กษิต ชูปฏิรูปการศึกษา เน้นท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดหลักสูตรและบริหารโรงเรียน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือการปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับท้องถิ่น พร้อมเสนอให้แบ่งสัดส่วนหลักสูตรเป็นกลาง 80 เปอร์เซ็นต์ และท้องถิ่นจัดทำอีก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยให้ อบจ. มีบทบาทหลักในการจัดสรรงบประมาณและบริหารการศึกษา เพื่อลดการควบคุมจากส่วนกลางและส่งเสริมความรับผิดชอบต่อชุมชนโดยตรง

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมขอช่วยเรียบเรียงเสียงประสานสักนิดหนึ่ง เพื่อจะได้มีความชัดเจนว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะในระดับจังหวัดรูปร่าง หน้าตาเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเริ่มแรกเลยต้องตกลงกันเสียก่อนว่าด้วยเรื่องหลักสูตร ว่าหลักสูตรกลางที่เป็นหลักสูตรมาตรฐานที่จะใช้ทั่วประเทศนั้นต้องเป็นหน้าที่ของ กระทรวงศึกษาธิการ คราวนี้หลักสูตรกลางนั้นจะมีกี่วิชา ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แล้วก็ทางด้านสังคมศาสตร์ เอาเป็นประเด็นที่ ๑ เสียก่อน รวมทั้งภาษาด้วย สมมุติว่า หลักสูตรกลางโดยกระทรวงศึกษาธิการมี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียน ก็หมายความว่า เราจะทอนให้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นหลักสูตรที่จะเพิ่มเติมโดยท้องถิ่นทุกจังหวัด ใช่หรือไม่ ดังเช่นในกรณีที่ทางกรรมาธิการได้พูดไว้คือที่จังหวัดสุราษฎ์ธานี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไหมครับ จาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ว่าด้วยหลักสูตร

ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารจัดการโรงเรียนทุกโรงเรียนในแต่ละจังหวัดนั้น ตอนนี้มีคณะกรรมการด้วยคําสั่งของ คสช. ที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ผมก็ ขอเสนอว่าถ้ายังจะใช้คณะกรรมการใหม่ในชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาประชารัฐ ผมก็จะขอให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นข้าราชการในจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน เพราะคําว่า ประชารัฐ ประชาชนต้องมาก่อน รัฐจะต้องมาทีหลัง แต่ว่าเท่าที่เป็นอยู่จะเป็นเรื่องรัฐ มาก่อน ประชาชนมาทีหลัง มันกลับหัวกลับหาง ก็ต้องให้ประชาชนหรือว่าคณะกรรมการ ในระดับจังหวัดนั้นมีประชาชนพลเมืองในจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธานแล้วก็เป็นกรรมการ รัฐจะโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจะใครอื่น ๆ ก็ตาม หรือว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไปอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เป็นแค่ผู้สนับสนุนหรือแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น ต้องมาตกลงกันอย่างนี้ หรือเปล่าครับ หรือว่ายังต้องให้รัฐเป็นประธานอยู่ แล้วประชาชนได้รับเชิญเข้ามาก็ไม่ได้ให้อํานาจประชาชน พื้นที่ของเขา เขาควรจะ บริหารความเป็นไปที่เกี่ยวกับการศึกษานะครับ ผมได้เคยพูดในสภานี้ ผมได้ยกตัวอย่าง ประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าโรงเรียนต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดของเขามีคณะกรรมการศึกษา ที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นประชาชนพลเมือง อดีตข้าราชการเกษียณอายุไปแล้ว กลับไปช่วย จังหวัดของตนเองเหล่านี้ มีกระทั่งตําแหน่งเอกอัครราชทูต อดีตที่กลับไปเป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาประจําจังหวัด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมลาสภาไปที่ประเทศเนปาล เขาก็กําลังทําเหมือนเนเธอร์แลนด์คือคณะกรรมการการศึกษาในระดับท้องถิ่นท้องที่นั้น เป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐมีหน้าที่ที่จะเข้ามาสนับสนุน เพราะฉะนั้น เรามานิยามคําว่าประชารัฐกันเสียให้ชัดว่ารัฐมาก่อน