สมเดช นิลพันธุ์ หารือวิกฤตการศึกษาไทยที่ขาดคุณภาพและไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปผ่านกลไกประชารัฐโดยให้ระดับจังหวัดและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการศึกษาอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่าน ต้องกราบขอบพระคุณทางท่านประธานที่กรุณาไว้วางใจ มอบให้ทําหน้าที่ เรื่องนี้ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าจากวิกฤตของการศึกษาไทย เป็นที่ทราบว่า การศึกษาไทยนั้นตกต่ํา แม้จะแรงกิง (Ranking) ในระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เราก็ อยู่ในลําดับที่ท้าย ๆ และท้ายสุด ปัจจุบันอาจจะต่ํากว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ว่าได้ ข้อเท็จจริงเราพบว่าวิกฤตการศึกษาไทยนั้น ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อุดมศึกษา หรืออาจจะเรียกได้ว่าตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งถึงเชิงตะกอนว่าขาดคุณภาพและไม่ตอบโจทย์ของประเทศ การแก้ไขที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละยุคก็พยายามจะใส่เม็ดเงินเพื่อลงไปแก้ปัญหาด้วยงบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ที่ผ่านมา ถ้าติดเป็นสัดส่วนก็จะพบว่า ๑ ใน ๔ ของงบประมาณแผ่นดินจะไปอยู่ที่การศึกษา แต่จากรายงานการวิจัยข้อเท็จจริงหลาย ๆ งานวิจัยพบว่าข้อเท็จจริงปัญหาที่สําคัญของ การศึกษานั้นอยู่ที่การบริหารจัดการ ซึ่งจริง ๆ แล้วการศึกษานั้นรวบอํานาจไว้ที่ส่วนกลาง จากการศึกษาพบว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มองไปที่กลไกประชารัฐในระดับพื้นที่เพื่อการ ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา ขออนุญาตใช้คําว่า ระดับพื้นที่ ระดับพื้นที่นี้ไม่ใช่ระดับพื้นที่ ทางการศึกษา คือระดับผู้คนในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการคิดแบบมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่ากระบวนการคิดแบบมีส่วนร่วมนั่นคือการทํางานในรูปแบบของ ประชารัฐ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมไว้นิดหนึ่งว่า ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่าแนวทางประชารัฐนี้จะนําไปสู่ ความสําเร็จของการปฏิรูป ดังข้อความตอนหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ว่า การจะดําเนินในเรื่อง เหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้จําต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วนกับหน่วยงาน ทั้งหลายของรัฐตามแนวทางประชารัฐ ภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยและประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน หลักธรรมาภิบาล อันจะทําให้สามารถขับเคลื่อน ประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอน เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ ในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฐานคิดหลักประชารัฐก็คือคนไทย ประชาชนของชาติ คนไทยทุกคนคือพลังสําคัญในการมีส่วนร่วมในกระบวนการคิด ฐานการคิดตรงนี้จะประกอบ กับคําสั่ง คสช. ยกเลิกการศึกษาในเขตพื้นที่แล้วก็ตั้ง กศจ. จังหวัด ตามคําสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ปี ๒๕๕๙ ข้อ ๖ สาระสําคัญคือให้เกิดคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัดขึ้น โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และกําหนดอํานาจหน้าที่ ตามคําสั่งใหม่ คําสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ กําหนดทิศทางการทํางานของ กศจ. ในระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด การวางแผนบริหารบุคคลในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด เกลี่ยอัตรา คําสั่งข้าราชการครู บุคลากร และเพิ่มอํานาจการบริหารจัดการให้กับระดับจังหวัด ให้ผู้แทน องค์กรภาคเอกชน องค์กรวิชาชีพภาคประชาชนอย่างน้อยด้านละ ๑ คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการการศึกษาในระดับจังหวัด ตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้นก็จัดให้มีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการ ชุดนี้ได้ไปดําเนินการ ครั้งแรกนั้นเราได้ไปดําเนินการที่จังหวัดนครปฐม โดยเชิญกลุ่มภูมิภาค ตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพื่อจะหาโมเดล (Model) และรูปแบบในการทํางานเพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ให้เกิด ความชัดเจน อีกครั้งหนึ่งกราบเรียนว่าเราก็ไปยังเขต ๘ จังหวัดในภาคตะวันออก ขออนุญาต ใช้มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณีในการโฟกัสกรุป (Focus Group) เพื่อหารูปแบบ หาความต้องการของภาคประชาชนในการขับเคลื่อน อีกครั้งหนึ่งเพื่อกระชับ สั้น ๆ เราก็ไปที่ภาคเหนือตอนล่างที่จังหวัดพิษณุโลก ๑๑ จังหวัด ไปชวนคิดชวนคุย ในเรื่องของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ ท้ายสุดด้วยเวลาและการทํางานของเรามีจํากัด เราก็ได้รับเกียรติจากทาง อบจ. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ไปถอดบทเรียนครั้งสุดท้ายที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะฉะนั้นจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าการศึกษานั้นไม่ใช่ ท็อปดาวน์ (Top down) การศึกษาไม่ใช่สั่งตรงจากกระทรวงศึกษาธิการลงสู่ภูมิภาค ลงสู่ท้องถิ่น การศึกษาต้องเริ่มจากคนในท้องถิ่นช่วยกันคิดวางแผนเพื่อตอบโจทย์ของท้องถิ่น มีตัวอย่างดี ๆ ก็อยากจะกราบเรียน รายละเอียดนั้นจะให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เกศินีกล่าวถึงว่าตัวอย่างดี ๆ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างเช่นการสร้างหลักสูตร ของชาวสุราษฎร์ธานีโดยอาศัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี คือเอาทุน ทางสังคมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือหลักคําสอนของท่านพุทธทาสมาสร้างหลักสูตร เป็นแบบเรียนให้กับชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการดํารงวิถีชีวิต เรื่องนี้เห็นชัดเจน ระเบียบ การวัดผลก็ไม่ได้วัดด้วยคะแนน แต่วัดพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกหลังจากที่จบหลักสูตรนี้ อันนี้คือเป็นตัวอย่างวิธีคิดในระดับพื้นที่ ในระดับท้องถิ่น ที่คิดร่วมวางแผนกําหนดกิจกรรม และการดําเนินการในการพัฒนาทางด้านการศึกษาในระดับของท้องถิ่น ส่วนในรายละเอียด นั้นเพื่อความกระชับ ผมจะขอให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เกศินีนําเรียนที่ประชุมครับ