ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้แจงและอภิปรายประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยย้ำถึงความสำคัญของคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะเรื่องสัญชาติไทยโดยการเกิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 เพื่อป้องกันช่องว่างและปัญหาการทุจริต พร้อมเสนอให้คงเกณฑ์เดิมไว้ ขณะเดียวกันสนับสนุนการเปิดโอกาสให้บุคคลจากภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม แต่เสนอให้เพิ่มเกณฑ์การรับรองคุณสมบัติผ่านองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองและให้ กกต. กำหนดหลักเกณฑ์อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงเหตุผลในการกำหนดระยะเวลา 5 ปีสำหรับผู้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหรือองค์กรอิสระก่อนสามารถเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ โดยยืนยันว่าเป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านและสอดคล้องทั้งในแง่กฎหมาย สังคม และความชอบธรรม รวมถึงย้ำว่ากรรมาธิการได้พิจารณามาตรา 256/3 อย่างรอบคอบและสามารถตอบข้อกังวลได้ครบถ้วน จึงเสนอให้ยึดตามร่างที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๗ ท่าน ทั้งท่านที่มีข้อสงวนไว้ แล้วก็รวมถึงผู้แปรญัตติ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นที่มี การอภิปรายที่พูดถึง ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่นานนัก เพราะคิดว่าประเด็นเรื่องของ คุณสมบัตินั้นเป็นประเด็นที่กรรมาธิการมีการพูดคุยกันมาค่อนข้างมาก แล้วก็เห็นว่าในสิ่งที่ เราร่างมานั้นมีเหตุและผลที่เพียงพอในการที่จะขอให้เพื่อนสมาชิกได้ลงมติเห็นชอบกับร่าง เสียงข้างมากของกรรมาธิการครับ อย่างไรก็ตามคงต้องตอบหลายประเด็นทีเดียว ประเด็น ที่ท่านตั้งไว้ซึ่งมีความสำคัญแล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังจะลงมติต่อไป
กรณีของท่านรัชนีกร ท่านพูดถึงประเด็นเรื่องของอายุของบุคคลที่จะมาเป็น กรรมาธิการร่าง ผมก็ต้องนำเรียนว่าจริง ๆ แล้วอายุที่ท่านพูดถึงนั้นท่านพูดถึงกรณีของสภา พอกรณีของบุคคลที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ต้องนำเรียน อย่างตรงไปตรงมาว่าเราเองมีมติไปแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการมีที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ถ้าเป็นเช่นนั้นในกรณีของอายุนั้นผมคิดว่าถึงแม้ว่าท่านจะใช้อายุ ๔๐ ปี เฉกเช่นเดียวกับ อายุของผู้ที่มีคุณสมบัติการเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ผมมั่นใจว่ากรณีในปัจจุบันนั้น บุคคลที่มีอายุน้อย ซึ่งกรรมาธิการกำหนดไว้ที่ ๒๕ ปี แต่ต้องบวกกับคุณสมบัติอื่น ๆ นั้น ก็สามารถทำหน้าที่ในการยกร่างหรือการร่างรัฐธรรมนูญได้ ความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมา มีกรรมาธิการที่อายุน้อยกว่า ๒๕ ปี ถึง ๒ ครั้งด้วยกันที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญครับ
ประเด็นของท่านปริญญากับของท่านอังคณา เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องสัญชาติ ถึงแม้ว่ทั้ง ๒ ท่านจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ท่าน สว. อังคณา ท่านพูดถึงว่าเพราะเหตุใดทางกรรมาธิการถึงระบุหรือจำกัดว่าบุคคลที่จะมาเป็นกรรมาธิการนั้น จะต้องมีสัญชาติโดยการเกิดเท่านั้น แล้วท่านอยากปลดล็อกให้เป็นการมีสัญชาติโดยกว้าง ในขณะที่คำแปรญัตติของท่านปริญญานั้นเป็นการเพิ่มเงื่อนไขของการระบุสัญชาติว่า นอกเหนือจากการมีสัญชาติโดยการเกิดนั้น ต้องไม่เคยถือครองสัญชาติอื่นใดมาก่อนจนถึง ปัจจุบัน ซึ่งเป็น ๒ ประเด็นที่มีนัยที่มีความแตกต่างห่างกันอย่างชัดเจน
