สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๘/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จํานวน ๒ เรื่อง

๑. เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา”

๒. เรื่อง “การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาแบบมีส่วนร่วม”

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจาก เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา” ก่อนนะครับ ขอเชิญประธาน คณะกรรมาธิการ สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจงระเบียบวาระที่ ๓ คณะกรรมาธิการด้านการศึกษา เรื่องที่ ๑ แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา มีดังนี้ ๑. ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ อดีตผู้อํานวยการกองประเมินผลงาน สํานักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และคณะทํางานการศึกษาวิถีพุทธ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา โฆษกกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านเป็นผู้อํานวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กรรมการอิสระ บริษัท ผลิตไฟฟ้า ราชบุรี โฮลดิ้ง จํากัด ๓. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร กรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านเป็นอดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ๔. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เลขานุการ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านเป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียนเชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา วันนี้จะขออนุญาตที่ประชุมกราบเรียนเสนอ แผนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้วทั้งหมด ๑๒ ด้าน ขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุปดังนี้ครับว่า การปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้นั้นเป็นการปฏิรูปครั้งสําคัญ ซึ่งได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้วางเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาไว้ดีมากและเป็นที่ พึงพอใจของสภาเราเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็หมายความว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นมีเป้าหมาย สําคัญคือต้องพัฒนาคนไทยทุกระดับให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ ให้เชี่ยวชาญตาม ความถนัดของแต่ละท่าน แต่ละคน นอกจากนั้นยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาคนไทย ให้เป็นคนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อชุมชน ต่อสังคม และประเทศชาติในที่สุด การที่จะพัฒนาคนไทยทุกระดับซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปตลอด ช่วงชีวิต วัยเด็กเล็กนั้นถือเป็นความสําคัญอันดับที่ ๑ ซึ่งเราได้เสนอแผนไปเรียบร้อยแล้ว ขออนุญาตว่าที่ประชุมนี้ได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีท่านใดแม้แต่ งดออกเสียง ไม่มีท่านใดคัดค้านเลย ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของสภานี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าการพัฒนาคนหรือการศึกษาด้านอุดมศึกษานั้น มีความแตกต่าง

- ๓/๑ . อย่างสิ้นเชิงกับการปฏิรูปขั้นพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนอย่างที่กราบเรียนว่าต้องเริ่มแต่ครรภ์มารดา ไปจนกว่าจะจบภาคบังคับ เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นมีความแตกต่าง การศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้นมุ่งพัฒนาคนให้รอบด้าน ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ สมอง ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าเราเตรียมคนอย่างดีตั้งแต่เล็ก ในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนจะถึง ๓ ขวบนั้น เด็กมีความเจริญสูงมากถึง ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราพลาดในช่วงต้น การศึกษา ในระดับอุดมศึกษาหรือหลังจากนั้นเป็นต้นไปก็จะทําได้ยากมากเพราะว่าความเจริญ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้น ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนาขั้นพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องสําคัญ เด็กจะต้องมีทั้งร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่มั่นคง และการเติบโตทางสมอง ให้ครบรอบด้านในทุกมิติ และสําคัญที่สุดการศึกษานั้นต้องทําให้คนมีความสุข ไม่ใช่ก่อทุกข์ ให้กับคน สําหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นมีความแตกต่าง หลังจากผ่านการพัฒนา ขั้นพื้นฐานไปแล้วเด็กอาจจะสามารถเลือกอาชีพอะไรก็ได้ไปทํางานตามความถนัดของตน ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมาเข้าอุดมศึกษาทั้งหมด การศึกษาด้านอุดมศึกษานั้นมุ่งพัฒนาคน ให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้เป็นเลิศในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนบ้านเราจําเป็น เราอยู่กับโลก ของการแข่งขัน ไม่มีทางเลือก แม้เราไม่อยากจะแข่งขัน แต่เราก็ต้องสร้างความเป็นเลิศ ให้รอบด้าน ในขณะเดียวกันบนความเป็นเลิศนั้นมักจะก่อความเหลื่อมล้ําสําหรับคนที่ ตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นการศึกษาด้านอุดมศึกษานั้นก็จําเป็นที่จะต้องดูแลทั้งด้านพัฒนาคน ให้เป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยต้องการ และสําคัญที่สุดคือสังคมโลกมีการแข่งขันรุนแรง เราจะต้องพัฒนาคนให้เป็นเลิศให้ได้ แต่ขณะเดียวกันเราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังเลย เพราะฉะนั้นการพัฒนาด้านอุดมศึกษาก็ต้องมุ่งลดความเหลื่อมล้ํา ก็ต้องมุ่งดูแลคนทุกกลุ่ม เหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องให้ทุกคนมีปริญญา ไม่ต้องการให้ทุกคนเป็นปัญญาชน ทั้งหมด สังคมหนึ่งถ้าจะเปรียบเหมือนคนคนหนึ่ง สมองนั้นไม่ต้องการมากนัก แต่ว่าทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งร่างกาย ทุกส่วนนั้นมีความสําคัญไม่แพ้กับสมอง เพราะฉะนั้นการอุดมศึกษานั้น ไม่ได้หมายถึงสร้างสมองอย่างเดียว ก็ต้องสร้างความชํานาญในมิติอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะด้านอาชีวศึกษาก็มีความจําเป็นที่จะต้องทําให้เป็นอุดมศึกษาเช่นกัน เป้าหมายของ การปฏิรูปอุดมศึกษาในครั้งนี้ต้องการที่จะทําให้อุดมศึกษาตอบสนองความต้องการของสังคม ให้รอบด้าน ไม่ว่าเฉพาะเรื่องของการสร้างความเชี่ยวชาญ หรือสร้างความเป็นเลิศอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจึงเห็นว่าระบบโครงสร้างของการบริหารอุดมศึกษานั้นต้องแตกต่าง ไปจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นกรรมการก็มีข้อเสนอที่จะให้แยกระบบ บริหารการอุดมศึกษาออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันนี้เป็นหลักการซึ่งกรรมการได้ฟัง ความคิดเห็นมาค่อนข้างใช้เวลายาวนาน แต่ได้ตั้งคณะทํางานศึกษาเรื่องนี้ขึ้น ๓ คณะ โดยสรุปว่าในระบบโครงสร้างนั้นจําเป็นต้องแยกระบบบริหารออกจากขั้นพื้นฐาน ส่วนแยกแล้ว จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จะไปร่วมมือกับกระทรวงไหนนั้นก็ได้ฟังความคิดเห็นจาก คณะกรรมการ โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการมองเห็นว่าควรจะไปรวมกับงาน ด้านอื่น ๆ เช่น งานด้านวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่งานด้านไอซีที (ICT) ก็ตาม อันนี้เป็นความเห็น ซึ่งเชื่อว่าการได้ฟังความคิดเห็นจากทุกท่านในวันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเสนอแนะไปที่รัฐบาล เท่าที่มีการประชุมประสานงานกันรัฐบาลก็ต้องถามความเห็นไปที่คณะกรรมการอิสระ ซึ่งรัฐบาลก็ได้จัดตั้งขึ้นแล้วตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการอิสระก็จะต้องหยิบเรื่องนี้ไปศึกษา แล้วก็ทําข้อเสนอต่อจากเรา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งรายละเอียดก็จะได้นําเรียนที่ประชุม วันนี้

เรื่องสําคัญเรื่องที่ ๒ คณะทํางานอุดมศึกษาของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษามองเห็นว่าอุดมศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน ๒๐๐ กว่าแห่ง ควรจะมีการกําหนดเป้าหมายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภูมิภาค เราจึงมี การนําเสนอให้จัดกลุ่มหรือที่เรียกว่าจัดคลัสเตอร์ (Cluster) ให้เหมาะสม สอดคล้องกับ ทั้งภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค เพราะฉะนั้นวันนี้ก็จะมีการนําเสนอ แนวคิดในเรื่องของการจัดคลัสเตอร์ (Cluster) อุดมศึกษาก็ไม่ต่างอะไรจากการศึกษา ขั้นพื้นฐานและหน่วยราชการ หน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องรับเงินภาษีโดยตรงจากประชาชน จากรัฐเช่นกัน เพราะฉะนั้นภาระ หน้าที่ หรือภารกิจที่อุดมศึกษาต้องไปทําหน้าที่พัฒนาคน ให้เหมาะสมกับความเป็นอุดมศึกษานั้นก็จําเป็นต้องรับภาระ นําเรียนว่าแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) ในวันนี้ควรจะรับภาระพัฒนาคนเพื่อตอบสนองสังคมในมิติไหนบ้าง โดยภาพรวม คร่าว ๆ ผมขออนุญาตนําเสนอภาพรวมไว้เบื้องต้นแต่เพียงเท่านี้ ที่เหลืออยากจะขออนุญาต ให้ท่านประธานคณะทํางานปฏิรูปด้านอุดมศึกษาได้กรุณานําเรียนที่ประชุมต่อไป กราบขออนุญาตท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร

นายอุทัย เลาหวิเชียร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภา ทุกท่าน รายงานเรื่องอุดมศึกษาสามารถแยกออกได้เป็น ๓ ส่วน

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ส่วนแรก จะพูดถึงความสําคัญ ของอุดมศึกษาและตัวแบบของคลาร์ก (Clark) ที่เราจะใช้มาวิเคราะห์ ส่วนที่ ๒ จะพูดถึง ปัญหาและวิธีการแก้ไขซึ่งมีรายละเอียดมาก ผมจะพยายามเลือกเฉพาะประเด็นที่สําคัญ ส่วนรายละเอียดจะปรากฏอยู่ในรายงาน ส่วนที่ ๓ จะพูดถึงการทําแผนในเรื่องเกี่ยวกับ อุดมศึกษา

ส่วนแรก ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ว่ากระบวนการศึกษา ผมเห็นว่าอุดมศึกษา เป็นส่วนที่มีความสําคัญมาก เพราะว่าอุดมศึกษาเป็นแหล่งที่จะผลิตคนให้เป็นคน ที่มีความพร้อม ซึ่งฝรั่งเรียกว่าโฮลเพอร์ซัน (Whole person) คือพร้อม พร้อมอย่างไรครับ เพราะว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศที่ ๑ อุดมศึกษาเขาจะปูพื้นให้คนนี้มีความรู้ในด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะทําให้คนมีเหตุมีผล ไม่งมงายอยู่กับความเชื่อที่เลอะเทอะ ทําอะไรต้องมีตัวเลข มีข้อมูล อีกประการหนึ่งก็คือว่า อุดมศึกษาก็จะสอนให้คนเป็นคนที่เข้ากับสังคมได้ เป็นซอฟต์ไซเอนซ์ (Soft Science) คือทําให้เราปฏิสัมพันธ์กับคนได้ ดึงคนเข้ามาทํางาน ทํางานให้บรรลุเป้าหมาย สร้างทีมงาน ซึ่งซอฟต์ไซเอนซ์ (Soft Science) อันนี้สําคัญมาก เพราะว่าหลาย ๆ คนมีความรู้ ความสามารถเก่งแต่ว่าเข้ากับใครไม่ได้ เหมือนหมาป่าเดี่ยวที่เขาเรียกว่าโลนวูฟ (Lone wolf) อยู่คนเดียวแต่เฉาตายไป อันที่ ๓ ก็คือถึงแม้ว่าเราจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์ ซึ่งน่าจะพอใจแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ามนุษย์เราประเสริฐ กว่าสัตว์ เราจะต้องมีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวก็คือจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม ความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เราเรียกว่ามนุษยศาสตร์ อุดมศึกษาจะอบรม ของเราทั้ง ๓ ด้านในปี ๑ ปี ๒ แล้วก็ไปแยกเรียนปี ๓ ปี ๔ ในประเทศตะวันตก ผมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาจะทําอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า อุดมศึกษาทําให้คนนี้พร้อม พัฒนาคนพร้อมที่จะเข้าไปรับงาน ให้ความรู้ ให้ทักษะ นอกจากนี้แล้วปัจจุบันอุดมศึกษายังมีความสําคัญไม่เฉพาะแต่การทําการสอน การวิจัย การเขียนตํารา แต่เรายังมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะเข้าไปช่วยเหลือเซกเตอร์ (Sector) อื่น ๆ ภาคส่วนที่จําเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือในด้านของความรู้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเขาทํากันอย่างนี้อย่างกว้างขวาง หรือเข้าไปฝึกอบรมซึ่งเป็นงาน มหาศาล ผมทําฝึกอบรมมาตลอดชีวิตควบคู่กับการสอน แล้วก็ได้ความรู้จากการฝึกอบรม ต่าง ๆ เข้ามาสอน เพราะว่าเราไม่สามารถจะวิจัยอย่างเดียว อีกประการหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากมีการแข่งขันมาก อุดมศึกษายิ่งจะต้องมีการสร้างนวัตกรรม สร้างกิจกรรมใหม่ ๆ เข้าไปปรับเพื่อเพิ่มค่าของการทํางาน เพราะฉะนั้นอุดมศึกษาจึงเป็นแหล่งที่สําคัญ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ผ่านมาอุดมศึกษาประสบความล้มเหลวในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาค่อนข้าง ชัดเจน อันนี้ก็เป็นส่วนที่อยากจะชี้ให้ทราบ ส่วนตัวแบบที่เราจะใช้ในการวิเคราะห์นั้น เราอาศัยตัวแบบของคลาร์ก (Clark) ซึ่งเขาพูดถึงองค์การอะคาเดมิก ออร์แกไนเซชัน (Academic Organization) ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เขาศึกษาในลักษณะ เปรียบเทียบหลาย ๆ ประเทศ ในแนวความคิดของคลาร์ก (Clark) เขามองว่าอุดมศึกษา ควรจะแบ่งเป็น ๓ ปาร์ตี (Party) ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือรัฐ รัฐประกอบไปด้วยฝ่ายบริหาร ซึ่งจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือลงมาก็คือ สกอ. ซึ่งเป็นฝ่ายที่จะเข้ามาวางกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ควบคุมการทํางานให้อยู่ในกรอบและมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ ถัดมาก็คือมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเป็นส่วนที่สําคัญมาก มหาวิทยาลัยเป็นองค์การแบบแนวราบซึ่งจะคุมแบบ แนวดิ่งไม่ได้ องค์การแบบแนวราบคืออะไร ก็คือเป็นองค์การที่อยู่กันแบบหลวม ๆ ทุกคน มีส่วนร่วม ทุกคนมีอิสระ มีเสรีภาพ ผู้บังคับบัญชา เราไม่ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาเหมือน อธิบดี เราถือว่าอธิการบดีกับคณบดีคือเพื่อน เพื่อนเป็นคอลลีก (Colleague) แต่เราถือว่า เขาเป็นเฟิสต์ อะมัง อีควล (First among equal) คือเขากับเราเท่ากัน แต่เรายกให้เขา เซ็นชื่อแทนเรา ทํางานแทนเรา การปฏิสัมพันธ์เท่ากัน เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้คนที่อยู่ นอกมหาวิทยาลัยจะไม่เข้าใจ จะยกอะไรไปให้ตําแหน่งบริหารหมด ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีใครคิดในลักษณะแบบนี้ เราคิดแล้วเราทํางานร่วมกันเป็นทีมงาน ในส่วนของการทํางาน เราจะพบว่าในอดีตประเทศไทยบริหารมหาวิทยาลัยโดยการใช้ สเตต (State) เข้ามาคุม คุมแบบระบบราชการ ผมโอนจากกรมการปกครองไปอยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าคงจะไม่เหมือนกับในกรม แต่เสร็จแล้วก็คล้าย ๆ กัน คือคณบดีก็ยังมาควบคุมการแต่งตัวของเราว่าตัดผมยาวไปหรือเปล่า หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งผมก็อยู่ในการควบคุม จนกระทั่งหลังจากปี ๒๕๑๖ มหาวิทยาลัยก็จะมีการเปลี่ยนแปลง มีการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐก็จะมอบอิสระให้กับมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่ว่ามหาวิทยาลัยก็ยัง บริหารงานไม่เป็น ก็ยังมีลักษณะเหมือนข้าราชการ อะไรก็จะต้องถามกระทรวง กระทรวง ก็คุมอยู่ ก็ทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ความเจริญก้าวหน้าก็มีช้ามาก จนกระทั่ง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อเราเข้าไปอยู่ในยุคของโลกาภิวัตน์ทําให้มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงมาก แล้วรัฐ ก็ผ่อนคลาย มีส่วนร่วมให้มหาวิทยาลัยหาเงินเอง ทําอะไรเองได้หลาย ๆ อย่าง มีเสรีภาพ หลายอย่าง แต่เสรีภาพเหล่านี้บางครั้งมหาวิทยาลัยไม่เข้าใจก็เลยไปทําอะไรมากมาย เหลือเกิน ตัวอย่างเช่นการเปิดสอนภาคพิเศษทั่วไปแล้วออกไปส่วนภูมิภาค ซึ่งจะกระทํามาก ใน ๔ คณะ ก็คือ คณะบริหารธุรกิจ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะบริหารการศึกษา อีกอันหนึ่งก็คือคณะนิเทศศาสตร์ และหลัง ๆ นี้ก็มีคณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ทุกปริญญาต้องการมาเรียน คนเป็นแพทย์ คนเป็นวิศวกรก็อยากมาเรียนวิชารัฐประศาสนศาสตร์หรือบริหารเพราะจะขึ้นไปบริหาร ก็มีการขยายไปมาก ปรากฏว่าเมื่อขยายไปมาก ๆ ก็ขาดธรรมาภิบาลเพราะเรามัวแต่เอาใจตลาด พอเราไปเอาใจตลาด คุณภาพต่าง ๆ ก็ลดลง ซึ่งในทางรัฐก็มีการคุมประกันคุณภาพ แต่ประกันคุณภาพนั้นซึ่งเป็นของดีจะต้องทํา แล้วก็ต้องทําต่อไป แต่เขาทําไม่ค่อยจะสมบูรณ์ ทําให้เกิดมีปัญหาแทรกซ้อนเข้ามา ซึ่งอาจารย์ดอกเตอร์ปิยะธิดาจะมาขยายความในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมมาถึงส่วนที่ว่าระบบอุดมศึกษาของบ้านเราในขณะนี้ค่อนข้างจะมีปัญหา ที่ต้องการแก้ไขอย่างรีบด่วน ก่อนที่จะไปสู่เรื่องที่ ๒ ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าในรายงาน เรามีการไปสํารวจตัวแบบของมหาวิทยาลัยในยุคอนาคต ในยุคดิจิทัลซึ่งจะแตกต่าง กับการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ซึ่งใช้เฟซ ทู เฟซ (Face to Face) ตลอดรายการเรียน จะมี ๗ แบบ เราอาจจะเรียนในห้องนอน เปิดดูทีวี (TV) เราต้องเสียค่าเล่าเรียนน้อย แต่ได้ความรู้ที่เราต้องการ ซึ่งจะมีรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท แต่ละสถานการณ์ ซึ่งผมยังไม่ทราบว่าต่อ ๆ ไปเราจะทําอย่างไร เป็นประเด็นที่มีความสําคัญมาก แล้วคงยาก ที่จะอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีงานเยอะแยะเหลือเกิน คราวนี้ผมก็จะมาในส่วนที่ ๒ เป็นส่วนที่พูดถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข ซึ่งมีรายละเอียดมาก ผมไม่สามารถจะพูดได้ทั้งหมด ยกเว้นจะพูดแต่บางประเด็น ส่วนรายละเอียดต้องเข้าไปดูในเท็กซ์ (Text) อันแรกที่จะพูดถึง ก็คือในส่วนของรัฐ รัฐก็คือกระทรวง จริง ๆ แล้วควรจะมีกฎเกณฑ์ มีกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่ศึกษามาอย่างดี แล้วตั้งเป็นมาตรฐานที่จะคุมมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไป แต่ปรากฏว่า ในความจริงแล้วรัฐดูแลไม่ไหว แล้วมีสิ่งที่คนบ่นกันมากก็คือว่าคณะกรรมการอุดมศึกษา ประกอบไปด้วยคนจํานวนซ้ําซากอยู่นานเหลือเกินแล้วก็หมุนเวียนกัน แล้วหลาย ๆ คน ก็ไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง หรือว่าเป็นอธิการบดี เป็นกรรมการมหาวิทยาลัย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วคนพวกนี้ที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าเป็นคนมีความรู้ ปรากฏว่าไม่อ่านหนังสือ ไม่สอน มัวแต่ประชุม ขึ้นเครื่องบินไปมา ผมไปสนามบินไปเจอคนพวกนี้บ่อย อันนี้ก็จะ มีเสียงบ่นมาก วิธีการแก้ไขเรื่องพวกนี้เราเสนอว่าควรจะมีคณะกรรมการอุดมศึกษาไม่เกิน ๒๐ คน ๑๐ คนทํางานประจํา อีก ๑๐ คนควรจะเลือกจากบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งไม่จําเป็น จะต้องเป็นคนที่อยู่มหาวิทยาลัย คนอยู่ธุรกิจ คนมีอาชีพอื่น ๆ เขาอาจจะมีมุมมองที่ดีกว่า คนที่อยู่ในที่เดียวกันซึ่งไม่มีอะไรต่างมุมอยู่ในกรอบ อันนี้ก็คือถ้าเราสามารถจะทําให้ กรรมการชุดนี้เป็นที่ยอมรับ คําว่ายอมรับไม่ต้องอธิบายทั้งหมด เหนือกฎหมาย คือเป็นที่ยอมรับ ของคนในสังคม แล้วกรรมการชุดนี้ก็มีวาระ ๕ ปี เราก็ไม่อยากให้เป็นอีก ขอให้เป็นครั้งเดียว ในชีวิตตราบชั่วฟ้าดินสลาย เลิกเลย เป็นครั้งเดียว ซึ่งผมไม่ทราบว่าคนเขาจะยอมไหม แต่ว่าในหมู่กรรมการที่เราคุยกัน เขายืนยันว่าต้องทีเดียวเลย นี่ก็คือเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างและการบริหาร ซึ่งในชุดของเรา จะไม่ไปเยอะเพราะว่ามีการศึกษาหลายแห่งเขาพูดเรื่องนี้กันเยอะ ในรายงานเราจะพูด เรื่องที่มีความสําคัญต่อการเรียนการสอนและคนมองข้าม

เรื่องที่ ๒ ประกันคุณภาพ ซึ่งอาจารย์ดอกเตอร์ปิยะธิดาจะพูด ผมจะข้ามไปก่อน ผมจะพูดเรื่องการบริหารงานบุคคลซึ่งรากฐานต้องวางกฎเกณฑ์ให้เป็นธรรม ปรากฏว่า รัฐก็วางกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เอาไปปฏิบัติเต็มที่ เช่น เราบอกว่า เงินเดือนไม่ให้เกินระดับนี้ เขาก็จะไปให้เงินเดือนซึ่งต่ํากว่าระดับนี้มาก เพราะทุกวันนี้ บุคลากรในมหาวิทยาลัยมีหลายพวก มีฝ่ายอาจารย์ ฝ่ายเฉพาะกิจ ฝ่ายออกซิเลียรี (Auxiliary) มีเยอะแยะ พูดถึงฝ่ายอาจารย์ทุกวันนี้ก็จะเป็นพนักงานเยอะ พวกที่เป็น ข้าราชการก็มีจํานวนน้อยมาก และอีก ๒๐ ปีก็จะหมด ทุกวันนี้คนที่เป็นพนักงานบางคน ลาออกจากราชการแล้วก็มากินบํานาญ แล้วก็มาเอาเงินเดือน ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากกว่า มหาวิทยาลัยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็จะให้ไม่ถึง แล้วก็เกิดความลักลั่นทําให้เขาเปรียบเทียบ แล้วเสียเปรียบกับคนที่ยังเป็นอาจารย์และเป็นข้าราชการ พวกนี้ก็ไปออกกฎว่าคนที่เป็น ข้าราชการห้ามเป็นคณบดี ห้ามเป็นอธิการบดี เป็นกฎที่บ้าเลือดมากคือทํากันเองตามใจชอบ ไม่ได้มองถึงส่วนรวม ไม่ได้มองถึงการสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ พวกนี้มีเยอะ การบริหารงานบุคคลซึ่งจะต้องสะสาง ผมไม่มีเวลาที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ทั้งหมด

เรื่องที่ ๓ การเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ อันนี้สําคัญมาก เพราะว่าการจะ เข้ามาเป็นอาจารย์ช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมาคนอยากเป็นมาก แต่ตอนนี้ชักไม่ค่อยอยากเป็นแล้ว เพราะว่าเป็นแล้วเหนื่อยมาก จบปริญญาเอกไปอยู่กระทรวง ทบวง กรม เดี๋ยวก็เป็นรองอธิบดี เป็นอธิบดี ไม่ต้องทําอะไรมาก นี่ต้องโดน สกอ. ถล่ม โดนประกันคุณภาพ ดูแล้วไม่มีศักดิ์ศรี คนก็ชักจะไม่ค่อยอยากเป็น เพราะฉะนั้นการเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีการคัดเลือก ที่รุนแรงมาก มหาวิทยาลัยดี ๆ เราไปรีครูต (Recruit) ต่างประเทศแล้วก็มาประชุมกันหลายครั้ง กว่าจะเลือกมา เพราะฉะนั้นการเข้าสู่ตําแหน่งเราพบว่าหลังจากเข้ามาทํางานแล้วมีอาจารย์ มหาวิทยาลัยไม่น้อยเลยที่ไม่ต้องการเพิ่มตําแหน่งทางวิชาการ เพราะมีความรู้สึกว่า การไปขอเลื่อนเสียเวลามากแล้วได้ผลตอบแทนสู้ไปทําอย่างอื่นดีกว่า สิ่งที่พวกนี้ไปทําก็คือ ไปสอน สอนเป็นกอบเป็นกําแน่นอน แล้วก็เพลิดเพลินดี มีพรรคพวก มีคนรู้จัก หรือไปอบรม อบรมนี่ได้เงินเยอะ อบรมนี่ดีมากไม่ต้องตรวจข้อสอบ พอสอน ๓ ชั่วโมงเสร็จจ่ายมาเลย แล้วคนก็ไปใช้เวลาพวกนี้ หรือบางคนวิ่งเข้าไปสู่วงการเมืองเข้าไปโผล่โน่นโผล่นี่อะไรต่าง ๆ และร้ายที่สุดคือวางแผนเป็นผู้บริหาร อยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นผู้บริหาร ซึ่งเป็นอย่างไรครับ ก็คือให้มหาวิทยาลัยมีวิธีเลือกตั้งวางกันเหมือนเป็นพรรคเป็นพวกแล้วก็ลงทุนกัน ลงขันกันอันนั้นเป็นภาพที่ผมเคยอยู่นิด้า (NIDA) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ แต่พอมาเห็น มหาวิทยาลัยอื่น ๆที่ทํากันก็รู้สึกตกใจแทบสิ้นสติ เพราะบางครั้งดูประหลาดมากแล้วก็ ไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าองค์การที่ใช้วิชาชีพ วิชาการ เราจะใช้ การเลือกตั้งไม่ได้เพราะเราอยู่กันด้วยความรู้ เราไม่ได้อยู่กันด้วยป๊อบปูลาริตี (Popularity) ลักษณะอย่างนี้เราก็เลยเสนอว่า มีวิธีเดียวที่จะบังคับ คือของทุกอย่างต้องมีบังคับ อาจจะมีเสรีภาพ อาจจะต้องมีบังคับ อย่างเช่นคนเป็นอาจารย์ถ้าครบ ๕ ปีเขาต้องเป็น ผศ. ถ้าเป็นไม่ได้เขาให้ออกเลย เพราะถ้าเป็น ผศ. แล้วใช้เวลาไม่เกิน ๗ ปีต้องเอา รศ. ถ้าไม่ได้ รศ. ก็ต้องออก แต่ทั่วโลกถ้าได้ รศ. แล้วถือว่าเพอร์มาเนนซ์ (Permanence) แล้ว เราจะไปไล่เขาออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถบังคับอันนี้อย่างจริงจังก็จะทําให้อาจารย์มหาวิทยาลัยหันมาทําวิจัย เขียนตํารา เขียนบทความทางวิชาการ ตําแหน่งทางบริหารก็เป็นได้ เป็นตําแหน่งคู่ขนาน ผมก็เคยเป็นตําแหน่งบริหาร ทุกวันนี้ก็เป็นตําแหน่งบริหาร ทํางานบริหารโครงการต่าง ๆ แต่เราถือว่าเป็นของประดับ ไม่ได้เป็นของถาวร ของถาวรต้องเป็นตําแหน่งทางวิชาการ และอยู่กับการศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยถึงแม้จะเป็นอธิการบดีก็ต้องสอน เพราะการสอน เหมือนแพทย์ไปตรวจคนมีความสําคัญมาก เพราะฉะนั้นการเข้าสู่ตําแหน่ง การขอตําแหน่ง ทางวิชาการเราจะใช้วิธีอย่างที่พูด ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนก็มีปัญหามากมายเหลือเกิน เช่นทุกมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มหาวิทยาลัยใหม่ ๆ มหาวิทยาลัยเอกชนจะขอเปิดหลักสูตร เยอะแยะมากโดยที่ยังไม่มีความพร้อม ผมไม่อยากพูดว่ามีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่ไม่มีอาจารย์ประจําแม้เพียงคนเดียวแล้วก็อาศัยคนอื่นมาสอน อาจจะอาศัยจากมหาวิทยาลัย อื่นมาสอน ตอนหลังมีประกันคุณภาพก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก ๒-๓ คน แล้วก็มีไว้อย่างนั้น อย่างนี้ ทางรัฐจะเหนื่อยมากและต้องติดตามเพราะรัฐจะต้องทํางานแบบนี้ ปรากฏว่าก็มีบุคลากรไม่พอ เพราะฉะนั้นการจะเปิดอนุมัติหลักสูตรต่าง ๆ อยากจะให้รัฐทําอะไรจริงจังหน่อย เช่นมหาวิทยาลัยเอกชนจะเปิดแพทย์ ไม่ใช่น่ากลัวมากว่าเราจะตายหรือเปล่าอะไรต่าง ๆ เพราะระบบตรวจข้อสอบ ระบบอะไรต่าง ๆ ที่เราเห็น ในเมืองไทยคุณสามารถ เรียนปริญญาเอก ๒ ปี แล้วก็ทํางานไปด้วย เขาเรียกว่าจ่ายสตางค์ปั๊บก็ตัดเสื้อครุยได้ จบแน่นอนถ้าไม่ป่วยตายเสียก่อนอะไรอย่างนี้ ของอย่างนี้จะต้องมีการคํานึงมาก ดูอาจารย์ ผู้สอนมีวุฒิไหม วุฒิตรงไหม มหาวิทยาลัยดีต้องมีห้องสมุด มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดมีคน ๑๐,๐๐๐ คน นิสิตทั้งมหาวิทยาลัย ๑๐,๐๐๐ คน อาจจะมีหนังสือ ๒๙ ล้านเล่ม มีห้องสมุด ๗๐ กว่าแห่ง กับมหาวิทยาลัยในบ้านเราไม่มีห้องสมุด ในห้องสมุดก็จะมีเพลงสุนทราภรณ์ มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมันไม่มีเจอร์นัล (Journal) ไม่มีอะไร ห้องสมุดนี้สําคัญ อาคาร สถานที่ ต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไปเช่าต่างจังหวัด ไปเช่าโรงเรียนจีนบ้าง เช่าโน่นเช่านี่ดูแล้วน่าเวทนา คล้าย ๆ เป็นธุรกิจให้มันจบ ถัดมาก็คือบุคลากรหรือนักเรียนเข้ามาเรียน ข้อนี้อันตรายมาก มีบางแห่งรับคนเข้ามาเรียนคล้าย ๆ กับเป็นอัจฉริยะ เป็นคนที่มีทาเลนต์ (Talent) แล้วให้ เข้าเรียนปริญญาตรีก่อน คือยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาเข้าเรียนปริญญาตรีแล้ว พอจบชั้นมัธยมศึกษา หน่วยกิตก็บวกอยู่แล้วจะได้จบเร็ว แต่ปรากฏว่าไม่มีการคัดเลือก คือรับหมดขอให้เป็นคน ก็รับอย่างนี้ไม่ใช่อัจฉริยะ อัจฉริยะต้องเทสต์ (Test) ไอคิว (IQ) อันนี้ไม่มี ของต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แล้วไม่มีใครอยากแตะเพราะเป็นการไปวุ่นวายต่าง ๆ อีกข้อหนึ่ง คือบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งของระบบการศึกษาของชาติ อันนี้ดอกเตอร์วินัย จะมาพูด คือเราจะแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นหลาย ๆ ประเภท มีจุดเน้นอะไรต่าง ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่สามารถพัฒนาเหมือนกันหมดทั้งประเทศ จะต้องมีเอ็มฟาซิส (Emphasis) บางอย่าง เช่นเน้นพัฒนาประเทศ เน้นพัฒนาชุมชน หรือว่าส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงของอาจารย์วิวัฒน์ ซึ่งหาอาจารย์ไม่ได้เพราะไม่มีใคร จบทางนี้ อาจารย์วิวัฒน์ก็สอนไม่ได้เพราะว่าไม่ได้จบทางนี้ไม่รู้จะทําอย่างไร อย่างนี้เราก็ต้อง แก้ไขกัน ทั้งหมดนี้เป็นภาพใหญ่ ๆ ของสเตต ( State) คือกระทรวงศึกษาธิการ คราวนี้ เราก็จะมาดูเรื่องของมหาวิทยาลัยบ้าง มหาวิทยาลัยองค์กรที่สําคัญที่สุดของการบริหาร มหาวิทยาลัยคือสภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และผู้อํานวยการสํานัก ปรากฏว่าที่เราเห็นก็คือธรรมาภิบาล ไม่มีในจุดนี้ คือไม่ได้ทุกแห่ง ผมพูดถึงมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ดีนัก ก็คืออธิการบดีมักจะไปหา นายกสภามหาวิทยาลัย ส่วนคณบดีก็จะเป็นพรรคพวกอยู่แล้ว และไปหาบุคลากรภายนอก เข้ามาปนซึ่งเป็นพวกเดียวกันหมดแล้วก็ออกกฎหมายที่ไม่ชอบมาพากล สิ่งที่ทําไม่ได้ออกกฎหมาย ให้ทําได้ เพราะฉะนั้นก็เกิดการทําอะไรที่มีอํานาจมหาศาล สร้างรายได้ซึ่งผมไม่อยากจะพูด รายละเอียดลงไป ซึ่งพวกท่านก็จะเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) เป็นคอมเมอร์เชียลไลซ์ (Commercialize) ที่หนักที่สุดแล้วก็เกิดขึ้นในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้จะต้องมีการตรวจสอบดูแลเลือก ซึ่งรัฐและตัวมหาวิทยาลัยนั้นเอง จะต้องร่วมกัน ช่วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าต้องแก้ไขที่สุดคือเราไม่ควรให้มหาวิทยาลัย มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่คนไทยเราเข้าใจผิด การเลือกตั้งเขาเลือกได้ การเลือกตั้ง จะทําได้นั้นเมื่อเราเลือกเขาแล้วเขาไม่มาทํางานกับเรา สมมุติว่าผมไปเลือกผู้ว่าราชการ กทม. ผมเลือกเสร็จผมจะไม่ได้ทํางานกับผู้ว่าราชการ กทม. แต่ว่าในมหาวิทยาลัยเรารู้จักกันมา ๒๐-๓๐ ปีแล้ว เรารู้มือการทํางานมาด้วยกันและเราเลือกกันแล้วก็ได้คนที่คนเขาไม่ยอมรับ คือคุณอาจจะเก่งในการหาเสียง แต่ว่าคุณไม่สามารถที่มีบารมีทางวิชาการซึ่งจะทําให้ มหาวิทยาลัยอื่นหรือมหาวิทยาลัยในภาคพื้นอื่นอยู่ในอาเซียน (ASEAN) เขารู้จักเราหรือเปล่า และเมืองไทยใช้วิธี ๒-๓ ปี ๓-๔ ปี เปลี่ยนคณบดี เปลี่ยน ๆ เหมือนกับว่าใจร้อนมาก เพราะเดี๋ยวจะตายแล้วต้องรีบขึ้นมาเป็นอะไรต่าง ๆ ดูแล้วสร้างบารมีไม่ได้ในคณะแพทย์ ในคณะอะไรต่าง ๆ บางทีเราต้องการคนที่มีบารมี การสอนบริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ ต้องการคนมีบารมี อะไรต่าง ๆ เมืองไทยทําพลาดหมดก็ไม่มีใครไปดูแลอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีข้อเสนอแนะว่าตําแหน่งอธิการบดีให้มีอายุไม่เกิน ๗๐ ปี เราไม่ได้ กําหนดว่าต้องจบปริญญาเอก เอาแค่ปริญญาโท เพื่อคนทั่ว ๆ ไปที่มีความรู้ความสามารถ และมีความตั้งใจเข้ามาแล้วเป็นได้ ๒ ครั้งก็เลิก จะไปเป็นที่อื่นและเวียนกลับมาไม่ได้ ไม่ใช่อยู่จังหวัดนครปฐมไปอยู่จังหวัดนครพนม กลับจากจังหวัดนครปฐมหรืออะไรหมุนเวียน กว่าจะตายใช้เวลานานมาก หมุนอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ซึ่งเข้าใจว่าจะช่วยได้ในเรื่องของ การบริหารงานบุคคลก็อย่างที่ผมได้เกริ่นเมื่อสักครู่นี้ เข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ก็คือพวกที่เป็นพนักงานเขารู้สึกเสียเปรียบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินเกื้อกูล ผลประโยชน์ เงินเกื้อกูลผลประโยชน์คือฟรินจ์เบเนฟิต (Fringe Benefit) สิทธิต่าง ๆ ที่เขาได้รับจะเสียเปรียบ หรืออาจารย์ที่บรรจุเขาไปเป็นอาจารย์ประจําโครงการกินเงินเดือนน้อย แล้วก็ไม่ให้เขามีสิทธิทุกอย่าง แต่เขาจําเป็นต้องมีเพราะเรามีการประกันคุณภาพ อย่างนี้ เป็นตัวอย่าง

อันที่ ๔ การเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ เหมือนกับเมื่อสักครู่นี้คือเรากําหนดว่า การได้ ผศ. หรือ รศ. จะต้อง ๕ ปีและ ๗ ปี และการได้ศาสตราจารย์นั้นจะต้องทํากันแบบที่ ให้คนเขายอมรับ เพราะที่ผ่าน ๆ มาบางทีบางสายวิชาไม่ค่อยจะยอมรับเพราะว่ามีอะไร ต่าง ๆ ที่ได้มาแล้วคนเขาไม่ค่อยยอมรับ อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง ตําแหน่งศาสตราจารย์ เป็นตําแหน่งสําคัญต้องให้เขาได้อย่างสมเกียรติ นอกจากนี้แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งคืออาจารย์ ที่เกษียณอายุไปแล้วเขาอาจจะไม่ได้ รศ. ไม่ได้ ศ. แต่เขายังทําการสอน ยังบริหารงาน อยู่ในมหาวิทยาลัยต่ออายุอยู่เราควรจะให้เขาขอได้ เพราะคนพวกนี้ถ้าไปอยู่มหาวิทยาลัยเอกชน เขาขอได้ แต่พอเขามาอยู่มหาวิทยาลัยของรัฐขอไม่ได้ ความลักลั่นต่าง ๆ เหล่านี้ไม่รู้จะไปร้อง ให้ใครฟังเพราะว่าเป็นเรื่องที่คนฟังแล้วเฉย ๆ แต่มันมีอิมแพกต์ (Impact) มีผลกระทบ ต่อส่วนรวมอย่างมาก ในส่วนของการวิจัยและตําราเราจะพบว่าประเทศไทยมีเงินวิจัยน้อยที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) น้อยที่สุดในโลก งานเผยแพร่พิมพ์ตําราน้อยที่สุดในโลก ผมไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไร เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบความรู้หรืออะไรผมไม่ทราบ คนเรียนมาเยอะแยะ เวลาทํางานเขาจะอาศัยสามัญสํานึก สมมุติว่านั่งประชุมกันเขาควรจะใช้ความรู้ด้วยการใช้ สามัญสํานึก ผมก็รีบไปเปิดดูประวัติเขา เขาเรียนมาเยอะทําไม ทําไมพูดว่าใช้สามัญสํานึก อันนี้เป็นตัวอย่าง เราไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่านงานวิจัย ไม่ชอบอ่านเจอร์นัล (Journal) ไม่ชอบอะไร แต่ชอบมีปริญญาพิมพ์นามบัตร ไปไหนก็แจกแต่นามบัตร แจกทั่วไปหมด แต่ไม่อ่าน อันนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีกองทุน เราเสนอว่าควรจะสัก ๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เป็นกองทุนให้คนทําวิจัย เพราะคนเขาบอกว่าวิจัย ๆ แล้วจะไปหาที่ไหน ผมเคยไปทํางานวิจัยให้ ก.พ. ไปในประเทศอาเซียน (ASEAN) แต่ความรู้ ที่ผมได้จากงานวิจัยนั้นเอามาสอนไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นงานที่มีประโยชน์กับ ก.พ. แต่เอามาสอนได้บางส่วน แต่เราต้องการการวิจัยที่เอามาสอนโดยตรงเลย อย่างนี้เป็น ตัวอย่าง ซึ่งรัฐจะต้องดูแลเรื่องพวกนี้ อีกอย่างหนึ่งมหาลัยทุกวันนี้จะต้องมีศูนย์วิชาการ ศูนย์วิชาการเขาเรียกว่าอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเขาไปรับงานวิจัยซึ่งมีเยอะแยะ รับงานมาบางที ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท บาท ๒๐ ล้านบาท เขาต้องมาผ่านศูนย์ ศูนย์ก็จะหัก บางแห่งหัก ๓๐ บางแห่งหัก ๙ แต่ที่ผมเห็นว่าจะเหมาะสมคือหักสัก ๑๓ ๑๔ ๑๕ ก็จะให้อินเซนทิฟ (Incentive) กับพวกอาจารย์ออกไปหางานแล้วเขาก็ได้ทําการวิจัย เพิ่มองค์ความรู้ เขาก็เอาองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน ก็ปรากฏว่ามีมหาวิทยาลัยเยอะแยะ ไม่ทํา เพราะเขาก็ยังไม่เข้มแข็ง อาจารย์ก็ยังมีประสบการณ์น้อยที่จะไปรับงาน เรื่องต่าง ๆ ก็ต้องพยายามส่งเสริมให้มีศูนย์ สุดท้ายเรื่องของตลาด ตลาดที่เขาเรียกว่ามาร์เกต (Market) ก็คือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการศึกษา เกี่ยวกับอุดมศึกษา ผู้มีส่วนได้เสียเรื่องตลาดก็คือ นักศึกษา ผู้ปกครอง หรือคนที่จ้างนักศึกษาเราไปทํางาน หรือว่าสังคมแอตลาร์จ (At large) สังคมทั่ว ๆ ไปเขาเป็นห่วงการศึกษา เพราะว่าไม่มีประเทศใดในโลกจะเจริญได้ถ้าการศึกษาตกต่ํา เพราะฉะนั้นในสังคมทั่ว ๆ ไปเราก็สนใจอุดมศึกษา สนใจการศึกษา เพราะฉะนั้นการที่ มหาวิทยาลัยจะร่างหลักสูตรจะทําอะไร ต้องทําการวิจัย ต้องไปสอบถามเขา สอบถามตลาด สอบถามสังคมแล้วค่อยมาร่าง ในเมืองไทยร่างหลักสูตรคือตั้งกรรมการ ๕ คนแล้วร่างเลย นั่งในห้องแล้วก็คิดเอาตามใจชอบ ไม่ทราบว่าตลาดต้องการอะไร ๆ อนาคตเป็นอย่างไร ตัวเลขเป็นอย่างไร มีแต่ว่าขอให้รับนักศึกษาเข้ามา ขอให้มหาวิทยาลัยมีนักเรียนเรียนอะไร ต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่นําไปสู่ความด้อย เพราะฉะนั้นเรื่องตลาดก็จะเป็นเรื่องที่กระผมเห็นว่า มีความสําคัญ เพราะคลาร์ก (Clark) มองว่าสามเหลี่ยม ๓ อันนี้ต้องมีความสมดุล แล้วก็ พบว่าอย่างประเทศสหรัฐอเมริกามหาวิทยาลัยเขาขึ้นกับตลาดมาก ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อย่างนั้น ประเทศอังกฤษขึ้นกับมหาวิทยาลัย ประเทศฟินแลนด์ขึ้นอยู่กับรัฐ ประเทศญี่ปุ่น กลาง ๆ อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งอุดมศึกษาต้องคิดต้องทําอะไรเยอะ แล้วผมเข้าใจว่าในอนาคต อุดมศึกษาจะเป็นงานที่มหาศาล แล้วก็จะพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือความล่มสลาย อยู่ที่การศึกษาทั้งหมด ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางสาว ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอเรื่องปัญหาและแนวทางแก้ไข ปัญหาการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่จะทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ใน พ.ร.บ. การศึกษาชาติจึงได้กําหนดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา แต่การดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการ และวิธีการที่ถูกต้อง จึงไม่อาจทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ อีกทั้งยังเป็น การสร้างภาระงานที่ไม่จําเป็นให้กับสถานศึกษาอีกด้วย ปัญหาหลัก ๆ ในด้านการประกัน คุณภาพการศึกษาก็ได้แก่ความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติที่ทําให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การประกันคุณภาพคือการประเมินคุณภาพ ซึ่งตามหลักการประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึงการบริหารคุณภาพที่ทําให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามเป้าประสงค์ของสถานศึกษา และเป้าประสงค์ของชาติ การประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นเพียงวิธีการวัดว่าสถานศึกษา มีคุณภาพหรือไม่ แต่การประเมินคุณภาพเพียงอย่างเดียวไม่อาจทําให้เกิดคุณภาพได้ สถานศึกษาเองต้องมีการบริหารคุณภาพทุกด้านตามภารกิจหลัก ยกตัวอย่างเช่น สถาบันอุดมศึกษาต้องมีการบริหารคุณภาพในด้านการเรียน การสอน การวิจัย การให้บริการ ทางวิชาการ และการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยสรุปก็คือการประกันคุณภาพ จะต้องดําเนินการโดยสถานศึกษาเอง ดังนั้นการดําเนินการประกันคุณภาพที่ผ่านมา และในปัจจุบันที่หน่วยงานต้นสังกัด เช่น สกอ. มุ่งเน้นการประเมินคุณภาพการศึกษา เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ให้ความสําคัญกับการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษามีการบริหาร คุณภาพที่ดี จึงไม่อาจทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาได้ อีกทั้ง การประเมินคุณภาพการศึกษาก็ไม่เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่ถูกต้อง การประเมิน คุณภาพการศึกษาถูกรวมไว้กับการกํากับดูแล โดยการที่ สกอ. กํากับดูแลหลักสูตรต่าง ๆ ผ่านการประเมินคุณภาพสถาบันการศึกษา โดยนําเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรมาใช้ ในการประเมินคุณภาพ ทําให้การประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นไปเพื่อลงโทษสถานศึกษา ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาคุณภาพ และยังทําให้การกํากับดูแลขาดประสิทธิภาพและไม่ทัน ต่อเหตุการณ์ ดังจะเห็นได้จากความล่าช้าในการตรวจพบหลายหลักสูตรที่มีปัญหาก็ต่อเมื่อ นักศึกษาในหลักสูตรนั้น ๆ ใกล้จบการศึกษา หรือไม่ก็จบการศึกษาไปแล้ว และการนําเกณฑ์ มาตรฐานหลักสูตรมาใช้ในการประเมินคุณภาพ ทําให้เกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา มีจํานวนมากเกิน และมีเกณฑ์ประเมินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารคุณภาพที่ส่งผลตรง ต่อคุณภาพผู้เรียน อีกทั้งเกณฑ์คุณภาพก็ไม่ยืดหยุ่น และไม่เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน ของสถาบันอุดมศึกษา มีความซ้ําซ้อนในการประเมินคุณภาพจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานประเมินคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาเอง หน่วยงานประเมินคุณภาพของ สกอ. หน่วยงานประเมินคุณภาพของ สมศ. และองค์กรวิชาชีพ องค์กรระดับสากลต่าง ๆ ความไม่สอดคล้องกันของการประเมินคุณภาพการศึกษาโดยหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกที่ต่างก็มีเกณฑ์การประเมินคุณภาพที่ต่างกัน ภาระงานหลักของ อาจารย์ ที่ได้แก่งานสอน งานวิจัย และงานบริการวิชาการที่มีปริมาณค่อนข้างมากอยู่แล้ว รวมกับภาระงานด้านเอกสารที่เกิดจากการประเมินคุณภาพและปัญหาในเรื่องคุณภาพ ของผู้ประเมิน จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการประกัน คุณภาพการศึกษาจึงต้องสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในหลักการที่ถูกต้องของการประกัน คุณภาพการศึกษาและการประเมินคุณภาพการศึกษา แยกการกํากับดูแลคุณภาพการศึกษา ออกจากการประเมินคุณภาพการศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด สกอ. ควรให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษามีการบริหารคุณภาพที่ดี โดยให้สถาบันการศึกษา ทําการประเมินตนเองและกําหนดตัวบ่งชี้ตามบริบทของสถาบันการศึกษา การประเมิน คุณภาพจากหน่วยงานภายนอก ให้ประเมินตามคําร้องขอของสถาบันอุดมศึกษา และเป็นไป เพื่อยืนยันผลการประเมินตนเองหรือผลการประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา หากสถาบันอุดมศึกษาได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากลแล้ว ไม่จําเป็นต้องรับ การประเมินจากหน่วยงานภายนอกซ้ําอีก ผู้ประเมินต้องมีคุณสมบัติและคุณภาพ เป็นมืออาชีพ เปลี่ยนวิธีการประเมินคุณภาพด้วยการพิจารณาจากเอกสารเป็นการเก็บข้อมูล เชิงประจักษ์ การประเมินคุณภาพระดับอุดมศึกษาไม่ควรเพิ่มภาระงานเอกสารให้กับ สถาบันอุดมศึกษา นอกเหนือจากการนําส่งรายงานประเมินตนเองและรายงานผล การดําเนินงานตามปกติ ผลการประเมินคุณภาพการศึกษานําไปใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ไม่ใช้เพื่อการลงโทษสถาบันอุดมศึกษา ปรับบทบาทและวิธีการประเมินคุณภาพ ของหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกให้เป็นไปตามหลักการที่ได้นําเสนอไว้ ดังกล่าวข้างต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่กล่าวมา รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ หมายรวมถึงการศึกษาทุกระดับ ได้เสนอไว้ในแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาผ่านสภาไปยังคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ และยังอยู่ในระหว่าง การพิจารณาดําเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ และในเวลาต่อมากรรมาธิการ ด้านการศึกษาก็ยังได้นําเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา ให้สอดรับกับหลักการวิธีการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษาที่ได้นําเสนอไว้ใน แผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาไปยังกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม จากผลการติดตามการดําเนินการในเรื่องดังกล่าวพบว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดทําร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ การศึกษา โดยเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงดังกล่าวยังคงมุ่งเน้นไปที่การประเมินคุณภาพ มากกว่าการประกันคุณภาพ และไม่ได้มีการแยกการกํากับดูแลออกจากการประเมินคุณภาพ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจึงมีความคลาดเคลื่อนจากหลักการสําคัญในการปฏิรูประบบ ประกันคุณภาพที่ทาง สปท. นําเสนอไปแล้ว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สปท. จึงได้มี ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการให้พิจารณาทบทวนการจัดทําร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ให้มีความรอบคอบอีกครั้งก่อนที่จะเสนอให้ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป และยังได้มีการประชุมร่วม ระหว่างตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการกับตัวแทนของกรรมาธิการด้านการศึกษา โดยมี ข้อสรุปว่าเห็นด้วยกับหลักการการประกันคุณภาพการศึกษาที่ สปท. นําเสนอ แต่ไม่สามารถ แก้ไขร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักการได้ โดยอ้างถึง พ.ร.บ. การศึกษาชาติ แต่ทางกรรมาธิการด้านการศึกษาก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดทําขึ้นก็ไม่ได้เป็นไปตาม พ.ร.บ. การศึกษาชาติทั้งหมด ดังนั้น กรรมาธิการด้านการศึกษาจึงได้ยืนยันว่า เพื่อความถูกต้องควรร่างกฎกระทรวงให้เป็นไปตาม หลักการประกันคุณภาพการศึกษาที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการดําเนินการในการประกันคุณภาพ การศึกษาที่ถูกวิธีต่อไป และพร้อมกันนั้นกรรมาธิการด้านการศึกษาจึงได้พิจารณา จัดทําร่างกฎกระทรวงตามหลักการที่เคยนําเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนด้วย นอกจากนี้ในการติดตามความคืบหน้าในการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ยังพบว่าร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษาที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ กําลังเร่งดําเนินการอยู่ในขณะนี้ มีการรวมการประกันคุณภาพไว้กับการกํากับดูแล ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากหลักการ วิธีการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษาที่ สปท. ได้นําเสนอไว้เป็นอย่างมาก ขอเรียน ย้ําว่าการประกันคุณภาพเป็นเรื่องสําคัญที่จะทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ แต่การดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่ควรเป็น จะไม่ทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริง อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาระงานที่ไม่จําเป็น ให้กับสถานศึกษา ดังนั้นจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปการประกันคุณภาพ การศึกษาอย่างจริงจัง ตามข้อเสนอของ สปท. ในการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ ไม่ได้มีข้อเสนอให้ตั้งหน่วยงานใหม่ และไม่มีการเพิ่มตําแหน่งให้กับข้าราชการ เป็นแต่เพียง ข้อเสนอให้ปรับบทบาทและวิธีการในการประเมินคุณภาพการศึกษาของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกให้ถูกต้อง แต่ในการนําแผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพดังกล่าว สู่การปฏิบัติกลับพบว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่งดังที่ได้แสดงให้เห็นตัวอย่างจากการจัดทํา ร่างกฎกระทรวง และร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษาที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกําลังเร่งดําเนินการ อยู่ในขณะนี้ว่ามีความคลาดเคลื่อนไปจากหลักการและวิธีการปฏิรูประบบการประกัน คุณภาพการศึกษาที่ สปท. โดยกรรมาธิการด้านการศึกษาได้นําเสนอไว้เป็นอย่างมาก และจะไม่ทําให้เกิดการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาได้จริง แม้ล่าสุดมีมติ ครม. ให้ สมศ. ไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและจะมีการแก้พระราชกฤษฎีกา การจัดตั้ง สมศ. ตามมา ก็คงต้องรอดูว่าการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง สมศ. จะเป็นไปตามหลักการการประกันคุณภาพที่ถูกตรงหรือไม่ และในขณะที่วาระของ สปท. เอง ก็ใกล้หมดลงแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องช่วยกันติดตามต่อไปว่าการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การศึกษาชาติ พระราชกฤษฎีการการจัดตั้ง สมศ. กฎกระทรวง และประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะเป็นไปตาม หลักการการประกันคุณภาพที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบประกันคุณภาพได้หรือไม่

