จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แสดงความกังวลต่อระบบการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแบบแบ่งกลุ่มซึ่งอาจทำให้พรรคการเมืองใดควบคุมได้เบ็ดเสร็จ และเสนอให้เปลี่ยนเป็นวิธีการที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงเพื่อสร้างเสถียรภาพ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมองดูมาตรานี้ด้วยความกังวลครับท่านประธาน ที่มีการออกแบบกันว่าให้แบ่งเป็น ๓๕ กลุ่ม แล้วกลุ่มหนึ่งก็มีสมาชิกรัฐสภา ๒๐ คน แล้ว ๒๐ คนนี้ก็จะเป็นคนเลือก กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมา ๑ คน หรือที่เรียกกันว่า ๒๐ หยิบ ๑ ท่านประธานครับ ถ้าเรา ใช้ระบบนี้ ปัญหาที่ผมมองเห็นก็คือถ้าหากว่ามีคนสามารถควบคุมได้สัก ๑๘ กลุ่ม จาก ๓๕ กลุ่ม ก็จะสามารถควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้อย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งวิธีการควบคุมก็ใช้เพียงเสียง ๑๑ คูณ ๑๘ ก็คือ ๑๘ กลุ่ม และแต่ละกลุ่ม มี ๑๑ เสียง รวมแล้วก็เป็น ๑๙๘ เสียง เพียงใช้เสียง ๑๙๘ เสียง สามารถคุมเสียงข้างมาก ในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ และควบคุมความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด ซึ่งเป็น สิ่งที่น่ากังวลมาก เหตุผลก็เพราะว่าในการที่มีการเลือกโดยการใช้กลุ่มนั้น กลุ่มที่มีการรวมตัว กันอย่างเหนียวแน่น กลุ่มที่มีการจัดการที่เป็นระบบ แล้วก็มีการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการจัดการ รวมทั้งถ้ามีกติกาที่เอื้อต่อการเลือกด้วย เพียงแค่มี ๑๙๘ เสียง สามารถ ควบคุมความเป็นไปทั้งหมดของรัฐธรรมนูญได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าหากว่ามีพรรคหนึ่ง หรือว่ากลุ่มหนึ่ง อาจจะเรียกว่ากลุ่มสีน้ำเงินก็แล้วกันนะครับ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะสีน้ำเงิน ก็เป็นสีที่ดีนะครับ มี สว. สีน้ำเงินสัก ๑๕๐ เสียง บวกกับ สส. สีน้ำเงินสัก ๑๐๐ เสียง ในการเลือกตั้งข้างหน้า ๒๕๐ เสียง สามารถควบคุมความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้อย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ หรือแม้แต่กระทั่งในปัจจุบันที่มี สส. สีน้ำเงินประมาณ ๗๐ เสียง หรือ ๘๐ เสียง หรืออาจจะเป็น ๙๐ เสียงแล้วก็ได้ในตอนนี้ หรืออาจจะ ๑๐๐ กว่าเสียง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเท่าไร ก็เกินกว่า ๑๙๘ เสียงอยู่ดี ทั้งในร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมี การเขียนไว้ด้วยว่า กติกาในการเลือกตั้ง กติกาในการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้บัญญัติ ซึ่งประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดก็คือประธานรัฐสภา ในเที่ยวหน้า ซึ่งก็หมายความว่าในการเลือกตั้งเที่ยวหน้านั้นถ้าหากว่ารัฐบาลเป็นสีน้ำเงิน แล้ว สว. ก็เป็นสีน้ำเงินด้วย เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นสีน้ำเงินอย่างแท้จริง อย่างที่ ผมเรียนนะครับ สีน้ำเงินไม่ใช่สีที่เสียหาย แต่ตามหลักประชาธิปไตยแล้วรัฐธรรมนูญต้องเป็น ของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญไม่ควรจะมีสีใดสีหนึ่ง ธงชาติเราก็ยังมี ๓ สี รัฐธรรมนูญของเราต้องเป็น รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เรามีรัฐธรรมนูญ ที่บิดเบี้ยว แล้วทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความได้เปรียบ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่มีทางที่จะอยู่ นานได้ เดี๋ยวเราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๑ เดี๋ยวเราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๒ แล้วก็ ๒๓ ๒๔ ๒๕ เรื่อย ๆ ไป ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราเพิ่งใช้ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ไม่ถึง ๑๐๐ ปี แต่เรามีรัฐธรรมนูญแล้วถึง ๒๐ ฉบับ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากกว่า ๒๐๐ ปี แต่มี รัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว แล้วประเทศก็เจริญวัฒนาถาวร การเปลี่ยนกติกาบ่อย ๆ การมี รัฐธรรมนูญที่ไม่มีความมั่นคงเป็นสิ่งที่เป็นโทษ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศเราติดกับดัก ประเทศรายได้ปานกลาง ไม่สามารถสู้กับเวียดนามได้ ไม่สามารถสู้กับสิงคโปร์ได้ ไม่สามารถ สู้กับประเทศจีนได้ เราจึงควรกระทำเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของลูกหลานเรา ในวันหน้า ไม่ควรที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความได้เปรียบระยะสั้น เพราะว่ามรดกที่เรา จะมอบให้กับลูกหลานของเรานั้นมีความสำคัญมากกว่าความได้เปรียบทางการเมือง ในระยะสั้นมากนัก แต่อย่างไรก็ดีครับ ตามกติกาที่ท่านร่างกันมา ผมก็เห็นว่าถ้า ๓๕ กลุ่ม ใช้เพียง ๑๙๘ เสียงก็คุมได้ แต่ท่านหัวหน้าพรรคประชาชาติท่านบอกว่าท่านขอใช้ ๗๐ กลุ่ม ๗๐ คูณ ๑๐ ก็เป็น ๗๐๐ ถ้าจะคุมเสียง ๗๐ กลุ่ม ต้องใช้ ๓๖ กลุ่ม ๓๖ กลุ่ม คูณด้วย ๖ ก็ใช้ ๒๑๖ เสียง ๗๐ เสียง ความหมายก็คือว่าถ้ามี ๗๐ กลุ่ม แล้วเอา ๑๐ หยิบ ๑ ก็จะคุม ยากกว่านิดหน่อย คือต้องใช้เสียง ๒๑๖ เสียง แต่อย่างไรก็ดีครับ ตามความเห็นของผมก็ยังมี ปัญหาอยู่ดี ถ้าหากว่ามีการใช้วิธีการอื่นที่ให้ยึดโยงกับประชาชน แล้วผู้ร่างมาจากประชาชน โดยตรง น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แล้วผมก็เห็นว่าไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นไม่สามารถบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ได้ และคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นเป็นประเด็น วินิจฉัยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีการสืบพยาน มีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่มีการให้ประชาชนเป็นผู้ร่างโดยตรงทำได้หรือไม่ แล้วก็มีการวินิจฉัยเทียบกับกฎหมาย ต่าง ๆ แล้วก็มีการวินิจฉัยออกมา อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าเป็นคำวินิจฉัย แต่ในคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่มีข้อความว่า ประชาชนไม่สามารถที่จะเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรงได้ ไม่มีการอ้างอิงถึงข้อกฎหมายอ้างอิง ไม่มีการอ้างถึงคำของผู้เชี่ยวชาญ พยานหลักฐานต่าง ๆ ไม่มีการอ้างถึงว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีการยื่นขอให้ ตีความในเรื่องนี้หรือไม่ จึงไม่อาจจะถือได้ว่าข้อความนั้นเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขออนุญาตฝากความกังวลให้ท่านประธาน และหวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะช่วยกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทยขึ้นมา ขอบพระคุณครับ