ผมเรียนแบบนี้ครับว่าจริง ๆ กรรมาธิการมีการพิจารณาประเด็นนี้ครับ ตอนแรกกรรมาธิการห่วงกังวลว่าในกรณีแบบนี้จะไม่เปิดช่องให้บุคคลที่ได้สัญชาติภายหลัง แม้กระทั่งหลายคนนั้นควรจะได้สัญชาติโดยการเกิดด้วยซ้ำ แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการ ตกหล่นในการสำรวจหรือการขึ้นทะเบียนสถานะ เขาเองก็ควรจะมีสิทธิครับ แต่อีกด้านหนึ่ง กรรมาธิการก็มีความกังวลว่าหลายครั้งของการแปลงสัญชาตินั้น เราพบว่ามีบุคคลที่อาศัย ช่องว่างทางกฎหมาย หรืออาจจะเข้าข่ายเป็นการทุจริตได้มาซึ่งสัญชาติ ซึ่งเป็นประเด็น ที่เราห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นเราเองตระหนักถึงประเด็นที่ท่านตั้งครับ แต่เราขอยืน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๙๗ ที่ระบุคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ในนั้นระบุไว้ว่าต้องมีสัญชาติโดยการเกิดครับ ฉะนั้นกรรมาธิการขอยืน ในประเด็นนี้ครับ
สิ่งที่ท่าน สว. อังคณาท่านพูดถึงยังไม่ใช่เฉพาะมีแต่ประเด็นเรื่องสัญชาตินะครับ คือมีประเด็นที่ไปเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ท่าน สว. วีรยุทธ สร้อยทอง ท่านพูดถึงเช่นเดียวกัน ก็คือเรื่องของบุคคลที่ทำงานในองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ผมเข้าใจและตระหนักดีครับ ผมเอง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเองก็เคยทำงานในองค์กรพัฒนาสังคมหรือภาค NGO มาถึง ๑๘ ปีเต็มครับ แล้วก็สิ่งที่ท่าน สว. อังคณาท่านติงไว้ ท่านอยากให้มีการเปิดช่องว่าง ของผู้มีประสบการณ์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ซึ่งแน่นอนมีอายุเรื่องของการกำหนดไว้ว่า ต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในขณะที่ร่างการแปรญัตติของท่านวีรยุทธนะครับ เป็นการปลดล็อกเงื่อนไขเรื่องของการยืนยันตัวตนดังกล่าว แล้วก็มีการระบุว่าในกรณีของ บุคคลที่ทำงานในภาคเหล่านี้นั้น ควรจะเป็นการรับรองจากมูลนิธิหรือสมาคมที่มี วัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ ผมเองมิได้เห็นแตกต่างกับท่านครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในสิ่งที่มีความแตกต่างกันก็คือว่ากรรมาธิการมีการเพิ่มเข้าไปว่ามีคุณสมบัติบางประการ ของคนที่เราเห็นว่าสามารถยืนยันตัวตน หรือการรับรองผ่านองค์กรที่ทำงานในวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กรหรือวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ อยู่ในมาตรา ๒๕๖/๓ ใน (ช) เป็นผู้ประกอบ วิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านแปรญัตติ โดยตรงครับ แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติของท่านโดยตรงนั้นก็คืออยู่ในกรณีของ (ฉ) ซึ่งกรรมาธิการ เขียนคำกว้าง ๆ แต่เพียงว่าเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๕ ปี และมีการเพิ่มถ้อยคำไปในวรรคท้ายของมาตรา ๒๕๖/๓ ว่าการพิจารณา คุณสมบัติของผู้สมัคร ซึ่งรวมถึงกรณีของ (ฉ) นั้น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกำหนด แน่นอนว่าในส่วนของคนที่ทำงานภาคประชาสังคม ท่านอาจจะมี ใบรับรองการทำงานมาจากองค์กรที่ท่านเคยทำงาน เคยสังกัด แต่ในท้ายที่สุดนั้นจะอยู่ใน เงื่อนไขคุณสมบัติที่จะมีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนที่จะส่งรายชื่อมาที่รัฐสภา ผ่านกรณี ของการออกระเบียบกำหนดเงื่อนไข คุณสมบัติต่าง ๆ ที่ผมได้นำเรียน ฉะนั้นผมคิดว่า ในท้ายที่สุดนั้นไม่ตกหล่นกับบุคคลที่จะได้รับการรับรองหรือยืนยันมาจากองค์กรต่าง ๆ ในทำนองกลับกัน การมีการรับรองยืนยันจากองค์กรที่สังกัดอาจจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ในการพิจารณาคุณสมบัติเพื่อให้รัฐสภาเป็นบุคคลที่เลือกด้วยซ้ำ
ส่วนประเด็นของท่าน สว. อังคณานั้น เรามั่นใจว่าคำว่าเป็นผู้ทำงานหรือเคย ทำงานในภาคประชาสังคม คำว่า ภาคประชาสังคม นั้นเคยมีระเบียบของสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งวางอยู่ และครอบคลุมมิติที่ท่านพูดถึงโดยแท้แน่ ๆ ครับ
