ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความไม่เห็นด้วยต่อมติกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ปรับแก้ข้อห้ามการสมัครร่างรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันความจำเป็นในการรักษาความเป็นกลางและแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจน พร้อมคัดค้านการมีส่วนร่วมของข้าราชการประจำที่อาจนำไปสู่การครอบงำอำนาจ และเรียกร้องให้รัฐสภาชุดนี้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจเพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ต้องขออนุญาตสงวนความเห็นในกรณีที่ท่านประธานอนุญาตให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการพักการประชุมแล้วไปประชุมกรรมาธิการ เพื่อขอแก้ไขในมาตรา ๒๕๖/๔ เรื่องของลักษณะต้องห้ามของผู้ที่มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือก เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผลการพิจารณาของกรรมาธิการระหว่าง มีการพักการประชุมก็มีมติชัดเจนครับ เห็นมาปรับแก้ตามที่ได้มีการเสนอ แล้วก็นำเสนอ ในใบแทรกให้ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านได้พิจารณาในมาตรา ๒๕๖/๔ ข้อความก่อน วรรคท้าย ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านในข้อความนะครับ ความใน (๑๒) และ (๑๓) ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ความหมาย คืออะไรครับ ความหมายคือคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ที่เราพิจารณาผ่านไปแล้ว ใช้คำว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชา ในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นหรือเคยเป็นผู้วิจัย หรือมีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อันนี้คือคุณสมบัติที่สมัครได้ แต่มีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๒๕๖/๔ กรณีเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ถือเป็น ลักษณะต้องห้ามที่จะสมัครมิได้ เป็นพนักงานลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เป็นลักษณะต้องห้าม สมัครมิได้ ท่านประธานครับ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเว้นข้อนี้ ความหมายคืออะไรครับ กรณีเป็นผู้สอน ตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) เดิมถ้าตีความตามนี้คนที่ไม่เป็นข้าราชการ ไม่สังกัด มหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นอาจารย์สอนในภาคเอกชน สามารถมาสมัครได้ เพราะไม่มีตำแหน่ง เป็นข้าราชการ ไม่เป็นพนักงานของรัฐที่มีเงินเดือนประจำวันหรือมีตำแหน่ง พอกรรมาธิการ ไปแก้ไข ใช้คำว่า เว้นมิให้ใช้บังคับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย อุดมศึกษาของรัฐหรือตาม (๑๓) ที่เป็นพนักงานลูกจ้างอยู่ในส่วนท้องถิ่น ที่มีเงินเดือน ประจำหรือมีตำแหน่ง สามารถมาสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ ผมเองฐานะ เสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตด้วยความเคารพ ผมมองที่หลักการ ไม่ได้มองที่ความรู้ ความสามารถ ไม่ได้มองที่ตัวบุคคล ที่ผมอภิปรายไม่ได้มองถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมมองในหลักการว่าผมไม่เห็นด้วยตามมติเสียงข้างมาก ของกรรมาธิการที่เรามีมติสรุปมาตั้งแต่ต้นในมาตรา ๒๕๖/๔ เราห้ามคนที่เป็นข้าราชการ เราห้ามคนที่มีเงินเดือนประจำ หรือเป็นพนักงานลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือส่วน ท้องถิ่น มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
เหตุผลสำคัญประการแรกสุด คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี องค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบบรัฐสภาเราเป็นการปกครองที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ท่านสังเกตครับ ท่านประธานเอง ตัวผมเอง หรือท่านสมาชิก ที่อยู่ตรงนี้ ถูกห้ามไม่ให้เป็นข้าราชการ ไม่ให้มีเงินเดือนประจำในส่วนของกรณีเป็นหน่วยงาน ของรัฐ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามเลย เพราะอะไรครับ แม้แต่ใช้อำนาจหน้าที่ไปเกี่ยวข้อง กับราชการ หน่วยงานประจำ ก็ห้าม เพราะเป็นหลักการการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารต้องแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากกำลังเอาอำนาจ ๒ อำนาจมาปนอยู่ด้วยกันทั้งบริหารและนิติบัญญัติ ซึ่งเป็น หลักการสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาที่มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน ผมเองไม่ยอมในข้อนี้
