วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ หารือประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการดำเนินการอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีรีตอง พร้อมเรียกร้องให้มีการบูรณาการกระบวนการประชารัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการจัดหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การบริหารครู และการลดช่องว่างระหว่างการมีส่วนร่วมในเชิงสัญลักษณ์กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธาน สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๑๒๙ ขออนุญาตใช้เวลาจากนี้ไม่มากเพื่อจะขออนุญาตในเบื้องต้นสนับสนุนในเรื่องของการสร้าง กลไกประชารัฐระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม กระผมขอมี ข้อสังเกตที่น่าจะเป็นประโยชน์เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง เมื่อสักครู่นั่งฟังท่านอาจารย์ สุภาพสตรีท่านให้ข้อมูลในเชิงทฤษฎี ผมคิดว่าโลกสวย น่าสนใจ แล้วก็คงจะเป็นประโยชน์ จริง ๆ ว่าถ้าเกิดการมีส่วนร่วมตามทฤษฎีการศึกษาของเราไปข้างหน้าได้อย่างศิวิไลซ์ แน่นอนเลย แต่จากประสบการณ์และคิดว่าอยากจะให้เห็นเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง คงขอแลกเปลี่ยนดังนี้ ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมเราใช้กันเยอะมาก แต่เราต้องคิดถึงหลัก ความเป็นจริงว่าการมีส่วนร่วมนั้นในหลักข้อที่ ๑ เลยคือจะต้องคิดเริ่มนับ ๑ ด้วยกัน กระบวนการคิดนับ ๑ ด้วยกัน บางครั้งแล้วในข้อเท็จจริงเราพบว่าไม่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่เข้า มาร่วมประชุมกับผู้ที่จัดการประชุมมีช่องว่างเยอะ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้าร่วมประชุมยิ่ง หลากหลายเท่าไร ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือประสบการณ์ข้อมูลที่แตกต่างกัน ไม่ค่อยจะ บูรณาการกัน ส่วนหนึ่งเพราะอะไร มีพิมพ์เขียวอยู่แล้ว ผอ. โรงเรียนทําตามข้อตกลงกับ กระทรวงศึกษาธิการว่าจะต้องมีการประชุมครู ผู้ปกครอง ก็มีการประชุม แต่เวลาประชุมแล้ว ข้อเท็จจริงคืออะไร ผู้ปกครองที่เข้ามานั้นเขาก็มีมิติการมองที่หลากหลายกัน อาจจะไม่เข้าใจ ในกระบวนการศึกษาทั้งหมด การเรียนการสอน หรือการจัดการสถานศึกษาทั้งหมด จะเป็น เพียงประเด็นบางเรื่องแค่นั้นเองที่ผู้อํานวยการสถานศึกษานั้นขอหารือไม่ปะติดปะต่อ ไม่มองเป็นองค์รวมเดียวกัน ตรงนี้ผมเข้าใจ แต่ก็แก้ได้ อาจจําเป็นต้องมีการต้องตั้งหลักให้ชัด ว่าการประชุมผู้ปกครองนั้นเพื่ออะไร อย่างไร จะทําไปเพียงแต่เป็นปัจจัยเสริมหรือเป็น เงื่อนไขเพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าได้ทําแล้ว