ณัฐวุฒิ บัวประทุม รายงานผลการประชุมทบทวนของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอปรับแก้มาตราที่เกี่ยวข้อง 3 มาตรา โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 256/4 เพื่อให้บุคคลในสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานวิจัยเอกชนสามารถสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้แม้สังกัดภาครัฐ และเสนอให้ปรับปรุงมาตรา 256/8 และ 256/9 เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าร่วมได้ รวมทั้งชี้แจงการแก้ไขถ้อยคำที่ตกหล่นในมาตรา 256/25 วรรคสี่ โดยย้ำจุดยืนคัดค้านการขยายระยะเวลาห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองจาก 3 เป็น 5 ปี รวมถึงคัดค้านการเพิ่มลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับรัฐประหารและข้อเสนอจำกัดสิทธิบุคคลในศาสนา เห็นว่าเจตนารมณ์การคืนความชอบธรรมทางประชาธิปไตยชัดเจนเพียงพอ โดยเสนอให้พิจารณาเฉพาะข้อเสนอแก้ไขมาตรา 256/4 (2) ที่เห็นควรเพิ่มเติมเท่านั้น
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ และต้องขอบพระคุณทางเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการอภิปราย ในตอนต้น ท่านบอกว่าท่านห่วงกังวลว่าอาจจะมีบางประเด็นที่ควรจะต้องมีการพิจารณาทบทวน แล้วก็ท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาให้มีการพักการประชุมเพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมพิจารณาทบทวนไปเมื่อสักครู่นี้ เห็นควรว่าในกรณีที่มีมาตราที่เกี่ยวข้องกันนั้น อาจต้องมีการปรับแก้ทั้งหมด ๓ มาตรา ด้วยกัน ดังปรากฏในใบแทรกของเอกสารที่กำลังมีการแจกให้กับท่านสมาชิกทั้งหมดครับ
มาตราที่หนึ่ง คือมาตรา ๒๕๖/๔ ซึ่งขณะนี้เป็นมาตราที่กำลังมีการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติม ด้านหนึ่งก็สืบเนื่องมาจากคำสงวนของท่านปรีติ เจริญศิลป์ ที่พูดถึงกรณีของ บุคคลที่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ตลอดจนบุคคลที่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกระบุ เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาสมัครรับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาว่าเฉพาะในกรณีนะครับ เราขอเพิ่มถ้อยคำ เข้าไปเป็นวรรคสองของมาตรา ๒๕๖/๔ ก็คือการเพิ่มถ้อยคำว่า ความใน (๑๒) ที่ผมได้อ่าน ไปเมื่อสักครู่ และ (๑๓) ที่ผมได้อ่านไปเมื่อสักครู่นั้น ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิสมัคร รับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) ความหมายก็คือว่าในกรณีก่อนหน้านี้ที่เราได้มี มติในมาตรา ๒๕๖/๓ (๓) (ก) นั้น เราพูดถึงกรณีของบุคคลที่เป็น หรือเคยเป็นผู้สอนวิชา ในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเป็น หรือเคยเป็นผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์นั้น ลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการ ตลอดจนการเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นนั้น จะมิให้ไปใช้บังคับกับกลุ่มนี้ครับ พูดกันง่ายที่สุดนะครับ ไม่ใช่ข้อความที่มีประเด็นย้อนแย้ง ไม่ใช่ข้อความที่กรรมาธิการเข้าใจ คลาดเคลื่อน เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องของกรรมาธิการตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่าทางกรรมาธิการ พิจารณาเห็นถึงข้อจำกัดบางประการ ที่ถึงแม้เราอาจจะได้บุคคลที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน ถึงแม้เราอาจจะได้บุคคลที่เป็นอาจารย์หรือนักวิจัยที่อยู่ใน สถาบันเอกชนต่าง ๆ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดดังกล่าวนั้น สำหรับกรณีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีลักษณะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะ หากจำกัดไว้แบบนั้นในกรณีของบุคคลที่อยู่ใน หน่วยราชการของรัฐ ที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติอื่นใดตามตำแหน่ง ที่เรียกนั้น อาจจะทำให้เราไม่อาจได้บุคคลดังกล่าวเข้าไป ฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการ จึงขอเพิ่มข้อยกเว้นในลักษณะต้องห้ามเข้าไปตามความในมาตรา ๒๕๖/๔ วรรคสอง ดังที่ ปรากฏในเอกสารใบแทรก
