ธรรมศักดิ์ ชี้อุดมศึกษาต้องคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ หารือการปฏิรูปอุดมศึกษา โดยย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญ และเสนอให้มหาวิทยาลัยปรับบทบาทรองรับนโยบายพัฒนาประเทศสู่ยุคไทย 4.0 ผ่านการบริหารที่มีวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับเป้าหมายชาติ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

ขอขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิก เลขที่ ๖๙ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะที่ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี มีรายละเอียด มากพอสมควร คือค่อนข้างจะมากจากหลาย ๆ ฉบับที่ทํามา ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่า การปฏิรูปอุดมศึกษาหรือการขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ทํามาตั้งแต่เริ่มเปิดสภาแห่งนี้ คนที่ทําครั้งแรก ก็คือ สปท. ดอกเตอร์จุไรรัตน์เป็นคนทํา ก็มีรายละเอียดอยู่พอสมควร จากนั้นก็มาเป็นผม แล้วก็มาเป็นท่านอาจารย์อุทัย อยากจะเรียนว่าข้อมูลที่ให้มานี้เป็นข้อมูลเชิงการปฏิบัติ ของคนที่รู้ปัญหาของมหาวิทยาลัย แต่จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยต้องเรียนอย่างนี้ว่า มหาวิทยาลัยในภาษาอังกฤษเขาถือว่าเป็นระดับการศึกษาขั้นสูงสุดเทอร์เทียรีเอดูเคชัน (Tertiary Education) หรือไฮเออร์เอดูเคชัน (Higher Education) ในภาษาไทยเราก็ใช้ ภาษาที่ดีมาก คือเรียกว่าอุดมศึกษา เป็นการศึกษาขั้นอุดม จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยอาจจะมีความสับสนในเรื่องบริบทที่สําคัญ ๆ ตัวอย่างคือการมีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่แล้วคนมักจะเกรงใจ พอเป็นศาสตราจารย์จบปริญญาเอกเลย ถูกเรียกว่าดอกเตอร์ ก็จะทําให้เข้าใจผิดว่าเขาเก่งเชี่ยวชาญไปหมดทุกเรื่อง ท่านต้อง ไม่ลืมนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผมมักจะยกอยู่เสมอ มาตรา ๓๔ วรรคสอง ความเป็นเลิศ ของอาจารย์มหาวิทยาลัย คือจะให้การคุ้มครองเรื่องอะคาเดมิกฟรีดอม (Academic Freedom) หรือความเป็นอิสระทางวิชาการไว้ชัดเจนแล้ว อันนี้เป็นประเด็นเดียวที่อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือข้าราชการมหาวิทยาลัยมีอิสระที่จะดําเนินการต่าง ๆ เชิงวิชาการที่ไม่ทับซ้อน ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือว่าไปทับกับสิทธิส่วนบุคคลอื่น อันนี้ต้องโพรเทกต์ (Protect) ไว้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในภาพรวมทั่ว ๆ ไปท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อธิบายบ้างแล้ว อันนี้ คือปัญหาเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างในมหาวิทยาลัย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่ามหาวิทยาลัยตั้งขึ้นมา หรืออุดมศึกษาตั้งขึ้นมาในประเทศไทย เป็นความคิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ในปลายรัชกาลของพระองค์ท่าน ต้องการให้เกิดมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่ารัตนโกสินทร์ สากลวิทยาลัย คําว่าสากลวิทยาลัยก็มาจากยูนิเวอร์ซิตี (University) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า มหาวิทยาลัย คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมีคณะองค์กรต่าง ๆ มากมายก็เลียนแบบกันไป ผมเองเคยเป็นนักเรียนเก่าทั้งอังกฤษ ทั้งสหรัฐอเมริกา ทั้งออสเตรเลียและอินเดีย เคยดูงาน เคยฝึกอบรมการบริหารที่ออกซ์ฟอร์ดและออสเตรเลียมา เราก็พบว่ากระบวนการ คิดของเราอาจจะคลาดเคลื่อน อาจารย์มหาวิทยาลัยเขาตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรหลัก