ขัตติยา อภิปรายเสนอ สสร. 151 คน เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘

ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายข้อเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน ๑๕๑ คน เพื่อเป็นองค์ประกอบที่สามในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยชี้ว่ากลไกเดิมสองส่วนไม่เพียงพอและอาจขาดความชอบธรรม เนื่องจากที่มาผูกติดกับรัฐสภาเพียงช่องทางเดียว ขัตติยา สวัสดิผล วิพากษ์กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยชี้ว่าขาดความเชื่อมโยงโดยตรงกับประชาชนและเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือกกรรมาธิการเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายถึงความจำเป็นของการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สสร.) เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลและสะท้อนเจตจำนงประชาชน โดยชี้ว่าเกณฑ์ผู้รับรอง ๑๐๐ คน อาจกีดกันกลุ่มคนทั่วไป และยืนยันว่าการมี สสร. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลเพราะทำหน้าที่กลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นค่ะ ดิฉันขออภิปรายในประเด็นสำคัญว่าด้วยเหตุผล และความจำเป็นที่ดิฉันเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า สสร. ในฐานะที่จะเป็น องค์ประกอบที่สามของกลไกในการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผล ต่อความยึดโยงของกระบวนการและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตค่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอให้มีกลไกเพียง ๒ ส่วน นั่นก็คือ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น อย่างไรก็ตามในฐานะ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ดิฉันได้ขอสงวนความเห็นให้เพิ่มองค์ประกอบ เป็น ๓ ส่วน นั่นก็คือ ๑. สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ๒. กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และ ๓. กรรมาธิการรับฟังความเห็น โดยทั้ง ๓ กลไกจะทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ ในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกลไกของ สสร. ที่ดิฉันขอเสนอให้เพิ่มเข้ามานั้น จะมีจำนวนทั้งหมด ๑๕๑ คน โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือเราจะให้ประชาชน ทั้งประเทศเลือกมาทั้งหมด ๓๐๐ คน แล้วให้รัฐสภาเลือกเหลือ ๑๐๐ คน ซึ่งแน่นอนว่า ใน ๑๐๐ คนนี้จะมีตัว สสร. เป็นตัวแทนจังหวัด จังหวัดละอย่างน้อย ๑ คนอย่างแน่นอน และกลุ่มที่ ๒ เราจะให้มีการเสนอชื่อโดยกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ รวมทั้งหมด ๕๑ คน ซึ่งอยู่ในร่างมาตรา ๒๕๖/๑/๘ ที่กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็น เอาไว้ โดยเราเสนอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อผู้แทนพรรคการเมือง โดยบุคคล ที่จะถูกเสนอชื่อเข้ามานั้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจะเสนอตามสัดส่วน ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละพรรคการเมืองเป็นจำนวนรวม ๑๕ คน จากนั้น เราจะให้ สว. เสนอรายชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๕ คน ครม. เสนอรายชื่อ บุคคลที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีจำนวน ๕ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๑ คน และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดให้เสนอรายชื่อบุคคล ที่ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดจำนวน ๑ คน สมาคมองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ให้เสนอชื่อบุคคลได้จำนวน ๓ คน ที่ประชุมอธิการบดี สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่ง ให้ประชุมและเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และที่ประชุมคณบดีคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐทุกแห่ง ให้ประชุมและเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และสมาคมวิชาชีพด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ให้เสนอชื่อบุคคล ได้จำนวน ๓ คน สภานักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่ง เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสภา สภาเกษตรกร แห่งชาติ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาองค์กร ของผู้บริโภค และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย สามารถเสนอรายชื่อบุคคลองค์กรละ ๑ คน รวมจำนวน ๗ คน สภาและสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแห่ง ให้เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ให้เสนอชื่อบุคคลจำนวน ๒ คน และองค์กร เอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเสนอชื่อบุคคลจำนวน ๑ คน ซึ่งเหล่านี้จะเป็นจำนวน ทั้งสิ้น ๕๑ คน บวกกับที่ประชาชนเลือกมาแล้วให้รัฐสภาคัดเลือกอีก ๑๐๐ คน เป็นทั้งสิ้น ๑๕๑ คน โดยเหตุผลสำคัญที่ดิฉันเห็นว่าควรจะมี สสร. เพิ่มมาอีกชั้นหนึ่ง เป็นอีก ๑ กลไก เนื่องจากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๓๕ คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น อีก ๓๕ คนนั้น ล้วนมาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัตินั้นเดินเข้ามาสมัคร และนำไปสู่การคัดเลือกโดยรัฐสภาในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งที่มาของกลไกทั้ง ๒ ชุด ผูกอยู่กับ การตัดสินใจและความชอบธรรมของรัฐสภาเพียงช่องทางเดียว ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงกังวลว่า จะเกิดปัญหาใน ๒ มิติสำคัญ

