วิทยา เสนอแก้คุณสมบัติกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามคนการเมืองดำรงตำแหน่ง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘

วิทยา แก้วภราดัย เสนอแปรญัตติแก้ไขคุณสมบัติผู้สมัครกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ โดยคัดค้านการให้สมาชิกสภาปัจจุบันลาออกเพื่อสมัครทันที เนื่องจากเกรงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเสนอให้กำหนดระยะเวลาห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลังพ้นสภาพอย่างน้อย ๕ ปี

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้มาตราเดียว แล้วก็ตั้งใจว่าจะพูดครั้งเดียว จะไม่ใช้สิทธิ ในมาตราอื่นนะครับ ผมได้แปรญัตติไว้ มาตรา ๒๕๖/๓ ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เราเขียนคุณสมบัติหลัก ๆ ไว้ ๓ ประการ คือ ๑. สัญชาติไทย โดยการเกิด ๒. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี ๓. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า แล้วต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้อยู่อีก ๙ ประการ คุณสมบัติทั้ง ๙ ประการนี้มีคุณสมบัติ แตกต่างกัน พวกที่มีคุณสมบัติเป็นแล้วก็สมัครได้ คือ พวกที่เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ในระดับอุดมศึกษา แล้วผ่านงานวิจัยมาแล้ว คนเหล่านี้ เป็นทั้งอาจารย์ด้วย และเป็นผู้สมัครด้วย บุคคลประเภทที่ ๒ ก็คือคนที่เป็นนักประชาสังคม ผ่านมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งหมายความว่าเป็น NGO นักประชาสังคม แล้วก็เป็นกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ ประเภทที่ ๓ ก็คือประกอบอาชีพวิชาชีพกฎหมาย ก็อย่างทนายความ อย่างท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ ประกอบอาชีพทนายความมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็สามารถเป็นได้ เป็นทนายไปด้วย เป็นกรรมาธิการร่างไปด้วย หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง ในบริษัทมหาชน แล้วก็มีคุณสมบัติที่เป็นและจะต้องออกจากตำแหน่งมาด้วย เช่น ผู้พิพากษาที่เคยรับราชการมาไม่ต่ำกว่าศาลชั้นต้นหรือเทียบเท่า หรือตุลาการศาลปกครอง ซึ่งลงตำแหน่งมาไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือข้าราชการที่เป็นอัยการ รับราชการมาไม่ต่ำกว่า อัยการประจำกอง ๔. ครอบครัวพวกข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๘ แต่มี ประเภทหนึ่งครับ คือเคยเป็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเคยเป็นมาและดำรงตำแหน่งนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็คือนักการเมืองทุกประเภท ตั้งแต่รัฐมนตรี สส. วุฒิสภา หรือว่าคนที่เป็น นักการเมืองท้องถิ่น ถ้าออกจากตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่น้อยกว่า ๕ ปี ไม่มีสิทธิที่จะไปสมัคร เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าเราเขียนอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เชื่อไหมครับ คนที่มีประสบการณ์มากอย่างท่านประธานหรือสมาชิกในสภานี้ ครั้งหน้า ใครคิดจะไปเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคุณสมบัติครบถ้วน ผิดอย่างเดียวก็คือ พ้นตำแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี ทั้งที่เรามีข้อป้องกันความขัดแย้งในตำแหน่งโดยออกจากตำแหน่งแล้ว ต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปอีกกี่ปี ผมไม่ติดใจครับ แต่เรามาติดใจป้องกัน นักการเมืองที่สมัครใจจะลาออกจากตำแหน่งแล้วก็ไปเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มันก็มี เหตุผลอธิบายได้ ๒ ประการ คือ ๑. พวกเราที่ร่างกฎหมายฉบับนี้รู้สึกว่ารัฐธรรมนูญที่จะ ร่างกันใหม่นี้ คนที่มีส่วนได้เสียมากที่สุดน่าจะเป็นสมาชิกในสภานี้ หรือน่าจะเป็น นักการเมือง ประการที่ ๒ เราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่ไว้วางใจ พวกนักการเมือง เราถึงไม่กล้าให้นักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาลาออกไปเป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่จริงเราต้องห้ามไว้อย่างเดียวพอครับ เพื่อขจัดความขัดแย้ง ทางผลประโยชน์ทางการเมือง หลังจากพ้นตำแหน่งร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คุณจะต้องห้าม ๕ ปี ๑๐ ปี ผมไม่ติดใจ แต่วันที่คนมีคุณสมบัติดี ๆ ในสภาแล้วเขาเว้นวรรคทางการเมือง เที่ยวหน้าเขาจะไปลงสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เลย แต่อาชีพอื่นครับ ดำรงอาชีพด้วย สมัครด้วยก็ได้ หรือเป็นผู้พิพากษา ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ เป็นอัยการ ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ ยกเว้นประเภทเดียวคือนักการเมือง คราวนี้ก็เป็นปัญหา อย่างเดียวครับว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมนั่งดูจนจบ ๑. คือเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ผมเริ่มต้นมีความเห็นแย้งกับผู้ที่เสนอทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นระยะ ๆ ผมไม่อยากให้ยกให้ใครคนใดคนหนึ่งไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยปล่อยว่างเปล่า ไปเขียนอะไร ก็ได้ ผมอยากรู้ว่าเขาอยากแก้อะไร คำตอบที่ได้รับในสภาครับ เขาอยากแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทั้งฉบับ เพราะว่าฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำโดยเผด็จการ ท่านประธานครับ สภาเหล่านี้ที่นั่งกันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทั้งนั้น แล้ววันนี้เราแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อทำใหม่ทั้งฉบับ เราให้ใครไปทำครับท่านประธาน ให้คนมาสมัคร เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และให้รัฐสภานัดหน้า ซึ่งไม่ใช่นัดนี้ สภาเที่ยวหน้าซึ่งเป็น สภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เหมือนกัน ทั้ง สว. และ สส. ให้รัฐสภาเป็นคนตั้ง กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นคนตั้งกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ท่านประธานครับ ในเมื่อสภาชุดหน้าเป็นผลผลิตจาก รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วคุณบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นฉบับที่ยึดโยงประชาชน มาจากประชาชน แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน ใครอยากสมัครก็ได้ แต่คนที่เลือกคือรัฐสภาเป็นคนเลือกเอามา ๓๕ คน มาเขียนรัฐธรรมนูญ ถามว่า ๓๕ คน มาจากไหนครับ มาจากรัฐสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ แล้วเราเสียเวลาไปทำไม ถ้าอยากแก้เรื่องอะไร วันนี้เขา Block ไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดแล้วครับ หมวด ๑ หมวด ๒ ห้ามแตะ แก้อะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากแก้อะไรตั้งแต่หมวด ๓ ไปเรื่อยจนถึง หมวดสุดท้าย แก้โดยสภาทีละมาตราได้หมดไม่มีการต้องห้าม แต่ทั้งนี้เราลงทุนหมดไปไม่รู้ กี่พันล้านบาท หรืออาจจะเป็นหมื่นล้านบาท เพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่า เก็บสตางค์เหล่านั้นไว้ชดเชยให้พี่น้องที่โดนน้ำท่วม ชดเชยให้กับพี่น้องชายแดนที่ต้องอพยพ มาหลายแสนคน ทิ้งบ้านทิ้งเรือนมา ชดใช้ให้กับคนที่บาดเจ็บล้มตายกับสงครามดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราเท่ากับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และให้คำตอบไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะเปิดช่องให้ไปเขียนกันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนจริง ๆ อย่างไรเสีย มันก็ออกมาจากสภาอยู่ดี ท่านประธานครับ ในความรู้สึกผม เรายังใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ วันนี้สภาผ่านวาระที่สอง ลงมติกันเสร็จ หลังจากนี้ ๑๕ วัน สภาก็จะนัดอีกครั้งเพื่อลงมติ วาระที่สาม ผมทราบแว่ว ๆ ว่าท่านประธานอาจจะนัดวันที่ ๒๙ แล้วก็แว่ว ๆ ว่ารัฐบาล อาจจะยุบอันที่ ๓๐ ๓๑ หรือวันที่ ๑ ๒ ๓ แต่ลงมติเสร็จแล้วรัฐธรรมนูญเขาไม่ได้ ประกาศใช้เลย มาตรา ๒๕๖ เขาเขียนเลยว่าจะต้องรอไว้ ๑๕ วัน เพื่อกราบบังคมทูล และระหว่าง ๑๕ วัน ถ้าสมาชิกรัฐสภานี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ คน เข้าชื่อขึ้นตีความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนแก้ไปนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรออีก ๓๐ วัน ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วผมเชื่อว่ามาตรา ๒๕๖/๓ ที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ ผมกับท่านประธานคณะกรรมาธิการดำรงตำแหน่ง ๒ ฐานะ ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาหลายสมัย ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็น ทนายความ ผมก็เป็นทนายความ ถ้าผมเกิดลาออกจากสภาในเที่ยวหน้าไปสมัคร ถ้าเขาเกิด ตีความว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งลาออกมาไม่ถึง ๕ ปี ขณะเดียวกันผมเป็น ทนายความมาตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังมีใบอนุญาตว่าความตลอด ถามว่า ถ้าเขาตีความอย่างนั้น กฎหมายอันนี้จะขัดกับในตัวเองหรือเปล่า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะ ส่งไปตีความ ผมคิดว่ามันก็ต้องพักไว้อย่างน้อย ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๒๙ ที่เราลงไปแล้ว โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปใช้ผมคิดว่ายากเต็มทนครับท่านประธาน แต่ก็หวังว่า อย่างน้อย ๆ ถ้าเอาแค่ว่าแก้ตามที่ต้องการที่เป็นผลประโยชน์ประชาชน รัฐสภาเที่ยวหน้า ทำเองได้ครับ ทีละมาตรา จะไปหวังแก้หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดความมั่นคง แก้ไม่ได้ หรอกครับ เราล็อกโดยรัฐธรรมนูญที่จะแก้เปิดช่องให้แล้ว เพราะฉะนั้นไปทำกันทีละมาตรา ดีกว่า ประหยัดกว่า เอาเงินไปใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนดีกว่าที่จะหมดเป็นหมื่น ๆ ล้าน ขอบพระคุณครับ