณาต่อไปครับ
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มถ้อยคำในวรรคสองของมาตรา ๒๕๖/๔ ข้อยกเว้นเข้าไปในประเด็นเรื่องของความเป็นข้าราชการและพนักงานลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่น ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ผมจะขออนุญาตท่านประธาน จะให้ท่านกรรมาธิการปรีติ เจริญศิลป์ เป็นผู้ตอบสั้น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ต่อไป เรียนเชิญครับ
เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก่อนที่เราจะพักเบรกไป ผมคือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น อยากเปิดกว้าง ให้ข้าราชการสามารถเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ครับ อย่างไรก็ดีหลังจากที่เรา ได้เข้าไปประชุมหารือกันตอนช่วงพัก ผมก็ได้น้อมรับความเห็นของเพื่อนสมาชิก พรรคเพื่อไทยที่ไม่อยากให้มีข้าราชการเข้ามา ด้วยหลายเหตุผลครับ ที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ได้กล่าวไว้ครับ อย่างไรก็ดีอาจารย์มหาวิทยาลัยคือตำแหน่งหนึ่งที่อยากจะยกเว้นให้ เพราะถ้าท่านไปดูประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ในสมัยนั้นเขาเป็น อาจารย์ที่สอนอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นถึงอธิการบดีครับ คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อีกท่านหนึ่งครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผมบอกไปนะครับ คุณสมคิด เลิศไพฑูรย์ สมัยนั้นท่านก็สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนกันครับ หากเราไม่ยกเว้นให้บุคคลเหล่านี้ จะเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญสูงในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง รวมถึง มีความน่าเชื่อถือทางสังคม ที่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้วประชาชนจะยอมรับนะครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะต้องตอบคุณหมอชลน่าน เรื่องความมีอิสระ อาจารย์มหาวิทยาลัย มีความเป็นอิสระกว่าราชการหน่วยอื่น ๆ ผมจึงต้องขอยกเว้นไว้ครับ ลองนึกดูว่า ถ้าฝ่ายบริหารไม่พอใจข้าราชการตำแหน่งอื่นที่มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กลับไป มีสิทธิที่จะโดนย้ายไปตำแหน่งอื่น ๆ ได้ แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่สามารถแทรกแซงได้ครับ วันนี้เขาสมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สอนนิติศาสตร์อยู่ ร่างรัฐธรรมนูญจบ กลับไป รัฐมนตรีย้ายเขาได้ไหม ย้ายให้เขาไปสอนวิชาวิศวะได้ไหมครับ มันไม่ได้ รัฐมีหน้าที่ แค่กำกับดูแลเท่านั้น การโยกย้ายหรืออำนาจครอบงำไม่สามารถเข้าถึงอาจารย์ได้ ที่สำคัญอาจารย์มีความรู้และความเชี่ยวชาญที่ลงในรายละเอียดมากกว่านักการเมือง หรือข้าราชการหน่วยอื่น ๆ ประกอบกับที่ผมพูดมาคือประวัติศาสตร์เรามีอยู่แล้วว่าต้องให้ นักวิชาการที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยกัน ทำให้ประเทศชาติสามารถได้รัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการยอมรับและดีที่สุดครับ ส่วนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจที่คุณหมอชลน่านพูดมา ผมก็มองไม่เห็นนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เรามีความจำเป็นต้องเอา ทุกภาคส่วนเข้ามารวมกัน ไม่แบ่งแยกว่ามาจากส่วนราชการหน่วยไหนก็ตาม ส่วนเรื่องการที่ คิดว่าจะมีการเลือกปฏิบัติ ผมเห็นว่าถ้าเราไม่แก้ตามที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ไขมา จะเป็นการเลือกปฏิบัติมากกว่า ถ้ายังคงไว้เหมือนเดิมเท่ากับว่าให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัย เอกชนมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐไม่สามารถ เข้าได้ นี่คือการเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริงครับ ผมเองจึงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ที่มีการแก้ไขข้อความ