เรื่องที่จะนําเสนอในลําดับต่อไปโดยท่านวินัย ดะห์ลัน มีประเด็น การตั้งกระทรวงอุดมศึกษาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยกรรมาธิการด้านการศึกษาเอง ก็มีข้อเสนอในการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการซึ่งสามารถทําได้ หลายรูปแบบ การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาเป็นอิสระเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในหลายรูปแบบ ของการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นรูปแบบเดียวที่มีการตั้ง กระทรวงใหม่และมีการเพิ่มตําแหน่งสําคัญ ดังนั้นจึงควรต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงข้อดี ข้อเสีย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม โดยพิจารณาจากทุกรูปแบบที่สามารถ ทําได้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแบบใดแบบหนึ่งเพื่อให้สามารถตอบคําถามของสังคมได้ อย่างชัดเจนว่าการตั้งกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับใครมากที่สุด รูปแบบอื่น ๆ ในการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การปรับ โครงสร้างในกระทรวงศึกษาธิการให้งานอุดมศึกษามีอิสระมากขึ้น การรวมงานอุดมศึกษา เข้ากับงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิจัย หรืองานอื่นที่เหมาะสม ซึ่งจะขอให้ท่านวินัย ดะห์ลัน เป็นผู้ให้รายละเอียด รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบในการแยกงานอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และนําเสนอรายงานในส่วนที่เหลือทั้งหมด ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เรียนเชิญค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ กรรมาธิการ ในเรื่องของการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีในการที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องของแผนการ ปฏิบัติการดังต่อไปนี้ ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยปรากฏว่า ไม่ใช่เป็นความสนใจเฉพาะพวกเราเท่านั้น ในต่างประเทศเองให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยนั้นเป็นฟันเฟืองสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกตะวันออก ยกตัวอย่างเช่น นายวิลเลียม เพเซก จากสถาบันบลูมเบิร์ก กล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไว้หลายครั้ง อย่างเช่นครั้งที่ว่า การปรับฐานค่าจ้างแรงงานให้สูงขึ้นของประเทศไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้โอกาส การเป็นฐานการผลิตสินค้าให้ต่างชาติในประเทศไทยนั้นหดแคบลง เพิ่มแรงกดดันให้ประเทศไทย จําเป็นต้องก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาให้เร็วขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มและอัตลักษณ์ให้กับสินค้าของตนเอง การทําเช่นนี้ได้ประเทศไทยต้องกล้า ลงทุนในระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา ต้องเปลี่ยน ระบบการศึกษาแบบท่องจําให้เป็นระบบคิดวิเคราะห์ แล้วต้องเพิ่มการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในส่วนของการพัฒนางานวิจัยเพื่อองค์ความรู้และนวัตกรรม ประเทศไทยจําเป็นต้องปฏิรูป การศึกษาในระบบอุดมศึกษา ต้องกล้าดําเนินการ ต้องทําอย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว นี่คือ ๑ ตัวอย่างของข้อวิจารณ์ที่ประเทศไทยควรจะรับฟัง สําหรับวิธีการปฏิรูประบบ การอุดมศึกษา ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากสามารถพัฒนาระบบการศึกษา จนกระทั่งก้าวหน้าใกล้เคียงกับโลกตะวันตก แฟนรูบีน แห่งเซาท์เวสต์ ยูนิเวอร์ซิตี ออฟ โพลิติคัล ไซเอนซ์ แอนด์ ลอว์ (Southwest University of Political Science and Law) นครจุงกิง ประเทศจีน เขียนบทความในวารสารเจอร์นัล ออฟ โพลิติกส์ แอนด์ ลอว์ (Journal of Politics and Law) ค.ศ. ๒๐๐๙ ว่าประเทศจีนแม้จะมีระบอบการปกครอง แบบคอมมิวนิสต์ ทว่ารัฐยังเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาคือหน่วยของสังคมที่ต้องแสดงศักยภาพ ด้านการคิด วิเคราะห์ พัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ จึงจําเป็นต้องมีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ รัฐทําหน้าที่เพียงกํากับดูแลเชิงสนับสนุนมิใช่ควบคุม จําเป็นที่รัฐจะต้อง บริหารจัดการสถาบันด้านอุดมศึกษาไปในแนวทางเดียวกับโลกตะวันตก โดยรัฐต้องมั่นใจว่า สถาบันเหล่านั้นมีธรรมาภิบาลในองค์กร ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงจัดทํากฎหมายหรือระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา ยกตัวอย่าง เช่น กฎหมายการศึกษา กฎหมายครูอาจารย์ กฎหมายอุดมศึกษา กฎหมายส่งเสริมสถาบันการศึกษาเอกชน และกฎหมายที่จําเป็นอื่น ๆ ในกรณีของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รัฐต้องให้อิสระสถาบันอุดมศึกษาในการบริหาร และจัดการตนเองโดยสภามหาวิทยาลัย มีพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาของตนเอง ส่วนรัฐยึดนโยบายการกํากับดูแลสถาบันอุดมศึกษามากกว่าการควบคุม ทั้งนี้รัฐไม่ควรปล่อยให้ สถาบันอุดมศึกษาพึ่งกลไกการตลาดมากเกินไปจนกระทั่งสูญเสียคุณภาพและคุณค่า ในเชิงวิชาการไม่สามารถตอบโจทย์ของสังคมได้ ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในกรณี ประเทศไทย คือสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง ๒๐ ปี ที่ผ่านมา หลายสถาบันที่เคยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ผลิตบุคลากรบางสาขาเพื่อส่งเสริม งานการศึกษาในระดับปฐมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา การเร่งเติบโตส่งผลให้ สถาบันเหล่านั้นลดความเชี่ยวชาญที่เคยมีมาแต่เดิม หลายสถาบันหันไปขยายหลักสูตร ในสาขาวิชาที่ไม่เคยมีความเชี่ยวชาญมาก่อนต่างต้องการก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัย ที่ครอบคลุม หรือที่เราเรียกกันว่าคอมพรีเฮนซิฟยูนิเวอร์ซิตี (Comprehensive University) มากกว่าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนเอง ถนัดอยู่แต่เดิม ผลก็คือคุณภาพบัณฑิตลดคุณภาพลงทั้งสาขาเดิมและสาขาใหม่ ส่งผลเสีย ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว คณะกรรมาธิการ ขอนําเสนอแผนปฏิบัติการในการปฏิรูปอุดมศึกษาของไทย โดยมุ่งเน้นให้แผนปฏิบัติการ สอดคล้องกับเป้าหมายของชาติในระยะยาว ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย ๖ ประการ ๑. วิสัยทัศน์ของประเทศที่มุ่งไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยยึดเอาการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีประสิทธิผล การพัฒนาศักยภาพคนและการสร้างสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ํา ในสังคม การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับโมเดล (Model) พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ประเทศไทย ๔.๐ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สําหรับแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษานั้นมี ๒ ส่วน ก็คือส่วนของรัฐและส่วนของสถาบันการศึกษา ในส่วนของรัฐ เพื่อให้การบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาเกิดขึ้นตามศักยภาพที่ควรจะเป็น อีกทั้ง สถาบันอุดมศึกษาไม่เกิดความสับสนในการพัฒนาตนเอง สามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ ในสาขาวิชาที่เป็นความถนัดแต่เดิมได้ อีกทั้งเป็นที่ต้องการของสังคม ในขณะที่ยังดํารง เสรีภาพทางวิชาการตามที่ควรจะเป็น คณะกรรมาธิการมีข้อแนะนําว่ารัฐควรดําเนินการ ปฏิรูประบบอุดมศึกษาดังต่อไปนี้

๑. รัฐจัดแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนเป็นประเภท ต่าง ๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาเอกชน โดยรัฐทําหน้าที่จัดสรรงบประมาณตามควร กํากับดูแลในเชิงนโยบาย เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วม ไม่ออกกฎ ระเบียบที่ขัดแย้ง มีกฎหมายเป็นมาตรฐานขั้นต้น ในการบริหารงานบุคคล ให้คําแนะนํา ส่งเสริม สนับสนุน มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน กําจัดระบบอุปถัมภ์ มีบทลงโทษและการบังคับใช้ ลดทอนกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิผล และไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาทักษะบุคลากรของรัฐให้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ อย่างมืออาชีพ นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐ ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษา มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ รู้หน้าที่ของตน สร้างองค์ความรู้ใหม่ ให้บริการวิชาการ ร่วมส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับกระบวนการการศึกษาของชาติ มีอิสระทางวิชาการ มีสภามหาวิทยาลัยที่มีธรรมาภิบาล มีความพร้อมด้านการประกันคุณภาพและประเมินตนเอง วางระบบบริหารงานบุคคลที่มีคุณภาพ มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดึงเงินทุนจาก หลายแหล่ง รักษาความเข้มแข็งและคุณค่าเชิงวิชาการ มีระบบการเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ ส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัย เปิดหลักสูตรโดยดูตลาดและสังคม และตอบสนองภาครัฐ โดยดูความพร้อมของตนเอง สร้างบรรยากาศทางวิชาการเพื่อกระตุ้นความเป็นเลิศ จัดตั้ง กองทุนสนับสนุนการวิจัยและการเขียนตํารา จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการ จัดการเรียนการสอน เชื่อมโยงกับบริบทของสังคมไทย สอดแทรกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการนี้ เราได้เสนอให้กําหนดภารกิจทั้ง ๔ ก็คือ การสอน วิจัย บริการวิชาการ ทํานุบํารุง ศิลปวัฒนธรรมเป็น ๓๕ ต่อ ๓๕ ต่อ ๒๐ ต่อ ๑๐ ในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างระบบ การศึกษา การปรับปรุงโครงสร้างการดูแลการอุดมศึกษาของประเทศนั้น ทางรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติไว้ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ จ. ด้านการศึกษา (๔) ว่าการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ เรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า ภายใต้โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลนั้นมีข้อเสียหลายประการ ตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ ใหญ่โต เทอะทะ ปรับตัวยาก การแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม จะทําให้โครงสร้างของทั้งอุดมศึกษาและทั้งศึกษาธิการเล็กลง อยู่ในสภาพที่ปรับตัวได้รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

๒. การแก้ไขปัญหาระดับอุดมศึกษาไม่ก้าวหน้า เนื่องจากการมองปัญหา ไม่ครอบคลุมและถูกรบกวนจากปัญหาอื่น ดังนั้นการแยกงานย่อมช่วยให้การมองปัญหา เฉพาะเจาะจงและแหลมคมมากขึ้น

๓. ระดับอุดมศึกษามุ่งผลิตคนให้เป็นผู้ชี้นําสังคมแตกต่างจากระดับอื่น ๆ การแยกการบริหารจัดการอุดมศึกษา โดยจําแนกสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มความเชี่ยวชาญ จะทําให้การพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตในแต่ละสาขามีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

๔. การแยกงานอุดมศึกษาจะเอื้อต่อพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ ซึ่งเป็น การบริหารจัดการแนวราบมากขึ้น

การแยกงานอุดมศึกษาอาจะทําได้หลายรูปแบบ ได้แก่

๑. รวมงานอุดมศึกษาเข้ากับงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย โดยอาศัยความเหมาะสมที่ว่าทั้ง ๒ ฝ่ายต่างเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการวิจัย ดังนั้นการจัดตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีแบบอย่างในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย หลายประเทศในตะวันออกกลาง

๒. รวมงานอุดมศึกษาเข้ากับงานอื่น ๆ เช่น งานพัฒนาทักษะและวิชาชีพ ตัวอย่าง เช่น ประเทศแคนาดา จัดตั้งเป็นมินิสทรี ออฟ แอดวานซ์ เอดูเคชัน แอนด์ สกิลส์ ดีเวลอปเมนต์ (Ministry of Advanced Education and Skills Development) หรือประเทศศรีลังกาได้ตั้งมินิสทรี ออฟ ไฮเออร์ เอดูเคชัน แอนด์ ไฮเวย์ (Ministry of Higher Education & Highways)

๓. จัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาให้เป็นอิสระ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นมินิสทรี ออฟ ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Ministry of Higher Education)

๔. กรณีที่ประสงค์จะให้การอุดมศึกษายังคงอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ มีหลายประเทศได้หาหนทางในการแยกการบริหารจัดการอุดมศึกษาออกจากงานบริหาร การศึกษาระดับอื่น โดยเน้นพันธกิจด้านการวิจัยให้ชัดขึ้น ทํากันในหลายประเทศในยุโรป ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ประเทศอิตาลี ประเทศสวีเดน เกิดเป็น มินิสทรี ออฟ เนชันนัล เอดูเคชัน ไฮเออร์ เอดูเคชัน แอนด์ รีเสิร์ช (Ministry of National Education Higher Education and Research) ในทุกรูปแบบของการเปลี่ยนแปลง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษายังสามารถดํารงหลักการความเป็นอิสระ ออโทโนมี (Autonomy) และเสรีภาพในทางวิชาการอะคาเดมิกฟรีดอม (Academic Freedom) ไว้ได้

ในส่วนภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นการสร้างคนดีก่อนคนเก่ง การวิจัย สร้างองค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม การบริการวิชาการ ให้ความรู้ทักษะ สร้างปัญญาและอุดมการณ์ภูมิใจในชาติ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทํานุบํารุงสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย เข้าใจพหุสังคม การสนับสนุนระบบการศึกษาของชาติ ในส่วนการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ท่านอาจารย์ปิยะธิดาได้แจ้งไปแล้ว ผมขอข้ามไป ในส่วนข้อเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อน การปฏิรูปอุดมศึกษา คณะกรรมาธิการขอเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการอุดมศึกษา ดังนี้

๑. การจัดตั้งคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานดูแล สถาบันอุดมศึกษาในระบบทั้งหมด โดยคณะกรรมการชุดนี้ควรเป็นรูปแบบผสม ทําหน้าที่ ประสานงานกับมหาวิทยาลัยกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ มีการจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเทียบเท่ากรม โดยคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ มีจํานวนกรรมการไม่เกิน ๓๐ คน เป็นตัวแทน ของคณะอนุกรรมการสถาบันอุดมศึกษากลุ่มต่าง ๆ ชุดละไม่เกิน ๓ คน ประธานกลุ่ม คลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัย นอกจากนี้มีตัวแทนจากภาคส่วนราชการ เช่น สํานัก งบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และตัวแทน ของกระทรวงศึกษาธิการเอง ในส่วนของคณะอนุกรรมการนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อทําหน้าที่ ประสานงานกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัด ตลอดจน ที่ประชุมอธิการบดีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัด โดยมีคณะอนุกรรมการ ชุดต่าง ๆ ดังนี้ คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญเฉพาะ คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ คณะอนุกรรมการ สถาบันการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาที่ต่ํากว่าปริญญาตรี คณะอนุกรรมการ สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเอกชน

๒. การจัดทําคลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัยตามภูมิภาค ประเทศไทยนั้น ร่ํารวยด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม เป็นผลมาจากความแตกต่างทางภูมิสังคมที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศไทยตั้งแต่ ครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การปฏิรูประบบอุดมศึกษาจึงสมควรใช้ความหลากหลายเหล่านั้นเป็นจุดเสริมความแข็งแกร่ง ให้กับระบบการศึกษาของประเทศ นําไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม การวิจัยเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศโดยรวมเป็นอย่างดี ในการนี้คณะกรรมาธิการเสนอแนะให้จัดแบ่งมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการจัดแบ่งกลุ่มแล้วข้างต้นเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) โดยยึดตามภูมิภาคที่มี ความแตกต่างหลากหลายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร วัฒนธรรม เป็นต้นทุน อยู่แต่เดิม ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการจัดกลุ่มของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวิจัย งานวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่และชุมชน ตลอดจนสามารถพัฒนา เอกลักษณ์ให้เกิดขึ้นกับงานนวัตกรรม ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ เกิดประสิทธิผล จนกระทั่งนําไปสู่การลดงบประมาณลงได้ เนื่องจากขนาดของประชากร มหาวิทยาลัยลดลง ความแตกต่างทางวิชาการลดลง อีกทั้งการลดขอบเขตพื้นที่ลง โดยมี มหาวิทยาลัยหลักในส่วนกลางที่มีศักยภาพในสาขาต่าง ๆ ทําหน้าที่ประสานงานทุกคลัสเตอร์ (Cluster) ในสาขาวิชาที่ได้รับมอบหมาย ในส่วนของการจัดแบ่งคลัสเตอร์ (Cluster) แบ่งเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) สถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง อุดมศึกษาภาคตะวันออก ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้ ประโยชน์ของการจัด แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) นั้น ๑. ก็คือสะดวกต่อการบริหารจัดการ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย เนื่องจากขนาดและจํานวนของมหาวิทยาลัยนั้นลดลง ๒. ลดงบประมาณที่ใช้ลงเนื่องจากความหลากหลายของมหาวิทยาลัยลดลง ๓. ความสะดวก ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) และการติดต่อสื่อสารระหว่างมหาวิทยาลัยเกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกัน ตลอดจนระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ๔. ส่วนของสถาบันการศึกษาเกิดความสัมพันธ์ในเชิงพีระมิดตามลําดับจากล่างขึ้นบน ดังเช่น ภาคประชาชน ประชาสังคม ประชารัฐ ภาคศาสนา สื่อมวลชน เชื่อมโยงกับ สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาเอกชน เชื่อมโยงต่อขึ้นไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ เชื่อมโยง ต่อไปยังมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ เชื่อมโยงไปยังมหาวิทยาลัยวิจัย ๕. ความสะดวก ของภาครัฐในการให้และได้รับบริการจากมหาวิทยาลัย ดังเช่นความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ ที่รัฐให้ความสนใจ ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของอีอีซี (EEC) เรื่องของเขตท่าเรือน้ําลึกทวาย เป็นต้น ๖. มหาวิทยาลัยพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนง่ายขึ้น สอดคล้องกับความต้องการ ของสังคมในพื้นที่ ๗. เกิดแรงดึงดูดความสนใจในการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาและวิจัยระดับนานาชาติมากขึ้น เมื่อกลุ่มมหาวิทยาลัยมีจุดดึงดูด การลงทุนที่สําคัญ ๘. มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในกลุ่มเกิดความร่วมมือกันง่ายขึ้น และประสานงานใกล้ชิดมากขึ้น มุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน ช่วยลดงบประมาณและการบริหาร จัดการของมหาวิทยาลัยและสถานการศึกษาลง ๙. เกิดงานวิจัยองค์ความรู้นวัตกรรมมากขึ้น และรวดเร็วขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันต่าง ๆ กับชุมชนและประชาสังคมในพื้นที่ ๑๐. เกิดการกระจายอํานาจด้านการบริหารมากขึ้น ความเป็นอิสระทางวิชาการเพิ่มขึ้น อันส่งเสริมการพัฒนาสถาบันการศึกษา ๑๑. ชุมชนและสังคมในพื้นที่ได้รับประโยชน์จาก มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาโดยตรง เรื่องของร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ทางคณะกรรมาธิการไม่ได้เสนอ แต่ก็ได้เสนอให้ทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทําร่างพระราชบัญญัติหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตาม ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้การจัดการระดับอุดมศึกษาสัมฤทธิผล การปฏิรูป อุดมศึกษาเป็นความจําเป็นเร่งด่วนต้องรีบดําเนินการ คณะกรรมาธิการจึงขอให้สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศร่วมกันเห็นชอบรายงานที่นําเสนอในครั้งนี้ด้วยจะเป็น พระคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปขอเปิดอภิปราย มีสมาชิกส่งชื่ออภิปราย ๔-๕ ท่าน ท่านแรกขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในนามของตัวผมเองก็ต้องขอร่วม ส่งความสุขและความปรารถนาดีให้กับเพื่อนสมาชิกที่เป็นชาวไทยมุสลิม อาจารย์วินัย ดะห์ลัน เนื่องจากเทศกาลอีดิลฟิตรี ฮารีรายอ ซึ่งสิ้นสุดเดือนถือศีลอด ท่านประธานครับ กระผมได้อ่านรายงาน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาด้วยความสนใจ มีการชี้ปัญหาและข้อเสนอแนะ หลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจและท้าทายมาก ซึ่งรายงานนี้ก็ได้สรุปประเด็นด้านอุดมศึกษาหรือ การศึกษาในมหาวิทยาลัยไว้ว่า ที่ผ่านมาการอุดมศึกษาของไทยมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาด้านคุณภาพและมาตรฐานการจัดการ การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพต่ํากว่ามาตรฐาน ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การเปิดหลักสูตรภาคพิเศษมากเกินความจําเป็น มุ่งหวังรายได้ ให้กับสถาบันอุดมศึกษาและอาจารย์โดยลดมาตรฐานการเรียนการสอน คณะกรรมาธิการ ก็ได้รวบรวมปัญหาหลัก ๆ ในมหาวิทยาลัยที่พอจะแบ่งได้ออกเป็น ๖ เรื่อง ได้แก่ เรื่องของ โครงสร้างการบริหารคือขาดธรรมาภิบาล คณะกรรมการอุดมศึกษา ผู้บริหารและนายกสภา มหาวิทยาลัยบางแห่งมีการปฏิบัติงานในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย ขาดการตรวจสอบซึ่งกัน และกัน เรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา กําหนดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โดยสถานศึกษา ซึ่งต้องประเมินด้วยตนเองทุกปี สมศ. ประเมินคุณภาพจากภายนอก ทุกปีก็มีปัญหา การประกันคุณภาพในหลาย ๆ ประการ เช่น ความไม่สอดคล้องกัน ในหลักการของการประกันคุณภาพการศึกษากับการประเมินคุณภาพจากภายนอก ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย การประเมินภายนอกมีหลาย หน่วยงานมาประเมินก็ซ้ําซ้อนกัน การกํากับดูแลมหาวิทยาลัยกับฟังก์ชัน (Function) ของการประกันคุณภาพก็มารวมกัน การประเมินเน้นเอกสารมากกว่าความเป็นจริง บุคลากร ยังขาดความรู้ เหล่านี้เป็นปัญหา

เรื่องต่อมาก็คือเรื่องของการบริหารบุคคลของมหาวิทยาลัย มีปัญหาที่อาจารย์ ต้องทํางานหนัก เรื่องการสอน การวิจัย เขียนตํารา แล้วยังต้องมาทําหน้าที่เป็นผู้บริหาร มหาวิทยาลัย เช่น เป็นอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี อย่างนี้เป็นต้น การเข้าสู่ตําแหน่ง ทางวิชาการและสัดส่วนพันธกิจของอาจารย์ การจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดและไม่ครอบคลุมวิชาที่จําเป็นต้องเรียน การส่งเสริมความเข้มแข็ง ของระบบการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถชี้นําหรือสนับสนุนการศึกษาในระดับอื่น ๆ ได้ดีเท่าที่ควร คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจึงได้นําเสนอ แนวทางในการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาคือกําหนดรูปแบบของรัฐ มหาวิทยาลัยและตลาด ให้มีการดําเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของชาติ ๖ ประการ ก็คือ วิสัยทัศน์ เรื่องมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน บริหารราชการมีประสิทธิผล พัฒนาศักยภาพคนและสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ําในสังคม สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เสนอให้กําหนด บทบาทของรัฐ จัดแบ่งสถาบันอุดมศึกษาเป็น ๕ ประเภทอย่างที่อาจารย์วินัยได้พูด คือมหาวิทยาลัยวิจัย เชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อพัฒนาประเทศเฉพาะทาง สถาบันการศึกษา ต่ํากว่าปริญญาตรี สนับสนุนให้มีการสอนวิทยาศาสตร์ประยุกต์และสังคมศาสตร์ประยุกต์ มากขึ้น เป็นสัดส่วน ๖๕ ต่อ ๓๕ อะไรเหล่านี้ กํากับ จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ดูแลสวัสดิการ เสนอว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยควรจะเน้นผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สํารวจความต้องการของตลาดก่อนที่จะไปเปิดหลักสูตร ควรเปิดการเรียนการสอน ที่ไม่ซ้ําซ้อนกัน สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนทางวิชาการในมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารจะต้องแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนและมีธรรมาภิบาล ต้องหารือและดึงแหล่งทุน จากที่ต่าง ๆ มาสนับสนุนการวิจัยและการอบรมสัมมนาในมหาวิทยาลัย แยกเรื่องการกํากับ ดูแลมหาวิทยาลัยออกจากการประกันคุณภาพ ให้ความรู้กับบุคลากรเรื่องประกันคุณภาพ กําหนดให้อาจารย์ต้องทํา ผศ. ให้ได้ใน ๕ ปีถ้าไม่ได้ก็ต้องออก ทํา รศ. ให้ได้ใน ๗ ปี ไม่ได้ก็ต้องออก อย่างนี้เป็นต้น แล้วคณาจารย์ที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารก็จะต้องมีตําแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ เป็นอย่างต่ํา และมีระยะเวลาการดํารงตําแหน่งอย่างชัดเจน จะมีเทอมหรือไม่ก็แล้วแต่ ที่สําคัญในส่วนที่ ๓ ของรายงาน ก็คือคณะกรรมาธิการได้เสนอให้แยกการดูแลอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยเสนอไว้ ๔ ทางเลือก จริง ๆ ในเปเปอร์ (Paper) แรก ที่ท่านเสนอเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนเสนออยู่ทางเลือกเดียว ซึ่งผมก็อยากจะขออภิปราย ใน ๒ ทางเลือก ก็คือการเอาไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการจะเสนอ ให้ตั้งกระทรวงอุดมศึกษาใหม่ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพในท่านประธาน กรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่าน ผมยกมือสนับสนุนรายงานของท่านมาโดยตลอด แต่ผมยังเห็นว่ารายงานเหล่านี้แม้จะมีการวิเคราะห์ปัญหาที่น่าสนใจตรงจุด แต่ก็มีบางส่วน ที่ยังมีตรรกะและเหตุผลไม่สอดรับกันในหลาย ๆ จุด ซึ่งดูแล้วอาจจะไม่นําไปสู่การปฏิรูป มหาวิทยาลัยอย่างสัมฤทธิผลได้ กระผมก็มีความเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษาเรื่องการปฏิรูปอุดมศึกษาดังต่อไปนี้

ประการแรก อุดมศึกษาของไทย เราควรจะตั้งคําถามก่อนว่าผลผลิตและผลลัพธ์ ที่ชาติต้องการคืออะไร เราต้องการคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ นําชาติไปสู่ความเป็นเลิศในการวิจัย และพัฒนาควบคู่กันใช่หรือไม่

ประการที่ ๒ มหาวิทยาลัยควรมีความเป็นอิสระทางวิชาการ มีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการ และมีธรรมาภิบาลในการบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยที่ไม่มีธรรมาภิบาล ก็ต้องจัดการ ซึ่งในสมัยนี้ คสช. เขาก็ออกคําสั่ง กศจ. จัดการไปแล้ว ๔ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก แต่ข้อเสนอของท่านที่บอกว่า สกอ. กรรมการ กกอ. หรือสภามหาวิทยาลัยบางแห่งไม่มีธรรมาภิบาล ตั้งเงินเดือนตัวเอง ไม่มีเทอมอะไรนี้ ก็ต้องแก้โดยมหาวิทยาลัยนั้น จะใช้ ม. ๔๔ หรือแก้ พ.ร.บ. อะไรก็แล้วแต่ แต่คงไม่ใช่เสนอ โซลูชัน (Solution) แบบวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ก็คือไปทําให้มหาวิทยาลัย ดี ๆ ที่เขาดีอยู่แล้วเสียโอกาส หรือเสียบุคลากรที่เขาพัฒนากันมาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้น ก็เหมือนกับการประกันคุณภาพการศึกษาที่ท่านเสนอเป็นเรื่องแรก ผมยังจําได้ว่าท่านเสนอ ภาพช้างกับลิงปีนต้นไม้โดยใช้ต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโซลูชัน (Solution) บางอย่าง ไปใช้กับทุกมหาวิทยาลัยไม่ได้ ท่านเองก็ยังจําแนกมหาวิทยาลัยออกเป็น ๕ ประเภทเลย ผมสนับสนุนแนวความคิดที่จะให้มหาวิทยาลัยหารายได้เข้ารัฐเอง จัดสัมมนา อบรม รับจ้างวิจัย ซึ่งก็จะไปช่วยส่งเสริมการเรียนการสอน สําหรับการประกันคุณภาพการศึกษา และการประเมินคุณภาพศึกษาจากภายนอก จําได้ว่ากรรมาธิการของท่านเสนอเรื่องนี้เป็น เรื่องแรกเลย ไม่รู้ทําไมเอามาใส่ในเรื่องอีก เข้าใจว่าเขาคงไม่ได้ทําตามข้อเสนอของท่าน ท่านเลยมาย้ําอีก แต่ผมอยากจะฝากข้อคิดว่าก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านเสนอในครั้งแรก ผมก็ยกมือให้ ท่านเขียนไว้ในแผ่นใสบอกว่าการประเมินคุณภาพการศึกษาอยากจะให้ มหาวิทยาลัยเขาทําเอง ประเมินคุณภาพจากภายนอกก็ทําเมื่อมีการร้องขอ ผมเองฟังดูแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าจริง ๆ การประกันคุณภาพทําด้วยตนเอง แต่การประเมินต้องทําจาก คนนอก ไม่อย่างนั้นถ้าตัวเองประเมินตนเองก็จะต้องบอกว่าดี เหมือนกับโฆษณาทีวี (TV) รายการไหนจะได้ค่าโฆษณาเยอะเขาก็ไปดูนิวเซนต์ (New Saints) ประเมินว่ามีคนดู เยอะไหม อันนี้เป็นกลางและเป็นวิชาการอย่างแท้จริง แต่ถ้ามหาวิทยาลัยประเมินตัวเอง ก็จะบอกว่าหลักสูตรฉันดี หลักสูตรฉันควรจะเปิดเพิ่ม เพราะฉะนั้นอันนี้ผมไม่แน่ใจว่า ท่านจะขยายความอีกหน่อยได้ไหม แล้วปัจจุบันผมคิดว่าเปเปอร์ (Paper) ของท่านที่เสนอ มาในรายงานครั้งก่อน ๆ ท่านก็เสนอว่าอาชีวศึกษาจะตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศ ควรจะส่งเสริมให้คนมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านเสนอให้ปฏิบัติต่อ กระทรวงอุดมศึกษาโดยแยกออกมา จะไม่ใช่ตอบโจทย์อันนี้ ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยเลยกับการเสนอตั้งกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเพิ่มมาอีก ๓ กรม ผมเห็นด้วยกับการที่จัดคลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัย แล้วแบ่งเป็น ๕ กลุ่มแบบที่ท่านเสนอ แต่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงอุดมศึกษา หรือย้าย ไปกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมาธิการไม่ได้ให้เหตุผลถึงความจําเป็น หรือวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปว่าเมื่อตั้งกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาใหม่แล้วจะแก้ปัญหาเรื่อง การประกันคุณภาพการศึกษา การขาดธรรมาภิบาลในการบริหารของบางมหาวิทยาลัย หรือการเข้าสู่ตําแหน่งบริหารหรือวิชาการได้อย่างไร การเพิ่มกระทรวงอุดมศึกษาดูจะเป็น การเพิ่มความเหลื่อมล้ําในสังคมของวงการศึกษาเข้าไปอีก เพิ่มขนาดของระบบราชการ เข้าไปควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยที่เขาออกไปอยู่นอกกํากับของรัฐไปมากแล้ว เขาควรจะมี อิสระในการบริหารมากขึ้น แล้วท่านแยกเป็น ๒ หน่วย ๒ กระทรวง ท่านจะบูรณาการตั้งแต่ ต้นทางถึงปลายทาง คือ ก่อนวัยเรียน ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษา นอกระบบไปจนถึงอุดมศึกษาได้อย่างไร รายงานของท่านไม่มีข้อมูลมาประกอบว่า ตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่แล้วจะทําให้อุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไร ควรจะต้องมี รายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ ในรายงานท่านก็ไม่ได้พูดถึงมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยว่า ท่านจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร การประกันคุณภาพการศึกษาของเขาเป็นอย่างไร ปัญหา การศึกษาของไทยในภาพรวม ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือความเหลื่อมล้ําของโรงเรียนในเมือง กับชนบท รวมถึงมหาวิทยาลัยในเมืองกับชนบท หรือที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยชุมชนด้วย ระดับการอ่านหนังสือต่างกัน ๓ ปี แต่รายงานนี้กลับไปเสนอว่าจะทรีต (Treat) อุดมศึกษา ให้แตกต่างจากการศึกษาของพื้นฐานและอาชีวศึกษา ข้อต่อหลักสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ คุณภาพของครู ถ้าเราไม่แก้เรื่องคุณภาพของครูก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาการศึกษาได้ อุดมศึกษา เป็นแค่ปลายน้ํา ทําไมเราไม่ไปทุ่มเทกําลังคนและกําลังงบประมาณในเรื่องพัฒนาคุณภาพ ของครูแทน และที่สําคัญซึ่งท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็คืออาชีวศึกษาเป็นความต้องการ สูงสุดของแรงงาน แต่ก็ไม่ค่อยมีมาตรการคม ๆ ว่าจะช่วยอาชีวศึกษาได้อย่างไร การตั้ง กระทรวงอุดมศึกษาหรือแยกออกมาเป็นอิสระจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด เป็นการเสนอ ให้รัฐบอกว่าอุดมศึกษาสําคัญกว่าอาชีวศึกษา เด็กก็จะยิ่งเรียนอาชีวศึกษาน้อยลง ทั้ง ๆ ที่ อาชีวศึกษาเป็นหัวใจของภาคการผลิตของประเทศ ปัญหาอุดมศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่

ปัญหาแรก ก็คือรับบัณฑิตเกินความต้องการ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตั้งกระทรวง มาแล้วจะแก้อย่างไร เพราะว่าเราเปิดเสรี เราให้เขาออกไปอยู่ในกํากับมากแล้ว การส่งเสริม มหาวิทยาลัยบรรษัทบางครั้งก็เป็นบรรษัทจนมีเงื่อนไขมาก ก็จะเป็นการไม่แก้ปัญหาที่ถูกจุด ที่จริงก็ควรจะลดการเป็นบรรษัทลงแล้วเอาความเป็นมนุษย์กลับคืนมา ไม่ใช่ไปเพิ่มระบบ ราชการในการไปกํากับดูแลมหาวิทยาลัย

ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่ท่านเสนอในรายงานก็ดูเหมือนจะดี แต่ว่าท่านจะ ไปแก้อย่างไรโดยการมีบูโรเครซี (Bureaucracy) ระบบราชการเข้าไปเพราะว่าเขาออกไป นอกระบบหมดแล้ว ท่านก็พูดเองว่าการบริหารสิ้นสุดอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้ว ควรจะลดขนาดของ สกอ. หรือปรับโครงสร้างอุดมศึกษาให้มีอิสระมากขึ้น แล้วใช้กลไก ตรวจสอบกันเองที่มีอยู่แล้ว หรือกลไกจากภายนอก หรือท่านก็ปรับ สกอ. เลย เอาอาจารย์ มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ เก่ง ๆ มีคุณธรรมไปเป็นประธาน สกอ. ท่านก็จะแก้ได้ดีที่สุด แล้วความไม่โปร่งใส จริง ๆ เขามีหน่วยงานภายนอก อย่างปัญหาเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีปัญหาก็เอา ปปง. เข้าไป ไม่เห็นต้องมีกระทรวงใหม่เลย ตั้งกระทรวงใหม่ก็จะมีรัฐมนตรีเพิ่ม มีหน่วยงานเพิ่ม มีงบประมาณเพิ่ม เป็นเป้าประสงค์ หรือท่านกําลังเสนอให้รัฐบาลทําในสิ่งที่สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลพูดไว้ตอนรับนโยบาย คือจะลดขนาดการจัดการภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการที่เป็นอยู่ ถามว่า กระทรวงอุดมศึกษาจะตอบโจทย์นี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ต้องขอทักท้วงว่าการเสนอตั้ง กระทรวงอุดมศึกษา จะไม่ได้เป็นประโยชน์เพื่อปฏิรูปอุดมศึกษาเลย ไม่ได้ปฏิรูปมหาวิทยาลัยด้วย ดูเหมือนจะเป็น การทําเพื่อกลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางคนที่อาจจะไม่ค่อยชอบกระทรวงศึกษาธิการ แต่เราควรจะแก้ที่ต้นตอคือปรับโครงสร้าง สกอ. เอาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ มีคุณธรรม ไปเป็นกรรมการ สกอ. จะง่ายกว่าเยอะเลย ก็ขออภิปรายไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายนิกร จํานง 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นเรื่องแผนการปฏิรูประบบการศึกษา อยากจะ เรียนว่าในภาพรวมการปฏิรูปการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นงานที่ผมมองว่าสําคัญมาก เนื่องจากเป็นระดับที่จบการศึกษาแล้ว เป็นข้อต่อสุดท้ายที่จะเข้าไปสู่การทํางานในการ ประกอบอาชีพ ก็สุดทางแล้วในการดําเนินการต่อไป การพิจารณาครั้งนี้อยากจะเรียนว่า ผมเองแม้ไม่ใช่เป็นนักการศึกษา ผมเป็นนักวิเคราะห์นโยบาย ก็จะมองไปทางด้านนี้ ผมเอง เคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยทักษิณในยุคก่อตั้งชุดแรกที่ตั้งมหาวิทยาลัยทักษิณขึ้นมา ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ ยุคนั้นมีทบวงมหาวิทยาลัยเป็นคนจัดตั้ง เป็นกรรมการส่งเสริม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาก่อน เป็นประธานกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัย ราชภัฏสงขลา ผมดํารงตําแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ๒ ท่าน ท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา และท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร คิดว่าคงจะมีประสบการณ์ในเชิงบริหารอยู่บ้างที่จะมานําเสนอเพื่อเป็นการให้ความเห็น ต่อเรื่องนี้ ก็อยากจะเรียนว่าระบบการศึกษาไทยที่ผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่ว่าจําเป็นจะต้อง ปฏิรูปกันอย่างเอาจริงเอาจังมาก แล้วก็ชัดเจนว่า กรธ. ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ จ. ด้านการศึกษา ตั้งกรรมการขึ้นมาดําเนินการให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน มีการดําเนินการตั้งแต่วันประกาศรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ก็มีการตั้งกรรมการขึ้นมาแล้ว ต่อแรงงานนี้ถือเป็นเรื่องสําคัญค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามผมยังมองว่าในความเห็น ส่วนตัวแล้วจากประสบการณ์ที่ว่าในเชิงวิเคราะห์นโยบายยังมีเนื้อหาบางจุดที่สมควร จะต้องสร้างความชัดเจน การจัดทําข้อมูล บทวิเคราะห์ และครอบคลุมให้มากกว่านี้ แค่นี้คงไม่สามารถจะบรรลุได้ ผมยังเห็นว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร ผมมีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง จากประเด็นที่ได้กล่าวแล้วว่า จากการวิเคราะห์ก็คือ

ประเด็นแรก เรื่องเป้าหมายและวิธีการต่อเรื่องนี้ จากสภาพระบบการศึกษา เราจะเห็นว่าขณะนี้มีปัญหาเรื่องความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลําบากมากสําหรับประเทศ ขนาดเล็กแบบเรา เราเองก็ตามเขาเยอะ ระบบการศึกษาหมายถึงว่าต้องอยู่ให้ได้ อยากจะ เรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น ขนาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการศึกษา ในการพัฒนายังตามความเร็วในการพัฒนาของประเทศหลัก ๆ ประเทศขนาดใหญ่ไม่ทัน ต้นทางที่เรายกมาอ้างในนี้ ผมยกตัวอย่าง มีการวิเคราะห์ว่าขณะนี้โลกเปลี่ยน เรามามอง ตามว่าหลักการที่สําคัญขณะนี้ที่เรามีการเปลี่ยนแปลงที่เราพูดถึงก็คือเทิร์ดเวฟ (Third Wave) ของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เป็นหลักคิดที่คลื่นลูกที่ ๓ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเป็นประเด็นที่มี การพูดกันมากและเป็นจริงตามนั้น ที่เรากําลังพูดถึงว่า ๔.๐ ที่เรากําลังพูดถึงเรื่องเทคโนโลยี เกี่ยวกับเรื่องอินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มาจากความเห็นตรงนั้น ของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ผมอยากจะเรียนว่างานสุดท้ายที่อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ได้พูดถึงที่ว่า สมควรจะเอามาพิจารณากันตรงนี้เรื่องสปีช (Speech) ตัวอย่างที่เราจะได้เทียบคือ เหมือนกับดูแล้วมาย้อนดูตัว อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ พูดไว้ในรีโวลูชันนารีเวลท์ (Revolutionary Wealth) หนังสือที่เขาเขียน น่าจะเป็นงานช่วงสุดท้าย เขียนกับไฮดี ทอฟฟ์เลอร์ ๒ คน เมื่อปี ๒๐๐๖ คือ ๑๐ ปีที่แล้ว เขาพูดไว้ว่าในประเทศต้นแบบที่เรากําลังอ้างอิงกันอยู่มาก ขณะนี้ก็คือสหรัฐอเมริกา ในประเทศนั้นความเร็วบนฟรีเวย์ (Freeway) ต่างกันมาก สร้างปัญหามาก เขาพูดถึงว่าในส่วนของบิซิเนส (Business) เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ในขณะที่ต่อมาก็คือว่าทางด้านเอ็นจีโอ (NGOs) หรือซิวิลโซไซตี (Civil Society) เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว ๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ผมจะเทียบให้ดูว่าการศึกษา อยู่ตรงไหน ต่อจากนั้นก็พูดถึงว่าในระบบประชาธิปไตยที่มีความเคลื่อนไหว ครอบครัว อเมริกันมีการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็ว ๖๐ ไมล์ นี่เราเทียบเป็นสเกล (Scale) ต่อฟรีเวย์ (Freeway) ๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมง องค์กรลูกจ้าง ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมง หน่วยราชการ ๒๕ ไมล์ ต่อชั่วโมง โรงเรียนลดลงมาแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนตัวเท่านั้นเอง ของการพัฒนา ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง การศึกษาแค่ ๑๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น ที่ต่ําลงมาก็คือ องค์กรระหว่างประเทศพวกยูเอ็น (UN) พวกนี้เขาประเมินว่ามีการเคลื่อนที่การพัฒนา ๕ ไมล์ต่อชั่วโมง องค์กรทางด้านการเมือง สถาบันทางการเมือง ๓ ไมล์ต่อชั่วโมง ที่สําคัญก็คือ องค์กรทางกฎหมาย ๑ ไมล์ต่อชั่วโมง ผมกําลังเทียบให้ดูว่าในประเทศมีการพัฒนาแบบนั้น มีประชาธิปไตยแบบนั้น มีการเคลื่อนที่การพัฒนาของระบบการศึกษาแค่ ๑๐ ไมล์ คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนที่ทั้งหมด ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าการเปลี่ยนแปลง ของโลกที่เราหันมาดูประเทศของเราเองยืนอยู่ตามลําพังก็ไม่ใช่ว่าจะได้ การเปลี่ยนแปลง เรากําลังเคลื่อนเข้าสู่ ๔.๐ ประเด็นก็คือว่าสิ่งเหล่านี้เรามีนวัตกรรมพอหรือยัง ยังไม่พอ เราก็ยังเลียนแบบตามเขาอยู่ตลอด ดังนั้นจุดสําคัญที่สุดขณะนี้ก็คือเป้าหมายต้องสนอง อยู่ ๒ มิติ ก็คือมีความเห็นว่าในเชิงเป้าหมายต้องตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่หมุนเร็วมาก เราอยู่ด้วยความยากลําบากถ้าประเมินไม่ถูก ประเด็นที่สําคัญทั้งนั้น เรื่องการศึกษา เราต้องประเมินสิ่งนี้ถูก ดังนั้นการจะดําเนินการถ้ามองตรงนี้ไม่ออกแล้ว เราพัฒนาอย่างไรก็ตามหลังตลอด แล้วจะมีปัญหา บางทีการพัฒนาสร้างปัญหาในตัวเอง เสียด้วยซ้ํา เพราะว่าลักษณะที่เขาพูดถึงความเร็วตรงนี้มันแคลช (Clash) มีการกระทบ กระแทก สิ่งหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว มันหมุนรอบ แล้วที่เคลื่อนช้าไปขวางเขา ก็ถูกที่ เคลื่อนที่เร็วมาชนจนล็อกติดกันไปหมด อ็อบสตรักต์ (Obstruct) คือว่าบล็อกกันไปหมด ประเด็นตรงนี้เองจะเป็นเป้าหมายที่ในรายงานของท่านมีการพิจารณาถึงเรื่องเป้าหมาย ที่เคลื่อนที่แบบนี้ แค่ไหน เพียงไร ผมเห็นปัญหาอยู่ที่ว่าครูผู้สอน ผู้บริหารเน้นเหมือนบุคลากร เป็นหลักในรายงานฉบับนี้ ว่าผู้บริหารไม่ได้มาอย่างนี้ ไม่ได้เป็นรองศาสตราจารย์ แต่ปัญหา เรื่องเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่แบบนี้เราจะดีล (Deal) กับมันอย่างไร มีการนําเสนอไว้ หรือไม่ อย่างไรในส่วนนี้ ส่วนที่ ๒ อยู่ในส่วนนี้เหมือนกันว่าเราเองเป็นประเทศเล็กก็จริง แต่เราก็มีสถานะคือว่าการศึกษาเพื่อความเป็นไทย เหมือนกับว่าเราจําเป็นต้องออกไปสู่ ทะเลใหญ่ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันการศึกษาของเราต้องมีโยงกับท่าที่เราออกไปคือ ความเป็นไทยนั่นเอง ไม่อย่างนั้นเรากลายเป็นเรือที่ไม่มีสัญชาติ เป็นเรือที่ไม่มีธง พอไปพัฒนา เราจะหลงทางอยู่กลางทะเลกว้างใหญ่ ในระบบการศึกษากลับเข้าฝั่งไม่ถูก เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นจุดที่เหมือนอยู่ตรงข้าม ๑. เข้าใจทะเลใหญ่ให้ได้ว่ามีคลื่นลม มีความเปลี่ยนแปลง อย่างไร ในขณะเดียวกันต้องมีท่าของตัวเองก็คือมีเดสทิเนชัน (Destination) ของตัวเองว่า เราจะไปทําประโยชน์แล้วกลับเข้าท่าคือประเทศของเรา ความเป็นไทยในการศึกษา เป็นเรื่องใหญ่พอกับเรื่องความเข้าใจโลกเหมือนกัน ในนี้ถ้าเราพูดถึงเป้าหมายต้องเขียนชัด ต้องมีประเด็นชัด ไม่อย่างนั้นเราจะทําโดยการเคลื่อนที่ เขาบอกว่าถ้าเรือลอยอยู่ในทะเล แม้ว่าจะมีน้ํามัน ถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมันจะลอยลําแล้วน้ํามันก็หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ไปถึงไหนเลย ผมยังมองไม่เห็นว่าเป้าหมายและวิธีตรงนี้จะอยู่อย่างไร เรามาพูดถึงวิธีการครับ วิธีการที่สําคัญขณะนี้ก็คือด้านองค์กรหรือโครงสร้าง ผมทราบว่ามีการพยายามพูดคุยกัน หลายครั้งในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นไปแล้วในการแยกตัวออกมา ก็คือเดิมที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่าเรามีทบวงมหาวิทยาลัย แล้วเราก็ดึงทบวงมหาวิทยาลัยไปรวมตอนเราปฏิรูปการศึกษา ขณะนี้ในนี้ได้มีการเสนอไว้ว่า มีเหตุผล ๔ ประการ คือการรวมกันอยู่กระทรวงศึกษาธิการมีความเทอะทะ การรวมกันกับ กระทรวงศึกษาธิการถูกรบกวนจากปัญหาอื่น กระทรวงศึกษาธิการต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทันสมัย ต้องอิสระ การบริหารจัดการตามแนวดิ่ง เสนอขึ้นมาต้องการจะแยกในหน้า ๕๑ หรือ ๕๒ ที่ท่านเสนอ ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าเราเคยอยู่ข้างนอกแล้วก็ดึงทบวงมหาวิทยาลัย กลับไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เราเคยทํามาแล้ว ถ้าจะชัดตรงนี้ก็พรูฟ (Prove) ความผิด มาเป็นการเลิร์นนิง บาย มิสเทกส์ (Learning by Mistakes) หรือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดว่า ที่ดึงมาตรงนั้นผิด ดังนั้นต้องกลับไป ๒ อย่างก็คือว่าผิดตรงไหน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าไปแล้ว มันจะบวกตรงไหน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าเสนออย่างนี้เพียงแต่ข้อมูลเท่านี้ไม่พอ และผมไม่เชื่อว่า เขาจะยอม เพราะการเคลื่อนมาครั้งหนึ่ง การกลับออกไปอีกครั้งหนึ่งไม่ใช่ของเล่น เด็กกลายเป็นหนูทดลองมาตลอดในประเทศนี้ ทดลองระบบการศึกษาที่ผิดเพี้ยนแล้วก็ มีปัญหากับเด็ก มีปัญหากับระบบการศึกษามาตลอดไม่พัฒนาเลย อันนี้เหมือนเรื่องใหญ่มาก ขึ้นไปอีก เป็นเหมือนกับการย้ายบ้านย้ายไปย้ายมา เพราะฉะนั้นต้องมีเหตุผลว่าอยู่ตรงนี้ ไม่ได้แล้วคุณกลับมาอยู่ทําไม อธิบายด้วยตรงนั้นว่าผิดพลาดตรงไหนในส่วนนั้น