ประการแรก คือปัญหาในเรื่องความเชื่อมโยงกับประชาชนที่ไม่อาจที่จะ เพียงพอต่อการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในระยะยาวได้ เพราะอะไร เพราะผู้ที่ทำหน้าที่หลักในการร่างและอยู่ในกระบวนการทั้ง ๒ ชุด นั่นคือคณะกรรมาธิการ ร่างและคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นนั้น ไม่ได้มีที่มาที่ผูกพันกับประชาชนโดยตรง ในฐานะที่เป็นเจ้าของอธิปไตย แต่มาจากการสมัครและคัดเลือกโดยรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งแม้ รัฐสภาจะมีความเชื่อมโยงกับประชาชนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร แต่ด้วยความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุด ของประเทศ การอาศัยความเชื่อมโยงผ่านรัฐสภานั้นอาจไม่เพียงพอต่อการยอมรับ อย่างกว้างขวาง เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมโยงทางอ้อมผ่านทางรัฐสภา เท่านั้น

ประการที่ ๒ คือปัญหาจากเกณฑ์การคัดเลือกที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เสนอให้ใช้สูตร ๒๐ หยิบ ๑ อาจจะเป็นการเอื้อให้ฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภา ทั้ง สส. และ สว. นั้นมีอิทธิพลเหนือการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็กรรมาธิการรับฟังความเห็น นั่นอาจนำไปสู่ผลทางการเมืองต่อการกำหนดอิทธิพล ในการร่างเนื้อหาของรัฐธรรมนูญได้อย่างน่ากังวล

นอกจากนี้ เกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีผู้รับรองถึง ๑๐๐ คน ยังอาจ นำไปสู่การจัดตั้งทางการเมืองโดยกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่มีทรัพยากรอยู่แล้ว และอาจเป็น การกีดกันประชาชนจำนวนมากที่ต้องการมีส่วนร่วมแต่ว่าไม่สามารถที่จะหาผู้รับรองได้ครบ ตามเกณฑ์ นั่นส่งผลให้กระบวนการที่มีส่วนร่วมถูกจำกัดอยู่ในมือของกลุ่มคนบางกลุ่ม ดังนั้น ดิฉันเชื่อว่าการมี สสร. ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบที่ ๓ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น โดย สสร. จะมีที่มาที่สะท้อน เจตจำนงของประชาชนโดยตรง แล้วก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำกับ การทำงานของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็กรรมาธิการรับฟังความเห็น ตลอดกระบวนการ อีกทั้งยังมีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ในฉบับสุดท้าย ซึ่งจะเป็นหลักประกันในกระบวนการยกร่างว่าจะมีความโปร่งใส รอบคอบ แล้วก็สะท้อนความต้องการของสังคมได้มากขึ้น

ในท้ายที่สุด ดิฉันก็ขอยืนยันว่าการมี สสร. ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย ของศาลสนับสนุนแต่อย่างใด เนื่องจาก สสร. ๑๕๑ คนนั้นไม่ใช่ผู้ร่าง แต่เป็นผู้กลั่นกรอง และให้ความเห็นชอบ ในขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่าง การยกร่างนั้นเป็นหน้าที่ของ กรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน มีที่มาคนละที่มาอย่างชัดเจน การออกแบบระบบเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าสามารถทำได้ และควรทำเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันจึงขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าการเพิ่ม สสร. นั้นเป็นองค์ประกอบที่ ๓ คือความจำเป็น ของการเมืองไทยในเวลานี้ เพราะถ้าหากเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับ มีความชอบธรรม และยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้เป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับค่ะ ขอบคุณค่ะ