เกศินี ประทุมสุวรรณ หารือการปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกประชารัฐ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
ขอบพระคุณค่ะ เรียนท่านประธานสภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผลการศึกษานี้ชี้ชัดตอกย้ําว่าหัวใจสําคัญของการปฏิรูปการศึกษานั้นอยู่ที่การจัดการศึกษา เชิงพื้นที่ นั่นคือเราจะปล่อยให้รัฐจัดการศึกษาตามลําพัง ปฏิรูปการศึกษาตามลําพังไม่ได้ พื้นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ทําอย่างไรส่วนกลางจะเปิดโอกาสให้พื้นที่ได้เข้ามา มีส่วนร่วม ไม่มีทางเลยที่รัฐจากส่วนกลางจะเอาภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ปัญหาทุกเรื่อง ของการศึกษาในทุกพื้นที่ไปจัดการศึกษาให้กับคนทุกคนในทุกแหล่งพื้นที่ แต่ถ้าให้แต่ละ จังหวัดได้สํารวจความต้องการในพื้นที่ของตนเอง สํารวจความต้องการของภาคธุรกิจ ในจังหวัดของตนเอง ศึกษาปัญหาความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ําเขาก็จะรู้โจทย์ รู้ความต้องการ ได้มีการพูดคุยหยิบยกว่าวาระใดควรจะหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระของจังหวัด อันนี้คือการมีส่วนร่วมในการคิดตั้งแต่เบื้องต้น เป็นเหตุผลประการที่ ๑ ที่ทําไมถึงต้องจัด การศึกษาเชิงพื้นที่ เพราะปัญหาไม่เหมือนกัน เหตุผลประการที่ ๒ ถ้ามีหน่วยจัดการอยู่ใน พื้นที่ซึ่งจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามมาเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างรัฐ ส่วนกลาง กับพื้นที่ หน่วยจัดการนี้จะมีความพร้อมมากกว่า เคลื่อนไหวตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วกว่า และปฏิรูปโดยได้รับความร่วมมือที่มากกว่า เช่นถ้าโรงเรียนมีครูไม่ครบชั้น ขาดแคลน ครูภาษาอังกฤษ หน่วยจัดการนี้ก็จะสามารถจัดการได้โดยทันที รูปแบบนี้คือประชารัฐ เราจะทําอย่างไรให้ประชาชนและรัฐบาลมาทํางานร่วมกันต้องสร้างกระบวนการ ปกติแล้ว นโยบายต่าง ๆ จากส่วนกลางก็จะเดินจากรัฐบาลหรือองค์กรภาครัฐไปสู่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือพนักงานของรัฐ โดยใช้การสื่อสารแนวดิ่งจากบน ลงล่าง อาศัยระบบการสั่งการจากส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม ไปยังส่วนภูมิภาค ไปถึงจังหวัด และอําเภอส่งต่อกันเป็นทอด ๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดําเนินการไปตามนโยบายโดยวิธีนี้เท่านั้น พบแล้วว่าไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ การสานพลังประชารัฐจะต้องเป็นกระบวนการที่ เชื่อมร้อยทุกภาคส่วน ทุกภาคเครือข่ายให้มาทํางานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายและมีวิสัยทัศน์ ไปในทางเดียวกัน คราวนี้การจัดการศึกษาในเชิงพื้นที่โดยอาศัยกลไกประชารัฐนั้น คําว่า การมีส่วนร่วม นั้นควรจะต้องมีภาคีใด ๆ บ้าง ก็ควรที่จะต้องประกอบด้วย ๗ ภาคส่วน ด้วยกัน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้ มีประชาชนเป็นผู้แสดง บทบาทหลัก ภาคเอกชน บริษัท ห้างร้าน ภาคธุรกิจ พวกนี้กลุ่มภาคเอกชนนั้นมีต้นทุนสูง ในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณในเชิงของซีเอสอาร์ (CSR) ภาคส่วนที่ ๔ คือภาควิชาการ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีต้นทุนในเรื่องของ นวัตกรรม เทคโนโลยี วิชาการ ซึ่งก็จะมาช่วยในเรื่องของการเป็นฐานพลังของการขับเคลื่อน ภาคส่วนที่ ๕ คือภาคศาสนา ทุกศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ภาคนี้มีต้นทุนในเรื่องของการสร้าง ความศรัทธา มีคําสอนที่เอื้อต่อการสร้างจิตสาธารณะและจิตอาสา และภาคที่ ๖ คือ ภาคการสื่อสาร และภาคสุดท้าย คือภาครัฐและท้องถิ่น ภาครัฐในที่นี้หมายถึงทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรของรัฐที่จะทําหน้าที่ทั้งในเรื่องของการจัดการศึกษาที่ทําหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ ทําหน้าที่ด้านพัฒนาสังคม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย การขับเคลื่อนแบบ ประชารัฐ ปัจจัยความสําเร็จที่พบว่าสามารถทําให้การเคลื่อนการศึกษาดําเนินการไปได้นั้น จะต้องมีกลไกหรือคณะทํางานซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นคณะกรรมการการศึกษาประชารัฐ จังหวัดหรืออําเภอ หรืออาจจะมีชื่ออื่น ๆ หรืออาจจะใช้หน่วยงานกลไกที่มีอยู่แล้วในแต่ละ จังหวัด เช่น จังหวัดเพชรบุรี อาจจะมีสภาการศึกษาเพชรบุรี ที่จังหวัดลําปาง มีสมัชชา สุขภาพที่จะทําเรื่องการศึกษาด้วย ในจังหวัดนครปฐมเรามีสมัชชานครปฐมที่เคลื่อนเรื่องของ การพัฒนาคน อันที่ ๑ คือมีกลไก อันที่ ๒ แกนนําจะต้องมีความเข้มแข็ง มีต้นทุนสูง มีวิสัยทัศน์ อย่างที่ ๓ คือต้องทํางานร่วมกันแบบเป็นเครือข่าย ทั้งในเชิงประเด็นและเชิง พื้นที่ นั่นคือต่างฝ่ายต่างเป็นโหนด (Node) ที่ทํางานเชื่อมต่อกัน มีฐานข้อมูลที่ถูกต้องที่ใช้ ร่วมกัน ข้อที่ ๕ สําคัญ มีกองทุนที่ใช้ในการบริหารจัดการที่ใช้ในการขับเคลื่อนงาน โดยในเบื้องต้นเรื่องนี้รัฐอาจจะต้องให้การสนับสนุนให้แก่คณะทํางานในจังหวัดในลักษณะ ของเงินทุนตั้งต้นหรือซี้ดมันนี (Seed Money) ข้อที่ ๖ คือมีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อ การทํางาน ข้อที่ ๗ มีแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัดที่ทุกภาคส่วนคิดร่วมกันและต่างคน ต่างนําแผนไปขับเคลื่อนในหน่วยงานของตน และข้อที่ ๘ คือการจัดการความรู้ มีการถอด บทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ดังนั้นคณะอนุกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอเรื่องของ การพัฒนาหรือการปฏิรูปในการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาให้เป็นจริง ผ่านกลไกประชารัฐ ๕ ข้อด้วยกัน ข้อ ๑ การพัฒนากลไกการศึกษาประชารัฐ โดยให้ ทุกจังหวัดนั้นมีคณะกรรมการหรือคณะทํางานที่มาจากแกนนําของทุกภาคีเครือข่าย เป็นกลไกหลวม ๆ ที่เน้นการทํางานแบบเครือข่ายภายใต้การสื่อสารแนวราบ อย่างเท่าเทียมกัน เกื้อหนุนกัน และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ข้อ ๒ การพัฒนากระบวนการ ขับเคลื่อนเป็นการทํางานอย่างมีกระบวนการตั้งแต่การกําหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ การจัดทําฐานข้อมูล การเลือกประเด็นเพื่อจะมาเป็นวาระของจังหวัด การทําแผนพัฒนา การจัดระบบการสื่อสาร และติดตามประเมินผล ซึ่งในเรื่องนี้สิ่งสําคัญที่สุดก็คือจะต้องมีการพูดคุย มีเวทีแลกเปลี่ยน อย่างต่อเนื่อง ข้อ ๓ คือพัฒนากลไกการระดมทุน ในระยะยาวนั้นอาจจะมีการจัดตั้งเป็น กองทุน หรือมูลนิธิ และเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ในระยะแรกรัฐอาจจะต้องสนับสนุน เงินทุนตั้งต้นให้คณะทํางานได้ไปจัดระดมทุนต่อ มีธรรมนูญกองทุนหรือคณะกรรมการ กองทุนต่อไป ข้อ ๔ คือการพัฒนาระเบียบและกฎเกณฑ์หนุนเสริม ในเรื่องที่อาจจะ เป็นปัญหา ก็ต้องหาทางออกร่วมกันแล้วก็ลงมือจัดการแก้ไข ข้อ ๕ ก็คือเรื่องของการพัฒนา ระบบและกลไกการสื่อสารในพื้นที่โดยคํานึงทั้งสื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก สื่อท้องถิ่น แล้วก็ นักสื่อสารพลเมืองรุ่นใหม่ ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ทําอย่างไรให้เกิดการหยิบยกเรื่องราวดี ๆ แบ่งปันกันผ่านสื่อ ให้สื่อได้ทําหน้าที่เป็นห้องเรียนอันกว้างใหญ่ของสังคมในการสื่อความจริง ความดี และความงาม สําหรับตัวชี้วัดความสําเร็จตามผลลัพธ์ในแต่ละพื้นที่ ก็อาจจะต้องเริ่ม จากการเกิดคณะทํางานหรือกลไกที่ว่านี้เพื่อให้กลไกนั้นไปผลักดันให้เกิดฐานข้อมูล มีการทํา ฐานข้อมูล มีการจัดทําแผนพัฒนา มีระบบการติดตามประเมินผล มีกองทุนมูลนิธิ มีระเบียบ และสุดท้ายก็คือเกิดวิสาหกิจการศึกษาเพื่อสังคม ทั้งนี้ ก็ต้องมีภาคประชาชนเป็นฝ่ายนํา และภาครัฐเป็นฝ่ายหนุน อันนี้ก็คือการสานพลังประชารัฐที่จะทําให้เกิดการขับเคลื่อนได้จริง ในระดับพื้นที่ ขอบพระคุณค่ะ