ประเด็นต่อมา ปัญหาเรื่องคุณภาพ เราทําระบบการศึกษามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบไปอยู่แล้วก็ดําเนินการ ตรงนี้ถามว่าทําไมทําอย่างนั้น เพราะว่าระบบของรัฐ เราดูแลไม่ได้เขาก็ออกกันไป พอออกกันไปมีลักษณะที่ว่าการเคลื่อนที่ไป มีการดําเนินการ มีการสร้างวิชาขึ้นมาตามความต้องการ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่มีผิดสําแดงอยู่บ้างอย่างที่ ท่านสมาชิกได้พูดแล้ว แต่เราจะมาล้มทั้งระบบก็คงไม่ได้ ลักษณะที่ว่าจะแยกหน่วยออกไป คอยกํากับดูแล ก็คือแค่กํากับดูแลไม่ลงไปจัดการกับเขา ให้เขาโตของเขา เพียงแต่ปัญหา ที่มีอยู่ตอนหลังผิดเพี้ยนไปบ้างก็แก้เสีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญหาทั้งระบบที่ว่านี้ ผมยังไม่ตัดสินใจตราบใดที่ท่านไม่ให้ข้อมูลชัดว่าควรจะกลับไปเป็นทบวงมหาวิทยาลัยอีก หรือไม่ หรือเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่ใหญ่ จริง ๆ มีข้อดีข้อเสียอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้มีการพูดชัด ถ้าพูดชัดก็ว่ากันอีกทีว่าควรจะมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นเสนอไปก็ไม่เกิดผลหรอก เพราะถ้า เหตุผลไม่ชัดว่าที่มาอย่างไร แล้วทําไมถึงไป ในส่วนเรื่องการยกระดับผมอยากจะเรียนว่า สิ่งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่ท่านเสนอขึ้นมาก็คือการทําเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เรื่องนี้ ต้องยืนยันว่าเห็นด้วยมาก ผมเองไปดูแลเรื่องมหาวิทยาลัยท้องถิ่นซึ่งเป็นจํานวนมากก็คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วในการประชุมคณาจารย์เราพบปัญหาบางอย่างว่านักศึกษาเอง มีความรู้สึกอินฟีเรีย (Inferior) หรือมีความรู้สึกด้อย เราก็คุยกัน คุยกันไปศึกษากันไปภายในว่า จริง ๆ แล้วตรงนี้การค้นหาลักษณะเฉพาะตัวเฉพาะทางที่เด่นเป็นความจําเป็นมาก ในการดํารงตรงนั้น ผมยังบอกกับอาจารย์ที่คุย ๆ กันอยู่ว่าเหตุที่เด็กเดินแล้วหลบเขา เพราะอาจารย์ก็รู้สึกด้อย เป็นอาจารย์หัวเมือง เป็นอาจารย์ในชนบท เป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วพอเข้ามากรุงเทพฯ เหมือนจะรู้สึกสู้มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เขาไม่ได้ เดินหลบ ๆ เหมือนกัน แล้วลูกศิษย์จะไม่หลบได้อย่างไร ทําไมเราไม่ย้อนกลับไปหาว่า ที่ตรงนั้นมีลักษณะพิเศษ อย่างฝึกหัดครู ท่านประธานครับ ลักษณะของเด็กเล็กที่เรามีปัญหา เรื่องการศึกษา การผลิตครูในโรงเรียนฝึกหัดครูที่ตอนหลังเป็นวิทยาลัยครู แล้วตอนหลังมา เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏมันยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ในหลายประเทศเขาเอาคนที่เป็นครูคือ ท็อปคลาส (Top Class) สูงสุดของการศึกษาเอามาสอนเป็นครูเพราะว่าเป็นแม่พิมพ์ ที่จําเป็นต้องใช้เนื้อของสารที่ดี มีลักษณะที่ดี ของเรากลายเป็นว่าสลายไปหมด ความเป็น ครูฝึกหัด การสอนวัยเด็กอะไรต่าง ๆ มันกลายเป็นจุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อน แต่จุดอ่อน กลายเป็นจุดแข็ง มีการเสนอแล้วว่าพยายามที่จะสร้างภาควิชาขึ้นมา คณะขึ้นมา แล้วก็ ไปทําแพทย์อย่างนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทําได้ แต่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏ วิชาการยางในภาคใต้ที่ท่านเสนอขึ้นมาจําเป็นจะต้องมี วิชาเรื่องศาสนาเกี่ยวกับอิสลามศึกษา จําเป็นต้องมีในภาคใต้ ภาคเหนืออาจจะเป็นอย่างอื่น เรื่องชาติพันธุ์อะไรก็ว่ากันไป เรามีลักษณะเด่นแต่เราไม่ใช้ เราก็ไปโตแข่งกันในลักษณะที่เราสู้ไม่ได้ ดังนั้นการกลับไปเป็น คลัสเตอร์ (Cluster) ก็ดี การกลับไปหาจุดเด่นแล้วก็ให้ทุกคนยืนหลังตรง อาจารย์ก็ยืนหลังตรงด้วยความภูมิใจ ผู้ที่ศึกษาตรงนี้เขาไม่เข้ากรุงเทพฯ เพราะว่าเขาอยู่ที่นั่นได้ เขาอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่มากนัก ไม่สามารถมาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ในพื้นที่ ทําเสร็จแล้วดูแลพื้นที่ไป พัฒนาพื้นที่ไป คลัสเตอร์ (Cluster) ตรงนี้จะไปสอดรับกับตัวคลัสเตอร์ (Cluster) ที่เราแบ่งออกไปในการพัฒนาประเทศ จะสอดคล้องมากแล้วมีคุณค่ามาก แต่ที่เป็นอยู่ก็คือไปผลิตในสิ่งที่ว่าไม่มีความจําเป็น หรือผลิตในสิ่งที่แพ้เขาอยู่แล้ว แล้วเราจะชนะได้อย่างไร ผมมีปัญหาที่ต้องการความชัดเจน เรื่องเป้าหมายวิธีการไม่ชัดไม่พอ ต่อจากนั้นเรื่ององค์กร วิธีการจัดการ ก็คือองค์กรที่ว่า ยังมีปัญหาไม่ชัดเจนว่าทําไมต้องออก ทําไมต้องอยู่ คือเสนอแค่นี้ไม่พอ แต่ส่วนที่เห็นด้วย เป็นอย่างมากก็คือเรื่องการแยกคลัสเตอร์ (Cluster) ทําให้อุดมศึกษาที่มีอยู่ในท้องถิ่นดูแล ท้องถิ่นแล้วเขาควรจะมีความภาคภูมิใจ ตรงนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมเสนอ ด้วยความเคารพเพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ เพราะเป็นต้นน้ําในการพัฒนา หรือความล้มเหลวของเรา ดังนั้นอยากเสนอความเห็น แล้วคิดว่าอยากจะให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพื่อจะได้พัฒนาประเทศร่วมกัน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านที่ ๓ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นต้องขอคัดค้านประโยคของท่านอาจารย์วินัย กรรมาธิการ นิดหนึ่งครับว่า จีนมีระบบการศึกษาที่เสรี อันนี้คงจะอ้างลําบากเพราะว่าเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์เผด็จการ ผมแน่ใจว่าอธิการบดีและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจีนทุกมหาวิทยาลัยไม่มีสิทธิ เสรีภาพ อยากจะขอให้ท่านอาจารย์อ้างประเทศอื่น ๆ ที่มีการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ทําให้ระบบการศึกษานั้นมีความเป็นเสรีแล้วมีความเป็นเลิศทางปัญญาจะดีกว่า ขอความกรุณา อย่าอ้างจีนเลย นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือว่าก่อนที่อ่านเอกสารผมก็คิดว่าในเอกสารผลงานของ คณะกรรมาธิการคงจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ความสําเร็จมากน้อยของการที่มีมหาวิทยาลัย ออกไปนอกระบบ แล้วที่ยังอยู่ในระบบก็น่าจะมีการวิเคราะห์แล้วก็เปรียบเทียบว่า อะไรเป็นประเด็นปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร เพราะว่าเราอยู่ในสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ ต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่งว่าจะให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐควบคุม สนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป จะให้ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยบริหารตนเองแล้วก็ต้อง ลดการพึ่งพาภาษีของราษฎรเป็นลําดับ น่าจะเป็นสิ่งที่เราจะได้มาศึกษาแล้วก็คุยกัน

ประเด็นที่ ๓ ไม่ได้พูดเลยว่าบทบาทของที่ประชุมอธิการบดีในส่วนรวมนั้น ที่มีมามีกฎหมายควบคุมกํากับนั้นได้มีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมความเป็นเลิศ ทางด้านวิชาการทั้งในการสอนและการค้นคว้าวิจัย แล้วก็มีการประสานงานระหว่าง ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐ อันนี้รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล กับทางกลุ่มของมหาวิทยาลัยเอกชนหรือไม่ มากน้อยอย่างไร

ประเด็นที่ ๔ พูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ว่าอยากจะให้มหาวิทยาลัยแยกออกมาจาก กระทรวงศึกษาธิการ ในขณะเดียวก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่าที่สภา สนช. อาจจะมีการยกร่างกฎหมาย เพื่อจะให้มีการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ทําให้มีความรู้สึกว่ามีการเตี๊ยมกันหรือเปล่า ผมไม่อยากจะมีอคติ คือจะทําอะไร ไม่ทําอะไร ก็พูดให้ชัดดีกว่า เราจะได้วิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ช่วยกันคิดช่วยกันทําในการที่จะส่งเสริมความเป็นเลิศอุดมศึกษาของไทย แต่ผมขอเสนอ เป็น ๒ ทางด้วยกัน คือโอนภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบ เกี่ยวกับอุดมศึกษาทั้งหมดไปให้ที่ประชุมอธิการบดี เพราะมีกฎหมายรองรับจะต้องแก้ กฎหมายตรงไหนเพื่อจะเพิ่มอํานาจ ลดอํานาจอะไรก็ว่ากันไป แล้วเป็นการส่งเสริม ประชาธิปไตยในระดับอุดมศึกษาเพราะว่ามีมหาวิทยาลัยของรัฐหรือว่าของประเทศไทย รวมทั้งหมดเกือบ ๒๐๐ แห่ง ถ้าเขาสามารถที่จะปกครองตนเองได้เราก็ยกเลิกคณะกรรมการ อุดมศึกษาที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ สกอ. และเราไม่ต้องคิดที่จะต้องมาตั้งกระทรวงใหม่ ก็ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านอธิการบดีที่เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการศึกษา ท่านดูแลตนเอง เป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมประชาธิปไตยจะดีกว่า ส่วนจะมีคณะกรรมการประสาน ระหว่างที่ประชุมอธิการบดีที่จะดูแลกันเองนั้น กับคณะรัฐบาลผ่านทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการก็สามารถที่จะมีคณะกรรมการประสานงานได้ เพราะอย่างไรก็ต้อง ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องเตรียมเด็กประถม เด็กมัธยมเพื่อจะนําไปสู่มหาวิทยาลัยไม่ให้มีการขาดตอน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือเป็นทบวงอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการได้ไหม มอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการดูแลเรื่องของมหาวิทยาลัยทั้งหมด เป็นคล้าย ๆ กับกึ่งทบวงในสังกัด ของกระทรวงศึกษา ก็ไม่ต้องมีการสร้างคนขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องมีการใช้งบประมาณ ไม่ต้องมี การทําองค์กรขึ้นมาใหม่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเพื่อจะให้มีการโยงใย แต่ว่าทั้งหมดก็ต้องกลับไป ที่ว่าจะให้อยู่ในระบบทั้งหมดหรือว่าจะออกไปนอกระบบ เป็นหัวมังกุท้ายมังกรไม่ได้นะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้พูดเลย ต้องพูดให้ชัดว่าเรตติง (Ratting) การประเมินคุณค่ามหาวิทยาลัยของไทยโดยองค์กรกลาง จะเป็นของสหประชาชาติ ของโออีซีดี (OECD) หรือว่าจะเป็นของอื่น ๆ นั้น ณ วันนี้มหาวิทยาลัยของไทยโดยองค์รวม อยู่ตรงไหน แล้วเท่าที่ผมทราบคิดว่ามีแค่มหาวิทยาลัยมหิดลเท่านั้นที่พอจะติดอันดับของ เอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ประมาณสักที่ ๒๐๐ แต่เราไม่ได้อยู่ในท็อป (Top) ๑๐๐ หรือ ๕๐ เลย เท่ากับว่าเราไม่มีความเป็นเลิศไม่ว่าในแขนงวิชาการใด ๆ ทั้งที่แพทย์ของเราก็ดี วิศวกรก็ดี สถาปนิกของเราก็ดี ไปทํางานอยู่ที่สิงคโปร์มากมาย ที่ฮ่องกงแล้วก็ในประเทศ อื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา เป็นประเด็นปัญหาอะไรถึงไม่ได้รับการยอมรับหรือรับรอง ถ้าเรา ปฏิรูปเรื่องอุดมศึกษาก็ต้องบอกว่าจะเสริมสร้างความเป็นเลิศมหาวิทยาลัยของไทยก็ต้อง มีการกําหนดกัน จะโดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีว่าเราจะไปกันกี่แขนง ผมก็อยากจะทอนกลับมาที่รูปลักษณะของสังคมไทย ทางด้านเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า อีโคโนมิกส์รีจีม (Economics Regime) พื้นฐานของเราคือการบริการ จะเป็นการท่องเที่ยว การแพทย์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นศูนย์กลางคมนาคม เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) การบิน การเดินทางบนบก ทางรถไฟที่ได้พูดกันหลายครั้งแล้วก็บอกว่าเราเป็นแหล่งอาหาร ของโลก รวมทั้งอาหารฮาลาลที่ท่านดอกเตอร์วินัยเป็นเบอร์ ๑ ของประเทศไทย ณ วันนี้ด้วย แล้วเราก็มีพืชเกษตรมากมาย แต่ว่าเราจะขายเป็นอาหารอย่างเดียวไม่ได้ และผมก็ได้ พูดในสภานี้ว่าต้องมีการวิจัยเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากตัวพืชหรือตัวต้นไม้ ผลไม้ ใบไม้ รากไม้ ให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ในลําน้ําและในทะเลด้วย ในขณะเดียวกันก็บอกว่าเรื่องไซเบอร์ (Cyber) การโทรคมนาคมสื่อสารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจข้างหน้าจะต้องรองรับด้วยระบบไอที (IT) การสื่อสาร การคมนาคมเรื่องไซเบอร์ (Cyber) ทั้งหลายแล้ว มหาวิทยาลัยของไทยอยู่ที่ไหน ผมเคยอภิปรายที่นี่ว่าเราจะตั้ง หน่วยงานโน้นนี้อะไรต่าง ๆ แล้วเราจะผลิตบุคลากรอย่างไรเพื่อให้ใช้เป็น เลือกเป็น และที่สําคัญคือเราผลิตชิ้นส่วนได้ไหมก็จะไปโยงกับอุตสาหกรรมไอที (IT) จะมีอุตสาหกรรมได้ มันก็ต้องมีการค้นคว้าวิจัยในมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าในคณะกรรมการคงจะมาเสนอว่าต่อไปนี้ทุกมหาวิทยาลัยของไทยจะต้องเป็น การวิจัยร้อยละ ๕๐ อีกร้อยละ ๕๐ เป็นการสอนหนังสือ แล้วผมก็ได้เคยอภิปรายในที่นี้ และเคยไปบรรยายในหลายมหาวิทยาลัย สมมุติว่าทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ก็มีทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มีมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ ๔-๕ มหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกนั้น ผมก็ขอเสนอว่าให้อธิการบดีประชุมกันแล้วก็ บอกว่า ๔-๕ มหาวิทยาลัยนั้นจะรวมกันในการที่สร้างความเป็นเลิศในภาคตะวันออก ได้อย่างไร ซึ่งมีประมง มีพืชเกษตร มีอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี มีกิจการท่าเรือน้ําลึก มีสนามบินอู่ตะเภา แล้วก็มีรัฐบาลชุดนี้ที่อยากจะให้มีเขตเศรษฐกิจหรือว่าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ก็ต้องถามว่าแล้วมหาวิทยาลัยเหล่านี้จะรองรับอนาคตของภาคตะวันออกของประเทศไทย ได้อย่างไร แต่ละมหาวิทยาลัยจะแบ่งกันทําหรือว่าจะร่วมกันทําเป็นจอยต์ รีเสิร์ช แอ็กทิวิตีส์ (Joint Research Activities) ได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการเอาเรื่อง เหล่านี้ไปนั่งคิดอีกทีหนึ่งแล้วก็จะได้วางฐาน อีกอันหนึ่งที่ผมไม่ค่อยสบายใจและเพื่อนสมาชิก ได้พูดไว้แล้ว จะทําอะไรสักทีต้องมีกฎเกณฑ์แล้วก็ต้องไปบังคับมหาวิทยาลัยเขา อาจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์อะไรพวกนี้ปล่อยให้มหาวิทยาลัยเขาทํา รัฐบาลกลางไม่ต้องออกกฎเกณฑ์ ให้เขาดูแลตนเอง ส่วนการประเมินก็จะไปบอกให้มหาวิทยาลัยต้องประเมินตนเอง หรือจะมี องค์กรกลางที่กระทรวงศึกษาธิการไปประเมินก็ไม่มีองค์ความรู้ทั้งนั้น แต่ว่าประเทศไทย เป็นที่ตั้งขององค์การซีมีโอ (SEAMEO) และเราก็มียูนิเซฟ (UNICEF) อยู่ที่นี่ มียูเนสโก (UNESCO) อยู่ที่นี่ มีผู้แทนถาวรประจํายูเนสโก (UNESCO) อยู่ที่กรุงปารีส แล้วก็มีสมาคม มหาวิทยาลัยระหว่างประเทศหลายแห่ง เราก็เอาผู้ชํานาญการจากข้างนอก แล้วเขาอาจจะ ทํางานร่วมกับคนไทยบางคนที่เก่งแล้วก็มาทําการประเมิน อย่าให้มหาวิทยาลัยทําเองผมว่า ไม่ค่อยจะถูกต้อง กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้มีคอมพีเทนซี (Competency) ขีดความสามารถ แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เป็นเอกซ์เซอร์ไซส์ (Exercise) ทํากันไปอย่างนั้นเอง เพราะจะต้องทํา ไม่ใช่ เพราะว่าเราไม่อยู่ใน ๒๐๐ แรกของมหาวิทยาลัยของโลก หรือว่าของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก (Asia Pacific) นั่นน่าจะเป็นเป้าหมายที่เราควรทํา

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งผมได้เคยพูด ได้เขียนบทความ ได้ให้สัมภาษณ์ไป ผมอยากจะยกตัวอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีทรัพย์สินมรดกที่สามย่านมากมาย ผมขอเสนอด้วยนะครับ และควรจะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปอุดมศึกษา ให้แยกเรื่องทรัพย์สิน และรายได้ของมหาวิทยาลัยออกจากการบริหารมหาวิทยาลัยทางด้านวิชาการ แล้วก็ต้อง มีคณะกรรมการหรืออะไรตั้งเข้าไปต่างหาก ไม่ใช่อธิการบดีนั่งควบ ๒ ตําแหน่ง แล้วถ้าเป็น บริษัทแห่งชาติได้เพื่อดูแลรายได้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยน่าจะกระทํา และผมขอเสนอว่า รายได้นั้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปพัฒนาสวัสดิการของพนักงานข้าราชการ อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์นํามา เพื่อการศึกษาและการวิจัย แล้วก็เสริมสร้างความเป็นเลิศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในบางแขนงวิชา อันนี้ต้องพูดกันให้ชัด ขอเสนอไว้ ผมก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลก็มีที่ดินมากมาย เมื่อจะทําอย่างนั้นผมพูดถึงสวัสดิการผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทําไมนิสิตนักศึกษาต้องไปเช่า อพาร์ตเมนต์ (Apartment) ของเอกชน ทําไมไม่เอารายได้เหล่านี้รวมทั้งงบประมาณกลางนั้น กลับมาสร้างหอพักให้เกิดชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าแคมปัสไลฟ์ (Campus Life) ให้เป็น กิจจะลักษณะ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือผมขอให้แยกอธิการบดีเป็น ๒ คน ให้มี ๒ คน อธิการบดี ฝ่ายการบริหารจัดการองค์กรแอดมินิสเทรทิฟไดเรกเตอร์ (Administrative Director) แล้วก็ มีอธิการบดีที่ภาษาเมืองนอกเขาเรียกว่าพรอกเตอร์ (Proctor) ถ้าผมจําไม่ผิด ทางด้าน อธิการบดีฝ่ายวิชาการ นั่นอันที่ ๑ อันที่ ๒ ต้องมีกฎเกณฑ์ว่าสภามหาวิทยาลัยนั้น ขอความกรุณาไม่ให้มีนักการเมือง อดีตนักการเมืองเข้ามาได้ไหมครับ ทําไมต้องเอา นักการเมืองเข้าไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่มีนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของมาเฟีย (Mafia) อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เข้ามา แล้วนายกสภามหาวิทยาลัยก็ต้องมีอายุด้วย ท่านอาจจะเก่ง เมื่อตอนอายุ ๔๕ ปี แต่ว่าตอนนี้อายุใกล้ ๘๐ แล้ว ก็เวียนกันไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ไปเป็นอธิการบดี แต่ไม่ค่อยจะทันสมัยนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ภายในแต่ละมหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ จะต้องให้มีความเป็นประชาธิปไตย คือภารโรง พนักงานขับรถ พนักงานธุรการ สมาคมนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารส่วนกลางทั้งหมดจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความเป็นไป ในแต่ละมหาวิทยาลัย แล้วจะต้องให้เขาได้ลงคะแนน การลงคะแนนไม่ใช่การเมือง การลงคะแนนเป็นสิทธิมนุษยชน ผมขออย่าให้มีการสับสนเรื่องการเลือกตั้ง กับเรื่องของ การเมือง อันนี้ไม่ใช่ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะบอกว่าอะไรเลือกตั้งแล้วเป็นการเมือง การเมืองเลวแล้วต้องเลวหมด อันนี้ผมค่อนข้างจะผิดหวังกับวลีนี้นะครับ การเลือกตั้ง เป็นการแสดงซึ่งสิทธิและการมีส่วนร่วม แล้วก็การให้อํานาจพาร์ทิซิเพชัน (Participation) กับเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วภารโรงของมหาวิทยาลัย ก็ต้องมีสุ้มเสียงด้วย เพราะเราต้องการที่จะเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตย ต้องเริ่ม ที่สถาบันการศึกษาเป็นสําคัญ ผมมีเวลาแค่นี้ก็ขอพูดแค่นี้ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เนื่องจากมีผู้อภิปรายอีกหลายท่านมาก ผู้อภิปรายท่านถัดไป ดิฉันขอความกรุณาให้ช่วยกรุณารักษาเวลาการอภิปรายให้อยู่ภายใน ๑๐ นาทีด้วยนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี อดีตรองอธิการบดีแม่ฟ้าหลวง และอดีตคณบดีของ มหาวิทยาลัยอาเซียน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรียนเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

ขอขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิก เลขที่ ๖๙ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะที่ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี มีรายละเอียด มากพอสมควร คือค่อนข้างจะมากจากหลาย ๆ ฉบับที่ทํามา ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่า การปฏิรูปอุดมศึกษาหรือการขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ทํามาตั้งแต่เริ่มเปิดสภาแห่งนี้ คนที่ทําครั้งแรก ก็คือ สปท. ดอกเตอร์จุไรรัตน์เป็นคนทํา ก็มีรายละเอียดอยู่พอสมควร จากนั้นก็มาเป็นผม แล้วก็มาเป็นท่านอาจารย์อุทัย อยากจะเรียนว่าข้อมูลที่ให้มานี้เป็นข้อมูลเชิงการปฏิบัติ ของคนที่รู้ปัญหาของมหาวิทยาลัย แต่จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยต้องเรียนอย่างนี้ว่า มหาวิทยาลัยในภาษาอังกฤษเขาถือว่าเป็นระดับการศึกษาขั้นสูงสุดเทอร์เทียรีเอดูเคชัน (Tertiary Education) หรือไฮเออร์เอดูเคชัน (Higher Education) ในภาษาไทยเราก็ใช้ ภาษาที่ดีมาก คือเรียกว่าอุดมศึกษา เป็นการศึกษาขั้นอุดม จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยอาจจะมีความสับสนในเรื่องบริบทที่สําคัญ ๆ ตัวอย่างคือการมีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่แล้วคนมักจะเกรงใจ พอเป็นศาสตราจารย์จบปริญญาเอกเลย ถูกเรียกว่าดอกเตอร์ ก็จะทําให้เข้าใจผิดว่าเขาเก่งเชี่ยวชาญไปหมดทุกเรื่อง ท่านต้อง ไม่ลืมนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผมมักจะยกอยู่เสมอ มาตรา ๓๔ วรรคสอง ความเป็นเลิศ ของอาจารย์มหาวิทยาลัย คือจะให้การคุ้มครองเรื่องอะคาเดมิกฟรีดอม (Academic Freedom) หรือความเป็นอิสระทางวิชาการไว้ชัดเจนแล้ว อันนี้เป็นประเด็นเดียวที่อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือข้าราชการมหาวิทยาลัยมีอิสระที่จะดําเนินการต่าง ๆ เชิงวิชาการที่ไม่ทับซ้อน ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือว่าไปทับกับสิทธิส่วนบุคคลอื่น อันนี้ต้องโพรเทกต์ (Protect) ไว้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในภาพรวมทั่ว ๆ ไปท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อธิบายบ้างแล้ว อันนี้ คือปัญหาเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างในมหาวิทยาลัย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่ามหาวิทยาลัยตั้งขึ้นมา หรืออุดมศึกษาตั้งขึ้นมาในประเทศไทย เป็นความคิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ในปลายรัชกาลของพระองค์ท่าน ต้องการให้เกิดมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่ารัตนโกสินทร์ สากลวิทยาลัย คําว่าสากลวิทยาลัยก็มาจากยูนิเวอร์ซิตี (University) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า มหาวิทยาลัย คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมีคณะองค์กรต่าง ๆ มากมายก็เลียนแบบกันไป ผมเองเคยเป็นนักเรียนเก่าทั้งอังกฤษ ทั้งสหรัฐอเมริกา ทั้งออสเตรเลียและอินเดีย เคยดูงาน เคยฝึกอบรมการบริหารที่ออกซ์ฟอร์ดและออสเตรเลียมา เราก็พบว่ากระบวนการ คิดของเราอาจจะคลาดเคลื่อน อาจารย์มหาวิทยาลัยเขาตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรหลัก ในการพัฒนาประเทศ เพราะว่าทําหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตตรี โท แล้วก็เอก สถาบันคาร์เนกี เมลลอนของสหรัฐอเมริกาเขาจะบอกว่าปริญญาเอกก็คือคนที่แอดวานซิง โนว์เลจ ทู เดอะ นิว ฟรอนเทียร์ ออฟ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี (Advancing knowledge to the new frontier of science technology) คือพยายามทําให้ทุกอย่างให้ไกลสุดไปถึงขอบสุดของวิทยาการ ผมเรียนเลยว่าเมื่อรัฐบาลนี้ คสช. ต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศไทยที่หลุดจาก รายได้ปานกลาง ๔.๐ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาของทั้งประเทศกรุปปิง (Grouping) ที่จัดไว้ดี แต่การบริหารจัดการอย่างนี้คงไม่ใช่ คนที่มานั่งบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ควรจะเป็นบุคคลที่ยอมรับความจริงว่า ๑. ต้องมีภูมิปัญหาตามสมควร อาจจะเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยหรือใครก็ได้ แต่ต้องรู้บริบทว่าฉันมาเป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรีต้องบริหาร ตามราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่ว่าไปเกรงกลัวเกรงใจมหาวิทยาลัยเกินไป ต้องดูก่อนว่า มหาวิทยาลัยรองรับนโยบายอะไรของรัฐบาลบ้าง เมื่อนโยบายของรัฐบอกชัดเจนว่า ในมาตราต่าง ๆ มาตรา ๕๔ ต้องการผลิตคนที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ มาตรา ๖๙ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ต้องการที่จะสร้างศักยภาพประเทศไทยในการแข่งขัน ให้ทัดเทียมกันเป็นไทย ๔.๐ อันนี้ผู้บริหารต้องเข้าใจ ผมจึงเคยนําเสนอในที่ประชุมนี้ว่า อุดมศึกษาซึ่งเป็นแหล่งรวมของคนระดับที่มีความรู้สูงแล้วก็ผ่านบริบทของการศึกษา พัฒนาดูงานกันมาเยอะ มีลูกศิษย์เยอะ ท่านประธานอุทัยเอง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็มีลูกศิษย์มาก ผมเองก็ผ่านการบริหารจัดการมาเยอะ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ๘ แห่ง เคยดูงานต่างประเทศมาเยอะ เราเห็นว่าการคิดอย่างนี้มหาวิทยาลัยไทยเขาหวังดี ต่อประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม สิ่งเดียวที่ควรทําตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการสร้างตําแหน่งรัฐมนตรีใหม่ แต่ผมต้องการจะเห็นว่า โครงสร้างในการแก้ปัญหาของประเทศทุกกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคนทั้งนั้น แต่ความรู้ต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาของทุกกระทรวงทุกปัญหาแม้แต่ตํารวจก็มาจากการพัฒนา การวิจัย หน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือสอน วิจัย พัฒนา ส่งเสริมวิชาการและวัฒนธรรม ๔-๕ ข้อ เหมือนกันหมดครับ แต่การพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาของประเทศในกระทรวงต่าง ๆ จะเกิดได้ก็ต้องมาจากคนที่มีความรู้คือมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้ผมย้ําเสมอ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ปรับแล้ว ปรับเอาโครงสร้างของกระทรวงใหม่ ไม่ใช่เอาโจทย์เดิม ผมเรียนไปแล้วว่า โจทย์เดิมที่ต้องการจะตั้งกระทรวงอุดมศึกษาเป็นโจทย์สมัยที่ผมเป็นคณะกรรมการ การอุดมศึกษา เราพยายามคิดกันว่าเอาโจทย์นี้แล้วกัน แยกอุดมศึกษาออกมาเป็น กระทรวงใหม่ตอนนั้น ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ แล้วเอาโจทย์นี้มาพูดวันนี้อีกซึ่งล้าสมัยไป มันไม่ใช่ยุคของท่าน พลเอก ประยุทธ์นะครับ ยุคนี้ต้องการเป็น ๔.๐ กระทรวงอุดมศึกษา ต้องเป็นกระทรวงใหม่ ไม่มีรัฐมนตรีเพิ่มครับ เพียงแต่เอาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ แล้วมารวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วเอาดิจิทัลมาด้วย เพราะดิจิทัล คือโพรเซส (Process) ไม่ใช่ตัวจักรในการทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น มันเป็นเทคโนโลยี เป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศเพื่อไป ๔.๐ ดังนั้นกระทรวงใหม่คือกระทรวงอุดมศึกษา และวิทยาศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ เป็นแค่กระทรวงที่รองรับนโยบายยุทธศาสตร์ที่ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ทําอยู่แล้วประกาศออกมาแล้วพวกเราก็จะหมดอายุกัน สิ่งนี้ต่างหากที่เป็น ความจําเป็นที่ประเทศไทยต้องการผนึกกําลังสร้างอํานาจและความสมบูรณ์ตามที่ รัชกาลที่ ๕ เคยตรัสไว้เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๕๓ ประเทศไทยสมบูรณ์ไปหมดครับ แผ่นดินเราดีมากเป็นสุวรรณภูมิ แผ่นดินเรามีไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ดีมาก อันดับ ๘ แผ่นดินเราดีมากเพราะมีพระมหากษัตริย์ที่มีพระวิสัยทัศน์ก้าวไกลทุกพระองค์ ในราชวงศ์จักรี แผ่นดินเราเต็มไปด้วยสารพัดอย่างที่ดี เราไม่เคยมีความเดือดร้อน ในทุกเรื่องเลย แต่เราบริหารจัดการไม่ดี มหาวิทยาลัยเป็นตัวจักรสําคัญที่จะรองรับ ในการพัฒนาประเทศ เราพูดเรื่องรางรถไฟความเร็วสูง เราพูดถึงดิจิทัล เราพูดถึงพันธุกรรม เราพูดถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย ถามสิครับความรู้อยู่ที่ไหน ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกับมหาวิทยาลัยครับ แม้แต่เรื่องของไฟฟ้า ๒๔ ชั่วโมงในอนาคตที่ผมพยายาม เอ่ยเสมอก็คือว่า เราต้องรวมไฮโดรเจน ๒ ไอโซโทป เพื่อปล่อยนิวตรอนออกมาอย่างนี้ เป็นเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการ ใครที่จะทําเรื่องนี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้ ก็ต้องมหาวิทยาลัย ดังนั้นการสร้างองคาพยพใหม่ เป็นกระทรวงใหม่ไม่มีการเพิ่มรัฐมนตรี แต่หมายความว่าเราจัดองค์กรให้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเขาอยู่ด้วยกัน ผู้บริหารกระทรวง ก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องเป็นคนที่เก่งและรู้เรื่องตามสมควร ไม่ใช่ตามไม่ทันหรือว่าเกรงใจ อาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยแน่นอนครับเขารู้มาก แต่เขารู้เรื่องของเขา ตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง ก็ชัดเจนต้องคุ้มครองเขา แต่ถ้าเขาล้ําเส้น ทําตัวไม่เรียบร้อย หรือมีปัญหา มีคอร์รัปชันบ้าง ไม่ได้ครับ เพราะเขาใช้เงินงบประมาณแผ่นดินภาษีของเรา ผมว่ารัฐบาลต้องทําความเข้าใจใหม่แล้วครับ ๑. มหาวิทยาลัยใช้ภาษีของเรา ธรรมาภิบาล ต้องเกิดขึ้นก่อน อธิการบดีจะอยู่กี่สมัยตามที่เสนอมาผมเห็นด้วยนะครับ ไม่ควรอยู่ ๒ สมัย หรือไม่ควรจะไปอยู่ที่อื่น เว้นวรรค ๖ เดือนกลับมาเป็นที่เดิมอีก ๔ ปี ๘ ปี อันนี้ไม่เหมาะสม อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามข้อเสนอบางเรื่องในรายงานนี้ดีมาก บางเรื่องเป็นรายละเอียด ที่ต้องปล่อยให้รัฐมนตรีลงไปกํากับตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน ของกระทรวง ไม่ใช่คอยฟังแต่นิติกร ผมย้ํานะครับ นิติกรบางครั้งเขามีผลประโยชน์ ไปนั่งในสภามหาวิทยาลัย นั่งนายกสภามหาวิทยาลัย นั่งโน่นนั่งนี่เต็มไปหมด เขาจะพิจารณา เหตุผลทางกฎหมายให้รัฐมนตรีผิดเพี้ยนได้เสมอ ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงไม่รองรับ การพัฒนาประเทศตามสมควร ๔.๐ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องจัด รวม สร้างองค์กรใหม่เรียกว่า กระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญค่ะ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์ 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเอง ขออนุญาตท่านล่วงหน้าก่อนเลยว่าจะเกิน ๑๐ นาที ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ผมยินดีมากที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเรื่องของการปฏิรูป การอุดมศึกษาขึ้นมาอยู่ในวาระของ สปท. แม้ว่าจะอยู่ตอนปลายของเวลาของเราก็ตามที ผมขออนุญาตอภิปรายในวันนี้ในฐานะที่ผมทําหน้าที่ครูบาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมา ๓๐ กว่าปี แล้วก็เป็นนักวิจัยที่ทํางานวิจัยให้กับหน่วยงานของรัฐ ให้กับองค์กรระหว่างประเทศ แล้วก็ให้กับต่างประเทศด้วย ผมคิดว่าผมพอเห็นหลายอย่าง ขณะนี้ก็มีส่วนในการดูแล เรื่องจัดสรรทุนวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ และสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยด้วย ผมเองมองอย่างนี้ว่าการอุดมศึกษาของเรามีความหลากหลายมาก ตามแต่ละมหาวิทยาลัย เช่นของรัฐก็จะมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่หลายแห่งซึ่งรวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยของเอกชน เมื่อสักครู่มีคอมเมนต์ Comment) เรื่องการทํางาน เรื่องทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ผมอยากจะเสนอว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ในฐานะอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ไม่อยากเข้าไปอธิบายตรงนี้ ก็ขอข้ามไปนะครับ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการปฏิรูประบบการศึกษา แต่ในรายละเอียด ที่คณะกรรมาธิการให้มาผมกังวลว่าวันนี้เรากําลังทํางานใหญ่ การปฏิรูปอุดมศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ มาก ๆ แล้วมีผลต่ออนาคตประเทศชาติ ผมเกรงว่าการที่ไปทําเรื่องใหญ่แล้วก็ลงรายละเอียดยิบ ไปหมดจะทําให้เราทํางานได้ไม่ครบถ้วน หลายประเด็นจะต้องมีการปรับปรุงอีกมาก แล้วต้องการระดมความคิดเห็นที่รอบด้านมากกว่านี้ ผมเข้าใจดีว่าเรามีเวลาน้อย แต่การเร่งรัดในเวลาน้อยนี้ผมเกรงว่าจะทําให้เกิดผลได้ไม่เท่า ผลเสีย ขออนุญาตเสนอเป็นอย่างนี้นะครับ การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาที่เสนอมา บางเรื่องสามารถแก้ไขระดับบนได้ ระดับนโยบายได้ เช่นการประเมิน เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า เสนอไปอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นด้วย แต่หลายเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ๆ บริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย บางเรื่องกฎ ระเบียบมีอยู่แล้ว ปัญหาคือเรื่องของ เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) กฎ ระเบียบทํากันจริงไหม แล้วก็เรื่องของจริยธรรม ผมขอขออนุญาตเล่าประสบการณ์ให้ฟังนิดหนึ่ง จะไม่ขอเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัย บอกได้ แต่เพียงว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเคยให้ผมประเมิน ส่งเอกสารมาให้ดู ผมเอง ประเมินให้ตก แต่ได้รับคําชี้แจงว่าเอกสารนี้ไม่เกี่ยวกับการประเมินขึ้นสู่ตําแหน่ง ผมก็บอกว่า ถ้าไม่เกี่ยวแล้วส่งมาให้ประเมินทําไม ถ้าให้ประเมินก็ให้ตก อย่างนี้ คือผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว แต่ว่าเป็นอย่างนี้ เป็นอะไรบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องของภายในจะต้องจัดการกัน บางเรื่องที่กรรมาธิการเสนอมาเป็นการลงรายละเอียดมากจนดูเหมือนว่าไปท็อปดาวน์ (Top down) ไปสั่งการเขาทุกอย่าง ผมเองอยากจะพูดรายละเอียดไปทีละเรื่องนะครับ ผมมีอยู่ทั้งหมด ๑๑ เรื่อง ซึ่งยากมากที่จะจัดกรุป (Group) ให้ท่าน แต่ว่าอยากจะพูด ให้ฟังเป็นเรื่อง ๆ ให้เห็นว่าบางเรื่องท่านอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรืออาจจะต้อง คุยกันใหม่

เรื่องที่ ๑ ผมยกตัวอย่าง เช่นอาจารย์มหาวิทยาลัยมีภาระงานมาก ผมว่า จริงเลย แต่พอท่านบอกว่าอาจารย์ไม่สนใจงานเขียนและงานวิจัย สนใจงานสอนอย่างเดียว ยุคนี้ไม่ใช่แล้วครับ อย่างน้อยสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาจารย์สนใจ ทําวิจัยกันมากไม่น้อยกว่างานสอน แต่ปัญหาก็คือเขียนอะไร วิจัยอะไร นั่นเป็นปัญหานะครับ การทําเบสิกรีเสิร์ช (Basic research) ทางด้านสังคมศาสตร์บางทีใช้งานในเชิงนโยบายไม่ได้ แต่ว่าถูกไกด์ (Guide) ด้วยวิธีการคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งมาจาก สกอ. ผมคิดว่าเราน่าจะมี การแยกกลุ่มมหาวิทยาลัย แยกสาขาวิชาด้วยนะครับ อย่าเอาโมเดล (Model) ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้กับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

เรื่องที่ ๒ เสนอว่าอาจารย์ที่เกษียณ บุคลากรที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังทําการสอนมีผลงานสามารถขอตําแหน่งวิชาการได้ มันต้องชัดเจนครับ ถ้าคุณเกษียณ ไปแล้วและไม่มีสังกัดคุณจะให้ใครขอให้ ถ้าคุณเกษียณแล้วคุณขอต่ออายุนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลายเรื่องผมว่าไม่ต้องการการแคริไฟ (Clarify) มาก ๆ เรื่องการขอตําแหน่งศาสตราจารย์ ภายใน ๕ ปี รองศาสตราจารย์ ๗ ปี ผมก็คิดว่าเราไปยุ่งกับชีวิตเขามากเกินไป อาจารย์ บางท่านไม่ขอตําแหน่งศาสตราจารย์แต่เก่งมาก ท่านบอกว่าพอใจของท่านอย่างนี้ ลูกศิษย์ ก็รักท่าน ผมรู้จัก ไม่ใช่บางท่าน หลายท่านด้วยนะครับ แล้วจะไปบังคับให้ท่านขอ บางท่านไม่ขอ ผศ. เป็นอาจารย์ตลอดเลย เก่งไหม เก่ง สังคมเป็นคนบอกว่าเขาสมควร อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไปกําหนดจํานวนปีผมว่าจะเกินไปนะครับ ไหน ๆ พูดเรื่อง การขอตําแหน่งทางด้านวิชาการแล้ว ผมเรียนให้ทราบว่าตําแหน่งศาสตราจารย์มี ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนสั้น ๆ ขั้นตอนแรกคือกระบวนการทางวิชาการซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ขั้นตอนที่ ๒ กระบวนการทางเอกสาร ซึ่งอยู่ที่ สกอ. เชื่อไหมครับว่าอาจารย์บางท่านได้ตําแหน่ง ศ. ๒ กระบวนการภายใน ๖ เดือน บางท่านใช้เวลา ๕ ปี แต่ถามว่าความแตกต่างเกิดจากอะไร ไม่ใช่เกิดจากภายในมหาวิทยาลัยนะครับ เกิดจากกระบวนการทางเอกสารที่ สกอ. ไปยุ่งรายละเอียดยิบย่อย ฟอนต์ (Font) บ้าง พารากราฟ (Paragraph) บ้าง จนกระทั่ง ทําให้ทุกอย่างเสียหมด ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องภายในซึ่งอยู่ในระเบียบปฏิบัติจะต้องไปดูแลกัน ไม่จําเป็นถึงขนาดต้องแยกกระทรวง

เรื่องที่ ๓ การหาผู้บริหาร ผมเรียนตามตรงครับ การเลือกตั้งปัจจุบัน หลายมหาวิทยาลัยใช้สรรหา ปัญหาของการเลือกตั้งคือเราเกรงว่าจะมีการซื้อเสียง พวกมากลากไป การสรรหาก็มีคอมเมนต์ (Comment) ว่าการสรรหานั้นเป็นการสรรหา แบบไม่บอกคนในประชาคมว่าทําไมเลือกคนนี้ ทําไมถึงสรรหาคนนี้มาดํารงตําแหน่งบริหาร ไม่มีการแถลงนโยบายต่อประชาคม ก็เป็นข้อดีข้อด้อยที่ไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจารย์ที่คณะผมบางท่านมาจากต่างประเทศ เขาบอกว่า ที่ต่างประเทศนั้นการสรรหาคือคุณต้องมาแถลงหลังจากถูกสรรหาแล้ว ท็อปทรี (Top Three) ต้องมาแถลงนโยบายว่าจะทําอะไรให้ แล้วกรรมการสรรหาจะต้องชี้แจงได้ว่าทําไมเลือกคนนี้ จากการสรรหา แต่ประเทศไทยไม่มี ดังนั้นไม่ใช่เรื่องของการออกนอกระบบ ในระบบ เป็นเรื่องของวิธีการทํางานมากกว่า

เรื่องที่ ๔ ผมจะคอมเมนต์ (Comment) คือตําแหน่งวิชาการของแต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นมีความยากง่ายไม่เท่ากัน อันนี้จริงครับ แต่ละมหาวิทยาลัยมีความยากง่าย ไม่เท่ากันแม้จะใช้กระบวนการเดียวกัน แต่ถ้าเราเชื่อในกลไกตลาด ตลาดจะเชื่อเองว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าเชื่อถือได้ขนาดไหน เพราะมีกระบวนการอยู่แล้วว่า ถ้าคุณย้ายมหาวิทยาลัยคุณจะเอาตําแหน่งเดิมจากมหาวิทยาลัยเดิมถือไปด้วยไม่ได้ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่จะเป็นคนบอกเองว่าเขายอมรับตําแหน่งที่ติดตัวคุณมาไหม มันมีกระบวนการอยู่นะครับ

เรื่องที่ ๕ การกําหนดสัดส่วนพันธกิจของอาจารย์คืองานสอนร้อยละ ๓๕ การกําหนดอย่างนี้ถ้าคํานวณด้วยจํานวนทํางาน ๘ ชั่วโมงต่อวันคูณด้วย ๕๒ สัปดาห์แล้ว จะเทียบเท่ากับอาจารย์ท่านหนึ่งใช้เวลาแต่ละ ๑ วิชา ประมาณ ๑๗๕ ชั่วโมงต่อปี ต่อ ๑ วิชา ซึ่งหมายความว่าเป๊ะเลย เท่ากับจํานวนชั่วโมงที่มีอยู่ในชีวิตของเขา แปลว่าอะไรครับ อาจารย์สอนเกิน ๔ วิชาไม่ได้ เพราะถ้าเกิน ๔ วิชา จํานวนชั่วโมงจะไม่ได้ ลักษณะอย่างนี้ ไปกําหนดจนกระทั่งคอนโทรล (Control) ชีวิตเขา อาจารย์บางท่านเก่งในการเขียนตํารา ต้องยอมรับความเป็นจริง บางท่านเขียนงานวิจัยเก่ง บางท่านออกรับใช้สังคมเก่ง ท่านเอาความรู้ ไปรับใช้สังคม เราไปคอนโทรล (Control) เขาหมดเลยว่าจะต้องทําอย่างโน้นทําอย่างนี้ มันผิดธรรมชาติของคนครับ ไม่อยากให้ลงรายละเอียดขนาดนี้

เรื่องที่ ๖ หลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน ผมตั้ง คําถามต่อครับ หมายถึงตลาดแรงงานที่เป็นการจ้างงานหรือประเทศชาติ ความต้องการของตลาด ถ้าความต้องการของตลาดแรงงานก็ใช้ผู้ว่าจ้างเป็นตัวบอก แต่มีหลายสาขาวิชาที่ตลาดแรงงาน ผู้ว่าจ้างเขาไม่มี ถ้าเราไปเอาตลาดแรงงานเป็นตัวจับเช่นสาขาประวัติศาสตร์ ไม่ต้องมีใคร เรียนเลยประวัติศาสตร์ เพราะว่าธุรกิจไม่มีใครอยากจ้าง เราต้องระวังตรงนี้ให้ดี หลายหลักสูตร ที่เปิดขึ้นมาแรก ๆ อาจจะมีคนเรียนเต็มไปหมด พอถึงเวลามันพ้นความต้องการตลาด เขาปิดเองครับ เขาไม่ตะแบงอยู่จนกระทั่งเสียเงินเพราะว่าคณะเขามีวิธีการควบคุมการใช้จ่าย เราไม่ต้องไปคุมเขาขนาดนั้น การรับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ระดับต่าง ๆ อันนี้ก็มีหลักเกณฑ์ของเขาว่าในสาขานี้ใครจะเรียนได้บ้าง ผมเรียนที่ประชุมทราบครับ ผมเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ แต่ผมจบปริญญาตรีสาขาเคมี ปริญญาโททางด้าน สถิติประยุกต์ ด้วยแบ็กกราวด์ (Background) ๒ อันนี้มหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย รับผมเข้าไปเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้สนใจเลยว่าผมจบเศรษฐศาสตร์มาหรือเปล่า ตอนผมไปเรียนออสเตรเลียไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์แม้แต่ตัวเดียว ผมไปเรียนที่โน่น เราบอกไม่ได้หรอก เขาเป็นคนบอกเองว่าคนนี้ที่เข้ามาแบ็กกราวด์ (Background) ตรงกับเขาไหม อย่าไปยุ่งกับเขา