ขาดครูสอนหนังสือภาษาไทยก็มีการประชุมก่อนว่า จะเอาครูสอนภาษาไทยกี่อัตรา แต่พอถึงเวลารับจริงกลายเป็นว่าได้ครูสอนวิทยาศาสตร์มา เพราะมองว่าวิทยาศาสตร์จําเป็นกับเด็กทั้งโรงเรียน แต่จริง ๆ แล้วขาดครูสอนภาษาไทย แต่บางครั้งก็ไปอ้างว่าได้มีการประชุมผู้ปกครองแล้ว ผมเลยบอกเร็ว ๆ ว่าการมีส่วนร่วมไม่ใช่ ตรายาง อย่าทําให้กระบวนการมีส่วนร่วมรู้สึกเป็นตรายาง เพราะกระบวนการหลังจากปิด ไมโครโฟนห้องประชุมแล้ว บางครั้งครู ผู้ปกครองไม่ทราบต่อหรอกครับว่าผลการประชุมนั้น เป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นรายงานการประชุม ก็เพียงแต่ประชุมเสร็จแล้ว เอาเป็นเครื่องมือไว้ สําหรับหาผลประโยชน์ก็มี ที่เรียนอย่างนี้เพราะกระผมเคยเป็น กศจ. ของจังหวัด อุบลราชธานีก็ดี หรือจังหวัดสงขลาก็ดี เห็นความพยายามครับ ทั้งภาครัฐ และทาง คสช. เอง ที่มีคําสั่งปฏิรูปการศึกษาระดับจังหวัดหรือภูมิภาคเกิดขึ้น เราเห็นสภาวการณ์อย่างหนึ่งว่า กระบวนการมีส่วนร่วมนั้นยากเหลือเกิน เราได้คนครบองค์ประชุม เป็นไปตามหลักการเลย ที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่ แต่การที่จะมาคิดบูรณาการที่เป็นเป้าหมายแก้ปัญหาผมคิดว่า ต้องใช้เวลา และอาจจะจําเป็นว่าการที่จะต้องนําเสนอก่อนการประชุมหรือเอกสาร การประชุม การสร้างความเข้าใจนั้นเองต้องให้เขาเข้าใจก่อนว่าเขาเข้าประชุมมาเพื่อ ประโยชน์อะไร อย่างไร ไม่ใช่เป็นตรายาง อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยังพบเห็นกันบ่อยอยู่
ประการที่ ๒ กระบวนการการประชุม ถ้าท่านสังเกตดู ประชารัฐมีหลายภาคี หลายภาคส่วนมากมาย จริง ๆ แนวคิดนี้เราทํากันมาเยอะ แล้วก็คงไปเกี่ยวข้องในเชิงมิติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในสภาแห่งนี้มีการพูดถึงบวร บ้าน วัด โรงเรียนด้วย ผมคิดว่าต้องทํางาน ในลักษณะของบูรณาการมากขึ้น กระบวนการประชุมครั้งเดียวแต่เฉพาะทางเรื่องการศึกษา ก็ต้องให้ชัด ไม่ใช่ประชุมครั้งเดียว ปีละครั้ง หรือ ๒ ปีครั้งอะไรแล้วแต่ ผมหมายถึงว่า ไม่ได้โฟกัสหรือให้ความสนใจที่ชัดเจน ก็เป็นการประชุมที่ไร้ค่ามาก เราก็พบว่า หลาย ๆ พื้นที่นั้น ประชุมกันไปตามตัวชี้วัดเท่านั้นเอง ขอให้ได้มีการประชุม แล้วตรงนี้บางทีอยากตั้งคําถาม ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนด้วย เราใช้ว่าประชารัฐ ประชาสังคมกันอย่างแพร่หลายมาก และกระบวนการสําคัญของงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ท่านประธานสภาท่านอยู่ สํานักงบประมาณมาก่อน ท่านคงเห็นภาพอย่างหนึ่งว่ามีเงื่อนไขเหลือเกิน เวลาจัดทําแผน โครงการทั้งหลายมักจะกล่าวอ้างถึงคําว่า ประชารัฐ ต้องผ่านเวทีประชารัฐมา ผมก็หลับตา