จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นปัญหาของสูตรการคัดเลือก ๒๐ หยิบ ๑ ที่อาจทำให้ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ และเสนอให้แบ่งกรรมาธิการออกเป็นสองส่วน
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ผมจะขออภิปรายแสดง ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเห็นที่ได้สงวนไว้ ที่ท่านกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย ก็เพิ่งได้อภิปรายไป ที่เราสงวนความเห็นไว้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการให้มีการเลือกตั้ง โดยประชาชนมาก่อน ก่อนที่จะมาให้รัฐสภาเลือก ก่อนที่จะมาเป็น ๒๐ หยิบ ๑ หรือจะเป็น อย่างอื่นก็ตาม ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในร่างของพรรคเพื่อไทย เราให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และ สสร. นั้น ๓๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วให้รัฐสภามาคัด ให้เหลือ ๑๐๐ คน การเลือกตั้งจึงอยู่ในชั้น สสร. ส่วนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเราไม่ได้ เสนอให้ต้องมีการเลือกมาจากประชาชน เนื่องจากว่าองค์กรที่จะให้มีการเลือกมาจาก ประชาชนมาก่อนเป็น สสร. และในเรื่อง สสร. นี้ได้ตกไปแล้ว เมื่อตกไปแล้วก็มาถึงขั้น กรรมาธิการร่าง ซึ่งก็ต้องมาดูร่างของคณะกรรมาธิการและข้อสงวนของเรา ท่านประธานครับ ในร่างของคณะกรรมาธิการ มาตรา ๒๕๖/๒ ก็จะให้มีผู้ประสงค์สมัครมาคัดเลือกเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐาน วิสัยทัศน์ รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ให้สนับสนุนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้ก็พอเป็นที่ทราบ กันแล้ว แต่ว่าถ้าเราจะดูต่อไปถึงคุณสมบัติในมาตรา ๒๕๖/๓ ผมเข้าใจนะครับว่าขณะนี้ เราพิจารณามาตรา ๒๕๖/๒ แต่ว่ามันโยงกัน จำเป็นต้องยกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นปัญหา ของมาตรา ๒๕๖/๒ นี้ ในมาตรา ๒๕๖/๓ กรรมาธิการบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ระบุเรื่อง คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะบอกว่า มีสัญชาติไทยโดยการเกิดอายุเท่าไร การศึกษาอะไร แล้วพอมาตอนเริ่มสำคัญมากขึ้น เช่น เคยเป็นผู้สอนวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเคยเป็นผู้วิจัยในโครงการหน่วยงานระดับวิจัยและนวัตกรรม และมีผลงาน เป็นที่ประจักษ์ อันนี้ก็นึกถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ ก็น่าจะมีคุณสมบัติ มีความรู้ ความสามารถที่จะช่วยร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่พอต่อไปก็จะมีว่าเป็นผู้พิพากษามาจะต้อง เป็นอย่างไร เคยรับราชการในตุลาการศาลปกครองจะต้องเป็นอย่างไร รับราชการเป็น เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร แล้วก็เคยรับราชการไม่น้อยกว่า ๓ ปี ในตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนระดับ ๘ อย่างนี้เป็นต้น ไปจนถึงเคยเป็น สส. สว. ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ พ้นตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี แล้วก็เป็นผู้เคยทำงานในภาค ประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย ผู้บริหาร ระดับสูงของบริษัทมหาชน คุณสมบัติอย่างนี้ครอบคลุมไหม ครอบคลุม ก็คือเปิดโอกาส ให้ใครที่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งก็มีสิทธิสามารถที่จะมาเป็นผู้สมัครเป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ ปัญหาจะเป็นอย่างนี้ครับ พอเราใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ คนที่เขาจะมาสมัครเขาก็รู้กติกา