ประเด็นที่ ๒ ที่จะมีการพิจารณา เมื่อมีการพิจารณามาตรานี้นั้นย่อมมี ผลกระทบ หรือมีความคล้ายคลึงกันในกรณีของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในมาตรา ๒๕๖/๘ และมาตรา ๒๕๖/๙ แน่นอนครับ ในมาตรา ๒๕๖/๘ ที่ยังไป ไม่ถึงนั้น จริง ๆ เปิดคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้าง ระบุไว้แต่เพียงว่าผู้มีสัญชาติโดยการเกิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี นับถึงวันสมัครเท่านั้น แต่หากเขียนไว้แบบนี้ หากเป็นกรณี เช่นเดียวกันในกรณีของอาจารย์ หรือบุคคลที่มีงานวิจัย และเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน หรือเป็นลูกจ้าง หรือตำแหน่งอื่นใดในสังกัดของราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นนั้น เราอาจจะไม่ได้บุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นผู้ที่ทำให้รัฐสภาเลือกเขาเข้ามา เป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่มีการพิจารณาเมื่อสักครู่นี้ จึงขอให้มีการเพิ่มถ้อยคำไป เป็นถ้อยคำในวรรคสองของมาตรา ๒๕๖/๙ บอกว่าความใน (๑๒) ก็คือเป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และความใน (๑๓) เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงาน อื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีสิทธิ สมัครรับการคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๘ ที่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้วิจัยที่มี รายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นข้อความในลักษณะ เปิดกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะสาขานะครับ เพราะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นนั้นคุณสมบัติ พื้นฐานจะกว้างกว่าในส่วนของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญครับ และในขณะเดียวกันเราพบ ถ้อยคำที่ตกหล่น ในกรณีของ (๒/๒) ของมาตรา ๒๕๖/๙ ในกรณีของการอยู่ระหว่าง ถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จึงขอเพิ่มเติมถ้อยคำที่ตกหล่นไปพร้อมกัน นั่นเป็นมาตราที่ ๒ ครับ
มาตราที่ ๓ ที่ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วพบว่ามีการตกหล่น ในวรรคตอน คือมาตรา ๒๕๖/๒๕ เฉพาะกรณีวรรคสี่ ที่ถ้อยคำในบรรทัดที่ ๓ ระหว่าง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราเว้นวรรคคำว่า ทำหน้าที่รองประธาน ฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่านอกจากมีการพักการประชุม แล้วก็มีการแก้ไขแล้ว ก็ขอมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการขอปรับแก้ถ้อยคำ ในมาตรา ๒๕๖/๒๕ วรรคสี่ ให้สมบูรณ์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปปรับแก้เมื่อครบการพิจารณา วาระที่สองอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ๓ มาตราที่มีการแก้ไขครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ก่อนหน้านี้เพื่อตอบคำถาม ของเพื่อนสมาชิกจำนวน ๗ ท่านด้วยกัน แล้วก็หากมีประเด็นที่จะพิจารณามาตรานี้ ก็จะขอให้มีการพิจารณาต่อไป ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะมีเพื่อนสมาชิกไม่เห็นด้วย หรือท้วงติง เพิ่มเติมในกรณีการแก้ไขของทางคณะกรรมาธิการครับ ก่อนหน้านี้ในมาตรา ๒๕๖/๔ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านรัชนีกร หรือท่านนรแศรษฐ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสงวนความเห็นในมิติที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนเวลา และมิติที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ของท่านนรเศรษฐ์นั้น ทางกรรมาธิการเห็นว่า หากจะมีการขยายระยะเวลาขาออกของผู้ที่เคยมาเป็นกรรมาธิการ ห้ามมิให้มาดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองอีกภายใน ๓ ปี ท่านมองว่าน้อยไป ขอเสนอเป็น ๕ ปีนั้น ทางกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยครับ เพราะคิดว่าบุคคลที่เคยมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นย่อมมี คุณสมบัติ หรือความรู้ ความเชี่ยวชาญที่สามารถรับใช้บ้านเมืองในการดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองต่อไปได้ เพียงแต่ต้องขอเว้นวรรคเพื่อมิให้มีการติดขัดในเรื่องของประโยชน์ ได้เสียไว้ที่เพียง ๓ ปี
ในส่วนของท่านรัชนีกร เป็นการขยายประเด็นเรื่องใครเคยต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุกแม้จะมีการรอการลงโทษ ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยครับ หลักการก็คือ ทางกรรมาธิการยืนยันนะครับว่าสิทธิของผู้ได้รับโทษต่าง ๆ นั้น เมื่อพ้นการถูกคุมขัง ถูกจำคุกแล้ว สิทธิความเป็นพลเมืองของเขาควรกลับคืนอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในลักษณะ ของคุณสมบัติบางประการนั้นเราอาจจำเป็นต้องระบุ เช่น กรณีของการเคยต้องคำพิพากษา จำคุกและกำลังถูกจำคุกอยู่ แบบนี้เขาไม่สามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้ หรือกรณีของการเคย ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะ เช่น เรื่องของการทุจริตต่อ ตำแหน่งหน้าที่ เรื่องของการทุจริตในการเลือกตั้งต่าง ๆ หรือเรื่องของคดีเฉพาะที่มีลักษณะ ที่สังคมเห็นว่าอาจจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการทำหน้าที่ เช่น กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดตามกฎหมายยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินนั้น แบบนี้ยังจำเป็น ฉะนั้นกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทางท่านรัชนีกรขอสงวนให้มีการขยายไว้ครับ
อีก ๓ ท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ท่านวีรยุทธ สร้อยทอง และท่านอาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ซึ่งผมก็ต้องนำเรียนในส่วน ของท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ นั้น ผมเองเรียนก่อนนะครับว่าในกรณีที่ท่านเคยถาม ก่อนหน้านี้เรื่องของการมีสัญชาติ ๒ สัญชาตินั้น ใช่ครับ แต่เงื่อนไขการมี ๒ สัญชาติ ที่สมัครได้ สัญชาติไทยนั้นต้องเป็นสัญชาติโดยการเกิดเท่านั้น แต่นั่นเป็นประเด็นที่ ผ่านไปแล้วที่ผมไม่ได้ตอบท่าน แต่ประเด็นเรื่องเคยต้องคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ อันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ใน (๗) นั้นมีข้อจำกัดในแง่ของการพิสูจน์ มีข้อจำกัดในแง่ของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจของตุลาการ อำนาจของอำนาจอธิปไตย ของแต่ละประเทศ ตลอดจนเงื่อนไขของการพิสูจน์ครับ ทางกรรมาธิการยืนว่าไม่อาจ เห็นด้วยกับถ้อยคำที่ท่านมีการขอให้เพิ่มเข้ามาครับ
กรณีของท่านอาจารย์นันทนากับท่านวีรยุทธครับ เป็นการขอเพิ่มถ้อยคำว่า ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอเพิ่มไปได้หรือไม่ ว่าต้องไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ผมเรียนว่าเจตนาของท่านกับพวกผม ตรงกันครับ กงจักรคือกงจักร ดอกบัวคือดอกบัว ดอกบัวสี่เหล่า อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ พวกผมไม่ได้เห็นแตกต่างนะครับ ดอกบัวคือดอกบัวครับ แต่อย่างไร ก็ตามนั้นผมเรียนว่าการจะพิสูจน์ว่ามีบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารบ้างนั้น ไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ที่ง่ายนัก แล้วในขณะเดียวกันผมย้ำนะครับว่าเจตนารมณ์สำคัญ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถูกระบุอยู่ในเหตุผลของการแก้ไขในร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ อย่างชัดเจนครับ ท่านใช้คำว่า ในกรณีกับเหตุผลในการแก้ไข เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมานั้นมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม ฉะนั้นผมคิดว่านี่คือเจตจำนงที่สำคัญครับ แม้ไม่มีถ้อยคำซึ่งทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วยให้เติมไปอย่างที่ทั้ง ๒ ท่านได้นำเสนอนั้น ผมเองก็มั่นใจว่าเราไม่ใช่เป็นการรับรอง บุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารครับ แล้วในขณะเดียวกันหากเราเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งนั้น ท่านที่เป็น ผู้เข้าชื่อเสนอบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งท่านก็จะต้องพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ต่าง ๆ ให้เหมาะสม แล้วท่านเห็นว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ย่อมเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองของท่านที่จะมีการเข้าชื่อในการเสนอบุคคลดังกล่าว ฉะนั้นเราเห็นตรงกับท่านในเหตุและผล แต่ผลลัพธ์ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับการเพิ่ม ถ้อยคำดังกล่าวครับ
ประเด็นของท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องอยู่ใน ๓ จุด ด้วยกัน จุดที่ ๑ คือความเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช อันนี้ต้องถกเถียงกันในเชิง ปรัชญาเลยครับ ระหว่างเรื่องของโลกุตระ โลกียะ ตลอดจนรัฐฆราวาส Secular State เห็นด้วยกับท่านว่าสิทธิความเป็นพลเมืองต่าง ๆ นั้นอาจจะต้องดำรงอยู่ด้วยกัน และจำเป็นต้องย้ำครับ ถึงแม้ท่านบอกว่าผมน่าจะเป็นคนหัวก้าวหน้า เป็นคนรุ่นใหม่ แต่ปีนี้ จะเข้าเลข ๕ เลขครับ โดยอายุก็คงไม่ได้ขนาดนั้น เพียงแต่ว่าในการเขียนระบุความเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวชนั้น เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเข้ามาในทางนิติบัญญัติ ในทางตุลาการ ในทางบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับอยู่แล้วครับ ฉะนั้นเราจำเป็นต้องยืนครับ อาจจะเป็นคำตอบที่ท่านเคยได้ยินหลายครั้ง แต่กรรมาธิการ ก็ยังยืนคำตอบจากสิ่งที่ท่านเคยได้ยินหลายครั้งอยู่ครับ
ผมเห็นด้วยกับท่านนะครับ ในประเด็นเรื่องของการที่จะมีส่วนได้เสียว่า ควรจะเป็นเพียง ๑ ปีหรือไม่ แต่ว่าถ้าท่านเห็นในสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไข กรรมาธิการก็ขอ ประนีประนอมกับท่านขจิตรครับ ทางท่านขจิตรขอ ๑ ปี ทางกรรมาธิการตอนแรกระบุเป็น ๓ ปี ก็ขอลดเหลือเป็น ๒ ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งได้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ความเป็น รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผมตระหนักครับว่าบุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม แต่ว่าเราไม่อาจปฏิเสธ หรือหนีไม่พ้นการถูกมองว่าการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ของบุคคลเหล่านี้นั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ ในทำนองกลับกันครับ หากให้ ท่านเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขดังกล่าว ความชอบธรรมของการแก้ไข ตลอดจนการทำหน้าที่ปกติของท่านย่อมกระทบกระเทือนอย่างยิ่งครับ แล้วจะส่งผลต่อ ความเห็นชอบในการลงมติของรัฐธรรมนูญครับ
ฉะนั้นทั้ง ๗ ท่าน ผมเองมีรายละเอียดที่อยากจะตอบมากกว่านี้ เพียงแต่ว่า หากเราใช้เวลาในการตอบ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นท่านที่เป็นผู้สงวนและเป็นท่านที่เป็น ผู้แปรญัตติ ผมเองตอบได้แต่เพียงว่าในนามของกรรมาธิการเอง เรามั่นใจว่าเราได้พิจารณา อย่างถี่ถ้วนแล้ว และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด เว้นแต่ประเด็นของการแก้ไข มาตรา ๒๕๖/๔ (๒) ที่ทางกรรมาธิการได้มีมติขอเพิ่มเติมเข้ามา กราบขอบพระคุณครับ