จาตุรนต์ ชี้สภาร่างรัฐธรรมนูญสำคัญ ระบบรัฐสภาไทยต้องการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘

จาตุรนต์ ฉายแสง หารือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม จากที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้อภิปรายไปแล้ว ถึงแนวความคิดที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอ สงวนคำแปรญัตติในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรที่จะทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ประเด็น สำคัญครับ คือเรื่องที่เราเสนอนี้ความจริงก็อยู่ในร่างของพรรคเพื่อไทย แต่ว่าทุกท่านก็ทราบ ดีว่าในชั้นที่พิจารณาในวาระที่หนึ่ง ร่างของพรรคเพื่อไทยตกไปเนื่องจากได้เสียงของวุฒิสภา ไม่ครบตามเกณฑ์ ๑ ใน ๓ แต่ว่าตามข้อบังคับตามกติกาไม่ได้ห้ามที่จะให้เรานำเนื้อหาสาระ ที่สำคัญของร่างนั้นมาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ แล้วเราก็ได้เสนอแล้ว แต่ว่า เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และได้จัดองค์กรออกมาเป็นคณะกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพียง ๒ องค์กร ก็ทำให้ขาดองค์กรที่สำคัญไปคือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำไมจึงต้องมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ และการไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นผลเสียอย่างไร นี่เป็น ประเด็นใหญ่ ไม่ใช่เป็นประเด็นใหญ่เฉพาะเวลาที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้เท่านั้น มันเป็น ประเด็นใหญ่ทางการเมืองตลอดมาหลายสิบปี ระบบรัฐสภาของไทยเรา พรรคการเมือง ต่าง ๆ สังคม ผู้ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างขนานใหญ่ ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีประสบการณ์กันมาตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๓๐ กว่า อันนี้เพื่อไม่ให้ย้อนไปไกล เนื่องจากว่ากรณีที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการร่างรัฐธรรมนูญ ในตอนปี ๒๕๓๙ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก่อนที่ จะร่างนั้นมีความพยายามของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กว่าจะแก้กันได้แต่ละมาตรา ก็ยาก ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองจึงจะแก้มาตราสำคัญ ๆ บางมาตราได้ แต่พอมี ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก ๆ เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นยังเป็น ปัญหาคือไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากก็มาจากการร่างหลังจากมีการรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๓๔ ในขณะนั้นสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือว่า ถ้ารัฐสภาจะแก้ รัฐธรรมนูญเองจะทำให้มีข้อครหาว่าสมาชิกรัฐสภากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของตนเอง เพื่ออำนาจของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วตามระบบของรัฐธรรมนูญ ตามระบอบรัฐสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ เป็นอำนาจของสมาชิกของรัฐสภานั่นละ แต่วัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยเรามา จะมีความรู้สึกอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ เป็นพื้นฐานมาตลอด ความพยายามในการจะแก้ รัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกหลายครั้งต่อมา จนกระทั่งระยะหลัง ๆ ในหลายปี มานี้ หลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ นี้ เมื่อมีความพยายามจะแก้เราจึงมีความคิดว่าควรจะมี สสร. มี สสร. แล้วดีอย่างไร มี สสร. หมายความว่ามีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นชุดหนึ่ง มีกรรมาธิการรับฟัง ซึ่งความจริงจะมีกรรมาธิการมากกว่านั้นก็ได้ แต่เรา เสนอ ๒ ชุด ก็จะคล้ายกับที่ร่างหลัก ร่างของกรรมาธิการส่วนใหญ่มีอยู่ แต่ว่ามีรายละเอียด