พริษฐ์ อภิปรายร่างแก้ รธน. วาระ 2 เน้นกลไกใหม่รับคำวินิจฉัยศาลฯ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง โดยเน้นย้ำความห่วงใยต่อประชาชนและทหารในพื้นที่ชายแดน และชี้แจงเหตุผลในการสงวนความเห็นต่อมาตรา ๒๕๖/๑, ๒๕๖/๒ และ ๒๕๖/๗ เนื่องจากต้องการออกแบบกลไกการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังคงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด พริษฐ์ วัชรสินธุ ดำเนินการเปิดสไลด์นำเสนอข้อมูลประกอบการประชุม อธิบายโครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคประชาชนซึ่งประกอบด้วยสองกลไก คือการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญทางอ้อมและการเลือกตั้งสภาที่ปรึกษาโดยตรง โดยชี้แจงว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะคัดค้านด้วยเหตุผลดังกล่าว พริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑๙ ว่ามีเพียงการรับฟังและรวบรวมความเห็นจากประชาชน โดยไม่มีอำนาจลงมติใด ๆ ต่อเนื้อหา และอภิปรายประเด็นอำนาจของสภาที่ปรึกษาในการรับฟังความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าการตีความว่าสภาที่ปรึกษามาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเกินเลยไป ยืนยันว่าจะสงวนความเห็นพร้อมน้อมรับมติรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ก่อนอื่นผมต้องขอเริ่มต้น โดยการเป็นส่วนหนึ่งของสภาในการส่งความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน แล้วก็ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ขอให้ทุกคนนั้นปลอดภัยครับ การพิจารณาวาระในวันนี้ คือวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ แล้วก็มาตรา ๒๕๖/๗ แต่เพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมสภา จะขออนุญาต อภิปรายทั้ง ๓ มาตราซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในรอบเดียว ท่านประธานครับ ผมเข้าใจ ดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ นั้นจะสำเร็จได้ก็จำเป็นที่ต้องได้รับฉันทามติจากทุกฝ่าย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปกำหนดไว้ว่าการแก้ไขจะสำเร็จได้จะต้อง ได้เสียงไม่ใช่แค่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของ สส. ที่ถูกนิยามว่าเป็นฝ่ายค้าน แล้วก็เสียงเห็นชอบจาก ๑ ใน ๓ ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นแม้ว่าในวาระที่หนึ่ง ทางรัฐสภานั้นมีมติให้ร่างที่ผมและคณะเป็นผู้เสนอนั้นถูกคัดเลือก หรือว่าถูกกำหนดให้เป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการ แต่ผมเองก็ได้ พูดไว้ตั้งแต่วันแรกของการประชุมคณะกรรมาธิการครับว่าผมพร้อมรับฟังทุกความเห็นต่าง ประเด็นไหนที่พอจะหาจุดกึ่งกลางได้ผมก็พร้อมจะรับไว้พิจารณาแล้วก็น้อมรับมติ เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน มาตรา ๒๕๖/๑ นี้ เป็น ๑ ในไม่กี่มาตราที่ผมจำเป็นต้องขอสงวนความเห็น แล้วก็ยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยกับมติ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๖/๑ นั้น เรียกได้ว่า เป็นมาตราที่เป็นหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นการกำหนดโครงสร้าง ขององค์กรหรือว่ากลไกที่จะมามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากการประชุมในวันนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ผมคิดว่าที่ประชุมแห่งนี้ คงไม่ต้องใช้เวลายาวนานมากนักในการมาถกเถียงมาตรานี้ เพราะ ณ เวลานั้นดูเหมือนกับว่า ทุกฝ่ายนั้นมีความเห็นตรงกันว่ากลไกที่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นทางได้มากที่สุด คือการมีผู้ร่างหรือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน แต่พอคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ปี ๒๕๖๘ ระบุออกมาว่ารัฐสภานั้นไม่อาจให้ ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ทุกฝ่ายและทุกพรรคครับ ก็เลยต้องเผชิญกับ ข้อจำกัดที่มากขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของผมและพรรคประชาชน เราก็ได้พยายามจะออกแบบ โครงสร้างในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรามองว่าสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชนได้มากที่สุด และใกล้เคียงกับการมีผู้ร่างที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง ของประชาชนได้มากที่สุด โดยที่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โครงสร้างที่ว่านี้ครับท่านประธาน มีการแบ่งออกเป็น ๒ กลไกที่ทำงานกันอย่างคู่ขนาน ดังที่ปรากฏในสไลด์ด้านซ้าย กลไกที่ ๑ คือกลไกของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรา กำหนดให้ประชาชนนั้นเลือกมาก่อน ๗๐ คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คน ก็เรียกได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมรูปแบบหนึ่ง ส่วนกลไกที่ ๒ คือกลไกของสภาที่ปรึกษา การร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ในการรับฟังแล้วก็รวบรวมความเห็นของประชาชนเพื่อมา สะท้อนต่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรากำหนดให้ประชาชนนั้นเลือกตั้งโดยตรง ๑๐๐ คน ซึ่งก็เป็นกลไกเดียวในบรรดาทุกร่าง แล้วก็ทุกคำสงวนความเห็นที่พยายามจะคงหลักการไว้ ว่าให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายครับว่า ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นอาจจะยังเห็นต่างจากข้อเสนอของพรรคประชาชน ในส่วนแรกในส่วนของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ลงมติไม่เห็นชอบกับการเปิดให้ประชาชนนั้นเข้าคูหาไปเลือกผู้ร่างมาก่อน ๗๐ คน ก่อนจะ ส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คน และในส่วนที่ ๒ ในส่วนของสภาที่ปรึกษานั้น กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็มีการลงมติไม่เห็นชอบกับการมีสภาที่ปรึกษา ๑๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และท้ายที่สุดก็ถูกแปลงสภาพไปเป็นคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน ๓๕ คน จากการรับฟังการแสดงความเห็นของเพื่อนสมาชิก ในชั้นคณะกรรมาธิการ ผมเข้าใจครับว่าเหตุผลหลักที่กรรมาธิการเสียงข้างมากหลายคนนั้น ตัด ๒ กลไกดังกล่าวออกไป ไม่ใช่เพราะเขาเห็นว่าข้อเสนอของพรรคประชาชนนั้น ไม่มีประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เป็นเพราะว่าหลายคนนั้น มีความกังวลว่าข้อเสนอของเรานั้นสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ ผมเลยจำเป็นต้องขอสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อมายืนยันว่า ข้อเสนอของพรรคประชาชนนั้นในทั้ง ๒ กลไกไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด ในส่วนแรกครับ ในส่วนของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าผู้ร่าง ผมยืนยันนะครับว่าการให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาคัดเหลือ ๓๕ คนนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นพยายามจะห้าม ประการแรกครับ หากเราไปเปิดดูเอกสารความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ถูกจัดทำอย่างเป็น ทางการโดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะระบุไว้ชัดเจนในคำอธิบายของมาตรา ๘๕ ว่าการเลือกตั้งโดยตรงนั้นหมายถึงการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นคนเลือกและชี้ขาดว่าใครจะถูก รับเลือก ดังนั้นการที่ประชาชนไปเลือกผู้ร่างมา ๗๐ คน โดยไม่มีอะไรรับประกันว่า คนไหนบ้างจาก ๗๐ คนนั้นจะถูกคัดเลือกโดยรัฐสภาให้เป็นผู้ร่าง ๓๕ คนในคณะนั้น จึงไม่เข้าข่ายว่าเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ประการที่ ๒ หรือเหตุผลที่ ๒ ผมเชื่อว่าเราเห็นภาพ ตรงกันว่าภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มาจากการคัดเลือกของสภา จากบรรดา Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่มี สส. เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดอยู่ที่ ๒๕ คน ดังนั้นในมิตินี้ความจริงแล้วกระบวนการในการเลือกนายกรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ต่างอะไรมากนักกับกระบวนการในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผม และพรรคประชาชนเสนอ เพราะว่าในมุมหนึ่งในการเลือกนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็เดิน เข้าคูหาเพื่อเลือก สส. จากพรรคต่าง ๆ และผลการเลือกตั้งตรงนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดว่า สภานั้นจะสามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจาก Candidate นายกรัฐมนตรีคนไหนได้บ้าง ดังนั้นในมุมเดียวกัน ในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาชนเสนอ ประชาชน ก็เดินเข้าคูหาเพื่อเลือกผู้ร่างมาเบื้องต้น และผลการเลือกตั้งตรงนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดว่า รัฐสภานั้นสามารถคัดเลือกผู้ร่าง ๓๕ คน จาก Candidate หรือว่าผู้สมัครผู้ร่างคนไหน ได้บ้าง ดังนั้นหากเราเห็นตรงกันว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในประเทศเรานั้นยังไม่ใช่ การเลือกตั้งโดยตรง ผมก็หวังว่าเราจะเห็นตรงกันว่าข้อเสนอของพรรคประชาชนในการเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่นกัน

ส่วนกลไกที่ ๒ ในส่วนของสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องยืนยัน เช่นกันว่าสภาที่ปรึกษาที่เราออกแบบมานั้นไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น บอกว่าประชาชนเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงสามารถกำหนดให้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงได้

ประการแรก อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาก็ถูกเขียนไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๕๖/๑๙ ว่าเป็นการรับฟังและรวบรวมความเห็นของประชาชน ไม่มีอำนาจ ในการลงมติใด ๆ ต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประการที่สอง ผมเข้าใจว่าบางคนกังวลใจว่าแม้สภาที่ปรึกษาอาจจะไม่ได้มี อำนาจในการลงมติใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหา แต่การกำหนดให้ผู้ร่างธรรมนูญนั้นต้องไปรับฟัง ความเห็นที่สภาที่ปรึกษารวบรวมมา ก็เข้าข่ายการทำให้สภาที่ปรึกษานั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของกลไกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนไม่ได้ ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมเห็นว่าการไปตีความในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการตีความที่เกินเลยไป เพราะหากเราไปยอมรับการตีความเช่นนั้น ก็หมายความว่า หากสมมุติเรากำหนดให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องไปรับฟังความเห็นของนายก อบจ. ในทุกจังหวัด เพื่อเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ก็จะกลายเป็นถูกตีความว่า ทำไม่ได้ไปด้วยหรือไม่ เนื่องจากนายก อบจ. นั้นก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนเช่นกัน ดังนั้นครับท่านประธาน กล่าวโดยสรุป ผมขอสงวนความเห็นและยืนยันว่า หากท่านเห็นว่า ๒ กลไกที่พรรคประชาชนเสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าพวกท่านนั้นสามารถลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของเราได้โดยที่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามก็ขอให้มติของรัฐสภานั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ หากรัฐสภา ลงมติ ไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของผม ผมก็ต้องน้อมรับว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในห้องประชุม แห่งนี้อาจจะตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแตกต่างจากผมไป แต่หากรัฐสภาลงมติยืนยัน ตามข้อเสนอของผม ก็จะเป็นการยืนยันว่ารัฐสภาแห่งนี้พร้อมจะเดินหน้าตามข้อเสนอ ของพรรคประชาชนในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการให้ประชาชนนั้นมาเลือก ผู้ร่างเบื้องต้นก่อนจะส่งให้รัฐสภาคัดเลือก และการให้ประชาชนนั้นเลือกสมาชิก สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง ก็ขออภิปรายคำสงวนความเห็นไว้แต่เพียงเท่านี้ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