ในการพัฒนาประเทศ เพราะว่าทําหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตตรี โท แล้วก็เอก สถาบันคาร์เนกี เมลลอนของสหรัฐอเมริกาเขาจะบอกว่าปริญญาเอกก็คือคนที่แอดวานซิง โนว์เลจ ทู เดอะ นิว ฟรอนเทียร์ ออฟ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี (Advancing knowledge to the new frontier of science technology) คือพยายามทําให้ทุกอย่างให้ไกลสุดไปถึงขอบสุดของวิทยาการ ผมเรียนเลยว่าเมื่อรัฐบาลนี้ คสช. ต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศไทยที่หลุดจาก รายได้ปานกลาง ๔.๐ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาของทั้งประเทศกรุปปิง (Grouping) ที่จัดไว้ดี แต่การบริหารจัดการอย่างนี้คงไม่ใช่ คนที่มานั่งบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ควรจะเป็นบุคคลที่ยอมรับความจริงว่า ๑. ต้องมีภูมิปัญหาตามสมควร อาจจะเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยหรือใครก็ได้ แต่ต้องรู้บริบทว่าฉันมาเป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรีต้องบริหาร ตามราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่ว่าไปเกรงกลัวเกรงใจมหาวิทยาลัยเกินไป ต้องดูก่อนว่า มหาวิทยาลัยรองรับนโยบายอะไรของรัฐบาลบ้าง เมื่อนโยบายของรัฐบอกชัดเจนว่า ในมาตราต่าง ๆ มาตรา ๕๔ ต้องการผลิตคนที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ มาตรา ๖๙ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ต้องการที่จะสร้างศักยภาพประเทศไทยในการแข่งขัน ให้ทัดเทียมกันเป็นไทย ๔.๐ อันนี้ผู้บริหารต้องเข้าใจ ผมจึงเคยนําเสนอในที่ประชุมนี้ว่า อุดมศึกษาซึ่งเป็นแหล่งรวมของคนระดับที่มีความรู้สูงแล้วก็ผ่านบริบทของการศึกษา พัฒนาดูงานกันมาเยอะ มีลูกศิษย์เยอะ ท่านประธานอุทัยเอง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็มีลูกศิษย์มาก ผมเองก็ผ่านการบริหารจัดการมาเยอะ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ๘ แห่ง เคยดูงานต่างประเทศมาเยอะ เราเห็นว่าการคิดอย่างนี้มหาวิทยาลัยไทยเขาหวังดี ต่อประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม สิ่งเดียวที่ควรทําตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการสร้างตําแหน่งรัฐมนตรีใหม่ แต่ผมต้องการจะเห็นว่า โครงสร้างในการแก้ปัญหาของประเทศทุกกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคนทั้งนั้น แต่ความรู้ต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาของทุกกระทรวงทุกปัญหาแม้แต่ตํารวจก็มาจากการพัฒนา การวิจัย หน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือสอน วิจัย พัฒนา ส่งเสริมวิชาการและวัฒนธรรม ๔-๕ ข้อ เหมือนกันหมดครับ แต่การพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาของประเทศในกระทรวงต่าง ๆ จะเกิดได้ก็ต้องมาจากคนที่มีความรู้คือมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้ผมย้ําเสมอ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ปรับแล้ว ปรับเอาโครงสร้างของกระทรวงใหม่ ไม่ใช่เอาโจทย์เดิม ผมเรียนไปแล้วว่า โจทย์เดิมที่ต้องการจะตั้งกระทรวงอุดมศึกษาเป็นโจทย์สมัยที่ผมเป็นคณะกรรมการ การอุดมศึกษา เราพยายามคิดกันว่าเอาโจทย์นี้แล้วกัน แยกอุดมศึกษาออกมาเป็น กระทรวงใหม่ตอนนั้น ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ แล้วเอาโจทย์นี้มาพูดวันนี้อีกซึ่งล้าสมัยไป มันไม่ใช่ยุคของท่าน พลเอก ประยุทธ์นะครับ ยุคนี้ต้องการเป็น ๔.