ที่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันอย่างมากคือการมี สสร. ถ้ามีเฉพาะกรรมาธิการยกไปยกร่างกันมา แล้วก็รับฟังความเห็น แล้วคณะกรรมาธิการผู้ยกร่างก็เป็นผู้ตัดสินใจเองในสาระสำคัญ แต่ละมาตรา มันจะเป็นการพิจารณาที่ไม่มีทางที่จะได้รับฟังความเห็นที่รอบด้าน รอบคอบ และคณะกรรมาธิการยกร่างนี้ก็จะตรงมาที่รัฐสภา ให้รัฐสภาพิจารณา แต่พิจารณาก็ไม่ได้ พิจารณาในสาระสำคัญแต่ละมาตรา ซึ่งก็ถูกแล้วที่รัฐสภาจะพิจารณารายมาตราไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นรัฐสภาพิจารณาเองไปเสียอีก ดังนั้นจึงมีจุดอ่อนตรงที่ว่าไม่มีองค์กร คั่นกลาง องค์กรคั่นกลางนี้มีความสำคัญมาก ก็คือว่าการมี สสร. เป็นองค์กรคั่นกลาง ก็จะทำให้ผู้คนที่มาจากหลากหลายและมีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะเราเสนอว่าที่มา ให้มาจากประชาชน แต่ให้รัฐสภามาคัดเลือกให้เหลือจำนวนน้อยลงตามที่ต้องการ ซึ่งเรา ก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อองค์กร สสร. มีความเชื่อมโยง กับประชาชน และมีการมาพิจารณาร่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างมา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นี้ก็จะพิจารณาได้เต็มที่ และไม่มีข้อครหาว่ากำลังทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออำนาจ ของสมาชิกรัฐสภา กลับมาให้รัฐสภาพิจารณา รัฐสภาก็ให้ความเห็นสำคัญ ๆ ไป สภาร่าง รัฐธรรมนูญกลับไปพิจารณา จะแก้ไขปรับปรุงก็แก้ไขปรับปรุง ไม่แก้ไขปรับปรุงหรือแก้ไข ปรับปรุงน้อย กลับมาก็ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็ส่งไปลงประชามติ เพราะฉะนั้นแนวความคิดอย่างนี้มีเหตุผลที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมือง และจะทำให้ โอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประสบความสำเร็จได้มากกว่า เป็นที่ยอมรับ ของประชาชนได้มากกว่า การมีลำพังเฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้เมื่อร่างมาแล้วส่งมารัฐสภา รัฐสภาให้ความเห็นไปบ้าง เสร็จแล้วเขากลับไปแก้ไม่มาก กลับมาอาจจะมีการเผชิญหน้า ได้ทั้ง ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเผชิญหน้ากับรัฐสภานี่เอง อีกทางหนึ่งคือเผชิญหน้ากับประชาชน ประชาชนจะมีความรู้สึกว่าจากโครงสร้างที่ทำอยู่นั้นมีส่วนร่วมได้น้อย กรรมาธิการร่างเอง ตัดสินเอง อันนี้จะเป็นจุดอ่อน เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายในประเด็นสำคัญนี้ก่อน แต่ว่าที่ อยากจะย้ำก็คือว่าในการสงวนคำแปรญัตติของพรรคเพื่อไทย เรายังถือว่าที่มาขององค์กร ที่สำคัญนี้ควรจะต้องยึดโยง เชื่อมโยงกับประชาชน คำว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่าจะให้ ประชาชนร่วมเลือก ร่วมแสดงความความเห็น ร่วมพิจารณาคัดเลือก หรือเลือก แม้แต่ เลือกตั้งมา ถ้าหากว่าสุดท้ายแล้วรัฐสภามาคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง การตัดสินสุดท้ายก็อยู่ที่รัฐสภา ไม่ใช่ การที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกโดยสมบูรณ์ เหมือนกับการเลือก สส. และได้ สส. มา เพราะฉะนั้นเรายืนยันเรื่องนี้ เนื่องจากเราพูดกันมาตลอดเป็นหลายปีแล้วว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. และเป็น สสร. ที่จะต้องเชื่อมโยง กับประชาชน ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ สุดท้ายประชาชนไปตัดสินครับ ประชาชนไปตัดสิน ในการทำประชามติ ดังนั้นในร่างของผู้สงวนคำแปรญัตติในส่วนของพรรคเพื่อไทยในส่วนนี้ ที่เกี่ยวกับองค์กรจึงเน้นประเด็นเหล่านี้ และเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะขอให้ท่านสมาชิก รัฐสภาได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จริงจัง เพื่อที่เราจะได้กลไกองค์กรในการไปร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความยึดโยงกับประชาชน และเป็นที่ยอมรับของสังคม ของประชาชนมากกว่าในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