ส่วนเรื่องข้อกังวลของอาจารย์นันทนา ไม่อยากให้มีผู้เกี่ยวข้องกับ การรัฐประหารเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้รับ การยอมรับแน่นอนครับ เราไม่ต้องใส่เข้าไปในคุณสมบัติที่เราจะตัดออก เขามาสมัครเมื่อไร ผมเชื่อว่าไม่มีใครเลือกครับ โดยเฉพาะ สส. จากพรรคประชาชนจะไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว ตอบเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ เชิญท่านทวีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ถ้าผมไม่ขึ้นมา ชี้แจงเดี๋ยวจะเหมือนว่ากรรมาธิการที่ไปประชุมกันไม่มีสมองของตัวเองหรือเปล่า ก็ต้อง เรียนว่าคณะกรรมาธิการได้ประชุมในมาตรา ๒๕๖/๔ ในตอนนั้นมี ๒๔ คน ๒๔ คน เห็นด้วย กับการแก้ไข ๑๙ คน แล้วก็ไม่เห็นด้วย ๒ คน และงดออกเสียง ๓ คน ซึ่งในเหตุผลผมก็เป็น ผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายไป เพราะว่ามาตรา ๒๕๖/๓ ในกลุ่มของอาจารย์เราเขียนว่า เป็นหรือเคยเป็น พอเข้าใจไหมครับ เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แล้วก็ สังคมศาสตร์ แล้วผมก็ให้เติมวิทยาศาสตร์เข้าไป เพราะอยากให้หมอเขาเข้ามาด้วย เพราะเรามีรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุข แล้วก็มีการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนนักวิจัยเขาก็เขียนเป็นหรือเคยเป็น เพราะเราต้องการจะให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งในอุดมศึกษาที่เป็นของรัฐและของเอกชนที่เขาเป็นนักวิจัย เพราะคนพวกนี้เขามีเสรีภาพ ทางวิชาการ ผมเป็นกรรมการสภาวิจัยอยู่ประมาณ ๕-๖ ปี ลอกงานวิจัยยังต้องติดคุกเลย อยากให้รู้ว่าคนพวกนี้เขาทรงคุณค่ามาก แล้วเขาต้องใช้ความรู้ คือสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ก็มาพบโดยการวิจัย ดังนั้นเมื่อมาตรา ๒๕๖/๔ ใน (๑๒) (๑๓) เราเขียน คือเจตนาต้องการ ไม่ให้ข้าราชการมาเป็นกรรมการยกร่าง หรือกรรมการร่าง กับกรรมการรับฟังความเห็น กับพนักงานราชการ ซึ่ง ๒ มาตรานี้ก็มีความผมไม่เรียกว่าย้อนแย้งนะ ผมเรียกว่าถ้ากฎหมาย เขียนคลุมเครือ มันจะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของคนตีความ มันจะเป็นการละเมิดสิทธิเขา ดังนั้นผมจึงคิดว่าการที่มายกเว้นเป็นวรรคสอง ที่ไม่ให้เอามาใช้กับมาตรา ๒๕๖ (๓) (ก) ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน แล้วก็อยากจะเรียนว่าเรื่องใหญ่ที่สุดของคนมาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ สส. กับ สว. ๗๐๐ คนไปเลือก คุณไปดูถูกเขาได้อย่างไร คุณต้องดูถูกตัวคุณเองสิ ถ้าคุณไปเลือก มันต้องโทษคนเลือก จะมาโทษคนสมัครได้อย่างไร แล้วคนสมัครนอกจาก สมัครแล้วยังต้องเสนอวิสัยทัศน์ว่าถ้าเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ไม่เคยเกิดจะเกิดเพราะเขาอย่างไร ผมยังเชื่อมั่นสติปัญญาของคน ๗๐๐ คนที่จะเลือก อันนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งเมื่อประชุมเมื่อตอนบ่ายนี้ก็คือ ๑๙ คน เห็นควรแก้ไข เสียงข้างน้อย ๒ คน ไม่แก้ไข และงดออกเสียง อาจจะมีประธานคนหนึ่ง ๓ คนนะครับ อันนี้ก็อยากจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใ เพราะว่าปัญหาใหญ่ก็คือ สส. กับ สว. ที่จะไปหยิบมา ๒๐ คน คุณต้องหยิบคนที่ดีที่สุด แล้วจะมีนวัตกรรมที่ดีที่สุดมาเพื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดนะครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล กรรมาธิการ ก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้เวลานี้เล็กน้อยในการชี้แจง ทำความเข้าใจหน่อย