ยังจะเป็นเจ้านายเหนือหัวโดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือว่าข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือจะให้ ประชาชนเป็นเจ้านายของตนเอง แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐจากส่วนกลางเป็นแค่ผู้สนับสนุน เท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันเสียก่อน มันเป็นปรัชญา แล้วถ้าเราบอกว่าจะคืน ประชาธิปไตยให้ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ดูแลตนเองโดยเฉพาะ ในเรื่องการศึกษา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของหลักสูตรหลักไม่ว่ากัน แต่ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ คําสั่งสอนของจิตวิญญาณ ของท้องถิ่น ละคร ดนตรี ปราชญ์ต่าง ๆ นั้นก็ใส่เข้าไปใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ได้ ผมจะยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดจันทบุรีก็แล้วกัน ถ้าทุกโรงเรียน ไม่ได้สอนเรื่องการกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การเคลื่อนทัพทั้งทางบก และนาวิกโยธิน ก็หมายความว่าการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา รวมทั้ง มหาวิทยาลัยต้องไปอยู่ในนั้นด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือจะมหาวิทยาลัยบูรพา พอภาคตะวันออกก็ถือว่าเป็นการล้มเหลวเพราะว่าเยาวชนไม่รู้ แล้วถ้าเยาวชนไม่รู้ว่ามังคุดก็ดี ทุเรียนก็ดี มะม่วงก็ดี หรือว่าพริกไทยถูกส่งออกไป ต่างประเทศ หรือว่าจะมีท่าเรือน้ําลึก ก็จะเป็นความล้มเหลวถ้าไม่มี ๒๐ เปอร์เซ็นต์อันนี้ ที่จะสอนอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ มาตกลงกันเสียก่อนครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่อย่างนั้น ก็จะมาพูดกันว่าเราจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ว่ามาเป็นลูกไล่ของข้าราชการ จากส่วนกลาง จะเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงมหาดไทย ผมว่าก็จะเป็น ความล้มเหลว แล้วเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าในคณะกรรมการใด ๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วไปในจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ให้มีคณะกรรมการ ๕ คน ๒๐ คนในคณะกรรมการนั้น ๆ ที่จะมาจากทางภาคเอกชนก็แทบจะไม่มีใครกล้าที่จะ ปริปาก ก็จะมีความอึดอัดเพราะว่าท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมเป็นประชาชน มีวรรณะ ทางสังคมที่ไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นอย่าเลยครับ เอาผู้แทนของรัฐ ออกไป ทําตนเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้สนับสนุน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นั่นเป็นประเด็นที่ ผมอยากจะเน้น ส่วนอันที่ ๒ ก็คือเมื่อเรามี อบจ. แล้ว ในแต่ละจังหวัดมีงบประมาณ โดยเฉลี่ยรวมทั้งหมดที่เข้าทางจังหวัดประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เอางบประมาณทั้งหมดที่ไหลเข้ามาเลย แล้วถามว่า อบจ. จะต้องกันเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลส่วนกลางกันงบประมาณกลางไว้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการศึกษา งบประมาณนั้นส่วนใหญ่จะทอนมาให้ที่จังหวัดได้ไหม แล้วให้ อบจ. ต้องกันไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการศึกษา แล้วต้องรับภาระร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในส่วนนี้ ของการจัดงบประมาณให้ลงไปทุกโรงเรียนในแต่ละจังหวัด ให้มีคณะกรรมการ ภาคประชาชนเข้าไปบริหารจัดการ แล้วก็บรรดามหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ ในจังหวัดต่าง ๆ ก็สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิชาการได้ ผมว่าเราน่าจะเริ่มต้นกัน อย่างนี้ แต่ถ้าคิดว่ารัฐบาลส่วนกลางยังจะต้องเข้าไปคุมในจังหวัด แล้วเราก็พูดกันสวย เรื่องประชารัฐ แล้วก็บอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้เราต้องไม่หลอกตนเองครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