ดูว่าถ้า ๗๗ จังหวัดมีไม่รู้กี่โครงการผ่านประชารัฐกันทั้งนั้น พอสุดท้ายแล้วหมดงบประมาณ ไปเท่าไรไม่รู้ ครั้งหนึ่งสภาของเราเมื่ออาทิตย์ก่อนก็พูดถึงเรื่องของจิตอาสา แต่กลายเป็นว่า การมีส่วนร่วมวันนี้ในมิติกระบวนการไม่ได้เป็นเรื่องอาสาอย่างเดียวแล้ว กลายเป็นเรื่องของ การเป็นอาชีพประเภทหนึ่งที่ต้องเข้าไปมีบทบาท ต้องเข้าไปเสียงดัง แล้วสุดท้ายก็มีค่ารถ หรือค่าตอบแทนกลับบ้าน ตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการว่าเราจะลดช่องว่างนี้ได้อย่างไรให้เกิดเป็น จิตอาสาที่แท้จริง แล้วก็เป็นเรื่องที่ท้าทายว่าบ้าน วัด โรงเรียน ที่ท่านพูดถึงตรงนั้นเป็น ส่วนหนึ่งของประชารัฐ หรือประชารัฐเป็นส่วนหนึ่งของบวร บางทีก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกันอยู่ เลยคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่มีแนวคิดนี้ดํารงอยู่แล้วต้องไป เพียงแต่อยากจะ ให้ลดช่องว่างว่าทําอย่างไร ๑. ไม่เป็นตรายาง และ ๒. มีทิศทางบังคับการปฏิรูปได้อย่าง แท้จริง ผมเห็นความพยายามอยู่ไม่น้อยที่ท่านได้เอาเอกสารชิ้นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะเอกสาร ที่ผมขออนุญาตดูนิดหนึ่ง ในหน้า ๓ ท่านพยายามให้เห็นภาพว่ามิติที่หลากหลายไปเกี่ยวข้อง กับหลักสูตรสถานศึกษาอิงกับส่วนกลาง บางทีผมไปนั่งประชุมอยู่ก็เข้าใจว่าข้างล่างสะท้อน ว่าหลักสูตรส่วนกลางไม่สามารถจะพัฒนาลูกหลานเขาได้ หรือไม่สามารถที่จะทําให้ลูกหลาน ของเขาพ้นจากโง่ จน เจ็บได้ เขาจะทําอย่างไร หลักสูตรส่วนกลางจะรับฟังไหมว่าทําให้ ผู้ปกครองเห็นว่าการทบทวนหลักสูตรนั้นมีลักษณะจากข้างล่างขึ้นข้างบนด้วย โดยใช้เวที ประชารัฐตรงนี้ ก็อยากให้ท่านได้ลองออกแบบดูในเชิงกระบวนการผมคิดว่าเวลาประชุม ในแต่ละครั้ง เวลาผู้ปกครองหรือการทําประชารัฐก็คือการรับฟังความคิดเห็น การรับฟัง ความคิดเห็นนั้นถ้าได้มีหน่วยงานบูรณาการกันจะเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่วันนี้ถามตรง ๆ ว่ามีหน่วยงานที่จะรับฟังความคิดเห็นแล้วเอาข้อเท็จจริงมาบูรณาการกันจริงหรือไม่ เพราะสังเกตดูพอเปิดเวทีประชุมเสร็จก็ไม่เห็นว่าตกลงแล้วข้อเสนอของผู้ปกครองดี ๆ เอากลับไปพัฒนาหลักสูตรได้อย่างไร เอากลับไปให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านทํานโยบายที่ถูกใจได้อย่างไร ผมคิดว่าข้อต่อตรงนี้ยังน้อยไป ดังนั้นเรื่องของหลักสูตรก็ดี แต่เรื่องที่ผมสนใจเรื่องหนึ่งคือ ๑.๒.