เรื่องที่ ๗ การกําหนด ขออนุญาตอันนี้อาจจะไปพาดพิงเกี่ยวกับข้อเสนอ ของท่านกรรมาธิการบางท่าน การกําหนดมหาวิทยาลัยให้ไปบวกกับไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) ผมว่าไม่ถูกต้อง อุดมศึกษามีสังคมศาสตร์ มีมนุษยศาสตร์ ถ้าเราเอามหาวิทยาลัยไปผูกกับไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) อย่างเดียว เราลืมศาสตร์ ๒ สาขานี้ไปไม่ได้ครับ มันเป็นสาขาที่สําคัญ ผมเองในฐานะที่เป็นคนอยู่ใน ๒ สาขามาตลอด เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วปัจจุบันเป็นนักสังคมศาสตร์ ผมยืนยันว่า ทุกสาขามีความสําคัญต่อประเทศชาติเหมือนกัน วันนี้เราเห็นว่าไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) จะนําพาประเทศชาติได้ ดีครับ ดีมาก ๆ แต่ต้องไม่ลืมสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ครับ มันมีความสําคัญเช่นกันเพียงแต่ว่าเราจะมองจากมุมไหนเท่านั้นเอง

เรื่องที่ ๘ การกําหนดคณบดีว่าต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก ตําแหน่งทางวิชาการไม่ต่ํากว่ารองศาสตราจารย์ ต้องเป็นข้าราชการประจํามหาวิทยาลัย ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ คณบดีเก่ง ๆ สร้างความเจริญให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งนั้น จบปริญญาโทครับ ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยได้เชิญคนจากแวดวงธุรกิจผ่านการสรรหาเข้ามาเป็นคณบดี ช่วงเวลาแค่ ๔ ปีนั้น คณะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง อย่าไปสร้างอะไรที่มากีดกันคน ปล่อยให้ตลาดเป็นตัวเลือก ผมเชื่อมั่นว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขามีวิธีคิด มีเหตุมีผล เพียงพอที่จะเลือกว่าใครมาเป็นผู้บริหารเขา

เรื่องที่ ๙ อาจารย์ขาดงบประมาณในการทําวิจัย ผมเรียนว่าเรื่องนี้ ต้องระมัดระวังนะครับ บางมหาวิทยาลัยอาจจะใช่แต่ไม่ทุกมหาวิทยาลัย ผมเองดูแลทุนวิจัย อยู่ที่สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย บางส่วนเป็นทุนวิจัยจาก คอบช. เครือข่ายองค์กร บริหารงานวิจัยชาติ เงินทุนวิจัยนั้นมีครับ ปัญหาคือพรอโพซัล (Proposal) ที่มีคุณภาพนั้น ไม่พอกับทุนที่มี เพราะฉะนั้น ๒ ตัวนี้ต้องไม่ปนกัน บางคนเขาได้ทุนวิจัยเยอะแยะเลย แต่บางคนไม่ได้ทุนเพราะว่าพรอโพซัล (Proposal) ไม่ดีพอ

เรื่องที่ ๑๐ ให้สถาบันอุดมศึกษาหักค่าธรรมเนียมไม่เกินร้อยละ ๑๒ ก็อย่าไปยุ่งกับเขา เขาจัดจ์ (Judge) ของเขาเองได้ว่าเขาจะตัดเท่าไร แล้วเขามีกระบวนการ ในการเจรจากับแหล่งทุนกันเองว่ากรณีนี้มากไป น้อยไป แหล่งทุนก็จะเห็นคุณค่าขององค์กร เหล่านั้น หรือนักวิจัยคนนี้ว่าเขาเก่งพอเขาก็จะลดหย่อนกันเอง เราไปตั้งกฎเกณฑ์ คุมทุกอย่างผมคิดว่ามันจะไม่ได้เป็นของที่ดีมาก ลิขสิทธิ์ของตํารา บทความ งานวิจัย ตกเป็นของอาจารย์ผู้เขียน ปัจจุบันนี้เขาครึ่ง ๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้ให้ทุน ถ้าเราไปตัดว่าจะต้องเป็นของผู้เขียนอย่างเดียวนี่แหล่งทุนไม่ได้เลยก็เป็นอะไรที่ผิดธรรมชาติ ในเรื่องของการลงทุนนะครับ คนหนึ่งลงเงิน คนหนึ่งลงสมอง

เรื่องที่ ๑๑ การเข้าออกจากระบบ ซึ่งมีหลายท่านพูดมาแล้วว่าครั้งหนึ่ง เราเคยอยู่ในกระทรวง จากนั้นเราออกเป็นทบวง แล้วกลับเข้ากระทรวง จะดึงออก มีพรูฟ (Prove) ไหมว่าอะไรดีกว่ากัน ซึ่งคําว่า พรูฟ (Prove) ผมย้อนไปได้ถึงเรื่องของการจัดแบ่ง โควตาต่าง ๆ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ ๓๕ ๒๐ ๑๐ การกําหนดตัวเลขเหล่านี้ต้องมีข้อพิสูจน์ว่า อะไรดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่ทั้งหมดนี้โดยรวมแล้วผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปการอุดมศึกษา แต่ว่าโดยรายละเอียดต้องขออนุญาตสําหรับท่านที่รู้จักกันดี บนเวทีนั้นผมก็รู้จักหลายท่าน โดยรายละเอียดนั้นไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้หยิบยกประเด็นปัญหา หัวข้อใหญ่ ๆ ขึ้นมา ๖ หัวข้อ ตั้งแต่ระบบและโครงสร้างของการบริหาร จนถึงเรื่อง การส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบการศึกษาของชาติ แต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการเราก็จะเห็นว่ามีปัญหาในหลาย ๆ ประเด็นในแต่ละเรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิก ๕ ท่านแรกก็ได้อภิปรายไปแล้วพอสมควร ด้วยเวลาที่จํากัดผมจะขออนุญาต พูดสัก ๒-๓ ประเด็น ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คณะกรรมาธิการในการนําไปพิจารณา เพิ่มเติม เมื่อมีประเด็นเปิดขึ้นในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อจัดตั้งกระทรวง การอุดมศึกษา ผมก็สอบถามบรรดาอาจารย์หลาย ๆ คน บรรดาผู้บริหารของกระทรวง ที่เคยอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการมาและท่านเกษียณไปสิบกว่าปีแล้ว ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ตั้งคําถามว่าแล้วเราจะได้อะไรจากการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้นมา จะแก้ปัญหา หมักหมมที่มีอยู่ ที่อาจารย์อุทัยท่านได้กรุณาพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยของเรา อย่างค่อนข้างจะครอบคลุมว่ามีมากมาย ปัญหาหลักคือปัญหาธรรมาภิบาล ทั้งธรรมาภิบาลในการได้มาซึ่งผู้บริหารทั้งระดับกรรมการสภา ทั้งระดับอธิการบดีลงมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข และคําตอบจากผู้ที่ผมได้สอบถามส่วนใหญ่ จะบอกตรงกันว่าต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ก่อน มากกว่าที่จะเอาเอฟฟอร์ต (Effort) เอาทรัพยากร ทั้งหมดไปทุ่มเทกับการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการค่อนข้างมาก มี พ.ร.บ. ต้องไปแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จัดองคาพยพใหม่ บุคลากรใหม่ ต้องไปหาที่ตั้งให้กระทรวงใหม่ด้วยอะไรด้วย นั่นคือสิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนกลับมา วันนี้ กรรมาธิการก็หลบมุมนี้ออกไปได้อย่างสวยงาม ต่างจากเอกสารฉบับแรกที่เสนอให้แยก เป็นกระทรวง ก็เสนอมา ๓-๔ ทางเลือก แล้วก็เอาเรื่องการเป็นกระทรวงเบา ๆ ลงนิดหนึ่ง คนที่อภิปรายก็ค่อนข้างจะรู้ทันเกมเพราะเรื่องนี้ปกปิดกันไม่ได้ ร่าง พ.ร.บ. จัดตั้ง กระทรวงการอุดมศึกษานั้นได้ถูกนําไปทําประชาพิจารณ์แล้ว อีกไม่ช้านานหลังจากเราพ้นไป จากสภาแห่งนี้ก็คงจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ สนช. ประเด็นนั้นก็ว่ากันไป ผมเองก็คง ไม่ไปติติงว่าดีหรือไม่ เพราะว่าไม่ได้ศึกษามากเพียงพอเท่ากับผู้ที่จัดทําร่าง พ.ร.บ. เพียงแต่ อยากจะพูดถึงปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ พูดถึงปัญหาของการอุดมศึกษาที่เกิดขึ้น อยู่ในบ้านเมืองเราว่าท่านได้มุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาตรงนั้นหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ตรงประเด็น หรือไม่ กรรมาธิการได้หยิบยกบทความของมิสเตอร์วิลเลียม ที่โรงแรมบรูมส์เบิร์ก ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจของเอเชีย (Asia) เขาได้กล่าวว่าถ้าเราไม่แก้ ๒ อย่าง คือไม่ลงทุนในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษาเราจะล้าหลังทุกประเทศ ในภูมิภาคนี้ และเขามุ่งไปถึงการเรียนการสอนว่าเราสอนแบบท่องจํา ต้องแก้เป็นระบบ นวัตกรรมและการวิเคราะห์คือครีเอทิฟ (Creative) และคริทิคัลทิงกิง (Critical Thinking) รวมถึงการเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษ ลิมิตโพรฟิเชียนซี (Limit Proficiency) ทั้ง ๒ ประเด็นนี้สําคัญมาก การแก้ไขยังไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจน พูดกันเยอะ ผมอยาก ยกตัวอย่างแล้วก็แสดงความชื่นชม เรื่องของอิงลิชโพรฟิเชียนซี (English Proficiency) ปัญหาของบ้านเรามีมากจริง ๆ เราสู้ใครเขาไม่ได้เลย ที่สําคัญอย่างหนึ่งเราไม่เคยเป็น เมืองขึ้นของประเทศที่เขาใช้ภาษาอังกฤษ จึงทําให้เราไม่มีรากฐาน ไม่มีพื้นฐานของ การใช้ภาษาอังกฤษ ลิ้นพวกเราแข็งมาก พูดตัวอาร์ (R) ตัวแอล (L) อะไรไม่ค่อยจะชัดเจน เมื่อสักต้นปีที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบัน วันนั้นท่านเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือท่านนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้มาพบกับผมแล้วก็ผู้บริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ บอกว่าอยากจะทํามาตรฐานวิชาชีพ ของการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษ จากนั้นเราก็จับมือกัน ได้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา เราสร้างมาตรฐานของการสอนภาษาอังกฤษและการเรียน ภาษาอังกฤษโดยใช้มาตรฐานของอียู (EU) เพราะฉะนั้นต่อไปผู้ที่จบมหาวิทยาลัย ผู้ที่ จบอุดมศึกษา ผู้ที่จบ ม. ๖ ม. ๓ จะต้องถูกทดสอบโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เราได้ร่วมกัน สร้างขึ้น ถ้าไม่ผ่านก็จะถูกมาร์ก (Mark) ไว้ในใบทรานสคริปต์ (Transcript) ว่าความรู้ ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับไหน เพราะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของบ้านเราที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ก็สอนไปตามตํารา จะเรียกว่าสอนแบบงู ๆ ปลา ๆ ก็แทบจะว่าได้ เพราะฉะนั้น คนไทยที่จบ ม. ๖ ในบ้านเราที่จะไปทํางานกับนายจ้างฝรั่งได้มีน้อยคนมาก อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่เห็นว่าเป็นปัญหาจริง ๆ และยังเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ และยังไม่มีการแก้ไขที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งประเทศ และนี่คือปัญหาการศึกษาของบ้านเราที่กรรมาธิการเองก็หยิบยก ขึ้นมา ผมจึงเรียนให้เห็นเป็นตัวอย่าง

เรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของบุคลากรที่เข้ามาสู่วงการศึกษา ด้านอุดมศึกษา ท่านอาจารย์อุทัยได้ชี้ให้เห็นชัดเจน สภามหาวิทยาลัยของเรา ในสหรัฐอเมริกาเขาเรียกว่า บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) ทําไมเรียก บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) ผมก็ไม่เข้าใจ ผมเรียนที่มหาวิทยาลัย ในสหรัฐอเมริกา ๓ แห่ง ทุกวันนี้เขายังส่งมาให้ผมลงคะแนนโหวตเลยว่าจะเลือกใครเป็น บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) คือสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น ๆ ซึ่งเขาก็มี โครงสร้างที่ชัดเจน ๑. ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ๒. ต้องเป็นศิษย์เก่าจํานวนหนึ่ง ๓. มีนักเรียน ตัวแทนคนหนึ่งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็มีกระบวนการสรรหา คัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส ต้องแสดงประวัติต่าง ๆ อันนั้นคือหัวครับ ถ้าหัวดีแล้วข้างล่างก็จะต้องดีตามไปด้วย แต่ถ้าหัว ไม่ได้เรื่องได้ราว หัวเป็นอะไรก็ได้ หัวไม่ให้ความสนใจ ไม่ให้ความสําคัญ แน่นอนองค์กรนั้น ก็ยากที่เราจะคาดหวังว่าลําดับรอง ๆ ลงมาจะทําได้ดีมากน้อยขนาดไหน มีหลายท่านพูดถึง เรื่องสภามหาวิทยาลัยของไทย ผมก็จะไม่พูดซ้ํา แต่เป็นจุดอ่อนที่สําคัญจุดหนึ่งของ การบริหาร มีการคอร์รัปชันกันมากมายก็ไม่มีใครลาออก เป็นพัน ๆ ล้านบาท มีการถูก ยกเลิกหลักสูตรว่าที่คุณสอนมาไม่เข้าข่ายที่จะได้รับปริญญา นักเรียนน้ําตาตกเพราะ เรียนจบแล้วแต่ทํางานไม่ได้เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการประกาศว่าหลักสูตรของ ๑๐ มหาวิทยาลัยนี้ทั้งหมด ๓๐ หลักสูตรไม่รับรอง สิ่งเหล่านี้มีใครรับผิดชอบไหม ไม่มีครับ แล้วสภามหาวิทยาลัยทําอะไรอยู่ เสร็จแล้วก็มาถึงระดับอธิการบดี รองอธิการบดี ก็อย่างที่มี หลาย ๆ ท่านพูด ผลัดกันแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ว่า มีกระทรวงหรือไม่มีกระทรวง เป็นเรื่องของการกําหนดวิธีการ กําหนดขั้นตอน กําหนด ระเบียบต่าง ๆ ที่จะปรับปรุงองคาพยพด้านบุคลากรระดับสูงของมหาวิทยาลัยของเราให้มี ที่มาที่ชัดเจน เข้าไปทํางานอย่างจริงจัง แล้วก็ควบคุม กํากับดูแลให้การบริหารงานของ มหาวิทยาลัยนั้นเป็นไปในทิศทางที่สมควรจะเป็น ไม่ใช่เป็นอย่างที่ผ่านมา จึงทําให้เราหา มหาวิทยาลัยที่จะไปติดท็อป (Top) ๒๐๐ ในภูมิภาคนี้ อย่าพูดถึงในระดับโลก ๕๐๐ เลย อันนั้นก็คงเป็นความหวังหรือความฝันที่ยังไกลกว่าที่เราจะคาดคิดได้

สุดท้าย เรื่องของการว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแยกออกมาเป็นกระทรวงดี หรือไม่ดี มีผู้รู้ท่านหนึ่งฝากผมมาเรียนว่าถ้าจะแยกขอให้แยกอาชีวศึกษาออกมาด้วย รวมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาชีวศึกษา เพราะว่าประเทศไทยให้ความสําคัญกับมหาวิทยาลัย เกินไป ตอนนี้มหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเริ่มหนาว ๆ ร้อน ๆ เพราะว่าเราเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ แสดงว่าเรามีเด็กน้อยลง เรามีคนหนุ่มสาวน้อยลง แสดงว่าเราจะมีคนเข้าสู่ กระบวนการเรียนมหาวิทยาลัยน้อยลง เราจะเห็นการใช้เงินของมหาวิทยาลัยในการที่จะมา ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เด็กเข้าไปเรียนเพิ่มมากขึ้น มาใช้จ่ายเงินตัวนี้มากขึ้นเกือบจะ เหมือนโพรดักต์ (Product) พวกน้ําดื่ม พวกชาต่าง ๆ แล้ว เพราะต้องใช้เงินมาโฆษณา แข่งขันหาคนเข้าเรียน เนื่องจากว่าจํานวนคนเรียนน้อยลง โรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ จะไปขึ้นเงิน ค่าเล่าเรียน ค่าบํารุงก็คงจะไม่ใช่วิธีแก้ เพราะฉะนั้นตรงนั้นจึงเป็นประเด็นที่สําคัญ เราควรจะให้ความสําคัญกับอาชีวศึกษา รัฐบาลชุดนี้ประกาศชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ต้องการให้พัฒนานักเรียนเราให้จบแล้วทํางานได้ คือเป็นสกิลสติวเดนต์ (Skill Student) เป็น สกิลเอ็มพลอยี (Skill Employee) สกิลเวิร์กเกอร์ (Skill Worker) เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมจึงคิดว่าอาชีวศึกษากับมหาวิทยาลัยน่าจะรวมกันในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็มี อาชีวศึกษาที่พัฒนาไปสู่การให้ปริญญาตามนโยบายของรัฐบาล มีอาชีวศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัย คือให้เป็นดีโพลมา (Deploma) หรือให้เป็นอนุปริญญาออกไปเลย

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ท่านว่า มีบางท่านเสนอเอามารวม ผมยังคิดว่าคําว่า วิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ผมกลับไปที่โรงเรียนเดิม คือที่เอ็มไอที (MIT) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตึกเต็มไปหมดครับ ตึกไมโครซอฟต์ (Microsoft) ตึกไอบีเอ็ม (IBM) แล้วก็มีสถาบันมะเร็ง สถาบันมะเร็งอยู่ในเอ็มไอที (MIT) เพราะว่ามีคนเอาเงินไปให้เขาเพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีครู มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) มีนักวิจัยที่มีความสามารถคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับองค์กรบริษัทเหล่านั้น เพราะฉะนั้น คําว่า วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จึงเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย ถ้ามหาวิทยาลัย มีบุคลากรที่มีคุณภาพคนก็จะมาเรียน เพราะฉะนั้นในสหรัฐอเมริกาไม่มีกระทรวง การอุดมศึกษา อย่างเก่งก็มีเคาน์ซิล (Council) ของแต่ละรัฐที่ควบคุม กํากับดูแลในภาพรวม ของหลักสูตร แต่ที่เหลือนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องถีบตัวเองขึ้นมา คําว่า มหาวิทยาลัยดี ในสหรัฐอเมริกาคือมหาวิทยาลัยที่มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) ที่ดี มีนักวิจัยที่ดี มีผู้บริหาร ที่ดี เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยดีหรือไม่ดีไปวัดกันตรงอื่นเลย ผมจึงเรียนว่าเอา วิทยาศาสตร์มารวมกับมหาวิทยาลัยไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไม่ต้องทําหน้าที่เข้าไปวิจัยอะไรอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่นะครับ เพียงแต่ว่าการวิจัย การวิทยาศาสตร์ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย จะอยู่ในรูปแบบ ของสิ่งที่เป็นอยู่ในบางมหาวิทยาลัยที่เขาสามารถทําได้ ก็ขอกราบเรียนเพิ่มเติม แล้วก็ ขอสนับสนุนที่คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษามาอย่างดียิ่ง รวมถึงเรื่องการประกัน และประเมินการศึกษาด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญและมีประเด็นที่รัฐบาลควรจะ รับไปพิจารณาเรื่องนั้นด้วย ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อํานวยการ สํานักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์คะ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ของท่าน ๒๐ หน้า ขอความกรุณาช่วยสรุปให้อยู่ภายใน ๑๐ นาทีด้วย ขอบคุณค่ะ

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการทุกท่าน กระผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิกหมายเลข ๐๖๓ ใคร่ขออภิปรายสนับสนุน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบ อุดมศึกษา โดยมีข้อมูลที่พิเศษถึงต้องทําเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาประมาณ ๒๐ หน้า โดยที่ครึ่งหนึ่งในจํานวนนั้นผมคิดว่ามีสาระสําคัญค่อนข้างสูงที่จะทําให้เรามอง ย้อนหลังไป ๑๐๐ ปีว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงวางเข็มทิศการศึกษาของประเทศ อย่างไร และผลงานที่ท่านทรงดําเนินเอาไว้วันนี้ไปถึงไหน และหากว่าเราจะสืบสานต่อไปอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าเราน่าจะทําอย่างไร

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ทั้งหมดนี้ผมได้รับความกรุณาจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ซึ่งได้บรรยายให้กับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายนที่ผ่านมานี้ คิดว่าเป็นข้อมูลที่มีค่า อันแรกสุด ที่อาจจะเรียกว่าเป็นเข็มทิศหรืออุดมการณ์ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะอยู่เคียงคู่ กับสังคมนั้นก็จะต้องทําขึ้นเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติ เพราะตัวเองเป็นกลไกสําคัญที่จะทําให้เกิดการคิดระยะยาวได้ เพื่อสันติสุขและสันติภาพของโลกมนุษย์ อันนี้น่าจะเป็นเข็มทิศที่บอกว่าเราจะไปอีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้าไปอย่างไร ถามว่าแล้ววิธีทําจะทําอย่างไร มหาวิทยาลัยที่ตั้งมา ๔๐๐-๕๐๐ ปี ในอดีต ในวันนี้ก็ยังใช้หลักการเหมือนเดิม ๓ ข้อ ข้อแรก คือหาความรู้ ข้อ ๒ ถ่ายทอด ความรู้ให้กับคนที่มาเรียน ข้อ ๓ ให้คนที่สําเร็จการศึกษานั้นไปทําประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งมี ๓ ขั้นตอนนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเลื่อนนาฬิกามาจนถึงยุคปัจจุบันเราก็อาจจะมองเห็นว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องรับกับคําท้าทายคงจะเป็นเรื่องการสร้างความรู้ แต่ความรู้ ในยุคนี้จะต้องไปเร็ว จะต้องเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี บัณฑิตที่จบมาแล้วจะต้องมีความคิด สร้างสรรค์ในลักษณะที่มีนวัตกรรม และออกไปทํางานเพื่อจะทําให้เกิดเป็นบริการ และผลิตภัณฑ์ที่สังคมต้องการ ที่ประเทศต้องการ และที่ประเทศเราจะต้องสามารถแข่งขัน ได้กับคนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นท้าทายสําหรับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้ ก็จะออกมาเป็นตัวชี้วัดที่สําคัญ ๆ สัก ๔ ด้าน ซึ่งผมใคร่ขอเรียนเสนอว่าตัวชี้วัดนี้น่าจะเป็น หน้าที่ของกระทรวงหรือใครก็ตามที่ทําหน้าที่ผลักดันประเทศต้องมีความสามารถในการวัด ประเมินตรงนี้ให้ดี นั่นก็คือเรื่องระดับของการศึกษาว่าจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะต้องมี คุณภาพดี เรื่องของการพัฒนายกระดับประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพและมีวินัย จะต้องมี การพัฒนานโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการศึกษา กับตัวชี้วัดเรื่อง ภาคเอกชนนั้น มีคนทํางานที่มีการศึกษาดีพอที่จะสามารถลงทุนวิจัยในด้านต่าง ๆ ได้ ผมใคร่ขออัญเชิญพระราชดํารัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อสร้างชาติ ซึ่งในสมัยแรกนั้นเรานําฝรั่งเข้ามาในประเทศไทยเลย ยุคต่อมาก็คือส่งนักเรียนทุนไปเรียน แล้วก็ดูงานต่างประเทศเยอะมากหลายร้อยคน และเป็นที่มาของการตั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ของประเทศไทย ท่านคงนึกภาพออกว่าเมื่อ ๑๑๕ ปีมาแล้วประเทศไทย มีกรมรถไฟหลวง เราสามารถสร้างรถไฟ มีรถไฟวิ่ง เมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมาเราเจริญรุ่งเรือง ถึงขนาดที่ว่าโรงงานมักกะสันนั้นต่อตู้โดยสารได้เอง แต่ถามว่าจากนั้นเป็นต้นมาเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่การรถไฟกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ และมี จุดมุ่งหมายที่แตกต่างไปจากกรมรถไฟหลวง การรถไฟเราแทบจะไม่ได้พัฒนาจนกระทั่งถึง ในยุคปัจจุบัน แต่ที่สําคัญในพระราชดํารัสนี้เมื่อปี ๒๔๔๐ มีเนื้อความว่า เพราะฉะนั้น เราจึงได้ตักเตือนนักเรียนเหล่านั้นว่า ให้พึงนึกในใจ เพราะเราไม่ได้เรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียน เพื่อจะเป็นคนไทย ที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง ผมคิดว่าคําพูดนี้ยังทันสมัยจนถึงปัจจุบันนะครับ

ประเด็นต่อมา คือเรื่องความรู้กับคุณธรรมจะต้องผูกเป็นเรื่องเดียวกัน ตลอดทางตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งจบอุดมศึกษา ข้อความก็คือให้มีความวิตกไปว่า เด็กชั้นหลังจะห่างเหินจากศาสนาจนเลยกลายเป็นคนไม่มีธรรมะในใจมากขึ้น ซึ่งคําพูดนี้ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาในวันนี้ ถ้าประเมินนะครับ สงสัยว่าเรื่องคุณธรรมของบัณฑิตไทย อาจจะหย่อนยาน นอกจากนี้ข้อความที่ควรจะทราบนั้นก็คือว่าคนที่ไม่มีธรรมะเป็นเครื่อง ดําเนินตาม คงจะหันไปทางทุจริตโดยมาก ถ้ารู้น้อยโกงไม่ค่อยคล่อง หรือโกงไม่สนิท แต่ถ้ารู้มาก ก็โกงคล่องขึ้น และโกงพิสดารมากขึ้น ข้อความนี้ถ้ามาโยงกับสถาบันอุดมศึกษา บางแห่ง ซึ่งในปัจจุบันนั้นผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้มีการอบรมเกี่ยวข้องกับคุณธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสถาบันเองนั้นเปิดปริญญาที่ไร้คุณภาพ จ่ายครบจบแน่แล้วแจกปริญญาไป ถามว่า คนเหล่านั้นเวลาเขาออกไปทํางานเขาขาดความสามารถที่แท้จริงก็อาจจะเข้าสู่เรื่องของ การโกงได้ ต่อมานะครับ ขออัญเชิญพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ ๙ ในพิธีพระราชทาน ปริญญาบัตรเมื่อปี ๒๕๐๕ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์ท่านได้รับสั่งถึง เรื่องการอบรม ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษา ของประชาชนแต่ละคนเป็นสําคัญ ผลของการศึกษาอบรมในวันนี้ จะเป็นเครื่องกําหนด อนาคตของชาติในวันหน้า เพราะฉะนั้นกว่าผลของการศึกษาอบรมจะเกิดอะไรขึ้นมานั้น ก็คงจะมีผลในช่วง ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีต่อไป ผมใคร่ขอขยายความเรื่องการศึกษาอบรม อีกนิดหนึ่ง โดยพระบรมราโชวาท เมื่อปี ๒๕๐๓ ผู้ที่จะเป็นครูอาจารย์นั้น ใช่ว่าจะมีความรู้ ทางวิชาการและในทางการสอนเท่านั้นก็หาไม่ จะต้องรู้จักอบรมเด็กทั้งในด้านศีลธรรม จรรยา และวัฒนธรรม รวมทั้งให้มีความสํานึกรับผิดชอบในหน้าที่ในฐานะที่เป็นพลเมืองดี ของชาติต่อไปข้างหน้า การให้ความรู้หรือเรียกว่า การสอนนั้น ต่างกับการอบรม การสอนคือ การให้ความรู้แก่ผู้เรียน ส่วนการอบรม เป็นการฝึกจิตใจของผู้เรียนให้ซึมซาบติดเป็นนิสัย ขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าสอนแต่อย่างเดียว ให้อบรมให้ได้รับความรู้ดังกล่าวมาแล้วด้วย ซึ่งอันนี้คนที่ชอบดูภาพยนตร์จีนก็คงจะเห็นว่ากว่าจะได้เป็นศิษย์เรียนในวัดเส้าหลิน หรือว่า อาจารย์ที่สําคัญนั้นมักจะต้องโดนเรื่องการอบรมค่อนข้างหนัก คนที่เรียนในมหาวิทยาลัย เก่า ๆ ในยุโรปก็เช่นเดียวกัน ก็คงจะพบว่าในช่วงที่เรียนนั้นมีแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการอบรม เพื่อจะให้ทําอะไรเป็นแล้วก็ฝึกจิตใจนั้นค่อนข้างสูง ซึ่งผมก็ใคร่อยากจะเห็นว่าอุดมศึกษาไทย นั้นได้มีการปฏิรูปทางใจ แล้วก็ยึดหลักการอบรมใส่เข้าไปในสิ่งที่เราอยากจะปฏิรูปด้วย คําต่อมาที่ค่อนข้างสําคัญก็คือคําว่า หน้าที่ ซึ่งอันนี้เป็นพระราชกระแสของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งปรากฏในวารสารมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อปี ๒๕๕๗ ท่านรับสั่งว่าหน้าที่ของพระเจ้าอยู่หัวนั้น อาจจะมองแล้วเป็น ๒ เรื่อง เรื่องแรก พระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในหน้าที่ของความเป็นพระมหากษัตริย์ ก็คือดูแลทุกข์สุข ของประชาชน แต่หน้าที่ที่ ๒ ก็คือในฐานะทรงเป็นพลเมืองดี และขยายความว่า การเป็น พลเมืองดี หน้าที่ข้อนี้เหมือนกับสามัญชนทั่ว ๆ ไป ก็คือว่าเห็นอะไรที่จะทําเพื่อบ้านเมืองได้ ก็ต้องทํา ซึ่งหมายความว่าสามัญชนอย่างเช่นพวกเราควรที่จะได้รับการฝึกอบรม จากสถาบันอุดมศึกษาด้วยว่าเมื่อเรามีพลัง เห็นอะไรจะทําแล้วก็ทําเพื่อบ้านเมืองด้วย ท่านที่ทันสมัยมากได้ฟังคําพูดของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาตอนที่เขา ไปพูดให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดช่วงที่เด็กรับปริญญาเขาก็ได้พูดเรื่องเดียวกันว่า คนเรา จบเป็นบัณฑิตแล้วก็ควรจะมีเซนส์ ออฟ เพอร์โพส (Sense of Purpose) ก็คือมีจุดมุ่งหมาย ของชีวิต แต่จุดมุ่งหมายของคนที่เรียนจบคือคนที่มีโอกาสดีก็ควรจะช่วยสังคม ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนเล็ก หรือประเทศ หรือโลก

อีกอันหนึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับเด็ก ก็คือเด็ก ๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้ว ยังต้องหัดทําการงานและทําความดีด้วย เพราะการทํางานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยัน อดทน และพึ่งตนเองได้ แต่การทําดีนั้น จะช่วยให้มีความสุขความเจริญ ทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ํา ประโยคสุดท้ายค่อนข้างสําคัญ ก็เรียนว่าความรู้คู่คุณธรรมนั้น จะมาเร่งเอาตอนอุดมศึกษาไม่ได้ ก็คงจะต้องเริ่มมาตั้งแต่ต้น

สุดท้ายจะเป็นเรื่องพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งท่านองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าแล้วก็ได้ถ่ายทอดเรื่องพระบรมราโชบายซึ่งย่อไว้ ๔ ข้อ ทั้งหมดคือการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน อันแรก คือทัศนคติ ที่ถูกต้อง อันที่ ๒ พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและเข้มแข็ง อันที่ ๓ คือจบแล้วมีอาชีพ มีงานทํา อันที่ ๔ คือเป็นพลเมืองดี ซึ่งรายละเอียดทั้ง ๔ ข้อนั้นผมก็ได้เตรียมแจกเอาไว้ด้วย แต่คิดว่า คงไม่มีเวลาที่จะอธิบาย ก็ขอข้ามไป ๔ ข้อ

มาถึงประเด็นที่ผมคิดว่าจะขอคอมเมนต์ (Comment) เกี่ยวกับรายงาน คืออาการปัญหาของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งปรากฏว่าเมื่อสักครู่นี้สมาชิกได้พูดไป หลายท่านแล้ว แต่ว่าผมใคร่ขอโยงกับเรื่องหน้าที่ หน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาควรจะ ทําให้ชัดเจนว่ามีเข็มทิศหรือมีเป้าหมายไปทางไหน มีความมุ่งมั่นไปทางไหน ไม่ใช่ว่า จะขยายคณะไปในแอเรีย (Area) ที่ตัวเองไม่มีความชํานาญเลย แต่ว่าถ้าเปิดไปก็จะได้ นักเรียน ได้งบประมาณเพิ่ม ซึ่งการขยายและอนุมัติให้ทําแบบนั้นไม่น่าจะเป็นประโยชน์ ในระยะยาว ยิ่งต่อไปจากนี้จํานวนนักศึกษาที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายจะเข้าเรียน ในสถาบันอุดมศึกษาจะลดลงตามลําดับตามจํานวนประชากรเกิดที่ลดลงเมื่อ ๑๗ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีลดลงแล้ว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องคิดกันให้ดี ๆ ถ้าไม่มีใครทําอะไรเลยอาจจะมี การแก่งแย่งตัดราคากันเพราะว่าที่เรียนเพิ่มขึ้น คุณภาพการสอนแบบจ่ายครบจบแน่ แต่ว่า เข้าทํางานบริษัทแล้วเขาไม่รับเพราะว่าบัณฑิตทํางานไม่เป็นอาจจะมีมากขึ้น แล้วคงจะต้องมี การระมัดระวัง กระผมเองนั้นขอมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคร่าว ๆ ดังนี้

อันแรก ในส่วนของรัฐ ใคร่อยากจะเห็นว่า สกอ. ที่ปรับปรุงแล้ว หรือว่า กระทรวงที่จะทําขึ้นใหม่จะเป็นรูปแบบไหนก็แล้วแต่ โครงสร้างตรงนั้นผมไม่ได้มีจุดยืนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ขออย่างเดียวว่าใครก็ตามที่ดูแลเรื่องอุดมศึกษาอยู่นั้นควรจะต้องกําหนดอะไร บางอย่างแล้วก็สนับสนุนงบประมาณให้เหมาะสมเพียงพอ ไม่ควรจะให้มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ขยายขอบเขตกว้างขวางไปจนกระทั่งเป็นหลักสูตรที่เหมือน ๆ กันแต่ไม่รู้ว่าใครเก่งเรื่องอะไร ซึ่งการเลือกว่าใครเก่งเรื่องอะไรก็คงจะต้องวัดจากผลงานที่ผ่านมา ความเข้มแข็งของ สถาบันนั้น ความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสถาบัน รวมทั้งสถิติ การจ้างงานที่เกิดจากอดีต สามารถที่จะใส่งบประมาณที่ทําให้มีความเป็นเลิศในแต่ละสาขา ของสถาบันได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะให้การสนับสนุนกับมหาวิทยาลัยเอกชนในลักษณะเดียวกันกับที่สนับสนุน ให้กับมหาวิทยาลัยของภาครัฐ

ในส่วนของประเด็นควบรวมกระทรวง ผมคิดว่าสิ่งที่จะต้องให้ความสําคัญ ก็คือการปฏิรูปในเป้าหมายของกระทรวง เป้าหมายของอุดมศึกษา ตัวอย่างเช่น มีหน่วยงาน วิชาการในมหาวิทยาลัยที่สามารถตอบคําถามอนาคตระยะยาวรอบด้านในสาขาต่าง ๆ กระจายอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเก่งเรื่องอะไร หรือว่าการสร้างนิสิตนักศึกษาให้จบมาแล้วออกไป เป็นอินโนเวเตอร์ (Innovator) หรือนวัตกร แล้วก็นักปฏิบัติที่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมา ในชุมชนหรือในระบบเศรษฐกิจของเราได้จริง การบริหารความรู้ การเผยแพร่ความรู้ ที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยระบบวิจัยในอุดมศึกษา เพื่อให้กระจายความรู้อันนั้นออกมาเป็น มูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม ซึ่งผมคิดว่าประเด็นการเน้นเรื่องหน้าที่และเป้าหมายน่าจะเป็น ประเด็นหลักของการปฏิรูป ผมขอยกตัวอย่างว่าจากที่เคยไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด อยู่ช่วงหนึ่ง ก็ได้มีการดิสคัส (Discuss) กันในเรื่องว่ามหาวิทยาลัยเคยผิดพลาดมาแล้ว ประมาณ ๗ ปี โดยที่ไปกําหนดว่าเป้าหมายของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดคือนักศึกษา แล้วเขา บอกว่า ๗ ปีนั้นมีแต่ความเสื่อม เพราะพบความจริงว่านักศึกษาไม่ใช่ลูกค้า ซึ่งขณะนี้คิดว่า มหาวิทยาลัยไทยอาจจะคิดแบบเดียวกันหมดคือนักศึกษาคือลูกค้า แต่หลังจากที่เขาค้นพบ แล้วเขาบอกว่าลูกค้าของเขาที่แท้จริงคือธุรกิจอุตสาหกรรมที่อยากจะได้บัณฑิตชั้นเยี่ยม เงินเดือนสูงไม่ว่ากัน แต่ขอให้เก่งก็จะดี จากนั้นเขามุ่งเป้าที่จะเอาใจคนที่เป็นลูกค้าที่แท้จริง ของเขา ก็คือองค์กรที่จะรับไปจ้างนิสิตนักศึกษาที่จบไปแล้ว แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิตที่เงินเดือนสูงที่สุดในโลกไปทํางาน ในบริษัทที่ต้องใช้คนที่เก่งที่สุด แล้วนั่นคือความสําเร็จของเขา เพราะว่ารายได้เขาก็เพิ่มเป็น เงาตามตัว แต่เขาบอกว่ายังมีลูกค้าแหล่งที่ ๒ ที่เขาจะต้องทําเพื่อประเทศ เพื่อสังคมด้วย ลูกค้าของเขาคือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วประเทศและทั่วโลกซึ่งมีความสามารถต่ํากว่าเขา แต่ต้องการเนื้อหา บทเรียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จากนั้นมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดก็ขายส่ง องค์ความรู้และหลักสูตรชั้นเยี่ยมออกไปทั่วโลก แนวคิดว่าลูกค้าของเราคือใครนั้นน่าจะเป็น การปฏิรูปที่สําคัญมากกว่าที่จะปฏิรูปตัวโครงสร้าง อํานาจ แล้วก็เรื่องธรรมาภิบาล ของบอร์ด (Board) ซึ่งสามารถที่จะทําให้องค์กรประเภทกระทรวงที่เกิดใหม่ หรือว่า สกอ. นั้นเล็กลงกว่าเดิมได้

กระบวนเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ ผมคิดว่าน่าจะเปิดเสรีให้แต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นหาทางดึงดูดคนที่เก่งที่สุดในโลกที่เหมาะสมกับของเขา มีวิชาการใหม่ ๆ เข้ามาทํางานได้โดยง่าย แล้วก็ควรจะเพิ่มประเด็นการวัดความสามารถของมหาวิทยาลัยให้ดี แล้วก็ใช้ประเด็นการวัดในระดับนานาชาติ

และท้ายสุด เรื่องน้ําหนักและประเด็นปัญหาผลิตภาพและการบริหารจัดการ ระหว่าง สกอ. กับสถาบันอุดมศึกษา ผมมีความเห็นเกี่ยวกับข้อ ๒.๑.๖ ในหน้า ๓๕ นิดหนึ่งว่าในการจําแนกสถาบันอุดมศึกษาคงจะไม่มีสถาบันใดอยู่ในข้อหนึ่งข้อใดโดด ๆ แต่ว่าเป็นหัวข้อที่มุ่งเน้น เพราะว่าสถาบันแต่ละแห่งอาจจะทําหลายด้าน แต่อาจจะเด่นสุด ๆ แค่ ๑-๒ ด้าน และข้อสุดท้ายของข้อ ๒.๑.๖ แยกสถาบันอุดมศึกษาเอกชนออกมาเป็น อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งผมใคร่ขอแสดงความเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไม่ควรจะถูกแยกออกมา เพราะว่าเป้าหมาย ๕ ข้อข้างบนนั้นก็เป็นเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเช่นเดียวกัน ข้อ ๒.๑.๑ เรื่องปัญหาของกรรมการมหาวิทยาลัย ควรขยายไปถึงรูปแบบขององค์กร และการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ก็จะเชื่อมโยงไป ในข้อ ๒.๑.๓ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการการปฏิรูป ด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ขอเชิญครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้ ก็เป็นรายงานที่ดีฉบับหนึ่งของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กระผมจะขอเข้าเนื้อเรื่องเลยนะครับ จะเป็นการแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็น ผมจะไม่ลงไปในทุกประเด็น จะพูดประมาณ ๔ ประเด็นครับ

ผมขออนุญาตถอยมาเป็นเรื่องใหญ่ก่อน เราเห็นวันนี้คือข้อเสนอรายงาน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เวลาเราพูดไปแล้วเราจะได้ยิน เรื่องมหาวิทยาลัยเยอะเลย ผมคิดว่าพอไปพูดมหาวิทยาลัยมันจะไปติดเลย พอไปนึกถึง มหาวิทยาลัยก็ไปติดแบบมหาวิทยาลัย แต่ท่านเสนอเรื่องปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งก็คือ ไฮเออร์เอดูเคชัน (Higher Education) คือเป็นระดับสูง ผมคิดว่าถูกแล้วครับ ผมเห็นด้วย เมื่อพูดถึงอุดมศึกษาผมคิดว่าอาจจะต้องพูดให้ชัดเพื่อจะให้ข้ามเลยคําว่ามหาวิทยาลัย ไปก่อน มหาวิทยาลัยอยู่ในนั้นแน่นอน แต่เราต้องมาทบทวนอีกทีว่าอุดมศึกษาคืออะไร อุดมศึกษาถ้าแปลแบบแคบเขาบอกว่าก็คือการศึกษาที่สูงกว่ามัธยมศึกษา ถ้าบอกว่า มัธยมศึกษาเขาคงบอกต่ํากว่าอุดมศึกษา จริง ๆ อุดมศึกษาคือการศึกษาอันบริบูรณ์ มากมาย ขั้นสูง เป็นเลิศ เดี๋ยวผมจะไปลงเรื่องคําว่า เป็นเลิศ อีกที อาจจะเป็นกับดักก็ได้ ถ้ามองกว้าง ผมยังคิดว่าคณะกรรมาธิการท่านคงมองกว้างอยู่แล้ว เป็นเรื่องของการศึกษาอันบริบูรณ์ มากมาย สมบูรณ์ ขั้นสูงครับ ท่านได้มีการศึกษารายงานแล้วก็นําเป้าหมายของชาติ ๖ ประการมาวางไว้ผมเห็นด้วย แต่ผมพยายามจะดู ต้องขออภัยผมอาจจะอ่านแล้วอาจจะ ไม่ครบถ้วนตกหล่นไปก็ขออภัย ผมคิดว่าจะต้องมาตั้งหลักเรื่องปรัชญาอุดมศึกษาถัดจาก เป้าหมายชาติ ๖ ประการ ปรัชญาอุดมศึกษา ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ของท่าน ท่านเขียนเป้าหมายชาติไว้ ๖ ประการ ผมอยากจะกราบเรียนว่าในความเห็นของผม ผม อยากจะให้ดึงปรัชญาหรือเป้าหมายอุดมศึกษาออกมาเขียนให้ชัด ผมเห็น ๓ ประการ

ประการที่ ๑ น่าจะวางปรัชญาและความหมายอุดมศึกษา ผมย้ํานะครับ ไม่ใช่มหาวิทยาลัย อุดมศึกษาครับ ข้อที่ ๑ ต้องเพิ่มความเป็นธรรมให้สังคม ลดความเหลื่อม ล้ํา ซึ่งตรงกับเป้าหมายชาติ ในบูลเลต (Bullet) ที่ ๔ คือลดความเหลื่อมล้ํา แต่ผมอยากให้ เขียนว่าเพิ่มความเป็นธรรม ก็คือลดความเหลื่อมล้ํา เรามีประเทศไทยมานาน มีแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมานานหลายสิบปี มาสถาบันการศึกษาทั้งหลายระดับ เราพัฒนาประเทศมานาน แต่เราเป็นธรรมน้อยลง เหลื่อมล้ํามากขึ้น ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ อย่างเดียวนะครับ ทุกเรื่อง เรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นปรัชญาอุดมศึกษา ผมอยากจะให้ท่านเน้นเป็นข้อที่ ๑ ถ้าเราจะปฏิรูปกันทั้งทีต้องปรับตรงนี้ให้ชัด อุดมศึกษา ต้องทําเพื่อเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วเดี๋ยวจะลามไปหมด ทุกเรื่อง ท่านจะเห็นว่าคนเล็กคนน้อยโอกาสเข้าถึงอุดมศึกษาน้อยมาก คนมีโอกาสอยู่แล้ว ก็ได้มากขึ้น สังคมไทยก็เป็นสังคมที่ไหใหญ่ร่นไหน้อยบ่เต็มอยู่อย่างนี้แล้วจะมากขึ้น เราปฏิรูปอุดมศึกษาต้องมุ่งสู่การเสริมให้ไหน้อยมากขึ้น ไหใหญ่ได้เพิ่มขึ้นแต่ควรจะน้อย ไม่ควรจะล้น พอไปพูดว่าอุดมศึกษาชัดเจนคนที่เข้าถึงอุดมศึกษาก็ดี โอกาสที่อุดมศึกษา ใช้ทรัพยากรไปในการสร้างคนสร้างอะไรต่าง ๆ ไปเสริมโปรริช (Pro-rich) ครับ ไม่ใช่ โปรพัวร์ (Pro-poor) เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านตั้งหลักตรงนี้เป็นหลักการปฏิรูปครับ ข้อที่ ๒ อุดมศึกษาควรจะต้องสร้างโอกาสให้คนทุกคนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ของเขา ทุกคนนะครับ อุดมศึกษาต้องฟอร์ออล (For all) ใครเขาจะได้แค่ไหนว่ากันอีกทีแต่ต้อง ฟอร์ออล (For all) สร้างโอกาส พัฒนาเขาให้เต็มศักยภาพ เขาจะมีโอกาสนั้นไหม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเพิ่งไปอําเภอแม่แจ่มกลับมาเมื่อคืน ผมไปเยี่ยมโรงพยาบาล ไปเยี่ยมหน่วยบริการ ผมพบน้องพยาบาลที่เป็นเด็กในพื้นที่อําเภออมก๋อย เป็นนักเรียน ที่อมก๋อยได้ไปเรียนในวิทยาลัยของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ถูกเรียกว่ามหาวิทยาลัยนะครับ แต่เป็นสถาบันการอุดมศึกษามาหลายสิบปีแล้ว เราคัดคนในพื้นที่ให้ไปเรียนวิทยาลัย ในจังหวัดต่าง ๆ แล้วกลับไปทํางานในบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ขณะนี้มีบุคลากร สาธารณสุข พยาบาล รวมทั้งแพทย์ชนบทด้วย ผมพบว่าลูกของเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าไปเรียน เป็นแพทย์ แล้วกลับไปทํางานอยู่ในพื้นที่ อันนี้เพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ํา อุดมศึกษาต้องทําอันนี้ จะทําให้สังคมเราผาสุกมากขึ้น สร้างโอกาสให้เขา ถ้าไม่มีโอกาสเหล่านี้ เขาต้องมาสอบแข่งกันที่กรุงเทพฯ เข้ามหาวิทยาลัย ลูกคนมีเงิน ลูกคนมีโอกาสก็ได้ไปหมด อุดมศึกษาก็เลยไปรับใช้คนข้างบนที่มีโอกาสอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างโอกาสให้ คนทุกคน ข้อที่ ๓ อุดมศึกษาต้องสร้างความรู้ในระดับปัญญาของชาติ ไม่ใช่ความรู้ เป็นศาสตราวุธแต่ละชิ้น แต่ละสาขาเอาไปทํางานหากิน หาเงิน เราต้องสร้างปัญญา ให้กับชาติ ผมทราบว่ามีบางมหาวิทยาลัยได้ปรัชญาของตัวเองไว้ว่าเป็นปัญญาของแผ่นดิน ผมคิดว่าไม่ใช่มหาวิทยาลัยเดียว สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งต้องทําหน้าที่สร้างความรู้ สร้างปัญญาให้กับแผ่นดิน ให้กับสังคม แล้วจริง ๆ ต้องบอกว่าให้กับโลกด้วย วันนี้โลก มันแคบมาก อย่าไปคิดแค่ประเทศ ต้องให้กับโลกด้วย ประเด็นที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนว่า อยากจะให้มีการย้ําตรงนี้ จะไปอยู่ที่กระทรวง แยกกระทรวง จะจัดบริหารอย่างไร ผมคิดว่า เป็นเรื่องรอง เรื่องใหญ่ต้องมาปรับทัศนะในการที่จะเดินปรัชญาอุดมศึกษาชาติ ไม่อย่างนั้น ยิ่งทําไปก็จะยิ่งเหลื่อมล้ํา

ประการที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน ท่านได้แยกจําแนกประเภทสถาบัน อุดมศึกษาไว้ ๖ ประการ ท่านจะแยกแบบนี้ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ผมพยายามจะแยก อีกมุมหนึ่งเพราะผมไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาแต่ละแห่งจะแยกเบ็ดเสร็จแบบนั้น อาจจะมีหลายบทบาทหน้าที่ที่ท่านแยกอยู่ในสถาบันเดียวกันก็ได้ ผมมองง่าย ๆ แค่ ๓ กลุ่ม เท่านั้น ผมเขียนรูปสี่เหลี่ยมแล้วผมเขียนไว้อยู่ ๓ อัน อันที่ ๑ คือ วิจัย สร้างความรู้ นวัตกรรม อันนี้เป็นหน้าที่ของอุดมศึกษาอยู่แล้ว อุดมศึกษาต้องขั้นสูง ต้องเก่ง สร้างความรู้ วิจัยนั่นเอง อันที่ ๒ อุดมศึกษาต้องสนับสนุนการพัฒนาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ที่แม่แจ่ม เมื่อวานผมเห็นมหาวิทยาลัย ๖ แห่งเขาลงไปมะรุมมะตุ้มแก้ปัญหาเรื่องการบุกรุกป่า เรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนอยู่กับป่า ทําอะไรต่ออะไร นั่นละครับ สนับสนุนการพัฒนา สังคมและชุมชน ผมเขียนเป็นข้อ ๒ หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา และหน้าที่ที่ ๓ สร้างคน แต่ที่ผ่านมาบางทีเราเอาข้อ ๓ ขึ้นก่อน เราไปสร้างคน เป็นบุคคล หน้าที่ในการสนับสนุน พัฒนาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น เลยด้อยไปเรื่องวิจัย ผมคิดว่า ๓ อันนี้ต้องเป็นสัดส่วน ในสถาบันอุดมศึกษา อันไหนจะเป็นสัดส่วนมากน้อยก็ว่ากันไป แต่จะต้องมีสัดส่วน ทั้ง ๓ เรื่องนี้อยู่ด้วยกัน อันนี้เป็นข้อ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ถ้าผมแบ่งแบบนี้ไม่ขาด ตายตัวว่า ฉันเป็นสถาบันอุดมศึกษาวิจัย ฉันเฉพาะทาง จะต้องทําหน้าที่นี้ไปแต่ให้น้ําหนัก ที่แตกต่างกันได้