ก่อนอื่นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่ประชุมว่าฟังดูคำพูด คำอภิปรายของกรรมาธิการเสียงข้างมาก คล้ายจะมองว่ากรรมาธิการของพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับข้าราชการ มาเป็นโน่นเป็นนี่ ความจริงที่ผมอธิบายไปชัดเจนครับว่าเหตุผล ที่เขาห้ามเพราะอะไร มีปัญหาอะไรในเชิงกฎระเบียบ กฎหมายทั้งหลายทั้งปวง อันนี้เป็น จุดสำคัญ เพราะฉะนั้นได้มีการยกตัวอย่างในหลายประเด็นในอดีต เช่น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่ห้ามอาจารย์มหาวิทยาลัย รัฐธรรมนูญถัดมามีอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างโน้นอย่างนี้ ก็เรียนครับว่ามันก็แล้วแต่ยุคสมัย ผมจะเรียนให้ทราบว่าบางยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคที่อ้างเมื่อสักครู่นี้ บางยุคเกิดการยึด อำนาจการปกครองประเทศ ยึดอำนาจการปกครองประเทศแล้วก็จะแต่งตั้งสภานิติบัญญัติ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนพวกเราเป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ แล้วที่แต่งตั้งเขาก็จะมีบทยกเว้นใช้อำนาจ ปฏิวัติ ใช้อำนาจรัฐประหาร ก็คือแต่งตั้งข้าราชการมาก็ได้ จำได้ไหมครับข้าราชการ มาเป็น สนช. มาเป็น ค โน่น ค นี่เต็มไปหมด รับเงินเดือน ๒ ทาง แล้วก็ใช้อำนาจนั้นประกาศไปว่าถ้ามีกฎหมายอะไรห้ามไว้ไม่ให้ข้าราชการเหล่านี้มาเป็น ก็ให้เป็นได้ พรรคพวกผมในขณะนั้น พูดง่าย ๆ รับเงินเดือน ๒ ทาง ตรงนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนั้น ๘๐,๐๐๐ บาท ก็ร่ำรวยกันเป็นแถวไปหมดก็มี อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ยุคแบบนั้นจะมาเทียบกับยุคนี้ไม่ได้ ไม่เถียงครับ บางคนมาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปีนั้นปีนี้ ปี ๒๕๕๐ ปีโน้น แต่มาจากผลพวงของการรัฐประหารที่เขาไม่ห้ามให้ข้าราชการ มาเป็นทั้งนั้น แต่ที่เราอธิบายกันนี้ก็เป็นการอธิบายให้เห็นว่าเหตุผลอะไรเราจึงตัด ข้าราชการออก แล้วมันก็ลามไปถึงเรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย แล้วไปโหวตกันนี่ ผมเป็นเสียงข้างน้อย ๒ เสียง ๓ เสียง แต่ผมยืนยันว่าพวกเรามีสมองครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ กรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็น แล้วก็ผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติยังคงติดใจอยู่นะครับ เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะขอมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มี การแก้ไขหรือไม่ ในกรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไป ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกโปรดเสียบบัตร แล้วก็กดปุ่มแสดงตนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๘๗ แสดงตนค่ะ
๑๘๗ แสดงตนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๔๔ ขอแสดงตนด้วยวาจาครับ
๑๔๔ แสดงตนครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๒๕ ท่าน บวก ๒ เป็น ๕๒๗ ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปจะขอให้ท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือคงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอมร ศรีบุญนาค หมายเลข ๑๘๗ เห็นด้วยค่ะ
๑๘๗ เห็นด้วยครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ
สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ ท่านศุภโชคเห็นด้วยครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ผมจะถามอีกครั้งว่า มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๔ บวก ๒ เป็น ๕๓๖ เห็นด้วย ๕๑๙ บวก ๒ เป็น ๕๒๑ ไม่เห็นด้วย ๑ งดออกเสียง ๙ ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มี การแก้ไขครับ