๐ กระทรวงอุดมศึกษา ต้องเป็นกระทรวงใหม่ ไม่มีรัฐมนตรีเพิ่มครับ เพียงแต่เอาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ แล้วมารวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วเอาดิจิทัลมาด้วย เพราะดิจิทัล คือโพรเซส (Process) ไม่ใช่ตัวจักรในการทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น มันเป็นเทคโนโลยี เป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศเพื่อไป ๔.๐ ดังนั้นกระทรวงใหม่คือกระทรวงอุดมศึกษา และวิทยาศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ เป็นแค่กระทรวงที่รองรับนโยบายยุทธศาสตร์ที่ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ทําอยู่แล้วประกาศออกมาแล้วพวกเราก็จะหมดอายุกัน สิ่งนี้ต่างหากที่เป็น ความจําเป็นที่ประเทศไทยต้องการผนึกกําลังสร้างอํานาจและความสมบูรณ์ตามที่ รัชกาลที่ ๕ เคยตรัสไว้เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๕๓ ประเทศไทยสมบูรณ์ไปหมดครับ แผ่นดินเราดีมากเป็นสุวรรณภูมิ แผ่นดินเรามีไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ดีมาก อันดับ ๘ แผ่นดินเราดีมากเพราะมีพระมหากษัตริย์ที่มีพระวิสัยทัศน์ก้าวไกลทุกพระองค์ ในราชวงศ์จักรี แผ่นดินเราเต็มไปด้วยสารพัดอย่างที่ดี เราไม่เคยมีความเดือดร้อน ในทุกเรื่องเลย แต่เราบริหารจัดการไม่ดี มหาวิทยาลัยเป็นตัวจักรสําคัญที่จะรองรับ ในการพัฒนาประเทศ เราพูดเรื่องรางรถไฟความเร็วสูง เราพูดถึงดิจิทัล เราพูดถึงพันธุกรรม เราพูดถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย ถามสิครับความรู้อยู่ที่ไหน ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกับมหาวิทยาลัยครับ แม้แต่เรื่องของไฟฟ้า ๒๔ ชั่วโมงในอนาคตที่ผมพยายาม เอ่ยเสมอก็คือว่า เราต้องรวมไฮโดรเจน ๒ ไอโซโทป เพื่อปล่อยนิวตรอนออกมาอย่างนี้ เป็นเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการ ใครที่จะทําเรื่องนี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้ ก็ต้องมหาวิทยาลัย ดังนั้นการสร้างองคาพยพใหม่ เป็นกระทรวงใหม่ไม่มีการเพิ่มรัฐมนตรี แต่หมายความว่าเราจัดองค์กรให้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเขาอยู่ด้วยกัน ผู้บริหารกระทรวง ก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องเป็นคนที่เก่งและรู้เรื่องตามสมควร ไม่ใช่ตามไม่ทันหรือว่าเกรงใจ อาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยแน่นอนครับเขารู้มาก แต่เขารู้เรื่องของเขา ตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง ก็ชัดเจนต้องคุ้มครองเขา แต่ถ้าเขาล้ําเส้น ทําตัวไม่เรียบร้อย หรือมีปัญหา มีคอร์รัปชันบ้าง ไม่ได้ครับ เพราะเขาใช้เงินงบประมาณแผ่นดินภาษีของเรา ผมว่ารัฐบาลต้องทําความเข้าใจใหม่แล้วครับ ๑. มหาวิทยาลัยใช้ภาษีของเรา ธรรมาภิบาล ต้องเกิดขึ้นก่อน อธิการบดีจะอยู่กี่สมัยตามที่เสนอมาผมเห็นด้วยนะครับ ไม่ควรอยู่ ๒ สมัย หรือไม่ควรจะไปอยู่ที่อื่น เว้นวรรค ๖ เดือนกลับมาเป็นที่เดิมอีก ๔ ปี ๘ ปี อันนี้ไม่เหมาะสม อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามข้อเสนอบางเรื่องในรายงานนี้ดีมาก บางเรื่องเป็นรายละเอียด ที่ต้องปล่อยให้รัฐมนตรีลงไปกํากับตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน ของกระทรวง ไม่ใช่คอยฟังแต่นิติกร ผมย้ํานะครับ นิติกรบางครั้งเขามีผลประโยชน์ ไปนั่งในสภามหาวิทยาลัย นั่งนายกสภามหาวิทยาลัย นั่งโน่นนั่งนี่เต็มไปหมด เขาจะพิจารณา เหตุผลทางกฎหมายให้รัฐมนตรีผิดเพี้ยนได้เสมอ ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงไม่รองรับ การพัฒนาประเทศตามสมควร ๔.๐ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องจัด รวม สร้างองค์กรใหม่เรียกว่า กระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ขอบคุณท่านประธานครับ