ประการที่ ๓ ที่อยากกราบเรียน การแบ่ง ๖ ประเภทของท่านที่ผมว่า ก็ไม่เป็นไรอาจจะแบ่งหลายมุม ผมพยายามแบ่งอีกแบบหนึ่ง ก็คือให้มองถึงเรื่องลักษณะของ เจ้าภาพหรือเจ้าของ จะทําให้จําแนกการบริหารสถาบันอุดมศึกษาได้ง่ายขึ้นและรัฐจะดูแล ง่ายขึ้น ผมแบ่งเป็น ๔ ประเภท ประเภทที่ ๑ เป็นของรัฐแล้วบริหารโดยราชการ บูโรเครติก สเตต โอน (Bureaucratic State Own) เป็นของรัฐ เรามีไม่น้อย ในอดีตเราเป็นของรัฐ แล้วก็บริหารแบบรัฐ เรารู้แล้วข้อติดขัดเยอะมากเพราะเราต้องใช้ระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินเดียวกันทุกเรื่องทั้งประเทศ ติดขัดเยอะ มีเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องอะไรเยอะแยะ สถาบันแบบนี้ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ใน กระทรวงสาธารณสุขก็ยังเป็นรัฐแบบนี้ไม่มีความคล่องตัว ประเภทที่ ๒ เป็นของรัฐ แต่มี ความคล่องตัว บางครั้งเรียกว่าสถาบันในกํากับ อุดมศึกษาในกํากับ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอิสระ หรือสถาบันอุดมศึกษาอิสระ ไม่มี มีแต่คล่องตัวเพราะยังเป็นของรัฐ ภาษาอังกฤษก็คือ ออโตโนมัส สเตต โอน ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Autonomous State Own Higher Education) หรือมหาวิทยาลัยก็แล้วแต่ อันนี้ ๒ แบบ ตอนนี้มหาวิทยาลัยก็ออกไปแบบนี้เยอะ ประเภทที่ ๓ ท่านแยกไว้อยู่ มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาเอกชนค้ากําไร คํานี้จริง ๆ หาทาง เขียนให้ดี พอคําว่า ค้ากําไร รู้สึกแสลงใจ แต่จริง ๆ ก็คือไพรเวต โพรฟิต ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Private Profit Higher Education) หรือยูนิเวอร์ซิตี (University) ต้องยอมรับว่าเป็น ไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) มีอยู่ส่วนหนึ่ง มีการกํากับเฉพาะมีการเดินหน้า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกพูดถึงมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) มีแบบที่ ๔ ท่านไม่ได้เขียนไว้ มหาวิทยาลัยที่เป็นกิจการเพื่อสังคมเป็นไพรเวต น็อน โพรฟิต ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Private Non Profit Higher Education) หรือยูนิเวอร์ซิตี (University) ผมอยากให้ท่านจําแนกแยกเอกชนออกเป็น ๒ แบบ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันการเรียนรู้ เพื่อปวงชน หรือที่เราเรียกมหาวิทยาลัยชีวิต เราไปส่งเสริมให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อย ในชุมชนท้องถิ่นได้เรียนปริญญาตรี เรียนที่บ้าน เรียนที่ศูนย์ เรียนที่ชุมชน แล้วก็เรียนทั้งชีวิต และเรียนทั้งงาน เราสามารถที่จะส่งเสริมคนเรียนไปแล้วจํานวนมากทีเดียว ผมไม่พูดลง รายละเอียดนะครับ ก็มีปัญหาเพราะเราถูกจัดว่าเป็นสถาบันเอกชน ทุกอย่างเราถูกควบคุม กํากับเหมือนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ค้ากําไร แต่เราไม่ได้ค้ากําไร มหาวิทยาลัยหัวเฉียว มูลนิธิจัดการไม่ได้ค้ากําไร เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านจําแนก ผมมอง ๔ แบบ เสนอท่านเป็น มุมหนึ่งที่ท่านที่อาจจะดู

ประการที่ ๔ ที่ผมอยากเรียน แล้วหน้าที่ของรัฐผมจะไม่ขออนุญาต ออกความเห็นตรงนี้ว่าควรจะแยกกระทรวง ไม่แยกกระทรวง ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เป้าหมาย นั่นไม่ใช่คําตอบ จะอยู่กับกระทรวง จะแยกกระทรวงอะไรต่าง ๆ แต่ดูหน้าที่ของรัฐ ว่ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนอุดมศึกษาอย่างไร ผมคิดว่าหน้าที่ของรัฐมี ๓ ตัว ตัวที่ ๑ ควบคุม กํากับนโยบายและทิศทางให้ได้ ประเทศเรากําลังจะไปทางไหน มหาวิทยาลัยจะต้องหันมา สู่ทิศทางนั้นแล้วก็ทํา ๓ หน้าที่ สร้างปัญญา สนับสนุนการพัฒนาสังคมและสร้างคน ไปในทิศนั้น รัฐต้องกํากับ ไม่ว่าเขาเป็นเอกชนค้ากําไร ไม่ค้ากําไร หรือคล่องตัว หรือเป็น แบบราชการ ต้องไปในทิศเดียวกันไม่ใช่ปล่อยอิสระแบบคนละทิศคนละทาง ข้อ ๒ ต้องควบคุมมาตรฐานการดําเนินงานหรือปฏิบัติภารกิจพอเหมาะพอสมไม่ใช่ควบคุม มาตรฐานวิชาการ รัฐควรจะให้เขาไปควบคุมมาตรฐานวิชาการกันเองเพื่อเป็นความคล่องตัว ของเขาและเป็นเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ แต่จะต้องควบคุมมาตรฐานการดําเนินงานการปฏิบัติ ภารกิจไม่ให้ผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่ไปค้าปริญญาอะไรทํานองนั้น ข้อ ๓ รัฐต้องถ่วงดุล ถ้าผลิต อะไรมากเกินไปกําลังจะผิดทิศทาง รัฐต้องมีวิธีถ่วงดุลให้กลับไปสู่สิ่งที่จําเป็นจะต้องไปใน ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติว่าจะไปทางไหน เครื่องมือคืออะไร คือ ๑. กฎหมาย รัฐมีอํานาจ หน้าที่ตามกฎหมาย จะต้องแก้กฎหมายหรือใช้กฎหมายอะไรเพื่อจะทําให้เกิดอันนี้ ๒. ในสหรัฐอเมริกา รัฐเขาจะสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัย ก็หากินเองได้ส่วนหนึ่ง แต่ที่รัฐให้เขาจะบอกว่าให้ผลิตอะไร ผมขออนุญาตท่านประธาน ยกตัวอย่างนิดเดียว เขาบอกว่าเขาต้องการให้ผลิตแพทย์ แฟมิลีดอกเตอร์ (Family Doctor) คือแพทย์ครอบครัว ถ้าคุณจะผลิตแพทย์ครอบครัวเขาให้เงิน ถ้าคุณไม่ผลิตไม่ว่าไม่ให้เงิน ก็คือใช้เงินงบประมาณเป็นเครื่องมือเพื่อจะบอกว่าเราจะไปทางไหน ถ้าวันนี้เราขาดแคลน นักวิทยาศาสตร์เราก็ใส่เงินไป ที่ไหนจะผลิตนักวิทยาศาสตร์เราก็หนุนไป อันนี้ก็คือใช้ เครื่องมืองบประมาณ และอันที่ ๓ สุดท้าย ใช้การบริหารเชิงนโยบาย รัฐมีอํานาจบริหาร อยู่แล้ว บริหารประเทศอยู่แล้ว สามารถใช้การบริหารเพื่อให้มหาวิทยาลัยไปทางไหนก็ได้ โดยที่มีเครื่องมือคือตัวกฎหมายและตัวงบประมาณ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเสนอนี้อาจจะดูเหมือน เป็นภาพใหญ่แต่ผมคิดว่าสําคัญ ยังไม่จําเป็นต้องลงไปว่าอยู่กันที่ไหน แต่ถ้าปรับทิศ ปรับความคิด ปรับทางแบบนี้ จะทําให้อุดมศึกษามารับใช้ปรัชญาที่ผมขึ้นตอนต้น แล้วทิศทางที่ทางอุดมศึกษาจะปฏิรูปไปสู่การรับใช้ประเทศชาติบ้านเมืองก็น่าจะมี ความเข้มข้นเข้มแข็งมากขึ้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณคุณหมออําพลนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตผู้บัญชาการศึกษาสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กราบเรียน ท่านประธาน กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ กระผมใช้ชีวิตเป็นตํารวจมาแต่ว่าขอนําเสนอ และขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะผมก็คิดว่าขอให้เป็น คนหนึ่งในบ้านเมืองในสังคมไทยอยู่กับการศึกษามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วที่ท่านประธานอ่าน เมื่อสักครู่ว่า ส่วนหนึ่งผมก็เคยใช้ชีวิตเป็นครูบาอาจารย์อยู่โรงเรียนนายร้อยตํารวจหลายปี แล้วครั้งหนึ่ง ที่เป็นตําแหน่งที่ผมภาคภูมิใจก็คือได้เป็นผู้บัญชาการศึกษาดูแลการศึกษาของตํารวจไทย ทั่วประเทศ แล้วก็มีโอกาสในชีวิตได้ไปใช้ชีวิตในการไปดูงานแล้วก็ไปอยู่ในวงการศึกษา หลาย ๆ แห่งทั่วโลก ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเข้าประเด็นที่ว่า ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการหลายท่านเป็นครูบาอาจารย์ของผมซึ่งผมเคารพและศรัทธาทั้งที่อยู่ที่นี่ และหลาย ๆ ท่าน ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาอุดมศึกษาของไทยในฐานะ ที่เราคงมองภาพรวมจากข้างนอก ขออนุญาตเป็นการมองจากข้างนอก ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ เป็นนักการศึกษา จากทั่ว ๆ ไปผมทึกทักเอาว่ามองจากข้างนอกมาแล้วกัน เพราะคล้าย กับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะเสนออะไรในวันนี้หรือแม้แต่วันข้างหน้า ก็ตามว่าจะให้กะทัดรัดหรือเจาะจงเอาอย่างไรว่าควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ท่านประธาน ต้องตั้งหลักดี ๆ ก่อนนะครับ แล้วเราจะทําอย่างไรเรื่องนี้บางคนก็บอกว่าเป็นโรคเรื้อรัง ก็ไม่เป็นไรคงไม่ใช่โรคเรื้อรัง โรคเรื้อรังก็ต้องหาทางแก้ไขเยียวยาหรือว่ารักษา หรือก้าวไปสู่ การป้องกันถ้าไปเปรียบเหมือนโรค อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าในส่วนนี้ก็มีที่น่าชื่นชม และได้นําเสนอรากฐานความเป็นมาของระบบอุดมศึกษาไทย เช่นตั้งแต่ช่วงเด่นชัดก็คือ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ที่มีการตั้งทบวงขึ้นมาสมัยตั้งแต่เราเด็ก ๆ ทั่วไปก็มีการสอบเอ็นทรานซ์ (Entrance) มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ชีวิตของคนไทยก็จะอยู่กับพวกนี้ แล้วก็มีหลาย ๆ ส่วน ที่คณะกรรมาธิการได้บอกไว้ว่านักวิชาการได้บอกว่าระบบอุดมศึกษาของไทยต้องเผชิญกับ ปัญหาวันแล้ววันเล่ามาเรื่อย ๆ โดยเทียบเคียงกับต่างประเทศในเชิงวิชาการว่าปัญหานั้น คล้ายคลึงกันกับหลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชีย คือว่าปัญหาหลักวางไว้คงเพราะ ประโยชน์ตรงรูปแบบและโครงสร้างสถาบัน หมายความว่าเราอาจจะปรับเฉพาะบ้าน ตัวบ้าน เราไม่ดูชีวิตของคนในนั้น เด็กนักเรียน คน นักศึกษา ครูบาอาจารย์อยู่กันอย่างไร สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยเราหรือไม่ ในส่วนนี้นักวิชาการเขาบอกว่าปัญหาหลักวางอยู่บน รูปแบบและโครงสร้างสถาบัน ลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นและวัฒนธรรมของประเทศ ที่ยังคงฝังรากลึกและเป็นอุปสรรคกับการเปลี่ยนแปลง แต่ผมจะขอตีความว่าลักษณะเฉพาะ ของท้องถิ่นและวัฒนธรรมฝังรากลึกเป็นอุปสรรค การเปลี่ยนแปลงไอเทม (Item) ผมอยากจะขออภิปรายว่าจริง ๆ แล้วมันกลมกลืนกันคงไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคหรอกครับ ทีนี้ประเทศไทยก็คงขับเคลื่อนไปเรื่อยตามนโยบายที่วางเอาไว้ เขาก็เสนอว่าต้องมีความกล้า ลงทุนในระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาต้องลงทุน อย่างชาญฉลาด จําเป็นต้องหาหนทางเปลี่ยนระบบการศึกษาแบบท่องจํา เป็นระบบ นวัตกรรมและการวิเคราะห์อะไรพวกนี้ ด้านภาษาจําเป็นอย่างยิ่งที่โลกหมุนเร็ว จําเป็น จะต้องติดต่อแบบไร้พรมแดนก็ต้องเน้นเรื่องภาษาอะไรพวกนี้ ก็ไล่ลงมาว่าพอมาถึงสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งกระเพื่อมมาเรื่อย ๆ แล้วที่ท่านกรรมาธิการเสนอหลาย ๆ อย่าง มีอีกจุดหนึ่งบอกว่า แยกการศึกษาอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เดิมมาจากระบบราชการที่เป็น พี่เลี้ยงแล้วก็อาจจะมีแยก แยกแล้วก็เอามารวม ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปคงจะคิดได้แค่เบลอ ๆ ทีนี้ว่าผมก็นั่งคิดแล้วก็นั่งฟังผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านต้องขอขอบคุณนะครับ ได้ให้ความรู้ พวกเราเรียนรู้ร่วมกัน จริง ๆ ผมก็อยากจะบอกว่าจะรวม จะแยก จะตั้งใหม่ หรืออะไร ก็ตาม ผมบอกว่าขอให้มุ่งมาดูที่เนื้อหาของการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันเรามุ่งที่ ส่วนกลางมากเกินไปหรือเปล่า แล้วเราลืมคนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนพี่น้องชาวไทยหรือว่าเป็น คนของเราส่วนมากเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในท้องถิ่น เมื่อสักครู่ผมพูดอยู่อันหนึ่งที่บอกว่า เฉพาะท้องถิ่นและวัฒนธรรมฝังรากลึก ต้องฝังรากลึกไปอีกยาวนาน แต่ผมมองว่าคงไม่ใช่เป็นอุปสรรคหรอกครับ แล้วก็บอกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้เราเขียนมุ่งว่าต้องปรับปรุงการเรียน การสอนในหมวด ๑๖ มาตรา ๒๕๘ ด้านจัดการศึกษา เราบอกว่าจะจัดการเรียนการสอน ทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อบรรลุ เป้าหมายโดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติ ระดับพื้นที่ ระดับชาติ ไม่น่าเป็นห่วงมากเพราะเรา อยู่ข้างบน แต่ระดับพื้นที่คิดว่าโดนใจพวกเราหลายคน และอยู่ในหัวใจของพวกเรา ผมจะขยายความว่าระดับพื้นที่ ผมบอกไปเมื่อสักครู่แล้วว่าเราอย่าลืมคนท้องถิ่น ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเยอะ เรายอมรับว่าปีหนึ่งเราให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับกูรู (Guru) หรือผู้ทรง ภูมิปัญญาเยอะ ได้รางวัลทั้งนานาชาติให้ ได้รางวัลทั้งพวกเรากันเอง ทั้งมหาวิทยาลัย ให้กับผู้ทรงภูมิ ผู้มีปัญญาในท้องถิ่นมาก ๆ จะเห็นว่าหน่อเนื้อในแต่ละท้องถิ่นแบ่งทีไร ก็จะมีคนเก่ง ๆ เยอะ แล้วอาจารย์ส่วนกลางที่อยู่ในท้องถิ่นเจริญก็เก่งมาก ๆ ด้วย แล้วกระจายไปท้องถิ่นต่าง ๆ ก็เก่ง ทีนี้ผมคิดไม่ค่อยออกว่าจะทําอย่างไร จะรวม จะแยก อะไร แต่ก็บอกว่าเน้นที่เนื้อหาการจัดการเรียนการสอน และที่สําคัญผมว่ามหาวิทยาลัย ต้องเดินด้วยตัวเอง หลายท่านอาจจะคัดค้าน แต่สังคมไทยบอกว่าถ้าเดินด้วยตัวเองเดี๋ยวยุ่ง ไม่เป็นไรก็ต้องค่อย ๆ ดูไปแล้วก็ค่อย ๆ กํากับเขาไปว่าอยากให้มหาวิทยาลัยโตด้วยตัวเอง แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ถามว่าจะเดินไปทางไหน ก็ต้องเดินแบบมีทิศทาง แต่อย่าลืม ภูมิปัญญาท้องถิ่น บางทีส่วนกลางอาจจะก้าวไปไม่ถึงอาจจะไม่รู้ เพราะโจทย์ท้องถิ่น เป็นโจทย์ใหญ่มาก ส่วนกลางอาจจะดูคนละอย่าง แน่นอนคนเราคิดไม่เหมือนกันหรอก ผมเองยังคิดไม่เหมือนกันเลย ฉะนั้นถามว่าต้องแยกหรือไม่แยกก็หวนกลับมาอีกว่า ให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ แต่เขาต้องตอบตัวเขาเองก่อนว่ามหาวิทยาลัยเขาจะไปแบบไหน ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านมหาวิทยาลัยเดียวกันเอาอาจารย์หรืออะไรมารวมกันยังตอบ ไม่เหมือนกันเลย และหลาย ๆ มหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลาง กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็ตอบ ไม่เหมือนกันอีก เพราะฉะนั้นต้องใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ ตอบข้อที่ ๑ นี้นะครับ คือผมก็ไปมา ทั่วโลกแล้วเขายังชมเลยว่าประเทศไทยคิดเก่ง คิดซับซ้อน แต่เขาบอกจริง ๆ ซิมเปิล (Simple) เลยคิดในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่และต้องการจะเป็นอย่างไร เพราะเราอยู่กับตัวเรา ไม่มีใครอยู่กับใครหรอกครับ เราก็อยู่กับบ้านเรา แต่เราต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะเดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปถึงท้องถิ่น ไปถึงทุกที่ ทุกแห่งหนในประเทศไทยแล้ว บนเขาก็ยังมี เพราะฉะนั้นโจทย์แตกต่างกันก็จริง แต่โจทย์ใหญ่อยู่ที่ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ต้องกระจายทั่วไทย ฟังเสียงจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชากรส่วนใหญ่ต้องอยู่ท้องถิ่น เรากําลังขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ สตาร์ตอัป (Startup) เอสเอ็มอี (SMEs) เศรษฐกิจ จะเดินไปได้ต้องมีรากเหง้าจากการศึกษา เพราะฉะนั้นต้องเดินคู่ขนาน ๒ ขา หรือ ๓ ขา ก็ตามต้องไล่ลําดับมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเราพยายามกระจายเศรษฐกิจไปท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลพยายามทําอยู่ การศึกษาก็ต้องค่อย ๆ ไป เราไม่ต้องตกใจ เราจะดีขึ้นครับ โลกกําลังเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยี อินฟอร์เมชัน ซิสเต็ม (Technology Information System) เราไม่สามารถมองระยะยาวมากก็จริงแต่ต้องมีจุดเริ่ม เพราะอนาคตบ่งบอก ดูจากปัจจุบันหรือย้อนจากอดีต ดูย้อนอดีตมาดูปัจจุบัน ปัจจุบันบ่งบอกอนาคต เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ต้องให้มหาวิทยาลัยมีข้อเสนอขึ้นมา มหาวิทยาลัยคือใคร ไม่ใช่อธิการบดีหรอก ทุก ๆ คนตั้งแต่นักการภารโรงเสนอขึ้นมาว่าในแต่ละส่วนเขาต้องการอย่างไร จะเป็น ส่วนกลางก็ได้ ส่วนภูมิภาคก็ได้ ส่วนท้องถิ่นก็ได้ แล้วก็ค่อยมาว่ากันว่าหนทางที่ดีที่สุด ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าเดอะ วัน เบสต์ เวย์ (The one best way) ดีที่สุดคืออย่างไร ผมคงมีธรรมดา ๆ แค่นี้ว่าอย่าลืมฟังท้องถิ่น เพราะอันนี้ตรงกับศาสตร์พระราชา พระองค์ท่าน ทรงใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับท้องถิ่น ผมเป็นตํารวจเองส่วนหนึ่งเคยรู้ว่าท่านศึกษาข้อมูลก่อนไปที่ที่ยากกันดารที่สุด แล้วก็เอา เวลาทั้งหมดสร้างความแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น โดยใช้เวลาทั้งหมดเป็นมรดกทางปัญญา พระองค์ท่านเป็นครู ไม่ละเลยท้องถิ่น โน้มตัวลงไปหาคนท้องถิ่นเพื่อชูคุณค่าของ ความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าฮิวแมนซีเคียวริตี (Human Security) คือความมั่นคงของมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ตาสีตาสา ที่อยู่ไกล ๆ บนดอยบนอะไร บนเขาบนทะเล ริมทะเล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเท่ากัน โดยค่อย ๆ ดูจากการศึกษา เราคงไม่ต้องรีบด่วนว่าต้องแยกต้องรวมอะไร แต่ผมไม่คัดค้าน ที่เสนออย่างนี้ เสนอไปก่อนได้ แต่เราควรจะฟังอีกครั้งหนึ่งหรือรีพีต (Repeat) รีพีต แอนด์ รีพีต (Repeat and Repeat) ก็ยังดี ไม่ใช่ผมเสนอว่าต้องฟังมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง ฟังบ้านเขา คนอยู่ในบ้านเขา เขามีหัวจิตหัวใจแล้วเขาต้องการอะไร อย่างน้อยที่สุด เป็นพื้นฐาน เราก็คงหาผู้ทรงคุณวุฒิอีกชุดหนึ่งทําซ้ําว่าครอบกันได้ไหม แล้วตรงกันไหม เราก็หาจุดดุลยภาพที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ให้เกิดขึ้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เรามีรายงานพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบจาก สปท. ๒ รายงานด้วยกัน ขณะนี้มีผู้แสดงความจํานงอภิปรายในรายงานแผนการปฏิรูประบบ การอุดมศึกษา ๑๕ ท่านและทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราอภิปรายไปแล้ว ๙ ท่านเห็นว่า การอภิปรายที่ผ่านมาเป็นประโยชน์มาก มีสาระ ก็ผ่อนปรนท่านในเรื่องของระยะเวลา การอภิปราย อย่างไรก็ดีเนื่องจากว่าเรายังมีผู้ที่แสดงความจํานงอยู่พอสมควร และกรรมาธิการจะต้องตอบประเด็นสําคัญ ๆ ด้วย ยังมีรายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่อีกฉบับหนึ่ง ก็เลยขอให้ท่านที่จะอภิปรายจากนี้ไปช่วยกรุณาเคร่งครัดในเรื่องเวลาสักเล็กน้อย แต่ว่า อย่างไรก็ตามถ้าเป็นสาระที่เป็นประโยชน์ผมก็จะผ่อนปรน เพียงแต่ขอความร่วมมือ ท่านต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเข้าเรื่องเลย ท่านประธานครับ มีบทกวีอันหนึ่ง ยุค ๑๔ ตุลา บวกลบประมาณนั้น เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ จนกระทั่งเราจํากันขึ้นใจเกี่ยวกับ เรื่องการศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ เป็นยุคมาหาความหมาย ประพันธ์ โดย คุณวิทยากร เชียงกูล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ”ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” มีต่ออีกนิดหนึ่ง “มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉันอ้างว้าง ขับเคี่ยว เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน” ผมเอาบทกวีนี้ขึ้นมาอ่านในที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อย้อนยุคไป ๔๐ กว่าปีที่แล้ว เราหลายท่านที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้อยู่ในยุคนั้น คือยุคที่ เรียกว่ามาหาความหมาย เพราะผมเชื่อว่าหลายคนมีความสับสนว่าที่เรียนหนังสืออยู่ใน มหาวิทยาลัยในช่วงนั้น ๑๔ ตุลา ก่อนหน้านั้นเราเรียนกันเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อปริญญา เพื่อกระดาษแผ่นเดียวอย่างนั้นหรือ จริง ๆ ปรัชญาเรื่องนี้มีมากมาย ใช้เวลาอภิปรายกันนาน ทําให้ผมย้อนดึงเวลากลับมาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองได้มีผู้อภิปรายไปแล้วคือคําปาฐกถา ของคนสําคัญคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งท่านได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ คือมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พูดไว้ยาวครึ่งชั่วโมงกว่า แต่มีคําหนึ่งที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พูดซ้ํา พูดวนไปหลายครั้งเกือบ ๒๐ ครั้ง มีคนนับ คือคําว่า เพอร์โพส (Purpose) ง่าย ๆ ก็คือวัตถุประสงค์ ผมก็พยายามที่จะไปอ่านว่ามีคนสําคัญยิ่งใหญ่ ๒ คน ในโลกไซเบอร์ (Cyber) ทุกวันนี้ เขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น มหาวิทยาลัยติดอันดับท็อปเทน (Top ten) ของโลกมาหลายปี เป็นมหาวิทยาลัย อันดับหนึ่งของโลก น่าจะเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดแล้ว แต่ทําไมเขาจึงเรียนแล้ว อยู่ ๆ ก็ลาออกไป เป็นเรื่องแปลกสําหรับผมมาก ผมพยายามไปหาอ่านเหตุผล จนเหตุผล ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ปรากฏมาก็คือเขามุ่งมั่นในสิ่งที่เรียกว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์มากเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตของเขา และในทํานองเดียวกันอีกคนหนึ่ง ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็คือบิล เกตส์ ไปอ่านดูเขามีความใฝ่ฝัน เขามี ความมุ่งมั่นที่จะทําอะไร ๒ คนนี้จึงเป็นคําตอบว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์นั้น เป็นสิ่งที่มีความสําคัญมากสําหรับการดํารงชีวิตของเขา เขามุ่งมั่นที่จะทําให้สําเร็จ และเขาก็มองว่าสิ่งที่เขากําลังเรียนอยู่นั้นไม่ได้ตอบสนองเขาเร็วหรือตรงอย่างที่เขาต้องการ ทั้งหมด เขาจึงตัดสินใจดรอป (Drop) ลาออกไป แล้วก็ไปทําในสิ่งที่เขาต้องการ อันนี้ ก็ย้อนกลับไปได้ในสมัยยุค ๑๔ ตุลาว่า คําประพันธ์ที่ผมกล่าวนั้นคือคําประพันธ์ที่สอดคล้อง ว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์ในช่วงนั้นของกระบวนการนิสิตนักศึกษานั้นก็คือ วัตถุประสงค์ในการที่อยากจะเห็นการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยนั้นทําไปเพื่อประโยชน์ ของมวลมหาประชาชนก็คือมวลชนในสมัยนั้นที่พูดกัน ยุคนั้นจึงเป็นยุคที่บอกว่า ยุคกรรมาชนกับยุคปัญญาชน แต่พัฒนาการของการอุดมศึกษานั้นต้องบอกว่าเดินหน้ามา ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่เราพูด ไม่ได้ท้อถอย ไม่ได้มีปัญหามากเกินกว่าความสามารถที่จะแก้ได้ เพียงแต่ว่าปัญหาของการศึกษาอุดมศึกษานั้นจับไปตรงไหน แตะไปตรงไหนล้วนมีปัญหา ทั้งสิ้น ต้องใช้เวลานานในการปรับแก้ การปรับโครงสร้างนั้นก็เป็นกระบวนการหนึ่ง หรือเป็นวิธีการหนึ่ง ถ้าผมจําได้ผมเคยมีข้อมูลและเคยทราบว่าช่วงนั้นมีความคิดกันหนัก ตอนปี ๒๕๔๕ ตอนปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นว่าจะให้มีกระทรวงอะไร จะยุบ กระทรวงอะไร จะรวมกระทรวงอะไร บังเอิญว่าจะต้องมีกระทรวงตั้งขึ้นใหม่หลายกระทรวง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงต่าง ๆ ถูกคิดเพิ่มขึ้นมา เขาจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องคุมกระทรวงอย่าให้มากเกินไป เดิมทีกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คิดที่จะรวมกันหรอก แต่พอกระทรวงมันมากขึ้น ๆ ถ้าอย่างนั้นก็รวม ๒ กระทรวงนี้เข้าด้วยกันเป็นกระทรวงศึกษาธิการ แต่ประวัติ และความเป็นมามีรวมมียุบเป็นช่วง ๆ มาโดยตลอด คําถามผมว่าตอนนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัยไม่ยุบรวมกันตอนนั้น เกิดแยกกันอยู่ เผลอ ๆ ตอนนี้เรากําลังมาคิดปฏิรูป อย่างนั้นจับเขารวมกันดีกว่าเป็นกระทรวงศึกษาธิการ นี่ผมคิดขึ้นมาเล่น ๆ นะครับ แต่มีความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผมยังไม่มีคําตอบในวันนี้ว่า ความเหมาะสมของการรวมหรือการยุบกระทรวงศึกษาธิการ และแยกออกมาเป็น กระทรวงอุดมศึกษานั้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ที่ผมไม่คิดตอนนี้เพราะผมบอกว่าผมไม่มี หน้าที่คิด เสนอได้ครับ แต่ก็คงไม่ใช่เป็นคําตอบสุดท้าย ตอนนี้เรากําลังทําการบ้านที่จะส่งให้ คณะกรรมการพิเศษที่เรียกว่าคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาซึ่งรัฐธรรมนูญ กําหนด ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ไปให้เขาคิด แต่คําตอบถามผมส่วนตัวถามผมในใจผมเห็นด้วย เห็นด้วยกับกรรมาธิการในการที่จะแยกออกไปให้เป็นกระทรวงอุดมศึกษา แต่ผมไม่เห็นด้วย ที่จะไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมเห็นว่าควรที่จะรวมเอางานวิจัย ทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศให้มารวมอยู่ในกระทรวงอุดมศึกษา งานวิจัยนั้นต้องบอกว่าเป็น การบ้านหนักของทุกรัฐบาลคิดมาตลอด จะอยู่ลอย ๆ อย่างนั้น ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีนั้นน่าจะไม่เหมาะสม งานวิจัยนั้นเป็นด่านหน้าของการคิดพัฒนา ประเทศให้ไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ๕.๐ ถ้างานวิจัยไม่สามารถคิด ถามว่า จะพัฒนาประเทศไปได้อย่างไร ทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วเขาล้วนให้ ความสําคัญกับการพัฒนาประเทศและการวิจัยทั้งสิ้น ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม เพราะฉะนั้นการไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้น ยังมีคําถามตามมาอีกว่าจะพัฒนาวิจัยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นผมฝากเอาไว้

ประเด็นถัดมา มีผู้กล่าวตอนต้น ๆ ของการอภิปราย ผมฟังแล้วผมก็นึกถึง คําพูดอันหนึ่งที่ผมเคยคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด ผมถามว่าท้อถอยน้อยใจไหมที่ถูกดูหมิ่นบ้างในมหาวิทยาลัยที่ท่านสอนอยู่ในต่างจังหวัด เขาบอกว่าอะไรครับ ฟังแล้วสะท้อนใจ อาจารย์ครับ เขาเรียกผมว่าอาจารย์ เป็นหัวสุนัข ดีกว่าเป็นหางราชสีห์ ผมฟังแล้วผมตกใจ เขาสอนในมหาวิทยาลัยเป็นระดับรองศาสตราจารย์ แต่เขาถ่อมตัวถึงขนาดเขายอมที่จะเป็นหัวสุนัข ผมบอกว่าอาจารย์ครับ ผมกราบละ อาจารย์ อย่าเปรียบเทียบตัวเองอย่างนั้นเลย อาจารย์ไม่ได้เป็นหัวสุนัข การศึกษาของอุดมศึกษา ในต่างจังหวัดนั้นยิ่งใหญ่ไพศาล มีบุญคุณต่อประเทศชาติมานานนับทศวรรษแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาจารย์เป็นอยู่นั้นอาจารย์เป็นเพียงหัว ไม่ใช่หางราชสีห์ เป็นหัวราชสีห์ เพียงแต่ราชสีห์อาจจะตัวเล็กเท่านั้นเอง มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ ขออภัย มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น เขาคงจะเป็น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็เป็นราชสีห์ตัวใหญ่ แต่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดนั้นไม่ได้เป็นหัวสุนัข เป็นหัวราชสีห์นั่นละ ขอให้ภูมิใจเสียเถิด เพราะฉะนั้นความหมายของมหาวิทยาลัยที่จัดกลุ่ม เอาไว้โดยกรรมาธิการเป็นกลุ่มต่าง ๆ นั้นผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดพลังความตั้งใจ พลังความสามัคคีในการที่จะช่วยกันพัฒนา ช่วยกันวัฒนาการมหาวิทยาลัยของเขาที่เขา รับผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะภูธรหรือใน กทม. ก็แล้วแต่ให้มีการพัฒนาที่เจริญก้าวหน้าขึ้น เขารวมกันแล้วเขาจะมีความภาคภูมิใจ ความภาคภูมิใจคือหัวใจสําคัญของการทุ่มทรัพยากร ทั้งหมด ทุ่มพลังกาย พลังสมองในการสอนนักเรียน นิสิตนักศึกษา

ประเด็นถัดมา สิ่งที่ผมสะท้อนใจและฟังมาเหมือนกัน และผมก็เห็นด้วย ผมจึงมีข้อเสนอแนะ มีผู้เปรียบเทียบว่าการสอนนักศึกษาในปัจจุบันนี้นั้นสอนให้นักศึกษา จบออกมาแล้วเป็นเป็ด ถามว่าเป็นเป็ดอย่างไร เป็ดวิ่งบนบกไม่ได้เร็วเหมือนสุนัข เหมือนแมว ว่ายในน้ําไม่ได้เหมือนปลา บินก็ไม่ได้เหมือนนก เป็นเป็ดจริง ๆ เพราะบัณฑิต สมัยนี้ต้องบอกเลยว่าออกมาแล้ว จบมาแล้วทําอะไรไม่ได้ ทําอะไรไม่เป็น มีความรู้ออกมา แต่เอาตัวไม่รอดเพราะเราสอนให้เขาเป็นเป็ดคือไม่รู้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก เอาไว้ทางกรรมาธิการ ผมฝากคําว่าเกรตส์ (GREATS) ท่านหาทางที่จะไปใส่ไว้ในหลักสูตร ใส่ไว้ในการปฏิรูประบบการศึกษาในอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัย คําแรก จี (G) โกลบอล บัต เอฟฟิเชียนซี (Global but efficiency) คือสอนให้รู้หลาย ๆ อย่าง สอนให้มีความรอบรู้ เรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่รู้เฉพาะเศรษฐศาสตร์ รู้สังคม รู้วิทยาศาสตร์ รู้กฎหมายอะไรบ้าง รู้รัฐธรรมนูญ รู้ประชาธิปไตยบ้าง แต่ให้มีความรู้ว่าเขาเรียนสาขาอะไร คือโกลบอล บัต เอฟฟิเชียนซี (Global but efficiency) ให้มีความรู้ในสาขาที่เขาเรียนอยู่จริง เรียนแพทย์แต่ ไม่ใช่มุ่งมั่นจะรักษาคนไข้อย่างเดียว จบออกมาแล้วทํางาน ๒ ปีโดนฟ้องเรียก ๑๐๐ ล้านบาทก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นฝากจี (G) เอาไว้ อาร์ (R) คือ เรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) ถามว่าบัณฑิตจบออกมาแล้วทุกวันนี้มีเรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) หรือความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน อี (E) คือ เอนด์เลสเลิร์นนิง (Endless learning) เรียนให้รู้ตลอด ไม่ใช่จบบัณฑิตแล้วเป็นการปิดตํารา ไม่อ่านหนังสือ ไม่แตะต้องตํารับตํารา อีกเลยท่านจะล้าหลัง ที (T) ทีมเวิร์ก (Teamwork) บัณฑิตทุกวันนี้จบออกมาแล้วทํางาน เป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) หรือเปล่า ทําไม่เป็นครับ ทะเลาะไปทั่ว มีปัญหาไปทั่ว ไม่สามารถประสบความสําเร็จในชีวิตได้ เอส (S) สปิริต (Spirit) คือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ ของการทําตัวให้เป็นประโยชน์ ให้มีคุณค่า จิตวิญญาณประชาธิปไตย จิตวิญญาณที่มี ธรรมาภิบาล

ประเด็นสุดท้าย ปัญหาของธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ต้องบอกเลยว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นก้อนกรวด เป็นหินอยู่ในรองเท้าของมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง ในปัจจุบันนี้ มีการฟ้องร้องสารพัด สัพเพเหระเต็มไปหมด ฟ้องศาลปกครอง ฟ้อง คตง. ฟ้อง ป.ป.ช. ท่านไปดูเลยครับ การแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย การแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้รักษาการมหาวิทยาลัยยังมีเลย บางมหาวิทยาลัยกรรมการ สภามหาวิทยาลัยมีไม่ครบนะครับ ทะเลาะกันมากจนลาออกไปไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถอนุมัติปริญญาของบัณฑิตหรือว่าที่บัณฑิตได้ แต่งตั้งอธิการบดีเดี๋ยวก็ฟ้อง ศาลปกครองถอดถอน เดี๋ยวก็ฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัย ฟ้องนายกสภามหาวิทยาลัย ผมถามว่าปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอะไร ผมเคยเป็นกรรมาธิการสมัยทํางานรัฐสภา เคยเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมาไม่น้อยกว่า ๓ ฉบับ ผมรู้เลยว่ามีปัญหา มีปัญหาเพราะทุกมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ออก นอกระบบจะมีพระราชบัญญัติของตัวเอง ส่วนมากก็ลอกกัน ลอกกันไปลอกกันมา แต่ลอกแล้วไม่ลอกให้เหมือน ลอกแล้วก็จะใส่อินโนเวชัน (Innovation) อะไรต่าง ๆ เข้าไป การแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย การแต่งตั้งอธิการบดี การแต่งตั้งรักษาการ อะไรต่าง ๆ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเสนอกรรมาธิการครับ เสนอให้มีกฎหมายกลาง อย่างน้อยฉบับหนึ่ง บัญญัติให้มีกติกากลางว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ งานบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ การแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งบริหาร อธิการบดี สภามหาวิทยาลัย การแต่งตั้งตําแหน่งทางวิชาการต่าง ๆ เป็นต้น ไม่ใช่บางมหาวิทยาลัยได้ ศ. ได้ รศ. ได้ ผศ. กันง่าย ๆ บางมหาวิทยาลัยทํางานแทบตาย สายวิทยาศาสตร์ สายแพทย์ ตรวจคนไข้เช้า ลาคนไข้ ๑๐ โมง บ่ายโมงมาสอนห้องเลกเชอร์ (Lecture) บ่ายสองโมงไปสอนเบดไซด์ (Bedside) สอนข้างเตียงคนไข้ จะเอาเวลาที่ไหนไปทํางานวิจัย เขาจะได้ ผศ. รศ. ศ. มาได้ อย่างไร เลือดตาแทบกระเด็น เพราะฉะนั้นวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้อย่าให้มามีปัญหาแล้วก็เกิด อธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นกฎหมายกลางจะเป็นกําหนดแล้วให้แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นดูว่า ถ้ายังไม่สอดคล้องกับกฎหมายกลางนั้นก็ปรับแก้ให้ตรงไปตรงมา อันนี้เป็นวิธีการแก้ กฎหมาย ต้องใช้เวลามากในการอภิปรายเรื่องนี้ ท้ายที่สุดผมฝากทางกรรมาธิการว่าเรื่องนี้ ผมว่าท่านอย่าไปซีเรียส (Serious) กับมัน มติออกมาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าอย่างไร ก็แล้วแต่กรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษานั้นก็คงจะเป็นคําตอบสุดท้าย งานของเราคงจะเป็น งานโค้งสุดท้ายที่ส่งการบ้านฉบับนี้ให้เขา สิ่งที่ผมหวังก็คืออยากจะให้มีการประชุมร่วม ระหว่างกรรมาธิการของอาจารย์วิวัฒน์กับกรรมการอิสระชุดนั้น ผมว่าเราคงจะต้องส่ง การบ้าน ส่งเอกสารให้เขาทั้งหมด อันนี้ผมใฝ่ฝันและผมฝันจริง ๆ อยากให้มีการประชุมร่วม แล้วก็มีการถ่ายทอดสดด้วยซ้ํา ของทีวี (TV) รัฐสภานี่ละที่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งเลย อาจารย์วิวัฒน์อาจจะเชิญทางกรรมการชุดนั้นมาประชุมร่วมที่สภานี่ละครับ ถ่ายทอดทีวี (TV) สภาให้พวกเราดู เพราะนี่คือกรรมการชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่อยากจะเป็น ต้นแบบ ในที่สุดแล้วถ้าท่านทําสําเร็จ คณะกรรมการชุดอื่นที่ตั้งขึ้นปฏิรูปด้านอื่น ๆ ก็คงจะ เดินตาม อยากจะเรียน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ แท้จริงปัญหาเรื่อง อุดมศึกษาหรือปัญหาของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของชาติทีเดียว เพราะฉะนั้น การอภิปรายของพวกเราในวันนี้อาจจะถูกกล่าวหาได้ว่าเหมือนตาบอดคลําช้าง ใครถนัด ตรงไหนก็นิยามไปที่ตรงนั้น อธิบายกันไปตามที่ตัวเองถนัด อย่างไรก็ตามผมออกจะได้ แรงจูงใจจากอาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ที่ท่านได้ยกเอาแนวคิดขององค์พระบาท สมเด็จพระอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการศึกษา เพื่อการสร้างชาติขึ้นมาต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเห็นว่าหัวใจของเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ของปัญหาอุดมศึกษาของบ้านเราที่เป็นปัญหาเหมือนช้างดังที่ผมได้กล่าวไป จริง ๆ แล้ว ท่านประธานครับ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ๑๒๐ ปีย้อนหลังไป ได้ให้แนวคิดสําคัญไว้ว่าด้วยเรื่องของการศึกษาเพื่อการสร้างชาติ คือเป้าหมาย ดังนั้นพระองค์ท่านทรงส่งคนไทยไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะ ทางตะวันตก เป้าหมายที่เราพูดกันอ้างประเทศลักเซมเบิร์ก ก็คือไปเรียนรู้เพื่ออะไร ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ก็บอกว่าเพื่อจะให้คนไทยมีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง ไปมีความรู้ เสมอด้วยฝรั่งเพื่ออะไร ก็เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเมืองเพื่อการสร้างชาตินั่นเอง ประเด็นจึงอยู่ ที่ว่าวงการอุดมศึกษา หรืออุดมศึกษาของไทยโดยรวมนั้นมีหลักคิดที่จะบอกกับตัวเอง บอกกับสังคม และบอกกับก้าวย่างในแต่ละวันคืออะไร หลักคิดสําคัญของวงการอุดมศึกษา ถ้าไม่ทําอุดมศึกษาเพื่อการสร้างชาติแล้วจะทําอะไร คําตอบจึงได้ออกมาอย่างที่เรารู้ ตีวงล้อมไปเรื่อย หาแต่องค์ประกอบรายย่อยไปเรื่อย มหาวิทยาลัยต้องเป็นอิสระ การวิจัย ต้องมีสตางค์ แล้วในที่สุดก็ต้องมาพูดเรื่องให้เป็นที่น่าอับอาย เป็นหลักชัยของสภาแห่งนี้ หรืออย่างไร ก็คือขอตึก ของบประมาณ ขอบุคลากร ขอความอิสระเป็นกลาง และขอเป็น กระทรวง อย่างนี้หรือครับ จะบอกกับสังคมว่าสภาแห่งนี้กําลังปฏิรูปอุดศึกษาของเรา ให้เป็นกระทรวง ให้มีงบประมาณมากขึ้น ให้ได้รับใช้สังคมมากขึ้นถ้ามีงบประมาณมากขึ้น มีคนมากขึ้น แต่ในที่สุดข้างนอกพูดว่าอย่างไรข้างในก็พูดว่าอย่างนั้น ว่าวงการอุดมศึกษา เรามีคุณภาพเพียงแค่จ่ายครบแล้วจบแน่ แต่บริษัทไม่รับเข้าทํางาน อย่างนี้หรือคือสิ่งที่ เราอยากได้ยิน เสร็จการประชุมครั้งนี้ เสร็จการปฏิรูปครั้งนี้ตอบโจทย์เรื่องจ่ายครบจบแน่ และไม่สามารถรับใช้ชาติได้อย่างนั้นหรือครับ ผมคงจะไม่ใช้เวลาที่มีอยู่แค่ ๑๐ นาที มาพูดเรื่องจะเคลม (Claim) จะว่าแบบเก่า ๆ ถามว่าในเชิงเปรียบเทียบที่ใช้การศึกษา เพื่อการสร้างชาตินั้นเขาทํากันอย่างไร ร. ๕ กล่าวมา ๑๒๐ ปี ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน กล่าวมาแค่ ๔๐ ปี กล่าวจบมีหลักคิด มีวิธีคิด เขาลงมือทํา ๔๐ ปีที่แล้ว เติ้ง เสี่ยวผิง เขาก็มีหลักคิดแต่เพียงว่าเปิดประเทศ จีนต้องเปิดประเทศ และจะต้อง พัฒนาชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์ จะเปิดประเทศอย่างไร จะพัฒนาชาติอย่างไรคือคําถามต่อมา คําตอบก็คือต้องเรียนรู้จากต่างชาติที่เขาประสบความสําเร็จแล้ว ไม่ต่างกับที่ล้นเกล้า ร. ๕ ได้กล่าวไว้ว่าจะต้องไปเรียนรู้จากฝรั่ง เพื่อให้มีความรู้เสมอด้วยฝรั่งแล้วกลับมาสร้างชาติกัน มาพัฒนาชาติกัน เติ้ง เสี่ยวผิง กล่าวไว้เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็แบบเดียวกัน ต้องเปิดประเทศและไปเรียนรู้จากประเทศอื่น ๆ ไปลอกแบบเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เป็นเศรษฐกิจทุนนิยมของประเทศสิงคโปร์ไปเปิดที่เมืองจีน ก็ได้กลายเป็นสิงคโปร์ ๑ สิงคโปร์ ๒ จนสิงคโปร์ ๒๐ ประเทศจีนได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษลอกเลียนแบบสิงคโปร์ และหลังจากนั้นความรู้จะได้ อย่างไร ถ้าไม่ลอก ถ้าไม่เลียน ถ้าไม่ต่อยอด ประเทศจีนก็ทําเหมือน ร. ๕ ทําก็คือกองทัพ นักศึกษาจากจีนจํานวนเป็นล้านคนเดินทางออกนอกประเทศมาเรียนกันแม้กระทั่งที่หัวเฉียว ในประเทศไทย หรือเอแบค (ABAC) ที่ประเทศไทย เรียนภาษา เรียนศิลปวัฒนธรรม แต่สําคัญที่สุดเขาก็มีหลักคิดหรือเข็มมุ่ง หรือที่เราใช้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป้าหมาย เพอร์โพส (Purpose) อะไรนั่น ก็คือจะต้องสร้างประเทศด้วยการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ นําวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ให้ประเทศมีเงิน เมื่อเศรษฐกิจดีก็สร้าง สังคมที่มีอารยธรรม มีศิลปะ และมีศีลธรรม สังคมนิยมแบบจีน ต่อจากนั้นก็สร้างสังคม กลมเกลียว สังคมที่เสมอภาค ให้ราชการและรัฐบาลมีเป้าหมายรับใช้ชาติ พัฒนาชาติ และรับใช้ประชาชนเป็นเป้าหมาย ท่านประธานครับ ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นหลักคิดอะไร ที่จะต่างไปจากล้นเกล้าฯ ร. ๕ ท่านประธานกรรมาธิการอาจจะตอบว่ามหาวิทยาลัยไทย ก็มีเป้าหมายอย่างนี้ละ ถ้ามีเป้าหมายนี้ทําไมถึงมีแต่ปัญหาว่าขอตึก ขอคน ขอบุคลากร ของบประมาณ ขออิสระ และทําไมถึงมีแต่คําว่า จ่ายครบแล้วจบแน่ ทําไมถึงไม่มีว่า มหาวิทยาลัยสามารถตอบปัญหาของประเทศชาติได้นานาประการอันเป็นที่กล่าวอ้างได้ ยกตัวอย่างว่าอุดมศึกษาเราจะมีร่วมส่วนในการสร้างชาติ หรือพัฒนาชาติกันอย่างไร ผมลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ๒ เรื่อง เอาเรื่องแรกบ้านผม เอาปัญหาของชาติ ของ ประชาชนมาแบกันที่ตรงหน้า แล้วให้อุดมศึกษาช่วยขบคิดหาทางออก ปัญหาบ้านผมคือ อะไร ยางพาราราคาตกต่ําและไม่มีเสถียรภาพ เดี๋ยว ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท เดี๋ยว ๒ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท เดี๋ยวกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทอยู่ ๗ วัน ลงไป ๒ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ลงไป ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ชาวบ้านนอนไม่หลับ ไม่รู้เมื่อไรยางจะขึ้น ไม่รู้เมื่อไรยางจะลง รัฐบาลก็พูดอยู่นั่นล่ะกี่รัฐบาล จะต้องใช้ยางในประเทศให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ รู้ปัญหาหมด อุดมศึกษาอยู่ตรงไหนในส่วนนี้ ถ้าผมบอกว่า อุดมศึกษาไม่คิดหรือว่าการจะเรียนรู้เรื่องยาง จะขบปัญหาเรื่องยาง หรือแม้กระทั่งจะไป ลอกเขาเหมือนที่นานาประเทศเขาทํา เพื่อจะมาต่อยอดว่าการสร้างล้อเครื่องบินทําอย่างไร เพราะเครื่องบินเพิ่มขึ้นทุกวัน ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ ถูกไหมครับ ผมถามว่ามหาวิทยาลัย ได้วางตรงหน้าไหม ว่าของมหาวิทยาลัยผมจะต้องส่งชีวการยาง เคมีการยาง ฟิสิกส์การยาง วิศวกรรมการยาง นาโนการยาง ไม่รู้ล่ะ เราจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาในเรื่องยาง เพื่อจะขบปัญหายางพาราให้ตก จะผลิตนักวิทยาศาสตร์สายการยางปีละ ๓๐ คน ตรี โท จนถึงเอก สร้างดอกเตอร์เรื่องยางปีละ ๓๐ คน ๑๐ ปีป่านนี้ ๓๐๐ แล้วครับ และนี่เป็นอย่างไรครับ ผมไม่อยากพูดหรอกครับว่า มีนายกรัฐมนตรีบางสมัยเขายังคิดจะเอาทุนที่ได้จากหวย ๓ ตัวอะไรนั่น ส่งเด็กไปเรียน เมืองนอก ในทุกสาขาวิทยาศาสตร์ เป้าหมายก็คือจะต้องเอาคนเหล่านั้นมาสร้างชาติ เรียนให้มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง แล้วกลับมาเพื่อการสร้างชาติ ดังปณิธานหรือเพอร์โพส (Purpose) อะไรที่อ้างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ร. ๕ ท่านก็พูดไว้ ท่านก็มีเป้าหมายมาตั้งนาน แล้วว่าส่งลูกหลานเราไปเรียน ไปลอก ไปต่อยอดความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเอามาขบและมาแก้ไข ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่แบอยู่ตรงหน้า ผมไม่รู้ว่าหลังจากจบประชุมนี้อุดมศึกษาเราจะได้ กระทรวงหรือไม่ แต่ผมอยากรู้ว่าอุดมศึกษาจะผลิตดอกเตอร์เรื่องยางได้ปีละ ๓๐ คนหรือไม่ ถ้าอุดมศึกษาผลิตดอกเตอร์เรื่องยางปีละ ๓๐ คนก็โอเค (Okay) ท่านประธานครับ ผมก็จบ เพราะไม่อยากเอาเวลาคนอื่น ก็อยากจะเปรียบเทียบเป็นตัวเลขตัวสุดท้าย ประเทศไทย มีประชากร ๗๐ ล้านคน สาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากร ๑,๔๐๐ ล้านคน ห่างกัน ๒๐ เท่าถูกไหมครับท่านประธาน ห่างกัน ๒๐ เท่า รัฐบาลจีนสร้างโดยการจัดคนให้เรียน หรือเปิดคณะตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อเรียนรวมทั้งส่งไปเรียนต่างประเทศ สร้างนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ เราเล็กกว่าเขา ๒๐ เท่า เอา ๒๐ หาร นั่นหมายถึงว่าถ้าประเทศไทยหันไปมองเขาว่าเขาคิดเรื่องสร้างชาติ อย่างไร ประเทศไทยจะต้องสร้างนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๗๐,๐๐๐ คน สถาบันอุดมศึกษาจะบอกกับรัฐบาลยุคต่อไปไหม หรือจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ในยุคนี้ก็ได้ว่าจะสร้างประเทศถ้าอยู่ในยุค ๔.๐ มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะต้องผลิต นักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๗๐,๐๐๐ คนสําหรับประเทศไทยทําได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ ที่ต้องขบคิดของสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยทั้งหมด ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี เผอิญเพิ่งได้ข้อมูลมาคือประเทศไทยผลิตส่งออก ยางพารา อันดับ ๑ ของโลก แล้วก็วิจัยพัฒนาจนสามารถเป็นประเทศที่แปรรูปยางส่งออก ยางรถยนต์ อันดับ ๕ ของโลก รถทุกชนิดทุกประเภทผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่ ก็ให้เป็น ข้อมูลไว้ ต่อไปขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าพวกเรา ๑๐๐ กว่า ชีวิตรวมไปตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่ที่นั่งต่อหน้าพวกเราทั้งหมดนั้นต่างล้วนแต่ผ่านสถาบัน อุดมศึกษาทั้งสิ้น ผมเชื่อว่าอย่างนั้น และผมก็เชื่ออีกต่อไปว่าอีกไม่นานวันบรรดาท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งก็คงจะต้องผ่านอุดมศึกษาแล้วจะมานั่งที่นี่กันเต็มอย่างอดีต ที่เคยผ่านมา เพราะกติกากฎหมายบ้านเมืองที่กําหนดไว้ว่า ส.ส. ส.ว. รวมไปตลอดจนถึงผู้ที่ จะเป็นผู้นําของประเทศ เช่น รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ต่างล้วนมาจาก ส.ส. ส.ส. ก็ต้องผ่านอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นสถานที่แห่งนี้จึงสําคัญ สิ่งที่เราพูดยิ่งสําคัญไปกว่าคนที่จะ มาเป็น เพราะสิ่งที่เราพูดก็คือผลิตคนที่จะมาเป็นที่นี่ ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษานั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญ ทุกประเทศ ในโลกนี้ต่างก็ให้ความสําคัญอย่างที่เราพูดกันมา ผมดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ ในหน้าแรกพูดถึงปัญหาประเทศไทยของเรานั้นนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ต่างก็มีปัญหาเยอะแยะมากมาย กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา ได้ทะลุปรุโปร่งด้วยความเรียบร้อย ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วขึ้นเล่า จนมามีบทสรุป ในหน้าแรกของรัฐธรรมนูญที่บันทึกไว้อย่างนี้ จําต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูป การศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรม และจริยธรรม เพราะในสิ่งเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่าในระดับอุดมศึกษาของเรา การผลิตนักศึกษา ออกมาเพื่อเป็นบัณฑิตรับใช้ชาตินั้น ในเชิงของวิชาการกับในเชิงที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึง เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมสมดุลกันหรือไม่ ถ้าสมดุล ผมมั่นใจว่าเหตุการณ์บ้านเมืองก็คงจะ ไม่เป็นอย่างที่ผ่านมา ถ้าสมดุล ผมมั่นใจว่าคงจะไม่มีนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาวิศวะมารับใช้ ในห้องเรียนเพื่อสอบเข้าโรงเรียน รวมไปตลอดจนถึงเหตุการณ์อื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ที่ส่อให้เห็นถึงเรื่องของไร้จริยธรรม คุณธรรม รวมไปตลอดจนถึงจิตสํานึกในเรื่องอาชีพ ของตนเองที่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะดูเรื่องการศึกษา ในมหาวิทยาลัยว่าปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่เราพูดไว้เราจะไปข้างหน้า แต่เราลืมไปว่า ขณะนี้เราเป็นอย่างไร ติดขัดตรงไหน เพราะการจะไปข้างหน้าถ้าขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่ ก็คงจะยาก แต่สิ่งที่เราคิดล่วงหน้ามันก็ดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่อยากให้ตระหนักถึงความสําคัญ ของสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้มากขึ้น จะได้ช่วยป้องกันข้างหน้าอย่าให้ติดหล่มอย่างที่เป็นมา สิ่งที่ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อจะไม่กินเวลามากนัก เนื่องจากว่าอีกช่วงหนึ่งเราก็มีอีกเรื่อง ต้องพิจารณา เช่นเรื่องของหลักสูตรในมหาวิทยาลัย แบ่งออกเป็น ๓ หมวด ผมไม่ใช่ นักวิชาการการศึกษา แต่ก็เคยเป็นกรรมการเรื่องตรวจสอบหลักสูตรของปริญญาต่าง ๆ ก็พอจะนึกภาพออกว่าอะไรบ้างที่คิดว่าควรจะปรับปรุงแก้ไข เช่น ในเรื่องหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยแบ่งหลักสูตรออกเป็น ๓ หมวดด้วยกัน หมวดทั่วไป หมวดบังคับ และหมวดเสรี เพราะนักศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ที่เรียนเรื่องวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็จะเรียนผสมปนเปกันลักษณะนี้ แต่ว่าจะแบ่งน้ําหนัก การเรียนวิทยาศาสตร์ควรจะให้ น้ําหนักอยู่ในด้านไหน สังคมศาสตร์ก็ควรให้น้ําหนักในด้านไหน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า นักศึกษาที่เรียนวิทยาศาสตร์ถ้าไม่ผิดจะเป็นคนที่ฉลาด เรียนวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น หมอ วิศวะ เป็นต้น ค่อนข้างจะเป็นคนฉลาด เพราะฉะนั้นคนฉลาดหลายท่านก็คงสรุปว่า ถ้าฉลาดแล้วดีก็ไม่มีปัญหา ที่น่าเป็นห่วงก็คือฉลาดแล้วดีด้วย แต่ว่าความชั่วก็ทําไปด้วย แยกไม่ออกว่าอะไรดี อะไรชั่ว เพราะอ่อนแอในเชิงคุณธรรมและจริยธรรมเนื่องจากการปลูกฝัง ตั้งแต่ต้นจนออกมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าก็คงไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นระดับต้น ๆ ด้วยซ้ําไป ตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน รวมไปตลอดจนถึงสถาบันอื่น ๆ ในเรื่องของ การเน้นหนักให้ความสําคัญในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่เราปิดวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นวันพระ เราไม่ต้องพูดถึง ถ้าเป็นข้าราชการเสร็จเลย อาจจะลาเพื่อไปประกอบศาสนกิจในวันพระ เห็นท่าจะลําบากหน่อย นายก็คงจะไม่อนุญาตให้ไปเพราะว่าไม่ใช่เป็นวันปิด ในขณะเดียวกัน วันเสาร์ วันอาทิตย์ถ้าเป็นโลกตะวันตกเขาก็ไปโบสถ์กัน ถ้าเป็นภาคใต้ของผม ท่านวินัยคงทราบดี ขอโทษที่เอ่ยนาม แม้แต่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ก็ภาคกลางบางส่วน ภาคเหนือก็เหมือนกัน ก็จะปิดวันศุกร์ วันเสาร์ เพราะวันศุกร์ก็จะไป ประกอบศาสนกิจกัน อันนี้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องของการให้ความสําคัญในเรื่องศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ส่วนของเราซึ่งเป็นคนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเราไปปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์เสร็จเลยครับ ก็คงจะไม่ใช่แล้ว วันพระเราไม่ได้ไปวัดแล้ว วันเสาร์ วันอาทิตย์ เราไปไหนกันท่านประธานก็คงจะทราบดี ทุกคนก็อยากจะไปสนุกสนานเพลิดเพลิน กับสิ่งเหล่านั้น เราจะไปวัดในวันอาทิตย์ก็ต่อเมื่อไปไหนไม่ได้แล้วต้องลูกหลานจูงไปวัด ไปฟังพระเทศน์ มาหาความรู้เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ศาสนา ตอนที่ไปไหนไม่รอด เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะมีอะไรเหลือท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การกําหนดหมวดการศึกษาในมหาวิทยาลัยผมคิดว่าอันนี้ก็เช่นกัน หมวดทั่วไป หมวดบังคับ หมวดเลือก เพราะฉะนั้นในหมวดเลือกถ้าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ผมอยากจะหยิบยกเอาเรื่อง ของคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อจะได้แก้ทางในเรื่องว่าวันพระ เราไม่ได้ไปวัด อาจจะเป็นเล็กน้อยแต่ผมคิดว่าแฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นในเรื่อง คุณธรรมจริยธรรมนั้นต้องสะสมไปตลอดเวลา ต้องรู้ตลอดเวลา เรียนตลอดเวลา เพื่อให้เกิด เป็นจิตสํานึกขึ้นมา ตระหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม และศาสนาที่เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ด้วยตา แต่ถ้าปลูกฝังบ่อย ๆ ก็จะก่อให้เกิดจิตสํานึก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้แม้แต่ พระสงฆ์องค์เจ้าก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการปรับปรุงหลักสูตร การให้น้ําหนัก ความสําคัญในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้นต้องให้สมดุลทั้งผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ แบ่งสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น ๖ ประเภท อันนี้ผมเห็นด้วย อย่างยิ่ง ก็คือมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มหาวิทยาลัยเพื่อ การพัฒนาประเทศ สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเอกชน แบ่งอย่างนี้จะทําให้เกิดการส่งเสริม การดูแล กํากับต่าง ๆ ถูกทิศถูกทาง จะได้ไม่สะเปะสะปะ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะฝากท่านประธาน ไปยังคณะผู้ศึกษาเรื่องนี้ก็คือว่าสถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี อันนี้ผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องใหญ่สําหรับผมเพราะผมเป็นเด็กบ้านนอก ประการสําคัญคือว่าเด็กบ้านนอก มีเยอะมากมายที่ขาดโอกาสในเรื่องการศึกษา จะต้องอาศัยสถาบันการศึกษาที่ต่ํากว่า ปริญญาตรี เช่น วิทยาลัยชุมชน เพื่อจะได้ไปอุดช่องว่างให้บรรดาเยาวชนทั้งหลายที่พลาด โอกาส ไม่มีโอกาสได้เข้าไปศึกษา เพราะเราบอกว่าการศึกษาคือการพัฒนาชาติ พัฒนาคน เพราะฉะนั้นวิทยาลัยชุมชนจึงเป็นหัวใจที่จะไปอุดช่องว่างช่องโหว่ในระดับพื้นที่ที่ห่างไกล ชนบท เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าทําอย่างไรในเรื่องวิทยาลัยชุมชนนั้นถ้าเป็นไปได้ ให้มีทุกจังหวัด ขณะนี้มีเพียง ๒๐ แห่งทั่วประเทศเท่านั้น ผมคิดว่าน้อยไปครับ เพราะจะช่วย ทําให้เยาวชนที่ขาดโอกาส บางทีผู้หลักผู้ใหญ่ที่จบการศึกษาแล้วก็ยังไปเรียนอีก เนื่องจากว่า การศึกษาในวิทยาลัยชุมชนนั้นเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่เป็นไปตามความต้องการ ของชุมชน ชุมชนอยากจะเรียนอะไร เกิดความคล่องตัวในการกําหนดหลักสูตรขึ้นมาเรียน นอกจากนั้นแล้วหน่วยกิตก็ถูก ๒๕ บาทจะหาที่ไหนได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเปรียบเทียบ หน่วยกิตแล้วก็เป็นโอกาสให้กับคนยากคนจน คนด้อยโอกาสในชนบทต่าง ๆ ได้มีเวลาเรียน เนื่องจากว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีพอ รวมไปตลอดจนถึงการศึกษา การเรียน วันเสาร์ วันอาทิตย์ คนเยอะแยะมากมายที่อยู่ตามชนบท ที่อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ ก็จะอาศัยเวลา ที่ทํางานแล้วก็ไปเรียนด้วยในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และหน่วยกิตถูกมาก ๒๕ บาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการปฏิรูปการอุดมศึกษา ก็คือ เรื่องของการศึกษาวิทยาลัยชุมชนที่ต่ํากว่าอนุปริญญานั้นควรจะเปิดในทุก ๆ พื้นที่ที่ควร แก่การเปิดเนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาโดยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลแสงอาทิตย์ไทย ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องแผนการปฏิรูประบบการศึกษาอุดมศึกษา ซึ่งเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตและมีประสบการณ์บางเรื่อง ที่จะขอกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่ง กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เมื่อปี ๒๕๓๑ เป็นปีที่กระผมเดินทางจบปริญญาเอกหลังจากไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๑๓ ปี คือผมได้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยได้รับทุนจาก ก.พ. ของประเทศไทยเรา เรียนต่อปริญญาตรี แล้วก็ได้เรียนต่อระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอกโดยทุนมอนบูกากาคูโช คือทุนกระทรวงศึกษาธิการของ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อกลับมารับราชการเพื่อใช้ทุน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาส เข้าร่วมรับการอบรมอาจารย์ใหม่ ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาได้จัดเป็นประจําทุกปี ผมจําได้ชัดเจนว่าในปี ๒๕๓๑ อธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้นคือ ท่านคุณหมอจรัส สุวรรณเวลา และในวันนี้ถ้าเช็ก (Check) ดูประวัติของ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ท่านเป็นถึงประธานกรรมการ ในคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ปี ๒๕๓๑ ในวันแรกที่ผมเข้ามา รับราชการเป็นอาจารย์นั้น ผมจําได้ว่าคุณหมอจรัสได้มาเป็นผู้เปิดการอบรม และเขียน ขึ้นกระดานไว้ในขณะนั้นว่าการวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัย ขออ่านซ้ํานะครับ หัวข้อ ในการอบรมอาจารย์ใหม่ในวันนั้นคุณหมอจรัสเขียนไว้บนกระดานว่าการวิจัยคือชีวิต ในมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ขณะนั้นผมอายุยังน้อยยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนหนังสือ ก็ถามคุณหมอจรัสว่าทําไมคุณหมอเขียนว่าการวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัย ผมท้วงท่านว่า ท่านน่าจะแก้เป็น การวิจัยคือส่วนหนึ่งของชีวิตในมหาวิทยาลัย คุณหมอบอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ส่วนหนึ่ง การวิจัยคือชีวิตเต็ม ๆ ในมหาวิทยาลัย ท่านยืนยันไว้อย่างนั้น ถ้าไปดูประวัติ ของคุณหมอจรัส ท่านจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ท่านเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ มีประวัติ โชกโชนในเรื่องของผลงานการวิจัย แต่หลังจากที่มารับราชการอยู่ในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเป็นเวลาหลายสิบปี ผมก็เริ่มตระหนักไปเรื่อย ๆ ว่าชีวิตการทํางาน ในมหาวิทยาลัยนั้นมีบทบาทหลายเรื่องหลายด้าน แต่ไม่ว่าจะทําอะไรก็ตามถ้าไม่มีการวิจัย ถ้าไม่ทําวิจัยตนเองนั้นก็จะล้าหลังไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เรียนมานั้นก็จะล้าสมัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ทันต่อการพัฒนาของโลกในปัจจุบันแน่นอน เมื่อเป็นดังนั้นผมคิดว่าแนวทางของ การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาของประเทศไทย ผมจึงอยากจะขอฝากกราบเรียนไว้ว่า หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายมานั้นก็เห็นด้วยเกือบทุกข้อ แต่อยากจะให้มีคติพจน์ร่วมกันว่า การวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัยครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามพอผมกลับมาดูหัวข้อ การปฏิรูป หัวข้อในวันนี้ใช้คําว่า ระบบการอุดมศึกษา กระผมก็สงสัยว่าระบบการอุดมศึกษา นั้นหมายถึงอะไร ก็ไปเปิดในพจนานุกรมหรือข้อบัญญัติของสํานักงานการอุดมศึกษา เขาบัญญัติไว้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้นหมายถึงระดับการศึกษาที่สูงกว่าระดับ มัธยมปลาย อะไรก็ตามถ้าเป็นการศึกษา การเรียนการสอนที่สูงกว่าระดับมัธยมปลาย เขาเรียกว่าอุดมศึกษาทั้งสิ้น ผมก็เปิดต่อไปว่าแล้วสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยเรา ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีกี่แห่ง ขออภัยที่ผมพยายามเปิดอยู่ในรายงานหรือเอกสารภาคผนวก ยังหาไม่เจอ ถ้าเจอต้องขออภัยนะครับ ผมเจอว่าในประเทศไทยเรามีสถาบันอุดมศึกษาอยู่ ใช้คําว่าประมาณนะครับ เพราะอาจจะนับผิด ๑๘๕ สถาบัน หรือ ๑๘๕ แห่ง ประกอบด้วย ๑. สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่ง สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่งนี้ยังประกอบเป็น กลุ่มย่อยอีกครับท่านประธาน กลุ่มที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ๘ แห่ง ๘ แห่งนี้เราก็คงคุ้นเคยกัน ใช่ไหมครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร เหล่านี้เป็นต้น และประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอีก ๓๘ แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีก ๙ แห่ง ประกอบด้วยสถาบันอีก ๗ แห่ง ซึ่งรวมสถาบันวิทยาลัยชุมชนด้วย อีกกลุ่มหนึ่งเขาก็เขียน ไว้ว่าสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาในกํากับของรัฐอีก ๔๙ สถาบัน อยู่ใน สกอ. ๒๕ แห่ง ในกํากับของ กทม. ก็มีด้วยครับท่านประธาน กทม. ๑ แห่ง แล้วก็อยู่ในกํากับของ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอีก ๒๓ แห่ง อุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่ง ในกํากับ ๔๙ แห่ง แล้วยังมีกลุ่มที่ ๓ อีกครับ สถาบันอุดมศึกษาของเอกชนอีก ๗๔ แห่ง แล้วก็ยังมี วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกของกระทรวงกลาโหมอีก แบบนี้เป็นต้น ผมก็เลยคิดว่าการที่ เรากําลังศึกษาเรื่องระบบการอุดมศึกษา ในกลุ่มต่าง ๆ นั้นย่อมมีความแตกต่างกัน ในวัตถุประสงค์หรือว่าระดับความเข้มข้นของการที่เราจะมาปฏิรูป เพราะถ้าหากว่าเป็น สถาบันอุดมศึกษาที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยก็ย่อมอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นสํานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเอกสารที่มีอยู่ใน หน้า ๓๕ ซึ่งท่านเขียนเอาไว้ว่าในที่นี้คณะกรรมาธิการเสนอแนะให้รัฐแบ่งกลุ่ม สถาบันอุดมศึกษาออกเป็น ๖ ประเภท ในหน้า ๓๕ ซึ่งท่านเขียนไว้ว่า ๑. มหาวิทยาลัยวิจัย ๒. มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ ๓. มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ๔. สถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทาง ๕. สถาบันอุดมศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี ๖. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ผมคิดว่าแบ่งแบบนี้เท่ากับเป็นการไปแบ่งเกรด (Grade) ต่าง ๆ ของสถาบันเขา ซึ่งไม่น่าจะมีความจําเป็น ถ้าจะกรุปปิง (Grouping) เป็นภาพรวม เราก็ น่าจะกรุป (Group) เป็นมหาวิทยาลัย ก็คือเป็น ๑ กลุ่มเท่านั้น หรือว่าตามมาด้วยกลุ่มที่ ๒ จะเป็นวิทยาลัย ก็เป็นอีก ๑ กลุ่ม ที่ผมกราบเรียนเช่นนี้เพราะว่าไม่ว่ามหาวิทยาลัยที่ก่อตั้ง ขึ้นนั้นจะเก่าเพียงใดก็ตาม จะเก่งเพียงใดก็ตาม จะชํานาญเฉพาะด้านไหนก็ตาม หนีไม่พ้น ภารกิจสําคัญ คือ ๑. มหาวิทยาลัยย่อมมีภารกิจในการให้การสอน ๒. ทําการวิจัย ๓. บริการ วิชาการ ๔. บริการสังคม อาจจะมีข้อ ๕ ข้อ ๖ ก็สุดแท้แต่ ทุกที่ต้องสอน ทุกที่ต้องทําวิจัย ทุกที่ต้องทําบริการวิชาการ ทุกที่ต้องทําบริการสังคม ส่งเสริม ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม แบบนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะแบ่งอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไปเขียนบอกว่ามหาวิทยาลัย กลุ่มนี้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้เป็นมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ ก็ไม่ใช่ครับ เพราะผมเรียนแล้วว่าขึ้นชื่อว่ายูนิเวอร์ซิตี (University) ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ต้องสอน ต้องทําวิจัย ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต้องทําบริการวิชาการ ต้องทําบริการ สังคม ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของการมีมหาวิทยาลัยย่อมเหมือนกันอยู่แล้ว มีภารกิจ อยู่ใน ๔-๕ ข้อตรงนี้ จะไปบอกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย ก็ไม่ใช่ จะไปบอกว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชี่ยวชาญเฉพาะก็ไม่ใช่ ทุกที่เขาจะเชี่ยวชาญเฉพาะได้ เขาต้องมีการทําวิจัย เขาจะทําวิจัยได้ก็ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะขอกราบเรียนว่าในเรื่องของการจัดการระบบการอุดมศึกษานั้น ขออนุญาต ท่านลองปรับปรุงอีกนิดหนึ่ง

ข้อสุดท้ายครับ ๑ นาทีสั้น ๆ เอกสารในหน้า ๓๐ ผมค่อนข้างจะเป็นห่วง ที่เขียนบอกว่าระบบการบริหารบุคคล แนวทางแก้ไข หน้า ๓๐ ข้อ ๔ เพื่อส่งเสริมให้ คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาสนใจขอตําแหน่งทางวิชาการ แล้วก็มีการเสนอว่าถ้าเป็น อาจารย์แล้วจะต้องได้ ผศ. ภายใน ๕ ปี ถ้าเป็น ผศ. แล้วจะต้องขอ รศ. ให้ได้ภายใน ๗ ปี มิฉะนั้นจะพ้นจากตําแหน่งอาจารย์ มิฉะนั้นจะพ้นจากตําแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผมคิดว่า เป็นมาตรการที่น่าจะเข้มงวดเกินไป หรือว่าน่าจะสร้างความท้อแท้ให้กับบุคลากรหรือไม่ อย่างไร ผมคิดว่ามาตรการในการปรับปรุงแก้ไขบุคลากรเราน่าจะใช้มาตรการในการส่งเสริม จะเรียกว่าอัดฉีดก็ได้ ย่อมจะสร้างพละกําลังแล้วก็สร้างความสามัคคีได้ดีกว่า ตามที่ทุกวันนี้ ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่าคนที่เป็นอาจารย์ถ้าได้เป็น ผศ. ผศ. เป็น รศ. รศ. เป็น ศ. นั้นก็จะมี เงินค่าตอบแทนพิเศษประจําตําแหน่งทางวิชาการ ท่านอาจจะบอกว่าถ้าตําแหน่งไม่เลื่อนขึ้น ในจํานวนกี่ปี ๆ เงินสนับสนุนเหล่านั้นอาจจะถูกริบคืนก็ย่อมเป็นไปได้ แต่ว่าถ้าใช้คําว่า พ้นจากตําแหน่งอาจารย์ พ้นจากตําแหน่ง ผศ. พ้นจากตําแหน่ง รศ. งงนะครับ คําว่าพ้น แปลว่าอะไร คนทําทุจริตมิชอบเขายังไม่โดนไล่ออกเลย มีการสอบสวนทางวินัยอะไรกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะสร้างความสับสนให้ได้ จึงขอกราบเรียนมา ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ กระผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ที่ได้กรุณานําแผนปฏิรูประบบการอุดมศึกษามานําเสนอในวันนี้ การศึกษา เป็นเรื่องที่สําคัญมากในการพัฒนาประเทศ ไม่จําเป็นจะต้องเอ่ยว่าประเทศใดบ้าง แต่เป็น ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าประเทศใดที่พัฒนาส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดระหว่างพัฒนาการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ผมอยากเรียนว่าระดับอุดมศึกษานั้นหน้าที่หลักก็คือการให้การศึกษา ระดับสูงสุด คําว่า การให้การศึกษา ผมอยากยกคํานิยามที่กล่าวถึงการศึกษาไว้ คํานิยามหนึ่งว่า การศึกษานั้นมิใช่มีเพียงเพื่อการเตรียมตัวสําหรับการดํารงชีพ แต่เป็น เรื่องของชีวิต เอดูเคชัน อีส นอต โอนลี ฟอร์ ลิฟวิง บัต ออลโซ ฟอร์ ไลฟ์ (Education is not only for living but also for life) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เมื่อเป็นเช่นนี้การเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยจึงจะต้องเป็นการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาสาระทั้งในเรื่องของการเตรียมตัว สําหรับทักษะในปัจจุบันและในอนาคต และการเตรียมตัวในเรื่องของชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงมิใช่เฉพาะการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรืออย่างที่เรียกกันว่าไซเอนซ์ เทคโนโลยี เอนจิเนียริง แอนด์ แมเทเมติกส์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics) หรือที่เรียกย่อ ๆ กันว่าสเต็ม (STEM) เท่านั้น แต่ว่าการศึกษาในเรื่องของศิลปะ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ดนตรี ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตที่จําเป็นจะต้องอยู่ในองค์ประกอบของการศึกษา เพราะถ้าหากว่าเราเน้นเฉพาะในเรื่องของไซเอนซ์ เทคโนโลยี เอนจิเนียริง แอนด์ แมเทเมติกส์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics) หรือสเต็ม (STEM) เราก็จะ ลืมภาคส่วนของการศึกษาเพื่อชีวิตไป ด้วยเหตุนี้เองหลักสูตรจึงจะต้องเป็นหลักสูตรที่ ประกอบกันทั้ง ๒ ภาคส่วนนั้น เหมือนกับสมองที่มี ๒ ซีก ที่เป็นซีกของเหตุผล เป็นซีก ของอารมณ์และจินตนาการ ในด้านของการวิจัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อม การวิจัยที่อยู่บนหอคอยงาช้างลงไปสู่โลกของความเป็นจริง ต้องเชื่อมการวิจัยไปสู่การเพิ่ม มูลค่าทางเศรษฐกิจ เชื่อมการวิจัยไปสู่การสร้างประโยชน์ทางพาณิชย์ ทางอุตสาหกรรม เชื่อมการวิจัยไปสู่การสร้างประโยชน์ต่อสังคม เพราะฉะนั้นการวิจัยที่เป็นสาระสําคัญ ของมหาวิทยาลัยนั้นก็เชื่อมไปสู่เศรษฐกิจและสังคมด้วยเช่นเดียวกัน บทบาทของ มหาวิทยาลัยที่สําคัญอีกบทบาทหนึ่งก็คือบทบาทในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม ดังที่ ท่านนายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ ได้แถลงเอาไว้ มหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การวางแผนสร้างโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่ใกล้มหาวิทยาลัย เกี่ยวข้องกับสังคม ที่อยู่ไม่ห่างไกลมหาวิทยาลัย รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับระดับชาติ เพราะฉะนั้นบทบาท ของอุดมศึกษาก็จะเป็นบทบาทที่ไม่ได้ลอยตัวออกไปจากสังคม มหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าในระยะยาวมหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็น มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระ ยืดหยุ่นในการบริหาร ดําเนินการด้วยตัวเองได้ การทําเช่นนั้นได้ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีความยั่งยืนทางด้านการคลัง และทางด้านการเงิน มีงบประมาณที่ตัวเองสามารถที่จะอยู่ได้ ซึ่งการจะทําเช่นนี้ได้ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายการศึกษาออกไปนอกห้องเรียน ไม่ใช่การศึกษาสําหรับ นักศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาสําหรับประชาชนทั่วไปด้วย ด้วยโครงสร้าง ประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยมีปัญหาว่านักศึกษาสมัคร เข้าเรียนไม่เท่ากับจํานวนนักศึกษาที่เปิดรับ ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่แย่งกันเข้าศึกษา เดี๋ยวนี้ แย่งกันเพื่อที่ให้นักศึกษาเข้ามาเรียน โครงสร้างประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป จากเดิม และการมีสถาบันอุดมศึกษาที่มากขึ้นเป็นปัญหาว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่รอด ได้อย่างไร มหาวิทยาลัยก็ต้องขยายการศึกษาออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่ประชาชน ข้างนอก ก็ต้องสร้างการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อันดับหนึ่งของโลกอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็มีฮาร์เวิร์ด เอกซ์เทนชัน สคูล (Harvard Extension School) ซึ่งเป็นโครงการให้การศึกษาสําหรับประชาชนทั่วไปที่พ้นวัยการศึกษา โดยทั่วไปแล้วสามารถกลับเข้ามาศึกษาได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างพลเมืองที่อยู่ในวัย ที่เลยการศึกษาตามปกติไปแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ประการต่อไป มหาวิทยาลัยจะต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าเมื่อมีนักศึกษาในประเทศน้อยลงก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหา นักศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาในประเทศรอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา หรือแม้กระทั่งจีนตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศจีน ซึ่งระบบการศึกษาเป็นระบบที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นหลัก ใครที่เข้า มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ก็ไม่มีที่เรียนจําเป็นจะต้องหาที่เรียนในต่างประเทศ จึงเป็นโอกาส สําคัญในการสร้างความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น และที่สําคัญก็คือมหาวิทยาลัย นั้นต้องสร้างระบบธรรมาภิบาล ถ้าปราศจากระบบธรรมาภิบาลแล้วเรื่องอื่น ๆ ก็พลอยที่จะ ไม่สามารถดําเนินการไปได้อย่างเช่นที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นสาระของความเป็น สถาบันระดับอุดมศึกษา ทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน การวิจัย การรับผิดชอบต่อสังคม การพึ่งตัวเองได้ มีความยั่งยืนทางด้านการเงินและความเป็นสากล เป็นหลักสําคัญที่ผม อยากเรียนเสนอเพิ่มเติม ในเรื่องของคุณภาพ ผมเห็นด้วยกับการนําเสนอที่แยกให้เล่มของ การรักษาคุณภาพกับการประเมินคุณภาพการศึกษาออกจากกัน เมื่อมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ออกไปสู่มหาวิทยาลัยในกํากับ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างมาตรฐานโดยการกํากับ จากภาครัฐ ว่าภาครัฐจะกํากับให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมีมาตรฐานอย่างไร อีกเรื่องหนึ่ง ในตัวสถาบันการศึกษานั้นเองจะประเมินตนเองอย่างไร ซึ่งการประเมินตนเองอันนี้ก็มิใช่ว่า จะประเมินตนเองอย่างไรก็ได้ ก็ควรจะประเมินตนเองโดยมีมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันถ้าหากว่าจะให้มีการประเมินด้วยตัวเองได้ก็จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน มาตรฐานของเอดเปกซ์ (EdPEx) ก็คือมาตรฐานของโครงการที่เรียกว่า เอดูเคชันนัล ไครทีเรีย ฟอร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ เอกซ์เซลเลนซ์ (Educational Criteria for Performance Excellence) ซึ่งก็จะมีการกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ว่าที่จะมีมาตรฐานของเอดเปกซ์ (EdPEx) นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าใครเข้ามาตรฐานนี้ได้ก็เข้าสู่ระบบประเมินตนเองไม่ต้องให้ หน่วยงานภายนอกมาประเมิน ซึ่งนอกจากจะเป็นการประหยัดเวลาของทุกส่วนแล้วก็ยัง ทําให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยเองได้มุ่งหน้าในการทําหน้าที่ของการให้การศึกษา การทํา วิจัย ของการรับผิดชอบต่อสังคม ยิ่งกว่าที่จะต้องมาใช้เวลาในการประเมินคุณภาพต่าง ๆ โดยไม่จําเป็นให้กับหน่วยงานภายนอก

โดยสรุปผมเห็นด้วยว่าควรจะต้องมีการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาในเรื่อง ของเนื้อหาสาระ และในเรื่องของการแยกมาตรฐานออกจากการประเมินคุณภาพ และเห็นด้วยกับท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยต่างก็มี จุดเด่นของตัวเอง สร้างจุดเด่นของตัวเองได้ แต่ว่าหน้าที่หลักในเรื่องการเรียนการสอน ในเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหน้าที่หลักที่ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีอยู่แล้ว แต่ว่า จะให้มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งมีความโดดเด่นโดยเฉพาะนั้นก็เป็นเรื่องที่สร้าง ความโดดเด่นโดยเฉพาะได้ แต่มิได้หมายความว่าจะต้องทําให้หน้าที่หลักของความเป็น มหาวิทยาลัยนั้นจางหายไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนนําเสนอเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสถิตย์นะครับ สําหรับท่านสุดท้ายตามรายชื่อที่แสดงความจํานง ในการอภิปรายสําหรับรายงานแผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่าน ได้แสดงความจํานงที่จะปิดท้ายการอภิปราย ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ พี่ ๆ สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านครับ รายงานสั้น แต่ผมคิดว่ามีสาระสําคัญมากทีเดียว จะเป็น พื้นฐานของการที่จะพัฒนาชาติบ้านเมืองไปในอนาคตโดยเฉพาะตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ คือ เป็นประเทศที่ก้าวไปสู่ประเทศ ๔.๐ ก่อนที่จะอภิปรายในเนื้อหานี้ ผมอยากกราบเรียนพื้นฐานสักนิดหน่อยว่าที่มาของ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอย่างที่อภิปรายกันมาแล้วมีที่มาต่างกัน ในอดีต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สังกัดกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดลหรือมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในอดีต ก็สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ในแต่ละแห่งสังกัดต่างกันไป อย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดิมสังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาความเจริญก็เปลี่ยนแปลงไป พอปี ๒๕๐๒ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็เห็นว่ามหาวิทยาลัย ควรจะมีเอกภาพเป็นในแนวทางเดียวกัน ท่านก็ไปรวบรวมและออกพระราชบัญญัติใหม่ รวมมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาไว้ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี เมื่อสังกัดไปแล้วสักพักหนึ่ง พอถึงสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเท้าความไปนิดหนึ่งเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ขึ้นมาท่านตั้งสภาการศึกษาขึ้นมา ท่านตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นมา เพื่ออะไร เพื่อที่ต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้รวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ปุ๊บแล้วท่านก็ตั้ง กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นมา ท่านไปดูในประวัติศาสตร์ ต่อมาก็ล้มเลิก กระทรวงนี้ไป เมื่อเป็นเช่นนี้พอมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่ประชุมอธิการบดีสภาการศึกษา ก็ร่วมกันไปกราบเรียนท่าน จอมพล ถนอมว่ามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ เสรีภาพ และมี ความเป็นเลิศทางวิชาการ ท่าน จอมพล ถนอมก็เห็นด้วย จึงได้ตั้งทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นมา แต่ก่อนชื่อทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ มีคําว่า ของรัฐ ด้วย ต่อมาก็เอาคําว่า รัฐ ออกไป เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยมากขึ้นตั้งขึ้นมา อย่างมหาวิทยาลัยเอกชนดัง ๆ เดี๋ยวนี้มีเป็น เกือบร้อยแล้ว จากนั้นปี ๒๕๒๐ ก็มีการร่างพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการ ของทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นมา ท่านครับ ที่ผมต้องนําประวัติขึ้นมาก็คือว่าอยากจะนําเรียน ท่านว่ามีที่มาที่ไป และพระราชบัญญัติปี ๒๕๒๐ ก็ถูกยกเลิกไป เมื่อรวมมหาวิทยาลัย ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี ๒๕๔๕ ผมไปดูแล้วพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติ ราชการของทบวงมหาวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๒๐ มาตรา ๔ ดีมากเลย ผมจะนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ดีตรงไหนครับ มาตรา ๔ (๗) แต่ยกเลิกไปแล้ว ผมฟื้น ความหลังให้สักนิดหน่อย รัฐมนตรีมีอํานาจ ๑๑ เรื่อง ตั้งแต่กํากับ ประเมินผล ตั้ง ติดตาม ครบเลยครับ แต่ว่าท่านไม่ได้ทําเองท่านก็ตั้งกรรมการขึ้นมาแล้วก็มีกรรมการ ทบวงมหาวิทยาลัย แล้วก็เชิญอาจารย์ผู้ใหญ่มาเป็นประธาน มาตรา ๔ (๗) กําหนดไว้ว่า พิจารณาเสนอการจัดตั้ง ยุบ รวม ปรับปรุง และเลิกสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัด และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกํากับต่อคณะรัฐมนตรี อํานาจเยอะมาก แต่ไม่เคยใช้เลย เพราะไม่เคยยุบรวม ไม่ใช่รัฐมนตรีอยู่ ๆ ลุกขึ้นมาแล้วก็ยกเลิก ต้องผ่าน ครม. ด้วยนะครับ มาตรา ๔ (๘) พิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง ยุบ รวม ปรับปรุง และยกเลิกสถาบันอุดมศึกษา เอกชนเห็นไหมครับ แต่ ๓ ปีที่ผ่านมาพอมีปัญหามหาวิทยาลัยของเอกชนแห่งหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งเดี๋ยวนี้ท่านพ้นไปแล้ว แก้แทบตาย ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องออก มาตรา ๔๔ มา จริง ๆ ถ้ามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ปัญหาก็จะไม่หนักถึงขนาดนั้น จากการที่มี รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยท่านแรกคือดอกเตอร์บุญรอด บิณฑสันต์ จนถึงรัฐมนตรี คนสุดท้ายท่านที่ ๒๓ คือท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทบวงนั้นก็ยกเลิกไป แล้วก็มาสังกัดอย่างที่ท่านกําลังทําอยู่นี้ ปัญหาของมหาวิทยาลัยผมอยากกราบเรียนว่า มีปัญหาเรื่อยมา เพราะผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๓ ผมกราบเรียนต่อไปอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยเขาคํานึงถึง ๓ ส่วน ๑. ความเป็นอิสระทางวิชาการ คือสามารถที่จะต้องคิด วิจัย และพัฒนาได้ ๒. ความเป็นเลิศ ทางวิชาการ ทั่วโลกก็เป็นเช่นนั้น แล้วหลายท่านก็กล่าวไปแล้ว ๓. ต้องคํานึงถึง ความเป็นไปได้และอนาคตที่มั่นคง ถามว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่อะไร ท่านกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่ข้างบนผมคิดว่าท่านก็ทราบแล้ว ความเป็นเลิศ ความเป็นอิสระก็ต้องมีขอบเขตจํากัด ไม่ใช่อยู่ ๆ คณะวิชาต่าง ๆ จะลุกขึ้นมาสอนอวิชชาไม่ได้ ๑. ต้องสอนวิชาที่จะเป็นประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมือง ๒. ต้องเน้นเรื่องการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ ต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา เป็นเลิศ ๓. เมื่อทําวิจัยแล้ว สอนดีแล้วก็ต้องนํา ๒ สิ่งนี้ไปบริการทางวิชาการ คือเมื่อเป็น ศาสตราจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วมีผลงานวิจัย จะด้วยตนเอง หรือคณะ หรือร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกก็ตามใจ ก็ต้องบริการทางวิชาการ เมื่อใครมาขอว่าอย่างนี้ควรจะทําอะไร นั่นก็คือสามารถเป็นเงินเป็นทอง หรือพูดกันง่าย ๆ ก็คือกินได้ ไม่ใช่วิจัยแล้วก็ทําอะไรไม่ได้

สุดท้าย ความเป็นอยู่หรืออยู่ยอดรอดของชาติบ้านเมืองเราสําคัญมาก นั่นคือ มหาวิทยาลัยไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนต้องอยู่ในจิตวิญญาณ ก็คือต้องรู้จักทํานุบํารุงศิลปะ และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างให้เห็นถ้าท่านไม่เชื่อผม ท่านออกจากที่นี่แล้วไปสนามหลวงเย็นนี้ ก็ได้ว่านี่คือศิลปวัฒนธรรม หรือในที่ประชุมแห่งนี้ผลัดกันพูดผลัดกันวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ นี่ก็เป็นศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ทีนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านกําลังเสนอมานี้ อยากให้คิดให้รอบคอบอีกทีหนึ่ง แต่ทีนี้พอมาพูดถึงมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เราจะพูดกันถึง เรื่องโครงสร้างว่าจะไปสังกัดไหน จะมีอะไรร้อยแปด จะมีรัฐมนตรีไหม จะเอาไปสังกัดอะไร เรายังไม่เคยพูดถึงว่าประชาชนจะได้อะไรเลย หรือเรายังไม่เคยพูดเลยว่าถ้าปรับปรุงอย่างนี้ แล้วนักศึกษาจะดีขึ้นไหม ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเอาเรื่องนี้ที่เป็นนโยบายที่ดี แต่ว่าบัดนี้เขาเสียหาย การกู้ยืมเงิน ก.ย.ศ. ก็คือสร้าง ทําให้พ่อแม่ รวมทั้งนักศึกษา ส่วนหนึ่งคิดว่าเงินหลวงไม่ต้องใช้คืน บัดนี้เรื่องดี ๆ ของ ก.ย.ศ. คือปล่อยเงินกู้ไป ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านรู้ไหมว่าเป็นเอ็นพีแอล (NPL) เท่าไร ๓ ใน ๔ คือ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วไม่มีวันที่จะใช้คืนได้หรอกครับ เพราะว่าเขาหางานทําไม่ได้ ไม่ได้ไปเรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปเรียนอะไร ไปเรียนวิชาศิลปะ ไปเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ ร้อยแปดจิปาถะ ใครจะจ้างไปทํางาน จ้างไปไว้ที่ไหน เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องคํานึงถึงหลัก ๓ ประการ ๑. คือนึกถึงนักศึกษาก่อนว่าเขาเรียนแล้ว จะไปทํางานได้ไหม มีความรู้ความสามารถครบถ้วนตามหลักสูตรไหม มีวินัยไหม มีวิจารณญาณไหม มีสติปัญญาไหม มีความเฉลียวฉลาดไหม ถามว่าจากตรงนี้เขาจะไปเป็น ประชาชนที่ดีทําให้ชาติเจริญรุ่งเรือง นําไปสู่ยุทธศาสตร์ดี หรือเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ ที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่ ถ้าได้นักศึกษาไม่มีคุณภาพยุทธศาสตร์ก็ไปไม่ได้ ๒. จะต้องได้ อาจารย์ที่มีคุณภาพ สมควรกับฐานะ การที่จะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ก่อนนี้มีระดับ ๑๐ ระดับ ๑๑ ถามว่ามีศาสตราจารย์ สักกี่มากน้อยที่สามารถทําวิจัยแล้วพัฒนาได้ คือเป็นเงินได้ กินได้ ผมยืนยันว่ามีแต่ไม่มาก

สิ่งที่เราจะต้องสนใจก็คือว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่พูดกันไปแล้ว การจะได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งประธานสภามหาวิทยาลัย ขณะนี้ก็ยังมี ปัญหาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผมไม่มีเวลาที่จะกราบเรียนท่านในที่นี้ แต่ว่า ๓ อย่างนี้ ต้องคํานึงถึงและดูแลให้ละเอียดรอบคอบ ท่านประธานครับ ทีนี้ผมมีข้อเสนออย่างไร วันนี้ ที่ผมไม่มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมคิดว่าเรื่องนี้พูดกันเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) กันไม่ได้ พอพูดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ใครก็ต้องรู้จัก ทบวงมหาวิทยาลัยรู้จัก กระทรวงศึกษาธิการรู้จัก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผมถามคําถามสัก ๒-๓ ข้อให้ท่านกรรมาธิการตอบได้ไหมว่าความคิดที่ ๑ ของท่านว่าท่านนําไปรวมกับเรื่องวิทยาศาสตร์ จะแถมด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ก็ตาม ถูกต้อง ดีแล้วในปัจจุบันและในอนาคตหรือไม่ สําหรับผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเชื่อว่า ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะคําว่า มหาวิทยาลัย มหา แปลว่าใหญ่ มีทุกสาขาวิชา ถ้าท่านไปรวมกับวิทยาศาสตร์ผมก็จะถามว่าผมจบสังคมศาสตร์มา ผมจบ ศึกษาศาสตร์มา ผมจบนิติศาสตร์มาแล้วไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ตรงกับชื่อที่ท่านจะไปรวมไหม ก็จะเป็นปัญหาน้ํากับน้ํามันไม่จบ ท่านลองตอบคําถามดู ท่านไม่ตอบที่นี่ก็ได้ ท่านจะตอบ เมื่อไรก็ได้ แล้วผมจะตามไปรับฟังท่าน เพราะผมยังคงมีอายุอีกนานแม้จะ ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ๒. การแยกไปตั้งกระทรวงอุดมศึกษา สมมุติถ้าท่านจะเสนออย่างนี้ ถามว่าท่านคิดว่า เป็นเอกภาพ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไหม จะไปได้สักกี่น้ํา ถามว่าผมพูดอย่างนี้ปรามาส กรรมาธิการไหม ไม่ใช่ ผมถามว่าการจัดระดับอุดมศึกษาก็คือสอนปริญญาตรีขึ้นไปใช่ไหม ครับ ในอดีตสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้ามี ๓ สถาบัน พระนครเหนือ ลาดกระบัง ธนบุรี บัดนี้บางแห่งก็เป็นมหาวิทยาลัยไปแล้ว บางแห่งก็ยังใช้ชื่อเดิมเลย เขาไม่ได้สนใจว่าชื่อนั้น สําคัญไฉนจะไปอยู่กับใคร เขาสนใจว่าเขาทําอะไรให้กับสังคมได้ ผมยกตัวอย่างลาดกระบัง เขาเก่งในเรื่องของดาวเทียมสื่อสาร พอถึงธนบุรีเขาเก่งในเรื่องของพลังงาน แล้วผมถาม ต่อไปว่าเราผ่านไปแล้วมหาวิทยาลัยกีฬาสังกัดอะไรครับ เดิมที่เสนอมาโดยกรรมาธิการ และผ่านไปแล้ว คือสังกัดการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเอามารวมไหม ถ้าไม่รวม ก็ไม่เป็นเอกภาพถูกไหมครับ ถ้าเราจะมีกระทรวงอุดมศึกษา ถามต่อไปว่า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีมีอยู่ทั่วประเทศ ๓๔ แห่ง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เขาผลิตปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ ถามว่าท่านเอามารวมไหม ถ้าไม่รวมก็ไม่เป็นเอกภาพ เขย่งไปเขย่งมา อาชีวศึกษาบางส่วนหรือพัฒนศิลปกรรมของกรมศิลปากรเขาก็สอน ปริญญาตรี ท่านเอามารวมไหม ผมว่าจะยุ่งกันไปใหญ่ อย่างไรก็ตามผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในส่วนตัวผมเรื่องของการไปปฏิรูประบบการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาวิกฤตที่ต้องรีบดําเนินการ แต่ผมยังไม่เห็นด้วยที่ท่านจะเอาไป รวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือท่านจะตั้งอีกกระทรวงมาเป็น กระทรวงอุดมศึกษา เพราะชีวิตผมก็ผ่านการเป็นข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว อยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมาแล้ว เคยเป็น อ.ก.พ. กระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว แล้วบัดนี้ผมก็ ต้องนําเสนอว่าสิ่งที่ผมคิดจะถูกจะผิดขึ้นอยู่กับท่านกรรมาธิการไปคิดก็แล้วกัน ผมนํา กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ด้วยความเคารพว่าขอให้คิดให้รอบคอบว่าเราจะปฏิรูปอะไร จะปฏิรูปให้คนเป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี หรือจะปฏิรูปให้พัฒนาประเทศไปสู่ประเทศ ๔.๐ มั่นคง มั่งคั่ง หรือยั่งยืน หรือเราจะปฏิรูปอะไร กราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับ แต่ถ้าถามผม ณ วันนี้ถ้าจะยัง ไม่ลงมติ ผมอยากเห็นกรรมาธิการถอยไปสักก้าว กลับไปพิจารณาทบทวนให้ชัดเจนว่า ท่านจะเอาอย่างไรแน่ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี เห็นว่าเป็นเวลาพอสมควร มีผู้อภิปราย ๑๕ ท่าน ผมขอปิด การอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก ท่านแรกขอเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เลขานุการ เชิญครับ