รู้กติกาเขาก็ยังต้องคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น สมมุติว่าเขาแห่ กันมาสมัครสัก ๑๐,๐๐๐ คน มาถึงสภาจริง ๆ จะเป็นอย่างไร ๒๐ หยิบ ๑ พรรคการเมืองหนึ่ง มี ๔๐ ที่ มี สส. ๔๐ คน ก็เตรียม ๒ คนไว้แล้ว ๒ คนไว้แล้วนั่นอยู่ใน ๑๐,๐๐๐ กว่าคนนั้น แล้วกรณีทำนองเดียวกันก็จะเกิดขึ้นไปจนครบ ๓๕ คน โดยความเป็นจริงจะพบว่าการสมัคร กันครั้งนี้จะมีคนมาสมัครน้อยมาก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าพรรคการเมืองก็ดี หรือ สว. ก็ดี ที่รวมกลุ่มกันเป็น ๒๐ คนจะเลือกใคร และให้ใครไปสมัคร เพราะฉะนั้น ๒๐ หยิบ ๑ นี้ จะล้มเหลวในแง่ที่ท่านอาจจะมองภาพนึกภาพเป็นว่าจะมาสมัครกันเยอะแยะเลย คงจะได้ คัดเลือกจากบุคคลที่หลากหลาย อันนั้นเป็นปัญหาข้อที่ ๑ จะทำให้การคัดเลือกกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างซบเซาที่สุด เป็นไปอย่างที่คนทั้งประเทศจะรู้สึกว่าเขาไม่เกี่ยว ด้วยเลย แล้วคนสมัครถ้าไม่ได้รับการติดต่อทาบทามไว้แล้วก็ไม่อยากจะมาสมัครให้เสียเวลา แต่ปัญหาต่อมาทำไมทางพรรคเพื่อไทยสงวนไว้อย่างที่ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง เพิ่งได้อภิปรายไป เมื่อเขียนคุณสมบัติอย่างนี้แล้วก็ให้ ๒๐ หยิบ ๑ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่จะช่วยร่างรัฐธรรมนูญได้ การร่างรัฐธรรมนูญอาจจะบอกว่ามีสัญชาติไทย โดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี แล้วมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เคยเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี สมมุติอย่างนี้ หรือจะมีบางคุณสมบัติแล้วไปกระจุกอยู่ในบางคุณสมบัตินั้น โดยที่ไม่มีบุคคลที่มีคุณสมบัติ ที่จะมีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมหาชน ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาเป็นกรรมาธิการอย่างเพียงพอ ตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ทางพรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็น ไว้ว่าเราอยากเห็นการกำหนดให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแบ่งเป็น ๒ ส่วน แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนหนึ่ง ๒๕ คน ใช้สูตรถ้าเป็น ๒๐ หยิบ ๑ ๗๐๐ คน เลือก ๒๕ คน ก็จะเป็น ประมาณ ๒๘ หยิบ ๑ อีก ๑๐ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากวิชาชีพที่รัฐสภาจะเลือก แต่หมายถึงเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญทางด้านที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือความแตกต่าง เราคิดว่าเมื่อท่านไม่ได้กำหนดให้มาจาก ประชาชนก่อนแล้ว แล้วใช้วิธี ๒๐ หยิบ ๑ แบบนี้ ความเสี่ยงที่คนจะเข้าร่วมจะมีน้อยมาก แล้วอย่างนี้ ควรจะกำหนดสัดส่วนเสียให้ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่าง ไม่อย่างนั้นกรรมาธิการ ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญไม่รู้ว่าจะเป็นองค์ประกอบแบบไหน ที่เรากลัวกันมาก ๆ คือ ๒๐ หยิบ ๑ นี้จะกลายเป็นเสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดได้ไปหมด กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ถูกกำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่ไปรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็น สส. ด้วยกัน หรือ สส. กับ สว. ร่วมกันแล้วกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้หมด แถมผู้ร่างก็มีองค์ประกอบที่ขาด ผู้ที่ควรจะมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญ พวกผมกรรมาธิการ จากพรรคเพื่อไทยจึงได้สงวนความเห็นไว้ดังที่ได้ปรากฏในเอกสาร ขอบคุณครับ