วิวัฒน์ ศัลยกําธร รายงานและหารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาอย่างบูรณาการผ่านกลไกประชารัฐระดับพื้นที่ โดยเสนอให้สร้างเครื่องกลั่นการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับฐานรากถึงชาติ พร้อมเน้นบทบาทของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน เรื่องที่ ๒ ที่จะรายงานให้ที่ประชุม สปท. ทราบก็คือ การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบมีส่วนร่วม
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ลําพังกฎหมาย ลําพังกระทรวงศึกษาธิการ และอีก ๑๐ กระทรวง ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดการศึกษานั้นไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้เลย ประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษา ๒ ครั้งที่ผ่านมาน้ําหนักอยู่ที่การจัดการปฏิรูปการศึกษาในระดับโครงสร้างส่วนบน ในระดับ โครงสร้างส่วนบนนั้นขออนุญาตแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องของกฎหมาย ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของนโยบาย ครั้งนี้ในระดับกฎหมายนั้นเราทํา ๒ ระดับ ที่จริง ๓ ระดับ ด้วยกัน ระดับแรก ก็คือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดมาก ๓ หมวด ๕ มาตรา โดยเฉพาะมาตราสําคัญที่สุดก็คือเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาในมาตรา ๕๔ ซึ่งพูดชัดเจนว่าต้องทําให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญตามความถนัดของตน และรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และสําคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ ซึ่งหมายถึงรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนในความหมายผมเรียนถามท่านประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญในที่นี้ ถามท่านว่าเป็นความหมายอย่างแคบหรือกว้าง ถ้าท่านจําได้ ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตอบชัดเจนว่าเป็นความหมายอย่างกว้าง หมายถึง ใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐบาลกลางและไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงทั้ง กทม. ทั้ง อบจ. ทั้ง อบต. ทั้งเทศบาล ใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลกลาง หมายรวมถึง ภาคเอกชนในความหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็หมายถึงตั้งแต่พ่อแม่ ครอบครัว สังคม วัดวาอาราม สถานประกอบการ ชุมชนทั้งหมด จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกัน ในรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน เอกชนก็อย่างที่กราบเรียน เราก็กราบเรียนในที่ประชุมนี้ไปแล้วว่าถ้าจะจัด การศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ก่อนวัยเรียนครูที่สําคัญที่สุดคือพ่อแม่ ครูคนที่ ๑ คือพ่อแม่ นั่นเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นวันนี้ข้อเสนอของเรา ถ้ากลไกความร่วมมือ ภาษาปัจจุบันซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ง่ายที่สุดคือประชารัฐ ถ้าทั้งประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน สังคม ภาคเอกชน สถานประกอบการทั้งหมด รวมทั้ง ท้องถิ่นด้วยไม่ร่วมมือ ลําพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวซึ่งจัดการศึกษาอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงสร้างการจัดการศึกษาทั้งหมด ซึ่ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในที่นี้ หมายรวม เพียง ๑๒.๙ ล้านคนเท่านั้น แต่ว่าข้อเสนอการปฏิรูปในครั้งนี้เราได้กราบเรียนแล้ว ที่ประชุมนี้ ได้กรุณาเห็นชอบ เพราะเราจะจัดการศึกษาให้กับคนทั้ง ๗๐ ล้านคน คือตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์มารดาไปจนถึงตลอดชีวิต แล้วคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นครูนั้นไม่ใช่ครู เฉพาะที่ถูกบัญญัติไว้ในระบบเท่านั้น แต่หมายถึงพ่อแม่ด้วย หมายถึงทุกคนทั้ง ๗๐ ล้านคน จะมีสิทธิลุกขึ้นมาเป็นครู คําถามก็คือกลไกนี้จะเกิดได้อย่างไร มีการทําการศึกษา วิจัย ที่จริงเรื่องนี้ผมเคยเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาเรื่องกลไกการมีส่วนร่วมมาแล้ว ๓ คณะ คณะที่ ๑ ตั้งแต่ สปช. เราพูดถึงกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา กลไกการมี ส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แม้ใน สปท. เองก็มีกลไกการมีส่วนร่วม ในการสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งอื่น ๆ ด้วย การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็น เรื่องใหญ่ จึงได้ถูกหยิบเอาไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ซึ่งสภานี้ได้กรุณาผ่านไปแล้ว ก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลายท่านในที่นี้ ได้อภิปราย เราเรียกว่าเป็นธรรมนูญการศึกษา รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิตด้วย แต่ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างส่วนบน ซึ่งส่วนใหญ่ ก็อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็อยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่ว่าความสําเร็จของ การปฏิรูปการศึกษามิได้อยู่ที่กรุงเทพมหานครแต่เพียงลําพัง ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างส่วนบน ทั้งหมด มีพระราชบัญญัติดี มีรัฐธรรมนูญดี มีพระราชกฤษฎีกาดี มีประกาศสํานัก นายกรัฐมนตรีดี มีนโยบายที่ชัดเจนดี แต่ผู้ปฏิบัติทั้งหมดยังอยู่อีก ผมขออนุญาตแบ่งคร่าว ๆ เป็น ๒ ส่วน ที่เห็นในชาร์ต (Chart) ที่โชว์ให้ดูนั้นได้อธิบายมาแล้วหลายทีว่า ส่วนที่ ๑ คือ ภาคประชาชน เกี่ยวข้องกับการศึกษามากมาย ผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด เพราะว่า วันนี้มีเวลาจํากัดในการประชุม เราต้องเลิกไม่เกิน ๔ โมง ก็ขออนุญาต รายละเอียด ท่านกรุณาลองดู นั่นคือภาคประชาชน เราจําเป็นต้องมีตัวอย่างของความสําเร็จ หรือที่เรา นําเสนอไว้ในรายงาน เราเรียกว่าโซเชียลแล็บ (Social Lab) ขณะเดียวกันภาครัฐเอง ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งมีกลไกจนถึงระดับหมู่บ้านเต็มไปหมดเลย ผมยกตัวอย่างที่ประชุม อธิการบดี ทปอ. มีถึง ๔ กลุ่มด้วยกัน แล้วก็จะมีเครือข่ายต่าง ๆ มากมายซึ่งจะอยู่ในเอกสาร ที่ได้แจกให้ท่านไปแล้ว ทั้งหมดเราเรียกรวมว่าประชารัฐ ความสําเร็จจะเกิดขึ้นจากทุกคน เรามีครูที่อยู่ในระบบ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน และครูที่อยู่นอกระบบมากกว่า ผมยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่คือครูที่เราไม่ได้จัดไว้ในระบบ แต่เขาคือครูที่มีความสําคัญยิ่งกว่าครูที่อยู่ในระบบ เพราะกว่าจะถึงอนุบาลก็สายไปแล้ว มีการวิจัยเรื่องนี้มากมาย ผมเองก็ได้เคยพูดในที่นี้ ไปแล้วหลาย ๆ ครั้งด้วยกัน เราได้นําเรื่องนี้เข้าไปหารือในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งมีท่านอธิการบดี สมเดชเป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ นําคณะไปเรียนหารือ ไปฟังความคิดเห็น ที่จริง ทั้ง ๑๕ จังหวัดมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่พอสมควร ผมอยากขออนุญาตท่านประธาน ได้มอบให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านอาจารย์สมเดชได้กรุณาเล่าให้ที่ประชุมฟังครับ กราบขออนุญาตครับ