นายวินัย ดะห์ลัน กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ทางสมาชิกที่ให้ความเห็น คิดว่าในทุกเรื่องที่ได้รับฟังจากทางสมาชิกทั้ง ๑๕ ท่านนั้น หลายเรื่องเราได้พูดคุยกันมาโดยตลอด ผมอยากจะเรียนบรรยากาศของการทํางานในเรื่องนี้ ให้ทางท่านสมาชิกได้รับทราบบางส่วน จริง ๆ ในการทําเรื่องของการปฏิรูปอุดมศึกษาเราได้ ทํากันมาอยู่ระยะหนึ่ง โดยที่มีทาง สนช. ได้เข้ามาร่วม เพราะฉะนั้นความคิดเห็นได้มี ความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้ทํางานใกล้ชิดกับทางกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็น ธรรมชาติของทางกรรมาธิการที่ทํางานร่วมกับทางกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด มีประเด็นที่ทางท่านประธานกรรมาธิการขอให้ผมช่วยตอบก็คือเรื่องของการแยกหรือไม่แยก อุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องนี้เราได้พูดคุยกันค่อนข้างมาก จนกระทั่งถึง ตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษาในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ตามมาตรา ๒๖๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ นั่นหมายความว่าขณะนี้คนที่จะมา รับไม้ต่อจากเรานั้นเขาได้เริ่มงานของเขาแล้ว ซึ่งก็โชคดีว่ามีกรรมาธิการของเรา ๒ ท่าน ได้เข้าไปเป็นคณะทํางานอยู่ด้วย เรื่องนี้ก็ทําให้เราได้คุยกันว่าตกลงเรื่องของอุดมศึกษา เราจะทําต่อหรือว่าจะให้ทางคณะทํางานอิสระได้ดําเนินการต่อไป เห็นว่าในที่สุดแล้ว เราควรจะดําเนินการต่อ อย่างน้อยที่สุดไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือทาง คณะกรรมการอิสระ หรือแม้กระทั่งทาง สนช. ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประเด็นในเรื่อง ของการที่จะดําเนินการเกี่ยวข้องกับเรื่องของอุดมศึกษากันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสมาชิก บางท่านก็ได้พูดกัน แต่ในที่สุดเราเห็นว่าควรจะมีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างน้อยที่สุดในเรื่องของ การนําเสนอออปชัน (Option) ต่าง ๆ ในเรื่องของทางเลือกให้กับทางคณะกรรมการอิสระ ได้พิจารณา หรือแม้กระทั่งทาง สนช. หรือแม้กระทั่งทางรัฐบาลได้พิจารณา ครั้งแรกนั้น เราได้เสนอในเรื่องของการดําเนินการในการแยก ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายได้พูดคุยกัน แต่อย่างไรก็ตามถ้าสมมุติว่าเราศึกษาในเรื่องประวัติศาสตร์ซึ่งหลายท่านได้พูดถึง การตั้ง ทบวงมหาวิทยาลัยในปี ๒๕๑๕ การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี ๒๕๔๕ คําถามมีอยู่ว่าขณะนี้ ทบวงมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นมา ๓๐ ปี ยุบไปแล้ว ๑๕ ปี แล้วมีความคิดในการที่จะนํากลับ เข้ามา ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร ผมก็อยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราได้พูดคุยกันนะครับ ทบวงมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นมากับสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น มีธรรมชาติที่แตกต่างกัน การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี ๒๕๔๕ การทํางานของกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้นยังมี เรื่องของวิทยาลัยครูอยู่ มีเรื่องของสถาบันราชภัฏอยู่ เพราะฉะนั้นในช่วงของการยุบ ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการมีเรื่องของการตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ การตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพราะฉะนั้นแนวคิด กรอบคิด เรื่องของสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกมากับเรื่องของ ทบวงมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๔๕ นั้นมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทําให้ทางคณะกรรมาธิการเราได้พูดคุยกันมากว่าถ้าสิ่งที่เราจะทํา ก็คือการแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกมานั้นจะทําให้กระทรวงศึกษาธิการอ่อนแอลงหรือไม่ อันนี้เป็นคําถามที่เราได้ตั้งกันขึ้นมา ในเมื่อสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลนั้น เคยทําหน้าที่ในเรื่องของการสนับสนุนการดําเนินงานของกรมสามัญศึกษาและกรมอาชีวศึกษา ตรงนี้เรากําลังจะทําให้กระทรวงใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นอ่อนแอแล้วก็ทําให้กระทรวงเก่าที่เราแยก ออกมานั้นอ่อนแอไปพร้อม ๆ กันหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราพยายามจะทําก็คือ เรื่องของการสร้างออปชัน (Option) หรือทางเลือกให้กับทางคณะทํางานซึ่งอยู่ใน คณะกรรมการอิสระ ดังนั้นเราเลยมีเรื่องของทางเลือกออกมา ๒-๓ อย่าง อย่างที่ได้เสนอ ไปแล้วตั้งแต่เรื่องของการไม่ตั้งกระทรวงใหม่ แต่ดึงเอาการอุดมศึกษาออกมา เนื่องจากว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตแล้วก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ขณะที่อุดมศึกษา เราก็ไม่ได้แยกว่าเรื่องของราชภัฏ ราชมงคลนั้นจะมีลักษณะที่หลายท่านมองว่าเขามี ความน้อยเนื้อต่ําใจ จริง ๆ เรามองว่าทั้งราชภัฏ ทั้งราชมงคลมีจุดเด่นหลายอย่างที่เราเรียก กันว่ามหาวิทยาลัยวิจัยอาจจะสู้ไม่ได้ด้วยซ้ํา เพียงแต่ว่าเราจําเป็นที่จะต้องจัดโครงสร้างของ การบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยทั้ง ๒ กลุ่มนั้นใหม่ ก็คือเรื่องของการทําให้กลายเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาประเทศ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราได้ดําเนินการแล้วก็ได้นําเสนอ เรื่องของ การนําไปรวมกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเนื่องจากว่ามีหลายประเทศ ได้ดําเนินการในแนวทางนั้น ก็คิดว่าทางคณะกรรมการอิสระซึ่งจัดตั้งขึ้นมาก็คงนําเอา เรื่องของจุดแข็ง จุดอ่อนไปพิจารณากัน อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการให้อุดมศึกษานั้นยังอยู่ ในที่เดิม ในออปชัน (Option) ที่ ๔ นั่นก็คือว่าการปรับโครงสร้างของอุดมศึกษาให้มี ความโดดเด่นชัดเจนมากขึ้น ให้ทําเรื่องของวิจัย และในวิจัยนั้นไม่ใช่เฉพาะวิจัยวิทยาศาสตร์ แต่วิจัยในทุกสาขาเพื่อที่จะสร้างความโดดเด่นแต่ว่าให้อยู่ในที่เดิม จัดโครงสร้างใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ส่งให้กับทางคณะกรรมการอิสระได้พิจารณา และเรื่องของการอาจจะนําไป รวมกับกระทรวงอื่นเพื่อว่าจะทําให้เรื่องของการจัดโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ได้หมายความว่า เราจะตั้งกระทรวงแล้วมีรัฐมนตรี เรื่องของการตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมาเป็นกระทรวงอุดมศึกษา โดยตรงจะเห็นได้ว่าเราอยู่ในออปชัน (Option) ที่ ๓ ซึ่งเราพูดเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย เพราะในคณะกรรมการของเราเองก็ยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันว่าเราเองนั้นจะสร้าง องค์กรใหม่หรืออย่างไร แต่อย่างไรก็ตามในทั้งหมดนี้สิ่งหนึ่งที่เราจําเป็นจะต้องรับผิดชอบ ร่วมกัน เรื่องของการปฏิรูปอุดมศึกษา หรือแม้กระทั่งเรื่องของการปฏิรูปในภาพรวมนั้น คณะกรรมการเห็นว่าเราจําเป็นต้องกล้าในการที่จะดําเนินการ หัวใจหลักบางทีไม่ได้อยู่ตรง ที่ว่าดีกว่าหรือไม่ดีกว่า แต่หัวใจหลักคือเราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นในเรื่องที่ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ ในที่สุดแล้วสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น จะทําให้ทุกองคาพยพปรับตัวในการที่จะดําเนินการเพื่อที่จะทําให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น ในออปชัน (Option) ทั้ง ๔ ออปชัน (Option) นั้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด อย่างน้อยที่สุด เราต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าจะอยู่ในรูปแบบเดิมไม่ได้ เราต้องเปลี่ยน แต่ว่าจะเปลี่ยนไป ในส่วนที่เป็นทางเลือกในกลุ่มไหนใน ๑-๔ นั้นจะเป็นอย่างไร อยากจะขอให้พวกเราช่วยกันพิจารณาเพื่อที่จะฝากให้คณะกรรมการอิสระหรือแม้กระทั่ง รัฐบาลได้ร่วมกันพิจารณา แต่อย่างน้อยเราได้นําเสนอว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยน ในเมื่อสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้เรายอมรับว่าเป็นปัญหา ก็อยากจะเสนอเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการท่านต่อไปที่จะชี้แจง ท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ขอเชิญครับ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉันจะขอตอบคําถามของท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือท่านคุรุจิต ในประเด็นเรื่องที่จะให้ขยายความในเรื่องการประเมินตนเอง ของสถาบันอุดมศึกษาว่าจะมีความน่าเชื่อถือเพียงไร ซึ่งในการประเมินตนเอง ของสถาบันการศึกษาโดยในทางปฏิบัติก็ต้องทําในทุกปีการศึกษาอยู่แล้ว และในส่วน คณะกรรมการประเมินของสถาบันอุดมศึกษาก็จะมีตัวแทนจากต้นสังกัดคือ สกอ. เข้ามานั่ง เป็นคณะกรรมการประเมินร่วมด้วยอยู่แล้ว อีกทั้งในเรื่องของการประเมินคุณภาพอย่างที่ เรียนไว้ตั้งแต่ตอนต้นในการนําเสนอว่า การประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นคนละเรื่องกันกับ การประกันคุณภาพการศึกษา เพราะฉะนั้นเมื่อมีการประเมินคุณภาพที่ซ้ําซ้อนจาก หลายหน่วยงานและเป็นการประเมินคุณภาพที่ไม่ถูกวิธีการ ไม่ถูกหลักการ ก็จะยิ่งทําให้ ไม่เกิดการพัฒนาคุณภาพ แล้วก็เพิ่มภาระงานให้กับสถานศึกษาหรือให้กับสถาบันอุดมศึกษา ด้วยนั่นเอง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาจึงได้มีข้อเสนอให้ สถาบันการศึกษาทําการประเมินตนเอง นอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สมศ. หรือองค์กรวิชาชีพ แล้วก็องค์กรในระดับสากลต่าง ๆ เข้าทําการประเมินสถานศึกษาอยู่แล้ว ส่วนในอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านพูดถึงก็คือในเรื่องการประเมินตามคําร้องขอของ สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งขยายความเพิ่มขึ้นก็คือสามารถทําได้ในกรณีของการร้องขอ การสุ่มตรวจ หรือเมื่อมีข้อสงสัย มีข้อร้องเรียน เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ท่านกังวลว่า ถ้าสถานศึกษาไม่ร้องขอก็จะไม่มีการประเมิน ก็เข้าใจว่าน่าจะตอบคําถามตรงนี้ได้ชัดเจน

ในส่วนประเด็นที่ท่านสถิตย์พูดไว้ในเรื่องของการนําเกณฑ์มาตรฐาน เอดเปกซ์ (EdPEx) มาใช้ในการประเมินตนเองของสถาบันอุดมศึกษา ณ ขณะนี้มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในการที่จะรับการประเมินระดับสากลก็คือของเอดเปกซ์ (EdPEx) ซึ่งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของผู้ประเมิน ซึ่งระยะเวลาที่จะใช้ในการอบรมผู้ประเมินก็ค่อนข้างยาวนานพอสมควร เพราะฉะนั้น ในช่วงระยะเวลานี้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจะต้องมีการเตรียมพร้อมในสิ่งเหล่านั้นก่อน ในปัจจุบันได้เสนอว่าในส่วนที่มีการประเมินคุณภาพที่ผิดหลักการ วิธีการ โดยต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอก ก็ควรจะปรับบทบาท หน้าที่ วิธีการการประเมินคุณภาพให้ถูกต้อง ตามหลักการเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการประกันคุณภาพที่ถูกต้อง ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการท่านต่อไป รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร ขอเชิญครับ

นายอุทัย เลาหวิเชียร กรรมาธิการ

ผมได้ฟังผู้อภิปรายทั้ง ๑๕ ท่านด้วย ความสนใจ คิดว่าเป็นแนวความคิดที่หลากหลายและจุดประกายให้กรรมาธิการของเราไป นั่งคิด แล้วก็จะปรับปรุง แก้ไข เท่าที่ผมฟังดูหลาย ๆ ท่านก็พยายามชี้ให้อุดมศึกษาของเรา เน้นอะคาเดมิกเอกซ์เซลเลนซี (Academic Excellency) คือความเป็นเลิศในทางวิชาการ ให้ปรับปรุงหลาย ๆ อย่างเหมือนกับผู้ที่ได้เสนอไป แต่บางท่านก็ชี้ให้เห็นถึงความเสมอภาค ทางสังคมก็คือเน้นโซเชียลอีควิตี (Social Equity) ซึ่งเหมือนน้ํากับน้ํามัน ถ้าเราจะเอาน้ํามัน เราก็ต้องไม่มีน้ํา จะเอา ๒ อย่าง ซึ่งเราก็รับฟัง เป็นความคิดที่บรรเจิด แล้วก็น่าสนใจในทางทฤษฎี ในทางปฏิบัติหลาย ๆ อย่าง แต่มีบางอย่างที่ผมคิดว่าเราจะต้อง แก้แน่นอน เพราะว่าในการทํางานนี่ทํางานด้วยความลําบาก เพราะเราเชิญคนมาพูด หลายพวกและเขาออกความเห็นไปเราก็ใช้หลักประชาธิปไตยต้องฟัง ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เห็นด้วย แล้วจะไม่เอา เราก็ฟัง แล้วเราก็เอาเขาเข้ามาในนี้เพื่อให้กลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง อย่างที่ ผมคิดว่าจะต้องแก้ไขเลย เพราะในขณะทํางานผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะว่าผมไม่ชอบไปบังคับ

มีข้อที่ศาสตราจารย์ดุสิต ผมขอเอ่ยชื่อนะครับ บอกว่าการขอตําแหน่ง ผศ. หรือ รศ. ไม่ควรกําหนดเวลา อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ทางผมก็จะต้องรับไปคุย เพราะว่าคล้าย ๆ ไปบีบเขา บางทีเราก็ไม่อยากขอ ถ้าเราขอตําแหน่งและทําให้งานอย่างอื่นเสียเราก็ไม่ขออะไร อย่างนี้เป็นตัวอย่าง

ท่านประสิทธิ์บอกว่าเราต้องฟังที่ประชุมอธิการบดี เรานั่งประชุมอยู่ตั้งนาน ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะว่าท่านประสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมก็เลยไม่ได้คิด พอพูดมา อย่างนี้ผมก็พอใจมาก

อีกเรื่องหนึ่ง คือท่านนิกรอ้างหนังสือของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ว่าอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เขียนหนังสือ ๒ เล่ม เล่มหนึ่งในปี ๑๙๗๐ ฟิวเจอร์ช็อก (Future Shock) ที่ทําให้คนอ่านแล้วตะลึงทั้งโลกว่าองค์การที่เราทํางานอยู่ออร์แกไนเซชัน (Organization) ใช้ไม่ได้ จะต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น อีกเรื่องหนึ่งคือเดอะ เทิร์ด เวฟ (The Third Wave) คลื่นลูกที่ ๓ ซึ่งท่านนิกรพยายามชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงมีความสําคัญ ไม่ทราบว่า พรอโพซัล (Proposal) นี้มีการอินคลูด (Include) เรื่องการเปลี่ยนแปลงไหม ผมขอเรียน ชี้แจงว่าเราคิดตลอดเวลา คนที่ทํางานปฏิรูปจะไม่คิดเรื่องของเทมโพรัลไดเมนชัน (Temporal Dimension) ไม่ได้ เราคิดอยู่ตลอดเวลา เช่นเราคิดว่าคนไทยอย่างที่เรายึด ก็คือว่าจะต้องเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ อะไรต่าง ๆ พวกนี้เราคิดหมด แต่ว่าคงจะพูดมา ไอเดนทิไฟ (Identify) ให้เห็นเป็นข้อ ๆ ไม่ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ว่าเวลาเราจะปฏิรูป เราจะปฏิรูปโครงสร้าง กระบวนการ พฤติกรรม กฎหมาย เราจะไม่คิดถึงบริบทและเรื่องของ เวลาไม่ได้ แต่แนวความคิดของท่านนิกรก็เป็นแนวความคิดที่มีประโยชน์ซึ่งเราจะนําไป พิจารณาด้วย มีคนเตือนผมว่าอย่าไปตอบเยอะ แต่ว่าต้องตอบ

ของท่านสุรินทร์ไม่มีอะไรจะตอบ เพราะว่าเป็นคําตอบอยู่แล้ว ว่าง ๆ ผมจะ คุยกับท่านเอง เจอกันบ่อย ทั้งหมดนี้เราจะไปคุยกันในคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา แล้วจะแก้ไขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านอาจารย์อุทัยท่านมีบริการหลังไมโครโฟนด้วยนะครับ สมาชิกที่สนใจก็เชิญต่อ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ วิวัฒน์ ศัลยกําธร ครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณทั้ง ๑๕ ท่าน เป็นอย่างสูง ยังมีประเด็นรายละเอียดอีกหลายเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่ว่าจะขออนุญาต รับเอาไปแก้เลย ไม่อยากจะเสียเวลาที่ประชุมตอบ หลายเรื่องผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ข้อมูล ทั้งหมดซึ่งคณะทํางานทั้ง ๓ ชุด ที่ผมกราบเรียนว่าเราตั้งคณะทํางานชุดแรก เมื่อนําเสนอ คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการยังไม่เห็นด้วย มีรายละเอียดไม่เพียงพอ กรรมาธิการ ก็รับแล้วก็ตั้งคณะกรรมการชุดที่ ๒ แล้วชุดนี้ก็เป็นชุดที่ ๓ เพื่อศึกษาและรับฟังความเห็น ให้รอบด้าน ด้วยเงื่อนเวลาอันจํากัดที่จริงเราก็รู้ว่ายังไม่รอบด้านนัก แต่ว่าด้วยข้อจํากัด ของเวลา ของอายุ สปท. ก็ทําให้เราตัดสินใจที่จะมารับฟังความคิดเห็นจากทุกท่าน ซึ่งผมคิดว่าวันนี้แม้ประเด็น จะไม่ลงรายละเอียดนักแต่ผมคิดว่าครบถ้วนรอบด้านทีเดียว ข้อเสนอนี้ทั้งหมดถ้าท่านกรุณา ผ่านเรื่องนี้ไปเราก็จะส่งรัฐบาล แล้วก็หยิบเรื่องนี้ไปหารือต่อ ที่จริงตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป กรรมการอิสระก็จะเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ ที่จริงมีทั้งหมดหลายเรื่องที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ทํา ให้เสร็จอย่างน้อย ๕ เรื่อง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเสนอผ่านให้กรรมการอิสระ ได้พิจารณาเหมือนกัน ผมคิดว่าข้อมูลที่ท่านได้กรุณาอภิปรายมานี้เราเก็บไว้อย่างละเอียด แล้วก็คิดว่าจะประมวลเรื่องทั้งหมดกลับไปหารือต่อ คณะกรรมการอิสระเอง หรือแม้แต่ กระทรวงศึกษาธิการ ที่จริง สนช. ด้วย สนช. ก็เตรียมเรื่องนี้อยู่ด้วย เขาต้องไปฟัง ความคิดเห็น ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้จําเป็นต้องไปฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ก็จะมีระบบ การรับฟังความคิดเห็นทั้งรูปแบบเดิมซึ่งเดินทางไปฟังความคิดเห็นโดยตรง และระบบ การรับฟังความคิดเห็นจากรูปแบบใหม่ซึ่งโลกทุกวันนี้เป็นโลกของดิจิทัล เป็นโลกออนไลน์ (Online) ก็จะเปิดฟังความคิดเห็นด้านกว้างขึ้นไปอีก ก็คิดว่าคงมีเวลาไม่มากนักที่รัฐบาล ต้องรีบสรุปเรื่องนี้แล้วก็เร่งทํา คณะกรรมการอิสระก็คงเช่นกันมีเวลาไม่มากนักที่จะทํา เพราะฉะนั้นก็กราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกที่จะซักถามนะครับ มีท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ แล้วก็ท่านกษิต ภิรมย์ ขอสั้น ๆ นะครับ เอาเป็นประเด็นที่กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบและข้องใจครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการด้วยความจริงใจ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญของชาติปัจจุบันและอนาคต เพราะการผลิตบัณฑิต ออกไปในทุกสาขาขึ้นอยู่กับท่านตัดสินใจอย่างไร และที่ประชุมนี้ตัดสินใจอย่างไร ผมกราบเรียนว่าปัญหาทั้งหมดท่านไม่ต้องแยกออกไปเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือจะไป รวมกับใครหรอกครับ ให้อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ แต่ท่านอย่าใช้ระเบียบที่ใช้กับ ประถม มัธยม และไปใช้กับมหาวิทยาลัย คือระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้กับมหาวิทยาลัย ก็ต้องเป็นของมหาวิทยาลัย คําว่า การศึกษา แต่ว่าวิธีการ กระบวนการต่างกัน วัยต่างกัน เรื่องที่ ๑ นะครับ

เรื่องที่ ๒ ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมดท่านต้องแก้ด้วย ท่านไปออกกฎหมาย ฉบับเดียวในกระทรวงศึกษาธิการ ไปล้อแบบทบวงมหาวิทยาลัยเก่าที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ก็คือ มาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) ไม่จําเป็นต้องเอามาหมด เพราะว่าวันเวลาเปลี่ยนไป ปัญหา ก็จะแจ้งได้หมด ผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมานาน รัฐมนตรีไม่เคยใช้อํานาจบาตรใหญ่ ในการยุบรวมมหาวิทยาลัยของรัฐเลย เคยสั่งปิดและสั่งยุบมหาวิทยาลัยของเอกชนอยู่ ๒-๓ แห่งที่ไปไม่ได้ ผมคิดว่าน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตามถ้าท่านยังคิดว่าอ้อมแอ้ม ๆ และบอกว่าจะไปแก้ไข ผมเป็น ๑ คนที่จะกดว่าผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าท่านรับว่าท่านเอาไปแก้ แล้วเอากลับมาพิจารณาอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่รวบรัดตัดหางแล้วก็ส่งไป แล้วก็อ้างว่ารัฐบาลก็ดี กรรมการอิสระอะไรก็ดี ร้อยแปดจิปาถะ เร่งรัด รีบร้อน สังคมไทยอ้างความรีบร้อน เร่งรัด ท่านนั้นท่านนี้สั่งมาเสียหายมาเยอะแล้ว ท่านประธานครับ ผมเสนอนะครับ ท่านจะตอบ หรือไม่ตอบก็ตามใจเถอะครับ ถ้าท่านรับว่า ๑๕ ท่านรวมทั้งที่ยังไม่ได้อภิปราย คิดว่าเป็น สิ่งที่ดี ๆ ร่วมกันท่านเอากลับมาอีกทีได้ไหมครับ ท่านไปทําตั้งแต่เย็นนี้เลย ท่านประชุมไปถึง ค่ําดึกดื่น ๗ วันแล้วท่านเอามาเข้าผมก็จะเห็นด้วยกับท่าน แต่ท่านบอกว่ารับไปเฉย ๆ ไม่มี ปัญหา ผมก็ต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน ด้วยความเคารพอย่างสูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผมไม่ได้อยู่ในที่ประชุม อธิการบดี ไม่ใช่ความผิดของผมนะครับ ไม่ได้รับเชิญแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นหัวใจ ของเรื่องผมคิดว่าผมมีข้อเสนอที่สําคัญ และเพื่อน ๆ อีก ๑๔ ท่าน อยากจะฟังกรรมาธิการแต่คงไม่มีเวลา แล้วที่ฟังมาจาก ๑๕ ท่าน อาจจะมี ๑๕ ประเด็นสําคัญ ๆ ท่านคิดว่ารับได้ตรงไหน จัดลําดับความสําคัญหรือเปล่า แต่ไม่เป็นไรเวลาไม่มี แต่ผมมีข้อเสนออันหนึ่งที่ผมคิดว่าสมเหตุสมผลแล้วก็สะท้อนสังคม ประชาธิปไตยที่ผมได้เสนอให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นแกนของอุดมศึกษา มีกฎหมายอยู่แล้ว ก็ในเมื่อมีอธิการบดี มีสภามหาวิทยาลัยก็ให้เขารับผิดชอบด้วยตัวเขาเองร่วมกันสิครับ รัฐ หรือรัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการ ในทางปฏิบัติไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว อาจจะมี กฎหมายเป็นภาพรวมเท่านั้นเอง ให้เขาปกครองตนเอง อย่าเอากระทรวงหรือว่า ครม. มาครอบงําเขาอีก จะได้เกิดความเลิศทางปัญญา แล้วภายในอธิการบดีทั้งหลายถ้าจะไป ตกลงแบ่งงานวิจัยร่วมมือกันอย่างไร จะจัดความเป็นเอกซ์เซลเลนซ์ (Excellence) อะไรกัน ต่าง ๆ เหล่านี้ คือท่านไม่ได้ตอบในเรื่องสําคัญ ๆ ที่ได้เสนอ แล้วท่านก็บอกว่าจะเหมารวม จะรับเรื่องไปหมด แล้วผมก็ไม่รู้ว่าที่ไปเขียนส่งไปที่รัฐบาลรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอส่วนใหญ่ที่ท่านได้เสนอมา ไม่ได้ทําประโยชน์ให้กับ การปฏิรูปอุดมศึกษาเลยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานครับ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ ขออนุญาตพูดสั้น ๆ นิดเดียวครับ ผมดูเอกสารแล้ว วิธีคิดของคณะกรรมาธิการมองเรื่องของ การแยกสถาบันอุดมศึกษาออกจากกระทรวงโดยการที่มีสมมุติฐานว่าถ้าแยกแล้วงานก็จะมี ประสิทธิภาพที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นวิธีการมองปัญหาแบบนี้ถามว่ามองได้ไหม ก็มองได้ แต่ถ้าผมจะขออนุญาตเสนอผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญยิ่งกว่าการแยกหรือไม่แยกก็คือปรัชญาของ การศึกษาว่าควรจะเป็นเช่นไร ผมได้เห็นเนื้อหาในเอกสารมีการวิพากษ์ถึงปรัชญาการศึกษา แบบดั้งเดิมก็คือเน้นให้นักศึกษาเข้าห้องเรียน ซึ่งจะบอกว่าเป็นปรัชญาก็ได้แต่ก็ยังไม่ค่อยถูก เท่าไร เพราะฉะนั้นผมอยากให้คิดอีกนิดหนึ่งว่าปรัชญาการศึกษาของระดับอุดมศึกษาควรจะ เป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้สําคัญที่สุด ถ้าตีตรงนี้ไม่แตก แยกออกไปก็จะถูกระบบราชการ ครอบงํา

เรื่องที่ ๒ ที่เป็นประสบการณ์ของผมโดยตรง ผมเคยรับราชการเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยของรัฐ ผมได้งานวิจัยง่ายมากเลยถ้าผมจะเอาก็ได้ทุกที แต่เผอิญเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยของเอกชน พอผมเกษียณอันนี้ยากเย็นแล้ว เพราะว่าระเบียบของ กระทรวงการคลังกําหนดว่าถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐก็สามารถจะรับงานได้เลย แต่พอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของเอกชนต้องประมูลเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อก่อน ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทําไมอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเขาถึงไม่ค่อยทําวิจัย สาเหตุก็มาจาก ระเบียบของทางราชการนี่เองที่ทําให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเขาก็ไม่ค่อยมีโอกาส ทํางานวิจัย เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมอยากฝากคณะกรรมาธิการก็มี ๒ เรื่องเท่านั้นละครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอเฉพาะประเด็นคําถาม เพราะท่านอภิปรายไปแล้ว เอาประเด็นที่ท่านข้องใจยังไม่ได้ตอบนะครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ คาบเกี่ยวทั้งที่ผม อภิปรายและยังไม่ได้อภิปราย ผมเรียนท่านประธานผ่านไปทางคณะกรรมาธิการ คือตอนนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนในห้องประชุมแห่งนี้อาจจะเริ่มสับสนแล้ว เพราะเท่าที่เราทราบตอนนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทํางานหรือคณะกรรมการก็แล้วแต่ โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแม่งานในการร่างกฎหมาย กระทรวงอุดมศึกษา แล้วก็พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องอีก ๒-๓ ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา แล้วก็อยู่ในขั้นตอนที่ทําประชาพิจารณ์อย่างที่มี สมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ยังสับสน แล้วก็ยังงงว่างานที่เรากําลังทําอยู่เวลานี้ รวมทั้งที่กรรมาธิการ จะทําต่อ และที่กรรมการอิสระจะดําเนินการต่อ จะสัมพันธ์ ผูกพันกันอย่างไร จะแกะกัน อย่างไร เป็นธงที่วางเอาไว้แล้ว ตอนนี้เรากําลังทําอะไร เราเสนอรายงานไป และคณะกรรมการชุดนั้น หรือคณะทํางานชุดนั้นก็ดําเนินการที่จะทําประชาพิจารณ์ อันนั้น คือคําตอบสุดท้ายแล้วหรือยัง ท่านอาจารย์วิวัฒน์พอที่จะแจ้งให้สมาชิกทราบ เราสับสน จริง ๆ เพราะว่าเป็นธงที่รัฐบาลตั้งเอาไว้แล้ว ซึ่งส่วนตัวผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เป็นเรื่องที่ เราจะต้องไปดําเนินการต่อเพราะจะต้องผ่าน สนช. แต่ว่าทั้งหมด ๓ กระบวนการเป็นรถไฟ ๓ รางแล้วตอนนี้ ๓ รางนี้ไปด้วยกัน หรือว่าจะไปชนกันตรงไหน หรือว่าจะวิ่งไปด้วยกัน อย่างนั้นหรือ จะจูงกันไป จะเป็นอย่างไร จะจบอย่างไรครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริง ๓ ราง ๔ ราง ๕ ราง ก็สับรางเหลือรางเดียว เรากําลังจะส่งมอบงาน ของ สปท. ทุกรายงานเพื่อให้กับท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ขณะนี้ ท่านประธานกําลังประสานงานเพื่อรอนัดหมายท่านนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันรายงาน ฉบับนี้ก็เหมือนรายงานฉบับอื่น เพียงแต่พิเศษหน่อยตรงที่ว่าตามรัฐธรรมนูญ มีคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษา แล้วโชคดีที่มีกรรมาธิการ รวมทั้งท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาของเราก็เป็น ๑ ในกรรมการ ชุดดังกล่าว การเชื่อมโยงการทํางาน การเชื่อมโยงแนวคิด การเชื่อมโยงรายงาน ก็จะเป็น ส่วนหนึ่งในการพิจารณา ยังไม่ได้มีออกมาเป็นธง เป็นพิมพ์เขียว เป็นอะไรทั้งสิ้น ยังอยู่ ระหว่างการดําเนินการ หรือการดําเนินการในชั้นกระทรวงก็เป็นเรื่องของกระทรวง เพียงเท่านั้นเอง ให้เกิดความเข้าใจจะได้ไม่สับสน หน้าที่เราก็จะสิ้นสุดภายในเวลา เมื่อกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการปฏิรูปประเทศประกาศใช้ไม่เกินต้นเดือน สิงหาคม เพราะฉะนั้นมอบงานแล้วก็เป็นหน้าที่ของกลไกอื่น ๆ ที่จะดําเนินการต่อ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเพื่อที่จะบันทึกไว้ในบันทึกการประชุม ผมขออนุญาตที่ประชุม และท่านประธานที่จะส่งมอบคําบรรยายของผมเมื่อวันเสาร์ ซึ่งผมได้ไปบรรยายให้กับ ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ที่เรียกว่า ปอมท. ซึ่งประกอบ ไปด้วยมหาวิทยาลัย ๒๘ แห่ง คือมหาวิทยาลัยดั้งเดิมของรัฐ ตั้งแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า กลุ่มนี้ แล้วก็มี ๔ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้งหมด ๒๘ แห่ง ก็เป็นประเด็นเรื่องการปฏิรูป การอุดมศึกษาของประเทศภายใต้ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ก็ขออนุญาตที่จะส่งให้กับ ท่านประธานประกอบการพิจารณาปรับปรุงเสมือนหนึ่งเป็นคําอภิปราย เชิญครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธาน ผมได้หารือกัน ๔ ท่าน ยังไม่ได้ประชุมหารือในคณะทํางานทั้งหมด แต่ว่า ๔ ท่านเห็นตรงกัน

ประเด็นที่ ๑ เราเห็นด้วยกับเรื่องการที่จะให้บทบาทของ ทปอ. หรือที่ เรียกว่าที่ประชุมอธิการบดี ซึ่งขณะนี้มีอยู่ ๔ คณะด้วยกัน อันนี้ในหลักการเราเห็นด้วย ในรายละเอียดการเขียนนั้นเดี๋ยวจะขอเวลาไปปรับปรุง

ประเด็นที่ ๒ ซึ่งได้หารือกันเมื่อสักครู่ก็เห็นว่าถ้าเรารวมกับวิทยาศาสตร์ อย่างเดียวก็จะมีประเด็น มีจุดอ่อนด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่เราก็คิดว่าน่าจะต้องไปปรับแก้ ที่จริงมีหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งท่านอาจารย์อุทัยซึ่งเป็นประธาน คณะทํางานชุดนี้ได้เรียนไปแล้วว่ามีหลายหัวข้อทีเดียว แต่ขออนุญาต ในหลักการเบื้องต้น หลัก ๆ ก็คงไม่ต่างกัน แต่บางประเด็นที่มีขัดแย้งกันบ้าง บางท่านเห็นด้วย บางท่าน ไม่เห็นด้วย ก็จะขอไปดูอีกทีหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามที่ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้มีคนทํางานอยู่ ๓ สายด้วยกัน คือ เรา สนช. ก็ทํา รัฐบาลก็ทํา โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทํางาน ขึ้นชุดหนึ่ง ทําร่างพระราชบัญญัติเสร็จเรียบร้อยแล้วจะแยกแล้วตั้งกระทรวงโดยเฉพาะ ท่านประธานได้กรุณามาหารือกับผม ผมก็เลยถือโอกาสเชิญคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ทั้งหมดได้ฟังความเห็นและได้ซักถามกัน ก็ยังมีความเห็นที่ยังไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไร อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางกระทรวง ก็ได้ประสานมาแล้วว่าจะให้คณะกรรมการอิสระ ซึ่ง ณ วันนี้ผมทําหน้าที่เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง ในคณะกรรมการอิสระอยู่ด้วย ในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการประชุมกันในช่วงเช้า เราก็ จะหยิบเรื่องนี้มาทําการบ้านต่อ คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ความเห็นของท่านกรรมาธิการทั้งหมด หรือแม้แต่ท่านยังนึกไม่ออกแล้วกลับบ้านไปคิดออก จะส่งมาเรายังรับอยู่ ในบทบาทของผมเองกับท่านอาจารย์กอบกุลซึ่งไปทําหน้าที่อยู่ใน คณะกรรมการชุดนั้นก็จะสานต่อ ถ้าจะให้คณะกรรมการดึงเรื่องกลับไปแล้วกลับมาส่งใหม่ เข้าใจว่าไม่ทัน เมื่อเช้าท่านประธานได้เชิญประธานกรรมาธิการทุกคณะไปนั่งหารือกันว่า รายละเอียดทั้งหมดนี้ต้องส่งเปเปอร์ (Paper) ให้จบทุกเรื่อง รวมเล่มภายในวันที่ ๑๕ ให้ได้ เพื่อจะเตรียมส่งมอบกับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะฉะนั้นเวลาจํากัดเหลือเกิน ผมตั้งใจจริง ๆ อยากจะรับฟัง ถ้ามีเวลาก็จะกลับไปทํารายละเอียดเพื่อมาฟังอีกรอบหนึ่ง แต่ด้วยข้อจํากัดเงื่อนเวลาผมจะขออนุญาตขอความกรุณาท่านได้ผ่านเรื่องนี้ไปก่อน อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะทั้งหมดจะถูกหยิบไปพิจารณาต่อ ไม่ได้เป็นขั้นสุดท้าย แม้คณะกรรมการอิสระเห็นชอบแล้วกับร่างพระราชบัญญัติของกระทรวง เรื่องนี้ก็ยังต้อง กลับไปพิจารณาใน สนช. ใน สนช. ก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งทาง สปท. ก็จะได้ส่งสมาชิก ของเราไปร่วมพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งท่านประธานได้ประสานงาน เราก็ได้ส่งรายชื่อ ถึงท่านประธานแล้ว ท่านประธานก็จะส่งรายชื่อไปทําการพิจารณา เพราะว่ายังมีอีก ๓ วาระ ใน สนช. ไฟนัล (Final) อยู่ที่ สนช. ก็คิดว่าเรายังมีเวลา ถ้าท่านมีข้อมูลอะไรก็เราก็ยินดี รับอยู่ตลอดเวลา กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา” แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๗ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “แผนการปฏิรูป ระบบการอุดมศึกษา” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนน ผลการลงคะแนนเสียง จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๐๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐ ท่าน งดออกเสียง ๔๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา” แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงาน เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา”

ก่อนอื่นขอขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดที่ชี้แจงนะครับ แต่เนื่องจากว่า เป็นกรรมาธิการชุดเดียวกันในการนําเสนอรายงาน ขอเชิญบางท่านพักผ่อนรับประทาน อาหารได้ สลับกันขึ้นมานะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ “การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม”

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มี หนังสือขออนุญาตให้รองศาสตราจารย์เกศินี ประทุมสุวรรณ ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการจัดทําแผนและแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา หรือโซเชียลมูฟเมนต์ (Social Movement) เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าว ร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม และในการนําเสนอรายงานครั้งนี้จะประกอบไปด้วย ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธาน สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ อดีตผู้อํานวยการ กองประเมินผลงาน สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะทํางานการศึกษาวิถีพุทธ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และล่าสุดเป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง คณะกรรมการอิสระ เพื่อปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ท่านที่ ๒ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานอนุกรรมาธิการจัดทําแผน และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อพร้อมแล้วขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลง รายงานต่อที่ประชุมครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน เรื่องที่ ๒ ที่จะรายงานให้ที่ประชุม สปท. ทราบก็คือ การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เรามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ลําพังกฎหมาย ลําพังกระทรวงศึกษาธิการ และอีก ๑๐ กระทรวง ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดการศึกษานั้นไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้เลย ประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษา ๒ ครั้งที่ผ่านมาน้ําหนักอยู่ที่การจัดการปฏิรูปการศึกษาในระดับโครงสร้างส่วนบน ในระดับ โครงสร้างส่วนบนนั้นขออนุญาตแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องของกฎหมาย ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของนโยบาย ครั้งนี้ในระดับกฎหมายนั้นเราทํา ๒ ระดับ ที่จริง ๓ ระดับ ด้วยกัน ระดับแรก ก็คือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดมาก ๓ หมวด ๕ มาตรา โดยเฉพาะมาตราสําคัญที่สุดก็คือเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาในมาตรา ๕๔ ซึ่งพูดชัดเจนว่าต้องทําให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญตามความถนัดของตน และรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และสําคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ ซึ่งหมายถึงรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนในความหมายผมเรียนถามท่านประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญในที่นี้ ถามท่านว่าเป็นความหมายอย่างแคบหรือกว้าง ถ้าท่านจําได้ ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตอบชัดเจนว่าเป็นความหมายอย่างกว้าง หมายถึง ใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐบาลกลางและไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงทั้ง กทม. ทั้ง อบจ. ทั้ง อบต. ทั้งเทศบาล ใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลกลาง หมายรวมถึง ภาคเอกชนในความหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็หมายถึงตั้งแต่พ่อแม่ ครอบครัว สังคม วัดวาอาราม สถานประกอบการ ชุมชนทั้งหมด จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกัน ในรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน เอกชนก็อย่างที่กราบเรียน เราก็กราบเรียนในที่ประชุมนี้ไปแล้วว่าถ้าจะจัด การศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ก่อนวัยเรียนครูที่สําคัญที่สุดคือพ่อแม่ ครูคนที่ ๑ คือพ่อแม่ นั่นเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นวันนี้ข้อเสนอของเรา ถ้ากลไกความร่วมมือ ภาษาปัจจุบันซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ง่ายที่สุดคือประชารัฐ ถ้าทั้งประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน สังคม ภาคเอกชน สถานประกอบการทั้งหมด รวมทั้ง ท้องถิ่นด้วยไม่ร่วมมือ ลําพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวซึ่งจัดการศึกษาอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงสร้างการจัดการศึกษาทั้งหมด ซึ่ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในที่นี้ หมายรวม เพียง ๑๒.๙ ล้านคนเท่านั้น แต่ว่าข้อเสนอการปฏิรูปในครั้งนี้เราได้กราบเรียนแล้ว ที่ประชุมนี้ ได้กรุณาเห็นชอบ เพราะเราจะจัดการศึกษาให้กับคนทั้ง ๗๐ ล้านคน คือตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์มารดาไปจนถึงตลอดชีวิต แล้วคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นครูนั้นไม่ใช่ครู เฉพาะที่ถูกบัญญัติไว้ในระบบเท่านั้น แต่หมายถึงพ่อแม่ด้วย หมายถึงทุกคนทั้ง ๗๐ ล้านคน จะมีสิทธิลุกขึ้นมาเป็นครู คําถามก็คือกลไกนี้จะเกิดได้อย่างไร มีการทําการศึกษา วิจัย ที่จริงเรื่องนี้ผมเคยเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาเรื่องกลไกการมีส่วนร่วมมาแล้ว ๓ คณะ คณะที่ ๑ ตั้งแต่ สปช. เราพูดถึงกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา กลไกการมี ส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แม้ใน สปท. เองก็มีกลไกการมีส่วนร่วม ในการสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งอื่น ๆ ด้วย การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็น เรื่องใหญ่ จึงได้ถูกหยิบเอาไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ซึ่งสภานี้ได้กรุณาผ่านไปแล้ว ก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลายท่านในที่นี้ ได้อภิปราย เราเรียกว่าเป็นธรรมนูญการศึกษา รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิตด้วย แต่ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างส่วนบน ซึ่งส่วนใหญ่ ก็อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็อยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่ว่าความสําเร็จของ การปฏิรูปการศึกษามิได้อยู่ที่กรุงเทพมหานครแต่เพียงลําพัง ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างส่วนบน ทั้งหมด มีพระราชบัญญัติดี มีรัฐธรรมนูญดี มีพระราชกฤษฎีกาดี มีประกาศสํานัก นายกรัฐมนตรีดี มีนโยบายที่ชัดเจนดี แต่ผู้ปฏิบัติทั้งหมดยังอยู่อีก ผมขออนุญาตแบ่งคร่าว ๆ เป็น ๒ ส่วน ที่เห็นในชาร์ต (Chart) ที่โชว์ให้ดูนั้นได้อธิบายมาแล้วหลายทีว่า ส่วนที่ ๑ คือ ภาคประชาชน เกี่ยวข้องกับการศึกษามากมาย ผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด เพราะว่า วันนี้มีเวลาจํากัดในการประชุม เราต้องเลิกไม่เกิน ๔ โมง ก็ขออนุญาต รายละเอียด ท่านกรุณาลองดู นั่นคือภาคประชาชน เราจําเป็นต้องมีตัวอย่างของความสําเร็จ หรือที่เรา นําเสนอไว้ในรายงาน เราเรียกว่าโซเชียลแล็บ (Social Lab) ขณะเดียวกันภาครัฐเอง ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งมีกลไกจนถึงระดับหมู่บ้านเต็มไปหมดเลย ผมยกตัวอย่างที่ประชุม อธิการบดี ทปอ. มีถึง ๔ กลุ่มด้วยกัน แล้วก็จะมีเครือข่ายต่าง ๆ มากมายซึ่งจะอยู่ในเอกสาร ที่ได้แจกให้ท่านไปแล้ว ทั้งหมดเราเรียกรวมว่าประชารัฐ ความสําเร็จจะเกิดขึ้นจากทุกคน เรามีครูที่อยู่ในระบบ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน และครูที่อยู่นอกระบบมากกว่า ผมยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่คือครูที่เราไม่ได้จัดไว้ในระบบ แต่เขาคือครูที่มีความสําคัญยิ่งกว่าครูที่อยู่ในระบบ เพราะกว่าจะถึงอนุบาลก็สายไปแล้ว มีการวิจัยเรื่องนี้มากมาย ผมเองก็ได้เคยพูดในที่นี้ ไปแล้วหลาย ๆ ครั้งด้วยกัน เราได้นําเรื่องนี้เข้าไปหารือในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งมีท่านอธิการบดี สมเดชเป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ นําคณะไปเรียนหารือ ไปฟังความคิดเห็น ที่จริง ทั้ง ๑๕ จังหวัดมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่พอสมควร ผมอยากขออนุญาตท่านประธาน ได้มอบให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านอาจารย์สมเดชได้กรุณาเล่าให้ที่ประชุมฟังครับ กราบขออนุญาตครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอาจารย์สมเดชค่ะ

นายสมเดช นิลพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่าน ต้องกราบขอบพระคุณทางท่านประธานที่กรุณาไว้วางใจ มอบให้ทําหน้าที่ เรื่องนี้ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าจากวิกฤตของการศึกษาไทย เป็นที่ทราบว่า การศึกษาไทยนั้นตกต่ํา แม้จะแรงกิง (Ranking) ในระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เราก็ อยู่ในลําดับที่ท้าย ๆ และท้ายสุด ปัจจุบันอาจจะต่ํากว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ว่าได้ ข้อเท็จจริงเราพบว่าวิกฤตการศึกษาไทยนั้น ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อุดมศึกษา หรืออาจจะเรียกได้ว่าตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งถึงเชิงตะกอนว่าขาดคุณภาพและไม่ตอบโจทย์ของประเทศ การแก้ไขที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละยุคก็พยายามจะใส่เม็ดเงินเพื่อลงไปแก้ปัญหาด้วยงบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ที่ผ่านมา ถ้าติดเป็นสัดส่วนก็จะพบว่า ๑ ใน ๔ ของงบประมาณแผ่นดินจะไปอยู่ที่การศึกษา แต่จากรายงานการวิจัยข้อเท็จจริงหลาย ๆ งานวิจัยพบว่าข้อเท็จจริงปัญหาที่สําคัญของ การศึกษานั้นอยู่ที่การบริหารจัดการ ซึ่งจริง ๆ แล้วการศึกษานั้นรวบอํานาจไว้ที่ส่วนกลาง จากการศึกษาพบว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มองไปที่กลไกประชารัฐในระดับพื้นที่เพื่อการ ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา ขออนุญาตใช้คําว่า ระดับพื้นที่ ระดับพื้นที่นี้ไม่ใช่ระดับพื้นที่ ทางการศึกษา คือระดับผู้คนในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการคิดแบบมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่ากระบวนการคิดแบบมีส่วนร่วมนั่นคือการทํางานในรูปแบบของ ประชารัฐ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมไว้นิดหนึ่งว่า ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่าแนวทางประชารัฐนี้จะนําไปสู่ ความสําเร็จของการปฏิรูป ดังข้อความตอนหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ว่า การจะดําเนินในเรื่อง เหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้จําต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วนกับหน่วยงาน ทั้งหลายของรัฐตามแนวทางประชารัฐ ภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยและประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน หลักธรรมาภิบาล อันจะทําให้สามารถขับเคลื่อน ประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอน เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ ในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฐานคิดหลักประชารัฐก็คือคนไทย ประชาชนของชาติ คนไทยทุกคนคือพลังสําคัญในการมีส่วนร่วมในกระบวนการคิด ฐานการคิดตรงนี้จะประกอบ กับคําสั่ง คสช. ยกเลิกการศึกษาในเขตพื้นที่แล้วก็ตั้ง กศจ. จังหวัด ตามคําสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ปี ๒๕๕๙ ข้อ ๖ สาระสําคัญคือให้เกิดคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัดขึ้น โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และกําหนดอํานาจหน้าที่ ตามคําสั่งใหม่ คําสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ กําหนดทิศทางการทํางานของ กศจ. ในระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด การวางแผนบริหารบุคคลในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด เกลี่ยอัตรา คําสั่งข้าราชการครู บุคลากร และเพิ่มอํานาจการบริหารจัดการให้กับระดับจังหวัด ให้ผู้แทน องค์กรภาคเอกชน องค์กรวิชาชีพภาคประชาชนอย่างน้อยด้านละ ๑ คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการการศึกษาในระดับจังหวัด ตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้นก็จัดให้มีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการ ชุดนี้ได้ไปดําเนินการ ครั้งแรกนั้นเราได้ไปดําเนินการที่จังหวัดนครปฐม โดยเชิญกลุ่มภูมิภาค ตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพื่อจะหาโมเดล (Model) และรูปแบบในการทํางานเพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ให้เกิด ความชัดเจน อีกครั้งหนึ่งกราบเรียนว่าเราก็ไปยังเขต ๘ จังหวัดในภาคตะวันออก ขออนุญาต ใช้มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณีในการโฟกัสกรุป (Focus Group) เพื่อหารูปแบบ หาความต้องการของภาคประชาชนในการขับเคลื่อน อีกครั้งหนึ่งเพื่อกระชับ สั้น ๆ เราก็ไปที่ภาคเหนือตอนล่างที่จังหวัดพิษณุโลก ๑๑ จังหวัด ไปชวนคิดชวนคุย ในเรื่องของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ ท้ายสุดด้วยเวลาและการทํางานของเรามีจํากัด เราก็ได้รับเกียรติจากทาง อบจ. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ไปถอดบทเรียนครั้งสุดท้ายที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะฉะนั้นจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าการศึกษานั้นไม่ใช่ ท็อปดาวน์ (Top down) การศึกษาไม่ใช่สั่งตรงจากกระทรวงศึกษาธิการลงสู่ภูมิภาค ลงสู่ท้องถิ่น การศึกษาต้องเริ่มจากคนในท้องถิ่นช่วยกันคิดวางแผนเพื่อตอบโจทย์ของท้องถิ่น มีตัวอย่างดี ๆ ก็อยากจะกราบเรียน รายละเอียดนั้นจะให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เกศินีกล่าวถึงว่าตัวอย่างดี ๆ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างเช่นการสร้างหลักสูตร ของชาวสุราษฎร์ธานีโดยอาศัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี คือเอาทุน ทางสังคมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือหลักคําสอนของท่านพุทธทาสมาสร้างหลักสูตร เป็นแบบเรียนให้กับชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการดํารงวิถีชีวิต เรื่องนี้เห็นชัดเจน ระเบียบ การวัดผลก็ไม่ได้วัดด้วยคะแนน แต่วัดพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกหลังจากที่จบหลักสูตรนี้ อันนี้คือเป็นตัวอย่างวิธีคิดในระดับพื้นที่ ในระดับท้องถิ่น ที่คิดร่วมวางแผนกําหนดกิจกรรม และการดําเนินการในการพัฒนาทางด้านการศึกษาในระดับของท้องถิ่น ส่วนในรายละเอียด นั้นเพื่อความกระชับ ผมจะขอให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เกศินีนําเรียนที่ประชุมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านรองศาสตราจารย์เกศินี ประทุมสุวรรณ ขอให้กระชับหน่อยนะคะ

