ณัฐวุฒิ บัวประทุม รายงานต่อที่ประชุมรัฐสภาในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยอภิปรายสรุปผลการพิจารณา 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างคณะกรรมาธิการร่างเป็น 35 คน กำหนดระยะเวลาจัดทำภายใน 360 วัน และปรับกลไกการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พร้อมทั้งเสนอให้ กกต. กำหนดคุณสมบัติและรัฐสภาคัดเลือกกรรมาธิการผ่านกระบวนการเข้าชื่อ นอกจากนี้ ยังอภิปรายรายละเอียดกลไกการสมัครผู้รับฟังความคิดเห็นโดยเปิดกว้างให้ผู้มีอายุเกิน 18 ปียื่นใบสมัคร และเน้นย้ำความจำเป็นในการออกเสียงประชามติก่อนลงมติด้วยหลัก 2 ครั้ง 1 วาระ เพื่อรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึง ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายเรื่องกรอบเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเสนอให้ปรับแก้ถ้อยคำในมาตรา 256/26 ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มหลักการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำหนดอำนาจรัฐสภาในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลในการตัดประเด็นมาตรา 156 ออกเนื่องจากมีอยู่แล้วในกฎหมายเดิม และสรุปภาพรวมการแก้ไขโดยยืนยันระยะเวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 ปีเศษ พร้อมแจ้งจำนวนมาตราที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ขอรายงาน ต่อที่ประชุมรัฐสภา ดังนี้ครับ
ท่านประธานครับ ตามที่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ วันอังคารที่ ๑๔ ถึงวันพุธที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ ได้มีการพิจารณาและลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นผู้เสนอ และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เป็นผู้เสนอ และตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่ง จำนวน ๔๓ ท่าน เพื่อพิจารณา กำหนดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน โดยถือเอาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นหลัก ในการพิจารณานั้น ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมรวมกันทั้งสิ้นเป็นเวลา ๑๕ นัด ด้วยกัน นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้มี การพิจารณาแล้วเสร็จแล้วครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประเด็น ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นอยู่ภายใต้หลักการร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งที่ประชุมมติรับหลักการ โดยได้นำคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ได้นำคำแปรญัตติ ได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่ผ่าน ท่านประธานรัฐสภา ทั้งที่มาถึงผมโดยตรง และตามที่ปรากฏในสาธารณชนนั้น มาประกอบการพิจารณาเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ได้นำสิ่งที่อยู่ใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ มาประกอบการพิจารณาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขณะนี้ได้มีการพิจารณาแล้วมีข้อสรุปออกมาเป็นเล่มรายงาน เรียกว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... รัฐสภา ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารในมือของท่านเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขออนุญาตสรุปประเด็นทั้งหมด ๕ ประเด็นด้วยกันว่าสิ่งที่กรรมาธิการมีการพิจารณา และมีบทสรุปนั้นออกมาเป็นประการใดบ้างครับ
ประเด็นที่หนึ่ง เป็นประเด็นเรื่องของกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖/๑ เป็น (๑) และ (๒) ร่างมาตรา ๒๕๖/๑๕ ร่างมาตรา ๒๕๖/๑๙ กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ มิใช่คำเดิมที่เคยใช้คำว่า คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยกรรมาธิการ จำนวน ๓๕ คนด้วยกัน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก ตามมาตรา ๒๕๖/๕ มีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วัน นับแต่วันที่มีการประชุมของคณะกรรมาธิการคณะนั้นขึ้นเป็นครั้งแรก อีกคณะหนึ่ง ที่กรรมาธิการได้มีการพิจารณาปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เราเคยมีการระบุเรียกกันว่าสภาที่ปรึกษา การร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นคณะกรรมาธิการ ชื่อคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยกรรมาธิการ จำนวน ๓๕ คนด้วยกัน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับ การคัดเลือกตามมาตรา ๒๕๖/๙/๑ มาตรา ๒๕๖/๑ มีหน้าที่และอำนาจรับฟังและรวบรวม ความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน และเป็นระบบ มีหน้าที่และอำนาจ ในการขอให้สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนมีหน้าที่และอำนาจในการลงไปรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาสู่การดำเนินการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการเผยแพร่เนื้อหาสาระ ตลอดจนความคืบหน้าในการจัดทำ ดังกล่าวผ่านระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบโดยตรงหรือระบบสารสนเทศต่าง ๆ
กลไกที่ผมอยากจะย้ำเป็นประเด็นที่ ๒ ก็คือกลไกจากการแปลงกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ที่เราเรียกว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๕๖/๒ และมาตรา ๒๕๖/๕ กำหนดว่าในกรณีของการที่จะ ได้มาซึ่งบุคคลดังกล่าวนั้น จะต้องเข้าเงื่อนไข หลักเกณฑ์ คุณสมบัติต่าง ๆ แล้วก็ ไม่ติดขัดเงื่อนไขลักษณะต้องห้ามต่าง ๆ ที่มีการสมัครเข้ามาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งท่านเองนั้นเคยตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะ ต้องห้ามอยู่แล้วเป็นผู้กำหนดครับ แล้วเมื่อมีการส่งรายชื่อดังกล่าวมาที่ประธานรัฐสภา ก็ให้ ทางรัฐสภาดำเนินการคัดเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๓๕ คนให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ในกระบวนการเข้ารวมกันเป็นกลุ่ม และมีการเข้าชื่อ เสนอบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการครับ ซึ่งประเด็นนี้นั้นวันนี้ปรากฏ ในทางสาธารณะว่าอาจจะเรียกกันว่าหลัก ๒๐ หยิบ ๑ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของรัฐสภาเป็นลำดับถัดไปครับ
ประการที่ ๓ ก็คือกลไกในแง่ของการรับฟังและรวบรวมความคิดเห็น คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา ๒๕๖/๗ และเพิ่มร่างมาตรา ๒๕๖/๙/๑ กำหนดให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ยื่นใบสมัครตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ผมอยากจะเรียนในประเด็นนี้ว่าในส่วนของคุณสมบัตินั้น มีความแตกต่างกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้นปรากฏ คุณสมบัติอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๓ มีลักษณะเฉพาะว่าจะต้องเข้าหลักเกณฑ์แบบใด ประการใด แต่ในกรณีของกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นนั้นเราเปิดกว้างให้บุคคลโดยทั่วไปที่มีอายุ มากกว่า ๑๘ ปีขึ้นไปนั้นสามารถดำเนินการสมัครได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ขัดกับลักษณะ ต้องห้ามตามที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นคณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๓๕ คน มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการในการเข้ารวมกันเป็นกลุ่มและรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กรรมาธิการต่าง ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะนำเรียนครับ
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมอยากจะนำเรียนต่อที่ประชุมครับ ก็คือกระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ผมนำเรียนท่านประธานครับ และเป็นที่รับรู้กันดีว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ จะต้องมีกระบวนการ ในการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อนว่าสมควรที่จะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้ามีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับการให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๕/๑ ที่เรากำลังพิจารณา อยู่ขณะนี้ต่อไป โดยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกกรรมาธิการ ๒ คณะ ภายในเงื่อนเวลา ๖๐ วัน เรามีการกำหนดว่าในกรณีของการพิจารณาของกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วัน และเมื่อมี การดำเนินการแล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วันนั้น ก็ให้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญส่งมาให้ รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการ เราใช้หลักที่เรียกว่ากรณีของการดำเนินการ ๒ ครั้ง ๑ วาระ นั่นหมายถึงว่าในการที่ส่งมาให้รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการนั้น ในครั้งแรกจะมิใช่การให้รัฐสภา เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือมีมติแต่ประการใด แต่เป็นลักษณะการเปิดให้สมาชิกรัฐสภา ได้มีการอภิปรายให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยไม่มีการลงมติ เพื่อให้กรรมาธิการร่าง และกรรมาธิการรับฟังรับกลับไปพิจารณาดำเนินการปรับแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อ กรรมาธิการมีการดำเนินการปรับแก้ไขเป็นแบบใด ประการใด ก็ส่งกลับมาให้รัฐสภาลงมติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ นั่นคือกระบวนการที่จะเกิดขึ้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญครับ
ประการที่ ๕ เป็นประการสุดท้าย ก็คือเรื่องกรอบเนื้อหาสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมอาจจะต้องนำเรียนต่อที่ประชุมว่าภายใต้คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘/๒๕๖๘ นั้น ได้มีการระบุในเรื่องของการจัดทำประชามติว่า จะต้องให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในรูปแบบ ขั้นตอน กระบวนการ และหลักการพื้นฐาน หรือในบางครั้งใช้คำว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังที่จะปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้น กรรมาธิการที่พวกผมได้พิจารณาก็มีการปรับแก้ถ้อยคำในมาตรา ๒๕๖/๒๖ ให้มี ความเหมาะสมและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากประเด็นเรื่องระบอบการปกครอง นอกเหนือจากประเด็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักร นอกเหนือจาก ประเด็นสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ นอกเหนือจากประเด็นกลไกความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ทางการเมืองต่าง ๆ นอกเหนือจากประเด็นการตรวจสอบถ่วงดุล นอกเหนือจากประเด็น เรื่องหลักนิติธรรมหรือกระบวนการยุติธรรมอันชอบธรรมที่พวกเราเน้นมาโดยตลอด และนอกเหนือจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีการวางเงื่อนไขการแก้ไขบางส่วนไว้ ทางกรรมาธิการได้เพิ่มหลักการเรื่องของการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเข้าไป และมีการกำหนดในท้ายที่สุดว่า จะมีการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มี การเสนอต่อรัฐสภาฉบับดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ให้ เป็นอำนาจของรัฐสภาในการวินิจฉัยครับ
คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มมาตรา ๒๕๖/๒๖/๑ ในมาตรา ๒๕๖/๒๖/๑ นั้น เราตระหนักถึงการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา และเราได้นำถ้อยคำเรื่องของการให้นำ บทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมาบัญญัติไว้โดยมิให้มี การแก้ไข และมีการเพิ่มบทเฉพาะกาลในร่างมาตรา ๘ ในหน้าสุดท้ายของรายงาน ของคณะกรรมาธิการ กำหนดให้วาระเริ่มแรกให้การออกเสียงประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคต ที่เมื่อสักครู่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาว่าควรจะต้องมีกระบวนการของรัฐสภา พิจารณาเป็นญัตติ หรือควรจะต้องมีกระบวนการของคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยตนเอง ได้หรือไม่นั้น ที่ดำเนินการไปก่อนวันที่รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้จะมีผล บังคับใช้ ก็ให้ถือเป็นการออกเสียงประชามติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ หรือจนกว่ามีการออกเสียงประชามติ ในอนาคตที่มีผลการออกเสียงประชามติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าพิจารณาจากหลักการที่สภารับมานั้น จะมีหลักการร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ระบุถึง การแก้ไขมาตรา ๑๕๖ แต่เมื่อกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าในมาตรา ๑๕๖ (๑๖) ที่มี อยู่แล้วว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น สามารถพิจารณาบทบัญญัติอื่นในการกำหนด ให้มีการประชุมที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญได้โดยมิจำเป็นต้องมีการเขียนเข้ามาใหม่ หรือเขียน แยกเพิ่มเติมต่าง ๆ ฉะนั้นทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาตัดหลักการและเหตุผล ในประเด็น ตลอดจนเนื้อหาในประเด็นมาตรา ๑๕๖ ออก ซึ่งก็คงต้องขอมติเห็นชอบ ในข้อสังเกตของทางรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีมาตรา ๒๕๖ ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า ในชั้นนี้การพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น ยังไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะเรากำลังมุ่งไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผมขออนุญาตกล่าวโดยสรุปภาพรวมสุดท้ายสักนิดเดียวว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น เท่ากับว่าขณะนี้ในเรื่องของการจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้หรือไม่ จะต้องมี กระบวนการในการพิจารณาการแก้ไขฉบับนี้เกิดขึ้นก่อน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าในวันนี้ พรุ่งนี้ และในอีก ๑๕ วันข้างหน้า รัฐสภาเราจะร่วมกันพิจารณาผ่านการแก้ไขบทบัญญัติของ หมวดที่ ๑๕/๑ จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้หรือไม่อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือขึ้นอยู่กับพี่น้อง ประชาชนในการออกเสียงประชามติที่จะมีการเกิดขึ้นในอนาคตว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และเห็นด้วยกับร่างของเราที่กำลังจะมีการพิจารณาในวาระที่สอง และวาระที่สาม ใน ๒ วันนี้ และในอีก ๑๕ วันข้างหน้าหรือไม่ ส่วนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งจะเป็นฉบับใหญ่ในอนาคตนั้น จะเป็นแบบใด ประการใด แม้กระทั่งเรื่องของการมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่ง จำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของสมาชิกรัฐสภา และเรื่องอื่น ๆ จะบัญญัติไว้หรือไม่ ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่จะให้ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น รัฐสภา และพี่น้องประชาชน เป็นผู้ตัดสินครับ ฉะนั้นในวันนี้เราจะยังไม่ได้พิจารณาประเด็นเหล่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดหากจะมี รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นจริงนั้น คณะกรรมาธิการขอยืนยันว่าอย่างน้อยที่สุดอาจจะมีการใช้ ระยะเวลาเกือบ ๒ ปีเศษในการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เห็นว่า เหมาะสมและพอควรต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปอีกครั้งหนึ่ง อนึ่ง รัฐธรรมนูญที่มี การแก้ไขเพิ่มเติมของเราทั้งหมดในวันนี้จะมีมาตราหลักทั้งสิ้นแต่เพียง ๘ มาตรา อย่างที่ ท่านประธานรัฐสภาได้นำเรียนต่อที่ประชุมไปเบื้องต้น มีเพียง ๑ หมวด แต่ใน ๑ หมวดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๕๖/๑ เป็นต้นไปนั้นมีถึงมาตรา ๒๕๖/๓๙ มาตราย่อย ซึ่งเท่ากับ ว่ากรรมาธิการได้มีการพิจารณาไปแล้ว มีการแก้ไขเป็นจำนวน ๓๓ มาตรา ไม่มีการแก้ไข เป็นจำนวน ๓ มาตรา มีการตัดออกเป็นจำนวน ๑๐ มาตรา และมีการเพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นจำนวน ๓ มาตรา ซึ่งเท่ากับว่าหากมีการเดินหน้าในการพิจารณาเราอาจจะมีการลงมติ รวมกันทั้งสิ้นประมาณ ๕๐ ครั้งเศษ โดยประมาณครับ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณา และคณะกรรมาธิการหวังว่าในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การเกิดขึ้นของประตูสู่การปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ จะเป็นการยืนยัน อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งครับ จะเป็นการยืนยันเจตจำนง ที่ยึดโยงต่อพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการจัดขบวนในแง่ของกลไกสถาบัน การเมืองต่าง ๆ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสถียรภาพ ของรัฐบาล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของคณะกรรมาธิการ และผมเชื่อมั่นว่า เป็นเป้าหมายสูงสุดเดียวกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ทุกท่าน ด้วยเหตุ ดังกล่าวครับ ทางคณะกรรมาธิการพร้อมที่จะตอบทุกคำถามของท่านผู้แปรญัตติ ผู้สงวน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกครับ และขอให้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาดำเนินการตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