๓ การบริหารบุคลากรระดับพื้นที่การศึกษาไม่สอดคล้อง กับความจําเป็น อย่างที่ผมบอกว่าครูภาษาไทยขาด แต่การศึกษาชาติคนไม่ค่อยเรียน ภาษาไทย ไปเรียนวิทยาศาสตร์หรือไปเรียนวิชาสังคมศาสตร์มากขึ้น เวลารับก็รับ ครูภาษาไทยไม่ได้ ก็เลยต้องไปรับครูอื่น อัตรากําลังของครูเองก็ไม่สอดคล้อง ตรงนี้เอง ผมคิดว่าน่าจะมีข้อมูลที่หลากหลายอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราบริหารจัดการในพื้นที่ ยากเหลือเกิน โรงเรียนขนาดเล็กครูไม่อยากอยู่ การก้าวหน้าของครูก็มักจะวิ่งเข้ามาอยู่ โรงเรียนขนาดใหญ่ จากโรงเรียนขนาดใหญ่ก็ต้องวิ่งเข้าสู่ส่วนกลาง ตรงนี้ประชารัฐจะแก้ อย่างไร ประชารัฐแค่ส่งเสียง หมายถึงว่าครู ๑ คนดี ๆ อยู่ที่โรงเรียนนี้นาน ๆ ได้ไหม อยากเห็นครูสอนนักศึกษา สอนนักเรียนจนเกษียณเลยได้ซี ๑๑ ที่โรงเรียนตรงนี้เลยได้ไหม แต่พอถึงเวลาเกิดความก้าวหน้าก็มักจะเอาที่ประชุมประชารัฐหรือการที่ประชุมผู้ปกครอง หรือประชุมสถานศึกษาแล้วแต่ เป็นข้ออ้างในการทําตัวชี้วัดทั้งสิ้นเลยว่ามีความเห็น สอดคล้องกันที่จะให้ครูคนนี้ออกจากโรงเรียนนี้ไปโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น แล้วโรงเรียนใหญ่ขึ้น ก็ยินดีรับครูคนนี้เข้ามา ผมคิดว่าตรงนี้เสียหายประชารัฐอย่างมาก เพราะจริง ๆ แล้วบางครั้งผู้ปกครองหรือผู้ที่ เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเขาไม่ทราบหรอกว่าการเลือกอัตรากําลังของครูเองก็เป็นปัญหา ก็คงจะขออนุญาตอีกสักประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ในหน้า ๕ ฐานคิดหลักของประชารัฐ อยู่ที่ว่าคนไทยทุกคนคือประชาชนของชาติ ตรงนี้ดีครับที่ท่านได้กรุณาใส่คําคํานี้ลงไป แต่ผมก็ยังคิดว่าสาระสําคัญประการหนึ่งของการที่เวลาประชุม ไก่ตัวไหนเสียงดัง ขันดัง ก็จะพูดอยู่ตลอดเวลาทําเวทีมีส่วนร่วม ผมเข้าใจนะครับอาจารย์ เราเชิญพูดครับ เชิญพูดค่ะ ขอแสดงความคิดเห็นกันได้ไหม ก็พบว่าจะหน้าเดิมบ้าง คนเดิม ๆ บ้าง ไม่มีอะไรใหม่ ความหมายอย่างนั้นก็เป็นประเด็นเหมือนกัน ดังนั้นเวลาพูดถึงประชารัฐก็จะมีแฟนพันธุ์แท้ แต่สิ่งที่ท้าท้ายคือเราไปปลุกคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลยเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ไม่ใช่พอถึง เวลาก็สวมหมวกอีกแบบหนึ่งมา ไปเวทีนี้ พอไปอีกโรงเรียนหนึ่งก็คนนี้อีก ผมก็เห็นอย่างนี้ อยู่หลายพื้นที่ น่าจะเป็นโอกาสว่าถ้าจะปฏิรูปเรื่องการมีส่วนร่วมอยากจะให้มี การพิถีพิถันในเชิงกระบวนการมีส่วนร่วมว่าใคร ที่ไหน อย่างไร เข้าร่วมประชุม องค์ความรู้ไหน บางครั้งผู้ปกครองที่อาสาเข้ามาด้วยจริตของเขาไม่กล้าพูด เราจะทําอย่างไร ให้พูดความจริงว่าเมื่อลูกเขากลับไปที่บ้านแล้ว เมื่อบุคลากรของเขามาเรียนที่โรงเรียนแล้ว เกิดอะไรขึ้น เขาอยากเห็นอะไร อย่างไรนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดเล็ก ๆ ก็จริง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่งดงาม ขอบพระคุณครับ