รองศาสตราจารย์เกศินี ประทุมสุวรรณ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณค่ะ เรียนท่านประธานสภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผลการศึกษานี้ชี้ชัดตอกย้ําว่าหัวใจสําคัญของการปฏิรูปการศึกษานั้นอยู่ที่การจัดการศึกษา เชิงพื้นที่ นั่นคือเราจะปล่อยให้รัฐจัดการศึกษาตามลําพัง ปฏิรูปการศึกษาตามลําพังไม่ได้ พื้นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ทําอย่างไรส่วนกลางจะเปิดโอกาสให้พื้นที่ได้เข้ามา มีส่วนร่วม ไม่มีทางเลยที่รัฐจากส่วนกลางจะเอาภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ปัญหาทุกเรื่อง ของการศึกษาในทุกพื้นที่ไปจัดการศึกษาให้กับคนทุกคนในทุกแหล่งพื้นที่ แต่ถ้าให้แต่ละ จังหวัดได้สํารวจความต้องการในพื้นที่ของตนเอง สํารวจความต้องการของภาคธุรกิจ ในจังหวัดของตนเอง ศึกษาปัญหาความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ําเขาก็จะรู้โจทย์ รู้ความต้องการ ได้มีการพูดคุยหยิบยกว่าวาระใดควรจะหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระของจังหวัด อันนี้คือการมีส่วนร่วมในการคิดตั้งแต่เบื้องต้น เป็นเหตุผลประการที่ ๑ ที่ทําไมถึงต้องจัด การศึกษาเชิงพื้นที่ เพราะปัญหาไม่เหมือนกัน เหตุผลประการที่ ๒ ถ้ามีหน่วยจัดการอยู่ใน พื้นที่ซึ่งจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามมาเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างรัฐ ส่วนกลาง กับพื้นที่ หน่วยจัดการนี้จะมีความพร้อมมากกว่า เคลื่อนไหวตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วกว่า และปฏิรูปโดยได้รับความร่วมมือที่มากกว่า เช่นถ้าโรงเรียนมีครูไม่ครบชั้น ขาดแคลน ครูภาษาอังกฤษ หน่วยจัดการนี้ก็จะสามารถจัดการได้โดยทันที รูปแบบนี้คือประชารัฐ เราจะทําอย่างไรให้ประชาชนและรัฐบาลมาทํางานร่วมกันต้องสร้างกระบวนการ ปกติแล้ว นโยบายต่าง ๆ จากส่วนกลางก็จะเดินจากรัฐบาลหรือองค์กรภาครัฐไปสู่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือพนักงานของรัฐ โดยใช้การสื่อสารแนวดิ่งจากบน ลงล่าง อาศัยระบบการสั่งการจากส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม ไปยังส่วนภูมิภาค ไปถึงจังหวัด และอําเภอส่งต่อกันเป็นทอด ๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดําเนินการไปตามนโยบายโดยวิธีนี้เท่านั้น พบแล้วว่าไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ การสานพลังประชารัฐจะต้องเป็นกระบวนการที่ เชื่อมร้อยทุกภาคส่วน ทุกภาคเครือข่ายให้มาทํางานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายและมีวิสัยทัศน์ ไปในทางเดียวกัน คราวนี้การจัดการศึกษาในเชิงพื้นที่โดยอาศัยกลไกประชารัฐนั้น คําว่า การมีส่วนร่วม นั้นควรจะต้องมีภาคีใด ๆ บ้าง ก็ควรที่จะต้องประกอบด้วย ๗ ภาคส่วน ด้วยกัน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้ มีประชาชนเป็นผู้แสดง บทบาทหลัก ภาคเอกชน บริษัท ห้างร้าน ภาคธุรกิจ พวกนี้กลุ่มภาคเอกชนนั้นมีต้นทุนสูง ในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณในเชิงของซีเอสอาร์ (CSR) ภาคส่วนที่ ๔ คือภาควิชาการ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีต้นทุนในเรื่องของ นวัตกรรม เทคโนโลยี วิชาการ ซึ่งก็จะมาช่วยในเรื่องของการเป็นฐานพลังของการขับเคลื่อน ภาคส่วนที่ ๕ คือภาคศาสนา ทุกศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ภาคนี้มีต้นทุนในเรื่องของการสร้าง ความศรัทธา มีคําสอนที่เอื้อต่อการสร้างจิตสาธารณะและจิตอาสา และภาคที่ ๖ คือ ภาคการสื่อสาร และภาคสุดท้าย คือภาครัฐและท้องถิ่น ภาครัฐในที่นี้หมายถึงทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรของรัฐที่จะทําหน้าที่ทั้งในเรื่องของการจัดการศึกษาที่ทําหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ ทําหน้าที่ด้านพัฒนาสังคม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย การขับเคลื่อนแบบ ประชารัฐ ปัจจัยความสําเร็จที่พบว่าสามารถทําให้การเคลื่อนการศึกษาดําเนินการไปได้นั้น จะต้องมีกลไกหรือคณะทํางานซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นคณะกรรมการการศึกษาประชารัฐ จังหวัดหรืออําเภอ หรืออาจจะมีชื่ออื่น ๆ หรืออาจจะใช้หน่วยงานกลไกที่มีอยู่แล้วในแต่ละ จังหวัด เช่น จังหวัดเพชรบุรี อาจจะมีสภาการศึกษาเพชรบุรี ที่จังหวัดลําปาง มีสมัชชา สุขภาพที่จะทําเรื่องการศึกษาด้วย ในจังหวัดนครปฐมเรามีสมัชชานครปฐมที่เคลื่อนเรื่องของ การพัฒนาคน อันที่ ๑ คือมีกลไก อันที่ ๒ แกนนําจะต้องมีความเข้มแข็ง มีต้นทุนสูง มีวิสัยทัศน์ อย่างที่ ๓ คือต้องทํางานร่วมกันแบบเป็นเครือข่าย ทั้งในเชิงประเด็นและเชิง พื้นที่ นั่นคือต่างฝ่ายต่างเป็นโหนด (Node) ที่ทํางานเชื่อมต่อกัน มีฐานข้อมูลที่ถูกต้องที่ใช้ ร่วมกัน ข้อที่ ๕ สําคัญ มีกองทุนที่ใช้ในการบริหารจัดการที่ใช้ในการขับเคลื่อนงาน โดยในเบื้องต้นเรื่องนี้รัฐอาจจะต้องให้การสนับสนุนให้แก่คณะทํางานในจังหวัดในลักษณะ ของเงินทุนตั้งต้นหรือซี้ดมันนี (Seed Money) ข้อที่ ๖ คือมีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อ การทํางาน ข้อที่ ๗ มีแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัดที่ทุกภาคส่วนคิดร่วมกันและต่างคน ต่างนําแผนไปขับเคลื่อนในหน่วยงานของตน และข้อที่ ๘ คือการจัดการความรู้ มีการถอด บทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ดังนั้นคณะอนุกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอเรื่องของ การพัฒนาหรือการปฏิรูปในการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาให้เป็นจริง ผ่านกลไกประชารัฐ ๕ ข้อด้วยกัน ข้อ ๑ การพัฒนากลไกการศึกษาประชารัฐ โดยให้ ทุกจังหวัดนั้นมีคณะกรรมการหรือคณะทํางานที่มาจากแกนนําของทุกภาคีเครือข่าย เป็นกลไกหลวม ๆ ที่เน้นการทํางานแบบเครือข่ายภายใต้การสื่อสารแนวราบ อย่างเท่าเทียมกัน เกื้อหนุนกัน และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ข้อ ๒ การพัฒนากระบวนการ ขับเคลื่อนเป็นการทํางานอย่างมีกระบวนการตั้งแต่การกําหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ การจัดทําฐานข้อมูล การเลือกประเด็นเพื่อจะมาเป็นวาระของจังหวัด การทําแผนพัฒนา การจัดระบบการสื่อสาร และติดตามประเมินผล ซึ่งในเรื่องนี้สิ่งสําคัญที่สุดก็คือจะต้องมีการพูดคุย มีเวทีแลกเปลี่ยน อย่างต่อเนื่อง ข้อ ๓ คือพัฒนากลไกการระดมทุน ในระยะยาวนั้นอาจจะมีการจัดตั้งเป็น กองทุน หรือมูลนิธิ และเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ในระยะแรกรัฐอาจจะต้องสนับสนุน เงินทุนตั้งต้นให้คณะทํางานได้ไปจัดระดมทุนต่อ มีธรรมนูญกองทุนหรือคณะกรรมการ กองทุนต่อไป ข้อ ๔ คือการพัฒนาระเบียบและกฎเกณฑ์หนุนเสริม ในเรื่องที่อาจจะ เป็นปัญหา ก็ต้องหาทางออกร่วมกันแล้วก็ลงมือจัดการแก้ไข ข้อ ๕ ก็คือเรื่องของการพัฒนา ระบบและกลไกการสื่อสารในพื้นที่โดยคํานึงทั้งสื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก สื่อท้องถิ่น แล้วก็ นักสื่อสารพลเมืองรุ่นใหม่ ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ทําอย่างไรให้เกิดการหยิบยกเรื่องราวดี ๆ แบ่งปันกันผ่านสื่อ ให้สื่อได้ทําหน้าที่เป็นห้องเรียนอันกว้างใหญ่ของสังคมในการสื่อความจริง ความดี และความงาม สําหรับตัวชี้วัดความสําเร็จตามผลลัพธ์ในแต่ละพื้นที่ ก็อาจจะต้องเริ่ม จากการเกิดคณะทํางานหรือกลไกที่ว่านี้เพื่อให้กลไกนั้นไปผลักดันให้เกิดฐานข้อมูล มีการทํา ฐานข้อมูล มีการจัดทําแผนพัฒนา มีระบบการติดตามประเมินผล มีกองทุนมูลนิธิ มีระเบียบ และสุดท้ายก็คือเกิดวิสาหกิจการศึกษาเพื่อสังคม ทั้งนี้ ก็ต้องมีภาคประชาชนเป็นฝ่ายนํา และภาครัฐเป็นฝ่ายหนุน อันนี้ก็คือการสานพลังประชารัฐที่จะทําให้เกิดการขับเคลื่อนได้จริง ในระดับพื้นที่ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ถือว่ากรรมาธิการรายงานเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้เชิญผู้อภิปราย เชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมขอช่วยเรียบเรียงเสียงประสานสักนิดหนึ่ง เพื่อจะได้มีความชัดเจนว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะในระดับจังหวัดรูปร่าง หน้าตาเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเริ่มแรกเลยต้องตกลงกันเสียก่อนว่าด้วยเรื่องหลักสูตร ว่าหลักสูตรกลางที่เป็นหลักสูตรมาตรฐานที่จะใช้ทั่วประเทศนั้นต้องเป็นหน้าที่ของ กระทรวงศึกษาธิการ คราวนี้หลักสูตรกลางนั้นจะมีกี่วิชา ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แล้วก็ทางด้านสังคมศาสตร์ เอาเป็นประเด็นที่ ๑ เสียก่อน รวมทั้งภาษาด้วย สมมุติว่า หลักสูตรกลางโดยกระทรวงศึกษาธิการมี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียน ก็หมายความว่า เราจะทอนให้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นหลักสูตรที่จะเพิ่มเติมโดยท้องถิ่นทุกจังหวัด ใช่หรือไม่ ดังเช่นในกรณีที่ทางกรรมาธิการได้พูดไว้คือที่จังหวัดสุราษฎ์ธานี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไหมครับ จาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ว่าด้วยหลักสูตร

ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารจัดการโรงเรียนทุกโรงเรียนในแต่ละจังหวัดนั้น ตอนนี้มีคณะกรรมการด้วยคําสั่งของ คสช. ที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ผมก็ ขอเสนอว่าถ้ายังจะใช้คณะกรรมการใหม่ในชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาประชารัฐ ผมก็จะขอให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นข้าราชการในจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน เพราะคําว่า ประชารัฐ ประชาชนต้องมาก่อน รัฐจะต้องมาทีหลัง แต่ว่าเท่าที่เป็นอยู่จะเป็นเรื่องรัฐ มาก่อน ประชาชนมาทีหลัง มันกลับหัวกลับหาง ก็ต้องให้ประชาชนหรือว่าคณะกรรมการ ในระดับจังหวัดนั้นมีประชาชนพลเมืองในจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธานแล้วก็เป็นกรรมการ รัฐจะโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจะใครอื่น ๆ ก็ตาม หรือว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไปอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เป็นแค่ผู้สนับสนุนหรือแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น ต้องมาตกลงกันอย่างนี้ หรือเปล่าครับ หรือว่ายังต้องให้รัฐเป็นประธานอยู่ แล้วประชาชนได้รับเชิญเข้ามาก็ไม่ได้ให้อํานาจประชาชน พื้นที่ของเขา เขาควรจะ บริหารความเป็นไปที่เกี่ยวกับการศึกษานะครับ ผมได้เคยพูดในสภานี้ ผมได้ยกตัวอย่าง ประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าโรงเรียนต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดของเขามีคณะกรรมการศึกษา ที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นประชาชนพลเมือง อดีตข้าราชการเกษียณอายุไปแล้ว กลับไปช่วย จังหวัดของตนเองเหล่านี้ มีกระทั่งตําแหน่งเอกอัครราชทูต อดีตที่กลับไปเป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาประจําจังหวัด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมลาสภาไปที่ประเทศเนปาล เขาก็กําลังทําเหมือนเนเธอร์แลนด์คือคณะกรรมการการศึกษาในระดับท้องถิ่นท้องที่นั้น เป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐมีหน้าที่ที่จะเข้ามาสนับสนุน เพราะฉะนั้น เรามานิยามคําว่าประชารัฐกันเสียให้ชัดว่ารัฐมาก่อน ยังจะเป็นเจ้านายเหนือหัวโดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือว่าข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือจะให้ ประชาชนเป็นเจ้านายของตนเอง แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐจากส่วนกลางเป็นแค่ผู้สนับสนุน เท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันเสียก่อน มันเป็นปรัชญา แล้วถ้าเราบอกว่าจะคืน ประชาธิปไตยให้ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ดูแลตนเองโดยเฉพาะ ในเรื่องการศึกษา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของหลักสูตรหลักไม่ว่ากัน แต่ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ คําสั่งสอนของจิตวิญญาณ ของท้องถิ่น ละคร ดนตรี ปราชญ์ต่าง ๆ นั้นก็ใส่เข้าไปใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ได้ ผมจะยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดจันทบุรีก็แล้วกัน ถ้าทุกโรงเรียน ไม่ได้สอนเรื่องการกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การเคลื่อนทัพทั้งทางบก และนาวิกโยธิน ก็หมายความว่าการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา รวมทั้ง มหาวิทยาลัยต้องไปอยู่ในนั้นด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือจะมหาวิทยาลัยบูรพา พอภาคตะวันออกก็ถือว่าเป็นการล้มเหลวเพราะว่าเยาวชนไม่รู้ แล้วถ้าเยาวชนไม่รู้ว่ามังคุดก็ดี ทุเรียนก็ดี มะม่วงก็ดี หรือว่าพริกไทยถูกส่งออกไป ต่างประเทศ หรือว่าจะมีท่าเรือน้ําลึก ก็จะเป็นความล้มเหลวถ้าไม่มี ๒๐ เปอร์เซ็นต์อันนี้ ที่จะสอนอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ มาตกลงกันเสียก่อนครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่อย่างนั้น ก็จะมาพูดกันว่าเราจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ว่ามาเป็นลูกไล่ของข้าราชการ จากส่วนกลาง จะเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงมหาดไทย ผมว่าก็จะเป็น ความล้มเหลว แล้วเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าในคณะกรรมการใด ๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วไปในจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ให้มีคณะกรรมการ ๕ คน ๒๐ คนในคณะกรรมการนั้น ๆ ที่จะมาจากทางภาคเอกชนก็แทบจะไม่มีใครกล้าที่จะ ปริปาก ก็จะมีความอึดอัดเพราะว่าท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมเป็นประชาชน มีวรรณะ ทางสังคมที่ไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นอย่าเลยครับ เอาผู้แทนของรัฐ ออกไป ทําตนเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้สนับสนุน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นั่นเป็นประเด็นที่ ผมอยากจะเน้น ส่วนอันที่ ๒ ก็คือเมื่อเรามี อบจ. แล้ว ในแต่ละจังหวัดมีงบประมาณ โดยเฉลี่ยรวมทั้งหมดที่เข้าทางจังหวัดประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เอางบประมาณทั้งหมดที่ไหลเข้ามาเลย แล้วถามว่า อบจ. จะต้องกันเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลส่วนกลางกันงบประมาณกลางไว้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการศึกษา งบประมาณนั้นส่วนใหญ่จะทอนมาให้ที่จังหวัดได้ไหม แล้วให้ อบจ. ต้องกันไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการศึกษา แล้วต้องรับภาระร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในส่วนนี้ ของการจัดงบประมาณให้ลงไปทุกโรงเรียนในแต่ละจังหวัด ให้มีคณะกรรมการ ภาคประชาชนเข้าไปบริหารจัดการ แล้วก็บรรดามหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ ในจังหวัดต่าง ๆ ก็สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิชาการได้ ผมว่าเราน่าจะเริ่มต้นกัน อย่างนี้ แต่ถ้าคิดว่ารัฐบาลส่วนกลางยังจะต้องเข้าไปคุมในจังหวัด แล้วเราก็พูดกันสวย เรื่องประชารัฐ แล้วก็บอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้เราต้องไม่หลอกตนเองครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไปเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ประจําสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรียนเชิญค่ะ

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๑๒๙ ขออนุญาตใช้เวลาจากนี้ไม่มากเพื่อจะขออนุญาตในเบื้องต้นสนับสนุนในเรื่องของการสร้าง กลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม กระผมขอมี ข้อสังเกตที่น่าจะเป็นประโยชน์เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง เมื่อสักครู่นั่งฟังท่านอาจารย์ สุภาพสตรีท่านให้ข้อมูลในเชิงทฤษฎี ผมคิดว่าโลกสวย น่าสนใจ แล้วก็คงจะเป็นประโยชน์ จริง ๆ ว่าถ้าเกิดการมีส่วนร่วมตามทฤษฎีการศึกษาของเราไปข้างหน้าได้อย่างศิวิไลซ์ แน่นอนเลย แต่จากประสบการณ์และคิดว่าอยากจะให้เห็นเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง คงขอแลกเปลี่ยนดังนี้ ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมเราใช้กันเยอะมาก แต่เราต้องคิดถึงหลัก ความเป็นจริงว่าการมีส่วนร่วมนั้นในหลักข้อที่ ๑ เลยคือจะต้องคิดเริ่มนับ ๑ ด้วยกัน กระบวนการคิดนับ ๑ ด้วยกัน บางครั้งแล้วในข้อเท็จจริงเราพบว่าไม่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่เข้า มาร่วมประชุมกับผู้ที่จัดการประชุมมีช่องว่างเยอะ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้าร่วมประชุมยิ่ง หลากหลายเท่าไร ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือประสบการณ์ข้อมูลที่แตกต่างกัน ไม่ค่อยจะ บูรณาการกัน ส่วนหนึ่งเพราะอะไร มีพิมพ์เขียวอยู่แล้ว ผอ. โรงเรียนทําตามข้อตกลงกับ กระทรวงศึกษาธิการว่าจะต้องมีการประชุมครู ผู้ปกครอง ก็มีการประชุม แต่เวลาประชุมแล้ว ข้อเท็จจริงคืออะไร ผู้ปกครองที่เข้ามานั้นเขาก็มีมิติการมองที่หลากหลายกัน อาจจะไม่เข้าใจ ในกระบวนการศึกษาทั้งหมด การเรียนการสอน หรือการจัดการสถานศึกษาทั้งหมด จะเป็น เพียงประเด็นบางเรื่องแค่นั้นเองที่ผู้อํานวยการสถานศึกษานั้นขอหารือไม่ปะติดปะต่อ ไม่มองเป็นองค์รวมเดียวกัน ตรงนี้ผมเข้าใจ แต่ก็แก้ได้ อาจจําเป็นต้องมีการต้องตั้งหลักให้ชัด ว่าการประชุมผู้ปกครองนั้นเพื่ออะไร อย่างไร จะทําไปเพียงแต่เป็นปัจจัยเสริมหรือเป็น เงื่อนไขเพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าได้ทําแล้ว ขาดครูสอนหนังสือภาษาไทยก็มีการประชุมก่อนว่า จะเอาครูสอนภาษาไทยกี่อัตรา แต่พอถึงเวลารับจริงกลายเป็นว่าได้ครูสอนวิทยาศาสตร์มา เพราะมองว่าวิทยาศาสตร์จําเป็นกับเด็กทั้งโรงเรียน แต่จริง ๆ แล้วขาดครูสอนภาษาไทย แต่บางครั้งก็ไปอ้างว่าได้มีการประชุมผู้ปกครองแล้ว ผมเลยบอกเร็ว ๆ ว่าการมีส่วนร่วมไม่ใช่ ตรายาง อย่าทําให้กระบวนการมีส่วนร่วมรู้สึกเป็นตรายาง เพราะกระบวนการหลังจากปิด ไมโครโฟนห้องประชุมแล้ว บางครั้งครู ผู้ปกครองไม่ทราบต่อหรอกครับว่าผลการประชุมนั้น เป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นรายงานการประชุม ก็เพียงแต่ประชุมเสร็จแล้ว เอาเป็นเครื่องมือไว้ สําหรับหาผลประโยชน์ก็มี ที่เรียนอย่างนี้เพราะกระผมเคยเป็น กศจ. ของจังหวัด อุบลราชธานีก็ดี หรือจังหวัดสงขลาก็ดี เห็นความพยายามครับ ทั้งภาครัฐ และทาง คสช. เอง ที่มีคําสั่งปฏิรูปการศึกษาระดับจังหวัดหรือภูมิภาคเกิดขึ้น เราเห็นสภาวการณ์อย่างหนึ่งว่า กระบวนการมีส่วนร่วมนั้นยากเหลือเกิน เราได้คนครบองค์ประชุม เป็นไปตามหลักการเลย ที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่ แต่การที่จะมาคิดบูรณาการที่เป็นเป้าหมายแก้ปัญหาผมคิดว่า ต้องใช้เวลา และอาจจะจําเป็นว่าการที่จะต้องนําเสนอก่อนการประชุมหรือเอกสาร การประชุม การสร้างความเข้าใจนั้นเองต้องให้เขาเข้าใจก่อนว่าเขาเข้าประชุมมาเพื่อ ประโยชน์อะไร อย่างไร ไม่ใช่เป็นตรายาง อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยังพบเห็นกันบ่อยอยู่

ประการที่ ๒ กระบวนการการประชุม ถ้าท่านสังเกตดู ประชารัฐมีหลายภาคี หลายภาคส่วนมากมาย จริง ๆ แนวคิดนี้เราทํากันมาเยอะ แล้วก็คงไปเกี่ยวข้องในเชิงมิติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในสภาแห่งนี้มีการพูดถึงบวร บ้าน วัด โรงเรียนด้วย ผมคิดว่าต้องทํางาน ในลักษณะของบูรณาการมากขึ้น กระบวนการประชุมครั้งเดียวแต่เฉพาะทางเรื่องการศึกษา ก็ต้องให้ชัด ไม่ใช่ประชุมครั้งเดียว ปีละครั้ง หรือ ๒ ปีครั้งอะไรแล้วแต่ ผมหมายถึงว่า ไม่ได้โฟกัสหรือให้ความสนใจที่ชัดเจน ก็เป็นการประชุมที่ไร้ค่ามาก เราก็พบว่า หลาย ๆ พื้นที่นั้น ประชุมกันไปตามตัวชี้วัดเท่านั้นเอง ขอให้ได้มีการประชุม แล้วตรงนี้บางทีอยากตั้งคําถาม ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนด้วย เราใช้ว่าประชารัฐ ประชาสังคมกันอย่างแพร่หลายมาก และกระบวนการสําคัญของงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ท่านประธานสภาท่านอยู่ สํานักงบประมาณมาก่อน ท่านคงเห็นภาพอย่างหนึ่งว่ามีเงื่อนไขเหลือเกิน เวลาจัดทําแผน โครงการทั้งหลายมักจะกล่าวอ้างถึงคําว่า ประชารัฐ ต้องผ่านเวทีประชารัฐมา ผมก็หลับตา ดูว่าถ้า ๗๗ จังหวัดมีไม่รู้กี่โครงการผ่านประชารัฐกันทั้งนั้น พอสุดท้ายแล้วหมดงบประมาณ ไปเท่าไรไม่รู้ ครั้งหนึ่งสภาของเราเมื่ออาทิตย์ก่อนก็พูดถึงเรื่องของจิตอาสา แต่กลายเป็นว่า การมีส่วนร่วมวันนี้ในมิติกระบวนการไม่ได้เป็นเรื่องอาสาอย่างเดียวแล้ว กลายเป็นเรื่องของ การเป็นอาชีพประเภทหนึ่งที่ต้องเข้าไปมีบทบาท ต้องเข้าไปเสียงดัง แล้วสุดท้ายก็มีค่ารถ หรือค่าตอบแทนกลับบ้าน ตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการว่าเราจะลดช่องว่างนี้ได้อย่างไรให้เกิดเป็น จิตอาสาที่แท้จริง แล้วก็เป็นเรื่องที่ท้าทายว่าบ้าน วัด โรงเรียน ที่ท่านพูดถึงตรงนั้นเป็น ส่วนหนึ่งของประชารัฐ หรือประชารัฐเป็นส่วนหนึ่งของบวร บางทีก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกันอยู่ เลยคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่มีแนวคิดนี้ดํารงอยู่แล้วต้องไป เพียงแต่อยากจะ ให้ลดช่องว่างว่าทําอย่างไร ๑. ไม่เป็นตรายาง และ ๒. มีทิศทางบังคับการปฏิรูปได้อย่าง แท้จริง ผมเห็นความพยายามอยู่ไม่น้อยที่ท่านได้เอาเอกสารชิ้นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะเอกสาร ที่ผมขออนุญาตดูนิดหนึ่ง ในหน้า ๓ ท่านพยายามให้เห็นภาพว่ามิติที่หลากหลายไปเกี่ยวข้อง กับหลักสูตรสถานศึกษาอิงกับส่วนกลาง บางทีผมไปนั่งประชุมอยู่ก็เข้าใจว่าข้างล่างสะท้อน ว่าหลักสูตรส่วนกลางไม่สามารถจะพัฒนาลูกหลานเขาได้ หรือไม่สามารถที่จะทําให้ลูกหลาน ของเขาพ้นจากโง่ จน เจ็บได้ เขาจะทําอย่างไร หลักสูตรส่วนกลางจะรับฟังไหมว่าทําให้ ผู้ปกครองเห็นว่าการทบทวนหลักสูตรนั้นมีลักษณะจากข้างล่างขึ้นข้างบนด้วย โดยใช้เวที ประชารัฐตรงนี้ ก็อยากให้ท่านได้ลองออกแบบดูในเชิงกระบวนการผมคิดว่าเวลาประชุม ในแต่ละครั้ง เวลาผู้ปกครองหรือการทําประชารัฐก็คือการรับฟังความคิดเห็น การรับฟัง ความคิดเห็นนั้นถ้าได้มีหน่วยงานบูรณาการกันจะเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่วันนี้ถามตรง ๆ ว่ามีหน่วยงานที่จะรับฟังความคิดเห็นแล้วเอาข้อเท็จจริงมาบูรณาการกันจริงหรือไม่ เพราะสังเกตดูพอเปิดเวทีประชุมเสร็จก็ไม่เห็นว่าตกลงแล้วข้อเสนอของผู้ปกครองดี ๆ เอากลับไปพัฒนาหลักสูตรได้อย่างไร เอากลับไปให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านทํานโยบายที่ถูกใจได้อย่างไร ผมคิดว่าข้อต่อตรงนี้ยังน้อยไป ดังนั้นเรื่องของหลักสูตรก็ดี แต่เรื่องที่ผมสนใจเรื่องหนึ่งคือ ๑.๒.๓ การบริหารบุคลากรระดับพื้นที่การศึกษาไม่สอดคล้อง กับความจําเป็น อย่างที่ผมบอกว่าครูภาษาไทยขาด แต่การศึกษาชาติคนไม่ค่อยเรียน ภาษาไทย ไปเรียนวิทยาศาสตร์หรือไปเรียนวิชาสังคมศาสตร์มากขึ้น เวลารับก็รับ ครูภาษาไทยไม่ได้ ก็เลยต้องไปรับครูอื่น อัตรากําลังของครูเองก็ไม่สอดคล้อง ตรงนี้เอง ผมคิดว่าน่าจะมีข้อมูลที่หลากหลายอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราบริหารจัดการในพื้นที่ ยากเหลือเกิน โรงเรียนขนาดเล็กครูไม่อยากอยู่ การก้าวหน้าของครูก็มักจะวิ่งเข้ามาอยู่ โรงเรียนขนาดใหญ่ จากโรงเรียนขนาดใหญ่ก็ต้องวิ่งเข้าสู่ส่วนกลาง ตรงนี้ประชารัฐจะแก้ อย่างไร ประชารัฐแค่ส่งเสียง หมายถึงว่าครู ๑ คนดี ๆ อยู่ที่โรงเรียนนี้นาน ๆ ได้ไหม อยากเห็นครูสอนนักศึกษา สอนนักเรียนจนเกษียณเลยได้ซี ๑๑ ที่โรงเรียนตรงนี้เลยได้ไหม แต่พอถึงเวลาเกิดความก้าวหน้าก็มักจะเอาที่ประชุมประชารัฐหรือการที่ประชุมผู้ปกครอง หรือประชุมสถานศึกษาแล้วแต่ เป็นข้ออ้างในการทําตัวชี้วัดทั้งสิ้นเลยว่ามีความเห็น สอดคล้องกันที่จะให้ครูคนนี้ออกจากโรงเรียนนี้ไปโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น แล้วโรงเรียนใหญ่ขึ้น ก็ยินดีรับครูคนนี้เข้ามา ผมคิดว่าตรงนี้เสียหายประชารัฐอย่างมาก เพราะจริง ๆ แล้วบางครั้งผู้ปกครองหรือผู้ที่ เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเขาไม่ทราบหรอกว่าการเลือกอัตรากําลังของครูเองก็เป็นปัญหา ก็คงจะขออนุญาตอีกสักประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ในหน้า ๕ ฐานคิดหลักของประชารัฐ อยู่ที่ว่าคนไทยทุกคนคือประชาชนของชาติ ตรงนี้ดีครับที่ท่านได้กรุณาใส่คําคํานี้ลงไป แต่ผมก็ยังคิดว่าสาระสําคัญประการหนึ่งของการที่เวลาประชุม ไก่ตัวไหนเสียงดัง ขันดัง ก็จะพูดอยู่ตลอดเวลาทําเวทีมีส่วนร่วม ผมเข้าใจนะครับอาจารย์ เราเชิญพูดครับ เชิญพูดค่ะ ขอแสดงความคิดเห็นกันได้ไหม ก็พบว่าจะหน้าเดิมบ้าง คนเดิม ๆ บ้าง ไม่มีอะไรใหม่ ความหมายอย่างนั้นก็เป็นประเด็นเหมือนกัน ดังนั้นเวลาพูดถึงประชารัฐก็จะมีแฟนพันธุ์แท้ แต่สิ่งที่ท้าท้ายคือเราไปปลุกคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลยเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ไม่ใช่พอถึง เวลาก็สวมหมวกอีกแบบหนึ่งมา ไปเวทีนี้ พอไปอีกโรงเรียนหนึ่งก็คนนี้อีก ผมก็เห็นอย่างนี้ อยู่หลายพื้นที่ น่าจะเป็นโอกาสว่าถ้าจะปฏิรูปเรื่องการมีส่วนร่วมอยากจะให้มี การพิถีพิถันในเชิงกระบวนการมีส่วนร่วมว่าใคร ที่ไหน อย่างไร เข้าร่วมประชุม องค์ความรู้ไหน บางครั้งผู้ปกครองที่อาสาเข้ามาด้วยจริตของเขาไม่กล้าพูด เราจะทําอย่างไร ให้พูดความจริงว่าเมื่อลูกเขากลับไปที่บ้านแล้ว เมื่อบุคลากรของเขามาเรียนที่โรงเรียนแล้ว เกิดอะไรขึ้น เขาอยากเห็นอะไร อย่างไรนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดเล็ก ๆ ก็จริง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่งดงาม ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอภายใน ๑๐ นาทีนะคะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ผมขอชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ที่ได้เสนอเรื่องการสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาแบบมีส่วนร่วม การเสนอเรื่องนี้เป็นการเสนอในเรื่องของความเสมอภาค ทางการศึกษา เป็นการเสนอเรื่องการศึกษาอย่างทั่วถึง หรือที่เรียกว่าอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาการศึกษา เพราะถ้าการศึกษา ไม่ได้มีความเท่าเทียมกันแล้ว ผลพวงของการพัฒนาก็นําไปสู่ความไม่เท่าเทียมด้วย เพราะความสําเร็จทางการศึกษานั้นเป็นพื้นฐานที่สําคัญในการนําไปสู่ความสําเร็จในชีวิต ในอนาคต เคยมีนักการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาไปศึกษาดูงานที่ประเทศฟินแลนด์ แล้วก็ถามนักการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ว่าเวลานักเรียนย้ายโรงเรียนจากเมืองหนึ่ง ไปยังอีกเมืองหนึ่งเขาจะมีวิธีการในการเลือกโรงเรียนที่จะเข้าเรียนอย่างไร นักการศึกษา ที่ฟินแลนด์บอกว่าเขาไม่ต้องเลือก เพราะไม่ว่าอยู่ที่ไหน อยู่เมืองไหน มาตรฐานการศึกษา เขาเท่ากัน เพราะฉะนั้นการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมหรือการศึกษาอย่างทั่วถึงจึงต้องมี เป้าหมายในการนําไปสู่จุดหมายก็คือการศึกษาอย่างทั่วถึงที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน เมื่อกล่าวถึงมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันนั้น อย่างน้อยต้องมีมาตรฐานขั้นแรกในเรื่องของ การศึกษาที่มีการวัดในระดับนานาชาติที่เรียกกันว่าพิซา (PISA) หรือโปรแกรม ฟอร์ อินเตอร์เนชันนัล สติวเดนต์ แอสเซสเมนต์ (Program for International Student Assessment) ซึ่งรากฐานหลักการวัดของพิซา (PISA) นั้น คือ ๑. วัดการอ่านออก เขียนได้ ๒. วัดความรู้ในเรื่องเลขคณิต ๓. วัดความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ ความรู้ในเรื่องอ่านออก เขียนได้นั้นในที่สุดก็นําไปสู่ความรู้ในการอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึง ความรู้ทางด้านการเงิน เรื่องที่ ๒ ที่ควรจะมีควบคู่ไปกับมาตรฐานระดับสากล ก็คือมาตรฐาน ทางเลือกการศึกษาของแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน มีวิชาชีพ มีอาชีพที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นในแต่ละพื้นที่ก็ควรที่จะต้องมีการศึกษาทางเลือก มีหลักสูตรที่แตกต่างกันออกไปเพื่อที่จะตอบรับการมีชีวิตอยู่ในชุมชนนั้น ในสังคมนั้น เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมนั้นอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากมาตรฐานหลักที่เป็น มาตรฐานสากลแล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพัฒนาระดับพื้นที่ ผมก็อยากเรียนเสนอว่า ๑. ต้องพยายามพัฒนาให้เสมอภาค มีมาตรฐานใกล้เคียงกันในเรื่องของมาตรฐานสากล ๒. ควรจะให้มีทางเลือกในเรื่องของหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาวะของพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้ นักศึกษาหรือนักเรียนได้มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองเรียนนั้นช่างสอดคล้องกับชีวิต ในความเป็นจริงของเขาเสียเหลือเกิน ในเรื่องของวิธีการในการดําเนินการนั้น ผมอยากเรียน ว่าการดําเนินการทางด้านการศึกษาเช่นเดียวกับการดําเนินการทางด้านสังคมอื่น ๆ ที่ผ่านมาก็คือ ๑. ดําเนินการโดยภาครัฐ ๒. ดําเนินการโดยภาคเอกชน ข้อเสนอในเรื่องของ ประชารัฐนั้นผมคิดว่าคล้าย ๆ กับการดําเนินการของสิ่งที่เรียกว่าภาคส่วนที่ ๓ ภาคส่วนที่ ๓ ก็คือภาคส่วนที่ดําเนินการทางสังคมรวมถึงการศึกษา โดยมีการดําเนินการโดยวิธีการ ทางธุรกิจ ซึ่งภาคส่วนนี้เองที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม ผมคิดว่าในการขับเคลื่อนให้เกิด การศึกษาอย่างทั่วถึงในการปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่นี้ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนให้ เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์ทางการศึกษาให้มาก ซึ่งในการนําเสนอนี้ก็ได้มี การนําเสนอในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการนี้อยู่แล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดี นอกเหนือจากนั้น ก็ควรที่จะต้องมีการส่งเสริมให้เอกชนจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อการศึกษาให้มากขึ้น แล้วก็ควรที่จะให้สิทธิประโยชน์กับเอกชนที่มีการสนับสนุน หรือตั้งกองทุนสําหรับวิสาหกิจ เพื่อสังคมสําหรับการศึกษาขึ้นมา ในกรณีเช่นนี้ก็จะเป็นการดําเนินการโดยวิสาหกิจ เพื่อสังคมที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคมแต่นําวิธีการในการดําเนินการทางธุรกิจมาใช้ วิสาหกิจ เพื่อสังคมนั้นก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีเงินทุนหมุนเวียนได้ตลอด สามารถที่จะทําให้เป้าหมาย ทางการศึกษาบรรลุผลและอยู่ได้อย่างยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าหากว่าขยายตัวมาก ๆ เข้า ก็จะเป็นการศึกษาที่ทั่วถึงและเป็นการศึกษาสําหรับทุกคน ดังที่มีคํากล่าวว่าเอดูเคชัน (Education) นั้นจะต้องเป็นเอดูเคชัน ฟอร์ ออล (Education for all) ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุม ต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงตอบข้อซักถามสมาชิกครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วิวัฒน์ ขอกราบขอบพระคุณทั้ง ๓ ท่าน

ท่านแรก ผมดีใจมากที่ท่านพูดถึงหลักสูตรส่วนกลางควรจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราอาจจะยังยุติไม่ได้ แต่ถามความเห็นผมเองมีความเชื่อว่าส่วนกลางควรจะ ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงมีตัวอย่างมากมาย เช่นจังหวัดภูเก็ต ควรจะรู้เรื่องของจังหวัดภูเก็ต คนทําการศึกษาจังหวัดภูเก็ตไม่รู้เรื่องตรงฮอลล์ (Hall) ซึ่งคนจังหวัดอื่นเขาไม่รู้เรื่องเขาก็ไม่ผิด และผู้นําการศึกษาของจังหวัดภูเก็ตก็ไม่ใช่ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประชาชน แต่เป็นอดีตอัยการ ๑๕ จังหวัด ที่ผมกราบเรียนที่จริง มีรายละเอียด แต่ว่าด้วยเวลาอันจํากัดที่จะต้องปิดประชุมเร็วก็จะขออนุญาต แต่ประเด็นนี้ กราบขอบพระคุณท่านมาก ๒ ประเด็นที่ท่านบอกว่าผู้นําต้องไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น แต่เราพบว่าบางจังหวัดใน ๑๕ จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีมาก เพราะฉะนั้นแต่ละจังหวัดผู้นําที่มีความรู้และทุ่มเททางการศึกษาหลากอาชีพมากเลย และข้อเสนอเราก็ไม่ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เราพยายามจะเสนอว่า ควรจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งควรจะมาจากภาคประชาชน ซึ่งมาจากอดีตข้าราชการก็ได้ หรือแม้แต่ระดับประเทศ ที่จริงมี ๓ ระดับ ระดับประเทศก็เช่นกัน เราเคยเสนอกันว่า ควรจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาจริง ๆ ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่าต้องเป็น บุคคลที่ท่านนายกรัฐมนตรีและประเทศเรายอมรับท่าน อีกระดับหนึ่งก็คือในระดับโรงเรียน หรือระดับสถานศึกษาด้วยเช่นกัน อันนี้คือข้อเสนอเบื้องต้น ซึ่งเรื่องนี้ศึกษากันมาตั้งแต่สมัย สปช. โดยส่วนตัวผมเองทําเรื่องการศึกษามาตั้งแต่เราเรียกว่าซีนาริโอไทยแลนด์ (Scenario Thailand) เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน ก็มีความพยายามที่จะสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญ

ส่วนท่านวรรณธรรม เห็นด้วย ท่านสถิตย์ก็เช่นกัน ท่านได้อธิบายถึงอินคลูซิฟ (Inclusive) ถึงความเท่าเทียม ที่จริงรายละเอียดต่าง ๆ ถ้าไม่ติดขัดเรื่องเวลาผมมีข้อมูล เยอะมากเพราะว่าเราฟังความเห็นเรื่องนี้มา วันนี้กับ ๕ ปีที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้วประเทศไทย พัฒนาขึ้นไปเยอะ คนที่ห่วงใยการศึกษาในประเทศเรานั้นทุกภาคส่วนเยอะมาก เพราะฉะนั้น ความเห็นจึงหลากหลายแล้วก็เยอะมาก ข้อดีที่สุดในช่วงนี้ก็คือเราพยายามจะฟังความเห็น ให้กว้างขวางที่สุด

ประเด็นการเงินก็เช่นกัน ที่จริงเรื่องนี้เป็นประเด็นยาวมาก เราได้ตั้ง คณะทํางานขึ้นแล้วในคณะกรรมการอิสระ ก็จะมีการหารือกัน เราใช้เงินมากที่สุด เมื่อเทียบกับกระทรวง ทบวง กรมอื่นในการจัดการศึกษา แต่ว่าประสิทธิภาพต่ําที่สุด เพราะฉะนั้นต้องใช้เงินให้น้อยกว่านี้แต่ประสิทธิภาพสูงกว่านี้ อันนี้ก็พูดง่าย ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลไว้เช่นกัน กองทุนที่จะตั้งขึ้น ความเห็นเบื้องต้น ก็จะต้องมีกองทุนทั้ง ๓ ระดับเช่นกัน ระดับชาติ ระดับจังหวัด และสถานศึกษาระดับชุมชน อันนี้ก็เป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น รายละเอียดคงต้องศึกษา ผมก็กราบเรียนที่ประชุมนี้ว่า ข้อมูลจากทุกท่านจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการอิสระเป็นอย่างสูงมาก ผมทําหน้าที่ เป็นประธานอนุกรรมการเรื่องพัฒนาครู อาจารย์ ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาด้วย เรื่องนี้ก็จะโยงกันกับเรื่องกองทุนซึ่งจะตั้งขึ้น ที่จริงทั้งหมดนี้รัฐธรรมนูญก็บังคับให้ทํา ๕ เรื่อง อย่างที่กราบเรียนไปแล้วเบื้องต้น อย่างไรก็ตามก็ขออนุญาตกราบขอบพระคุณ ข้อเสนอดี ๆ เราจะนําเรื่องนี้ไปสานต่อให้ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็พยายามเพียรทํา เรื่องนี้อยู่ แต่ว่าเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สําหรับสังคมไทย คําว่าการมี ส่วนร่วมนั้นในทางวิชาการเป็นเรื่องดีมาก แต่ในทางปฏิบัติเยอะมากที่เป็นปัญหา มีหลายท่านพูดเสมอว่านางฟ้าอยู่ที่หลักการ ซาตานอยู่ที่ตอนปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราก็ จะพยายามฟันฝ่า เปลี่ยนซาตานไปเป็นนางฟ้าให้ได้มากที่สุดเพื่อจะปฏิรูปกลไกการมี ส่วนร่วม ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ได้ดีมาก เราจะทําเรื่องนี้ให้เป็นจริงให้ได้ ได้เท่าไรทั้งหมด ก็อยู่ที่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งสมาชิกทุกท่านด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การสร้างกลไกประชารัฐ ระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม” แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ รอสมาชิกที่กําลังเข้าห้องประชุมนะครับ ข้างหลัง ใช้สิทธิแสดงตนทุกท่านหรือยังครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๕๑ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การสร้าง กลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอ ปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม” แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ทั้ง ๒ เรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณท่านประธานและกรรมาธิการ ตลอดจนผู้มาชี้แจงนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมไหมครับ เชิญท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เราคงจะอยู่ด้วยกันอีกประมาณสัก ๑ เดือน ผมอยากจะ ขอเสนอท่านประธานให้กรุณาพิจารณาเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมาพบปะปรากฏตัวที่ สภา สปท. ของเรา อย่างน้อยก็เพื่อมาแสดงความชื่นชมต่อผลงานของ สปท. แล้วก็อยากจะ ฟังวิสัยทัศน์ของท่านว่าสิ่งที่เราเสนอไปแล้วนั้นท่านจะนําพาไปในช่วงที่ท่านยังอยู่ในอํานาจ อีก ๒ ปีข้างหน้านี้อย่างไร อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ามี สปท. มา ท่านยังไม่เคยปรากฏ ตัวเลย มันดูเหงา ๆ ชอบกลนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านดุสิตครับ

- ๘๒/๑  

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๕๓ ขออนุญาตเรียนนําเสนอหารือเรื่องสําคัญครับท่านประธาน ตามที่ สนช. ได้ผ่านวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติ ผขป. แผนและขั้นตอนการดําเนินการ ปฏิรูปไปแล้วนั้น และขณะนี้อยู่ในระหว่างการส่งไปยังรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็จะได้ นําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงพิจารณาลงพระปรมาภิไธย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ในช่วงระยะเวลาจากวันนี้จนถึงวันสุดท้ายที่ สปท. เรายังมีเวลาเหลืออยู่นั้น เราควรจะต้อง มีภารกิจสะสางเรื่องอะไรต่าง ๆ อย่างไรหรือไม่ เมื่อสักครู่ที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้นําเสนอ ไปแล้วนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะหารือก็คือการเสนอเรื่องอื่น ๆ ไปยัง รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปครับ มีอยู่มาตราหนึ่งในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กําหนดไว้ว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านต่าง ๆ จํานวน ๑๑ ด้านด้วยกัน หลาย ๆ ท่าน ก็คงได้เช็ก (Check) ชื่อไปแล้ว ในจํานวนด้านต่าง ๆ นั้นถ้าสังเกตดูก็จะมีรายชื่อ ที่เหมือนกับรายชื่อของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีก็จะมีบางด้านที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กําหนดไว้ว่าคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการ เรื่องต่าง ๆ ได้ แล้วเรื่องต่าง ๆ นั้นก็จะมีคณะกรรมการอิสระแยกออกจากด้านดังกล่าว ในประเด็นเรื่องนี้กระผมได้เรียนหารือท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม แล้ว สอบถาม ท่านว่า สปท. เราถ้าจะเสนอเรื่องความคิดเห็นในการที่จะให้มีคณะกรรมการเรื่องนั้นเรื่องนี้ เข้าไป ซึ่งถือว่าเป็นการเสนอความคิดเห็นนั้นจะเป็นการสมควรหรือจะมีประโยชน์หรือไม่ ท่านก็ให้เป็นแนวทางไว้ว่าสามารถที่จะทําได้ แต่คงไม่ต้องคาดหวังอะไร เพราะว่าทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี แต่สุดท้ายท่านก็ให้ความเห็นไว้ว่าก็เป็นเรื่องที่ดีที่ สปท. เรา น่าจะต้องสรุปกันว่ามีประเด็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอะไรที่ยังค้างอยู่ ที่ยังทํา ไม่เสร็จ หรืออยู่ในระหว่างดําเนินการ หรือเป็นประเด็นใหม่เกิดขึ้นก็น่าที่จะเสนอไปยัง รัฐบาลเพื่อที่จะได้พิจารณาอาจจะมีการนําไปใช้ประกอบในการพิจารณาว่าจะมี คณะกรรมการเรื่องใด ๆ หรือไม่ในแต่ละด้าน ยกตัวอย่าง ถ้าสังเกตดูให้ดีในบรรดา ๑๑ ด้านนั้น ยังไม่มีด้านเกษตร ยังไม่มีด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม แม้แต่ด้านพลังงานก็ไม่มี หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ผมก็ยังนึกไม่ออก สมาชิกของเรา บางท่านก็ยังพูดถึงเรื่องการปฏิรูปเรื่องผังเมือง ซึ่งอาจจะเป็น ๑ เรื่อง ในการที่จะกําหนด ให้มีด้านนั้นก็คงจะเป็นเรื่องยาก แต่ว่าการกําหนดให้มีเรื่องอยู่ในแต่ละด้านนั้นเป็นสิ่งที่ เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอฝากกราบเรียนมาเพื่อเป็นข้อเสนอว่าถ้า สปท. เราจะ สามารถสรุปประเด็นอะไรต่าง ๆ ที่คิดว่ามีความสําคัญน่าจะเสนอให้เป็นเรื่อง เพราะว่า จะได้มีการขับเคลื่อนหรือว่าทําแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ต่อไป อย่างมีสาระสําคัญ ในช่วงเวลาที่เหลือนั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ เป็นผลงานสุดท้ายของ สภา สปท. จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ และท่านดุสิต เครืองาม ต่อข้อหารือดังกล่าว ผมเรียนให้ทราบว่าในการประชุมวิป (Whip) สปท. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็ได้มีแนวทาง ในเรื่องของการที่จะส่งมอบรายงานทั้งหมด ทั้งรายงานรวมแล้วก็ในส่วนรายงานของแต่ละ คณะกรรมาธิการให้กับท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อเช้านี้ท่านประธาน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ก็ได้เชิญประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะไปหารือ โดยที่มี การจัดทํารายงานทั้งรายงานรวม รายงานเฉพาะด้านให้เสร็จภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒. ก็คือท่านประธานได้ประสานไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่จะมีการส่งมอบงานของ สปท. ให้กับท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็รอวัน เวลาที่จะกําหนด แต่ว่าก็จะต้องหลังจากวันที่ ๑๕ กรกฎาคม เพราะเราจะต้องทํารายงานให้เสร็จแล้วก็ทําเป็นรูปเล่มเหมือนเมื่อครั้งที่ สปช. ได้ส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ก็ขอบคุณท่านสมาชิก ที่เสนอแนะในประเด็นดังกล่าว ขณะนี้ก็กําลังดําเนินการในเรื่องนี้อยู่นะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านอาจารย์ดุสิตได้พูดถึงข้อเสนอว่าภายใต้ร่าง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศที่จะให้มีการปฏิรูปใน ๑๑ ด้าน คือ ๑๐+๑ นั้น ด้านบวก ๑ คืออื่น ๆ ภายใต้กฎหมายดังกล่าวนี้เสนอให้เพิ่มเป็นด้านก็ได้ เพิ่มเป็นเรื่องก็ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับคณะรัฐมนตรี ข้อคิดเห็นใด ๆ นั้นก็จะเข้าไปสู่ข้อหารือว่า สปท. ควรจะดําเนินการเรื่องนี้ตามข้อเสนอของท่านดุสิตหรือไม่ในการประชุมวิป (Whip) วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ขอบคุณทุกท่านนะครับ เมื่อไม่มีสมาชิกท่านอื่นหารืออีกแล้ว วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๑ นาฬิกา