ประเด็นที่ ๒ เหตุที่ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจ และไม่ให้ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน ในตำแหน่งหน้าที่เดียวกัน เพราะคนที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน มีความเป็นประชาธิปไตย เชื่อถือได้ ต้องไม่ถูกครอบงำ ชี้นำ ต้องมี ความเป็นอิสระ ข้าราชการแม้จะมีความเป็นอิสระในพฤติการณ์ พฤติกรรม แต่เขามีต้นสังกัด มีผู้บังคับบัญชา มีกลไก มีกฎระเบียบรองรับว่าคุณต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไรในตำแหน่งหน้าที่ ของคุณที่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ หรือตำแหน่งอื่นที่เรียกในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ มีกฎหมายรองรับ ถ้าเราไม่เคารพตรงนี้ ความเป็นอิสระในการที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญ ตัวหลักมันก็ไม่มีหลักประกันอยู่แล้ว เราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าคนคนนั้น ๑ ใน ๓๕ คนมาเขียนรัฐธรรมนูญภายใต้การครอบงำ ชี้นำ ซึ่งสภาแห่งนี้ต้องถือเป็น เรื่องหลักนะครับ เพราะเรากำลังจะขอให้คน ๓๕ คนมากำหนดชะตาของประเทศ ซึ่งขณะนี้ ขณะที่ผมอภิปรายอยู่ตรงนี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่ารายชื่อ ๓๕ คน อยู่ในสมองของคนยกร่างเรียบร้อยแล้ว ยิ่งไประบุชัดบอกว่าต้องการอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้ามา เขียนเป็นการเฉพาะ ขณะที่ส่วนอื่นไม่ให้ มันหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน เป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น แต่ให้สิทธิคนอีกกลุ่มหนึ่งในฐานะที่เป็นข้าราชการเหมือนกัน เขียนเพื่ออะไรครับ เขียนให้คนของตัวเองเข้ามาหรือครับ เราเองกำลังจะถูกสังคมโดยรวม บอกว่ารัฐสภาตรงนี้ละเป็นคนกำหนดมา รัฐสภาชุดหน้าเสียงข้างมากกำหนดได้ทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่ผมเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ฝ่ายประจำที่เป็นข้าราชการประจำเข้ามา ทำหน้าที่ในการเขียนรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยต้องยึดเป็นหนึ่งครับ เราอย่าเอาข้อเว้นมาใส่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็น กฎหมายเฉพาะ กฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีปฏิบัติ ผมจะไม่กราบเรียนท่านประธาน ให้เสียเวลาของรัฐสภาแห่งนี้มาก แต่อันนี้คือตัวรัฐธรรมนูญครับ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมันมีผลกระทบระเนระนาด ไปหมดเลย แล้วเราเองเขียนรัฐธรรมนูญในฉบับเดียวกันในปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ที่แตกต่างกันในฉบับเดียวกัน มีลักษณะและคุณสมบัติต้องห้ามที่แตกต่างกัน ในบทบาท หน้าที่ที่ทำเหมือนกันก็คือเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ การเขียนรัฐธรรมนูญคือนิติบัญญัติครับ แม้จะเป็นการชั่วคราว แต่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ธรรมนูญคือกฎหมายหลัก รัฐธรรมนูญคือกฎหมายหลักของรัฐ ถ้าเขียนอย่างนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญของเราที่พยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ออกมาเป็น รัฐธรรมนูญที่ทุกคนไม่ยอมรับ ถ้าใช้ประเด็นนี้ในการที่จะไปรณรงค์ในการออกเสียง ประชามติ หรือแม้กระทั่งวาระที่สามอาจจะไม่ผ่านก็ได้นะครับท่านประธาน มันเป็นเงื่อนงำ ที่จะทำให้ไม่ผ่านวาระที่สามหรือไม่ผ่านประชามติ
ท่านประธานที่เคารพครับ การเขียนรัฐธรรมนูญใช้เวลา ๑ ปี ทำงานทุกวัน ๓๖๐ วัน เอาข้าราชการคนหนึ่งออกมา หน้าที่การงานประจำเขาเป็นอย่างไรครับ กระทบ หรือไม่ ก็เลยมีหลักต้องแบ่งแยกอำนาจซึ่งกันและกัน ผมเชื่อครับว่าเขาเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ แต่ประเทศชาติบ้านเมืองเรา ผมเชื่อว่าคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำ หน้าที่แทนตรงนั้นย่อมมีอยู่มากมาย เป็นเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นประการ สุดท้ายว่าเมื่อเป็นอย่างนี้เราไม่ควรที่จะไปละเมิดหลักการ โดยจะเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่ง ๑ ใน ๓๕ คน หรือ ๒ ใน ๓๕ คน ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว มีการระบุกันชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าปรากฏ ชัดขึ้นมาอีก ข้อครหา ข้อโจมตีมันมีเยอะมากครับ นั่นหมายความว่ารัฐสภาของเรา ต้องรับผิดชอบ ชุดนี้ครับ รัฐสภาชุดนี้ที่ท่านประธานนั่งเป็นประธานอยู่นี้ต้องรับผิดชอบว่า สิ่งที่เราเป็นคนกำหนดให้เขาไป ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมไม่เห็นด้วย และฝากไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ถ้าท่านเห็นกับคำอภิปรายของผม เห็นแก่หลักการโดยรวม แล้วไม่ทำให้รัฐสภาเราถูกตำหนิ ก็มาลงมติว่าไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขของเสียงข้างมาก ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