๒ ท่านสุดท้าย ก็คือในส่วนของท่านขจิตร ชัยนิคม และท่านวิทยา แก้วภราดัย เพื่อนกรรมาธิการ ซึ่งขยันขันแข็งในคณะกรรมาธิการของพวกเรา ผมมี ๒ ประเด็นย่อย ๆ ในส่วนนี้ ๑. ก็คือเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติการต้องพ้นจากตำแหน่ง ของบุคคลบางประการ ซึ่งท่านเองติติงว่าจริง ๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เรียงลำดับก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ตุลาการศาล ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๕ ปีท่านบอกว่าไม่ควรมีตรงนี้ด้วยซ้ำเพราะถือว่าเขาเองเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือมี คุณสมบัติ หรือลักษณะที่เหมาะสม ซึ่งในทำนองกลับกันนั้นควรจะส่งเสริมให้เขาเข้ามามีส่วน ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ผมก็ต้องนำเรียนท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราเขียนไว้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ท่านอภิปรายถูกต้องว่า ท่านใช้คำว่า เขียนตามกันมา แต่เรา คงไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานที่ว่าเมื่อมีการเขียนในลักษณะแบบนี้ และต้องเขียนตามไป ผมคิดว่ามันมีหลังพิงอยู่ ๒-๓ ประการ ที่เป็นเหตุผลที่เราใช้เงื่อนไขการกำหนด ๕ ปี เหตุผลที่ ๑ ก็คือว่าระยะเวลาของการกำหนดดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะเดียวกับที่เคยเขียนจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นวุฒิสมาชิกในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ว่า ในกรณีของวุฒิสมาชิกนั้นต้องมีเงื่อนไขที่ต้องพ้นจากเรื่องของการดำรงตำแหน่งในทาง การเมืองต่าง ๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ไม่ว่าจะเป็นกรณีของตุลาการศาลปกครองที่เราใช้ อ้างอิงในการพิจารณามาตรานี้เช่นเดียวกันก็กำหนดในลักษณะเดียวกัน นั่นคือเหตุผลในทาง กฎหมายแล้วก็เหตุผลที่มีหลังพิง ส่วนเหตุผลในทางสังคม ผมคิดว่าเรากำลังพูดถึงการร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ที่เราต้องการให้คนที่มาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความชอบธรรม มีระยะเวลา พอเพียงของการพ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้บอกว่าท่านไม่มีประสบการณ์ แต่มีระยะเวลาพอเพียง ของการพ้นจากตำแหน่ง ไม่มีประเด็นที่จะถูกข้อครหาต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก กรอบระยะเวลาของวาระปกติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ๔ ปีนั้น ระยะเวลา ๕ ปีนั้น ก็เป็นระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นแล้วว่าน่าจะเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราเองตระหนักและให้ความสำคัญ แล้วก็ยืนยันว่า ในท้ายที่สุดนั้นกรรมาธิการเห็นว่าคุณสมบัติพื้นฐานที่เรากำหนดนั้นครอบคลุมอย่างเพียงพอ สำหรับคนที่จะมีช่องทางต่าง ๆ เข้ามา มี ๑ ประเด็นย่อยที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านพูดถึง แล้วถ้าจะพูดถึงผมในลักษณะเดียวกันว่าหากเป็นกรณีของผมเองที่มีเข้าเงื่อนไขคุณสมบัติ อื่น ๆ นั้น แต่ติดเงื่อนไขคุณสมบัติการไม่พ้นมาจากระยะเวลา ๕ ปีนั้นจะสามารถสมัคร ได้หรือไม่ ผมอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดดูความในมาตรา ๒๕๖/๓ โดยเฉพาะ ใน (๓) ใช้คำว่า มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ฉะนั้นถึงแม้ว่าท่านอาจจะเป็นผู้ที่ เคยดำรงตำแหน่งในทางการเมือง หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ มา และพ้นจากตำแหน่งมา แต่ไม่พ้น ๕ ปี แต่ถ้าท่านมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในวงเล็บอื่น ๆ เช่น มีคุณสมบัติเป็นผู้เคยทำงานภาคประชาสังคม หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรอง ซึ่งท่านพูดถึงวิชาชีพทนายความ แบบนี้ถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรานี้ แล้วครับ ส่วนจะติดลักษณะต้องห้ามหรือไม่นั้นต้องไปพิจารณาอีกมาตราหนึ่ง
ในท้ายที่สุดทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่ามาตรา ๒๕๖/๓ มีเหตุผล มีที่มาที่ไป มีทุกข้อที่ตอบข้อกังวลของท่าน แล้วก็แน่นอนครับ มีการต้องไป พิจารณาประกอบกันสำหรับผู้ที่จะพิจารณาเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นกรรมาธิการร่าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นทางคณะกรรมาธิการเห็นว่าได้ตอบประเด็นนี้เพียงพอ และขอยืนตาม ร่างที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ กราบขอบคุณครับ